วันพุธที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2559

จีนเปิดตัวระบบอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้รถถังใหม่ Sagittar

Poly Defence of China unveils Sagittar a new portable anti-tank missile weapon system at DSA 2016.
New Sagittar portable anti-tank missile weapon system from Poly Defence of China.
http://www.armyrecognition.com/dsa_2016_official_online_show_daily_news/poly_defence_of_china_unveils_sagittar_a_new_portable_anti-tank_missile_weapon_system_at_dsa_2016_11904161.html

ในงานแสดงยุทโธปกรณ์นานาชาติ DSA 2016 ที่ Kuala Lumpur มาเลเซีย ระหว่างวันที่ 18-21 เมษายน บริษัท Poly Defence จีนได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ระบบอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้รถถังแบบพกพาใหม่คือ Sagittar
อาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้รถถัง Sagittar เป็นระบบอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นที่ออกแบบมาสำหรับหลายรูปแบบเป้าหมายทั้งเป้าประจำที่ภาคพื้นดินและยานยนต์หุ้มเกราะเบาจนถึงรถถังหลัก

ระบบ Sagittar ประกอบด้วยสามส่วนหลักคือ แท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถี,ชุดเล็ง และขาหยั่ง โดย Sagittar เป็นอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้รถถังยุคที่4 ที่มีความสามารถ "ยิงแล้วลืม" ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้ระบบนำวิถีหลังทำการยิงจรวดออกไปแล้ว ทั้งการฉายแสง Laser หรือควบคุมด้วยเส้นลวด
ระบบ Sagittar สามารถยิงถูกเป้าหมายได้โดยที่ชุดยิงไม่จำเป็นต้องมีแนวเล็งเห็นเป้าหมาย ซึ่ง Sagittar ใช้ระบบนำวิถีแบบกล้องสร้างภาพ Infrared แบบไม่หล่อเย็นโดยใช้แสง IR จับเป้าและติดตามเป้าหมาย
Sagittar ยังใช้ CCD Matrix Sensor และชุดคำสั่งประมวลผลยุคใหม่ซึ่งยากต่อการต่อต้านด้วยมาตรการลวงทาง Electronic และมีความสามารถสูงในการประมวลผลเพื่อค้นหา ติดตาม และยิงทำลายเป้าหมาย

อาวุธปล่อยนำต่อสู้รถถัง Sagittar มีระยะยิง 200-2,500m ให้หัวรบแบบดินโพรงสองชั้น Tandem Shaped Charge ที่มีประสิทธิภาพในการต่อต้านเกราะปฏิกิริยา Reactive Armour
โดยเจาะทำลายเกราะนอกก่อนโดยไม่ระเบิดแล้วทำลายเกราะหลักด้วยหัวรบชุดสอง หรือเลือกระเบิดทำลายแผ่นเกราะตามระยะเวลาที่ตั้งเพื่อต่อต้านการระเบิดที่ล้มเหลว ซึ่ง Sagittar สามารถเจาะเกราะได้หนาถึง 800mm ครับ

วันอังคารที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2559

กองทัพเรืออินโดนีเซียเลือกระบบป้องกันระยะประชิด Type 730 จีนสำหรับเรือเร็วโจมตี KCR-60M

DSA 2016: Indonesia selects Type 730 CIWS for KCR-60M attack craft
The Type 730 CIWS on the TNI-AL's Kapitan Pattimura-class corvette, KRI Sultan Thaha Syaifuddin. The vessel was used as a platform to evaluate the Type 730's effectiveness.
The weapon system has now been selected for the first the TNI-AL's first two KCR-60M-class attack craft. Source: TNI-AL
http://www.janes.com/article/59568/dsa-2016-indonesia-selects-type-730-ciws-for-kcr-60m-attack-craft

งานแสดงยุทโธปกรณ์ DSA 2016 ที่จัดขึ้นที่ Kuala Lumpur มาเลเซีย ระหว่างวันที่ 18-21 เมษายนนั้น มีการเปิดเผยข้อมูลกับ Jane's ว่า
กองทัพเรืออินโดนีเซีย(TNI-AL: Tentara Nasional Indonesia-Angkatan Laut) ได้เลือกระบบป้องกันระยะประชิด(CIWS: Close-In Weapon System) แบบ Type 730 จีนสำหรับการปรับปรุงเรือเร็วโจมตีติดอาวุธปล่อยนำวิถีชั้น KCR-60M
โดยเรือเร็วโจมตี KCR-60M สองลำแรกจากสามลำในชั้นคือ KRI Sampari(628) และ KRI Tombak(629) จะได้รับการติดตั้งป้อมปืนใหญ่กล Type 730 ที่ท้ายเรือแทนปืนใหญ่กล Denel Vector G12 ขนาด 20mm 2กระบอกที่ติดตั้งอยู่ในปัจจุบัน
ทั้งนี้เรือ KRI Sampari และ KRI Tombak มีกำหนดการที่จะเข้ารับการปรับปรุงเรือซึ่งรวมถึงการติดตั้งระบบอำนวยการรบและอาวุธใหม่ที่อู่ PT PAL ใน Surabaya ที่เป็นอู่ต่อเรือรัฐวิสาหกิจของรัฐบาลอินโดนีเซียในเดือนกันยายน 2016 นี้
ซึ่งก่อนหน้านี้กองทัพเรืออินโดนีเซียได้เคยทดลองติดตั้ง Type 730 CIWS กับเรือคอร์เวตปราบเรือดำน้ำชั้น Kapitan Pattimura (เรือคอร์เวตชั้น Project 133 Parchim เยอรมันตะวันออก/รัสเซีย) คือ KRI Sultan Thala Syafuddin(376) มาแล้ว

