วันอังคารที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569

กองทัพเรือไทยทำพิธีรับมอบเรือปฏิบัติการอุทกศาสตร์เรือหลวงสุริยะลำใหม่ หมายเลขเรือ 822








Royal Thai Navy (RTN) held commissioning ceremony of the new Hydrographic Vessel HTMS Suriya (822) builded by Thailand's shipyard Asian Marine Service PCL (ASIMAR) at Royal Thai Naval Academy (RTNA) in Samut Prakan Province, Thailand on 30 March 2026. (Royal Thai Navy) 





พิธีรับมอบเรือหลวงสุริยะ ณ ท่าป้อมเสือซ่อนเล็บ โรงเรียนนายเรือ จังหวัดสมุทรปราการ

กองทัพเรือ จัดพิธีรับมอบเรือหลวงสุริยะ เรือปฏิบัติการอุทกศาสตร์ลำใหม่  
วันนี้ (30 มีนาคม 2569) พลเรือเอก ไพโรจน์  เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธานในพิธีรับมอบเรือหลวงสุริยะ ณ ท่าป้อมเสือซ่อนเล็บ ตำบลปากน้ำ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ 
สำหรับลำดับพิธีที่สำคัญประกอบด้วย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอเชี่ยนมารีน เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) กล่าวรายงานมอบเรือฯ ให้แก่ ผู้บัญชาการทหารเรือ จากนั้นผู้บัญชาการทหารเรือ ได้รับมอบเรือ และกล่าวเชิญมิ่งขวัญและมงคลสู่เรือ ก่อนทำพิธีคล้องพวงมาลัย ผูกผ้าสามสี และประพรมน้ำพระพุทธมนต์แผ่นป้ายชื่อเรือตามลำดับ 
แล้วจึงทำการมอบเรือต่อให้แก่ พลเรือโท ยอดรัก ศิลปดุริยางค์ เจ้ากรมอุทกศาสตร์ เพื่อนำไปปฏิบัติภารกิจที่ได้รับมอบหมายจากกรมอุทกศาสตร์ โดยมี นาวาตรี วีรศรุต ถนอมวงษ์ เป็นผู้บังคับการเรือ
สำหรับเรือหลวงสุริยะ เป็นเรือปฏิบัติการอุทกศาสตร์ (Hydrographic Vessel ) ซึ่งต่อขึ้นใหม่จากบริษัท เอเชี่ยนมารีน เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) เพื่อทดแทนเรือหลวงสุริยะ ลำเก่า  ที่ปลดระวางประจำการ โดยจะทำหน้าที่ในการตรวจซ่อมบำรุงเครื่องหมายทางเรือในน่านน้ำไทย 
เช่น ประภาคาร กระโจมไฟ และทุ่น ที่ติดตั้งตามชายฝั่งทะเลและเกาะ รวมถึงบริเวณอันตรายต่างๆ เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยให้กับการคมนาคมขนส่งทางทะเลและการพาณิชยนาวีของประเทศและยังสามารถสนับสนุนการช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางทะเลอีกด้วย
โดยเรือปฏิบัติการอุทกศาสตร์ลำนี้ มีความยาวตลอดลำ 60 เมตร ความกว้างสูงสุดของเรือ 13.3 เมตรกินน้ำลึกสูงสุด 3.05 เมตร และมีความคงทนทะเลที่ Sea State 5 ทำความเร็วสูงสุดต่อเนื่อง 13.1 นอต ความเร็วมัธยัสถ์ 10 น็อตโดยมีระยะปฏิบัติการ 2,400 ไมล์ทะเล กำลังพลประจำเรือ 50 นาย ระวังขับน้ำสูงสุด 1,545 ตัน 
ซึ่งได้มีการลงนามสัญญาจ้างสร้างเรือโดยบริษัท เอเชี่ยนมารีนเซอร์วิส จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ดำเนินการ เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2566 นับได้ว่าเป็นการส่งเสริมอุตสาหกรรมการต่อเรือภายในประเทศ อีกทั้งยังเป็นการประหยัดงบประมาณมากกว่าการจัดหาจากต่างประเทศ 
และในส่วนของพิธีวางกระดูกงูเรือ จัดให้มีขึ้นเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2567 โดยหลังจากรับมอบให้แก่กองทัพเรือแล้ว จะเข้าประจำการที่ หมู่เรือใช้งานเครื่องหมายทางทะเล หมวดเรืออุทกศาสตร์ กรมอุทกศาสตร์ ต่อไป
กองประชาสัมพันธ์ 
สำนักงานเลขานุการกองทัพเรือ

