วันพุธที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568

Embraer บราซิลเริ่มการสร้างเครื่องบินลำเลียง C-390 Millennium สำหรับออสเตรีย

Embraer begins Millennium build for Austria





An artist's impression of the KC/C-390 Millennium in Austrian markings. On 14 February Embraer announced the commencement of manufacture of the first aircraft for the European customer. (Embraer)

บริษัท Embraer บราซิลได้เริ่มต้นการสร้างเครื่องบินลำเลียง KC/C-390 Millennium เครื่องแรกสำหรับออสเตรีย ณ โรงงานอากาศยาน Gavião Peixoto ของตนในบราซิล ประกาศเหตุการณ์สำคัญเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2025 
เจ็ดเดือนหลังจากที่ออสเตรียและเนเธอร์แลนด์ลงนามจัดซื้อจัดจ้างร่วมของเครื่องบินลำเลียง C-390 Millennium จำนวน 9เครื่อง ณ งานแสดงการบินนานาชาติ Farnborough International Airshow 2024 ในเดือนกรกฎาคม 2024

ภายใต้ข้อตกลงกองทัพอากาศออสเตรีย(Austrian Air Force, Österreichische Luftstreitkräfte) จะประจำการเครื่องบินลำเลียง C-390 Millennium จำนวน 4เครื่อง(https://aagth1.blogspot.com/2024/07/c-390-9.html)
และกองทัพอากาศเนเธอร์แลนด์(RNLAF: Royal Netherlands Air Force, Koninklijke Luchtmacht) จะวางกำลังประจำการด้วยเครื่องบินลำเลียง C-390 Millennium จำนวน 5เครื่อง

เมื่อการส่งมอบดำเนินการขึ้นตั้งแต่ปี 2027 กองทัพอากาศออสเตรียจะนำเครื่องบินลำเลียง C-390 ทดแทนเครื่องบินลำเลียง Lockheed Martin C-130K Hercules จำนวน 3เครื่องที่เดิมเป็นของสหราชอาณาจักร(https://aagth1.blogspot.com/2023/09/kc-390-c-130k.html
โดยกองทัพอากาศเนเธอร์แลนด์เครื่องบินลำเลียง C-390 จะทดแทนลำเลียง C-130H จำนวน 4เครื่องที่มีอายุการใช้งานมานาน(https://aagth1.blogspot.com/2022/06/c-390-millennium-c-130h-hercules.html) การส่งมอบมีกำหนดจะดำเนินการในปี 2027

กำหนดแบบเป็น C-390 ในบทบาทเครื่องบินลำเลียง และ KC-390 ในบทบาทเครื่องบินลำเลียงและเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ เครื่องบินลำเลียง Millennium สามารถบรรทุกภารกรรมได้มากกว่าเครื่องบินลำเลียง C-130 ที่ความเร็วสูงกว่าและระยะทางที่ไกลมากกว่า
เครื่องบินลำเลียง C-390 Millennium มีพื้นที่ห้องบรรทุกภายในตัวเครื่องขนาดความจุ 170m³(รวมประตูท้ายเครื่อง ramp) และมีน้ำหนักภารกรรมบรรทุกสูงสุดที่ 23tonnes(หรือน้ำหนักภารกรรมบรรทุกที่รวบรวมที่จุดศูนย์ถ่วงของเครื่องที่สูงสุด 26tonnes) 

คุณลักษณะสมมรถนะที่เผยแพร่โดยบริษัท Embraer เครื่องบินลำเลียง C-390 มีความเร็วเดินทางสูงสุดที่ 470knots(870km/h) เพดานบินสูงสุดที่ 36,000feet และพิสัยการบินไกลที่ 1,380nmi(2,556kkm)(ด้วยน้ำหนักบรรทุก 23tonnes) 
หรือบินเดินทางด้วยถังเชื้อเพลิงภายในตัวเครื่องที่ 4,640nmi ระยะทำการบินสามารถเพิ่มขยายได้ด้วยการเติมเชื้อพลิงทางอากาศ(https://aagth1.blogspot.com/2024/12/c-390-2.html

เครื่องบินลำเลียง C-390 Millennium ได้รับการสั่งจัดหาจากชาติยุโรปแล้วหลายประเทศรวมถึง สาธารณรัฐเช็ก(https://aagth1.blogspot.com/2024/10/c-390-millennium-2.html), ฮังการี(https://aagth1.blogspot.com/2024/04/kc-390.html, https://aagth1.blogspot.com/2024/02/kc-390.html), 

วันอังคารที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568

Leonardo DRS สหรัฐฯและ Chaiseri ไทยจะส่งมอบระบบอำนวยการรบ BMS สำหรับยานเกราะล้อยาง Stryker 8x8 กองทัพบกไทย