ระบบป้องกันระยะประชิด Type 730 CIWS เป็นปืนใหญ่กล Gatling 7ลำกล้องหมุนขนาด 30mm ควบคุมการยิงด้วย Radar ออกแบบมาสำหรับการสกัดกั้นเพื่อป้องกันอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำและอาวุธนำวิถีแบบต่างๆที่จะเข้าโจมตีเรือ
(ซึ่งระบบ Type 730 CIWS มีรูปแบบที่คล้ายคลึงกับระบบป้องกันระยะประชิด Goalkeeper CIWS ของ Thales เนเธอร์แลนด์ที่มีใช้งานในเรือหลายชั้นทั่วโลกมาก )
โดยกองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีนได้ติดตั้ง Type 730 CIWS ในเรือของตนหลายชั้น เช่น เรือพิฆาตชั้น Type 051C (Luzhou), Type 052B (Luyang I) และ Type 052C (Luyang II) และเรือฟริเกตชั้น Type 054A (Jiangkai II) เป็นต้น
ตามแผนการปรับปรุงเรือเร็วโจมตี KCR-60M ทั้งสองลำที่จะติดตั้งระบบอำนวยการรบใหม่ของจีนซึ่งจะเชื่อมโยงระบบอาวุธปืนใหญ่เรือ Bofors 57mm กับ Type 730 CIWS และอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำ C-705 จีนนั้น เป็นสัญญาณถึงการนำระบบอาวุธจีนมาติดตั้งใช้งานในเรือรบของกองทัพเรืออินโดนีเซียมากขึ้นครับ

วันจันทร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2559

อิหร่านเปิดตัวรถถังหลัก Tiam ที่พัฒนาเองในประเทศ

Iran unveils Tiam tank
The Tiam tank unveiled on 13 April along with the Bahman seen in background. Source: IRNA
http://www.janes.com/article/59551/iran-unveils-tiam-tank


กองทัพบกอิหร่านได้เปิดตัวยานยนต์หลายแบบที่พัฒนาเองในประเทศต่อสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 13 เมษายนที่ผ่าน รวมถึงรถถังหลัก Tiam ที่อิหร่านพัฒนาเองในประเทศซึ่งมีพื้นฐานระบบจากทั้งสหรัฐฯและจีนหลายส่วนผสมกัน
รถถังหลัก Tiam ใช้แคร่รถฐานของรถถังหลัก M47M ซึ่งเป็นแคร่ฐานรถถังหลัก M47 สหรัฐฯที่ใช้เครื่องยนต์ของรถถังหลัก M60A1 โดยอิหร่านได้ทำการผลิตรถถังหลัก M47M ในประเทศตั้งแต่ช่วงต้นปี 1970s
และอิหร่านได้เปิดตัวรถถังหลัก Sabalan ที่พัฒนาดัดแปลงมาจากรถถังหลัก M47M เมื่อเดือนเมษายน 2014 โดยรถถังหลัก Sabalan ติดตั้งปืนใหญ่รถถังที่ดูเหมือนปืนใหญ่รถถัง L7 ขนาด 105mm แทนปืนใหญ่รถถัง 90mm เดิม
รถถังหลัก Tiam ติดตั้งปืนใหญ่รถถัง 105mm เช่นกัน แต่ใช้ป้อมปืนที่มีรูปทรงคล้ายป้อมปืนของรถถังหลัก Type 59/Type 69 จีนที่ลอกแบบจาก T-54/T-55 รัสเซีย
ซึ่งรถถังหลัก Type 59/69 บางรุ่นได้รับการปรับปรุงติดตั้ง ปถ.105mm ที่ลอกแบบมาจาก ปถ.L7 แทนปืนใหญ่รถถังขนาด 100mm เดิม(เช่นรถถังหลัก Type 69-II กองทัพบกไทยที่ปรับปรุงใหม่และรถถังหลัก Type 59M กองทัพบกพม่า)
โดยพื้นที่ส่วนพื้นบนของตัวแคร่ฐานรถ M47M ดูเหมือนจะถูกยกให้สูงขึ้นเพื่อรองรับตะกร้าใส่สัมภาระขนาดใหญ่ที่ติดกับป้อมปืน รวมถึงเกราะปฏิกิริยาแรงระเบิด ERA ที่ติดกับส่วนหน้าป้อมปืนและแคร่รถด้วย

