แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Military Industry of Thailand แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Military Industry of Thailand แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2569

Hanwha Ocean เกาหลีใต้ชี้เรือฟริเกตใหม่ของกองทัพเรือไทยมีขีดความสามารถการโจมตีภาคพื้นดินและต่อต้านระบบอากาศยานไร้คนขับ C-UAS

New Thai frigate programme points to land-attack-capable combatant





A computer-generated image of the frigate that has been offered by Hanwha Ocean to the Royal Thai Navy. (Hanwha Ocean/Royal Thai Navy)

เรือฟริเกตสมรรถนะสูงลำใหม่ในอนาคตของของกองทัพเรือไทย(RTN: Royal Thai Navy) จะมีขีดความสามารถที่จะดำเนินการปฏิบัติการโจมตีภาคพื้นดินและการต่อต้านระบบอากาศยานไร้คนขับ(C-UAS: Counter-Uncrewed Aerial System) ที่เพิ่มเติมจากการปฏิบัติภารกิจสงครามทางเรือต่างๆ
ภาพวาดที่สร้างจาก computer ที่ถูกมอบให้แก่ Janes โดยบริษัท Hanwha Ocean สาธารณรัฐเกาหลี มอบรายละเอียดแรกที่บ่งชี้ว่าความต้องการต่างๆสามารถดำเนินการนำมาปฏิบัติใช้ในแบบเรือฟริเกต Ocean-40F ที่ถูกเลือกโดยกองทัพเรือไทยได้อย่างไร

ในแถลงการณ์เมื่อวันที่ ๑๘ กันยายน พ.ศ.๒๕๖๙(2026) ยืนยันการเลือกบริษัท Hanwha Ocean ในฐานะผู้รับสัญญาหลักของโครงการจัดหาเรือฟริเกตใหม่ จำนวน ๑ลำของกองทัพเรือไทย(https://aagth1.blogspot.com/2026/09/hanwha-ocean.html)
กองทัพเรือไทยได้ร่างเค้าโครงข้อกำหนดความต้องการขีดความสามารถต่างๆตลอดทั้งภาคส่วนหลักทั้งสามมิติของสงครามทางเรือ สงครามต่อต้านเรือผิวน้ำ(ASuW: Anti-Surface Warfare), สงครามปราบเรือดำน้ำ(ASW: Anti-Submarine Warfare) และการป้องกันภัยทางอากาศ

กองทัพเรือไทยยังระบุว่าเรือฟริเกตสมรรถนะสูงลำใหม่จะมีขีดความสามารถในการปฏิบัติการโจมตีภาคพื้นดินต่างๆ, การต่อต้านระบบอากาศยานไร้คนขับต่างๆ, และการสนับสนุนการบัญชาการและควบคุม(command-and-control), 
เครือข่าย datalink, และการปฏิบัติการกองกำลังร่วม(joint-force) ต่างๆ ขีดความสามารถต่างๆเหล่านี้จะเพิ่มขยายตัวเลือกการโจมตีผิวน้ำและภาคพื้นดินของกองทัพเรือไทยอย่างมีนัยสำคัญ(https://aagth1.blogspot.com/2025/11/hanwha-ocean-40f.html)

ข้อกำหนดความต้องการต่างๆที่กำหนดโดยกองทัพเรือไทยปรากฏว่าสอดคล้องกับรูปแบบการจะวางที่ถูกแสดงในภาพวาดที่สร้างจาก computer ที่ถูกมอบให้แก่ Janes โดย Hanwha Ocean สาธารณรัฐเกาหลี
ภาพวาดแสดงถึงแบบเรือที่ถูกตรวจพบได้ต่ำมาใช้ในปืนเรือส่วนหน้าของเรือ, ชุดแท่นยิงแนวดิ่ง VLS(Vertical Launch System) ในตำแหน่งหน้าสะพานเดินเรือ, และแท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นต่อต้านเรือผิวน้ำ(ASM: anti‑ship missile) กลางลำเรือ

อย่างไรก็ตามทั้ง Hanwha Ocean สาธารณรัฐเกาหลี และกองทัพเรือไทยไม่ได้ระบุแบบของอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศและอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นที่ถูกนำมาติดตั้งกับเรือฟริเกตสมรรถนะสูงใหม่
ภาพวาดยังแสดงช่องเปิดขนาดเล็กกว่าจำนวนหลายช่อง, สายอากาศการสื่อสารต่างๆ, และอุปกรณ์ตรวจจับ electro-optical ต่างๆ กระจายโดยรอบเสากระโดงเรือ(mast)และดาดฟ้ายก(superstructure)

ส่วนตัวด้านหน้าก่อนจะถึงห้องบังคับการเรือ(wheelhouse) เป็นแท่นยกขึ้นมา(pedestal) ที่สามารถรองรับแท่นยิงระบบป้องกันระยะประชิด(CIWS: Close-In Weapon System) และตัวทำลาย(effector) แบบไม่ใช่พลังงานจลน์สำหรับการต่อต้านระบบอากาศยานไร้คนขับ UAS
ในส่วนท้ายของเรือมีดาดฟ้าบินที่มีขนาดรองรับเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทางทะเลขนาดกลางและสิ่งที่ปรากฎว่าน่าจะเป็นโรงเก็บอากาศยานที่รองรับเฮลิคอปเตอร์หรืออากาศยานไร้คนขับได้สองเครื่อง

กองทัพเรือไทยได้ให้รายละเอียดแหล่งที่มาของระบบต่างๆที่จะได้รับการติดตั้งบนเรือฟริเกตใหม่ของตนรวมถึง อาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ อาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นต่อต้านเรือผิวน้ำ และระบบป้องกันระยะประชิด CIWS จากบริษัท MBDA ฝรั่งเศส,
ปืนหลักปืนเรือ 76mm จากบริษัท Leonardo อิตาลี, ปืนรองปืนกล 30mm จากบริษัท MSI-Defence Systems สหราชอาณาจักร, แท่นยิง torpedo เบาปราบเรือดำน้ำจากบริษัท SEA สหราชอาณาจักร,

3D AESA(Active Electronically Scanned Array) radar จากบริษัท HENSOLDT เยอรมนี, ระบบ radar ควบคุมการยิง(FCR: Fire-Control Radar) ระบบติดตามเป้าหมาย Electro-Optronic และ sonar ลากท้ายจากบริษัท Chess Dynamics สหราชอาณาจักร,
sonar ตัวเรือ และ sonar สกัดกั้นจากบริษัท ELAC SONAR เยอรมนี, ระบบตรวจจับการแพร่สัญญาณไฟฟ้า(ESM: Electronic Support Measures) radar และการสื่อสารจากบริษัท ELT Group อิตาลี, และแท่งยิงเป้าลวงจากบริษัท Lacroix ฝรั่งเศสครับ

วันเสาร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2569

DTI ไทยส่งมอบปืนเล็กสั้น MI-5 5.56x45mm ที่ผลิตในไทยแก่กองทัพไทย

DTI delivers 5.56x45 mm carbines to the Thai military











Emtan MZ-4, assessed by Janes as the basis for Thailand's new MI-5 carbine. (DTI)



เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (DTI) จัดพิธีส่งมอบอาวุธปืนเล็กสั้น ขนาด 5.56 มิลลิเมตร ให้กับกองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ เพื่อนำไปใช้งานในภารกิจด้านความมั่นคง 
โดยมี พลเอก ดร. ชรัติ อุ่มสัมฤทธิ์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ เป็นผู้ส่งมอบ และได้รับเกียรติจาก พลเอก นภนต์ สร้างสมวงษ์ ประธานกรรมการสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ พลเอก พอพล มณีรินทร์  อดีตประธานกรรมการสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ พลเอก กู้เกียรติ ศรีนาคา ที่ปรึกษาสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ 
พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูง ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ ศูนย์การทหารราบ ค่ายธนะรัชต์ อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
ภายในงาน เจ้าหน้าที่จากบริษัท อุตสาหกรรมผลิตอาวุธ จำกัด (WMI) และ ทีมยิงปืนทางยุทธวิธีกองทัพบก ทำการสาธิตการยิงทางยุทธวิธี เพื่อแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพและขีดความสามารถของอาวุธปืน สะท้อนความพร้อมในการนำไปใช้งานในสถานการณ์จริงของหน่วยผู้ใช้งาน
สำหรับอาวุธปืนเล็กสั้น ขนาด 5.56 มิลลิเมตร ดังกล่าว เป็นผลงานของ บริษัท อุตสาหกรรมผลิตอาวุธ จำกัด (WMI) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนของ DTI เป็นปืนเล็กสั้นจู่โจมตระกูล AR-15 ใช้กระสุนมาตรฐาน 5.56×45 มิลลิเมตร ความยาวลำกล้อง 11.5 และ 14.5 นิ้ว ขับเคลื่อนด้วยระบบ Direct Gas Impingement System (DGIS) 
โดดเด่นด้วยโครงปืนส่วนบนแบบ Monolithic ที่เพิ่มความแข็งแรงและความสมดุลในการใช้งาน พร้อมกระโจมมือระบบ M-LOK ที่มีน้ำหนักเบา รองรับการติดตั้งอุปกรณ์เสริมได้อย่างหลากหลาย ตอบโจทย์การปฏิบัติภารกิจของกำลังพลในยุคปัจจุบัน
การส่งมอบในครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการนำอาวุธปืนเล็กสั้นของบริษัท อุตสาหกรรมผลิตอาวุธ จำกัด (WMI) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนของ DTI ไปใช้งานจริงกับหน่วยผู้ใช้ในสังกัดกระทรวงกลาโหม แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และการเสริมสร้างความพร้อมด้านยุทโธปกรณ์ ตลอดจนสนับสนุนการพึ่งพาตนเองในด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของประเทศไทย อย่างเป็นรูปธรรม

สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ สปท. DTI(Defence Technology Institute) ไทยได้ประกาศการส่งมอบปืนเล็กสั้นขนาด 5.56x45mm ที่ผลิตโดยบริษัท อุตสาหกรรมผลิตอาวุธ จำกัด(WMI: Weapons Manufacture Industries Co., Ltd.) ไทยแก่เหล่าทัพต่างๆของไทย
WMI ไทยเป็นกิจการร่วมค้า(JV: Joint Venture) ที่มีส่วนระหว่าง DTI ไทย และบริษัท สหพิพัฒนกิจ จำกัด(SAHAPIPATTHANAKIJ COMPANY LIMITED) ไทย และบริษัท Emtan Karmiel อิสราเอลผู้ออกแบบและผลิตอาวุธปืน

ใน post ที่เผยแพร่ในสื่อสังคมในช่วงต้นเดือนกันยายน พ.ศ.๒๕๖๙(2026) DTI ไทยกล่าวว่าปืนเล็กสั้นขนาด 5.56x45mm ได้ถูกส่งมอบให้แก่กองบัญชาการกองทัพไทย(RTARF HQ: Royal Thai Armed Forces Headquarters), กองทัพบกไทย(RTA: Royal Thai Army), กองทัพเรือไทย(RTN: Royal Thai Navy), และกองทัพอากาศไทย(RTAF: Royal Thai Air Force)
ถูกกำหนดแบบว่าเป็นปืนเล็กสั้นจู่โจม MI-5 มีรุ่นความยาวลำกล้อง 11.5" และ 14.5" และทำงานด้วยระบบก๊าซ Direct Gas Impingement System(DGIS) แต่ไม่มีการให้รายละเอียดต่างๆเกี่ยวกับคุณลักษณะทางสมรรถนะหรือจำนวนปืนที่ถูกส่งมอบว่ามีกี่กระบอกสำหรับแต่ละหน่วย

Janes ประเมินจากชุดภาพการส่งมองเมื่อวันที่ ๓ กันยายน พ.ศ.๒๕๖๙ ณ ณ ศูนย์การทหารราบ ค่ายธนะรัชต์ อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่เผยแพร่โดย DTI ไทยตั้งข้อสังเกตุว่าปืนเล็กสั้น MI-5 มีพื้นฐานจากปืนเล็กยาวจู่โจม MZ-4 ขนาด 5.56x45mm ของบริษัท Emtan อิสราเอล(https://aagth1.blogspot.com/2024/05/first-win-4x4-atv-mi-47-mi-9.html)
ปืนเล็กยาว MZ-4 มีพื้นฐานจากปืนเล็กยาวจู่โจมตระกูล AR-15 มีลำกล้องขนาด 14.5" และทำงานด้วยระบบก๊าซ DGIS ตามข้อมูลจาก Emtan อิสราเอล มีน้ำหนัก 3.2kg เมื่อไม่บรรจุซองกระสุน และมีความยาวรวม 780mm เมื่อพับพานฐาน และยาว 860mm เมื่อยืดพานท้าย ใช้ซองกระสุนมาตรฐาน STANAG ความจุกระสุน ๓๐นัด และมีวงรอบอัตราการยิงที่ ๗๕๐-๙๕๐นัดต่อนาที

ปืนเล็กยาว MZ-4 มีรางติดอุปกรณ์เสริม MIL-STD-1913 Picatinny เต็มตลอดความยาวโครงปืนส่วนบน และกระโจมมือระบบ M-LOK ทำให้สามารถติดกล้องช่วยเล็ง, อุปกรณ์ช่วยเล็ง, ด้ามจับด้านหน้า, ไฟฉายอาวุธ, สิ่งอุปกรณ์เสริมสำหรับภารกิจเฉพาะอื่นๆต่างๆได้
การประกาศมีขึ้นตามข้อตกลงในเดือนสิงหาคม พ.ศ.๒๕๖๕(2022) ระหว่าง Emtan อิสราเอลและ DTI ไทยในการจัดตั้งขีดความสามารถการผลิตและประกอบอาวุธปืนขนาดเล็กในไทย สนับสนุนการผลิตภายในประเทศไทยของบริษัทผลิตอาวุธปืนของอิสราเอล

