วันอังคารที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568

Saab สวีเดนรับสัญญาจัดหาเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๒๐ข/ค Gripen E/F สำหรับกองทัพอากาศไทย

Saab receives Gripen E/F order for Thailand
Saab has today signed a contract with the Swedish Defence Materiel Administration (FMV) and received an order for four Gripen E/F fighter aircraft from FMV for the Kingdom of Thailand. (Saab)




Representatives from Thailand and Sweden signing the agreement, sitting behind a table with flags. (Viktor Pettersson/Government Offices, Jens B Nordström)

The Royal Thai Air Force's Gripen E/F project now has name "PEACE BURAPHA" and 102nd Fighter Intercept Squadron (FIS), Wing 1 Korat to be redesignated as 102nd Tactical Fighter Squadron (TFS). (Royal Thai Air Force)



Strengthening the Defence Partnership between Sweden and Thailand
Sweden and Thailand fortify close partnership as Air Chief Marshal Punpakdee Pattanakul, Commander-in-Chief of the Royal Thai Air Force, visits Sweden. During the visit, an agreement was signed with The Swedish Defence Materiel Administration for the procurement of four new Gripen (E/F) fighter jets. 
The signing ceremony was witnessed by H.E. Mr. Maris Sangiampongsa, the Foreign Minister of Thailand, and H.E. Mr. Pål Jonson, the Swedish Minister for Defence. This milestone marks another new chapter in our defense cooperation.
The acquisition, together with industrial offset package that was signed in parallel, will not only strengthen Thailand’s defence capabilities but also create new opportunities for collaboration in trade, investment, technology, education, and innovation.
For decades, Sweden and Thailand have collaborated to provide advanced technologies to support the Royal Thai Armed Forces across air, land, and sea.
Together, Sweden and Thailand continue to shape a future of security, prosperity, and lasting partnership.

ประเทศสวีเดนและไทยเสริมสร้างความร่วมมืออันใกล้ชิด เมื่อ พลอากาศเอก พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผู้บัญชาการทหารอากาศของกองทัพอากาศไทย เดินทางเยือนประเทศสวีเดน ในการเยือนครั้งนี้ ได้มีการลงนามข้อตกลงกับองค์การบริหารจัดการ ยุทธภัณฑ์ทางทหาร (Defence Materiel Administration) ของสวีเดน เพื่อจัดซื้อเครื่องบินขับไล่ Gripen (E/F) จำนวน 4 ลำ
โดยมี นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย และนาย Pål Jonson รัฐมนตรีกลาโหมสวีเดน เป็นสักขีพยานในการลงนาม ข้อตกลงครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญที่เปิดบทใหม่แห่งความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศของทั้งสองประเทศ
การจัดซื้อครั้งนี้ พร้อมด้วยแพ็กเกจชดเชยทางอุตสาหกรรมที่ลงนามควบคู่กัน จะไม่เพียงแต่เสริมสร้างขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศของไทย แต่ยังเปิดโอกาสใหม่ ๆ ในด้านการค้า การลงทุน เทคโนโลยี การศึกษา และนวัตกรรม
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศสวีเดนและไทยได้ร่วมมือกันในการจัดหาเทคโนโลยีล้ำสมัย เพื่อสนับสนุนกองทัพไทย ทั้งทางอากาศ ทางบก และทางทะเล
สวีเดนและไทยยังคงร่วมกันสร้างอนาคตแห่งความมั่นคง มั่งคั่ง และความร่วมมือที่แน่นแฟ้นต่อไป