กองทัพเรือไทย(RTN: Royal Thai Navy) ได้จัดพิธีรับมอบเรือปฏิบัติการอุทกศาสตร์ลำใหม่ เรือหลวงสุริยะ(ลำที่๓) เมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม พ.ศ.๒๕๖๙(2026) ณ ท่าป้อมเสือซ่อนเล็บ โรงเรียนนายเรือ(RTNA: Royal Thai Naval Academy) ตำบลปากน้ำ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ โดยมี พลเรือเอก ไพโรจน์  เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือไทยเป็นประธานในพิธี
กองทัพเรือไทยได้ลงนามสัญญาการสร้างเรือปฏิบัติการอุทกศาสตร์ลำใหม่เพื่อทดแทน เรือหลวงสุริยะ(ลำที่๒) วงเงิน ๘๘๕,๐๐๐,๐๐๐บาท($24,552,298.35) กับบริษัท เอเชียน มารีน เซอร์วิสส์ จำกัด (มหาชน)(ASIMAR: Asian Marine Service PCL) ไทย เมื่อวันที่ ๒๒ กันยายน พ.ศ.๒๕๖๖(2023) 

โดยเรือปฏิบัติการอุทกศาสตร์ลำใหม่ได้มีการทำพิธีวางกระดูกงูเรือเมื่อวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๖๗(2024) ณ อู่เรือบริษัท ASIMAR ไทย ในตำบลแหลมฟ้าผ่า อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ(https://aagth1.blogspot.com/2024/02/oceanographic.html) และตามมาด้วยพิธีปล่อยเรือลงน้ำ ณ อู่เรือ ASIMAR ไทยเช่นกัน เมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๘(2025) 
ซึ่งตรงกับ "วันอาภากร" วันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ของ พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ "องค์บิดาของทหารเรือไทย" และ แรม ๘ค่ำ เดือน๖ "วันอัฏฐมีบูชา" คือวันถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า(หลัง "วันวิสาขบูชา" แปดวัน) ในปี พ.ศ.๒๕๖๘(https://aagth1.blogspot.com/2025/05/822.html)

กองทัพเรือไทยได้ขอขอพระราชทานชื่อเรือจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯสามชื่อคือ "เรือหลวงสุริยะ(ลำที่๓)", "เรือหลวงอาภากร" ซึ่งมีความหมายถึงดวงอาทิตย์เช่นเดียวกับคำว่า "สุริยะ", และ "เรือหลวงแก้วโกสินทร์" ตามดาวเคราะห์แก้วโกสินทร์ ที่สหพันธ์ดาราศาสตร์นานาชาติ(IAU: International Astronomical Union) ประกาศรับรองในปี พ.ศ.๒๕๖๖ ซึ่งชื่อเรือที่ได้ถูกเลือกคือ "เรือหลวงสุริยะ" ที่ต่อเนื่องกับลำเดิม
รล.สุริยะ(ลำที่๓) จะทดแทน เรือหลวงสุริยะ(ลำที่๒) ที่สร้างโดยบริษัทอู่กรุงเทพ(Bangkok Dock) ไทย โดยสั่งสร้างในปี พ.ศ.๒๕๑๙(1976) เป็นวงเงิน ๕๒,๕๑๗,๐๐๐บาทในเวลานั้น มีพิธีวางกระดูกงูเรือเมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๑๙ และขึ้นระวางประจำการเมื่อวันที่ ๑๕ มกราคม พ.ศ.๒๕๒๒(1979) รวมอายุการใช้งานราว ๔๖ปี ซึ่งแสดงถึงการส่งเสริมอุตสาหกรรมต่อเรือในไทยอย่างต่อเนื่องของกองทัพเรือไทยครับ

วันจันทร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569

อินโดนีเซียต้อนรับเรือฟริเกตชั้น Brawijaya ลำที่สอง KRI Prabu Siliwangi ที่เดินทางมาถึงประเทศตน

Indonesia's second Brawijaya-class frigate arrives in-country





Indonesia's second Brawijaya-class frigate, Prabu Siliwangi , seen here at its arrived Tanjung Priok port in Jakarta. (Indonesian Ministry of Defence)



เรือฟริเกตชั้น Brawijaya ลำที่สอง เรือฟริเกต KRI Prabu Siliwangi หมายเลขเรือ 321 ของกองทัพเรืออินโดนีเซีย(Indonesian Navy, TNI-AL: Tentara Nasional Indonesia-Angkatan Laut)
ได้เดินทางมาถึงน่านน้ำของอินโดนีเซียแล้วหลังเสร็จการเดินเรืออันยาวไกลจากอิตาลี อ้อมทวีปแอฟริกาไปแวะเทียบท่าที่โมร็อกโก, ไนจีเรีย, แอฟริกาใต้ และมอริเชียส จนมาถึงอินโดนีเซียเป็นเวลา 44วัน

เรือฟริเกตชั้น Brawijaya ลำที่สอง เรือฟริเกต KRI Prabu Siliwangi ได้จอดเทียบท่า ณ ฐานทัพเรือใน Lampung บนเกาะ Sumatra เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2026 ที่ซึ่งเรือได้ดำเนินกิจกรรมการส่งกำลังบำรุง
ก่อนเดินเรือต่อมายังท่าเรือ Tanjung Priok ในนครหลวง Jakarta เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2026 ก่อนตามมาด้วยพิธีขึ้นระวางประจำการของเรือ กองทัพเรืออินโดนีเซียกล่าวผ่านบัญชีสื่อสังคม online ทางการในวันเดียวกัน