ก่อนหน้านี้บริษัท Israel Weapon Industries(IWI) อิสราเอลในเครือบริษัท SK Group อิสราเอลกล่าวกับ Janes ว่าตนกำลังทำการตลาดระบบกลไกการยิงควบคุมด้วย computer สำหรับอาวุธปืนประจำกายขนาดเล็กแบบ Arbel แก่หลายประเทศทั่วภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก
Doron Korol รองประธานฝ่ายการตลาดและการขายเอเชีย-แปซิฟิกของ SK Group อิสราเอลกล่าวกับ Janes ในเดือนธันวาคม 2025 ว่าบริษัท IWI อิสราเอลยังอยู่ในการเจรจากับไทย(https://aagth1.blogspot.com/2026/02/iwi-arbel.html) โดยกองทัพไทยได้มีการจัดหาอาวุธปืนประจำกายแบบต่างๆจาก IWI อิสราเอลไปแล้วหลายแบบก่อนหน้า

รวมถึงปืนเล็กยาวจู่โจมรูปทรง bullpup แบบ Tavor TAR-21 และปืนเล็กสั้น bullpup แบบ X95, ปืนเล็กยาวจู่โจม Galil ACE-N 23, และปืนเล็กกล Negev เป็นต้น ระหว่างนิทรรศการแสดงยุทโธปกรณ์และเทคโนโลยีป้องกันประเทศ Defense & Security 2025 ที่อาคาร Challenger Hall 1-2 ศูนย์จัดแสดงสินค้า IMPACT เมืองทองธานี นนทบุรี ประเทศไทย ระหว่างวันที่ ๑๐-๑๓ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๖๘(2025)
ระบบควบคุมการยิงอาวุธด้วย computer แบบ Arbel ได้ถูกเห็นติดตั้งกับปืนเล็กยาวจู่โจมหลายขนาดลำกล้อง ARAD ของ IWI อิสราเอล ซึ่ง Korol กล่าวกับว่าไทยอาจจะเป็นลูกค้ารายแรกในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกที่ใช้ระบบ Arbel นี้ "ผมเชื่อว่าไทยจะจัดหาระบบ Arbel ในปี 2026" Korol กล่าวว่าระบบ Arbel ได้ถูกใช้งานโดยกองทัพต่างๆในชาติตะวันตกแล้วแต่ไม่ได้ให้รายละเอียดครับ  

วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2569

กองทัพเรือไทยเลือก Hanwha Ocean เกาหลีใต้เป็นผู้ชนะโครงการจัดหาเรือฟริเกตใหม่ ๑ลำ

Hanwha Ocean Selected as Preferred Bidder for Thailand’s Next-Generation Frigate Program

Artist impression of the design selected for Thailand’s Next-Generation Frigate Program. (Hanwha Ocean)


Hanwha Ocean OCEAN-40F frigate design on display at Defense & Security 2025 in Bangkok, Thailand. (Naval News)

บริษัท Hanwha Ocean สาธารณรัฐเกาหลี ภายใต้การนำโดย Kim Hee-cheul ประธานและผู้อำนวยการบริหาร ได้ถูกเลือกในฐานะผู้เข้าแข่งขันที่พึ่งประสงค์สำหรับโครงการจัดหาเรือฟริเกตใหม่ จำนวน ๑ลำของกองทัพเรือไทย(RTN: Royal Thai Navy) ตามเอกสารที่เผยแพร่โดยสำนักงานจัดหายุทโธปกรณ์ทหารเรือ สยป.ทร.(NAMO: Naval Acquisition Management Office) เมื่อวันที่ ๘ กันยายน พ.ศ.๒๕๖๙(2026)
โครงการจัดหาเรือฟริเกต โดยวิธีคัดเลือก นั้น การจ้างสร้างเรือฟริเกต จำนวน ๑ ลำ ผู้ได้รับการคัดเลือก ได้แก่ บริษัท Hanwha Ocean Co., Ltd. โดยเสนอราคา เป็นเงินทั้งสิ้น ๑๖,๗๓๐,๐๐๐,๐๐๐บาท($508,202,023)(https://www.navy.mi.th/procurement-result/9125)

บริษัท Hanwha Ocean กล่าวในสื่อประชาสัมพันธ์ของตนที่เผยแพร่ตามว่าเมื่อวันที่ ๙ กันยายน พ.ศ.๒๕๖๙(https://www.hanwha.co.kr/newsroom/media_center/news/news_view.do?seq=16255) ว่า "การคัดเลือกเป็นก้าวย่างทางขั้นตอนกระบวนการที่นำไปสู่การหารือในแง่รายละเอียดเฉพาะ 
รวมถึงรายละเอียดคุณลักษณะทางเทคนิคต่างๆและขอบเขตของโครงการ ก่อนหน้าการลงนามสัญญาขั้นสุดท้าย Hanwha Ocean สาธารณรัฐเกาหลีจะดำเนินการเจรจารายละเอียดต่างๆกับกองทัพเรือไทย และเงื่อนไขสัญญาสุดท้ายจะถูกกำหนดโดยผลลัพธ์ของการเจรจาต่างๆเหล่านั้น"

"ด้วยการถูกเลือกในฐานะผู้เข้าแข่งขันที่พึ่งปรารถนา บริษัท Hanwha Ocean วางแผนที่จะเสริมสร้างแข็งแกร่งรากฐานการจัดตั้งสำหรับความร่วมมือการป้องกันประเทศทางเรือรบระยะยาวกับไทยขณะที่เดินหน้าที่ขยายความเป็นไปได้ทางธุรกิจในตลาดเรือรบผิวน้ำทั่วโลกรวมถึงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระหว่างการเจรจารายละเอียดต่างๆที่กำลังจะมีขึ้น บริษัท Hanwha Ocean ตั้งใจที่จะประสานงานเงื่อนที่จำเป็นต่างๆอย่างรอบคอบเพื่อสร้างความมั่นใจว่าโครงการจะดำเนินการปฏิบัติได้อย่างน่าเชื่อถือและสร้างเรือรบที่เป็นที่พอใจสำหรับทั้งกองทัพเรือไทยและ Hanwha Ocean สาธารณรัฐเกาหลี

"ผ่านขั้นตอนนี้ บริษัท Hanwha Ocean มุ่งเป้าที่จะได้รับเงื่อนไขสัญญาที่เหมาะสมที่สุดที่เพิ่มการแข่งขันได้และประสิทธิภาพของโครงการต่อเรือรบของตนอย่างถึงขีดสุด กองทัพเรือไทยได้แถลงก่อนหน้าในเอกสารแจ้งต่อสาธารณะว่ากองเรือไทยได้เสนอวงเงิน ๑๖.๗๓ พันล้านบาทหรือประมาณ 683.3 billion Korean Won สำหรับการสร้างเรือฟริเกต ๑ลำ และการสนับสนุนการส่งกำลังบำรุงแบบบูรณาการ
Hanwha Ocean สาธารณรัฐเกาหลีได้แข่งขันในโครงการเรือฟริเกตของกองทัพเรือไทยกับบริษัทอุตสาหกรรมป้องกันประเทศต่างๆจากสเปน, สิงคโปร์, ตุรกี และประเทศอื่นๆ บริษัทได้ถูกเลือกในฐานะผู้เข้าแข่งขันที่พึ่งประสงค์ตามความแข็งแกร่งของประสบการณ์ความสำเร็จของตนในการส่งมอบเรือฟริเกตลำแรก"