การกลับมาที่ยิ่งใหญ่ของฝูงบิน 102  Gripen E/F พลังที่จะเสริมแกร่งความมั่นคงของชาติไทย "เราจะหยุดไพรีที่ห้าวหาญ" 
พร้อมเปิดตราสัญลักษณ์ใหม่ ของฝูงบิน 102 กองบิน 1 (โคราช) ที่สื่อความหมายของตราสัญลักษณ์จากโครงการ "PEACE BURAPHA" 
โดยมีรายละเอียด ดังนี้
 1. "PEACE BURAPHA"หรือ "บูรพาสันติ" เป็นชื่อโครงการจากดำริของ พล.อ.อ.พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผบ.ทอ. ที่ต้องการสื่อถึงโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่อเนกประสงค์ซึ่งจะประจำการที่ ฝูงบิน 102 กองบิน 1 จว.นครราชสีมา ในอนาคต
ซึ่งจะเป็นเขี้ยวเล็บหนึ่งในกำลังสำคัญในการรักษาความมั่นคงให้พื้นที่ด้านตะวันออกและตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้านและจะส่งผลให้เกิดเสถียรภาพในภูมิภาคอย่างยั่งยืนสืบไป
 2. ตราสัญลักษณ์ ทอ.เป็นรูปปีก ทอ.ที่ใช้ในยุคที่ ทอ.เริ่มใช้วิสัยทัศน์ Unbeatable Air Force ซึ่งเริ่มโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่โจมตีทดแทน ในปี 2568
 3. ธงชาติไทยรูปวงกลมเป็นสัญลักษณ์ของชาติไทยที่ติดไว้บนอากาศยานทุกแบบของกองทัพอากาศ
 4. ดาวคู่จำนวน 2 ดวง หรือ "STARS" เป็นนามเรียกขานและเป็นสัญลักษณ์ประจำฝูงบิน 102 ฯ ยุคใหม่ที่เริ่มใช้สัญลักษณ์ดังกล่าวเมื่อ บ.F-16 ADF เข้าประจำการ ในปี พ.ศ.2545 ซึ่งขณะนั้นยังกำหนดภารกิจเป็นฝูงบินขับไล่สกัดกั้น 
สำหรับตราสัญลักษณ์ใหม่นั้นใช้คำว่า 102 TACTICAL FIGHTER SQUADRON หมายถึงในอนาคตฝูงบิน 102 จะปรับภารกิจเป็นฝูงบินขับไล่ยุทธวิธีซึ่งรองรับภารกิจอเนกประสงค์ทั้ง Air to Air และ Air to Ground ฝูงบิน 102 ฯ มีคำขวัญประจำฝูงบินว่า "เราจะหยุดไพรีที่ห้าวหาญ"
 5. ดาวสีทองข้างละ 6 ดวง รวม 12 ดวงในขอบวงกลมเป็นการให้เกียรติแก่ ฝูงบิน 12 ซึ่งเดิมมีที่ตั้ง ณ กองบิน 1 ดอนเมือง ที่มีเกียรติประวัติในการรบที่สำคัญในอดีต ก่อนจะย้ายที่ตั้งมาที่กองบิน 1 จว.นครราชสีมา ตั้งแต่ 24 ต.ค.2519 จวบจนปัจจุบัน 
 6. ข้อความ JAS 39 GRIPEN E/F-RTAF หมายถึง รุ่นของ บ. Gripen E/F ที่จะเข้าประจำการในกองทัพอากาศ โดยในภาพเครื่องบินที่บินด้วยความเร็วสูงตรงกลางของภาพจะติดอาวุธ แบบ Meteor, AIM-120 AMRAAM และ IRIS-T ซึ่งเป็นอาวุธนำวิถีแบบอากาศสู่อากาศที่ทันสมัย 
#กองทัพอากาศ จะดำรงการพัฒนาไว้ซึ่งขีดสามารถสร้างความแข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพให้รับมือกับภัยคุกคามในปัจจุบัน และอนาคต เพื่อพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งน่านฟ้า แผ่นดิน และพี่น้องประชาชนชาวไทย
*** ตราสัญลักษณ์ "PEACE BURAPHA" ออกแบบโดย
1.พล.อ.อ.พันธ์ภักดี พัฒนกุล  ผบ.ทอ.
2.พล.อ.ท.อนุรักษ์ รมณารักษ์ รอง เสธ.ทอ.(ยก.)
3.พ.อ.อ.บดินทร์ จำปา จนท.ผน.ผผน.ฯ

กองทัพอากาศ ลงนามสัญญา G to G ไทย - สวีเดน จัดหา Gripen E/F (ระยะที่ 1) 4 เครื่อง เสริมแกร่งอำนาจทางอากาศปกป้องประเทศ
ร่วมกับ องค์การบริหารจัดการ ยุทธภัณฑ์ทางทหาร (FMV,Defence Materiel Administration) และ บริษัท SAAB ณ กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน
พลอากาศเอก พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผู้บัญชาการทหารอากาศ ลงนามข้อตกลงกับ  Mikael Granholm, Director General ผู้แทนองค์การบริหารจัดการ ยุทธภัณฑ์ทางทหาร สวีเดน (FMV,Defence Materiel Administration) และ Micael Johansson, CEO บริษัท Saab สวีเดน เพื่อจัดซื้อเครื่องบินขับไล่ Gripen E/F จำนวน 4 เครื่อง 
โดยมี นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย และนาย Pål Jonson รัฐมนตรีกลาโหมสวีเดน เป็นสักขีพยานในการลงนาม นับเป็นก้าวสำคัญในความร่วมมือด้านความมั่นคงด้านการป้องกันประเทศของทั้ง 2 ชาติ  และความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การลงทุน อุตสาหกรรม การศึกษา นวัตกรรม และเทคโนโลยี ผ่านการลงนามแพ็คเกจชดเชย (Offset Package) ทางอุตสาหกรรมควบคู่กัน 
กองทัพอากาศ ขอให้ประชาชนชาวไทยมั่นใจ โครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่ทดแทนภายใต้ชื่อ Peace Burapha (บูรพาสันติ) ในการเข้าประจำการทดแทนเครื่องบิน F-16 ฝูงบิน 102 กองบิน 1 ครั้งนี้ จะดำเนินการด้วยความโปร่งใส เพื่อเสริมขีดความสามารถการพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งความมั่นคงของชาติ และพี่น้องประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

บริษัท Saab สวีเดนได้ลงนามสัญญากับสำนักงานจัดหายุทโธปกรณ์กลาโหมสวีเดน(Defence Material Administration, FMV: Försvarets materielverk) และรับคำสั่งจัดหาสำหรับเครื่องบินขับไล่แบบที่ ๒๐ข/ค บ.ข.๒๐ข/ค Saab JAS 39 Gripen E/F ระยะที่๑ จำนวน ๔เครื่องแรกจากทั้งหมด ๑๒เครื่องสำหรับกองทัพอากาศไทย(RTAF: Royal Thai Air Force) เมื่อวันที่ ๒๕ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๖๘(2025) 
ในพิธีลงนาม ณ โรงแรม Grand Hôtel กรุง Stockholm ราชอาณาจักรสวีเดน คำสั่งจัดหามีมูลค่าที่วงเงินประมาณ 5.3 billion Swedish Krona($557 million) หรือประมาณ ๑๙,๕๐๐,๐๐๐,๐๐๐บาทตามที่รัฐบาลไทยอนุมัติในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๕ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๖๘(https://aagth1.blogspot.com/2025/08/gripen-ef.html) และการส่งมอบจะมีขึ้นระหว่างปี พ.ศ.๒๕๖๘-๒๕๗๓(2025-2030) 

