วันศุกร์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2558

SAAB AB สวีเดนเสนอเรือดำน้ำแบบ A26 ให้กองทัพเรือไทย


บริษัท Saab ประเทศสวีเดน เข้ามาบรรยายข้อมูลเรือดำน้ำชั้น A-26 เมื่อ 2 เม.ย.58 โดยมี พล.ร.ท.ไพฑูรย์ ประสพสิน รองเสนาธิการทหารเรือ เป็นประธานเข้ารับฟัง

ที่มา Page กองเรือดำน้ำ
https://www.facebook.com/222887361082619/photos/a.646128485425169.1073741837.222887361082619/878976835473665/?type=1
https://www.facebook.com/pages/Submarine-Squadron-กองเรือดำน้ำ-กองเรือยุทธการ/222887361082619

SAAB AB สวีเดนนับเป็นบริษัทแรกในเดือนเมษายนที่มาบรรยายเสนอข้อมูลเรือดำน้ำแบบ A26 ให้กองทัพเรือไทยรับทราบ
ก็เป็นที่น่าสนใจว่ารัฐบาลสวีเดนเองเพิ่งจะอนุมัติการจัดหาเรือดำน้ำ A26 จำนวน ๒ลำ วงเงินโครงการไม่เกิน SEK8.2 billion หรือราว $943 million
หลังจากที่ SAAB AB ซื้ออู่ Kockums คืนจากเครือ TKMS เยอรมนีและซื้อตัววิศวกรทางเรือสวีเดนมาทำงานให้ SAAB ที่ในปี 2014 นั้นรัฐบาลสวีเดนได้เคยสั่งยกเลิกโครงการจัดหาเรือดำน้ำ A26 ไป แต่ก็มีการตั้งโครงการใหม่อีกครั้ง
ซึ่งเป็นไปตามแผนปรับปรุงกำลังเรือดำน้ำกองทัพเรือสวีเดนที่ต้องการจัดหาเรือดำน้ำใหม่แทนเรือแบบ A17 ชั้น Sodermanland ๒ลำที่จะปลดประจำการในอนาคตอันใกล้
โดยกองทัพเรือสวีเดนจะได้รับมอบเรือดำน้ำ A26 ครบทั้ง๒ลำภายในปี 2022

http://www.saabgroup.com/en/Naval/Kockums-Naval-Solutions/Submarines/Kockums-Next-Generation-Submarine/


เรือดำน้ำแบบ A26 นั้นเป็นเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าที่ออกแบบมาสำหรับการปฏิบัติการในเขตน่านน้ำชายฝั่งซึ่งเป็นสภาพภูมิศาสตร์ของอ่าว Baltic สวีเดนที่มีความลึกไม่มากนัก
เรือดำน้ำแบบ A26 ถูกออกแบบให้เป็นเรือดำน้ำยุคอนาคตที่มีความสมบัติตรวจจับได้ยากมากสูงทั้งขณะลอยลำเหนือผิวน้ำและดำอยู่ใต้น้ำ
ทั้งนี้เรือดำน้ำแบบ A26 ยังถูกออกแบบให้มีความอ่อนตัวต่อภารกิจหลายรูปแบบ เช่น การลาดตระเวนตรวจการณ์ทางทะเล ทำสงครามทุ่นระเบิด โจมตีเรือข้าศึก และสนับสนุนหน่วยปฏิบัติการพิเศษ
รวมถึงขีดความสามารถในการเชื่อมโยงเครือข่าย Data Link Network Centric ที่มีความทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมระบบอำนวยการรบที่ล้ำยุค ตัวเรือซ่อมบำรุงง่ายและมีค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการตลอดอายุการใช้งานต่ำ
ระบบอาวุธหลักของเรือดำน้ำ A26 ประกอบไปด้วยท่อ Torpedo จำนวน ๔ท่อยิงสำหรับ Torpedo ขนาด 53cm, Torpedo ขนาด 40cm และทุ่นระเบิด ซึ่งเรือดำน้ำ A26 สามารถติดตั้ง Torpedo หนักได้สูงสุดมากกว่า ๑๕นัด
พร้อมส่วน Multimission Portal ที่สามรถติดตั้งระบบเสริมต่างๆตามความต้องการภารกิจได้ เช่น ติดตั้งยานใต้น้ำ UUV/ROV หรือสนับสนุนหน่วยสงครามพิเศษทางเรือ หรือเป็นคลัง Torpedo หรือทุ่นระเบิดเสริม
โดยเรือดำน้ำแบบ A26 นั้นติดตั้งระบบ Stirling AIP ที่มีความก้าวหน้าสูงซึ่งจะช่วยเพิ่มระยะเวลาในการปฏิบัติใต้มากขึ้น และปลอดภัยต่อแรงสั่นสะเทือนจากการระเบิดใต้น้ำ
เรือดำน้ำแบบ A26 มีระวางขับน้ำที่ผิวน้ำประมาณ 1,800tons ขณะดำประมาณ 1,900tons ตัวเรือยาว 62m ดำน้ำได้ลึกสุดมากกว่า 200m
ทำความเร็วได้สูงสุดเมื่อใช้ Snorkel มากกว่า 12knots เมื่อใช้ Stirling AIP มากกว่า 6knots ระยะเวลาปฏิบัติการสูงสุด ๔๕วัน กำลังพลประจำเรือ ๒๖นาย



อย่างไรก็ตามเรือดำน้ำแบบ A26 นั้นมีข้อเสียเปรียบถ้าเทียบกับบริษัทอื่นๆที่มานำเสนอแบบเรือของตนให้กองทัพเรือรับทราบ ตรงที่ยังเป็นแบบเรือที่อยู่ระหว่างการออกแบบยังไม่ได้ต่อขึ้นมาจริงในขณะนี้
อีกทั้งสวีเดนยังได้ทิ้งช่วงการต่อเรือดำน้ำเองในประเทศไปนานนับตั้งแต่ต่อเรือดำน้ำแบบ A19 ชั้น Gotland ๓ลำในช่วงปี 1990s เป็นต้นมา ทำให้ถูกมองว่าขาดประสบการณ์ด้านการต่อเรือดำน้ำไป
ซึ่งเหตุผลนี้เองทำให้กองทัพเรือออสเตรเลียปฏิเสธแบบเรือ Type 612 ขนาด 4,000tons ที่พัฒนาจากเรือแบบ A26 ในโครงการจัดหาเรือดำน้ำทดแทนเรือชั้น Collins โดยให้ความสนใจ Technology เรือชั้น Soryu ของญี่ปุ่น
ถ้ากองทัพเรือไทยสนใจแบบเรือดำน้ำ A26 ของ SAAB AB สวีเดนจริงก็คงจะต้องรอจนราวหลังปี 2020 เป็นต้นไปที่เรือดำน้ำลำแรกของกองทัพเรือสวีเดนจะสร้างเสร็จเข้าประจำการ
ซึ่งถ้ากองทัพเรือไทยจะมีการจัดตั้งโครงการจัดหาเรือดำน้ำและพิจารณาเลือกแบบเรือภายในปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๕๙ แล้ว การเลือกแบบเรือ A26 อาจจะต้องใช้เวลาจัดหาและรับมอบเรือนานกว่าการเลือกเรือแบบอื่นอยู่บ้าง