"คือเรือฟริเกตเรือหลวงภูมิพลอดุยเดช(https://aagth1.blogspot.com/2026/08/rtn-27aug2026.html) แก่กองทัพเรือไทยในปี พ.ศ.๒๕๖๑(2018) รวมถึงความเชี่ยวชาญการสร้างเรือรบที่บริษัท Hanwha Ocean สั่งสมมา(https://aagth1.blogspot.com/2026/08/kddx.html)
การสนับสนุนเชิงรุกจากกระทรวงกลาโหมสาธารณรัฐเกาหลี, สำนักงานโครงการจัดหากลาโหม(DAPA: Defense Acquisition Program Administration) สาธารณรัฐเกาหลี, และกองทัพเรือสาธารณรัฐเกาหลี(RoKN: Republic of Korea Navy) ยังมีส่วนช่วยในการได้รับการถูกเลือก"

"ความเชื่อถือระหว่างสองชาติราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐเกาหลีถูกสร้างผ่านการแลกเปลี่ยนทางกลาโหมที่ยั่งยืนที่ยังถูกใช้ในฐานะรากฐานสำหรับความก้าวหน้าของโครงการ สิ่งต่างๆเหล่านี้เหล่านี้รวมถึงการแลกเปลี่ยนและการหารือระดับทวิภาคีของกองทัพเรือทั้งสองชาติ,
การเดินทางเยือนไทยโดยหมู่เรือฝึกต่างประเทศ(Cruise Training Task Group) ของกองทัพเรือสาธารณรัฐเกาหลี(https://aagth1.blogspot.com/2026/07/blog-post.html) และการฝึกผสมนานาชาติ Cobra Gold(https://aagth1.blogspot.com/2026/02/amphibex-cobra-gold-2026.html)" บริษัท Hanwha Ocean กล่าวในสื่อประชาสัมพันธ์ของตน

ตามที่ Naval News รายงานก่อนหน้านี้การแข่งโครงการจัดหาเรือฟริเกตใหม่ของกองทัพเรือไทยมีผู้เข้าแข่งขันจาก ASFAT รัฐวิสาหกิจอู่ต่อเรือตุรกี, Hanwha Ocean สาธารณรัฐเกาหลี, บริษัท HD Hyundai Heavy Industries(HHI) สาธารณรัฐเกาหลี, บริษัท Navantia สเปน, บริษัท ST Engineering Marine สิงคโปร์, และบริษัท TAIS Shipyards ตุรกี
ตามที่ Naval News รายงานระหว่างนิทรรศการแสดงยุทโธปกรณ์และเทคโนโลยีป้องกันประเทศ Defense & Security 2025 ที่ IMPACT เมืองทองธานี กรุงเทพฯ ประเทศไทย ระหว่างวันที่ ๑๐-๑๓ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๖๘(2025)(https://aagth1.blogspot.com/2025/12/blog-post.html)

รูปแบบของแบบเรือฟริเกต Ocean-40F ของ Hanwha Ocean สาธารณรัฐเกาหลีสำหรับกองทัพเรือไทยนั้นแตกต่างออกไปจากปกติ เป็นครั้งแรกที่อู่เรือสาธารณรัฐเกาหลีเป็นหุ้นส่วนจะผู้ผลิตระบบการป้องกันประเทศชั้นนำต่างๆของยุโรป(https://aagth1.blogspot.com/2025/11/hanwha-ocean-40f.html) ระหว่างงาน Defense & Security 2025 
บริษัท Hanwha Ocean ได้ลงนามลงนามบันทึกความเข้าใจ(MoU: Memorandum of Understanding) กับบริษัท Naval Group ฝรั่งเศสเพื่อจะทำหน้าที่เป็นผู้บูรณาการระบบอำนวยการรบ(CMS: Combat Management System) และระบบตรวจจับต่างๆ และบริษัท MBDA ยุโรปสำหรับการบูรณาการะบบอาวุธต่างๆ

ความเป็นหุ้นส่วนนี้ส่งมอบขีดความสามารถการโจมตีที่มีศูนย์กลางบนอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นต่อต้านเรือผิวน้ำแบบ MBDA Exocet MM40 Block 3C ซึ่งให้ขีดความสามารถทั้งการโจมตีที่ระยะเหนือเส้นขอบฟ้าและการโจมตีเป้าหมายชายฝั่ง
บริษัท Hanwha Ocean ยังได้ลงนามลงนามบันทึกความเข้าใจ MoU กับบริษัท Cohort Group สหราชอาณาจักร รวมถึงความร่วมมือเกี่ยวกับระบบ Sonar ต่างๆ, แท่นยิง torpedo เบาปราบเรือดำน้ำ SEA Torpedo Launcher System(TLS), ระบบตรวจการณ์, ระบบชี้เป้าหมาย และระบบควบคุมการยิงต่างๆ เช่นเดียวระบบจัดการการสื่อสารต่างๆ

บนพื้นฐานจากแบบจำลองเรือฟริเกต Ocean-40F ที่ถูกจัดแสดงในงาน Defense & Security 2025 และชุดภาพล่าสุดที่ถูกเผยแพร่ในสัปดาห์ที่สองของเดือนกันยายน ๒๕๖๙ โดย Hanwha Ocean สาธารณรัฐเกาหลี เรือฟริเกตใหม่ในอนาคตของกองทัพเรือไทยน่าจะติดตั้งด้วยระบบตรวจจับต่างๆ รวมถึง
radar แบบ HENSOLDT TRS-4D, ระบบควบคุมการยิง Chess Dynamics Sea Eagle FCRO(Fire Control Radar Optical) และ SeaEagle FCEO-D(Fire Control Electro-Optical Digital), ระบบตรวจจับการแพร่สัญญาณไฟฟ้า(ESM: Electronic Support Measures) radar ทางยุทธวิธีแบบ L3Harris ES-3601 R-ESM