สัญญาระหว่างบริษัท Saab และ FMV สวีเดนรวมถึงเครื่องบินขับไล่แบบที่ ๒๐ข บ.ข.๒๐ข Gripen E รุ่นที่นั่งเดี่ยวจำนวน ๓เครื่อง และเครื่องบินขับไล่แบบที่ ๒๐ค บ.ข.๒๐ค Gripen F รุ่นที่นั่งเดี่ยวจำนวน ๑เครื่อง เช่นเดียวกับสิ่งอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง, การสนับสนุน และการฝึก(https://aagth1.blogspot.com/2025/06/gripen-ef.html)
Saab สวีเดนยังได้ลงนามสัญญากับกองทัพอากาศไทยที่จะส่งมอบชุดข้อตกลงชดเชย(offset) ในระยะยาวแก่ราชอาณาจักรไทยในฐานะส่วนหนึ่งของแผนการจัดหาเครื่องบินขับไล่โจมตีทดแทนเครื่องบินขับไล่แบบที่ ๑๙/ก บ.ข.๑๙/ก Lockheed Martin F-16A/B ADF ฝูงบิน๑๐๒ กองบิน๑ โคราช ที่ขณะนี้รู้จักในชื่อโครงการ "Peace Burapha"

ชุดข้อตกลงนี้จะรวมถึงการถ่ายทอดวิทยาการด้านการป้องกันประเทศและความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมที่สำคัญกับประเทศไทย(https://aagth1.blogspot.com/2025/06/tai-saab-340-erieye.html) ร่วมไปกับการลงทุนต่างๆตลอดทั่วทั้งหลากหลายภาคส่วนของภาคเศรษฐกิจของไทย

"เรายินดีต้อนรับประเทศไทยในฐานะลูกค้าล่าสุดสำหรับเครื่องบินขับไล่ Gripen E/F ไทยเป็นเป็นผู้ใช้งาน Gripen ที่มีชื่อเสียงอย่างดีอยู่แล้วและมีความคุ้นเคยกับความแข็งแกร่งที่เครื่องบินขับไล่ Gripen มอบให้แก่กองทัพไทย(RTARF: Royal Thai Armed Forces) 
ไทยได้เลือกเครื่องบินขับไล่ที่ทัยสมัยที่สุดในตลาด ซึ่งจะสร้างยุคอนาคตของยุทธศาสตร์และขีดความสามารถที่เป็นอิสระต่างๆ" Micael Johansson ประธานและผู้อำนวยการบริหารบริษัท Saab สวีเดนกล่าว(https://aagth1.blogspot.com/2025/08/2030.html)

ปัจจุบันกองทัพอากาศไทยมีประจำการด้วยเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๒๐/ก Gripen C/D ณ ฝูงบิน๗๐๑ กองบิน๗ สุราษฎร์ธานี จำนวน ๑๑เครื่องแล้ว(แบ่งเป็นเครื่องบินขับไล่แบบที่๒๐ บ.ข.๒๐ Gripen C ที่นั่งเดี่ยวจำนวน ๗เครื่อง และเครื่องบินขับไล่แบบที่๒๐ก บ.ข.๒๐ก Gripen D สองที่นั่งจำนวน ๔เครื่อง) เมื่อเข้าประจำการ บ.ข.๒๐ข/ค Gripen E/F ใหม่จะปฏิบัติการร่วมไปกับ บ.ข.๒๐/ก Gripen C/D ที่มีอยู่
ในฝูงบิน๑๐๒ กองบิน๑ ซึ่งมีการเปลี่ยนการกำหนดรูปแบบภารกิจจาก "ฝูงบินขับไล่สกัดกั้น" (FIS: Fighter Intercept Squadron) ที่เน้นภารกิจการรบอากาศสู่อากาศ เป็น "ฝูงบินขับไล่ทางยุทธวิธี" (TFS: Tactical Fighter Squadron) ที่ปฏิบัติทั้งภารกิจอากาศสู่อากาศและอากาศสู่พื้นเช่นเดียวกับฝูงบิน๑๐๓ กองบิน๑ ที่ประจำการด้วยเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๙/ก F-16A/B Block 15 OCU/ADF ในขณะนี้

การจัดหาเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๒๐ข/ค Gripen E/F ระยะที่๑ จำนวน ๔เครื่องแรกจะมีระยะเวลาดำเนินการในช่วงปี พ.ศ.๒๕๖๘-พ.ศ.๒๕๗๒(2025-2029) การจัดหาระยะที่๒ จำนวน ๔เครื่องที่ประกอบด้วย บ.ข.๒๐ข Gripen E จำนวน ๓เครื่อง และ บ.ข.๒๐ค Gripen F จำนวน ๑เครื่อง จะมีระยะเวลาดำเนินการในช่วงปี พ.ศ.๒๕๗๑-พ.ศ.๒๕๗๕(2028-2032)
และการจัดหาระยะที่๓ จำนวน ๔เครื่องที่ประกอบด้วย บ.ข.๒๐ข Gripen E จำนวน ๔เครื่องจะมีระยะเวลาดำเนินการในช่วงปี พ.ศ.๒๕๗๓-พ.ศ.๒๕๗๗(2030-2034) โดยจะถูกนำเข้าประจำการ ณ  ฝูงบิน๑๐๒ กองบิน๑ โคราช โดยจะเข้าประจำการครบทั้ง ๑๒เครื่องภายในปี พ.ศ.๒๕๗๘-พ.ศ.๒๕๗๙(2035-2036) โดย Saab จะส่งมอบ บ.ข.๒๐ข/ค Gripen E/F ๒เครื่องแรกแก่ไทยในปี พ.ศ.๒๕๗๒(2029) ครับ

