Japan defense export hopes dimmed by latecomer status
A visitor takes photo of a scale model of a Japanese Maritime Self Defense Force Soryu-class
http://bigstory.ap.org/article/649c26a58e694c92886744ae2aae3367/japan-defense-export-hopes-dimmed-latecomer-status
งานแสดง Technology ด้านความมั่นคงทางทะเล อากาศยาน และอวกาศ ที่เพิ่งจัดขึ้นที่โยโกฮามานั้นนับเป็นงานแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ครั้งแรกของญี่ปุ่นในรอบ50ปี
ซึ่งจากการปรับเปลี่ยนนโยบายด้านความมั่นคงและการดำเนินการตีความเพื่อเตรียมแก้ไขรัฐธรรมนูญสันติภาพที่ใช้มาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุด
ของรัฐบาลญี่ปุ่นที่นำโดยนายกรัฐมนตรี ชินโซ อาเบะ นั้นวางแผนที่จะให้ญี่ปุ่นสามารถเพิ่มความร่วมมือด้านความมั่นคงในการขายอาวุธยุทโธปกรณ์ให้มิตรประเทศมากขึ้น
โดยญี่ปุ่นตั้งเป้าที่ในอนาคตจะสามารถกลายเป็นประเทศผู้ส่งออกอาวุธรายใหม่ประเทศหนึ่งเช่นเดียวกับประเทศพัฒนาแล้วชั้นนำที่แข่งขันผลิตอาวุธส่งออกสู่ตลาดโลกได้
แต่อย่างไรก็ตามบทความวิเคราะห์ AP นั้นกล่าวว่าความหวังที่ญี่ปุ่นจะกลายเป็นประเทศผู้ส่งออกอาวุธยุทโธปกรณ์รายใหม่นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายและดูเลือนลาง
เพราะแม้ว่าญี่ปุ่นจะสามารถเจรจาโครงการจัดหายุทโธปกรณ์ได้มากขึ้นในช่วงหลายปีหลังมานี้
เช่น การขายเครื่องบินทะเลตรวจการณ์ ShinMaywa US-2 ให้อินเดีย และการเสนอ Technology เรือดำน้ำชั้น Soryu ให้ออสเตรเลียในการแข่งขันโครงการจัดหาเรือดำน้ำใหม่ทดแทนเรือชั้น Collins
และความก้าวหน้าด้านอุตสาหกรรมขั้นสูงจนอาจจะกล่าวได้ว่าไม่มีอาวุธยุทโธปกรณ์อะไรที่ญี่ปุ่นผลิตไม่ได้ยกเว้นอาวุธนิวเคลียร์
แต่หลายๆบริษัทอย่าง Kawasaki Heavy Industries ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตยุทโธปกรณ์สำคัญของญี่ปุ่นก็มีสถานะการเงินที่ทรงตัวแม้ว่าจะมีผลประกอบการทั่วโลกราว $400 billion ก็ตาม
โดยขนาดอุตสาหกรรมยุทโธปกรณ์ภายในประเทศญี่ปุ่นเองก็มีขนาดวงเงินเพียง $12.5 billion ซึ่งเมื่อเทียบกับธุรกิจอื่นๆของญี่ปุ่นในภาพรวมนับว่าค่อนข้างน้อยมาก
ประกอบกับอาวุธยุทโธปกรณ์หลักส่วนใหญ่ของกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่นนั้นยังเป็นระบบจัดหาจากต่างประเทศโดยซื้อสิทธิบัตรในการผลิตเองในประเทศญี่ปุ่นอีกเป็นจำนวนมาก
ซึ่งกองกำลังป้องกันตนเองและหน่วยงานรัฐบาลของญี่ปุ่นเองก็ถูกจัดเป็นลูกค้าที่เสนอขายระบบต่างๆให้ยากในสายตาของบริษัทอาวุธหลายๆบริษัทหรือแม้แต่บริษัทของญี่ปุ่นเอง
เมื่อรวมกับความเป็นหน้าใหม่ที่จะต้องเข้าไปแข่งขันกับประเทศที่เป็นผู้ครองตลาดการค้าอาวุธอยู่แล้วทั้ง สหรัฐฯ ประเทศในกลุ่มยุโรปตะวันตก รัสเซีย จีน หรือแม้แต่เกาหลีใต้ซึ่งเข้ามาจับตลาดอุตสาหกรรมอาวุธก่อนแล้ว
การที่ญี่ปุ่นหวังจะผลักดันตนเองเข้าไปสู่การแข่งขันในตลาดอุตสาหกรรมความมั่นคงระดับโลกซึ่งหลายๆอย่างภายในญี่ปุ่นยังไม่ได้มีวางแผนการรองรับและประสบการณ์ที่มากพอนั้นอาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายและดูเลือนลางครับ
วันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2558
วันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2558
รัสเซียเปิดเผยแผนการพัฒนาเรือพิฆาตและเรือบรรทุกเครื่องบินแบบใหม่
Russian destroyer design revealed
KSRC's new Project 23560E Shkval destroyer design. Source: Nikolai Novichkov
http://www.janes.com/article/51453/russian-destroyer-design-revealed
Russia developing Shtorm supercarrier
KRSC's design for a future Russian supercarrier. The model features a split air wing comprising navalised T-50 PAKFAs and MiG-29Ks,
as well as jet-powered naval early warning aircraft and Ka-27 naval helicopters. Source: Nikolai Novichkov
http://www.janes.com/article/51452/russia-developing-shtorm-supercarrier
รัสเซียได้เปิดเผยแบบจำลองแบบแผนการพัฒนาเรือรบแบบใหม่สำหรับกองทัพเรือรัสเซียในอนาคต
คือเรือพิฆาต Project 23560E Shkval และเรือบรรทุกเครื่องบิน Project 23000E Shtorm
ซึ่งแบบแผนเรือทั้งสองแบบนั้นออกแบบโดย Krylov State Research Center (KSRC) ซึ่งได้ทำการเปิดข้อมูลต่อ Jane's ขณะเยือนบริษัท
เรือพิฆาต Project 23560E Shkval นั้นทาง Valery Polyakov รองผู้อำนวยการ KSRC ได้อธิบายว่า
เป็นเรือพิฆาตยุคใหม่ของกองทัพเรือรัสเซียซึ่งออกแบบให้สามารถปฏิบัติในเขตไกลฝั่งและมหาสมุทร
มีขีดความสามารถในการทำลายเป้าหมายได้ทั้งในทะเลและบนฝั่ง การต่อต้านภัยคุกคามทางอากาศทั้งอากาศยานและอาวุธปล่อยนำวิถีที่จะโจมตีกองเรือแบบพื้นที่
รวมถึงรองรับการการปฏิบัติการในภารกิจยามสงบทุกพื้นที่ทั่วโลก
เรือพิฆาต Project 23560E มีระวางขับน้ำเต็มที่ 15,000-18,000tons ความยาวตัวเรือ 200m ทำความเร็วได้สูงสุด 32knots ความเร็วมัธยัสถ์ 20knots ระยะเวลาปฏิบัติการ 90วัน ลูกเรือ 250-300นาย