แต่โดยความเห็นส่วนตัวแล้วคิดว่าไม่ต่างกันมากนัก
ซึ่งการเลือกแบบเรือดำน้ำนั้นถ้าเป็นไปได้ก็ควรจะเลือกแบบเรือที่เข้ากับระบบการฝึกกำลังพลที่กองเรือดำน้ำจัดตั้งมาได้จะดีกว่า โดยเรือดำน้ำจากเยอรมนีซึ่งกองเรือดำน้ำก็ใช้ระบบฝึกจำลองเรือดำน้ำของเยอรมันอยู่
หรือเรือดำน้ำสวีเดนก็เป็นระบบมีมาตรฐานสูงได้รับการพิสูจน์ในการฝึกซ้อมร่วมนานาชาติมาแล้วหลายครั้ง หรือเรือดำน้ำเกาหลีใต้ที่กองทัพเรือส่งกำลังพลไปศึกษาก็เช่นกัน
และน่าจะเข้าระบบฝึกพื้นฐานของกองทัพเรือได้มากกว่าเรือดำน้ำรัสเซียที่กองทัพเรือไทยไม่มีความคุ้นเคยกับระบบอาวุธทางเรือรัสเซียเลย หรือเรือดำน้ำจีนที่แทบจะไม่มีประเทศใดจัดหาไปใช้งานนักด้วย

แต่ก็นั่นละว่าตอนนี้โครงการจัดหาเรือดำน้ำของกองทัพเรือไทยยังไม่ได้มีการตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการเลย จึงยังเร็วเกินไปที่จะกล่าวถึงความชัดเจนของเรือดำน้ำในขณะนี้
ทางกองทัพเรือคงไม่ได้รีบมากในการพิจารณาการจัดตั้งโครงการและเลือกแบบเรือครับ แต่ถ้าช้าเกินไปก็ไม่ดี
เพราะ ร.ล.พุทธเลิศหล้านภาลัย ก็ปลดประจำการไปตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน ๒๕๕๘ ที่ผ่านมาและ ร.ล.พุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ก็จะปลดตามไปในอนาคตอันใกล้ ทำให้กองทัพเรือขาดประสิทธิภาพในการปราบเรือดำน้ำลงไปอีกพอสมควร
ถ้ากองทัพเรือไทยจัดหาเรือดำน้ำได้ช้าเกินไปมากเท่าไร ความมั่นคงของชาติทางทะเลของไทยก็ตกอยู่ในความเสี่ยงมากขึ้นเท่านั้นครับ

นายกรัฐมนตรีอินเดียกล่าวถึงการเจรจากับฝรั่งเศสเรื่องการจัดหาเครื่องบินขับไล่ Rafale


http://economictimes.indiatimes.com/articleshow/46856740.cms?utm_source=contentofinterest&utm_medium=text&utm_campaign=cppst

นายกรัฐมนตรีอินเดีย Narendra Modi ได้ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ฝรั่งเศส Le Figaro ก่อนการเยือนฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการเพื่อพบประธานาธิบดีฝรั่งเศส Francois Hollande ในวันที่ 10 เมษายนนี้ว่า
จะมีการเจรจากับฝรั่งเศสเรื่องความเป็นไปได้ในการจัดหาเครื่องบินขับไล่ Rafale ของกองทัพอากาศอินเดีย ซึ่งมีปัญหาความล่าช้าในกระบวนการจัดหาอยู่
"ข้อสงสัยเกี่ยวกับ Rafale ยังคงอยู่ในการพูดคุย และเราควรที่จะสามารถสร้างความคืบหน้าบนพื้นฐานที่ยอมรับได้" นายกรัฐมนตรีอินเดีย นาย Modi กล่าว
กองทัพอากาศอินเดียได้ตั้งโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่ MMRCA โดยได้เลือกแบบเครื่องคือ Rafale จำนวน 126เครื่องวงเงินกว่า $20 billion ในปี 2012
แต่อย่างไรก็ตามได้เกิดความล่าช้าในกระบวนการจัดหากว่า 3ปีแล้ว โดยอินเดียไม่สามารถตกลงกับฝรั่งเศสได้ในเรื่องการถ่ายทอด Technology ในการประกอบ Rafale ในอินเดีย และงบประมาณค่าใช้จ่ายในโครงการที่สูงขึ้นกว่าที่ตั้งไว้
ตราบใดที่รัฐบาลอินเดียยังไม่ลงนามสัญญาการจัดหาอย่างเป็นทางการแล้ว โครงการจัดหา Rafale ของกองทัพอากาศอินเดียนี้จึงมีความเสี่ยงที่จะถูกยกเลิกได้มาก
ซึ่งปัจจุบันนี้กองทัพอากาศอินเดียยังมีปัญหากับรัสเซียเรื่องการพัฒนาเครื่องบินขับไล่ยุคที่5 FGFA ที่มีแบบแผนจาก PAK FA T-50 ที่มียังมีประเด็นทางการถ่ายทอด Technology และการผลิตบางชิ้นส่วนที่ยังตกลงกันไม่ได้
และปัญหากับ Boeing ในการจัดหาเฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-64E Apache 22เครื่อง และเฮลิคอปเตอร์ลำเลียง CH-47F 15เครื่อง ที่ยังตกลงเรื่องราคาไม่ได้ต้องเลื่อนการเจรจาไปอีกสามเดือนครับ

วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2558

สหรัฐฯอนุมัติคำร้องขอจัดหาเฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-1Z ของปากีสถาน


http://www.dsca.mil/major-arms-sales/pakistan-ah-1z-viper-attack-helicopters-and-agm-114r-hellfire-ii-missiles