การป้องกันภันทางอากาศของเรือฟริเกต Ocean-40F กองทัพเรือไทยถูกมอบให้โดยแท่นยิงแนวดิ่ง VLS(Vertical Launch System) 16-cell ๑๖ท่อยิงติดตั้งด้วยอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ MBDA VL MICA NG ๑๖นัด และแท่นยิงอาวุธปล่อนำวิถีพื้นสู่อากาศ MBDA SIMBAD RC สองแท่นยิงที่ด้าหน้าและด้านหลังเรือเสริมขีดความสามารถการป้องกันภัยทางอากาศระยะประชิดเพิ่มเติม
ชุดระบบอาวุธรวมถึงปืนเรือ Leonardo 76mm/62 และแท่นยิง remote(RWS: Remote Weapon Station) DS-30 Mk2 สองแท่นสำหรับปืนกล 30mm ที่ถูกใช้ในแบบทวิประสงค์ทั้งสงครามต่อต้านเรือผิวน้ำตามแบบและภัยคุกคามแบบอสมมาตรต่างๆที่อุบัติขึ้น เรือฟริเกต Ocean-40F ยังปรากฎที่จะติดตั้งแท่งยิงเป้าลวง Lacroix SYLENA สี่แท่นยิงด้วย

หนึ่งในภาพวาดสร้างจาก computer ที่บริษัท Hanwha Ocean เผยแพร่ล่าสุดยังแสดงเฮลิคอปเตอร์ไร้คนขับตรวจการณ์ชี้เป้าแบบที่๑ ฮร.ตช.๑ Schiebel Camcopter S-100 VTOL UAV(Vertical Take-Off and Landing Unmanned Aerial Vehicle) ที่ประจำการในฝูงบิน๑๐๔ กองบิน๑ กองการบินทหารเรือ กบร.(RTNAD: Royal Thai Naval Air Division) และยานผิวน้ำไร้คนขับ(USV: Unmanned Surface Vehicle) แบบหนึ่งแล่นควบคู่ไปกับเรือฟริเกต Ocean-40F 
ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่าระบบไร้คนขับต่างๆเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงที่กำลังมีขึ้นหรือไม่ บนพื้นฐานจาก MoU ที่ลงนามไปก่อนหน้าสันนิษฐานว่าระบบอำนวยการรบ CMS ของเรือคือ SETIS ของ Naval Group ฝรั่งเศส รายละเอียดต่างๆเพิ่มเติมน่าจะมีขึ้นเมื่อไทยลงนามสัญญาจัดหาอย่างเป็นทางการหลังกองทัพเรือไทยแถลงผลการพิจารณาคัดเลือกโครงการจัดหาเรือฟริเกตในวันที่ ๑๘ กันยายน พ.ศ.๒๕๖๙ ครับ

วันศุกร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2569

กองทัพเรือไทยทำพิธีวางกระดูกงูเรือน้ำมันใหม่ ณ อู่เรือ TINDY ไทย








The Royal Thai Navy (RTN) held keel laying ceremony of the new Oil Tanker replenishment ship at Thai International Dockyard Co., Ltd (TINDY)'s shipyard in Tambon Taiban, Amphur Muang, Samutprakarn Province, Thailand, on 1 September 2026. (Royal Thai Navy)



ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธานในพิธีวางกระดูกงูเรือน้ำมัน เพื่อสนับสนุนภารกิจในการส่งกำลังบำรุง และส่งเสริมศักยภาพอุตสาหกรรมการต่อเรือ ภายในประเทศ 
เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 พลเรือเอก ไพโรจน์  เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธานในพิธีวางกระดูกงูเรือน้ำมัน ณ อู่ต่อเรือบริษัท ไทยอินเตอร์เนชั่นแนล ด๊อคยาร์ด จำกัด ตำบลท้ายบ้าน อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ

สำหรับการจัดหาเรือน้ำมันในครั้งนี้  เพื่อทดแทนเรือน้ำมันที่กำลังจะปลดประจำการ ในกองเรือยกพลขึ้นบกและยุทธบริการ กองเรือยุทธการ  โดยมีภารกิจในการสนับสนุน เตรียมกำลังสำหรับปฏิบัติการยุทธสะเทินน้ำสะเทินบก การลำเลียงและการสนับสนุมการส่งกำลังบำรุง  
ซึ่งต้องใช้เรือที่มีคุณลักษะเฉพาะที่ออกแบบมาสำหรับการสนับสนุนการส่งกำลังเชื้อเพลิงให้กับทางกองทัพเรือ สนับสนุนการสูบถ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงให้กับเรือที่ต้องเข้ารับการซ่อมทำ เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายจากเหตุเพลิงไหม้ การช่วยเหลือบรรเทาสาธารภัย การช่วยเหลือประชาชนและการปฏิบัติภารกิจอื่นๆ  

สำหรับคุณลักษณะที่สำคัญของเรือน้ำมันลำนี้ คือ มีระวางบรรทุกน้ำมันดีเซลหมุนเร็วไม่น้อยกว่า 1,000 กิโลลิตร  ส่งน้ำมันเชื้อเพลิงได้ไม่น้อยกว่า 70 กิโลลิตรต่อชั่วโมง  สามารถส่งน้ำมันให้แก่เรือของกองทัพเรือได้ทุกประเภท  มีระยะปฏิบัติการไม่น้อยกว่า 4,000 ไมล์ทะเล  ทำความเร็วสูงสุดได้ไม่น้อยกว่า 12 นอต  
ปฏิบัติการต่อเนื่องในทะเลได้ไม่น้อยกว่า 7 วัน  มีความคงทนทะเลเมื่อบรรทุกเต็มที่ไม่น้อยกว่าระดับ 4 (Sea State 4)  สามารถรับ - ส่ง น้ำมันระหว่างเรือกับเรือขณะเรือเดินได้ในสภาวะทะเลไม่น้อยกว่าระดับ 3 (Sea State 3)

ทั้งนี้ พิธีวางกระดูกงูเรือถือว่าเป็นพิธีสำคัญพิธีแรกในการสร้างเรือ และได้ปฏิบัติสืบต่อเนื่องกันมาอย่างยาวนานนับตั้งแต่สมัยโบราณ ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2525 คำว่า “กระดูกงู” หมายถึง ตัวไม้หรือเหล็กที่ทอดตลอดลำเรือสำหรับตั้งกง ซึ่งพิธีวางกระดูกงูเรือของแต่ละชาติอาจจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับความเชื่อของแต่ละชาติ
ในส่วนของราชนาวีไทยพิธีวางกระดูกงูเรือ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างเรือที่จะก่อให้เกิดความสวัสดีมีชัยและความวัฒนาถาวรให้แก่เรือ และยังถือว่าเป็นการอัญเชิญแม่ย่านางเรือให้เข้าสถิตแก่เรืออีกด้วย ซึ่งมีการประกอบพิธีวางกระดูกงูเรือมาตั้งแต่สมัยเรือรบที่สร้างตัวเรือด้วยไม้ ต่อมาได้เปลี่ยนการสร้างจากตัวเรือไม้มาเป็นตัวเรือเหล็ก 
โดยเรือรบที่สร้างด้วยเหล็กและมีการทำพิธีวางกระดูกงูเป็นครั้งแรกคือ เรือหลวงสัตหีบ เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499 โดยกรมอู่ทหารเรือเป็นผู้สร้าง ในพิธีก็จะประกอบไปด้วย พิธีทางศาสนาพุทธ พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ พิธีพราหมณ์ประกอบการบูชาฤกษ์ การเจิมกระดูกงู คล้องพวงมาลัย แล้วทำพิธีวางกระดูกงู โดยใช้ค้อนตอกย้ำหมุดตัวแรกหรือกดปุ่มสวิตซ์ทำการประสานกระดูกงูด้วยไฟฟ้า เป็นต้น