วันจันทร์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2568

เรือหลวงกระบี่กองทัพเรือไทยเข้าร่วมการสวนสนามทางเรือ ASEAN Fleet Review 2025 และการฝึก AMNEX 2025 ที่มาเลเซีย




















The exercise ASEAN Multilateral Naval Exercise (AMNEX) 2025 on 15-22 August 2025 and ASEAN Fleet Review 2025 on 21 August 2025 at Penang, Malaysia, involved with Royal Thai Navy (RTN) OPV-551 HTMS Krabi the Krabi-class offshore patrol vessels (OPV). (Royal Thai Navy/Royal Malaysian Navy)



The ASEAN Fleet Review was held today at the Swettenham Pier Cruise Terminal, featuring 10 ships. The event was graced by Yang Di-Pertua Negeri of Penang, TYT Tun Dato' Seri Utama Hj Ramli bin Ngah Talib, as the guest of honour.
The arrival of the Yang Di-Pertua Negeri and distinguished guests were met by the Chief of Navy, Admiral Tan Sri (Dr.) Zulhelmy bin Ithnain and ASEAN naval leaders.
Tun Dato' Seri Utama Hj Ramli received salutations from each participating ship. Three vessels from the Royal Malaysian Navy (RMN) are KD LEKIU, KD LEKIR and KD KEDAH. Other participating ships are KDB DARULAMAN from the Royal Brunei Navy, 
KRI BUNG TOMO (Indonesian Navy), UMS KING SIN PHYU SHIN (Myanmar Navy), BRP ANTONIO LUNA (Philippine Navy), RSS VIGOUR (Republic of Singapore Navy), HTMS KRABI (Royal Thai Navy) and VPNS QUANG TRUNG (Viet Nam People’s Navy).
The dignitaries also witnessed a helicopter fly-past, which featured one AW139, one Super Lynx Mk 100, and two AS555 Fennec from the RMN.

The 3RD AMNEX PHOTEX: A testament to maritime camaraderie and coaction, where trust forms the wake and unity charts the course.

พิธีเปิดการฝึกผสม AMNEX 2025
เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2568 นาวาเอก สถาพร วาจรัตน์ รองเสนาธิการทัพเรือภาคที่ 3 ในฐานะผู้บังคับหน่วยเรือฝึกผสม AMNEX 2025 ทัพเรือภาคที่ 3 พร้อมด้วย นาวาโท สุทธิพงศ์ ม่วงเรือง ผู้บังคับการเรือหลวงกระบี่ เข้าร่วมพิธีเปิดการฝึกผสม AMNEX 2025 โดยมี 
VICE ADMIRAL DATO' BAHARUDIN BIN WAN MD NOR Western Fleet Commander เป็นประธานในพิธีฯ ณ ห้อง Royale Ballroom, Royale Chulan Penang  ประเทศมาเลเซีย
สำหรับการฝึกผสม AMNEX 2025 ครั้งนี้มีเรือจากประเทศในอาเซียนเข้าร่วมการฝึก จำนวน 8 ประเทศ ประกอบด้วย มาเลเซีย เมียนมา ไทย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ บรูไน สิงคโปร์ และ อินโดนีเซีย

“Asean Fleet Review 2025”
เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568 เรือหลวงกระบี่ พร้อมด้วยกำลังหน่วยเรือฝึกผสม และกำลังพลเรือหลวงกระบี่ ที่เข้าร่วมการฝึกผสม AMNEX 2025 เข้าร่วมในพิธีสวนสนามทางเรืออาเซียน 2025 (Asean Fleet Review 2025) โดยมี Dato’ Seri Utama Ramli Ngah Talib ตำแหน่ง Governor of Penang, Federation of Malaysia เป็นประธานในพิธี 
ณ บริเวนอ่าวหน้าท่าเทียบเรือ Swettenham Pier Cruise Terminal รัฐปีนัง ประเทศมาเลเซีย เพื่อแสดงออกถึงความพร้อมเพรียงและความสามัคคีของกองทัพเรือมิตรประเทศในอาเซียน

เรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชุดเรือหลวงกระบี่ เรือหลวงกระบี่ กองทัพเรือไทย(RTN: Royal Thai Navy) ได้เสร็จสิ้นการเข้าร่วมการฝึกผสมทางเรือนานาชาติ ASEAN Multilateral Naval Exercise (AMNEX) 2025 และพิธีการสวนสนามทางเรือ ASEAN Fleet Review 2025 ณ Penang มาเลเซียระหว่างวันที่ ๑๕-๒๒ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๖๘(2025) ที่ผ่านมา
หน่วยเรือฝึกผสม เรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง เรือหลวงกระบี่ ได้ออกเดินเรือจากฐานทัพเรือพังงา กองทัพเรือภาคที่๓ ทรภ.๓(3rd NAC: Third Naval Area Command) ฝั่งทะเลอันดามันของไทย ในวันที่ ๑๔ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๖๘ และมาถึงท่าเทียบเรือ Swettenham Pier Cruise Terminal  รัฐ Penang มาเลเซียเมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๖๘ สบทบกับเรือรบจากกองทัพเรือกลุ่มชาติ ASEAN รวม ๘ชาติ