ในงานเดียวกันกองทัพบกอิหร่านยังได้เปิดตัวระบบปืนใหญ่อัตตาจรล้อยางแบบ Bahman
ซึ่งเป็นการนำป้อมปืนระบบปืนใหญ่อัตตาจรสายพาน ZSU-57-2 ขนาด57mm แฝดรัสเซียติดตั้งกับรถบรรทุก KrAZ 6x6 พร้อมแท่นยึด Hydraulic 4ตัวเพื่อยึดตัวรถกับพื้นให้มั่นคงขณะทำการยิง
และระบบตรวจจับนิวเคลียร์ ชีวะ เคมี อัตตาจร (นชค./NBC) แบบ Shahram ซึ่งติดตั้งระบบตรวจจับบนรถหุ้มเกราะล้อยาง BTR-60
นอกนั้นระบบยานยนต์และระบบอาวุธอื่นๆที่แสดงในงานก็มีรถถังหลัก Shir ซึ่งมีพื้นฐานจากรถถังหลัก Chieftain ที่อิหร่านพัฒนาเองและรถถังหลัก T-62 ที่ปรับปรุงใหม่
อย่างไรก็ตามรถถังหลัก Karrar ที่ได้เคยรายงานไปก่อนหน้ายังไม่ได้เปิดตัวในงานนี้ ซึ่งรัฐมนตรีกลาโหมอิหร่านได้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับรถถังหลักใหม่นี้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาว่ามีประสิทธิภาพอย่างน้อยเทียบเท่ารถถังหลัก T-90 รัสเซีย
ทั้งนี้ผู้บัญชาการทหารบกอิหร่าน พลจัตวา Ahmad Reza Pourdastan ได้กล่าวต่อสื่อมวลชนในงานว่ารถถังหลัก Karrar น่าจะเปิดตัวได้ภายในเดือนหน้าครับ

วันเสาร์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2559

เฮลิคอปเตอร์โจมตี Mi-28N รัสเซียที่เกิดอุบัติเหตุตกในซีเรียอาจจะมีสาเหตุจากความขัดข้องทางเทคนิคของตัวเครื่อง

Russian combat helicopter in Syria may have crashed due to technical malfunction
Rostislav Koshelev/ITAR-TASS
Terrorists can`t have shot down the helicopter they do not have effective air defense weapons
http://tass.ru/en/defense/869959

ฝ่ายประชาสัมพันธ์กระทรวงกลาโหมรัสเซียได้ให้ข้อมูลต่อกรณีที่เฮลิคอปเตอร์โจมตีแบบ Mil Mi-28N Night Hunter (NATO กำหนดรหัส Havoc) กองทัพอากาศรัสเซีย(VKS: Aerospace Force)
เกิดอุบัติเหตุตกระหว่างปฏิบัติการรบในซีเรียโดยนักบินประจำเครื่องทั้งสองนายเสียชีวิตเมื่อวันที่ 12 เมษายนว่า กำลังอยู่ในระหว่างการสอบสวนสาเหตุ โดยศพของนักบินทั้งสองนายได้เก็บกู้และส่งมาที่ฐานทัพอากาศ Humaymim แล้ว

ทั้งนี้จากแหล่งข้อมูลในรัสเซียหลายแห่งความขัดข้องทางเทคนิคของตัวอากาศยานน่าจะเป็นสาเหตุของอุบัติเหตุ
"พวกผู้ก่อการร้ายไม่สามารถจะยิงเฮลิคอปเตอร์ให้ตกได้ พวกนี้ไม่มีระบบอาวุธต่อสู้อากาศยานที่มีประสิทธิภาพพอ มันมีโอกาสน้อยกับระบบอาวุธต่อสู้อากาศยานแบบประทับบ่ายิง(MANPADS: Man Portable Air Defense Systems)ที่มีอายุการใช้งานมากหรือล้าสมัย
ที่พวกผู้ก่อการร้ายมีใช้งานอย่างเช่น 9K32 Strela-2 (NATO กำหนดรหัส SA-7 Grail) และ 9K310 Igla-1 (NATO กำหนดรหัส SA-16 Gimlet) รัสเซีย หรือ HN-5 จีน
ที่จะทำลายเกราะของ ฮ.โจมตี Mi-28N ที่ป้องกันกระสุนปืนใหญ่ขนาด 12.7mm, 14.5mm และ 23mm พร้อมระบบลวงต่อต้าน(Jammer) ได้ ด้วยเหตุนี้ความขัดข้องทางเทคนิคจึงน่าจะเป็นสาเหตุของอุบัติเหตุ"
แหล่งข้อมูลภายในส่วนอุตสาหกรรมความั่นคงของรัสเซียรายหนึ่งกล่าวโดยให้ข้อมูลเสริมอีกว่า หลังจากที่ ฮ.โจมตี Mi-28N เกิดอุบัติเหตุตกในงานแสดง Aviadarts 2015 เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2015 ซึ่งมีนักบินประเครื่องเสียชีวิตหนึ่งนายนั่น
มีการนำชิ้นส่วนประกอบต่างๆชุดใหม่ถูกส่งไปติดตั้งเสริมกับ ฮ.โจมตี Mi-28N ทุกเครื่องหลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว

ทั้งนี้ความขัดข้องทางเทคนิค(หรือมักถูกเรียกรวมว่า 'ปัจจัยจากมนุษย์') มักจะเป็นสาเหตุหลักส่วนใหญ่ของการเกิดอุบัติเหตุของเฮลิคอปเตอร์ที่ใช้งานโดยกองทัพต่างๆทั่วโลก
ตามข้อมูลของ Joint Aircraft Survivability Program Office ของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯนั้น
กองทัพสหรัฐฯได้สูญเสียเฮลิคอปเตอร์รบระหว่างยุทธการ Iraqi Freedom ในอิรัก และยุทธการ Enduring Freedom ในอัฟกานิสถานรวม 83เครื่อง ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2001 ถึงกันยายน 2009
ซึ่งรวมถึงเฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-64A Apache และ AH-64D Apache Longbow 68เครื่อง และเฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-1/AH-1W Super Cobra 15เครื่อง

มี ฮ.โจมตี Apache เพียง 11เครื่องหรือร้อยละ16 เท่านั้นที่ถูกยิงตกจากข้าศึก(แม้แต่จากการถูกยิงด้วยกระสุนปืนเล็กยาว AK ขนาด 7.62x39mm)
สาเหตุการสูญเสียที่มาจากความขัดข้องทางเทคนิคและความผิดพลาดของนักบินของ ฮ.โจมตี AH-64 Apache มีเป็นจำนวน 31เครื่องหรือร้อยละ45 นอกนั้นอีก 26เครื่องหรือร้อยละ39 มาจากสาเหตุอื่นๆในสนามรบ
ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่ามี ฮ.โจมตี Apache 42เครื่องหรือร้อยละ61 ที่สูญเสียจากเหตุความขัดข้องทางเทคนิคเป็นสาเหตุหลักมากที่สุด
ในส่วนของเฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-1/AH-1W Super Cobra ที่กองทัพสหรัฐฯวางกำลังในอิรักและอัฟกานิสถานั้น
มีเพียง 5เครื่องหรือร้อยละ33 ที่ถูกทำลายจากปฏิบัติการรบจากสาเหตุทั้งจากอุบัติเหตุและความขัดข้องทางเทคนิค โดยมี 5เครื่องที่สูญเสียโดยไม่ได้อยู่ระหว่างทำการรบ

รวมแล้วกองทัพสหรัฐฯสูญเสียอากาศยานปีกหมุน 375เครื่องจาก 496กรณี ในอิรักและอัฟกานิสถานตั้งแต่เดือนตุลาคม 2001 ถึงกันยายน 2009
โดยสูญเสียร้อยละ81หรือ 304เครื่องจากหลายสาเหตุ แต่มีเพียงร้อยละ19 หรือ71เครื่องที่เกิดจากการยิงของข้าศึกในสนามรบ
ซึ่งมีทั้งอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ MANPADS และเครื่องยิงจรวดต่อสู้รถถัง RPG-7 เป็นภัยคุกคามหลักของอากาศยานปีกหมุน
อัตราการสูญเสียที่ไม่ได้มาจากข้าศึกโดยตรงรวมเป็น 2.71ต่อ 100,000ชั่วโมงบิน เกินอัตราการสูญเสียจากข้าศึกเพียงเล็กน้อย

ดังนั้นสำหรับกรณีอุบัติเหตุของ ฮ.โจมตี Mi-28N รัสเซียที่ตกในซีเรียล่าสุดนั้น นักวิเคราะห์ทางทหารรัสเซียจึงให้ความเห็นว่าน่าจะมีสาเหตุจากความขัดข้องทางเทคนิคของเครื่องหรือความผิดพลาดของนักบิน
ที่เป็นสาเหตุหลักส่วนใหญ่ของอุบัติเหตุที่เกิดกับอากาศยานปีกหมุนของกองทัพในสนามรบยุคปัจจุบันครับ

เครื่องบินขับไล่ PAK-FA รัสเซียเริ่มการทดสอบการติดตั้งระบบอาวุธอย่างเข้มข้น

Russian PAK-FA carries out intensive weapon testing
A PAK-FA prototype seen carrying external weapons during ongoing tests. Source: Piotr Butowski
http://www.janes.com/article/59509/russian-pak-fa-carries-out-intensive-weapon-testing

อดีผู้บัญชาการกองทัพห้วงอากาศและอวกาศรัสเซีย(VKS) พลอากาศเอก Vladimir Mikhailov  ได้กล่าวให้ข้อมูลกับสื่อโทรทัศน์รัสเซียว่า
เครื่องบินขับไล่ยุคที่5 แบบ Sukhoi T-50 PAK-FA ได้มีการดำเนินการทดสอบการติดตั้งและปล่อยอาวุธจากห้องเก็บอาวุธภายในตัวเครื่องเป็นครั้งแรก
แต่ทั้งนี้ตามการแถลงของนายพล Mikhailov นั้นยังไม่ได้รับการยืนยันจะแหล่งข้อมูลอื่นๆ รวมถึงภาพการทดสอบการติดตั้งและปล่อยอาวุธใดๆในขณะนี้ด้วย