Leonardo to supply BMS for Thailand's infantry combat vehicles







Leonardo DRS will deliver its Mounted Family of Computer Systems (MFoCS) II battle management system to the Royal Thai Army. (Leonardo DRS, Royal Thai Army)





บริษัท Leonardo DRS สหรัฐฯในเครือกลุ่มบริษัท Leonardo อิตาลีได้รับสัญญาวงเงิน $7 million(ประมาณ ๒๓๖,๐๒๖,๐๐๐บาท) เพื่อจะส่งมอบระบบอำนวยการสนามรบ(BMS: Battle Management System) แก่กองทัพบกไทย(RTA: Royal Thai Army)
ระบบ BMS แบบ MFoCS II(Mounted Family of Computer Systems II) ของ Leonardo DRS จะถูกบูรณาการเข้ากับยานเกราะล้อยาง Stryker RTA ICV(Infantry Combat Vehicles) 8x8 ของกองทัพบกไทย บริษัท Leonardo DRS ประกาศในสื่อประชาสัมพันธ์ที่เผยแพร่ในกลางเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๖๘(2025)

"งาน(ภายใต้สัญญา) รวมถึงการบูรณาการชุดคำสั่ง(software)ระบบอำนวยการสนามรบ BMS, การป้องกันทาง cyber, การบูรณาการระบบเครือข่าย(network), การฝึก, และการดำรงสภาพขีดความสามารถสำหรับยานเกราะล้อยาง Stryker ที่ถูกจัดหามาใหม่ในกองทัพบกไทย
ระบบ BMS มอบการบัญชาการและควบคุม(C2: Command-and-Control) ทำให้เร่งความเร็วการปฏิบัติการทางยุทธวิธีต่างๆ มันยังมอบการหยั่งรู้สถานการณ์สำหรับกองกำลังพันธมิตรต่างๆ, ช่วยเหลือการพิสูจน์ทราบในการรบ, และทำให้ส่งกลับทหารที่ได้รับบาดเจ็บได้เร็วมากขึ้นในสถานการณ์และสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวย" Leonardo DRS สหรัฐฯกล่าว

บริษัท Leonardo DRS สหรัฐฯจะมีความร่วมมือกับบริษัท Chaiseri Defense ไทยหรือบริษัท ชัยเสรี เม็ททอล แอนด์ รับเบอร์ จำกัด(Chaiseri metal & rubber Co. Ltd.) ไทย สำหรับการติดตั้ง, การฝึก, และการสนับสนุนในไทยสำหรับโครงการนี้

ตามข้อมูลจาก Janes C4ISR & Mission Systems: Land ระบบอำนวยการสนามรบ BMS แบบ MFoCS II บูรณาการด้วยกล้องมุมมอง ๓๖๐องศา, ระบบตรวจจับการยิงปืน, กล้องสร้างภาพความร้อน FLIR(Forward-Looking Infrared),
ระบบการจัดการสุขภาพยานพาหนะ(VHMS: Vehicle Health Management System), ระบบตรวจจับเคมี, ชีวะ, รังสี และนิวเคลียร์ คชรน.(CBRN: Chemical, Biological, Radiological, and Nuclear),

และระบบเพิ่มขยายมุมมองของพลขับ(DVE: Driver's Vision Enhancer) ซึ่งบูรณาการด้วยระบบตรวจจับความร้อน IR แบบไม่ระบายความร้อนขนาด 17-micron ความละเอียด 640x480 จำนวนสามชุด ที่ให้ภาพวีดิทัศน์ที่ติดต่อเนื่องกันด้วยขอบเขตภาพ(FOV: Field-of-View) ที่ 107x30
ระบบอำนวยการสนามรบ MFoCS II BMS ยังสามารถที่จะบริหารจัดการเครือข่ายวิทยุการรบ, ส่งข้อมูลระหว่างวิทยุสื่อสารภาคพื้นดินและดาวเทียม(SATCOM: Satellite Communication) และข้ามความถี่ระหว่างสองเครือข่ายที่ต่างกัน

นอกจากนี้ระบบอำนวยการสนามรบ MFoCS II BMS นี้ยังติดตั้งด้วยระบบรักษาความปลอดภัยทาง cyber แบบ Edge Assured ซึ่งออกแบบเพื่อปกป้องสิ่งอุปกรณ์(hardware) จากการโจมตีทาง Cyber ด้วย
"ร่วมไปกับเพื่อนร่วมทีมของเรา Chaiseri Defense เราภูมิใจที่จะสนับสนุนกองทัพบกไทยพันธมิตรของเราโดยการส่งมอบขีดความสามารถที่ได้รับการพิสูจน์แล้วและประสบการณ์การบูรณาการเชิงลึกเพื่อให้เหล่านักรบสงครามจะมีเครื่องมือที่ถูกต้องเพื่อความสำเร็จในสนามรบ" Leonardo DRS สหรัฐฯเสริม