การสวนสนามทางเรือ ASEAN Fleet Review 2025 และการฝึกผสม AMNEX 2025 ระหว่างกองทัพเรือกลุ่มชาติ ASEAN นี้เป็นการจัดขึ้นครั้งที่๓ แล้วนับจากครั้งแรกที่มีไทยเป็นเจ้าภาพในพิธีการสวนสนามทางเรือนานาชาติ International Fleet Review 2017 เมื่อวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๖๐(2017) ณ พัทยา จังหวัดชลบุรี ประเทศไทย(https://aagth1.blogspot.com/2017/12/blog-post.html)
และครั้งที่สองที่มีฟิลิปปินส์เป็นเจ้าภาพในพิธีการสวนสนามทางเรือ ASEAN Fleet Review 2023 เมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๖(2023) ณ อ่าว Subic ร่วมกับการฝึกผสม AMNEX 2023 ระหว่างวันที่ ๑๓-๑๖ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๖ ซึ่งกองทัพเรือไทยส่งเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชุดเรือหลวงปัตตานี เรือหลวงปัตตานี เข้าร่วม(https://aagth1.blogspot.com/2023/05/asean-fleet-review-2023.html)

การสวนสนามทางเรือ ASEAN Fleet Review 2025 นอกอ่าวนคร George Town เมืองหลวงของรัฐ Penang มาเลเซีย ที่มีขึ้นเมื่อวันที่ ๒๑ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๖๘ ร.ล.กระบี่ ได้เข้าร่วมกับเจ้าภาพกองทัพเรือมาเลเซีย(RMN: Royal Malaysian Navy, TLDM: Tentera Laut DiRaja Malaysia) ที่นำเรือรบของตนเข้าร่วมประกอบด้วย
เรือฟริเกตชั้น Lekiu เรือฟริเกต FFG30 KD Lekiu(https://aagth1.blogspot.com/2025/01/nsm-lekiu.html), เรือคอร์เวตชั้น Kasturi ลำที่สอง เรือคอร์เวต FSG26 KD Lekir(https://aagth1.blogspot.com/2025/08/scorpene-torpedo.html), และเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชั้น Kedah เรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง F171 KD Kedah(https://aagth1.blogspot.com/2022/08/kedah-nsm.html),

กองทัพเรือบรูไน(RBN: Royal Brunei Navy, TLDB: Tentera Laut Diraja Brunei) นำเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชั้น Darussalam เรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง KDB Darulaman(08), กองทัพเรืออินโดนีเซีย(Indonesian Navy, TNI-AL: Tentara Nasional Indonesia-Angkatan Laut) นำเรือคอร์เวคชั้น Bung Tomo เรือคอร์เวต KRI Bung Tomo(357)(https://aagth1.blogspot.com/2023/08/pt-pal-mbda-bung-tomo.html),
กองทัพเรือพม่า(Myanmar Navy) นำเรือฟริเกต F14 UMS Sin Phyu Shin(https://aagth1.blogspot.com/2024/03/f14-ums-sin-phyu-shin-radar-revathi.html), กองทัพเรือฟิลิปปินส์(PN: Philippine Navy) นำรือฟริเกตชั้น Jose Rizal เรือฟริเกต FF-151 BRP Antonio Luna(https://aagth1.blogspot.com/2025/05/mistral-brp-jose-rizal.html, https://aagth1.blogspot.com/2021/03/jose-rizal-ff-151-brp-antonio-luna.html),

กองทัพเรือสิงคโปร์(RSN: Republic of Singapore Navy) นำเรือคอร์เวตชั้น Victory เรือคอร์เวต RSS Vigour(92)(https://aagth1.blogspot.com/2024/07/carat-2024-open.html, https://aagth1.blogspot.com/2024/07/singsiam-2024-open.html), และกองทัพเรือประชาชนเวียดนาม(VPN: Vietnam People's Navy) นำเรือฟริเกตชั้น Gepard เรือฟริเกต VPNS HQ-016 Quang Trung
ยังรวมถึงเฮลิคอปเตอร์ AW139 ๑เครื่อง, เฮลิคอปเตอร์ใช้งานทางทะเล Super Lynx Mk 100 ๑เครื่อง และเฮลิคอปเตอร์ AS555 Fennec ๒เครื่องของกองทัพเรือมาเลเซียร่วมประกอบกำลังหมู่เรือสวนสนามและหมู่เรือฝึกผสม เป็นการแสดงถึงความแข็งแกร่งและความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของกองทัพเรือไทยและกองทัพเรือชาติ ASEAN ครับ

วันอาทิตย์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2568

อินเดียอนุมัติการจัดหาเครื่องบินขับไล่ Tejas Mk 1A เพิ่ม 97เครื่อง

India approves additional Tejas fighter procurement





The Tejas Mk 1A LCA is an improved version of the baseline Tejas Mk 1. (HAL)