ใช้เครื่องยนต์ Gas Turbine (ซึ่งตอนนี้รัสเซียกำลังมีปัญหาเรื่องแหล่งจัดหาเพราะเดิมใช้ระบบของยูเครนซึ่งตัดความสัมพันธ์ทางทหารกันแล้วหลังการผนวก Crimea)
ติดตั้งระบบอำนวยการรบที่ทันสมัย พร้อม multi-functional phased array radar ระบบสงคราม electronic ระบบสื่อสาร ระบบลาดตระเวณใต้น้ำรุ่นล่าสุด
มีอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำหรืออาวุธปล่อยนำวิถีร่อนโจมตีภาคพื้นดิน 60-70นัด อาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ 128นัด อาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือดำน้ำ 16-24นัด และปืนใหญ่เรือเอนกประสงค์ 130mm
สามารถนำเฮลิคอปเตอร์ไปกับเรือได้สองเครื่อง แต่ทั้งนี้ Polyakov ได้กล่าวว่าคุณสมบัติของเรือทั้งหมดอาจจะเปลี่ยนแปลงได้ตามความต้องการของลูกค้า
ส่วนเรือบรรทุกเครื่องบิน Project 23000E Shtorm นั้นเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินเอนกประสงค์ขนาดหนัก มีระวางขับน้ำ 90,000-100,000tons ตัวเรือยาว 330m
ทำความเร็วได้สูงสุด 30knots ความเร็วมัธยัสถ์ 20knots ระยะเวลาปฏิบัติการ 120วัน ลูกเรือ 4,000-5,000นาย ทนทานต่อระดับคลื่นลมในทะเลที่ sea state 6-7
เครื่องยนต์สามารถเลือกได้ว่าจะเป็นเครื่องยนต์ตามแบบหรือพลังงานนิวเคลียร์ตามความต้องการของลูกค้าคือกองทัพเรือรัสเซีย
เรือบรรทุกเครื่องบิน Project 23000E รองรับการปฏิบัติการของอากาศยานจำนวน 80-90เครื่อง เช่นเครื่องบินขับไล่ MiG-29K, เครื่องบินขับไล่ยุคที่5 PAK FA T-50 รุ่นใช้งานทางทะเล, ฮ.Ka-27 และเครื่องบินแจ้งเตือนทางอากาศเครื่องยนต์ไอพ่น
ระบบส่งอากาศยานสามารถเลือกได้ว่าจะเป็น Ski-Jump หรือรางดีดส่งแม่เหล็กไฟฟ้า(electromagnetic catapults) สองระบบ มีหอบังคับการบินสองหอเช่นเดียวกับเรือบรรทุกเครื่องบินชั้น Queen Elizabeth ของกองทัพเรืออังกฤษ
ติดตั้งระบบอำนวยการรบ ระบบตรวจจับ และสื่อสารแบบบูรณาการ ทั้ง multifunction phased array radar ระบบสงคราม electronic และระบบสื่อสาร พร้อมระบบอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน 4ระบบ และระบบต่อต้าน Torpedo
ทำให้เรือมีขีดความสามารถในการปฏิบัติการต่อเป้าหมายที่อยู่ไกลในมหาสมุทร โจมตีเป้าหมายทั้งในทะเลและบนฝั่ง สามารถปกป้องกองเรือและสนับสนุนปฏิบัติการทางเรือได้ทุกรูปแบบ และป้องกันตนเองได้ดี
แต่ทั้งนี้ Polyakov ได้กล่าวว่าคุณสมบัติของเรือทั้งหมดอาจจะเปลี่ยนแปลงได้ตามความต้องการของลูกค้าเช่นกันครับ
KSRC's new Project 23560E Shkval destroyer design. Source: Nikolai Novichkov
http://www.janes.com/article/51453/russian-destroyer-design-revealed
Russia developing Shtorm supercarrier
KRSC's design for a future Russian supercarrier. The model features a split air wing comprising navalised T-50 PAKFAs and MiG-29Ks,
as well as jet-powered naval early warning aircraft and Ka-27 naval helicopters. Source: Nikolai Novichkov
http://www.janes.com/article/51452/russia-developing-shtorm-supercarrier
รัสเซียได้เปิดเผยแบบจำลองแบบแผนการพัฒนาเรือรบแบบใหม่สำหรับกองทัพเรือรัสเซียในอนาคต
คือเรือพิฆาต Project 23560E Shkval และเรือบรรทุกเครื่องบิน Project 23000E Shtorm
ซึ่งแบบแผนเรือทั้งสองแบบนั้นออกแบบโดย Krylov State Research Center (KSRC) ซึ่งได้ทำการเปิดข้อมูลต่อ Jane's ขณะเยือนบริษัท
เรือพิฆาต Project 23560E Shkval นั้นทาง Valery Polyakov รองผู้อำนวยการ KSRC ได้อธิบายว่า
เป็นเรือพิฆาตยุคใหม่ของกองทัพเรือรัสเซียซึ่งออกแบบให้สามารถปฏิบัติในเขตไกลฝั่งและมหาสมุทร
มีขีดความสามารถในการทำลายเป้าหมายได้ทั้งในทะเลและบนฝั่ง การต่อต้านภัยคุกคามทางอากาศทั้งอากาศยานและอาวุธปล่อยนำวิถีที่จะโจมตีกองเรือแบบพื้นที่
รวมถึงรองรับการการปฏิบัติการในภารกิจยามสงบทุกพื้นที่ทั่วโลก
เรือพิฆาต Project 23560E มีระวางขับน้ำเต็มที่ 15,000-18,000tons ความยาวตัวเรือ 200m ทำความเร็วได้สูงสุด 32knots ความเร็วมัธยัสถ์ 20knots ระยะเวลาปฏิบัติการ 90วัน ลูกเรือ 250-300นาย
ใช้เครื่องยนต์ Gas Turbine (ซึ่งตอนนี้รัสเซียกำลังมีปัญหาเรื่องแหล่งจัดหาเพราะเดิมใช้ระบบของยูเครนซึ่งตัดความสัมพันธ์ทางทหารกันแล้วหลังการผนวก Crimea)
ติดตั้งระบบอำนวยการรบที่ทันสมัย พร้อม multi-functional phased array radar ระบบสงคราม electronic ระบบสื่อสาร ระบบลาดตระเวณใต้น้ำรุ่นล่าสุด
มีอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำหรืออาวุธปล่อยนำวิถีร่อนโจมตีภาคพื้นดิน 60-70นัด อาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ 128นัด อาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือดำน้ำ 16-24นัด และปืนใหญ่เรือเอนกประสงค์ 130mm
สามารถนำเฮลิคอปเตอร์ไปกับเรือได้สองเครื่อง แต่ทั้งนี้ Polyakov ได้กล่าวว่าคุณสมบัติของเรือทั้งหมดอาจจะเปลี่ยนแปลงได้ตามความต้องการของลูกค้า