ความเห็นวิเคราะห์
กองทัพบกไทยได้จัดหายานเกราะล้อยาง M1126 Stryker RTA ICV 8x8 เข้าประจำการ ณ กรมทหารราบที่๑๑๒(112th Infantry Regiment) กองพลทหารราบที่๑๑(11th Infantry) มาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๖๒(2019) ในฐานะลูกค้าส่งออกรายแรกจำนวนราว ๑๓๐คัน(https://aagth1.blogspot.com/2024/03/hanuman-guardian-2024-close.html)
ซึ่งได้รับความร่วมมือกับกองทัพบกสหรัฐฯ(US Army) อย่างใกล้ชิดในการสนับสนุนการฝึกศึกษาการใช้งานและซ่อมบำรุง โดยโครงการบูรณาการระบบ BMS ล่าสุดนี้อยู่ภายใต้ความช่วยเหลือ US Government Grant Assistance จากรัฐบาลสหรัฐฯต่อไทย(https://aagth1.blogspot.com/2024/03/hanuman-guardian-2024-open.html)

บริษัท Chaiseri ไทยได้มีความร่วมมือกับบริษัท Leonardo DRS สหรัฐฯสำหรับการนำเสนอระบบอำนวยการสนามรบ BMS แก่กองทัพไทย โดยมองที่จะบูรณาการเข้ากับระบบรถรบ(combat vehicles) ต่างๆที่ถูกนำเสนอในงานนิทรรศการอุปกรณ์ป้องกันประเทศ Defense & Security ในไทย
การได้รับสัญญาการบูรณาการระบบอำนวยการสนามรบ MFoCS II BMS สำหรับยานเกราะล้อยาง Stryker 8x8 ล่าสุดทำให้ Chaiseri ไทยเป็นบริษัทด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยในภาคส่วนระบบภาคพื้นดินชั้นนำที่ประสบความสำเร็จที่สุดทั้งในไทยและการส่งออกต่างประเทศครับ

วันจันทร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568

แอลจีเรียเป็นลูกค้ารายแรกสำหรับเครื่องบินขับไล่ Su-57E รุ่นส่งออกของรัสเซีย 14เครื่อง

Algeria becomes launch export customer for Russia's Su-57, national media says





The Sukhoi Su-57/Su-57E Felon displayed at Airshow China 2024 at Zhuhai in November 2024. Algerian media has said that the North African country is to be the first export customer of the type. (China Bugle/China Military)



แอลจีเรียกำลังจะเป็นลูกค้าส่งออกเปิดตัวรายแรกสำหรับเครื่องบินขับไล่ Sukhoi Su-57 (NATO กำหนดรหัส 'Felon') ของรัสเซีย สื่อแห่งชาติของแอลจีเรียประกาศเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2025
สื่อของแอลจีเรียรายงานว่าเครื่องบินขับไล่ยุคที่ห้า Su-57E รุ่นส่งออกของรัสเซียจำนวน 14เครื่องได้รับการจัดหาแล้ว(https://aagth1.blogspot.com/2025/02/su-57.html)

ดูเหมือนนี่จะเป็นการเสริมความแน่นหนาของการแถลงของรัสเซียในปี 2024 ว่าลูกค้ารายแรกที่สั่งซื้อเครื่องบินขับไล่ Su-57E รุ่นส่งออกได้รับคำสั่งจัดหาแล้ว(https://aagth1.blogspot.com/2021/10/su-57-f-22-f-35.html, https://aagth1.blogspot.com/2021/06/su-57.html)
กระทรวงกลาโหมแอลจีเรียไม่ได้ตอบสนองต่อการร้องขอการยืนยันและข้อมูลเพิ่มเติมจาก Janes ณ เวลาที่บทความนี้เผยแพร่(https://aagth1.blogspot.com/2021/06/rosoboronexport-asean-su-57.html, https://aagth1.blogspot.com/2021/01/su-57-f-35-dogfight.html)

ตามข้อมูลจาก Janes World Air Forces กองทัพอากาศแอลจีเรีย(AAF: Algerian Air Force) เป็นลูกค้าดั้งเดิมของรัสเซีย(และก่อนหน้านั้นตั้งแต่สมัยอดีตสภาพโซเวียต)สำหรับเครื่องบินรบแบบต่างๆ
ปัจจุบันกองทัพอากาศแอลจีเรียมีประจำการด้วย เครื่องบินขับไล่ MiG-25 (NATO กำหนดรหัส 'Foxbat') จำนวนราว 36เครื่อง, เครื่องบินขับไล่ Sukhoi Su-30MKA (NATO กำหนดรหัส 'Flanker-H') จำนวนราว 70เครื่อง,

