วันเสาร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

Airbus ส่งมอบเครื่องบินลำเลียง A400M ที่พร้อมรบเครื่องแรกแก่สเปน

Airbus delivers ‘first combat ready' A400M to Spain





The first A400M for the Spanish Air and Space Force to be fitted with the Indra InShield DIRCM countermeasures was delivered to the service on 11 February. (Airbus Defence and Space)



บริษัท Airbus Defence and Space(DS) ยุโรปได้ส่งมอบส่งมอบเครื่องบินลำเลียง A400M "เครื่องแรกที่พร้อมรบ(combat-ready)" ของตน ตามที่บริษัท Airbus DS อธิบายเหตุการณ์สำคัญนี้เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2026
เครื่องบินลำเลียง A400M ที่มีหมายเลขสายการผลิต MSN120 ขอบริษัท Airbus DS เป็นเครื่องแรกที่จะถูกส่งมอบจากสายการประกอบขั้นสุดท้าย(FAL: Final Assembly Line) ใน Seville สเปน

แก่กองทัพอากาศและอวกาศสเปน(Spanish Air and Space Force, EdAE: Ejército del Aire y del Espacio) ที่ได้รับการติดตั้งด้วยระบบมาตรการต่อต้านเชิงรับ(defensive countermeasures)
"Airbus ได้ส่งมอบเครื่องบินลำเลียง A400M พร้อมรบเครื่องแรกสำหรับกองทัพอากาศและอวกาศสเปน" บริษัท Airbus DS กล่าว(https://aagth1.blogspot.com/2024/11/airbus-a400m.html) โดยเสริมว่า

"การปฏิบัติการในห้วงอากาศที่มีการแข่งขันสามารถเผยเครื่องบินลำเลียง A400M ที่จะมีการเพิ่มสูงขึ้นของภัยคุกคามต่างๆ เพื่อให้ดำรงความมั่นใจในความสำเร็จภารกิจในสภาพแวดล้อมข้าศึกต่างๆ
เป็นครั้งแรกที่ Airbus Defence and Space ได้บูรณาการระบบมาตรการต่อต้าน Infraed แบบกำหนดทิศทาง(DIRCM: Directed Infrared Countermeasures) เข้ากับเครื่องบินลำเลียง A400M ภายในฝูงบินกองทัพอากาศและอวกาศสเปน"

บริษัท Airbus DS เสริมว่ากองทัพอากาศและอวกาศสเปนขณะนี้จะดำเนินการประเมินค่าการปฏิบัติการของระบบมาตรการต่อต้าน DIRCM ตลอดหลายเดือนข้างหน้าที่จะมาถึงก่อนการสร้างการตัดสินใจที่จะเป็นตัวการใช้งานระบบ
ตลอดทั้งฝูงบินเครื่องบินลำเลียง A400M จำนวน 27เครื่อง ซึ่งจนถึงตอนได้ส่งมอบไปแล้วจำนวน 14เครื่องแก่กองบินที่31((31st Wing, Ala 31) ณ ฐานทัพอากาศ Zaragoza ในตะวันออกเฉียงเหนือของสเปน

ระบบมาตรการต่อต้าน Infraed แบบกำหนดทิศทางแบบ Indra InShield DIRCM ของบริษัท Indra สเปน ใช้วิทยาการลำแสง laser เพื่อเบี่ยงเบนอาวุธปล่อยนำวิถีด้วยคลื่นความร้อน infrared ต่างๆ
ได้รับการรับรองโดยสถาบันเทคโนโลยีการบินแห่งชาติสเปน(Spanish National Institute for Aerospace Technology, INTA: Instituto Nacional de Técnica Aeroespacial)

และการบูรณาการเข้ากับเครื่องบินลำเลียง A400M หมายเลขสายการผลิต MSN120 ได้มีขึ้นโดยใช้ระยะเวลาประมาณสองปี สอดคล้องกับช่วงเวลาการซ่อมบำรุงเครื่องบินตามกำหนดการ
ในฐานะชาติผู้ผลิตหลักและหนึ่งในเจ็ดชาติหุ้นส่วนของโครงการร่วมกับเบลเยียม, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, ลักเซมเบิร์ก, และตุรกี สเปนคาดว่าจะได้รับมอบเครื่องบินลำเลียง A400M Atlas ครบ 27เครื่องที่ตนสั่งจัดหาและมีความล่าช้าในปี 2030 ครับ