แถลงการณ์นี้มอบการบ่งชี้อย่างเป็นทางการแรกว่าที่ซึ่งน่าจะเป็นฐานที่ตั้งและกองเรือของกองทัพเรืออินโดนีเซียที่เรือฟริเกต KRI Prabu Siliwangi จะวางกำลังประจำการคือ Lampung
เรือฟริเกต KRI Prabu Siliwangi ได้เดินเรือมาถึงอินโดนีเซียตามการส่งมอบเรืออย่างเป็นทางการโดยบริษัท Fincantieri อิตาลีผู้สร้างเรือ ณ อู่เรือ Muggiano ใน La Spezia เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2025(https://aagth1.blogspot.com/2025/12/brawijaya-kri-prabu-siliwangi.html)

เรือฟริเกต KRI Prabu Siliwangi เดิมถูกสร้างสำหรับสำหรับกองทัพเรืออิตาลี(Italian Navy, Marina Militare) ในฐานะเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งอเนกประสงค์ PPA(Pattugliatore Polivalente d'Altura)/MPCS(Multipurpose Combat Ship)
ในชื่อเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง P435 ITS Ruggiero di Lauria ก่อนได้ถูกส่งมอบให้แก่อินโดนีเซียในฐานะส่วนหนึ่งของสัญญาวงเงิน 1.18 billion Euros($1.3 billion) สำหรับเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งอเนกประสงค์ PPA จำนวน 2ลำ

เรือฟริเกต KRI Prabu Siliwangi มีรูปแบบของเรือเช่นเดียวกันเรือพี่สาวของเธอ เรือฟริเกตชั้น Brawijaya ลำแรก เรือฟริเกต KRI Brawijaya หมายเลขเรือ 320(https://aagth1.blogspot.com/2025/07/ppa-kri-brawijaya.html)
รวมถึงระบบขับเคลื่อนเครื่องยนต์ดีเซลและเครื่องยนต์ gas turbine รูปแบบ CODAG(Combined Diesel and Gas) ที่ทำให้เรือฟริเกตชั้น Brawijaya สามารถทำความเร็วได้สูงถึง 32knots

เรือฟริเกตชั้น Brawijaya ยังได้รับการติดตั้งชุดระบบอาวุธต่างๆประกอบด้วย ปืนเรือหลักขนาด 127mm, ปืนเรือ 76 mm/62 Super Rapid Strales/Sovraponte และปืนกลขนาด 25mm สองแท่นยิง  
ด้วยความยาวเรือรวมที่ 143m และสามารถรองรับกำลังพลประจำเรือได้ 171นาย เรือฟริเกตชั้น Brawijaya(PPA/MPCS) ได้แสดงถึงการเป็นหนึ่งในแบบเรือรบผิวน้ำที่มีขีดความสามารถมากที่สุดในประจำการของกองทัพเรืออินโดนีเซีย

นอกจากเรือฟริเกตชั้น Brawijaya จำนวน 2ลำที่ได้รับมอบครบแล้ว อินโดนีเซียกำลังอยู่ระหว่างการจัดหาเรือฟริเกตชั้น Istanbul(เรือฟริเกตชั้น MİLGEM İstif) จำนวน 2ลำจากตุรกีสำหรับกองทัพเรืออินโดนีเซีย
กระทรวงกลาโหมอินโดนีเซียได้ลงนามสัญญากับบริษัท Tais Shipyards ตุรกีในเดือนกรกฎาคม 2025 และได้รับการสนับสนุนทางการเงินต่างประเทศจากกาตาร์วงเงิน $1 billion สำหรับเรือฟริเกตชั้น Istanbul จำนวน 2ลำในเดือนมกราคม 2026 ครับ(https://aagth1.blogspot.com/2026/01/istanbul-2.html)

วันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569

กองทัพอากาศไทย-สิงคโปร์-สหรัฐฯเสร็จสิ้นการฝึกผสม Cope Tiger 2026
























The Royal Thai Air Force (RTAF), the Republic of Singapore Air Force (RSAF), and the United States Air Force (USAF) concluded  the exercise Cope Tiger 2026 in Thailand from 15 to 27 March 2026, by closing ceremony which held at at Wing 1 Korat RTAF base on 27 March 2026. (Royal Thai Air Force and Republic of Singapore Air Force)



Good evening from Thailand! 
Over the past week, our airmen and women have been training hard in Exercise Cope Tiger 2026 alongside the Royal Thai Air Force and Pacific Air Forces.
With a vast airspace to operate in, they’ve taken on complex and realistic missions, sharpening their operational competencies while learning from one another.
Training continues until the exercise wraps up on 27 Mar 26. Here’s a glimpse at what we have been up to!