สำนักงานความร่วมมือความปลอดภัยความมั่นคงสหรัฐฯ (DSCA: Defense Security Cooperation Agency) ได้รายงานว่า
กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐได้อนุมัติความเป็นไปได้ในการร้องขอการขายเฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-1Z แบบ Foreign Military Sale ให้ปากีสถาน
โดยปากีสถานต้องการจัดหา ฮ.โจมตี AH-1Z 15เครื่อง พร้อมเครื่องยนต์ T-700 GE 401C 32เครื่อง, อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น AGM-114R Hellfire II 1,000นัด, ปืนใหญ่อากาศ M197 20mm 17กระบอก
ระบบชี้เป้า AN/AAQ-30 Target Sight Systems 17ระบบ, ระบบสื่อสาร UHF/VHF 629F-23 30ระบบ, H-1 Technical Refresh Mission computers 36ระบบ, H-764 GPS/INS, หมวกนักบิน Top Owl Helmet Mounted Display/Optimized 32ใบ
APX-117A IFF 17ระบบ, AN/AAR-47 Missile Warning Systems 17ระบบ, AN/ALE-47 Countermeasure Dispenser Sets 17ระบบ  AN/APR-39C(V)2 Radar Warning Receivers 18ระบบ และ Joint Mission Planning Systems 15ระบบ
ซึ่งถ้าสภา Congress การอนุมัติการขายนี้ ปากีสถานน่าจะเป็นประเทศแรกที่จัดหา ฮ.โจมตี AH-1Z ไปใช้งานนอกจากนาวิกโยธินสหรัฐฯ

ปัจจุบันกองทัพบกปากีสถานมี ฮ.โจมตี AH-1S และ AH-1F อยู่รวม 51เครื่อง ซึ่งได้เคยนำไปใช้ในการปฏิบัติการโจมตีกลุ่มติดอาวุธก่อการร้ายในเขตพรมแดนตะวันตกของประเทศมาแล้ว
รวมถึงข่าวการจัดหา ฮ.โจมตี Mi-35 จำนวน 20เครื่องจากรัสเซีย และการที่จีนส่ง ฮ.โจมตี Z-10 มาปากีสถานเพื่อให้ปากีสถานประเมินผลประสิทธิภาพเครื่องว่าสนใจจะจัดหาหรือไม่ด้วยครับ

วันพุธที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2558

รัสเซียอาจจะซื้อ BMP-3 คืนจากเกาหลีใต้ และจ่ายค่าอะไหล่ T-80U ให้



http://view.asiae.co.kr/news/view.htm?idxno=2015040609381172707

เนื่องจากกองทัพบกสาธารณรัฐเกาหลีมีแผนจะปลดประจำการรถถังหลัก T-80U จำนวน 33คัน ซึ่งจัดหาในช่วงปี 1996-1997 และรถถังหลักที่บังคับการ T-80UK 2คัน ที่จัดหาในปี 2005
พร้อมรถรบทหารราบ BMP-3F 33คัน และ BMP-3M 37คัน ที่จัดหาในปี 1996 ลงทั้งหมดภายในปี 2015 นี้
โดยรถถังหลัก T-80U และรถรบทหารราบ BMP-3 เหล่านี้เกาหลีใต้ได้จัดหาจากรัสเซีย ซึ่งเป็นการใช้หนี้ของรัสเซียที่ติดค้างเกาหลีใต้ไว้ตั้งแต่สมัยอดีตสหภาพโซเวียต
อย่างไรก็ตามทางรัสเซียได้ติดต่อเจรจากับเกาหลีใต้เพื่อที่จะขอซื้อ BMP-3 ทั้งหมดกลับคืนไปใช้เอง และจะจ่ายและจัดส่งค่าอะไหล่ระบบสนับสนุนของ ถ.T-80U ให้เกาหลีใต้ด้วย
ทั้งนี้รัสเซียได้เตรียมเปิดโรงงานสนับสนุนการซ่อมบำรุง BMP-3 ใหม่หลังจากที่ปิดไปแล้วอีกครั้งในปี 2015 นี้
ซึ่งข้อตกลงร่วมระหว่างเกาหลีใต้และรัสเซียนี้จะทำให้กองทัพบกเกาหลีใต้ได้เงินและสามารถปฏิบัติการ T-80U ต่อไปได้อีกหลายปี
และรัสเซียก็จะได้รถรบทหารราบ BMP-3 มาใช้งานเพิ่มอีกด้วย นับว่าเป็นการค้าแบบ Win-Win ของทั้งสองประเทศครับ

วันจันทร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2558

กองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีนจะประจำการเรือดำน้ำนิวเคลียร์ Type 093G ใหม่ 3ลำ



http://usa.chinadaily.com.cn/china/2015-04/03/content_19989106.htm

มีรายงานว่ากองทัพเรือปล่อยประชาชนจีน(People's Liberation Army Navy) จะขึ้นระวางประจำการเรือดำน้ำโจมตีพลังงานนิวเคลียร์แบบ Type 093G ที่ต่อใหม่ 3ลำในเร็วๆนี้
โดยเรือดำน้ำโจมตีนิวเคลียร์ Type 093G นั้นได้พัฒนาปรับปรุงจากเรือดำน้ำนิวเคลียร์ Type 093 เดิมที่ต่อขึ้นมาแล้วอย่างน้อย 2ลำตั้งแต่ปี 2014 ในหลายส่วน
 เช่น ติดตั้งท่อยิงแนวดิ่ง VLS ในตัวเรือสำหรับอาวุธปล่อยนำวิถีร่อนต่อต้านเรือผิวน้ำ YJ-18 ระยะยิง 180km เป็นต้น
เรือดำน้ำนิวเคลียร์แบบ Type 093 มีระวางขับน้ำขณะดำใต้น้่ำประมาณ 6,000-7,000tons ตัวเรือยาวประมาณ 110m ทำความเร็วสูงสุดประมาณ 30knots  ติดตั้งท่อ Torpedo ขนาด 533mm 6ท่อยิง

A computer-generated image of a Chinese Type 093 SSN depicting a dry deck hangar and SDV, presumably for covert insertion of special forces.
It also depicts sonar flank arrays and a deployment tube for a towed array. Source: via Chinese internet
http://www.janes.com/article/50154/type-093t-sub-design-breaks-cover

อย่างไรก็ตามข้อมูลส่วนใหญ่ของเรือดำน้ำแบบ Type 093 รุ่นต่างๆนี้ยังเป็นความลับอยู่มาก
ตัวอย่างเช่นเรือแบบ Type 093T ซึ่งเป็นเรือรุ่นที่ออกแบบสำหรับสนับสนุนการปฏิการสงครามพิเศษทางเรือโดยใช้ใบจักรแบบเจ็ดแฉกซึ่งจะใช้ในเรือรุ่นปรับปรุง Type 093A ซึ่งทำให้เคลื่อนที่ในเขตน้ำตื้นใกล้ชายฝั่งได้ดีขึ้น
ติดตั้ง Sonar ข้างตัวเรือเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจจับ และสามารถบรรทุกยานใต้น้ำ SDV สำหรับชุดนักทำลายใต้น้ำจู่โจมหน่วยรบพิเศษได้ เป็นต้น
ขณะนี้จึงไม่สามารถยืนยันข้อมูลต่างๆที่ออกมาโดยเฉพาะจากสื่อในจีนได้ครับ