ส่วนเรือบรรทุกเครื่องบิน Project 23000E Shtorm นั้นเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินเอนกประสงค์ขนาดหนัก มีระวางขับน้ำ 90,000-100,000tons ตัวเรือยาว 330m
ทำความเร็วได้สูงสุด 30knots ความเร็วมัธยัสถ์ 20knots ระยะเวลาปฏิบัติการ 120วัน ลูกเรือ 4,000-5,000นาย ทนทานต่อระดับคลื่นลมในทะเลที่ sea state 6-7
เครื่องยนต์สามารถเลือกได้ว่าจะเป็นเครื่องยนต์ตามแบบหรือพลังงานนิวเคลียร์ตามความต้องการของลูกค้าคือกองทัพเรือรัสเซีย
เรือบรรทุกเครื่องบิน Project 23000E รองรับการปฏิบัติการของอากาศยานจำนวน 80-90เครื่อง เช่นเครื่องบินขับไล่ MiG-29K, เครื่องบินขับไล่ยุคที่5 PAK FA T-50 รุ่นใช้งานทางทะเล, ฮ.Ka-27 และเครื่องบินแจ้งเตือนทางอากาศเครื่องยนต์ไอพ่น
ระบบส่งอากาศยานสามารถเลือกได้ว่าจะเป็น Ski-Jump หรือรางดีดส่งแม่เหล็กไฟฟ้า(electromagnetic catapults) สองระบบ มีหอบังคับการบินสองหอเช่นเดียวกับเรือบรรทุกเครื่องบินชั้น Queen Elizabeth ของกองทัพเรืออังกฤษ
ติดตั้งระบบอำนวยการรบ ระบบตรวจจับ และสื่อสารแบบบูรณาการ ทั้ง multifunction phased array radar ระบบสงคราม electronic และระบบสื่อสาร พร้อมระบบอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน 4ระบบ และระบบต่อต้าน Torpedo
ทำให้เรือมีขีดความสามารถในการปฏิบัติการต่อเป้าหมายที่อยู่ไกลในมหาสมุทร โจมตีเป้าหมายทั้งในทะเลและบนฝั่ง สามารถปกป้องกองเรือและสนับสนุนปฏิบัติการทางเรือได้ทุกรูปแบบ และป้องกันตนเองได้ดี
แต่ทั้งนี้ Polyakov ได้กล่าวว่าคุณสมบัติของเรือทั้งหมดอาจจะเปลี่ยนแปลงได้ตามความต้องการของลูกค้าเช่นกันครับ
วันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2558
ชาวเอสโตเนียส่วนใหญ่ไม่ต้องการจะเป็นอาสามัครในกองกำลังป้องกันชาติ
Kaitseliit(Estonian Defence League) mortar platoon Exercise Steadfast Jazz 2013
http://rus.delfi.ee/daily/estonia/russkoyazychnye-zhiteli-estonii-v-kajtselijt-ne-stremyatsya?id=71441825
ผลการสำรวจความเห็นของประชาชนเอสโตเนียต่อการเข้าร่วมรับใช้ชาติใน Kaitseliit (Home Guard) หรือสันนิบาตกองกำลังป้องกันชาติซึ่งเป็นกองกำลังกึ่งทหารของเอสโตเนียลักษณะกำลังสำรองอาสาสมัครรักษาดินแดนนั้น
พบว่าในส่วนของชาวเอสโตเนียพื้นเมืองซึ่งมีจำนวนราวร้อยละ70ของประชากรทั้งประเทศนั้น มีร้อยละ6 พร้อมที่จะเข้าร่วม, ร้อยละ26 อาจจะเข้าร่วม, ร้อยละ33 อาจจะไม่เข้าร่วม และร้อยละ25 ไม่เข้าร่วมแน่นอน
และในส่วนของชนกลุ่มน้อยชาวรัสเซียในเอสโตเนียซึ่งมีจำนวนราวร้อยละ25ของประชากรทั้งประเทศ มีเพียงร้อยละ3 ที่พร้อมจะเข้าร่วม, ร้อยละ10 อาจจะเข้าร่วม, ร้อยละ18 อาจจะไม่เข้าร่วม และร้อยละ60 ไม่เข้าร่วมแน่นอน
เอสโตเนียนั้นเป็นประเทศสมาชิก NATO ในกลุ่มรัฐ Baltic ซึ่งกำลังเผชิญภัยคุกคามจากรัสเซียมากขึ้นหลังวิกฤตการณ์ในยูเครนปี 2014 เป็นต้นมา
แต่ด้วยขนาดของกองทัพป้องกันประเทศที่มีขนาดเล็ก มีงบประมาณจำกัด และการที่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ค่อยสนใจเรื่องความมั่นคงของชาตินักนั้น
ทำให้ฝ่ายความมั่นคงของเอสโตเนียที่เพิ่มการร่วมซ้อมรบกับมิตรประเทศสมาชิก NATO บ่อยครั้ง เช่นเดียวกับประเทศในกลุ่ม Baltic ทั้งลิทัวเนีย และแลทเวีย ยังต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากประเทศสมาชิกหลักของ NATO อย่างมากอยู่ครับ
http://rus.delfi.ee/daily/estonia/russkoyazychnye-zhiteli-estonii-v-kajtselijt-ne-stremyatsya?id=71441825
ผลการสำรวจความเห็นของประชาชนเอสโตเนียต่อการเข้าร่วมรับใช้ชาติใน Kaitseliit (Home Guard) หรือสันนิบาตกองกำลังป้องกันชาติซึ่งเป็นกองกำลังกึ่งทหารของเอสโตเนียลักษณะกำลังสำรองอาสาสมัครรักษาดินแดนนั้น
พบว่าในส่วนของชาวเอสโตเนียพื้นเมืองซึ่งมีจำนวนราวร้อยละ70ของประชากรทั้งประเทศนั้น มีร้อยละ6 พร้อมที่จะเข้าร่วม, ร้อยละ26 อาจจะเข้าร่วม, ร้อยละ33 อาจจะไม่เข้าร่วม และร้อยละ25 ไม่เข้าร่วมแน่นอน
และในส่วนของชนกลุ่มน้อยชาวรัสเซียในเอสโตเนียซึ่งมีจำนวนราวร้อยละ25ของประชากรทั้งประเทศ มีเพียงร้อยละ3 ที่พร้อมจะเข้าร่วม, ร้อยละ10 อาจจะเข้าร่วม, ร้อยละ18 อาจจะไม่เข้าร่วม และร้อยละ60 ไม่เข้าร่วมแน่นอน
เอสโตเนียนั้นเป็นประเทศสมาชิก NATO ในกลุ่มรัฐ Baltic ซึ่งกำลังเผชิญภัยคุกคามจากรัสเซียมากขึ้นหลังวิกฤตการณ์ในยูเครนปี 2014 เป็นต้นมา
แต่ด้วยขนาดของกองทัพป้องกันประเทศที่มีขนาดเล็ก มีงบประมาณจำกัด และการที่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ค่อยสนใจเรื่องความมั่นคงของชาตินักนั้น
ทำให้ฝ่ายความมั่นคงของเอสโตเนียที่เพิ่มการร่วมซ้อมรบกับมิตรประเทศสมาชิก NATO บ่อยครั้ง เช่นเดียวกับประเทศในกลุ่ม Baltic ทั้งลิทัวเนีย และแลทเวีย ยังต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากประเทศสมาชิกหลักของ NATO อย่างมากอยู่ครับ
วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2558
อิตาลีปลดระวางประจำการเรือคอร์เวตชั้น Minerva สองลำและเตรียมปรับปรุงเพื่อส่งมอบให้บังคลาเทศ