It’s a wrap for Exercise Cope Tiger 2026!
The exercise came to a close yesterday in a ceremony held in Korat Air Base, Thailand, in the presence of Chief of Air Force Major General Kelvin Fan, Commander-in-Chief of the Royal Thai Air Force (RTAF) Air Chief Marshal (ACM) Sakesan Kantha, and Chief of Staff of the Pacific Air Forces (PACAF) Brigadier General Shane S. Vesely. 
A big thank you to the Royal Thai Air Force for their warm hospitality and seamless coordination throughout the exercise. Training alongside the RTAF and PACAF has not only sharpened our operational edge, but also strengthened the bonds of friendship and mutual trust between our air forces.
Prior to the closing ceremony, ACM Sakesan also presented the RTAF Honorary Wings to five senior RSAF officers at the RTAF Headquarters in recognition of their contributions to strengthening bilateral defence ties.
Congratulations to all recipients, and to all participants who made this exercise a success, both in the air and on the ground 


ท้องฟ้าเหนือสนามฝึก มิได้เป็นเพียงพื้นที่ว่าง หากแต่เป็นพื้นที่ปฏิบัติการจำลองของการสงครามสมัยใหม่ ที่ต้องอาศัยการตัดสินใจและการประสานงานอย่างมีประสิทธิภาพในทุกมิติ
เมื่อวันอังคารที่ 24 มีนาคม 2569 ณ สนามฝึกใช้อาวุธทางอากาศชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี การฝึกบินประกอบกำลังขนาดใหญ่ (Large Force Employment with Observation+GBAD Interaction) ภายใต้การฝึกผสม COPE TIGER 2026 ได้ดำเนินการขึ้น 
โดยเป็นการบูรณาการการปฏิบัติระหว่างกำลังทางอากาศของกองทัพอากาศไทย กับระบบป้องกันภัยทางอากาศภาคพื้นของกองทัพบกไทย และกองทัพเรือไทย พร้อมการสนับสนุนจากกองทัพอากาศสิงคโปร์ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการปฏิบัติการร่วม/ผสม และยกระดับมาตรฐานการฝึกให้เป็นไปตามระดับสากล
ในการฝึกดังกล่าว อากาศยานต้องปฏิบัติภารกิจภายใต้สถานการณ์จำลองที่มีความซับซ้อน ทั้งการตรวจจับ การหลบหลีก และการเจาะผ่านระบบป้องกันภัยทางอากาศ ขณะที่หน่วยป้องกันภัยทางอากาศภาคพื้นต้องตอบสนองต่อสถานการณ์อย่างทันท่วงทีและแม่นยำ อันสะท้อนถึงความพร้อมรบและความสามารถในการปฏิบัติการร่วมอย่างมีประสิทธิภาพ
การดำเนินการฝึกครั้งนี้ อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ นาวาอากาศเอก ณัฎฐ์ คำอินทร์ ผู้อำนวยการกองอำนวยการฝึกผสม COPE TIGER 2026 ฝ่ายไทย และ COL Gabriel Yam ผู้อำนวยการกองอำนวยการฝึกผสม COPE TIGER 2026 ฝ่ายสิงคโปร์ ซึ่งได้ร่วมกันขับเคลื่อนและบูรณาการการฝึกให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
ทั้งนี้ การฝึกผสม COPE TIGER 2026 ถือเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาขีดความสามารถในการป้องกันประเทศให้มีความพร้อมต่อภัยคุกคามในรูปแบบต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ฝึกหนัก ฝึกเข้ม ยกระดับเต็มขีดความสามารถ
พร้อมเผชิญภัยคุกคามในทุกรูปแบบ
Cope Tiger 2026 ปิดฉากลงอย่างสมบูรณ์แบบ สำหรับการฝึกผสมทางอากาศที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค 
โดย ผู้บัญชาการทหารอากาศ ผู้บัญชาการทหารอากาศสาธารณรัฐสิงคโปร์ และเสนาธิการทหารอากาศสหรัฐอเมริกาภาคพื้นแปซิฟิก เป็นประธานร่วมพิธีปิดการฝึกผสม Cope Tiger 2026 หลังดำเนินการฝึกอย่างเข้มข้น ครอบคลุมทั้งการปฏิบัติการทางอากาศ การสนับสนุนภาคพื้น และการทำงานร่วมกันของกำลังพลทั้งสามชาติ
การฝึกในครั้งนี้ ประสบความสำเร็จในการเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่กำลังพล ในการยกระดับขีดความสามารถ เพื่อเผชิญภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ที่พร้อมปฏิบัติภารกิจปกป้องอธิปไตยของชาติและดูแลความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน

วันศุกร์ที่ 27 มีนาคม 2569 พลอากาศเอก เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ พร้อมด้วย Major General Kelvin Fan ผู้บัญชาการทหารอากาศสาธารณรัฐสิงคโปร์ และ Brigadier General Shane Vesley เสนาธิการทหารอากาศสหรัฐอเมริกา ภาคพื้นแปซิฟิก ร่วมเป็นประธานในพิธีปิดการฝึกผสม COPE TIGER 2026 ณ กองบิน 1 จังหวัดนครราชสีมา ภายใต้แนวคิด “Together we fly, stronger we stand” 
การฝึกผสม COPE TIGER ครั้งที่ 32 มุ่งพัฒนาศักยภาพการปฏิบัติภารกิจทางอากาศ โดยการฝึกในปีนี้ เพื่อตอบสนองต่อภัยคุกคามและได้คุณค่าจากการฝึกผสมสูงสุด กอฝ.ผสม ฯ ได้นำบทเรียนจากการฝึกผสม COPE TIGER ในอดีต ตลอดจนบทเรียนที่ได้รับจากการปฏิบัติการทางทหารที่ผ่านมาของกองทัพไทยมาศึกษาวิเคราะห์ 
เพื่อกำหนดเป็นแนวทางในการสร้างสถานการณ์สมมติ (Training Scenario) ให้ใกล้เคียงกับสถานการณ์การรบที่มีความเป็นไปได้สูงสุดที่จะเกิดขึ้นในปัจจุบัน
โดยกำหนดข้าศึกสมมติ (Red Force) ให้มีขีดความสามารถใกล้เคียงกับหลักนิยมในการใช้กำลังของฝ่ายตรงข้ามในปัจจุบัน ทั้งในสถานการณ์ที่เป็นสงครามเต็มรูปแบบและการรบนอกแบบให้ความสำคัญกับการพัฒนาขีดความสามารถในหลายมิติ ได้แก่ การควบคุมและบัญชาการด้านข่าวกรอง การเฝ้าระวังและการลาดตระเวน (C2ISR) 
ตลอดจนการปฏิบัติการต่อต้านอากาศยานไร้คนขับขนาดเล็ก(C-sUAS) ซึ่งช่วยเสริมสร้างความเข้าใจทางยุทธวิธีและยกระดับศักยภาพกำลังพลของทั้งสามประเทศ
การฝึกครั้งนี้มี นาวาอากาศเอก ณัฎฐ์  คำอินทร์ COL.Yam Gui Hao Gabrie และ Lieutenant Colonel Brian G. Lewis เป็นผู้อำนวยการกองอำนวยการฝึกผสมของทั้งสามประเทศ พร้อมกำลังพลจากกองทัพบก กองทัพเรือ บริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด และสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย เข้าร่วมการฝึก 
นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรมชุมชนสัมพันธ์และแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม อาทิ การปรับปรุงสนามเปตอง สนามตะกร้อ บริการทางการแพทย์ ทันตกรรม ตรวจสายตา ตัดผม มอบอุปกรณ์การศึกษาและกีฬา การแสดงเครื่องบินบังคับวิทยุ และการแสดงดนตรีของวงดุริยางค์ เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างกำลังพลทั้ง 3 ประเทศกับประชาชนในพื้นที่ 
รวมถึงการมอบอุปกรณ์การศึกษาและเวชภัณฑ์ให้สถานศึกษาและชุมชนรอบที่ตั้งกองบิน 1 และสนามฝึกใช้อาวุธทางอากาศชัยบาดาล
การฝึกผสม COPE TIGER ยังคงเป็นเวทีสำคัญในการเสริมสร้างความพร้อมรบและการปฏิบัติการร่วมของไทย สาธารณรัฐสิงคโปร์ และสหรัฐอเมริกา สะท้อนความร่วมมือด้านความมั่นคงทางอากาศอย่างเข้มแข็ง เพื่อเสริมขีดความสามารถในการปกป้องอธิปไตยของประเทศอย่างต่อเนื่อง

การฝึกภาคสนาม(FTX: Field Training Exercise) ของการฝึกผสมทางอากาศ Cope Tiger 2026 ระหว่างกองทัพอากาศไทย(RTAF: Royal Thai Air Force), กองทัพอากาศสิงคโปร์(RSAF: Republic of Singapore Air Force) และกองทัพอากาศสหรัฐฯ(USAF: US Air Force) ในประเทศไทย 
ซึ่งมีพิธีเปิดเมื่อวันที่ ๑๕ มีนาคม พ.ศ.๒๕๖๙(2026) โดยดำเนินขึ้นระหว่างวันที่ ๑๕-๒๗ มีนาคม พ.ศ.๒๕๖๙ ณ กองบิน๑ จังหวัดนครราชสีมา, กองบิน๒ โคกกระเทียม และ สนามฝึกใช้อาวุธทางอากาศชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี, และกองบิน๒๓ จังหวัดอุดรธานี ได้เสร็จสิ้นลงแล้วตามพิธีปิดเมื่อวันที่ ๒๗ มีนาคม พ.ศ.๒๕๖๙ ณ กองบิน๑ โคราช

ขณะที่กองทัพอากาศสหรัฐฯในการฝึกผสม Cope Tiger 2026 ปีนี้จะต่างจากการฝึกในปีก่อนหน้า(https://aagth1.blogspot.com/2025/03/cope-tiger-2025.html) ที่ดูเหมือนจะไม่ได้นำอากาศยานรบหลักของตนวางกำลังในประเทศไทยเพื่อทำการฝึกภาคสนาม โดยเห็นเฉพาะการฝึกในภาคที่บังคับการและอื่นๆ เช่น การปฏิบัติการต่อต้านอากาศยานไร้คนขับขนาดเล็ก(C-sUAS: Counter Small Unmanned Aircraft Systems) 
การฝึกระบบป้องกันภัยทางอากาศภาคพื้นดิน(GBAD: Ground-Based Air Defence) ยังมีส่วนร่วมจากกองทัพบกไทย(RTA: Royal Thai Army) ที่นำปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานลากจูง Oerlikon GDF-007 35mm และ Radar ควบคุมการยิง Skyguard 3 และปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานลากจูง Boford 40/L70 จาก กองพลทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน พล.ปตอ.(Anti-Aircraft Artillery Division) เข้าร่วม