วันศุกร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

เครื่องบินขับไล่ F-16 และเครื่องบินโจมตีเบาใบพัด A-29 Super Tucano อินโดนีเซียทดสอบการปฏิบัติการจากถนนทางหลวง highway

Indonesian Air Force tests aircraft operations from highway





The Indonesian Air Force landed a Lockheed Martin F-16 on a 24 m wide highway on 11 February 2026. (TNI-AU)



กองทัพอากาศอินโดนีเซีย(Indonesian Air Force, TNI-AU: Tentara Nasional Indonesia-Angkatan Udara) ได้ปฏิบัติการเครื่องบินรบจากช่วงหนึ่งของถนนทางหลวงสาธารณะ
เป็นการประเมินขีดความสามารถของกองทัพอากาศอินโดนีเซียในการที่จะวางกำลังใช้งานโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนสำหรับกิจกรรมนอกฐานที่ตั้งต่างๆในกรณีเกิดภาวะวิกฤต

ระหว่างการทดสอบที่ดำเนินการปฏิบัติเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2026 เครื่องบินโจมตีเบาใบพัด Embraer A-26B Super Tucano จำนวน 1เครื่อง(https://aagth1.blogspot.com/2026/01/29-super-tucano-c-uas-2026.html)
และเครื่องบินขับไล่ Lockheed Martin F-16C Block 25 Fighting Falcon จำนวน 1เครื่องของกองทัพอากาศอินโดนีเซีย(https://aagth1.blogspot.com/2021/06/2044.html)

ได้ทำการลงจอดและบินขึ้นจากถนนทางหลวงสาย Terbanggi Besar-Pematanag Panggang-Kayu Agung(ย่อเป็นถนนทางหลวง Terpeka) ช่วงหนึ่งของถนนทางด่วน Trans-Sumatra Toll Road(JTTS) บนเกาะ Sumatra
ตามข้อมูลจากกระทรวงกลาโหมอินโดนีเซีย การทดสอบเป็น "ครั้งแรกในการทดสอบแบบนี้ที่ได้ปฏิบัติบนถนนทางด่วนในอินโดนีเซีย" รองรัฐมนตรีกลาโหมอินโดนีเซีย พลอากาศเอก Donny Ermawan Taufanto(เกษียณแล้ว) กล่าว

การทดสอบได้รับการอธิบายในฐานะเหตุการณ์ที่มีสำคัญในการเตรียมความพร้อมการป้องกันภัยทางอากาศแห่งชาติของอินโดนีเซีย กระทรวงกลาโหมอินโดนีเซียกล่าวว่า
การสาธิตเป็นการปูทางสำหรับกองทัพอากาศอินโดนีเซียที่จะวางกำลังอากาศยานของตนใช้งานโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนเพื่อวัตถุประสงค์ทางทหาร "ภายใต้เงื่อนไขบางประการ" ในกรณีฉุกเฉินต่างๆ

ตามข้อมูลจากรองรัฐมนตรีกลาโหมอินโดนีเซีย พลอากาศเอก Taufanto รัฐบาลอินโดนีเซียได้เตรียมแนวทาง road map สำหรับการพัฒนาถนนทางด่วนและถนนแห่งชาติต่างๆหลายสายในหลายๆภูมิภาค
เพื่อให้ตรงความต้องการสำหรับเป็นลานบิน(airstrip) ทางเลือกตามสถานการณ์ "แนวคิดนี้ได้ถูกพิจารณาว่าสำคัญยิ่งสำหรับการดำรงการเตรียมความพร้อมการป้องกันประเทศในหมู่เกาะ"