เครื่องบินขับไล่ MiG-29S/UB/M/M2 (NATO กำหนดรหัส 'Fulcrum') จำนวนราว 45เครื่อง และเครื่องบินขับไล่ทิ้งระเบิด/ลาดตระเวน Sukhoi Su-24M/MK/MR (NATO กำหนดรหัส 'Fencer') จำนวนราว 36เครื่อง
การจัดหาเครื่องบินขับไล่ Su-57 รุ่นล่าสุดจะเป็นการแสดงถึงการเพิ่มขึ้นของขีดความสามารถต่างๆของกองทัพแอลจีเรีย และอาจจะมีผลกระทบต่อสมดุลแห่งอำนาจอย่างกว้างขวางภายในภูมิภาคแอฟริกาเหนือ

เครื่องบินขับไล่พหุภารกิจยุคที่5 Su-57 Felon ซึ่งออกแบบโดย Sukhoi รัสเซียในเครือ United Aircraft Corporation(UAC) กลุ่มรัฐวิสาหกิจอุตสาหกรรมการบินรัสเซียได้ทำการบินครั้งแรกของตนในเดือนมกราคม 2010
สายการผลิตจำนวนมาก ณ โรงงานอากาศยาน Komsomolsk-on-Amur Aviation Plant(KnAAZ) ที่เริ่มต้นในปี 2019 ได้ส่งมอบเครื่องบินขับไล่ Su-57 เครื่องแรกแก่กองทัพอากาศรัสเซีย(Russian Aerospace Forces, VKS) ในเดือนพฤศจิกายน 2020 จากคำสั่งจัดหาจำนวน 77เครื่อง

Rosoboronexport หน่วยงานด้านการส่งออกอาวุธยุทโธปกรณ์ของรัสเซียกำลังส่งเสริมการประชาสัมพันธ์เครื่องบินขับไล่ Su-57E รุ่นส่งออกเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมการบินการป้องกันประเทศของรัสเซียหลังจากเผชิญมาตรการคว่ำบาตรต่างๆจากนานาชาติ
รัสเซียได้นำเครื่องบินขับไล่ Su-57 ไปจัดแสดงและสาธิตสมรรถนะในหลายประเทศรวมถึงล่าสุด ณ งานแสดงการบินนานาชาติ Aero India 2025 ใน Bangalore อินเดียระหว่างวันที่ 10-14 กุมภาพันธ์ 2025 ครับ

วันอาทิตย์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568

กองทัพเรือไทยสาธิตอากาศยานไร้คนขับ MARCUS-B รุ่นใหม่ในพิธีเปิดการฝึกกองทัพเรือประจำปี ๒๕๖๘




Royal Thai Navy (RTN) held opening ceremony of Naval Exercise Fiscal Year 2025 at Laem Thian Pier, Sattahip Port, Sattahip Naval Base, Chonburi province, Gulf of Thailand on 13 February 2025.
involved demonstration of Maritime Aerial Reconnaissance Craft Unmanned System (MARCUS) "MARCUS-B" (2024) Vertical Take-Off and Landing (VTOL) Unmanned Aerial Vehicle (UAV), serial production domestic Naval Research & Development Office (NRDO), RTN with Thailand companies B.J.Supply 2017, Oceanus Research and Development and X-Treme Composites;












the demonstration also include Royal Thai Marine Corps (RTMC) new domestic Chaiseri AWAV (Armoured Wheeled Amphibious Vehicle) 8x8 and upgraded Chaiseri AAV7A1 RAM/RS; 








Royal Thai Naval Air Division (RTNAD) Airbus Helicopters H145M and Sikorsky SH-60B Seahawk helicopters; domestic Marsun Por.51-class Special Operations Craft and Naval Special Warfare Command((NSWC) known as RTN SEALs team operators. (Royal Thai Navy, Royal Thai Marine Corps, Sompong Nondhasa)