วันอาทิตย์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2558

เรือดำน้ำนิวเคลียร์ชั้น Los Angeles กองทัพเรือสหรัฐฯในการฝึกร่วมกับกองทัพเรือไทยในอ่าวไทย







https://www.facebook.com/Enigma45/posts/10153144225986013

ตรงนี้ก็นำภาพมาประชาสัมพันธ์เผยแพร่ข้อมูลอีกช่องทางครับ
เข้าใจว่าชุดภาพดังกล่าวน่าจะเป็นภาพของ SSN-706 USS Albuquerque ในการฝึก Subpassex 2013 ระหว่าง ๑๑-๑๗ มีนาคม ๒๕๕๖

ฝึก Subpassex 2013 กับ เรือดำน้ำ USS Albuquerque

เรือดำน้ำขณะลอยลำบริเวนอ่าวสัตหีบ พร้อมเรือพี่เลี้ยง



https://www.facebook.com/media/set/?set=a.375765125870222.1073741834.375731425873592&type=3

โดยเป็นขั้นตอนการแสดงตัวของเรือดำน้ำเพื่อสร้างความคุ้นเคย Submarine Familiairization ก่อนจะดำลงใต้น้ำเพื่อเริ่มการฝึกการค้นหาเรือดำน้ำต่อไป ซึ่งรายละเอียดส่วนใหญ่ก็ตามแหล่งที่มาในข้างต้น

ในช่วง ๒-๓ปีมานี้มีเรือดำน้ำโจมตีพลังงานนิวเคลียร์ชั้น Los Angeles เข้ามาทำการฝึกที่อ่าวไทยมาแล้ว ๒ลำคือ SSN-715 USS Buffalo ในปี 2012 และ SSN-706 USS Albuquerque ในปี 2013
ซึ่งก็จะเห็นได้จากชุดภาพนี้ว่าเมื่อเรือดำลงลงไปในระดับความลึกกล้องตาเรือ (Periscope Depth) ซึ่งสำหรับเรือชั้น Los Angeles จะอยู่ที่ 63feet(19m) หรือลึกน้อยกว่านั้นเล็กน้อยราว 10m
ที่ส่วนหอเรือใต้น้ำจะชักกล้องตาเรือและเสาสายวิทยุออกมาให้เห็นนั้น ก็จะเห็นได้ชัดเจนว่าตัวเรือที่อยู่ใต้น้ำนั้นมองไม่เห็นแล้ว เป็นการหักล้างความเชื่อว่าทะเลไทยใสเรือดำน้ำดำไปก็มองเห็นแล้วว่าไม่เป็นความจริงอย่างชัดเจน
อีกประการคือเรือดำน้ำชั้น Los Angeles ทั้งสองลำนี้เป็นเรือรุ่น Flight I มีระวางขับน้ำขณะดำใต้น้ำเต็มที่ 6,120tons ตัวเรือยาว 110.3m นั้นสามารถปฏิบัติการดำใต้น้ำในทะเลอ่าวไทยได้ครับ

วันเสาร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2558

กองทัพอากาศฟินแลนด์ตั้งโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่ใหม่โดยให้ความสนใจ Gripen


http://www.di.se/artiklar/2015/4/1/finland-har-gripen-pa-radarn/

รัฐมนตรีกลาโหมสวีเดน Peter Hultqvist และหัวหน้าพรรคประชาชนสวีดิช Carl Haglund นักการเมืองเชื้อสายฟินนิช ได้แถลงประกาศความร่วมมือที่มีมากขึ้นระหว่างกองทัพอากาศสวีเดนและกองทัพอากาศฟินแลนด์
โดยมีการลงนามข้อตกลงที่ให้กองทัพอากาศของทั้งสองประเทศสามารถใช้งานฐานทัพอากาศในการปฏิบัติการร่วมกันได้
ทั้งนี้ในส่วนโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่ใหม่ของกองทัพอากาศฟินแลนด์ในช่วงกลางปี 2020s วงเงิน 6 Billion Euros เพื่อทดแทนเครื่องบินขับไล่ F/A-18C/D จำนวน 62เครื่องซึ่งจัดหามาตั้งช่วงกลางปี 1990s นั้น
ทางสวีเดนได้เสนอ Gripen E/F ให้กองทัพอากาศฟินแลนด์ ซึ่งทางรัฐบาลสวีเดนได้อนุมัติให้ฟินแลนด์เข้าถึงชั้นข้อมูลที่เป็นความลับของ Gripen ได้ด้วย
คาดว่ากลุ่มคณะทำงานศึกษาโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่ของฟินแลนด์จะมีการทำเอกสารรายงานเสร็จภายในเดือนพฤษภาคมปีนี้

ซึ่งถ้าเทียบกับตัวเลือกเครื่องบินขับไล่แบบอื่นที่กองทัพอากาศฟินแลนด์สนใจซึ่งเป็นเครื่องบินขับไล่ยุคที่5
เช่น F-35A นั้นถ้าเทียบกับ Gripen E/F ซึ่งเป็นเครื่องบินขับไล่ยุคที่4.75 แล้ว Gripen จะมีค่าใช้จ่ายในการจัดหาและการปฏิบัติการน้อยกว่า
ส่วน Sukhoi PAK FA T-50 นั้นก็เป็นไปได้น้อยเนื่องจากความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงกับรัสเซียที่ย่ำแย่ตั้งแต่ช่วงวิกฤตการณ์ในยูเครนที่ผ่านมา
ที่อากาศยานกองทัพรัสเซียบินล้ำน่านฟ้าฟินแลนด์บ่อยครั้งและมีท่าทีคุกคามทางทหารต่อกลุ่มประเทศเป็นกลางในเขต Nordic มากขึ้น

ด้านการเจรจากับสโลวาเกียถึงความเป็นไปได้ในการให้กองทัพอากาศสโลวาเกียเช่าหรือซื้อเครื่องบินขับไล่ Gripen จำนวน 8-12เครื่องไปประจำการแทน MiG-29 ตามที่เคยรายงานไปนั้น
ก็มีรายงานจาก Joakim Wallin ผู้อำนวยการด้านการตลาดองค์การส่งออกยุทโธปกรณ์สวีเดน(FXB) ว่ามีความคืบหน้าที่ทางบวกมากขึ้น ซึ่งคาดว่าการเจรจาระหว่างสวีเดนและสโลวาเกียน่าจะประสบผลภายในปี 2015 นี้ครับ

วันศุกร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2558

ภาพ Oplot-T ที่ยูเครนล่าสุด-๑




http://zloy-odessit.livejournal.com/1199898.html

เท่าที่แปลจากภาษารัสเซียโดย Google Translate คร่าวๆคือรถถังหลัก T-84 BM Oplot ในภาพนี้ถูกส่งไปประจำการที่แนวหน้าเผชิญหน้ากับกลุ่มติดอาวุธนิยมรัสเซียในเขต Donbass แล้วครับ
ตรงนี้จึงมีข้อสงสัยว่าภาพสายการผลิต Oplot ในโรงงาน Malyshev ที่ได้เคยรายงานมาก่อนหน้านี้ ไม่ใช่รถที่จะส่งลงเรือมาให้ไทย แต่เป็นรถที่กองกำลังความมั่นคงยูเครนจะใช้เองเช่นนั้นหรือ?