F552 Urania at Malaga in 2001
http://www.marina.difesa.it/Notiziario-online/Pagine/20150512_minerva_sibilla.aspx
วันที่ 14 พฤษภาคมนี้ กองทัพเรืออิตาลีจะทำพิธีการลดธงปลดระวางประจำการเรือคอร์เวตชั้น Minerva ซึ่งประจำการมานานกว่า 25ปีลงสองลำคือ F551 Minerva และ F558 Sibilla
โดยการปลดประจำการเรือคอร์เวต F551 Minerva ซึ่งเข้าประจำการปี 1987 และ F558 Sibilla ซึ่งเข้าประจำการปี 1991 นั้นเป็นไปตามแผนการปรับลดกำลังทางเรือของกองทัพเรืออิตาลี
ซึ่งเรือตรวจการณ์ลำใหม่แบบ PPA รุ่น LIGHT VERSION 5ลำที่จะมาทดแทนเรือคอร์เวตชั้น Minerva สองลำนั้นจะเข้าประจำการใน 2021 และ 2022 ทำให้ความพร้อมกำลังเรือรบของกองทัพเรืออิตาลีถูกปรับลดลงไปราวร้อยละ45
เรือคอร์เวต F551 Minerva และ F558 Sibilla จะถูกขายต่อให้บริษัท Fincantieri เพื่อทำการถอดอาวุธและปรับปรุงเรือเตรียมส่งมอบให้กองทัพเรือบังคลาเทศไปประจำการต่อไป
เรือคอร์เวตชั้น Minerva นั้นถูกสร้างขึ้นมาเข้าประจำการในกองทัพเรืออิตาลี 8ลำ โดยตัวเรือยาว 87m ระวางขับน้ำ 1,285tons
ติดตั้งเครื่องดีเซลสองเครื่องกำลัง 11,000hp ทำความเร็วได้สูงสุด 25knots พิสัยทำการ 3,500nmi ที่ความเร็วมัธยัสถ์ 18knots
อาวุธประจำเรือมี ปืนใหญ่เรือ Otobreda 76/62mm 1กระบอก ปืนใหญ่กล 25mm 4กระบอก แท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ Aspide 8นัด และ Torpedo เบาปราบเรือดำน้ำ 324mm แบบ TLS 6นัด
มีกำลังพลประจำเรือ 120นายครับ
http://www.marina.difesa.it/Notiziario-online/Pagine/20150512_minerva_sibilla.aspx
วันที่ 14 พฤษภาคมนี้ กองทัพเรืออิตาลีจะทำพิธีการลดธงปลดระวางประจำการเรือคอร์เวตชั้น Minerva ซึ่งประจำการมานานกว่า 25ปีลงสองลำคือ F551 Minerva และ F558 Sibilla
โดยการปลดประจำการเรือคอร์เวต F551 Minerva ซึ่งเข้าประจำการปี 1987 และ F558 Sibilla ซึ่งเข้าประจำการปี 1991 นั้นเป็นไปตามแผนการปรับลดกำลังทางเรือของกองทัพเรืออิตาลี
ซึ่งเรือตรวจการณ์ลำใหม่แบบ PPA รุ่น LIGHT VERSION 5ลำที่จะมาทดแทนเรือคอร์เวตชั้น Minerva สองลำนั้นจะเข้าประจำการใน 2021 และ 2022 ทำให้ความพร้อมกำลังเรือรบของกองทัพเรืออิตาลีถูกปรับลดลงไปราวร้อยละ45
เรือคอร์เวต F551 Minerva และ F558 Sibilla จะถูกขายต่อให้บริษัท Fincantieri เพื่อทำการถอดอาวุธและปรับปรุงเรือเตรียมส่งมอบให้กองทัพเรือบังคลาเทศไปประจำการต่อไป
เรือคอร์เวตชั้น Minerva นั้นถูกสร้างขึ้นมาเข้าประจำการในกองทัพเรืออิตาลี 8ลำ โดยตัวเรือยาว 87m ระวางขับน้ำ 1,285tons
ติดตั้งเครื่องดีเซลสองเครื่องกำลัง 11,000hp ทำความเร็วได้สูงสุด 25knots พิสัยทำการ 3,500nmi ที่ความเร็วมัธยัสถ์ 18knots
อาวุธประจำเรือมี ปืนใหญ่เรือ Otobreda 76/62mm 1กระบอก ปืนใหญ่กล 25mm 4กระบอก แท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ Aspide 8นัด และ Torpedo เบาปราบเรือดำน้ำ 324mm แบบ TLS 6นัด
มีกำลังพลประจำเรือ 120นายครับ
วันอังคารที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2558
นอร์เวย์เปิดเผยคุณสมบัติเบื้องต้นของโครงการจัดหาเรือดำน้ำใหม่
KNM Uthaug
http://www.tu.no/industri/2015/05/07/ferdigskrog-missiler-og-framdrift-uten-luft-dette-er-kravene-til-norges-nye-ubat
สำหรับโครงการจัดหาเรือดำน้ำแบบใหม่ทดแทนเรือดำน้ำชั้น Ula 6ลำซึ่งประจำการมาตั้งแต่ช่วงปี 1989-1992 ของกองทัพเรือนอร์เวย์นั้น
รัฐบาลนอร์เวย์ได้มีการเปิดเผยคุณสมบัติความต้องการเบื้องต้นของเรือดำน้ำแบบใหม่ที่ต้องการหลายประการหลังจากการดำเนินการวิเคราะห์มา7ปี เช่น
มีระบบขับเคลื่อน AIP( (Air-Independent Propulsion) ติดตั้งในตัวเรือ รวมถึง Battery แบบ Lithium-ion ให้ความจุพลังงานสูงและใช้งานได้นาน
สามารถยิง Torpedo และอาวุธปล่อยนำวิถีพิสัยไกลได้ และมีระบบป้องกันตัวจากภัยคุกคามเช่น อาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศต่อต้านเฮลิคอปเตอร์
สามารถติดตั้งยานใต้น้ำไร้คนบังคับ UUV ซึ่งเคยมีการทดสอบ UUV แบบ Remus 600 ของบริษัท Hydroid ในเครือ KM Kongsburg กับเรือดำน้ำนิวเคลียร์ชั้น Virginia ของกองทัพเรือสหรัฐมาแล้ว
ตัวเรือออกแบบเป็นระบบสถาปัตยกรรมเปิด(Open Architecture) ง่ายต่อการปรับแต่งระบบเรือตามภารกิจ และติดตั้งระบบรุ่นใหม่ในการปรับปรุงตัวเรือในอนาคต
และการออกแบบตัวเรือต้องได้รับการยอมรับและพร้อมที่จะก่อสร้างได้ทันทีที่มีการทำสัญญาจัดหา เพราะกองทัพเรือและรัฐบาลนอร์เวย์ไม่มีเวลารอแบบเรือที่ยังอยู่ระหว่างการออกแบบพัฒนาไม่เสร็จ
โดยบริษัทที่คาดว่าจะสนใจเข้าร่วมโครงการมีเช่น DCNS ฝรั่งเศส, Fincantieri อิตาลี, Navantia สเปน, DSME เกาหลีใต้ และ TKMS เยอรมนีเป็นต้น
(คาดว่า SAAB AB สวีเดนจะถูกตัดจากข้อเสนออกไปเนื่องจากแบบเรือ A26 ยังอยู่ในขั้นตอนการออกแบบอยู่)
ซึ่งการคัดเลือกแบบและจัดหาเรือดำน้ำแบบใหม่ของกองทัพเรือนอร์เวย์คาดว่าจะเป็นช่วงหลังกลางปี 2020s เป็นต้นไปและมีแผนจะประจำการเรือไปอย่างน้อย 30ปีคือถึงราวปี 2060