MARCUS B เป็นอากาศยานไร้นักบินที่ สำนักงานวิจัยและพัฒนาการทางทหารกองทัพเรือ หรือ สวพ.ทร. พัฒนามาเป็นเวลาหลายปี โดยได้รับเงินสนับสนุนทั้งจากงบประมาณของ สวพ.ทร. สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ และภาคเอกชน ซึ่งได้รับการรับรองมาตรฐานยุทโธปกรณ์จากคณะกรรมการมาตรฐานยุทโธปกรณ์กองทัพเรือเป็นที่เรียบร้อยแล้ว 
นอกจาก สวพ.ทร. แล้ว โครงการ MARCUS B ยังมีบริษัทเอกชนที่เข้าร่วมโครงการคือบริษัท BJ Supply 2017 จำกัด ในฐานะผู้ให้เงินทุนสนับสนุน ผู้จัดการห่วงโซ่อุปทาน และคู่สัญญากับกองทัพเรือ บริษัท Oceanus Research and Development จำกัด ในฐานะผู้พัฒนา Software และระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ และบริษัท X-Treme Composite เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนและโครงสร้างของอากาศยาน
MARCUS B รุ่น 2024 ที่เข้าประจำการในกองทัพเรือนั้น มีความยาว 2.8 เมตร ความกว้างขณะกางปีก 4.8 เมตร น้ำหนักบินขึ้นสูงสุด 50 กิโลกรัม ความเร็วเดินทาง 50-70 น็อต เพดานบินสูงสุด 5 กิโลเมตรเหนือระดับน้ำทะเล ติดตั้งกล้องตรวจการณ์ EO/IR กำลังขยาย 30x รองรับการเชื่อมต่อกับระบบ C4ISR ของกองทัพเรือ
ใน 1 ระบบ จะประกอบด้วยอากาศยานไร้คนขับขึ้นลงทางดิ่ง 2 ลำ เป็นรุ่นปฏิบัติการระยะไกล 1 ลำ และรุ่นปฏิบัติการระยะใกล้ 1 ลำ กล้องตรวจการณ์ 2 ชุด สถานีควบคุมภาคพื้นดิน 1 ชุด การซ่อมบำรุงส่วนใหญ่สามารถดำเนินการได้ในประเทศไทย ทำให้มี Down time ต่ำ และสามารถสนับสนุนการปฏิบัติงานทางเรือได้
ทั้งนี้ หลังจากส่งมอบแล้ว กองทัพเรือมีแผนที่จะกำหนดให้ฝูงบิน 104 ของกองการบินทหารเรือวางกำลัง MARCUS B ไว้ที่หน่วยปฏิบัติการที่สำคัญตามชายฝั่งทะเล เพื่อปฏิบัติการลาดตระเวนจากฐานบินบนบก ซึ่ง MARCUS B สามารถบินขึ้นลงบนเรือได้เช่นเดียวกันโดยใช้การบังคับด้วยมือ แต่ในอนาคตมีแผนที่จะพัฒนาระบบขึ้นลงอัตโนมัติเพื่อให้การปฏิบัติงานง่ายขึ้น 
ซึ่งกองทัพเรือวางแผนให้ MARCUS B ปฏิบัติงานบนหน่วยปฏิบัติการบนเกาะที่สำคัญตามแนวชายแดน 5 แห่ง และเรือ 18 ลำที่มีประจำการในกองทัพเรือ โดย MARCUS B ได้ทดสอบการขึ้นลงบนเรือหลวงจักรีนฤเบศรในขณะที่ปฏิบัติงานทางทะเล แล้ว โดยในอนาคตกองทัพเรือจะจัดหาเข้าประจำการเพิ่มเติม ถือเป็นความสำเร็จในการพัฒนาและเพิ่งพาตนเองของกองทัพเรือ

พลเรือเอก จิรพล  ว่องวิทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกกองทัพเรือ ประจำปี 2568 เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568โดยมี ผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกองทัพเรือ พร้อมกำลังพลที่เข้ารับการฝึก เข้าร่วมในพิธี ณ ท่าเรือแหลมเทียนกลางท่าเรือสัตหีบ ฐานทัพเรือสัตหีบ จังหวัดชลบุรี 
ผู้บัญชาการทหารเรือ ได้ร่วมชมการสาธิตการปฏิบัติการทางเรือและอากาศยาน ซึ่งกองเรือยุทธการ เป็นหน่วยรับผิดชอบในการจัด และเยี่ยมชม การแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ที่จะใช้ในการฝึกกองทัพเรือในปีนี้ 
การฝึกกองทัพเรือประจำปี ถือเป็นการฝึกที่มีความสำคัญสูงสุดของกองทัพเรือ โดยใช้แนวความคิดในการฝึกว่า “รบอย่างไร ฝึกอย่างนั้น” ซึ่งในปีนี้เป็นการฝึกป้องกันประเทศโดยกำหนดสถานการณ์ตั้งแต่ในขั้นปกติสถานการณ์วิกฤตไปถึงขั้นป้องกันประเทศ ซึ่งมีการทดสอบและสร้างความคุ้นเคยทางด้านแนวความคิดหลักการ หลักนิยม ไปจนถึงขีดความสามารถของกำลังรบในแต่ละประเภทโดยส่วนต่าง ๆ ของกองทัพเรือ
ทั้งในกองอำนวยการฝึก และหน่วยรับการฝึกทุกหน่วยได้มีการเตรียมและดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการฝึกอย่างเต็มกำลังความสามารถโดยนำวัตถุประสงค์การฝึกและหัวข้อการทดสอบที่กองทัพเรือกำหนด ไปกำหนดเป็นวัตถุประสงค์เฉพาะตามภารกิจของหน่วย และนำไปทดสอบในการฝึกปัญหาที่บังคับการ (CPX ) และการฝึกภาคสนาม (FTX) เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายคำสั่งและวัตถุประสงค์การฝึกที่ได้กำหนดไว้ต่อไป
 