แต่ทั้งนี้ก็มีการตั้งข้อสังเกตุวิเคราะห์โต้แย้งเช่นกันว่ารถถังหลัก Oplot ที่เห็นนั้นเป็นการทดสอบระบบของรถในสนามตามปกติเท่านั้น เพราะจะเห็นได้ว่าไม่ได้ติดตั้งเกราะหน้าและเกราะข้างซึ่งไม่ใช่สภาพที่จะออกรบแนวหน้าได้สมบูรณ์
โดย Oplot จะเป็นรถถังหลักที่ยูเครนผลิตขึ้นมาเพื่อการส่งออกเท่านั้น เพราะมีราคาแพงเกินกว่าที่ยูเครนจะจัดหามาใช้งานเอง ดังนั้นการซ่อมและปรับปรุงรถถังหลัก T-64 ที่กองทัพยูเครนมีอยู่เดิมเป็นจำนวนมากเป็นแนวทางที่เหมาะกว่า

อาจจะเป็นการพิสูจน์ได้ประการว่ายูเครนได้ประกอบรถถังหลัก Oplot ชุดใหม่จากโรงงานเสร็จแล้วและนำไปทดสอบความพร้อมปฏิบัติการแล้วจำนวนหนึ่งจริง
แต่ก็นั่นละคำถามคือด้วยความล่าช้าเช่นนี้แล้วเมื่อไรกองทัพบกไทยจะได้รับมอบ ถ.หลัก Oplot ตามจำนวนที่จัดหาเสียที?

ซึ่งถ้ากล่าวในแง่ร้ายโดยความเห็นส่วนตัวตามตรงคือ ถ้าโครงการจัดหารถถังหลัก Oplot-T มาประจำการที่ กองพันทหารม้าที่๒ นี้ต้องถูกยกเลิกไปด้วยเหตุผลใดก็ตาม
กองทัพบกอาจจะไม่สามารถตั้งโครงการจัดหารถถังหลักใหม่ได้อีกนานหลายปีทีเดียว ซึ่งจะส่งกระทบต่อแผนการจัดกำลังเหล่าทหารม้ากองทัพบกในอนาคตอีกอย่างมากครับ

วันพฤหัสบดีที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2558

กองทัพอากาศอินเดียประสบปัญหาการปรับปรุงเครื่องบินลำเลียง An-32 ที่ยูเครน

The first modernized An-32RE for Indian Air Force is being tested

Ukraine Conflict Stalls Indian AF Upgrades
http://www.defensenews.com/story/defense/air-space/support/2015/03/28/india-ukraine-transport-fleet-upgrade-antonov-avro-air-force/70441446/

กองทัพอากาศอินเดียกำลังมองหาแนวทางใหม่ในการแก้ปัญหาหลังจากการส่งเครื่องบินลำเลียง Antonov An-32 ไปทำการปรับปรุงที่ยูเครนอยู่ในสถานะที่โรงงานไม่มีความพร้อมในการทำงาน
ในปี 2009 อินเดียได้ลงนามสัญญากับ Ukrspetsexport ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านการส่งออกยุทโธปกรณ์ของยูเครนในการปรับปรุง An-32 จำนวน 104เครื่องให้เป็นรุ่น An-32RE
ตามแผนกองทัพอากาศอินเดียต้องการจะปรับปรุง An-32 จำนวน40เครื่องที่โรงงาน Antonov ในยูเครน และอีก 64เครื่องด้วยตนเองภายในประเทศที่โรงงานซ่อมบำรุงใน Kanpurให้เป็นรุ่น An-32RE ภายในปี 2017
การปรับปรุง An-32RE นั้นได้จะเป็นการเปลี่ยนระบบAvionic และห้องนักบินใหม่ โดยใช้ชิ้นส่วนจากบริษัทตะวันตกเช่นของ Honeywell และบางส่วนจากรัสเซีย
ซึ่งจะสามารถยืดอายุการใช้งานได้อีก 40ปี และเพิ่มน้ำหนักบรรทุกขึ้นจาก 6.7tons เป็น 7.5tons

แต่ทว่า An-32 ของกองทัพอากาศอินเดีย 5 เครื่องจากจำนวน 40เครื่องที่ทำการปรับปรุงในโรงงานAntonov ที่ Kiev นั้นอยู่ในสถานะที่หายสาบสูญไปไม่สามารถดำเนินการต่อได้
เนื่องจากวิศวกรผละออกจากงานและสายการผลิตชิ้นส่วนและอะไหล่หยุดลงไป ซึ่งเป็นผลจากภาวะสงครามภายในเขต Donbass ของยูเครนที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมด้านความมั่นคง
อย่างไรก็ตาม An-32RE ที่ทำการปรับปรุงเสร็จแล้ว 35 เครื่องนั้นจะจะส่งกลับให้กองทัพอากาศอินเดียต่อไป โดยที่ยังไม่สามารถติดตามสถานะของอีก 5เครื่องที่เหลือได้
"เหล่าเครื่องทั้ง5ที่หายไปนี้แทบจะเป็นเรื่องยากที่จะติดตาม และความพยายามทางการทูตในการตามหาเบาะแสก็เรียกได้ว่าล้มเหลว" โฆษกกองทัพอากาศอินเดียกล่าวอย่างเป็นทางการ
ขณะนี้สถานทูตยูเครนในอินเดียกำลังร่วมมือกับกองทัพอากาศอินเดียในการแก้ไขปัญหานี้ แต่ทาง Antonov เองนั้นยังไม่ได้ออกไม่ให้ความเห็น ทำให้ทางกองทัพอากาศอินเดียไม่พอใจอย่างมาก
(ล่าสุดเห็นว่ามีรายงานว่าพบเครื่อง An-32 ของกองทัพอากาศอินเดียที่หายไปถูกจอดที่ Kiev airport แล้ว ยังไม่ยืนยันความถูกต้อง)