สำหรับโครงการสร้างเรือน้ำมันครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญของกองทัพเรือในการสนับสนุนและส่งเสริม ศักยภาพอุตสาหกรรมต่อเรือของไทย ตลอดจนการพึ่งพาขีดความสามารถของคนไทยในการออกแบบและก่อสร้างเรือ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางทะเลและขีดความสามารถของประเทศ
กองประชาสัมพันธ์
สำนักงานเลขานุการกองทัพเรือ

กองทัพเรือไทย(RTN: Royal Thai Navy) ได้ทำพิธีวางกระดูกงูเรือน้ำมันลำใหม่ โดยมีผู้บัญชาการทหารเรือไทย พลเรือเอก ไพโรจน์  เฟื่องจันทร์ เป็นประธานในพิธี ณ อู่เรือของบริษัท ไทยอินเตอร์เนชั่นแนล ด๊อคยาร์ด จำกัด(TINDY: Thai International Dockyard Co., Ltd) ไทย ในตำบลท้ายบ้าน อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ประเทศไทยเมื่อวันที่ ๑ กันยายน พ.ศ.๒๕๖๙(2026)
อู่เรือบริษัท TINDY ไทยเป็นกิจการในเครือกลุ่มบริษัท SC Group ไทยที่ดำเนินธุรกิจการต่อเรือและซ่อมทำเรือมาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๓๔(1991) โดยกองทัพเรือไทยได้ทำการลงนามสัญญาดำเนินการจ้างสร้างเรือน้ำมัน จำนวน ๑ ลำกับบริษัท Thai International Dockyard ไทย โดยวิธีคัดเลือก วงเงินรวมทั้งสิ้น ๔๓๔,๖๓๔,๐๐๐บาท($13,198,726) เมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม พ.ศ.๒๕๖๙

เรือน้ำมันใหม่ ๑ลำที่มีกำหนดจะส่งมอบให้แก่กองทัพเรือไทยในปี พ.ศ.๒๕๗๑(2028) มีวัตถุประสงค์เพื่อทดแทนเรือน้ำมัน เรือหลวงจุฬา(ลำที่๓) ที่ต่อโดยบริษัท Singmarine Shipyard สิงคโปร์ ที่ขึ้นระวางประจำการมาตั้งแต่วันที่ ๓๐ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๒๓(1980) ที่มีอายุการใช้งานมากกว่า ๔๕ปี และมีกำหนดที่จะถูกปลดระวางประจำการภายในปี พ.ศ.๒๕๗๐(2027)
เรือน้ำมันใหม่ความยาวเรือ 65m ที่ต่อโดย TINDY ไทยจะติดตั้งระบบขับเคลื่อนเครื่องจักรใหญ่ดีเซล Cummins สหรัฐฯ กำลัง 1007kw สองเครื่อง และเครื่องยนต์ดีเซลขับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า MAN Lindenberg เยอรมนี กำลัง 375kw สองเครื่อง ทำความเร็วได้ 12knots และมีกำลังพลประจำเรือ ๔๕นาย โครงการจัดหาเรือน้ำมันเป็นเครื่องยืนยันถึงการสนับสนุนอุตสาหกรรมต่อเรือไทยที่ยาวนานต่อเนื่องของกองทัพเรือไทยครับ

วันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2569

เรือหลวงภูมิพลอดุลยเดชและเรือหลวงจักรีนฤเบศรกองทัพเรือไทยทำการฝึกกองเรือปฏิบัติการเฉพาะกิจ ๒๕๖๙
















Formation of CVH-911 HTMS Chakri Naruebet helicopter carrier; FFG-471 HTMS Bhumibol Adulyadej guided missile frigate; and FFG-455 HTMS Chao Phraya, FFG-456 HTMS Bangpakong,  and FFG-458 HTMS Saiburi, the Chao Phraya-class frigate; LPD-791 HTMS Angthong landing platform dock (LPD); and Chaiseri upgraded AAV7A1 RAM/RS and AWAVs 8x8 of Royal Thai Marine Corps (RTMC) as part of the Royal Thai Navy (RTN) Operational Task Force Fleet exercise in Gulf of Thailand and at the Naval Training Field No. 15, in Hat Yao, Sattahip district, Chonburi province, Thailand on 27 August 2026. (Royal Thai Navy)







"ยิงลูกปืนหมดตามแผน เป้าหมายถูกทำลาย"
ในวันนี้ (27 สิงหาคม 2569) เรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช (FFG-471) เรือฟริเกตสมรรถนะสูงของกองทัพเรือ ได้ออกเรือปฏิบัติภารกิจฝึกยิงเป้าหมายพื้นน้ำ ในการฝึกกองเรือปฏิบัติการเฉพาะกิจ