ปัจจุบันเครื่องบินขับไล่ PAK-FA เครื่องต้นแบบจำนวน 3เครื่องจาก 5เครื่อง ได้ถูกดำเนินการทดสอบที่ศูนย์ฝึกกระทรวงกลาโหมรัสเซียที่ Akhtubinsk สำหรับการทดสอบระบบภารกิจและอาวุธทางอากาศ
โดยเครื่องต้นแบบที่ทดสอบที่ศูนย์ดังกล่าวดังกล่าวมี T-50-3, T-50-4 และ T-50-5R ซึ่งเป็นเครื่องต้นแบบเครื่องเดียวที่ติดตั้ง Radar และระบบตรวจจับเป้าหมาย
ขณะเดียวกันเครื่องต้นแบบ T-50-1 และ T-50-2 ก็กำลังอยู่ในการดำเนินการทดสอบที่ Zhukovsky สำหรับการติดตั้วระบบอาวุธที่ตำบลภายนอกลำตัวเครื่อง





จากภาพที่ปรากฎใน Website russianplanes.net  ล่าสุดในเดือนเมษายนที่ผ่านมาจะเห็นเครื่องต้นแบบดังกล่าวติดตั้งระบบอาวุธหลายแบบ
เช่น อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น Kh-31 2นัด อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ R-73 2นัด และระเบิดธรรมดาขนาด 250kg 6ลูก
ตามข้อมูลที่ไม่ยืนยันเครื่องต้นแบบเครื่องที่6จะออกจากโรงงานประกอบที่ Komsomolsk-on-Amur ในสิ้นเดือนเมษายนนี้ ซึ่งจะเป็นเครื่องแรกของเครื่องต้นแบบชุดที่สองที่มีการเปลี่ยนแปลงสำคัญในส่วนโครงสร้างอากาศยานหลายส่วนครับ

วันพฤหัสบดีที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2559

เดนมาร์กเลือกผู้แข่งขัน 5รายสำหรับโครงการจัดหาปืนใหญ่อัตตาจร

Denmark picks five bidders for artillery procurement
Denmark has prequalified five companies to bid to replace its M109A3 artillery pieces. Source: Royal Danish Army
http://www.janes.com/article/59456/denmark-picks-five-bidders-for-artillery-procurement

สำนักงานจัดซื้อจัดจ้างกลาโหมนอร์เวย์(FMI) ได้ประกาศข้อมูลออกมาว่า เดนมาร์กได้เลือกตัวแทนผู้เข้าแข่งขัน 5รายสำหรับโครงการจัดหาปืนใหญ่อัตตาจรของตน
ซึ่งโครงการนี้เป็นการจัดหาระบบปืนใหญ่อัตตาจรแบบใหม่เพื่อทดแทนปืนใหญ่อัตตาจรสายพาน M109A3 155mm ของกองทัพบกเดนมาร์ก
ตามรายงานของ FMI ตัวแทนทั้ง 5รายคือ BAE Systems, Elbit Systems, Hanwha Techwin, Huta Stalowa Wola (HSW) และ Nexter Systems

การคัดเลือกก่อนตัวแทนที่จะเข้าแข่งขันในโครงการปืนใหญ่อัตตาจรนี้จะมีการประเมินขีดความสามารถในการผลิตและความต้องการอื่นๆมากกว่าการประเมินค่าตัวระบบที่จะนำเสนอ ดังนั้นจึงไม่มีข้อมูลของระบบที่ผู้เข้าแข่งขันจะเสนอในโครงการออกมา
โดยระบบที่เป็นไปได้ว่าจะมีการเสนอสำหรับโครงการคือ ปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง Autonomous Truck Mounted howitzer System (ATMOS) จาก Elbit, ปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง CAESAR จาก Nexter
และปืนใหญ่อัตตาจรสายพาน K9 Thunder จาก Huta Techwin ขณะเดียวกัน HSW อาจจะเสนอปืนใหญ่อัตตาจรสายพาน Krab(ระบบของโปแลนด์ที่ผสมระหว่าง K9 และ AS90 อังกฤษ) หรือปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง Kryl (เป็นรุ่นหนึ่งของระบบ ATMOS)
ทาง BAE Systems น่าจะเสนอปืนใหญ่อัตตาจรสายพาน M109 รุ่นปรับปรุงใหม่(อย่าง M109A7 รุ่นล่าสุดของกองทัพบกสหรัฐฯ) หรือปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง Archer
ซึ่งจากการพูดคุยเมื่อวันที่ 12 เมษายนที่ผ่านมา ทาง Jane's ยังไม่ได้รับการยืนยันแบบระบบที่ทาง BAE Systems จะเสนอในโครงการ

ทั้งนี้โครงการจัดหาปืนใหญ่อัตตาจรของกองทัพบกเดนมาร์กเพื่อทดแทน M109A3 นี้เป็นการจัดหาครั้งที่สองที่มีการตั้งขึ้นมา
โดยโครงการจัดหาปืนใหญ่อัตตาจรใหม่ขั้นต้น 21ระบบครั้งแรกนั้นถูกยกเลิกไปเมื่อเดือนเมษายน 2015 เนื่องจากเหตุผลติดขัดด้านงบประมาณที่ชัดเจนครับ

วันพุธที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2559

เรือฟริเกต Type 125 ลำแรกของกองทัพเรือเยอรมนีดำเนินการทดสอบในทะเล

Germany's first Type 125 frigate begins sea trials
The German Navy's first Type 125 frigate, the future FGS Baden-Württemberg, has begun sea trials. Source: ThyssenKrupp Marine Systems
http://www.janes.com/article/59438/germany-s-first-type-125-frigate-begins-sea-trials