สำหรับการฝึกในปีนี้ได้ทำการฝึกแผนป้องกันประเทศ ในพื้นที่ทัพเรือภาคที่ 2 ประกอบด้วย การฝึกปัญหาที่บังคับการ และ การฝึกภาคสนาม/ภาคทะเล โดยในส่วนของการฝึกภาคสนาม/ภาคทะเลในปีนี้ มีหัวข้อการฝึกที่สำคัญคือ การฝึกปฏิบัติการทางเรือของกองเรือเฉพาะกิจปฏิบัติการระยะไกลที่ 72 โดยมีการจัดกำลังเข้าร่วมการฝึกประกอบด้วย 
เรือหลวงช้าง เรือหลวงอ่างทอง เรือหลวงสุรินทร์ และเรือหลวงมันใน เป็นหมู่เรือลำเลียง โดยมีเรือหลวงนเรศวร เรือหลวงเจ้าพระยา และเรือหลวงกระบุรี ประกอบกำลังเป็นหมู่เรือคุ้มกัน ร่วมด้วยกำลังจากอากาศยานนาวีกำลังรบยกพลขึ้นบกและกำลังสนับสนุนอีกจำนวนหนึ่ง นอกจากนั้นจะมีการฝึกที่สำคัญอื่น ๆ อาทิ 
การฝึกยิงอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ Mistral ของเรือหลวงจักรีนฤเบศร การฝึกปฏิบัติการร่วมระหว่างกองทัพเรือและกองทัพอากาศ การฝึกปฏิบัติการยุทธสะเทินน้ำสะเทินบก การฝึกต่อต้านการก่อการร้ายบนแท่งผลิตก๊าซธรรมชาติ การฝึกให้ความช่วยเหลือ ด้านมนุษยธรรมและบรรเทาภัยพิบัติ (HADR) การค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยในทะเล (SAR) 
และ การขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมันและเคมีภัณฑ์ในทะเล (Oil and chemical spill) การฝึกเป็นหน่วยกรมผสมนาวิกโยธิน และการดำเนินกลยุทธ์ด้วยกระสุนจริง (CALFEX) การฝึกของหน่วยวิชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่งประจำพื้นที่และการฝึกยิงอาวุธทางยุทธวิธี โดยมีการเชิญกำลังพลจากกองทัพบกกองทัพอากาศรวมถึงศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลเข้าร่วมการฝึกในครั้งนี้

คณะกรรมการจัดทำสารคดีและสื่อโทรทัศน์กองทัพเรือ
กุมภาพันธ์ 2568

พิธีเปิดการฝึกกองทัพเรือประจำปี ๒๕๖๘ เมื่อวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๖๘(2025) ณ ท่าเรือแหลมเทียนกลางท่าเรือสัตหีบ ฐานทัพเรือสัตหีบ จังหวัดชลบุรี จะได้เห็นว่ากองทัพเรือไทย(RTN: Royal Thai Navy) และนาวิกโยธินไทย(RTMC: Royal Thai Marine Corps) ได้นำอาวุธยุทโธปกรณ์ใหม่ที่ออกแบบพัฒนาสร้างโดยอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยร่วมการสาธิตการปฏิบัติการหลายแบบ
นี่รวมถึงอากาศยานไร้คนขับเพื่อการลาดตระเวนทางทะเล MARCUS-B (2024) รุ่นใหม่ หรือรู้จักในชื่อว่า MARCUS-C ซึ่งเป็นอากาศยานไร้คนขับขึ้นลงทางดิ่ง(VTOL UAV: Vertical Take-Off and Landing Unmanned Aerial Vehicle) ในตระกูลอากาศยานไร้คนขับเพื่อการลาดตระเวนทางทะเล MARCUS(Maritime Aerial Reconnaissance Craft Unmanned System) รุ่นที่สาม
ที่พัฒนาโดยสำนักงานวิจัยและพัฒนาการทางทหารกองทัพเรือ สวพ.ทร.(NRDO: Naval Research and Development Office) กองทัพเรือไทย(RTN: Royal Thai Navy) ร่วมกับภาคเอกชนไทยคือ บริษัท Oceanus Research and Development ไทย, บริษัท X-Treme Composites ไทย และบริษัท B.J.Supply 2017 ไทย(https://aagth1.blogspot.com/2024/09/marcus-c.html)