นอกจากนี้รัฐบาลนอร์เวย์ยังอนุมัติงบประมาณให้กองทัพเรือนอร์เวย์ 529 million NOK($70.55 million) สำหรับการปรับปรุงเรือดำน้ำชั้น Ula 4ลำให้ใช้งานได้จนถึงปี 2030 ด้วยครับ
http://www.tu.no/industri/2015/05/07/ferdigskrog-missiler-og-framdrift-uten-luft-dette-er-kravene-til-norges-nye-ubat
สำหรับโครงการจัดหาเรือดำน้ำแบบใหม่ทดแทนเรือดำน้ำชั้น Ula 6ลำซึ่งประจำการมาตั้งแต่ช่วงปี 1989-1992 ของกองทัพเรือนอร์เวย์นั้น
รัฐบาลนอร์เวย์ได้มีการเปิดเผยคุณสมบัติความต้องการเบื้องต้นของเรือดำน้ำแบบใหม่ที่ต้องการหลายประการหลังจากการดำเนินการวิเคราะห์มา7ปี เช่น
มีระบบขับเคลื่อน AIP( (Air-Independent Propulsion) ติดตั้งในตัวเรือ รวมถึง Battery แบบ Lithium-ion ให้ความจุพลังงานสูงและใช้งานได้นาน
สามารถยิง Torpedo และอาวุธปล่อยนำวิถีพิสัยไกลได้ และมีระบบป้องกันตัวจากภัยคุกคามเช่น อาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศต่อต้านเฮลิคอปเตอร์
สามารถติดตั้งยานใต้น้ำไร้คนบังคับ UUV ซึ่งเคยมีการทดสอบ UUV แบบ Remus 600 ของบริษัท Hydroid ในเครือ KM Kongsburg กับเรือดำน้ำนิวเคลียร์ชั้น Virginia ของกองทัพเรือสหรัฐมาแล้ว
ตัวเรือออกแบบเป็นระบบสถาปัตยกรรมเปิด(Open Architecture) ง่ายต่อการปรับแต่งระบบเรือตามภารกิจ และติดตั้งระบบรุ่นใหม่ในการปรับปรุงตัวเรือในอนาคต
และการออกแบบตัวเรือต้องได้รับการยอมรับและพร้อมที่จะก่อสร้างได้ทันทีที่มีการทำสัญญาจัดหา เพราะกองทัพเรือและรัฐบาลนอร์เวย์ไม่มีเวลารอแบบเรือที่ยังอยู่ระหว่างการออกแบบพัฒนาไม่เสร็จ
โดยบริษัทที่คาดว่าจะสนใจเข้าร่วมโครงการมีเช่น DCNS ฝรั่งเศส, Fincantieri อิตาลี, Navantia สเปน, DSME เกาหลีใต้ และ TKMS เยอรมนีเป็นต้น
(คาดว่า SAAB AB สวีเดนจะถูกตัดจากข้อเสนออกไปเนื่องจากแบบเรือ A26 ยังอยู่ในขั้นตอนการออกแบบอยู่)
ซึ่งการคัดเลือกแบบและจัดหาเรือดำน้ำแบบใหม่ของกองทัพเรือนอร์เวย์คาดว่าจะเป็นช่วงหลังกลางปี 2020s เป็นต้นไปและมีแผนจะประจำการเรือไปอย่างน้อย 30ปีคือถึงราวปี 2060
นอกจากนี้รัฐบาลนอร์เวย์ยังอนุมัติงบประมาณให้กองทัพเรือนอร์เวย์ 529 million NOK($70.55 million) สำหรับการปรับปรุงเรือดำน้ำชั้น Ula 4ลำให้ใช้งานได้จนถึงปี 2030 ด้วยครับ
วันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2558
กองทัพอากาศคูเวตต้องการจัดหา F/A-18E/F Super Hornet จากสหรัฐฯ
Kuwait decides to buy F-18 fighter jets from Boeing for $3bn, rejecting UK-made Typhoon deal
F-18E Super Hornet jets have been targeting Isis militants in Iraq(Reuters)
http://www.ibtimes.co.uk/kuwait-decides-buy-f-18-fighter-jets-boeing-3bn-rejecting-uk-made-typhoon-deal-1500258
กองทัพอากาศคูเวตมีแผนการจัดหาเครื่องบินขับไล่ Boeing F/A-18E/F Super Hornet จำนวน 28เครื่อง วงเงิน $3 billion จากสหรัฐฯ โดยปฏิเสธข้อเสนอการจัดหาเครื่องขับไล่ Typhoon ของอังกฤษ
ขณะนี้ยังไม่มีรายละเอียดข้อตกลงในการจัดหาอย่างเป็นทางการออกมา เพราะจะต้องเป็นไปตามขั้นตอนการอนุมัติการส่งออกอาวุธให้ต่างประเทศของรัฐบาลสหรัฐฯ
โดยคูเวตจะเป็นประเทศที่สองต่อจากออสเตรเลียที่จัดหา Super Hornet ไปประจำการนอกจากกองทัพเรือสหรัฐฯ
ซึ่งการจัดหา F/A-18E/F Super Hornet ของคูเวตนี้จะทำให้สายการผลิตเครื่องที่โรงงานของ Boeing ใน St.Louis มลรัฐ Missouri ที่กำลังประกอบเครื่อง Super Hornet ให้กองทัพเรือสหรัฐฯ 12เครื่อง สามารถเปิดสายการผลิตต่อไปได้
ทางโฆษกหญิงของ Boeing ปฏิเสธที่จะให้ข้อมูลยืนยันการจัดหาของคูเวตในขณะนี้ โดยให้เหตุผลว่าต้องรอการยืนยันอนุมัติอย่างเป็นทางการในการขายแบบ FMS(Foreign Military Sale) จากรัฐบาลสหรัฐฯ
ทาง Boeing นั้นหวังเป็นอย่างมากที่การจัดหา Super Hornet ของคูเวตนี้จะยืดระยะเวลาสายการผลิตของเครื่องซึ่งจะต้องใกล้ปิดตัวลงในราวปี 2019 ถ้าไม่มีคำสั่งจัดซื้อเพิ่มเติมในอนาคตครับ
F-18E Super Hornet jets have been targeting Isis militants in Iraq(Reuters)
http://www.ibtimes.co.uk/kuwait-decides-buy-f-18-fighter-jets-boeing-3bn-rejecting-uk-made-typhoon-deal-1500258
กองทัพอากาศคูเวตมีแผนการจัดหาเครื่องบินขับไล่ Boeing F/A-18E/F Super Hornet จำนวน 28เครื่อง วงเงิน $3 billion จากสหรัฐฯ โดยปฏิเสธข้อเสนอการจัดหาเครื่องขับไล่ Typhoon ของอังกฤษ
ขณะนี้ยังไม่มีรายละเอียดข้อตกลงในการจัดหาอย่างเป็นทางการออกมา เพราะจะต้องเป็นไปตามขั้นตอนการอนุมัติการส่งออกอาวุธให้ต่างประเทศของรัฐบาลสหรัฐฯ
โดยคูเวตจะเป็นประเทศที่สองต่อจากออสเตรเลียที่จัดหา Super Hornet ไปประจำการนอกจากกองทัพเรือสหรัฐฯ
ซึ่งการจัดหา F/A-18E/F Super Hornet ของคูเวตนี้จะทำให้สายการผลิตเครื่องที่โรงงานของ Boeing ใน St.Louis มลรัฐ Missouri ที่กำลังประกอบเครื่อง Super Hornet ให้กองทัพเรือสหรัฐฯ 12เครื่อง สามารถเปิดสายการผลิตต่อไปได้
ทางโฆษกหญิงของ Boeing ปฏิเสธที่จะให้ข้อมูลยืนยันการจัดหาของคูเวตในขณะนี้ โดยให้เหตุผลว่าต้องรอการยืนยันอนุมัติอย่างเป็นทางการในการขายแบบ FMS(Foreign Military Sale) จากรัฐบาลสหรัฐฯ