เรือฟริเกตแบบ Type 125 ลำแรกของกองทัพเรือเยอรมนี F222 FGS Baden-Württemberg ได้ทำการเดินเรือทดสอบในทะเลเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 6 เมษายนที่ผ่านมา นับเป็นขั้นตอนสำคัญของโครงการนี้
การออกแบบและแนวคิดการปฏิบัติการของเรือฟริเกตชั้นที่สร้างออกมาสำหรับกองทัพเรือเยอรมนีนี้คือ การออกแบบใช้ระบบเครื่องยนต์ขับเคลื่อนแบบ CODLAG(Combined Diesel-Electric and Gas Turbine)
ในส่วนของการปฏิบัติการเรือฟริเกตชั้นนี้ถูกออกแบบให้มีจุดประสงค์หลักเพื่อรองรับการสนับสนุนปฏิบัติการรักษาเสถียรภาพและวางกำลังในทะเลได้อย่างน้อยสองปีในช่วงเวลาซึ่งใช้การหมุนเวียนกำลังพลประจำเรือตามปกติ

โครงการเรือฟริเกต F125 ได้เริ่มต้นขึ้นในปี 2004 โดยมีการลงนามสัญญาการสร้างเรือในชื่อ ARGE F125 กับบริษัท ThyssenKrupp Marine Systems, Lürssen และ PeeneWerft(ตอนนี้เป็นส่วนหนึ่งของ Lürssen) ในเดือนมิถุนายน 2007
ตามแผนเดิมของกองทัพเยอรมนี(Bundeswehr) ในปี 2008 จะมีการส่งมอบเรือให้กองทัพเรือเยอรมนีในช่วงปลายปี 2014 ถึงปี 2017 วงเงินที่ลงทุนในโครงการโดยรวมอยู่ที่ 2.69 billion Euros
เรือลำแรกของชั้นคือ Baden-Württemberg ได้รับการตั้งชื่อเมื่อเดือนธันวาคม 2013 และถูกปล่อยลงน้ำเมื่อเดือนมีนาคม 2014 โดยจะมีการทดสอบเรือในทะเลเหนือและทะเล Baltic ทั้งระบบขับเคลื่อนและระบบต่างๆที่ติดตั้ง คาดว่าจะส่งมอบเรือได้ในราวกลางปี 2017

ทั้งนี้เรือลำที่สองของชั้นคือ Nordrhein-Westfalen ถูกปล่อยลงน้ำเมื่อปี 2015 คาดว่าจะเข้าประจำการได้ในปี 2018
ส่วนเรือลำที่สามของชั้นคือ Sachsen-Anhalt มีกำหนดการจะเข้าประจำการได้ในช่วงต้นปี 2019
และเรือลำที่สี่ของชั้นคือ Rheinland-Pfalz จะเข้าประจำการตามในช่วงต้นปี 2020 ครับ

วันอังคารที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2559

เฮลิคอปเตอร์โจมตี Mi-28 รัสเซียตกในซีเรีย นักบินสองนายเสียชีวิต

Russia loses Mi-28N to Syrian accident
A Russian Mi-28N attack helicopter crashed near the city of Homs in Syria on 12 April, killing both crew members. Source: Piotr Butowski
http://www.janes.com/article/59441/russia-loses-mi-28n-to-syrian-accident

สื่อรัสเซียได้รายงานว่าเฮลิคอปเตอร์โจมตี Mil Mi-28N Night Hunter (NATO กำหนดรหัส Havoc) ซึ่งกองทัพอากาศรัสเซียนำไปวางกำลังเพื่อภารกิจโจมตีทางอากาศในซีเรียนั้นเกิดอุบัติเหตุตกทำให้นักบินบนเครื่องทั้ง 2นายเสียชีวิต
โดย ฮ.โจมตี Mi-28N เกิดอุบัติเหตุตกใกล้กับเมือง Homs จากความผิดพลาดของระบบเครื่องซึ่งยังไม่เป็นที่เปิดเผย สำนักข่าว RT รัสเซียได้รายงานการให้สัมภาษณ์ของรัฐมนตรีกลาโหมรัสเซียว่า
ศพของนักบิน ฮ.โจมตี Mi-28N ทั้ง 2นายถูกพบและเก็บกู้ได้อย่างรวดเร็วโดยเจ้าหน้าที่กองทัพรัสเซียภายในไม่กี่ชั่วโมงของวันที่ 12 เมษายนนี้
กองทัพอากาศรัสเซียได้นำเฮลิคอปเตอร์โจมตี Mi-28N วางกำลังปฏิบัติการในซีเรียร่วมกับเฮลิคอปเตอร์โจมตี Kamov Ka-50 และ Ka-52 Alligator (NATO กำหนดรหัส Hokum/Hokum-B)
เพื่อใช้ปฏิบัติการแทนเฮลิคอปเตอร์จู่โจม Mi-24 (NATO กำหนดรหัส Hind) ที่ประจำการมาตั้งแต่ยุคอดีตสหภาพโซเวียต ซึ่ง ฮ.โจมตีรุ่นใหม่เหล่านี้ถูกวางกำลังที่ฐานทัพอากาศ Al-Shayrat ที่ห่างออกไป 30km ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเมือง Homs