กองทัพเรือไทย(RTN: Royal Thai Navy) นำอาวุธนำวิถีต่อสู้อากาศยานระยะใกล้แบบเคลื่อนที่ Igla-S บนรถยนต์บรรทุกตระกูล Thairung TR Transformer 4x4 ไทยเสริมเกราะ และติดท่อ Snorkel จากหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง สอ.รฝ.(ACDC: Air and Coastal Defence Command) เข้าร่วม และกองทัพอากาศสิงคโปร์นำระบบป้องกันภัยทางอากาศอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ SPYDER เข้าร่วม
กำลังทางอากาศส่วนกองทัพอากาศไทยในการฝึกบินประกอบกำลังขนาดใหญ่(LFE: Large Force Employment) รวมถึง เครื่องบินขับไล่แบบที่๑๙/ก บ.ข.๑๙/ก Lockheed Martin F-16A/B Block 15 OCU และ F-16A/B ADF ฝูงบิน๑๐๓ กองบิน๑ และเครื่องบินขับไล่แบบที่๑๙/ก บ.ข.๑๙/ก F-16AM/BM EMLU ฝูงบิน๔๐๓ กองบิน๔ ตาคลี, เครื่องบินขับไล่แบบที่๒๐/ก บ.ข.๒๐/ก SAAB Gripen C/D ฝูงบิน๗๐๑ กองบิน๗ สุราษฎร์ธานี, 

เครื่องบินควบคุมและแจ้งเตือนทางอากาศแบบที่๑ บ.ค.๑ Saab 340 ERIEYE AEW(Airborne Early Warning) ฝูงบิน๗๐๒ กองบิน๗, เครื่องบินขับไล่แบบที่๑๘ข/ค บ.ข.๑๘ข/ค Northrop F-5E/F TH Super Tigris ฝูงบิน๒๑๑ กองบิน๒๑ อุบลราชธานี, เครื่องบินขับไล่และฝึกแบบที่๒ บ.ขฝ.๒ Korea Aerospace Industries(KAI) T-50TH Golden Eagle ฝูงบิน๔๐๑ กองบิน๔ ตาคลี, 
เครื่องบินโจมตีแบบที่๗ บ.จ.๗ Dornier Alpha Jet TH ฝูงบิน๒๓๑ กองบิน ๒๓, เครื่องบินโจมตีแบบที่๘ บ.จ.๘ Beechcraft AT-6TH Wolverine ฝูงบิน๔๑๑ กองบิน๔๑ เชียงใหม่, เครื่องบินลำเลียงแบบที่๘ บ.ล.๘ Lockheed Martin C-130H Hercules ฝูงบิน๖๐๑ กองบิน๖ ดอนเมือง, และเฮลิคอปเตอร์แบบที่๑๑ ฮ.๑๑ Airbus Helicopters H225M(EC725) ฝูงบิน๒๐๓ กองบิน๒ เป็นต้น

ส่วนกองทัพอากาศสิงคโปร์อากาศยานที่เข้าร่วมการฝึกรวมถึง เครื่องบินขับไล่ Boeing F-15SG Strike Eagle ฝูงบิน142(142 Squadron) และฝูงบิน149(149 Squadron), เครื่องบินขับไล่ Lockheed Martin F-16C/D Block 52 Fighting Falcon ฝูงบิน143(143 Squadron) และเครื่องบินขับไล่ Lockheed Martin F-16D Block 52+ ฝูงบิน145(145 Squadron),
เครื่องบินแจ้งเตือนทางอากาศ Gulfstream G550 AEW ฝูงบิน111(111 Squadron), เครื่องบินเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศและลำเลียง Airbus A330-200 MRTT ฝูงบิน112(112 Squadron), เฮลิคอปเตอร์ลำเลียง H225M ฝูงบิน125(125 Squadron), และอากาศยานไร้คนขับ Israel Aerospace Industries(IAI) Heron 1 UAV ฝูงบิน119(119 Squadron) เป็นต้นครับ

วันเสาร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2569

บราซิลเปิดตัวเครื่องบินขับไล่ Gripen E เครื่องแรกที่ผลิตในประเทศ

Brazilian Air Force unveils first domestically produced Gripen E fighter aircraft





The first Gripen E supersonic fighter aircraft produced in Brazil was unveiled in a ceremony at Embraer's industrial complex. (Saab)





เครื่องบินขับไล่ความเร็วเหนือเสียง Saab Gripen E เครื่องแรกที่ผลิตในบราซิลได้ถูกเปิดตัวแล้วในพิธีที่เป็นเจ้าภาพโดยกองทัพอากาศบราซิล(Brazilian Air Force, FAB: Força Aérea Brasileira), 
บริษัท Saab สวีเดน, และบริษัท Embraer บราซิล พิธีเปิดตัวได้ถูกจัดขึ้น ณ นิคมอุตสาหกรรมของ Embraer บราซิลใน Gavião Peixoto, รัฐ São Paulo เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2026