กรรมาธิการความมั่นคงคณะรัฐมนตรีอินเดีย(CCS: Cabinet Committee on Security) ของรัฐบาลอินเดียได้อนุมัติข้อเสนอที่จะจัดหาเครื่องบินขับไล่ Tejas Mk 1A LCA(Light Combat Aircraft) เพิ่มเติมจำนวน 97เครื่อง
ที่ผลิตโดย Hindustan Aeronautics Limited(HAL) รัฐวิสาหกิจผู้ผลิตอากาศยานของอินเดียสำหรับกองทัพอากาศอินเดีย(IAF: Indian Air Force)(https://aagth1.blogspot.com/2025/02/hal-tejas-mk-1a-2025.html)

กรรมาธิการความมั่นคงคณะรัฐมนตรีอินเดีย CCS ได้อนุมัติข้อเสนอซึ่งถูกยื่นเรื่องโดยกระทรวงกลาโหมอินเดียและครอบคลุมสิ่งอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องสำหรับกองทัพอากาศอินเดียเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2025
HAL อินเดียกล่าวในการยื่นเอกสารต่อตลาดหลักทรัพย์(NSE: National Stock Exchange) ของอินเดียเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2025(https://aagth1.blogspot.com/2024/03/tejas.html)

การอนุมัติสำหรับการจัดหาเครื่องบินขับไล่ Tejas Mk 1A จำนวน 97เครื่องเป็นการเพิ่มเติมต่อเครื่องบินขับไล่ Tejas Mk 1A จำนวน 73เครื่องและเครื่องบินขับไล่ Tejas Trainer รุ่นฝึกสองที่นั่งจำนวน 10เครื่อง
ที่ได้มีการลงนามสัญญาจัดหาโดยกองทัพอากาศอินเดียในปี 2021(https://aagth1.blogspot.com/2022/02/tejas.html, https://aagth1.blogspot.com/2021/04/tejas-python-5.html)

การอนุมัติสำหรับเครื่องบินขับไล่เครื่องยนต์ไอพ่นเดี่ยว Tejas Mk 1A ชุดใหม่มีขึ้นตามมาเป็นเวลามากกว่าหนึ่งปีหลังจากกระทรวงกลาโหมอินเดียได้ออกผู้เข้าเสนอต่อ HAL สำหรับข้อเสนอการจัดซื้อจัดจ้าง
ในปี 2024 มูลค่าของการจัดซื้อจัดจ้างที่ถูกเสนออยู่ที่วงเงินประมาณ 650 billion Indian Rupee($7.42 billion) HAL อินเดียไม่ได้ตอบสนองต่อการตั้งคำถามจาก Janes ในเวลาที่บทความนี้เผยแพร่

Janes ได้รายงานเป็นครั้งแรกถึงความสนใจของกองทัพอากาศอินเดียที่จะจัดหาเครื่องบินขับไล่ Tejas Mk 1A เพิ่มเติมในเดือนสิงหาคม 2023(https://aagth1.blogspot.com/2023/05/tejas-mk2.html)
การจัดหาเป็นส่วนหนึ่งของแผนโดยกระทรวงกลาโหมอินเดียที่สร้างความแข็งกำลังรบของกองทัพอากาศอินเดียขึ้นมาใหม่ด้วยระบบเครื่องบินขับไล่ที่พัฒนาเองภายในอินเดีย

ความแข็งแกร่งด้านกำลังรบของกองทัพอากาศอินเดียได้ลดลงในช่วงหลายปีที่ผ่านมาล่าสุด และคาดว่าจะลดลงมากขึ้นอีกในเดือนกันยายน 2025 เมื่อจะมีการปลดประจำการอย่างเป็นทางการของเครื่องบินขับไล่ Mikoyan-Gurevich MiG-21 Bison
การปลดประจำการของฝูงบินเครื่องบินขับไล่ MiG-21 Bison จะลดความแข็งแกร่งของจำนวนฝูงบินเครื่องบินรบของกองทัพอากาศอินเดียลงจาก 31ฝูงบินเหลือเป็น 29ฝูงบิน ตามข้อมูลจาก Janes Military Intelligence ครับ

วันเสาร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2568

อิสราเอลจะจัดหาเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ KC-46A สหรัฐฯเพิ่ม 2เครื่อง

Israel to buy two more KC-46 refuelling aircraft





An artist's impression of a KC-46 in Israeli service. (Israeli MoD)

กระทรวงกลาโหมอิสราเอลประกาศเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2025 ว่าตนมีแผนที่จะสั่งจัดหาเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ Boeing KC-46A Pegasus สหรัฐฯเพิ่มอีกจำนวน 2เครื่อง
ในการเพิ่มเติมต่อเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ KC-46A Pegasus ที่ได้สั่งจัดหาแล้วจำนวน 4เครื่อง(https://aagth1.blogspot.com/2022/01/ch-53k-kc-46a.html) ทำให้จำนวนรวมล่าสุดจะเป็น 6เครื่อง

กระทรวงกลาโหมอิสราเอลกล่าวว่าคณะตัวแทนการจัดซื้อจัดจ้างของตนในสหรัฐฯได้รับคำสั่งการที่จะลงนามสัญญากับรัฐบาลสหรัฐฯหลังจากข้อตกลงได้รับการอนุมัติโดยคณะกรรมาธิการจัดซื้อจัดจ้างคณะรัฐมนตรีอิสราเอล
กระทรวงกลาโหมอิสราเอลเสริมว่าเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ KC-46A เพิ่มเติมจะเหมาะสมกับระบบต่างๆของอิสราเอลและถูกปรับแต่งตามความต้องการการปฏิบัติการต่างๆของอิสราเอล