ทาง Boeing นั้นหวังเป็นอย่างมากที่การจัดหา Super Hornet ของคูเวตนี้จะยืดระยะเวลาสายการผลิตของเครื่องซึ่งจะต้องใกล้ปิดตัวลงในราวปี 2019 ถ้าไม่มีคำสั่งจัดซื้อเพิ่มเติมในอนาคตครับ
วันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2558
รถรบแบบใหม่ของกองทัพรัสเซียในการสวนสนามวันประกาศชัยชนะ 2015
การสวนสนามของกองทัพรัสเซียในวันประกาศชัยชนะสงครามโลกครั้งที่๒ ๙ พฤษภาคม ปี2015 นี้นั้นเป็นงานสวนสนามของกองทัพรัสเซียทั้งทางบก ทางเรือ และทางอากาศใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่จัดงานมา
เนื่องในโอกาสครบรอบ ๗๐ปีชัยชนะของกองทัพแดงโซเวียตเอาชนะ Nazi นั้นปีนี้มีการจัดงานตามเมืองใหญ่ถึง ๒๖เมือง ตั้งแต่ Vladivostock ฝั่ง Pacific จนถึง Murmansk ทะเลเหนือเลยทีเดียว
โดยการสวนสนามที่จตุรัสแดง Moscow ที่ประธานาธิบดี Putin เป็นประธานและมีแขกจากต่างประเทศสำคัญมาร่วมหลายท่านเช่นประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน สีจิ้นผิง เป็นต้น
อีกทั้งเป็นการเปิดตัวยุทโธปกรณ์รถรบแบบใหม่ล่าสุดของกองทัพรัสเซียหลายแบบเช่น
รถหุ้มเกราะ 4x4 Tigr ซึ่งมีทั้งรุ่นติดปืนกลและเครื่องยิงลูกระเบิดอัตโนมัติ และรุ่นติดอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้รถถัง Kornet-D1
รถบรรทุกหนักหุ้มเกราะ Typhoon และ Typhoon-U 6x6
รถรบทหารราบ สำหรับหน่วยพลร่ม(VDV) แบบ BMD-4M
รถเกราะลำเลียงพล สำหรับหน่วยพลร่ม(VDV) BTR-MD Rakushka

รถเกราะสายพาน Kurganets-25 ทั้งรุ่นลำเลียงพลติดป้อมปืน Remote ปืนกลหนัก 12.7mm
และรุ่นรถรบทหารราบติดป้อมปืน Remote พร้อมปืนใหญ่กล 30mm ปืนกลร่วมแกน 7.62mm และอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้รถถัง Kornet-EM
และตัวเด่นที่สุดของงานนี้คือ รถถังหลัก T-14 ARMATA ซึ่งใช้ป้อมปืนไร้คนบังคับติดปืนใหญ่รถถัง 2A82-1M ขนาด 125mm แบบใหม่
มีกล้องเล็งควบคุมการยิงติด PKTM ขนาด 7.62mm ซึ่งสามารถหมุนไปพร้อมๆกันได้ และปืนใหญ่กล 2A42 ขนาด 30mm หรือปืนกลหนัก Kord ขนาด 12.7mm
ใช้เครื่องยนต์แบบใหม่กำลังสูงสุด 1,500HP ทำความเร็วสูงสุดประมาณ 80-90km/h น้ำหนักพร้อมรบ 48tons
ระบบหลายๆอย่างของ ถ.หลัก T-14 ทั้งเกราะ เครื่องยนต์ ระบบตรวจจับ ระบบป้องกันตัว และอาวุธส่วนใหญ่ยังเป็นความลับอยู่มาก
ที่สังเกตุได้จากตัวรถภายนอกนั้นจะเห็นได้ว่ารูปแบบงานการประกอบรถถังรุ่นล่าสุดของรัสเซียนี้มีความปราณีตใกล้เคียงกับรถถังตะวันตกมากขึ้น
(แม้ว่าบางจุดเช่นรอยเชื่อตามข้อต่อต่างๆจะยังไม่เรียบร้อยบ้างเล็กน้อยก็ตาม)
แต่จากที่มีรายงานรถถังหลัก T-14 เกิดขัดข้องเครื่องยนต์ยังทำงานแต่เคลื่อนที่ไม่ได้จนต้องใช้รถกู้ซ่อมมาลากในงานซ้อมใหญ่วันที่ ๗ พฤษภาคมนั้น
ก็น่าแสดงให้เห็นว่าระบบเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังของรถรบตระกูล ARMATA ยังมีข้อบกพร่องที่ต้องรอการแก้ไขอยู่
ปิดท้ายด้วยปืนใหญ่อัตตาจรสายพานขนาด 152mm แบบ 2S35 Koalitsiya-SV
ส่วนของรถรบทหารราบหนัก BMP T-15 ซึ่งใช้ระบบแคร่รถในสาย ARMATA นั้นมีภาพถ่ายทอดสดติดมาแวบเดียว
ส่วนรถเกราะล้อยาง 8x8 แบบ Bumerang ทั้งรุ่นลำเลียงพลติดปืนกลหนัก 12.7mm และรุ่นรถรบทหารราบติดปืนใหญ่กล 30mm และ Kornet-EM นั้นไม่เห็นในภาพถ่ายทอดสดงานสวนสนามจริงเหมือนคราวซ้อมครับ
เครื่องบินลำเลียง An-178 ยูเครนทำการขึ้นบินเป็นครั้งแรก
An-178 transport makes 1h debut flight
David Cherkasov
http://www.flightglobal.com/news/articles/an-178-transport-makes-1h-debut-flight-412082/
Antonov ยูเครนได้ทำการทดสอบการบินขึ้นครั้งแรกของเครื่องบินลำเลียงแบบ An-178 รหัสจดทะเบียน UR-EXP โดยนักบินทดสอบสองนายและวิศวกรการบินทดสอบหนึ่งนายทำการบินเป็นเวลา1ชั่วโมง
"ลูกเรือรายงานความสำเร็จในการทดสอบการบินที่เริ่มตามรายการที่กำหนด" ตัวแทนของบริษัท Antonov กล่าวในการแถลงอย่างเป็นทางการต่อสื่อมวลชน
An-178 เป็นเครื่องบินลำเลียงทางยุทธวิธีสองเครื่องยนต์ไอพ่นแบบ Progress D-436-148FM กำลัง 7,880kgf(17,372lbf) แบบมี Ramp เปิดท้าย สามารถบรรทุกได้หนัก 18tons มีพิสัยการบินไกล 1,000km(540nmi)
ออกแบบมาเพื่อทดแทนเครื่องบินลำเลียงรุ่นเก่าอย่าง An-12, An-26 และ An-32 ของ Antonov เองซึ่งมีใช้งานแพร่หลายในกองทัพอากาศและสายการบินพลเรือนทั่วโลก
ทาง Antonov ได้เปิดเผยว่ามีลูกค้าที่สั่งซื้อ An-178 แล้ว เช่น Silkway Airlines อาเซอร์ไบจันซึ่งเป็นลูกค้ารายแรกที่ลงนามสัญญาจัดหาจำนวน 10เครื่อง เพื่อเป็นเครื่องบินขนส่งสินค้า
และ A-Star Airspace and Technology จากปักกิ่ง จีน ซึ่งลงนามสั่งซื้อ 2เครื่อง ในการจัดตั้งระบบขนส่งสินค้าทางอากาศของจีน เป็นต้น
โดย Antonov ตั้งเป้าที่จะขาย An-178 ให้ได้ถึง 200เครื่องภายในปี 2032 ครับ
David Cherkasov
http://www.flightglobal.com/news/articles/an-178-transport-makes-1h-debut-flight-412082/