ปัจจุบันกองทัพอากาศอินเดียมีเครื่องบินลำเลียงหลายแบบประจำการ เช่น เครื่องบินลำเลียงทางยุทธศาสตร์ IL-76 รัสเซีย เครื่องบินลำเลียงทางยุทธศาสตร์ C-17 และ เครื่องบินลำเลียงทางยุทธวิธีขนาดกลาง C-130J สหรัฐฯ
เครื่องบินลำเลียงขนาดกลาง Avro อังกฤษซึ่ง Hindustan Aeronautics ได้สิทธิบัตรในการผลิตในประเทศจำนวน 56เครื่อง ที่ใช้งานมานานหลายสิบปีและมีโครงการจะจัดหาเครื่องแบบใหม่ทดแทนวงเงิน $3.5 billion เมื่อปลายปีที่แล้ว
แต่เนื่องจากปัจจุบันมีผู้แข่งขันที่เสนอแบบเครื่องเพียงรายเดียวคือ Airbus ที่เสนอ C-295 โดยทาง Antonov ไม่ได้ส่งแบบเครื่องเข้าร่วมการแข่งขันซึ่งทางกระทรวงกลาโหมปฏิเสธที่จะขยายข้อมูลเพิ่มเติม ดังนั้นโครงการจึงมีความเสี่ยงที่จะถูกยกเลิกได้มาก
ทั้งนี้กองทัพอากาศอินเดียยังมีโครงการพัฒนาเครื่องบินลำเลียงขนาดกลาง IL-214 ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง HAL และ UAC รัสเซียในการจัดตั้งบริษัทร่วมทุน Multi Role Transport Aircraft Ltd.
คุณสมบัติของ IL-214 มีน้ำหนักบรรทุกสูงสุดราว 20tons สามารถลำเลียงทหารได้ 80นายขึ้นไป หรือ รถรบทหารราบ รถถังเบา และปืนใหญ่สนามพร้อมกระสุนได้
ซึ่งกองทัพอากาศอินเดียจะนำมาประจำการทดแทนเครื่องบินลำเลียง An-32 ในอนาคตประมาณ 60เครื่อง โดยเครื่องต้นแบบมีกำหนดบินครั้งแรกปี 2017 และจะเข้าประจำการในปี 2018 ครับ

วันพุธที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2558

บทสัมภาษณ์ภาพยนตร์ Animation เรื่อง เจ้าหนูผู้พิทักษ์

จากนิตยสาร Menu Computer Idea ฉบับเดือนสิงหาคม ปี 2001

บทสัมภาษณ์นี้คัดมาจากนิตยสาร Menu Computer Idea ของ SPC Books ซึ่งตีพิมพ์ในปี ๒๕๔๔ (ปัจจุบันเลิกไปนานมากแล้ว)
เกี่ยวกับภาพยนตร์ Animation ทางโทรทัศน์เรื่อง "เจ้าหนูผู้พิทักษ์" ซึ่งเป็นผลงานของ Mr.Won Chul Shin หรือคุณชิน นักAnimator ชาวเกาหลีใต้ ซึ่งทำงานในเกาหลีและสหรัฐฯมาตลอด ๓๐ปี(๔๔ปีปัจจุบัน) กับ คุณกร วารัญญู เนตรเพ็ญ

ปัจจุบันผมไม่สามารถหาข่าวหรือข้อมูลความคืบหน้าของ Animation เรื่องนี้ได้แล้วแต่คาดว่าคงจะ"เลิกทำ" ไปนานแล้วครับ
แต่เห็นว่าบทสัมภาษณ์มีความน่าสนใจจึงนำมาลงครับ

เรื่องย่อการ์ตูนชุด เจ้าหนูผู้พิทักษ์
ตอนที่1: พ่อ...วีรบุรุษของผม
ครูก้อย เป็นอาสาสมัครที่เดินทางมาจากกรุงเทพฯ เพื่อสอนหนังสือให้กับเด็กๆและชาวบ้านในหมู่บ้านผู้พิทักษ์
ขุน อดีตนายทหารมือหนึ่งจากหน่วยนาวิกโยธิน ผู้ซึ่งลาออกจากราชการมาเป็นอาสาสมัครพิทักษ์ป่า มีหน้าที่ป้องกันป่าไม้และสัตว์ป่า
เขากำลังตามหาพ่อค้ายาบ้าที่ชื่อเสือ ซึ่งเป็นผู้ลอบสังหาร
ธงชาติ นายทหารผู้กล้าพี่เขยของเขา ในขณะที่ธงชาติได้เข้าไปนำพระบรมฉายาลักษณ์ออกมาจากบ้านที่กำลังไฟไหม้เมื่อ2ปีที่แล้ว
เพราะเสือแค้นใจที่ธงชาติจับคนของเขาพร้อมกับยาบ้า10ล้านเม็ดส่งให้กับตำรวจ
ธงชาติได้ทิ้ง หน่อง ลูกชายคนเดียวไว้กับ พิมพ์ พี่สาวของขุน ก่อนที่ธงชาติจะสิ้นลมเขาได้สั่งเสียลูกชายของเขา พร้อมบอกคนในหมู่บ้านว่า
"จงปกป้องเมื่องไทยเพื่อในหลวงของเรา"...



กร: คุณชินเป็นพี่เขยของผมเอง เมื่อ3-4ปี(นับจากปี2544)ที่แล้วผมได้ฟัง Concept ของแกแล้วผมสนใจ มันน่าจะดี
สำหรับประเทศไทยคือตอนที่เขาอยู่เมืองนอก เขาก็ได้เห็นปัญหา ไม่ว่าจะเป็นยาเสพติด ปัญหาครอบครัว ปัญหาเศรษฐกิจ หลายๆปัญหา
ที่ประเทศของเขาไม่ว่าจะเป็นเกาหลี หรือแม้แต่อเมริกา ก็เจอปัญหานี้เหมือนกัน แต่จะน้อยกว่าประเทศไทย
เขาก็ถามว่าทำไมประเทศเรามีปัญหาเยอะขนาดนี้