การผลิตเครื่องบินขับไล่ Gripen E ภายในประเทศของบราซิลเป็นผลลัพธ์ของความเป็นหุ้นส่วนที่กำลังเจริญเติบโตระหว่างบราซิลและสวีเดน โดยบริษัท Embraer กำลังใช้นิคมอุตสาหกรรม Gavião Peixoto ของตน
และบริษัท Saab ที่โรงงานอากาศยานของตนใน São Bernardo do Campo บราซิลเพื่อทำการผลิตเครื่องบินขับไล่ Gripen E/F(https://aagth1.blogspot.com/2025/12/meteor-gripen-e.html)

การผลิตเครื่องบินขับไล่ Gripen E ภายในประเทศของบราซิลสอดคล้องกับสัญญาในปี 2014 กับรัฐบาลบราซิลที่จะพัฒนาและผลิตเครื่องบินขับไล่ Saab Gripen E/F จำนวน 36เครื่อง
ประกอบด้วยเครื่องบินขับไล่ที่นั่งเดียว F-39E Gripen E จำนวน 28เครื่อง และเครื่องบินขับไล่สองที่นั่ง F-39F Gripen F จำนวน 8เครื่อง(https://aagth1.blogspot.com/2024/11/gripen-ef-9.html

ที่จนถึงตอนนี้เครื่องบินขับไล่ Gripen E ได้ถูกส่งมอบแก่กองทัพอากาศบราซิลแล้วจำนวน 11เครื่องตั้งแต่การส่งมอบได้เริ่มต้นขึ้นในปี 2020(https://aagth1.blogspot.com/2022/04/f-39e-gripen-e.html)
Micael Johansson ประธานและผู้อำนวยการบริหารของบริษัท Saab กล่าวว่าการส่งมอบของเครื่องบินขับไล่ Gripen E ที่ผลิตในบราซิล "เป็นสัญลักษณ์ความแข็งแกร่งของความเป็นหุ้นส่วนที่สร้างบนความเชื่อถือ, วิสัยทัศน์ระยะยาว และการทำงานร่วมอย่างแท้จริง"

และบริษัท Saab วางแผนในการดำเนินกิจการของตนที่แน้นแฟ้นมากขึ้นในบราซิลและทำให้บราซิลเป็นศูนย์การส่งออกของเครื่องบินขับไล่ Gripen แก่ที่อื่นๆทั่วโลก(https://aagth1.blogspot.com/2025/12/saab-gripen-ef-17.html)
เครื่องบินขับไล่ F-39E/F Gripen E/F เพิ่มเติมจำนวน 14เครื่องกำลังอยู่ภายใต้สัญญากับกองทัพอากาศบราซิลกำลังถูกผลิตขึ้นร่วมไปกับห่วงโซ่อุปทานเดียวกัน(https://aagth1.blogspot.com/2025/04/gripen-ef-kfir.html)

เครื่องบินขับไล่ Gripen E ที่เสร็จสมบูรณ์แล้วจะได้รับการทดสอบการทำงานและการทดสอบการบินการผลิตต่างๆก่อนเข้าร่วมเครื่องบินขับไล่ F-39E Gripen E จำนวน 10เครื่องที่ประจำการใน
กองบินป้องกันทางอากาศที่1(1st GDA: First Defense Group, 1º GDA: 1º Grupo de Defesa Aérea) ณ ฐานทัพอากาศ Anápolis ที่มีส่วนร่วมในการปฏิบัติภารกิจการบินขึ้นสกัดกั้นฉับพลัน(QRA: Quick Reaction Alert) ต่างๆครับ

วันศุกร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569

เกาหลีใต้เปิดตัวเครื่องบินขับไล่ KF-21 เครื่องแรกในสายการผลิตเพื่อเข้าประจำการ

First production KF-21 rolled out







The first production KF-21 is a two-seat variant. The aircraft will almost certainly be used to train additional RoKAF personnel to operate the platform. (DAPA/Office of the President of the Republic of Korea)













บริษัท Korea Aerospace Industries(KAI) สาธารณรัฐเกาหลีได้เปิดตัวเครื่องบินขับไล่ยุคที่4.5 แบบ KF-21 Boramae เครื่องแรกในสายการผลิต ซึ่งจะเข้าประจำการในกองทัพอากาศสาธารณรัฐเกาหลี(RoKAF: Republic of Korea Air Force) ภายหลังในปี 2026
เครื่องบินขับไล่ KF-21 Boramae ในสายการผลิตเครื่องแรกได้ถูกแสดง ณ โรงงานอากาศยานการผลิตของบริษัท KAI ที่ Sacheon จังหวัด South Gyeongsang ทางตะวันออกเฉียงใต้ของสาธารณรัฐเกาหลีเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2026