ฮ.โจมตี Mi-28N สามารถติดตั้งอาวุธได้หลายแบบ โดยมีปืนใหญ่อากาศ 2A42 ขนาด 30mm ที่ล่างหัวเครื่อง และตำบลติดตั้งอาวุธสองจุดในปีกคานอาวุธข้างตัวเครื่องทั้งสองข้าง แต่ละตำบลรองรับอาวุธได้หนัก 480kg
อาวุธที่ติดตั้งได้มีเช่น อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นต่อสู้รถถังนำวิถีด้วยคลื่นวิทยุ 9M114 Shturm C (NATO กำหนดรหัส AT-6 Spiral), กระเปาะจรวดแบบ UB-20 สำหรับจรวดไม่นำวิถี S-8 ขนาด 80mm หรือ จรวดไม่นำวิถี S-13 ขนาด 122mm,
กระเปาะปืนใหญ่อากาศ UPK-23-250V สำหรับปืนใหญ่อากาศ GSh-23L ขนาด 23mm พร้อมกระสุน 250นัด, อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นต่อสู้รถถัง Shipunov 9M120/9M121F Vikhr/Ataka-V (NATO กำหนดรหัส AT-12 Swinger) และ 9A-2200,
อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ 9M39 Igla-V (NATO กำหนดรหัส SA-16 'Gimlet) และ R-73 (NATO กำหนดรหัส AA-11 Archer)
ฮ.โจมตี Mi-28 ฝูงแรกของกองทัพอากาศรัสเซียมีความพร้อมในการปฏิบัติการเมื่อปี 2009 ปัจจุบันมีการสั่งจัดหาแล้ว 120เครื่องซึ่งจะส่งมอบจนถึงปี 2018 (คาดว่าได้รับมอบแล้วประมาณ 50เครื่อง) โดยมีแผนระยะยาวที่จะมีการสั่งจัดหารวมราว 300-500เครื่องครับ

กองทัพบกแคนาดาจะได้รับมอบรถเกราะล้อยาง TAPV ใหม่ภายในสิ้นปี 2016

Canada to receive new TAPVs by end of 2016
A pre-production Canadian TAPV is shown with applique armour package and the Kongsberg Protector remote weapon station. Source: Textron Marine & Land Systems
http://www.janes.com/article/59421/canada-to-receive-new-tapvs-by-end-of-2016

กองทัพบกแคนาดาจะได้รับมอบรถเกราะล้อยาง 4x4 แบบ Textron Tactical Armoured Patrol Vehicle (TAPV) ภายในสิ้นปี 2016 หลังจากมีความล่าช้ามาสองปี
รถเกราะล้อยาง TAPV จำนวน 500คันจะถูกส่งมอบให้ตามฐานทัพ 7แห่ง สำหรับ24หน่วย ซึ่งกองพลแคนาเดียนที่2(2nd Canadian Division) มีกำหนดการเป็นหน่วยแรกที่จะเป็นผู้ใช้งานรถเกราะ TAPV
โดยกองทัพบกแคนาดาแถลงเมื่อวันที่ 8 เมษายนที่ผ่านมาว่า รถเกราะล้อยาง TAPV จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกในการฝึกเตรียมความพร้อมรบขั้นสูงตามวงรอบ Maple Resolve 2018
ทั้งนี้การประกาศความพร้อมปฏิบัติการเต็มอัตราของรถเกราะล้อยาง TAPV คาดว่าจะเป็นช่วงกลางปี 2020 หลังจากที่หน่วยที่รับมอบใช้งานทุกหน่วยได้ผ่านการฝึก ทดสอบโดยผู้ใช้ และร่วมปฏิบัติการฝึกภาคสนามเสร็จสิ้น

กองทัพบกแคนาดาได้ให้ข้อมูลว่ากำหนดการของโครงการจัดหารถเกราะล้อยางนี้มีความล่าช้าไปสองปี แต่ทางบริษัท Textron ซึ่งดำเนินการทดสอบและรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์ของตนนั้นระบุว่า
"ปัจจุบันลุล่วงไปมากว่าร้อยละ50แล้ว และมีแผนที่จะเสร็จสิ้นภายในเดือนพฤษภาคม 2016"
ซึ่งรองผู้ช่วยรัฐมนตรีฝ่ายยุทธภัณฑ์กระทรวงป้องกันประเทศเป็นผู้ตรวจดูงานการทดสอบเหล่านี้
ภายหลังการรับรองรถเกราะล้อยาง TAPV จะเริ่มส่งมอบได้ภายในช่วงเดือนสิงหาคม 2016 และการส่งมอบรถเกราะทั้งหมดจะเสร็จสิ้นภายในระยะเวลา 17เดือนหลังจากนั้น