ชิน: คนไทยไม่ค่อยรักชาติ

กร: เมื่อ12ปีที่แล้ว(นับจากปี2544) ที่เขามาเยือนเมืองไทยปัญหายังไม่เยอะขนาดนี้ เขาก็เลยบอกว่าการแก้ปัญหาคือต้องปลุกจิตสำนึกทำให้คนไทยรู้จักหน้าที่ความเป็นคนไทย
ทีนี้พื้นฐานของการสร้างบรรทัดฐานของสังคมมันต้องปลูกฝังตั้งแต่เด็ก
แล้วเขาก็มีประสบการณ์ด้านการเขียนการ์ตูนสอนเด็กอยู่แล้ว เขาก็อยากทำสิ่งดีๆให้กับเมืองไทย ก็เลยคิดทำการ์ตูนเรื่องเจ้าหนูผู้พิทักษ์ขึ้นมา 
เพราะที่ผ่านมาอย่างที่เกาหลีเขาทำการ์ตูนเพื่อปลูกจิตสำนึกได้สำเร็จ อย่างเช่นการรณรงค์เรื่องเพศสัมพันธ์ในหมู่นักศึกษา

ชิน: สังคมในมหาวิทยาลัยที่เกาหลีมีปัญหา ชอบเลียนแบบญี่ปุ่นกับอเมริกา ผมก็เลยทำเสื้อยืดขึ้นมา สกีนลายเป็นรูปหัวใจแล้วมีตัวอักษรเขียนว่า
I will keep my virgin for my future husband (ฉันจะเก็บความบริสุทธิ์ของฉันไว้ให้สามีในอนาคต)
ทุกคนบอกว่าผมแรงมาก ปากเสีย แต่หลายคนก็ชอบบอกว่า Good Idea

อะไรทำให้คุณชินประสบความสำเร็จจากการใช้การ์ตูนเป็นสื่อในการปลุกจิตสำนึกของคนเกาหลี

กร: ดูได้จากปัจจุบันนี้ว่าประเทศเขาเป็นอย่างไร การที่จะสอนได้คงต้องสอนตั้งแต่เด็กๆ แล้วการ์ตูนก็เป็นสื่อที่อยู่คู่กับเด็กๆมาตลอด การ์ตูนเป็นส่วนหนึ่งที่สร้างฮีโร่ สร้างความประทับใจให้กับเด็กๆ

ชิน: ใครเป็นคนดี ใครเป็นคนเลว สอนกันตรงๆ ไม่ได้สอนแบบไทยๆ

กร: คนไทยชอบให้สอนแบบค่อยๆซึมซับ การทำอะไรก็จะช้ากว่าประเทศอื่น

ชิน: จริงๆผมต้องการช่วยในหลวง คนไทยปากก็บอกว่ารักในหลวง ใช้ปากอย่างเดียวไม่ถูก

ถ้าจะเอาวิธีนี้มาใช้กับเด็กไทย

กร: การ์ตูนเป็นเพื่อนกับเด็กอยู่แล้ว ถ้าเราสร้างความประทับใจให้เขาได้ เราก็จะปลุกจิตสำนึกไว้ในตัวละครได้

ก่อนที่จะทำเรื่องนี้ ต้องวิเคราะห์พฤติกรรมความสนใจประเภทการ์ตูนของเด็กด้วยมั๊ย

กร: เด็กชอบเกือบทุกแนว ไม่เจาะจงว่าจะบู๊ล้างผลาญหรือโรแมนติกอย่างเดียว มันจะมีความสนุกสนาในตัวอยู่แล้ว มีจินตนาการต่างๆแอบแฝงอยู่ 
แต่ของเรานี้เจาะจงไปเลยเรื่องความรักชาติ และการต่อต้านยาเสพติด แต่ในขณะเดียวกันก็มีการ์ตูนอีกประเภทหนึ่งที่เป็นด้านมืด
ถ้าผู้ใหญ่มีจิตสำนึก ก็ต้องรู้จักคัดเกรดของการ์ตูน ต้องรู้จักแยกแยะ มันจะเป็นการปลูกฝังวัฒธรรมที่ผิดโดยเฉพาะเรื่องเซ็กซ์

ทำไมถึงเป็นการ์ตูนฉายทางโทรทัศน์

กร: เพราะเป็นสื่อที่เร็วที่สุดและคนดูได้มากที่สุด ผู้ใหญ่ที่ได้ดูก็จะเกิดความประทับใจด้วย

ชิน: ผมทำการ์ตูน พ่อแม่ก็ดูได้ ตัวการ์ตูนในเรื่องมี คาแรคเตอร์กลัวเมีย เรื่องจริงใครๆก็กลัวเมีย กินเหล้าไม่ได้ สูบบุหรี่ไม่ได้ แม่ทำกับข่าวไปก็ดูได้

กว่าจะมาเป็นการ์ตูนเรื่องหนึ่งฉายทางโทรทัศน์ได้ ยากลำบากขนาดไหน

กร: เริ่มแรกเราคิดเนื้อเรื่องกัน โดยผมจะเป็นคนให้ข้อมูลทั้งหมด เราคิดจะทำกัน 52ตอน แบ่งเป็น 3ภาคๆ แรก 26ตอนๆ แรกกล่าวถึงหมู่บ้านผู้พิทักษ์ ภาคที่2กล่าวถึงทะเลของไทย ภาคที่3อเมซอน 
เป็นการช่วยปกป้องทรัพยากรของโลก
เราทำเป็นเนื้อเรื่องเสร็จเราก็ออกแบบตัวละคร เช่น หน่องกับขุนเป็นตัวเอก หน่องจะมีความสามารถพิเศษคือสื่อสารสัตว์ได้ ขุนเป็นอดีตทหารนาวิกโยธินมือหนึ่งของไทย
ในส่วนที่ลงมือวาดจะเป็นคุณชิน เนื้อเรื่องเป็นภาษาอังกฤษ ส่วนผมจะเป็นผู้แปล


สังเกตดูหน้าตาตัวละครจะออกไปแนวญี่ปุ่นมากกว่าแบบไทยๆ

กร: ผมยังหา Character ที่สวยงามแบบไทยๆ ยังไม่ได้ คิดว่าทำอย่างไรให้เด็กสนใจ ถ้าเราวาดไม่สวยเด็กก็ไม่สนใจ ก็เลยออกมาแนวนี้ก่อน จากนั้นก็ Design location แล้วก็ทำมาเป็น Storyboard จะรวม Layout แล้วก็ตำแหน่งการวางภาพต่างๆ เพื่อเป็น Key สำหรับทำ Animation

ใช้เวลานานแค่ไหนสำหรับการทำ Storyboard

ชิน: 1วันก็เสร็จ คนไทยตกใจ

กร: ทั้งวันวาดอย่างเดียว หลังจากมีเนื้อเรื่องแล้ว 1วันวาดได้ 1ตอน แต่ก็ไม่ได้ทำทุกวัน มันสำคัญตรงเนื้อเรื่องมากกว่า ภาพไม่ค่อยเท่าไร ตอนนี้เราก็ทำกันแค่สองคนเลยใช้เวลานานหน่อย 
ในส่วน Animation จริงๆเรายังไม่ได้เริ่มเลย เราต้องจ้างพนักงานเพิ่มอีก