อากาศยานไร้คนขับเพื่อการลาดตระเวนทางทะเล MARCUS-B (2024) ความยาว 2.8m ความกว้างปีก 4.8m น้ำหนักบินขึ้นสูงสุด(MTOW: Maximum Take-Off Weight) 50kg ความเร็วเดินทาง 50-70knots เพดานบินสูงสุด 5,000m เหนือระดับน้ำทะเล บินได้นาน ๔-๖ชั่วโมง มีน้ำหนักบรรทุก 8kg หนึ่งระบบประกอบด้วยอากาศยาน(airframe) ๒เครื่อง และสถานีควบคุมภาคพื้นดิน(GCS: Ground Control Station) ๑ชุด
ในพิธีเปิดการฝึกกองทัพเรือประจำปี ๒๕๖๘ จะได้เห็นอากาศยานไร้คนขับเพื่อการลาดตระเวนทางทะเล MARCUS-B ทำการบินขึ้นลงจากลานจอดเฮลิคอปเตอร์ท้ายเรือของเรือฟริเกตชุดเรือหลวงเจ้าพระยา เรือหลวงสายบุรี ปฏิบัติการร่วมกับเฮลิคอปเตอร์ไร้คนขับตรวจการณ์ชี้เป้าแบบที่๑ ฮร.ตช.๑ Schiebel Camcopter S-100 ฝูงบิน๑๐๔ กองบิน๑ กองการบินทหารเรือ กบร.(RTNAD: Royal Thai Naval Air Division)
ชี้เป้าหมายให้ปืนใหญ่กลางกระสุนวิถีราบ Type 59-I ขนาด 130mm ของหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง สอ.รฝ.(ACDC: Air and Coastal Defence Command) สนับสนุนชุดปฏิบัติการ หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ นสร.(NSWC: Naval Special Warfare Command/RTN SEALs) จากเรือเร็วปฏิบัติการพิเศษชุดเรือ พ.51(Marsun M18 Fast Assault Boat)

สาธิตยังรวมถึงรถหุ้มเกราะล้อยางชนิดลำเลียงพล 8x8 แบบ AWAV(Armoured Wheeled Amphibious Vehicle) และรถสะเทินน้ำสะเทินบก AAV7A1 RAM/RS หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน นย.(RTMC: Royal Thai Marine Corps) ที่พัฒนาสร้างและปรับปรุงโดยบริษัท ชัยเสรี เม็ททอล แอนด์ รับเบอร์ จำกัด(Chaiseri metal & rubber Co. Ltd.) ไทย(https://aagth1.blogspot.com/2024/12/awav-8x8.html)
เฮลิคอปเตอร์ลำเลียงแบบที่๖ ฮ.ลล.๖ Airbus Helicopters H145M และเฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำแบบที่๑ ฮ.ปด.๑ SH-60B Seahawk ที่สาธิตการขจัดมลพิษทางน้ำร่วมกับเรือลากจูง เรือหลวงแสมสาร และเรือหลวงตาชัย ทั้งนี้กองทัพเรือไทยวางแผนที่จะนำ MARCUS-B VTOL UAV ปฏิบัติงานในหน่วยปฏิบัติการบนเกาะสำคัญตามแนวชายแดน ๕แห่ง และเรือ ๑๘ลำ โดยจะจัดหาเข้าประจำการเพิ่มเติมในอนาคต
การฝึกกองทัพเรือประจำปี ๒๕๖๘ ที่จะมีตามมาหลังพิธีเปิดยังรวมถึงการฝึกการดำเนินกลยุทธ์ด้วยกระสุนจริง(CALFEX: Combined Arms Live Fire Exercise) ของนาวิกโยธินไทยและ สอ.รฝ. การฝึกภาคทะเลของกองเรือยุทธการ กร.(RTF: Royal Thai Fleet) เรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ เรือหลวงจักรีนฤเบศร จะมีการฝึกยิงจริงของอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ Mistral ที่ไม่ได้ทำการฝึกยิงมานานด้วยครับ(https://aagth1.blogspot.com/2019/01/mbda-mistral.html)

วันเสาร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568

อินโดนีเซียลงนามกับตุรกีเพื่อผลิตอากาศยานไร้คนขับ Bayraktar Akinci UAV และอีกหลายแบบในประเทศ