วันนี้ ( 27 สิงหาคม 2569  )  นายอนุทิน  ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเดินทางไปตรวจเยี่ยมการฝึกกองเรือปฏิบัติการเฉพาะกิจ บริเวณอ่าวไทยตอนบนและสนามฝึกกองทัพเรือหมายเลข 15 (หาดยาว) อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เพื่อรับทราบการเตรียมกำลังและความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจตามนโยบายผู้บัญชาการทหารเรือ 
ซึ่งกำหนดให้ปี 2569 เป็น “ปีแห่งความพร้อมรบของกองทัพเรือ” โดยมี  พลเรือเอกไพโรจน์  เฟื่องจันทร์  ผู้บัญชาการทหารเรือ  ให้การต้อนรับ
การตรวจเยี่ยมครั้งนี้ได้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของกองทัพเรือทั้งด้านองค์บุคคล องค์วัตถุ และองค์ยุทธวิธี ตลอดจนการบูรณาการกำลังทางเรือ กำลังทางอากาศ หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน หน่วยสงครามพิเศษทางเรือ และระบบบัญชาการควบคุม ให้สามารถปฏิบัติภารกิจร่วมกันได้อย่างสอดประสานและมีประสิทธิภาพ
โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรี ได้ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติการบนเรือหลวงจักรีนฤเบศร รับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์และแนวความคิดการใช้กำลัง ชมการยิงสนับสนุนฝั่งด้วยปืนใหญ่เรือ ตลอดจนการสาธิตการใช้ยานไร้คนขับ การฝึกดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาแนวความคิดในการใช้เรือหลวงจักรีนฤเบศรในลักษณะ “UXV Carrier” 
เพื่อเป็นฐานบัญชาการ ควบคุม และสนับสนุนการปฏิบัติการของระบบไร้คนขับในหลายมิติ ทั้งการลาดตระเวน เฝ้าตรวจ ค้นหา และชี้เป้า ช่วยเพิ่มระยะและความต่อเนื่องในการปฏิบัติการ ลดความเสี่ยงต่อกำลังพล และเสริมประสิทธิภาพให้แก่กำลังรบหลักของกองทัพเรือ 
ระบบไร้คนขับบางส่วนที่นำมาใช้ในการฝึกครั้งนี้เป็นผลงานวิจัยและพัฒนาของนักวิจัยกองทัพเรือ ซึ่งนำองค์ความรู้และประสบการณ์จากการปฏิบัติงานจริงมาพัฒนาให้สอดคล้องกับความต้องการทางยุทธการ การทดลองใช้งานในสภาพการฝึกจริงจะนำไปสู่การปรับปรุงและต่อยอดระบบให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สอดคล้องกับแนวทางส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและเพิ่มขีดความสามารถในการพึ่งพาตนเอง
สำหรับเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งเป็นเรือฟริเกตสมรรถนะสูงและหนึ่งในกำลังรบหลักของกองทัพเรือ ได้เข้าร่วมการฝึกครั้งนี้อย่างเต็มภารกิจ เพื่อแสดงขีดความสามารถด้านการตรวจการณ์ การพิสูจน์ทราบและโจมตีเป้าหมาย การบัญชาการควบคุม ตลอดจนการปฏิบัติการร่วมกับเรือ อากาศยาน และหน่วยกำลังอื่น
นอกจากนั้น การฝึกยังสะท้อนให้เห็นบทบาทสำคัญของเรือฟริเกตสมรรถนะสูงในฐานะแกนหลักของกองเรือ ทั้งด้านการป้องกันภัยทางอากาศ การต่อต้านเรือผิวน้ำและเรือดำน้ำ การเชื่อมโยงข้อมูล และการควบคุมการปฏิบัติการทางทะเล 
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันกองทัพเรือมีเรือฟริเกตสมรรถนะสูงในระดับดังกล่าวจำนวนจำกัด ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านและประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคกำลังพัฒนากำลังทางเรือและเทคโนโลยีทางทหารอย่างก้าวกระโดด
ดังนั้น  กองทัพเรือจึงมีความจำเป็นต้องเร่งเสริมสร้างขีดความสามารถด้วยการจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูงเพิ่มเติม เพื่อให้มีกำลังเพียงพอสำหรับการปฏิบัติภารกิจ การหมุนเวียนซ่อมบำรุง และการดำรงความพร้อมอย่างต่อเนื่อง รวมถึงรักษาสมดุลทางยุทธศาสตร์ ปกป้องอธิปไตย และคุ้มครองผลประโยชน์ของชาติทางทะเลในสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ขณะเดียวกัน การฝึกครั้งนี้ยังสนับสนุนการพัฒนา Maritime Domain Awareness หรือ MDA ด้วยการเชื่อมโยงข้อมูลจากเรือ อากาศยาน และระบบไร้คนขับ เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาเห็นภาพสถานการณ์ทางทะเลร่วมกันอย่างถูกต้องและทันเวลา อันนำไปสู่การตัดสินใจและตอบสนองต่อสถานการณ์อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีและคณะได้ตรวจเยี่ยมศูนย์บัญชาการเหตุการณ์สำหรับการบรรเทาสาธารณภัยขนาดใหญ่ (Incident Command Center: ICC) ณ สนามฝึกกองทัพเรือหมายเลข 15 พร้อมชมการสาธิตความพร้อมของยุทโธปกรณ์และการบูรณาการระหว่างหน่วย 
ซึ่งแสดงให้เห็นว่าขีดความสามารถของกองทัพเรือสามารถนำมาใช้ได้ทั้งในการป้องกันประเทศ การรักษาอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติทางทะเล และการช่วยเหลือประชาชนเมื่อเกิดภัยพิบัติหรือสถานการณ์ฉุกเฉิน
พลเรือตรี ปารัช  รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือกล่าวว่า การตรวจเยี่ยมครั้งนี้ไม่ได้มุ่งแสดงเพียงความพร้อมของเรือ อากาศยาน หรือระบบอาวุธแต่ละประเภท แต่เป็นการแสดงความพร้อมของกองทัพเรือ “ทั้งระบบ” ตั้งแต่การรับรู้สถานการณ์ การบัญชาการและควบคุม การใช้กำลัง และการส่งกำลังบำรุง ไปจนถึงการช่วยเหลือประชาชน
“ความพร้อมรบมิได้หมายถึงการรอให้เกิดสถานการณ์ แต่คือการเตรียมคน เตรียมยุทโธปกรณ์ และเตรียมระบบควบคุมบังคับบัญชาให้พร้อมปฏิบัติหน้าที่ได้ทันที เมื่อประเทศและประชาชนต้องการ”

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๖๙ 
นายอนุทิน  ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย  เดินทางไปตรวจเยี่ยมการฝึกกองเรือปฏิบัติการเฉพาะกิจ บริเวณอ่าวไทยตอนบนและสนามฝึกกองทัพเรือหมายเลข ๑๕ (หาดยาว) อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เพื่อรับทราบการเตรียมกำลังและความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจตามนโยบายผู้บัญชาการทหารเรือ ซึ่งกำหนดให้ปี ๒๕๖๙ เป็น “ปีแห่งความพร้อมรบของกองทัพเรือ” 
โดยมี  พลเรือเอกไพโรจน์  เฟื่องจันทร์  ผู้บัญชาการทหารเรือ  ให้การต้อนรับ พลเรือโท อภิชาติ ทรัพย์ประเสริฐ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน และนาวาเอก สุรวุฒิ  สุมงคล รองผู้บัญชาการกองพลนาวิกโยธิน (๒) เป็นผู้แทน ผู้บัญชาการกองพลนาวิกโยธิน ร่วมให้การต้อนรับ 
การตรวจเยี่ยมครั้งนี้ได้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของกองทัพเรือทั้งด้านองค์บุคคล องค์วัตถุ และองค์ยุทธวิธี ตลอดจนการบูรณาการกำลังทางเรือ กำลังทางอากาศ หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน หน่วยสงครามพิเศษทางเรือ และระบบบัญชาการควบคุม ให้สามารถปฏิบัติภารกิจร่วมกันได้อย่างสอดประสานและมีประสิทธิภาพ