ชิน: คนเก่ง 1คน กับคนไม่เก่ง 5คน คนเก่ง1คนสามารถทำได้ดีกว่าเร็วกว่า ส่วนคน5คนใช้เวลานานและใช้เงินเยอะ นี้คือเกาหลีสไตล์ Animator เมืองไทยชอบที่จะใช้คอมพิวเตอร์มากกว่าจะใช้ฝีมือจริงๆ 
ผมยอมขาดทุนนอนวันละ 3ช.ม.เป็นเวลา3ปี ผมไม่ยอมแพ้เพื่อต้องการเป็นที่1

เขียน Storyboard ได้กี่ตอนแล้ว

กร: 26ตอนแล้วครับ ส่วน Animation เราทำเป็นตัวอย่างไว้ประมาณ 5นาที

ตอนที่ทำคิดถึงเรื่องการตลาดด้วยมั๊ย เช่น เงินทุนเท่าไร จะไปฉายช่องไหน

กร: ผมไปคุยกับหลายสถานี ซึ่งตอนนั้นมีโครงเรื่องและภาพประกอบแล้ว ทุกช่องยินดีให้การสนับสนุนแต่ไม่มีงบประมาณ
อย่างไอทีวีบอกเลยว่าถ้าเราทำเสร็จเมื่อไรเขาหาเวลาลงให้ได้เลย เขาบอกว่าเนื้อเรื่องแบบนี้เข้ากับช่องของเขา ทางช่อง5 ก็ให้ความสนใจ

งบประมาณในการทำงานตอนนี้เป็นอย่างไร

กร: 1ตอน20นาที ใช้งบประมาณ 3แสนบาท เป็นค่าแรงทั้งหมด ทั้งการวาด การลงสี การทำเสียง การตัดต่อ

ชิน: เกาหลีทำ3-4ล้าน อเมริกาทำ 5ล้านบาท เมืองไทยใช้วิธีซื้อการ์ตูนญี่ปุ่นอย่างเดียว ง่ายๆเก็บเงินได้ด้วย

กร: เมืองไทยเรายังขาดบุคลากรที่เป็น Animator อีกเยอะ เหมือนกับหมอแหละครับ เรียนไม่รู้จบ หมอยังต้องเรียนเฉพาะด้าน Animator ก็เหมือนกัน

Animator ต้องทำอะไรบ้าง

กร: เขาจะเป็นคนจินตนาการเคลื่อนไหวของตัวการ์ตูน จะขยับซ้ายหรือขวา เมื่อลุกขึ้นมาจะขยับยังไง จำนวนภาพที่วาดก็ไม่ใช่น้อยๆ อย่างถ้าวาดภาพคนเดินด้านข้าง อาจจะวาด8ภาพ แล้วเอามาซ้ำใน Shot ต่อไป
หลังจาก Animator วาด Key แล้วก็ส่งให้ผู้ช่วยวาดภาพระหว่าง Key อีกที ถ้า Key คือภาพที่1-8 ผู้ช่วยอาจจะวาดภาพที่ 2,4,8 การวาดก็จะวาดลงกระดาษธรรมดา แล้วเราก็เอาไป Scan เพื่อลงสีด้วยคอมพิวเตอร์ ถ้าเป็นเมื่อก่อนถ่ายลงฟิล์มแล้วค่อยลงสีสดๆกัน

อย่างนี้เราต้อง Scan เป็นหมื่นๆ ภาพเลยหรือ

กร: ใช่ครับ แต่ปัจจุบันก็มีโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวกับ Animation ขึ้นมา Support โดยเฉพาะ หลังจากเรา Scan ภาพและลงสีเสร็จ ก็จะเอาไปประกบบนภาพ Background ที่เราวาดไว้รอต่างหากอีก

ชิน: 1ตอนใช้ 15,000แผ่น ต้องระบายสีทั้งหมดแล้วก็มี Background อีก 600แผ่น

กร: พอเอาภาพมาประกบแล้วก็จะได้เป็น Scene จากนั้นเราก็เอามาตัดต่อสัญญาณลงเทปอีกที

ใช้เวลาทำจริงๆนานแค่ไหน

กร: ขึ้นอยู่กับจำนวนคน ถ้าคนเราเยอะอาจจะ 10วันเสร็จได้ ซึ่งเราก็มีทีมที่จะรอเรียกให้มาทำอยู่แล้ว

งบที่ใช้อยู่ตอนนี้มาจากไหน

กร: ทุนส่วนตัวทั้งหมด หมดไปประมาณ 4แสนแล้วครับ ตอนนี้กำลังหาทุนเพิ่ม

ชิน: ผมเชื่อว่าเมืองไทยมีคนดีเยอะ แต่ผมไม่มีเพื่อนก็เลยโฆษณาไม่ได้

กร: ตอนนี้เราก็นำเรื่องเข้าถึงเลขาท่านนายกฯ แล้ว เขาก็รับพิจารณาเรียบร้อยแล้วแต่ต้องรออีกนิด ส่วนใหญ่ที่ผมไปคุยมาเขาก็มองว่าจะขายสปอนเซอร์ได้เหรอ สรุปว่าไปทำมาให้ดูก่อนแล้วจะไปเสนอสปอนเซอร์ให้ บางคนก็บอกฉายไปก่อน ถ้าเรทติ้งดีก็จะหาสปอนเซอร์ให้

ชิน: ไม่เหมือนเกาหลีเมื่อ30ปีที่แล้ว(44ปีปัจจุบัน) ใคนมี Concept ดี รักชาติ ไปสถานีโทรทัศน์แล้วเสนอ Concept เขายินดีให้เงินทุนมาทำเลย

คาดว่าอีกนานมั๊ยกว่าจะได้ดูการ์ตูนเรื่องนี้

กร: ถ้าได้งบประมาณ คาดว่าปลายปีนี้(2544)คงได้ดู เพราะจริงๆแล้วมันไม่ยากหรอกครับ

ชิน: ผมกล้าพูดได้เลยว่าคนไทยที่ได้ดูเรื่องนี้จะต้องสนุก ร้องไห้ และภาคภูมิใจไปกับเนื้อเรื่องและตัวละคร สมมุติดูการ์ตูนจบวันรุ่งขึ้นไปโรงเรียนเรามาคุยกัน
"สัญญาได้มั๊ย ว่าเราจะช่วยในหลวง ใครสัญญายกมือขึ้น"
พ่อแม่ก็ดูได้ ผมเขียนการ์ตูนผมร้องไห้หลายครั้ง เพราะผมภูมิใจในหลวง