Indonesia, Türkiye sign MOU to produce Bayraktar, Akinci UAVs





A visualisation of the Akinci UAV, seen here with the Roketsan UAV-230 air-to-surface ballistic supersonic missile. (Roketsan)



รัฐบาลอินโดนีเซียในนครหลวง Jakarta ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ(MOU: Memorandum of Understanding) กับบริษัท Baykar ตุรกีเพื่อปูทางในภายหลังสำหรับการผลิตอากาศยานไร้คนขับ(UAV: Unmanned Aerial Vehicle) หลากหลายแบบของตนในอินโดนีเซีย
MOU เป็นหนึ่งใน 13ข้อตกลงที่ได้รับการลงนามระหว่างอินโดนีเซียและตุรกีใน Bogor อินโดนีเซียข้างเคียงกับการเข้าพบระหว่าผู้นำของทั้งสองประเทศเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2025 จากแถลงการณ์ที่เผยแพร่โดยสำนักประธานาธิบดีอินโดนีเซียในวันเดียวกัน 

นอกเหนือจาก MOU ที่ลงนามกับบริษัท Baykar อินโดนีเซียและตุรกียังได้ลงนามข้อตกลงทั่วไปที่จะมีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดมากขึ้นในการพัฒนาวิทยาการป้องกันประเทศ MOU อื่นๆอีก 11ฉบับเกี่ยวข้องกับประเด็นต่างๆในภาคส่วนอื่น
ๆรวมถึงการศึกษา, สื่อ, และการเกษตร ประธานาธิบดีตุรกี Recep Tayyip Erdoğan ได้เข้าพบกับคู่หุ้นส่วนของเขา ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย Prabowo Subianto ณ ทำเนียบประธานาธิบดีอินโดนีเซียใน Bogor ในฐานะส่วนหนึ่งของการเดินทางเยือนทางการทูตที่มีมาแต่อดีตต่อภูมิภาค

MOU ต่อ Baykar ตุรกีผู้ผลิตอากาศยานไร้คนขับ UAV ได้ถูกลงนามโดยบริษัท Republikorp อินโดนีเซียด้านการป้องกันประเทศ ซึ่งเป็นเจ้าของผลงานที่เกี่ยวข้องกับบริษัทต่างๆในด้านการป้องกันประเทศรวมถึงกิจการด้านการบิน
Janes ได้ตรวจสอบยืนยันตั้งแต่นั้นมากับสำนักงานสื่อมวลชนและข้อมูลสารสนเทศของสำนักประธานาธิบดีอินโดนีเซียเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2025 ว่าไม่มีสัญญาสำหรับอากาศยานไร้คนขับ UAV ถูกลงนามในเหตุการณ์นี้

อินโดนีเซียเป็นที่ทราบว่าได้กำลังมองอากาศยานไร้คนขับ Bayraktar TB2(https://aagth1.blogspot.com/2022/03/bayraktar-tb2-uav.html) และอากาศยานไร้คนขับ Akinci
ที่เป็นอากาศยานรบไร้คนขับ(UCAV: Unmanned Combat Aerial Vehicle) ที่มีขีดความสามารถในการใช้อาวุธโจมตีได้ตั้งแต่ปี 2022 เป็นอย่างน้อย(https://aagth1.blogspot.com/2025/01/baykar-akinci-uav.html)

แหล่งข่าวซึ่งพูดคุยกับ Janes ณ งานแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์นานาชาติ Indo Defence 2022 ยืนยันการเจรจาระหว่างเจ้าหน้าที่ทางการอินโดนีเซียและ Baykar ตุรกีได้มีขึ้นเพื่อที่จะหารือความเป็นไปได้
ที่จะจัดซื้อจัดจ้างอากาศยานไร้คนขับ Bayraktar TB2 และอากาศยานไร้คนขับ Akinci(https://aagth1.blogspot.com/2023/07/akinci-uav.html, https://aagth1.blogspot.com/2022/10/akinci-uav.html)

Akinci เป็นอากาศยานรบไร้คนขับที่ติดอาวุธได้หลากหลายแบบรวมถึงขีปนาวุธอากาศสู่พื้นความเร็วเหนือเสียง Roketsan UAV-230 ที่มีระยะยิงที่ถึง 150km(https://aagth1.blogspot.com/2022/07/uav.html)
Janes ได้เคยรายงานก่อนหน้าในปี 2023 ว่าอินโดนีเซียยังได้ลงนามสั่งจัดหาอากาศยานไร้คนขับ Anka UAV จำนวน 12ระบบที่พัฒนาและผลิตโดยบริษัท Turkish Aerospace(TA) ตุรกีด้วยครับ(https://aagth1.blogspot.com/2023/08/anka-uav.html)