Antonov ยูเครนได้ทำการทดสอบการบินขึ้นครั้งแรกของเครื่องบินลำเลียงแบบ An-178 รหัสจดทะเบียน UR-EXP โดยนักบินทดสอบสองนายและวิศวกรการบินทดสอบหนึ่งนายทำการบินเป็นเวลา1ชั่วโมง
"ลูกเรือรายงานความสำเร็จในการทดสอบการบินที่เริ่มตามรายการที่กำหนด" ตัวแทนของบริษัท Antonov กล่าวในการแถลงอย่างเป็นทางการต่อสื่อมวลชน
An-178 เป็นเครื่องบินลำเลียงทางยุทธวิธีสองเครื่องยนต์ไอพ่นแบบ Progress D-436-148FM กำลัง 7,880kgf(17,372lbf) แบบมี Ramp เปิดท้าย สามารถบรรทุกได้หนัก 18tons มีพิสัยการบินไกล 1,000km(540nmi)
ออกแบบมาเพื่อทดแทนเครื่องบินลำเลียงรุ่นเก่าอย่าง An-12, An-26 และ An-32 ของ Antonov เองซึ่งมีใช้งานแพร่หลายในกองทัพอากาศและสายการบินพลเรือนทั่วโลก
ทาง Antonov ได้เปิดเผยว่ามีลูกค้าที่สั่งซื้อ An-178 แล้ว เช่น Silkway Airlines อาเซอร์ไบจันซึ่งเป็นลูกค้ารายแรกที่ลงนามสัญญาจัดหาจำนวน 10เครื่อง เพื่อเป็นเครื่องบินขนส่งสินค้า
และ A-Star Airspace and Technology จากปักกิ่ง จีน ซึ่งลงนามสั่งซื้อ 2เครื่อง ในการจัดตั้งระบบขนส่งสินค้าทางอากาศของจีน เป็นต้น
โดย Antonov ตั้งเป้าที่จะขาย An-178 ให้ได้ถึง 200เครื่องภายในปี 2032 ครับ
วันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2558
สหรัฐฯอนุมัติการขาย V-22 ให้ญี่ปุ่น
US approves V-22 sale to Japan
An MV-22 lands on JS Hyuga in June 2013. The US State Department has approved the possible sale of 17 of the aircraft to Tokyo. Source: US Navy
http://www.janes.com/article/51194/us-approves-v-22-sale-to-japan
ตามประกาศของสำนักงานความร่วมมือด้านความปลอดภัยความมั่นคงสหรัฐฯ (DCSA: Defense Security Cooperation Agency) เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมนั้นรายงานว่า
กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯอนุมัติความเป็นไปได้ในการขายเครื่องบินลำเลียงใบพัดกระดก Bell-Boeing V-22B Block C Osprey จำนวน 17เครื่อง วงเงิน $3 billion ซึ่งเป็นรุ่นพื้นฐานเดียวกับ MV-22B Block C ที่ประจำการในนาวิกโยธินสหรัฐฯ
โดย MV-22B Block C นั้นได้รับการติดตั้ง Radar ตรวจการณ์อากาศ, ปรับปรุงระบบควบคุมสภาวะแวดล้อม, ระบบสงคราม electronic รุ่นใหม่ซึ่งรวมเป้าลวง Chaff Flare และปรับปรุงจอแสดงพลในห้องนักบินและห้อง Cabin ด้านท้ายเครื่อง
ก่อนหน้านี้กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นได้ประกาศเลือกแบบ V-22B Osprey ให้กองกำลังป้องกันตนเองทางบกญี่ปุ่น(JGSDF: Japan Ground Self-Defense Force) สำหรับภารกิจช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม บรรเทาภัยพิบัติ และสนับสนุนปฏิบัติการยกพลขึ้นบก
ซึ่งกองกำลังป้องกันตนเองทางบกกำลังจัดตั้งหน่วยปฏิบัติการยกพลขึ้นบกใหม่จำนวนสองกองพลปฏิบัติการนอกประเทศขึ้นไปและสองกองพลน้อย รองรับภารกิจการบุกยึดพื้นที่คืนจากการถูกบุกยึดเกาะที่ห่างไกลในเขตอธิปไตยของญี่ปุ่น
แม้ว่ายังไม่มีความชัดเจนว่ากองกำลังป้องกันตนเองจะนำ V-22 เข้าประจำการในหน่วยใด แต่รายงานของสื่อท้องถิ่นญี่ปุ่นอ้างว่าทางกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นน่าจะนำไปประจำการที่สนามบินซางะบนเกาะคิวชู
ซึ่งใกล้กับหมู่เกาะโอกินาวะที่เป็นที่ตั้งของหน่วยยกพลขึ้นบกใหม่ของกองกำลังป้องกันตนเองทางบกครับ
An MV-22 lands on JS Hyuga in June 2013. The US State Department has approved the possible sale of 17 of the aircraft to Tokyo. Source: US Navy
http://www.janes.com/article/51194/us-approves-v-22-sale-to-japan
ตามประกาศของสำนักงานความร่วมมือด้านความปลอดภัยความมั่นคงสหรัฐฯ (DCSA: Defense Security Cooperation Agency) เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมนั้นรายงานว่า
กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯอนุมัติความเป็นไปได้ในการขายเครื่องบินลำเลียงใบพัดกระดก Bell-Boeing V-22B Block C Osprey จำนวน 17เครื่อง วงเงิน $3 billion ซึ่งเป็นรุ่นพื้นฐานเดียวกับ MV-22B Block C ที่ประจำการในนาวิกโยธินสหรัฐฯ
โดย MV-22B Block C นั้นได้รับการติดตั้ง Radar ตรวจการณ์อากาศ, ปรับปรุงระบบควบคุมสภาวะแวดล้อม, ระบบสงคราม electronic รุ่นใหม่ซึ่งรวมเป้าลวง Chaff Flare และปรับปรุงจอแสดงพลในห้องนักบินและห้อง Cabin ด้านท้ายเครื่อง
ก่อนหน้านี้กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นได้ประกาศเลือกแบบ V-22B Osprey ให้กองกำลังป้องกันตนเองทางบกญี่ปุ่น(JGSDF: Japan Ground Self-Defense Force) สำหรับภารกิจช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม บรรเทาภัยพิบัติ และสนับสนุนปฏิบัติการยกพลขึ้นบก
ซึ่งกองกำลังป้องกันตนเองทางบกกำลังจัดตั้งหน่วยปฏิบัติการยกพลขึ้นบกใหม่จำนวนสองกองพลปฏิบัติการนอกประเทศขึ้นไปและสองกองพลน้อย รองรับภารกิจการบุกยึดพื้นที่คืนจากการถูกบุกยึดเกาะที่ห่างไกลในเขตอธิปไตยของญี่ปุ่น