ในปี 2020 สหรัฐฯได้อนุมัติการขายเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ Boeing KC-46 จำนวนถึง 8เครื่องแก่อิสราเอล(https://aagth1.blogspot.com/2021/02/kc-46a.html)
และกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯได้ประกาศสัญญาวงเงิน $930 million แก่บริษัท Boeing สหรัฐฯในเดือนสิงหาคม 2022 เพื่อส่งมอบเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ KC-46A จำนวน 4เครื่องแรกแก่อิสราเอลก่อนสิ้นปี 2026

เครื่องบินเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ KC-46A จะทดแทนเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ Boeing 707 ของกองทัพอากาศอิสราเอล(IAF: Israeli Air Force) ที่มีอายุการใช้งานมานาน
อิสราเอลได้ปกปิดเป็นความลับว่าตนมีเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ Boeing 707 ในประจำการกี่เครื่อง แต่ภาพถ่ายดาวเทียมจากแหล่งข่าวเปิด open-source แสดงว่ามี 5เครื่อง ณ ฐานทัพอากาศ Nevatim ในเดือนธันวาคม 2024

กองทัพอากาศสหรัฐฯ(USAF: US Air Force) ได้ปฏิเสธว่าตนได้ให้การสนับสนุนการเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศแก่อิสราเอลเพื่อสนับสนุนยุทธการ Operation Rising Lion ในการโจมตีอิหร่านในเดือนมิถุนายน 2025
เครื่องบินเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ KC-46 สหรัฐฯมีขีดความสามารถรองรับการเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศให้แก่เครื่องบินรบที่กองทัพอากาศอิสราเอลมีประจำการในปัจจุบันและกำลังจะได้รับมอบในอนาคต

รวมถึงเครื่องบินขับไล่สองที่นั่ง Lockheed Martin F-16D Brakeet และเครื่องบินขับไล่สองที่นั่ง Lockheed Martin F-16I Sufa(https://aagth1.blogspot.com/2024/07/f-16c-barak-1.html),
เครื่องบินขับไล่ Boeing F-15I Ra'am และเครื่องบินขับไล่ F-15IA(https://aagth1.blogspot.com/2024/11/f-15ia-25.html) และเครื่องบินขับไล่ Lockheed Martin F-35I Adir ครับ(https://aagth1.blogspot.com/2021/07/f-35i.html)

วันศุกร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2568

นาวิกโยธินไทยรับมอบปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง M758 ATMG 155mm ที่ผลิตในไทยเพิ่มเติม ๖ระบบ




























Weapon Production Center (WPC), Defence Industry and Energy Center (DIEC), Ministry of Defence of Thailand delivered additional 6 of M758 ATMG 155 mm wheeled self-propelled howitzers to Royal Thai Marine Corps (RTMC), Royal Thai Navy (RTN).  
The delivering ceremony was held at RTMC Headquaters in Sattahip District, Chonburi Province, Thailand on 21 August 2025. (Royal Thai Marine Corps)



เมื่อวันที่ ๒๑ ส.ค.๒๕๖๘ พลเรือตรี โยธิน ธนะมูล ผบ.พล.นย. ร่วมพิธีรับมอบปืนใหญ่ ขนาด ๑๕๕ มิลลิเมตร แบบอัตราจรล้อยาง จากศูนย์อำนวยการสร้างอาวุธ ศูนย์อุตสหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร จำนวน 6 กระบอก โดยมี พลเรือเอก ณัฏฐพล เดี่ยววานิช ผบ.กร. เป็นผู้แทน ผบ.ทร. เป็นประธานรับมอบ ณ สนามหน้ากองบัญชาการหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน ค่ายกรมหลวงชุมพร อ.สัตหีบ จว.ชลบุรี 