เครื่องบินขับไล่ KF-21 Boramae เครื่องแรกในสายการผลิต ซึ่งเป็นเครื่องบินขับไล่สองที่นั่งเรียงกันได้ทำหมายเลขแพนหาง "26-001" ในประจำการกองทัพอากาศสาธารณรัฐเกาหลีอย่างเป็นทางการ
เครื่องบินขับไล่ KF-21 Boramae มีขีดความสามารถทำความเร็วได้สูงสุดที่  Mach 1.8 และบรรทุกอาวุธต่างๆได้หนักถึง 7.7tons(https://aagth1.blogspot.com/2026/01/kf-21.html)

ตามหลังการส่งมอบให้แก่กองทัพอากาศสาธารณรัฐเกาหลี เครื่องบินขับไล่ KF-21 จะถูกส่งมอบเพื่อนำเข้าประจำการในครึ่งหลังปี 2026 กระทรวงกลาโหมสาธารณรัฐเกาหลีได้กล่าวก่อนหน้า
Janes ได้รายงานก่อนหน้าว่าการผลิตของเครื่องบินขับไล่ KF-21 เครื่องแรกในสายการผลิตได้เริ่มต้นในเดือนกรกฎาคม 2024(https://aagth1.blogspot.com/2024/07/kf-21-20.html)

เครื่องบินขับไล่ KF-21 เครื่องแรกในสายการผลิตได้เข้าสู่ขั้นระยะการประกอบขั้นสุดท้ายในเดือนพฤษภาคม 2025 ตามข้อมูลจากกระทรวงกลาโหมสาธารณรัฐเกาหลี(https://aagth1.blogspot.com/2025/06/kai-hanwha-kf-21-f414.html)
ประธานาธิบดีสาธารณรัฐเกาหลี Lee Jae-myung ซึ่งถูกเชิญเข้าร่วมพิธีเปิดตัวกล่าวว่า เครื่องบินขับไล่ KF-21 ได้รับความสนใจจากประเทศอื่นๆทั่วโลกแม้กระทั่งก่อนที่เครื่องบินเครื่องแรก(จากสายการผลิต)จะถูกเปิดตัว

ประธานาธิบดีสาธารณรัฐเกาหลี Lee ให้เหตุผลถึงความสนใจจากภายนอกต่อ "สมรรถนะ, ค่าใช้จ่ายการบำรุงรักษาต่างๆที่ต่ำ และระบบโครงสร้างอากาศยาน(airframe) ที่ปรับขนาดได้สูง" ของเครื่องบินขับไล่ KF-21
รายงานจากสื่อท้องถิ่นสาธารณรัฐเกาหลีกล่าวว่าอินโดนีเซียจะลงนามสัญญาสำหรับเครื่องบินขับไล่ KF-21 จำนวน 16เครื่องระหว่างการเยือนนครหลวง Seoul โดยประธานาธิบดีอินโดนีเซีย Prabowo Subianto ระหว่างวันที่ 31 มีนาคม ถึง 2 เมษายน 2026

อินโดนีเซียได้แก้ไขสัญญาการมีส่วนร่วมในโครงการของตนโดยมองที่จะได้รับการอำนวยความสะดวกสินเชื่อการส่งออกผ่านธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งเกาหลี(Exim Bank of Korea) เพื่อการสนับสนุนทางการเงินของอินโดนีเซีย
ในการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่ KF-21 Block 2 จำนวน 16เครื่องสำหรับกองทัพอากาศอินโดนีเซีย(Indonesian Air Force, TNI-AU: Tentara Nasional Indonesia-Angkatan Udara)(https://aagth1.blogspot.com/2026/01/kf-21-block-2-16.html)

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์(UAE: United Arab Emirates) ยังได้ลงนามจดหมายแสดงความจำนง(LOI: Letter of Intent) ที่ครอบคลุมความสนใจในเครื่องบินขับไล่ KF-21 ในเดือนเมษายน 2025(https://aagth1.blogspot.com/2025/04/kf-21.html)
รายงานจากสื่อของสาธารณรัฐเกาหลีระหว่างการเยี่ยมชมโรงงานอากาศยาน Sacheon ของบริษัท KAI โดยประธานาธิบดีสาธารณรัฐเกาหลี Lee ยังได้เห็นเครื่องบินขับไล่ KF-21 จำนวนหลายสิบเครื่องที่กำลังได้รับการผลิตในหลายหลายสถานะ

ตามข้อมูลจากสำนักงานโครงการจัดหากลาโหม(DAPA: Defense Acquisition Program Administration) สาธารณรัฐเกาหลี เครื่องบินขับไล่ KF-21 ได้เสร็จสิ้นโครงการการพัฒนาทางการบินแล้วในเดือนมกราคม 2026
เครื่องบินขับไล่ KF-21 ในการจัดหาระยะที่1 รวมจำนวน 40เครื่องมีกำหนดที่จะส่งมอบต่อเนื่องจนถึงปี 2028 การที่เครื่องแรกเป็นรุ่นสองที่นั่งแทบจะแน่นอนจะถูกใช้เพื่อการฝึกปฏิบัติเพิ่มเติมของกำลังพลกองทัพอากาศสาธารณรัฐเกาหลีครับ