รถเกราะ TAPV มีพื้นฐานมาจากรถเกราะล้อยางตระกูล COMMANDO ของบริษัท Textron Systems ซึ่งมีรูปแบบใกล้เคียงกับรถเกราะล้อยาง COMMANDO Elite โดยติดตั้งป้อมปืน remote ที่ติดเครื่องยิงลูกระเบิดอัตโนมัติ 40mm และปืนกล C6(FN MAG 7.62x51mm)
กองทัพบกแคนาดามีความต้องการรถเกราะล้อยาง TAPV ในรุ่นรถธุรการทั่วไป 300คัน และรุ่นลาดตระเวน 200คัน เพื่อทดแทนรถเกราะล้อยาง 8x8 LAV-25 Coyote ซึ่งความแตกต่างของรถแต่ละรุ่นมีเพียงการออกแบบภายในและอุปกรณ์ภายในเท่านั้น
ซึ่งรถเกราะล้อยาง TAPV รุ่นลาดตระเวนจะถูกนำเข้าประจำการในหมู่ยานเกราะลาดตระเวน หมวดทหารราบลาดตระเวน และโรงเรียนยานเกราะ(Royal Canadian Armoured Corps School) กองทัพบกแคนาดา
จำนวนรถเกราะล้อยาง TAPV ทั้งหมด 500คันจะถูกใช้ภารกิจหลายแบบในสนามรบ ทั้งการรักษษความปลอดภัย การควบคุมและบัญชาการ การลำเลียงสิ่งของ และลำเลียงกำลังพลครับ

อิหร่านยืนยันว่าได้รับมอบระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-300 ชุดแรกจากรัสเซียแล้ว

Iran confirms delivery of first batch of Russia’s S-300 air defense missile systems
Vitaliy Nevar/TASS
"The first batch of the Russian S-300 air defense missile systems has arrived in Iran," the TASNIM news agency of Iran quotes the ministry official as saying
http://tass.ru/en/defense/868633

วันที่ 11 เมษายนที่ผ่านมา Hossein Jaber Ansari โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านได้แถลงว่ากองทัพอิหร่านได้รับมอบระบบอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศแบบ S-300 ชุดแรกจากรัสเซียแล้ว
"ระบบอาวุธปล่อยนำวิถีป้องกันภัยทางอากาศ S-300 ของรัสเซียชุดแรกได้มาถึงอิหร่านแล้ว" สำนักข่าว TASNIM อิหร่านรายงานคำแถลงทางการของกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน

รัสเซียและอิหร่านได้ลงนามสัญญาจัดหาระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-300 จำนวน 5กองพันตั้งแต่ปี 2007 อย่างไรก็ตามในฤดูใบไม้ร่วง ปี2010 นาย Dmitry Medvedev ประธานาธิบดีรัสเซียในขณะนั้นได้สั่งยกเลิกสัญญาดังกล่าวตามมติคว่ำบาตรต่ออิหร่านของสหประชาชาติ
สัญญาวงเงิน $800 million จึงถูกยกเลิกไปพร้อมกับที่รัสเซียได้ส่งเงินที่จ่ายล่วงหน้าคืนให้อิหร่าน ต่อมาอิหร่านได้ยื่นฟ้องเป็นเงิน $4 billion ต่อศาลระหว่างประเทศใน Geneva ให้หน่วยงานด้านส่งออกยุทโธปกรณ์ของรัสเซียชดใช้ที่ผิดสัญญา
ตามที่รองนายกรัฐมนตรีรัสเซีย นาย Dmitry Rogozin กล่าวว่าเป็นการ "ผ่านการเจรจาที่ยาวนานและซับซ้อน" รัสเซียประสบความสำเร็จในการยุติข้อพิพาทนี้่ในศาล
ต่อมาในฤดูใบไม้ผลิ ปี2015 ประธานาธิบดีรัสเซีย Vladimir Putin ได้ยกเลิกการระงับการส่งมอบระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-300 ต่ออิหร่าน

Kremlin does not comment on deliveries of S-300 missile system to Iran
Iran’s TASNIM news agency reported earlier on Monday that the first batch of the S-300 air defense missile system has been delivered to Iran
Dmitriy Rogulin/ITAR-TASS
http://tass.ru/en/politics/868666


อย่างไรก็ตามทางรัฐบาลรัสเซียได้ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นต่อกรณีการเริ่มส่งมอบระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-300 ให้อิหร่านดังกล่าว
"ผมจะผ่านมันไปโดยไม่ให้ความเห็น" นาย Dmitry Peskov โฆษกประจำประธานาธิบดีรัสเซียกล่าวต่อสื่อในการแถลง
ซึ่งสถานีโทรทัศน์รัฐบาลอิหร่านได้เผยแพร่ภาพการส่งมอบระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-300 ชุดแรกซึ่งมีขบวนรถบรรทุกขนาดใหญ่ที่ทำการเคลื่อนย้ายระบบอาวุธที่ถูกปกคลุมด้วยการพรางผ้าปกปิดไว้อย่างน้อย 8คัน
ระบบอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ S-300 (NATO กำหนดรหัส SA-10 Grumble) ถูกออกแบบให้เป็นระบบป้องกันทางอากาศพิสัยไกลสำหรับต่อต้านเป้าหมายทางอากาศทั้งอากาศยานปีกตรึง อากาศยานปีกหมุน อาวุธปล่อยนำวิถีร่อน และขีปนาวุธครับ