“นาวิกโยธิน รับมอบปืนใหญ่สนามขนาด ๑๕๕ มม.แบบอัตราจรล้อยาง (ATMG)”
เมื่อ ๒๑ ส.ค.๖๘ เวลา ๐๙.๐๐ น. พลเรือตรี ทวี วงศ์วาน รองผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน ผู้แทน ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน ร่วมพิธีรับมอบปืนใหญ่สนามขนาด ๑๕๕ มม.แบบอัตราจรล้อยาง (ATMG) โดยพิธีรับมอบปืนใหญ่สนามขนาด ๑๕๕ มม.แบบอัตราจรล้อยาง (ATMG) 
ในครั้งนี้ ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ ผู้แทน ผู้บัญชาการทหารเรือ รับมอบเอกสารและของที่ระลึกจาก  พลโท ประจักรา วิไลเนตร ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้แทนศูนย์อำนวยการสร้างอาวุธ ศูนย์การอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร 
และ จากนั้นผู้แทนผู้บัญชาการทหารเรือได้ส่งมอบต่อให้กับรองผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน ผู้แทน ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการนาวิกโยธินเพื่อประจำการใช้ในราชการต่อไป โดยมี พลเรือตรี ณรงค์ วงษ์ประเสริฐ เสนาธิการหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน ผู้บังคับบัญชา ผู้บังคับหน่วยขึ้นตรง และกำลังพลในสังกัดหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน ร่วมในพิธีฯ  ณ กองบัญชาการ หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี
โครงการจัดหาปืนใหญ่สนามขนาด ๑๕๕ มม.แบบอัตราจรล้อยาง (ATMG) เป็นไปตามนโยบายผู้บัญชาการทหารเรือ ด้านการวิจัยและพัฒนา โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างให้เกิดการเรียนรู้ต่อยอด และสร้างนวัตกรรมของผลงานวิจัยด้านยุทโธปกณ์ของทหารให้ตรงกับความต้องการของกองทัพเรือ และหน่วยที่ใช้งาน มีมาตรฐาน นำไปผลิตใช้ในราชการและส่งเสริมในเชิงพาณิชย์หรืออุตสาหกรรมป้องกันประเทศ 
เพื่อสนับสนุนการเสริมสร้างกำลังรบหลักของกองทัพเรือ และการจัดหายุทโธปกรณ์หลัก/สำคัญในการพึ่งพาตนเอง ลดการนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งการจัดหาปืนใหญ่สนามขนาด ๑๕๕ มม.แบบอัตราจรล้อยาง (ATMG) พร้อมอุปกรณ์ เพื่อให้กองทัพเรือมีขีดความสามารถในการป้องกันและรักษาอำนาจอธิปไตยทางบกของประเทศ 
สำหรับโครงการจัดหาปืนใหญ่ขนาด ๑๕๕ มม. แบบอัตตาจรล้อยาง (ATMG)นี้ จะช่วยให้กองทัพเรือมีกำลังรบที่ทันสมัยและลดการนำเข้าจากต่างประเทศ โดยอุปกรณ์บางส่วนสามารถผลิตได้เองโดยหน่วยงานในประเทศ เช่น ศูนย์อำนวยการสร้างอาวุธ ศูนย์การอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร  
ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศให้มั่นคงในระยะยาว และได้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับกำลังพล เพื่อให้ได้มีความรู้ความชำนาญในระบบอาวุธสมัยใหม่ เป็นโอกาสในการปูทางให้ภาคอุตสาหกรรมไทยสามารถพัฒนาและผลิตยุทโธปกรณ์ได้เองในอนาคต

นาวิกโยธินไทย(RTMC: Royal Thai Marine Corps) กองทัพเรือไทย(RTN: Royal Thai Navy) ได้รับมอบปืนใหญ่สนามขนาด 155mm แบบอัตราจรล้อยาง M758 ATMG(Autonomous Truck-Mounted Gun) ที่ผลิตในไทยเพิ่มเติมจำนวน ๖ระบบ โดยพิธีรับมอบมีขึ้น ณ กองบัญชาการ หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ประเทศไทยเมื่อวันที่ ๒๑ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๖๘(2025)
ปืนใหญ่อัตราจรล้อยาง M758 ATMG จำนวน ๖กระบอก พร้อมรถที่ควบคุม-อำนวยการยิงอัตโนมัติ(automatic fire-direction and control vehicles) และรถ radar ตรวจสภาพอากาศ(weather radar vehicles) ติดตั้งบนรถยนต์บรรทุก TATA อินเดีย จะเข้าประจำการในกรมทหารปืนใหญ่ กองพลนาวิกโยธิน กรม ป.พล.นย.(Marine Artillery Regiment, Royal Thai Marine Division) ที่มีปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง ATMG ในประจำการแล้ว ๖ระบบ

ปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง ATMG ถูกผลิตโดยโรงงานของ ศูนย์อำนวยการสร้างอาวุธ ศูนย์อุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร ศอว.ศอพท.(WPC: Weapon Production Center, DIEC: Defence Industry and Energy Center) กระทรวงกลาโหมไทย ที่จังหวัดลพบุรี(https://aagth1.blogspot.com/2023/11/defense-security-2023-m758-atmg-155mm.html)
ได้รับสัญญาผลิตปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง ATMG สำหรับนาวิกโยธินไยเพิ่มเติมในปี พ.ศ.๒๕๖๖(2023) โดยการตรวจรับ ทดสอบทดลองยิงด้วยกระสุนจริง และฝึกกำลังพลในการใช้งานระบบปืนใหญ่อัตตาจร ATMG ชุดใหม่ได้มีขึ้น ณ ศูนย์การทหารปืนใหญ่ ศป.(Artillery Center) กองทัพบกไทย(RTA: Royal Thai Army) ในจังหวัดลพบุรีเมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๖๘

ปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง M758 ATMG มีพื้นฐานจากระบบพื้นใหญ่อัตตาจร ATMOS ขนาด 155 mm/52calibre ของบริษัท Elbit Systems อิสราเอล บูรณาการเข้ากับรถแคร่ฐานรถยนต์บรรทุก Tatra 6x6 ขนาด 10tonne จากสาธารณรัฐเช็ก ซึ่งได้ถูกผลิตเข้าประจำการในกองทัพบกไทย(https://aagth1.blogspot.com/2025/04/calfex.html) และนาวิกโยธินไทยรวมแล้วกว่า ๔๒ระบบ
โดยที่นาวิกโยธินไทยได้รับมอบปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง ATMG 155mm แล้วรวม ๑๒ระบบ(https://aagth1.blogspot.com/2024/09/awav-8x8.html) นาวิกโยธินไทยยังมีกำหนดที่จะได้รับมอบเครื่องยิงลูกระเบิดขนาด 120mm แบบอัตตาจรล้อยาง M361 ATMM(Autonomous Truck-Mounted Mortar) ที่ผลิตในไทยโดย ศอว.ศอพท.เช่นกัน ซึ่งจะเป็นระบบเครื่องยิงลูกระเบิดอัตตาจรแบบแรกของตนด้วยครับ