“ปีแห่งความพร้อมรบ” 
วันนี้ (27 สิงหาคม 2569) พลเรือเอก ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ พร้อมด้วย พลเรือเอก กรวิทย์ ฉายะรถี ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ ตลอดจนคณะผู้บังคับบัญชาและฝ่ายอำนวยการของกองเรือยุทธการ ให้การต้อนรับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย 
ในโอกาสเดินทางมาตรวจเยี่ยมการฝึกกองเรือปฏิบัติการเฉพาะกิจของกองทัพเรือ ณ บริเวณอ่าวไทยตอนบน และพื้นที่สนามฝึกกองทัพเรือ จังหวัดชลบุรี เพื่อรับทราบการเตรียมกำลังและความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจ
การตรวจเยี่ยมครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของกองทัพเรือที่มีความพร้อมในทุกมิติ ทั้งด้าน "องค์บุคคล องค์วัตถุ และองค์ยุทธวิธี" ตลอดจนการบูรณาการกำลังทางเรือ กำลังทางอากาศ กำลังทางบก และระบบบัญชาการควบคุม ให้สามารถปฏิบัติภารกิจร่วมกันได้อย่างสอดประสานและมีประสิทธิภาพสูงสุด
ในการนี้ เรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งเป็นเรือฟริเกตสมรรถนะสูงและเป็นกำลังรบหลักของกองทัพเรือ ได้เข้าร่วมการฝึก เพื่อแสดงขีดความสามารถด้านการตรวจการณ์ การพิสูจน์ทราบและโจมตีเป้าหมาย การบัญชาการควบคุม ตลอดจนการปฏิบัติการร่วมกับเรือ อากาศยาน และหน่วยกำลังอื่นๆ 
ซึ่งภาพการฝึกที่เกิดขึ้น ได้สะท้อนให้ประจักษ์ถึงความจำเป็นอย่างยิ่งยวดในการมีเรือฟริเกตสมรรถนะสูง เพื่อเป็นแกนหลักของกองเรือในการปกป้องอธิปไตยของชาติในอนาคต
ทั้งนี้ การตรวจเยี่ยมในวันนี้ ไม่ได้มุ่งแสดงเพียงความพร้อมของยุทโธปกรณ์เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการตอกย้ำถึงความพร้อมของกองทัพเรือ "ทั้งระบบ" ตั้งแต่การรับรู้สถานการณ์ การบังคับบัญชา การใช้กำลัง และการส่งกำลังบำรุง ไปจนถึงขีดความสามารถในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในยามวิกฤต 
“เตรียมกำลังเพื่อความพร้อมรบ เสริมสร้างสวัสดิการเพื่อกำลังพล”

การตรวจเยี่ยมการฝึกกองเรือปฏิบัติการเฉพาะกิจ กองทัพเรือไทย(RTN: Royal Thai Navy)บริเวณอ่าวไทยตอนบนและสนามฝึกกองทัพเรือหมายเลข ๑๕ หาดยาว อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี โดยนายอนุทิน  ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยมี พลเรือเอกไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือไทย ให้การต้อนรับเมื่อวันที่ ๒๗ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๖๙ 
ซึ่งได้เห็นการประกอบกำลังแสดงขีดความสามารถทางการปฏิบัติการของกองเรือยุทธการ กร.(RTF: Royal Thai Fleet) และนาวิกโยธินไทย(RTMC: Royal Thai Marine Corps) ตามนโยบาย "ปีแห่งความพร้อมรบ" ทั้งมิติทางน้ำ, ทางอากาศ, และภาคพื้นดิน ซึ่งได้รับประสบการณ์การพัฒนาเป็นอย่างมากจากการปะทะตามแนวชายแดนไทยกัมพูชาในปี พ.ศ.๒๕๖๘(2025) ที่ผ่านมา

ในส่วนกำลังทางเรือที่ประกอบกำลังจากทัพเรือภาคที่๑ ทรภ.๑(1st NAC: First Naval Area Command) ที่ฐานทัพเรือสัตหีบ ด้วยเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ เรือหลวงจักรีนฤเบศร, เรือฟริเกต เรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช, เรือฟริเกตชุดเรือหลวงเจ้าพระยา ร.ล.เจ้าพระยา, เรือหลวงบางปะกง และเรือหลวงสายบุรี และเรือยกพลขึ้นบกอู่ลอย เรือหลวงอ่างทอง เป็นต้น
กองการบินทหารเรือ กบร.(RTNAD: Royal Thai Naval Air Division) รวมถึงเฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำแบบที่๑ ฮ.ปด.๑ Sikorsky SH-60B Seahawk ฝูงบิน๒ หน่วยบินเรือหลวงจักรีนฤเบศร(2 HTMS Chakri Naruebet Flying Unit Squadron) และ เฮลิคอปเตอร์ลำเลียงแบบที่๖ ฮ.ลล.๖ Airbus Helicopters H145M ฝูงบิน๒๐๒(203 Naval Air Squadron) กองบิน๒(Wing 2)

ขณะที่นาวิกโยธินไทยจัดกำลังจากกองพันรถสะเทินน้ำสะเทินบก พัน.รนบ.นย.(Marine Assault Amphibian Vehicle Battalion) กองพลนาวิกโยธิน พล.นย.(Marine Division) ประกอบด้วย รถสะเทินน้ำสะเทินบก รนบ.AAV7A1 ที่ได้รับการปรับปรุงโดยบริษัท ชัยเสรี เม็ททอล แอนด์ รับเบอร์ จำกัด(Chaiseri metal & rubber Co. Ltd.) ไทย(https://aagth1.blogspot.com/2026/02/aavp7a1-d-tiger-4x4-dti.html)
และรถหุ้มเกราะล้อยางชนิดลำเลียงพล 8x8 แบบ AWAV(Armoured Wheeled Amphibious Vehicle) ที่ผลิตโดยบริษัท Chaiseri ไทยเช่นกัน(https://aagth1.blogspot.com/2026/07/chaiseri-awav-8x8.html) แสดงถึงการจัดหาและปรับปรุงอาวุธที่ดำเนินการภายในประเทศสูงมากของกองทัพเรือไทย(https://aagth1.blogspot.com/2026/04/awav-8x8-chaiseri.html)

ร.ล.จักรีนฤเบศร กำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนาแนวความคิด "เรือบรรทุกระบบไร้คนขับ"(UXV: Unmanned X Vehicle Carrier) ที่ครอบคลุมอากาศยานรบไร้คนขับ(UAV: Unmanned Aerial Vehicle) ยานผิวน้ำไร้คนขับ(USV: Unmanned Surface Vehicle) และยานใต้น้ำไร้คนขับ(UUV: Unmanned Underwater Vehicle) ซึ่งกองทัพเรือไทยตั้งใจที่จะใช้ระบบที่พัฒนาเองภายในไทยเป็นส่วนใหญ่หลายระบบ
ขณะที่ ร.ล.ภูมิพลอดุลยเดช ได้แสดงการเดินเรือด้วยตนเองแม้ว่าที่ผ่านมาจะมีรายงานการจัดซื้อเครื่องจักรใหญ่ดีเซล MTU 16V 1163 M94 ใหม่ ๒เครื่องแทนเครื่องเดิมที่ขัดข้อง และใช้อาวุธปืนเรือ 76mm ยิงเกาะหินฉลาม ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเรือทั้งสองลำยังมีความพร้อมออกเรือปฏิบัติการได้ทันทีที่มีคำสั่งไม่ได้จอดเทียบท่าเฉยๆ การฝึกล่าสุดจึงเป็นการหักล้างข้อกล่าวหาถึงความไม่พร้อมต่างๆของกองทัพเรือไทยครับ