แม้ว่ายังไม่มีความชัดเจนว่ากองกำลังป้องกันตนเองจะนำ V-22 เข้าประจำการในหน่วยใด แต่รายงานของสื่อท้องถิ่นญี่ปุ่นอ้างว่าทางกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นน่าจะนำไปประจำการที่สนามบินซางะบนเกาะคิวชู
ซึ่งใกล้กับหมู่เกาะโอกินาวะที่เป็นที่ตั้งของหน่วยยกพลขึ้นบกใหม่ของกองกำลังป้องกันตนเองทางบกครับ
กองทัพบกมาเลเซียวางแผนจัดหารถถังหลักเพิ่มเติม
Malaysian Army sets out plans for more MBTs
Malaysia could be in the market for more PT-91 MBTs from Poland. Source: CF Foss
http://www.janes.com/article/51162/malaysian-army-sets-out-plans-for-more-mbts
ผู้บัญชาการทหารบกมาเลเซีย นายพล Raja Mohamed Affandi Raja Mohamed Noor เปิดเผยว่าตามแผนพัฒนากองทัพบกมาเลเซียนั้นต้องการรถถังหลักเพิ่มเติมอีกหนึ่งกรม
โดยอาจจะเป็นรุ่นปรับปรุงของรถถังหลัก PT-91M ที่มีอยู่หรือเป็นรถถังหลักแบบอื่นที่มีสมรรถนะใกล้เคียงกัน
"ความต้องการนี้เป็นไปเพื่อรองรับการจัดตั้งกองพลน้อยยานเกราะใหม่ซึ่งกำลังอยู่ในขั้นตอนการวางแผน ขณะนี้ฝ่ายการวางแผนและพัฒนาของกองทัพกำลังศึกษาความต้องการของกองพลน้อยยานเกราะในอนาคต" นายพล Raja Affandi กล่าว
กองทัพบกมาเลเซียมีแผนจะแปรสภาพ กองพลน้อยทหารราบที่1 เป็นกองพลน้อยยานเกราะ ปัจจุบันกองทัพบกมาเลเซียมีรถถังหลักประจำการอยู่กรมเดียวคือใน กองพลน้อยยานเกราะหลวงที่11(11th Kor Armor Diraja)
ประจำการด้วยรถถังหลัก PT-91M จำนวน 48คันที่จัดหาจากโปแลนด์ ซึ่งตามแผนมีความจำเป็นต้องจัดหารถถังใหม่อีกกรมเพิ่มเติมสำหรับกองพลน้อยยานเกราะ
กองทัพบกมาเลเซียยังมีแผนการจัดหาปืนใหญ่อัตตาจรใหม่ด้วยซึ่งกำลังประเมินศึ่กษาทั้งแบบล้อยางและสายพาน โดยนายพล Raja Affand กล่าวว่าระบบทั้งสองแบบมีทั้งข้อดีและข้อด้อยยังไม่มีการตัดสินใจรวมถึงการเปิดเผยระบบที่สนใจในขณะนี้
รวมถึงการพัฒนาระบบทหารราบยุคอนาคต(Future Soldier System) ซึ่งเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการปฏฺบัติการของทหารราบที่กำลังพัฒนาและวิจัยโดยบริษัท Sapura ของมาเลเซียเอง
อีกทั้งนายพล Raja Affand ยังกล่าวว่ากองทัพบกมาเลเซียยังต้องการจัดหาระบบป้องกันภัยทางอากาศพิสัยใกล้มาก(VSHORAD: Very Short Range Air Defence) แบบใหม่เพื่ดทดแทนระบบรุ่นเก่า
ซึ่งปัจจุบันกองทัพบกมาเลเซียมีระบบต่อสู้อากาศยานพิสัยใกล้หลายระบบประจำการ เช่น ระบบอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศแบบประจำบ่ายิง FN-6 จีน, 9K38 Igla รัสเซีย, Anza Mk II ปากีสถาน
ระบบอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศพิสัยใกล้ลากจูงแบบ MBDA Jernas และปืนต่อสู้อากาศยานลากจูง Rheinmetall GDF-005 35mm เป็นต้นครับ
Malaysia could be in the market for more PT-91 MBTs from Poland. Source: CF Foss
http://www.janes.com/article/51162/malaysian-army-sets-out-plans-for-more-mbts
ผู้บัญชาการทหารบกมาเลเซีย นายพล Raja Mohamed Affandi Raja Mohamed Noor เปิดเผยว่าตามแผนพัฒนากองทัพบกมาเลเซียนั้นต้องการรถถังหลักเพิ่มเติมอีกหนึ่งกรม
โดยอาจจะเป็นรุ่นปรับปรุงของรถถังหลัก PT-91M ที่มีอยู่หรือเป็นรถถังหลักแบบอื่นที่มีสมรรถนะใกล้เคียงกัน
"ความต้องการนี้เป็นไปเพื่อรองรับการจัดตั้งกองพลน้อยยานเกราะใหม่ซึ่งกำลังอยู่ในขั้นตอนการวางแผน ขณะนี้ฝ่ายการวางแผนและพัฒนาของกองทัพกำลังศึกษาความต้องการของกองพลน้อยยานเกราะในอนาคต" นายพล Raja Affandi กล่าว
กองทัพบกมาเลเซียมีแผนจะแปรสภาพ กองพลน้อยทหารราบที่1 เป็นกองพลน้อยยานเกราะ ปัจจุบันกองทัพบกมาเลเซียมีรถถังหลักประจำการอยู่กรมเดียวคือใน กองพลน้อยยานเกราะหลวงที่11(11th Kor Armor Diraja)
ประจำการด้วยรถถังหลัก PT-91M จำนวน 48คันที่จัดหาจากโปแลนด์ ซึ่งตามแผนมีความจำเป็นต้องจัดหารถถังใหม่อีกกรมเพิ่มเติมสำหรับกองพลน้อยยานเกราะ
กองทัพบกมาเลเซียยังมีแผนการจัดหาปืนใหญ่อัตตาจรใหม่ด้วยซึ่งกำลังประเมินศึ่กษาทั้งแบบล้อยางและสายพาน โดยนายพล Raja Affand กล่าวว่าระบบทั้งสองแบบมีทั้งข้อดีและข้อด้อยยังไม่มีการตัดสินใจรวมถึงการเปิดเผยระบบที่สนใจในขณะนี้
รวมถึงการพัฒนาระบบทหารราบยุคอนาคต(Future Soldier System) ซึ่งเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการปฏฺบัติการของทหารราบที่กำลังพัฒนาและวิจัยโดยบริษัท Sapura ของมาเลเซียเอง
อีกทั้งนายพล Raja Affand ยังกล่าวว่ากองทัพบกมาเลเซียยังต้องการจัดหาระบบป้องกันภัยทางอากาศพิสัยใกล้มาก(VSHORAD: Very Short Range Air Defence) แบบใหม่เพื่ดทดแทนระบบรุ่นเก่า
ซึ่งปัจจุบันกองทัพบกมาเลเซียมีระบบต่อสู้อากาศยานพิสัยใกล้หลายระบบประจำการ เช่น ระบบอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศแบบประจำบ่ายิง FN-6 จีน, 9K38 Igla รัสเซีย, Anza Mk II ปากีสถาน
ระบบอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศพิสัยใกล้ลากจูงแบบ MBDA Jernas และปืนต่อสู้อากาศยานลากจูง Rheinmetall GDF-005 35mm เป็นต้นครับ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)