"เราต้องการให้เกาะขนาดใหญ่แต่ละเกาะที่จะมีฐานบินทางเลือกหลายๆที่ ถ้าหนึ่งฐานบินถูกขัดขวางให้ไม่สามารถปฏิบัติการได้ มันยังคงมีฐานบินทางเลือกอื่นๆอยู่
ก้าวย่างนี้สอบคล้องกับแผนยุทธศาสตร์กลาโหมสำหรับหมู่เกาะขนาดใหญ่ สร้างความมั่นใจว่าตัวเลือกฐานบินทางเลือกต่างๆจะพร้อมใช้งานเมื่อมีความจำเป็น" พลอากาศเอก Taufanto กล่าวครับ

วันพฤหัสบดีที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

มาเลเซียทำพิธีปล่อยเรือลงน้ำเรือฟริเกต LCS ลำที่สาม KD Sharif Mashor

Malaysia launches third Maharaja Lela-class ship







Malaysiaʼs third LCS, the future KD Sharif Mashor , seen here at its launch ceremony. (Malaysia MINDEF/Lumut Naval Shipyard)



มาเลเซียได้ทำพิธีปล่อยเรือลงน้ำของเรือฟริเกตชั้น Maharaja Lela โครงการเรือฟริเกต Littoral Combat Ship(LCS) ลำที่สามสำหรับกองทัพเรือมาเลเซีย(RMN: Royal Malaysian Navy, TLDM: Tentera Laut Diraja Malaysia)
เป็นเครื่องหมายถึงอีกก้าวย่างสำคัญในโครงการต่อเรือรบผิวน้ำสมรรถนะสูงภายในประเทศและแผนลดแบบเรือ 15-to-5 ที่ได้เผชิญหน้ากับความล่าช้าและการตรวจสอบอย่างเข้มงวดซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างต่อเนื่อง

เรือฟริเกตชั้น Maharaja Lela ลำที่สาม เรือฟริเกต KD Sharif Mashor หมายเลขเรือ 2503 ได้ถูกทำพิธีปล่อยเรือลงน้ำอย่างเป็นทางการที่อู่เรือบริษัท Lumut Naval Shipyard (LUNAS) มาเลเซียเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2026
กระทรวงกลาโหมมาเลเซียประกาศในวันเดียวกัน เรือถูกตั้งชื่อตาม Sharif Mashor หนึ่งในวีรบุรุษของรัฐ Sarawak ผู้นำชาว Malayu และชนพื้นเมืองชาว Iban ในการต่อสู้เพื่อต่อต้านการเข้ามาขยายอำนาจยึดครองดินแดนของชาวอังกฤษ

KD Sharif Mashor เป็นเรือฟริเกตชั้น Maharaja Lela ลำที่สามที่มีพื้นฐานจากแบบเรือ Gowind ของบริษัท Naval Group ฝรั่งเศสตามเรือฟริเกตชั้น Maharaja Lela ลำแรก เรือฟริเกต KD Maharaja Lela(2501)
ซึ่งล่าสุดเรือฟริเกต KD Maharaja Lela ได้เดินเรือออกทะเลเพื่อทำการทดลองเรือในทะเลครั้งแรกของตนเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2026 และเรือฟริเกตชั้น Maharaja Lela ลำที่สอง เรือฟริเกต KD Raja Muda Nala(2502)

เช่นเดียวกับเรือฟริเกต KD Maharaja Lela ลำก่อนหน้า เรือฟริเกต KD Sharif Mashor มีความยาวเรือรวมที่ 111m ความกว้างเรือที่ 16m กินน้ำลึกที่ 3.85m และมีระวางขับน้ำที่ราว 3,000tonnes
พิธีปล่อยเรือลงน้ำของเรือฟริเกต KD Sharif Mashor มีขึ้นตามมามากกว่าหกเดือนเล็กน้อยหลังจากเรือฟริเกต KD Raja Muda Nala ถูกทำพิธีปล่อยเรือลงน้ำอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2025(https://aagth1.blogspot.com/2025/07/lcs-kd-raja-muda-nala.html)

พิธีปล่อยเรือลงน้ำอย่างเป็นทางการของเรือฟริเกต KD Raja Muda Nala ดังกล่าวมีขึ้นตามการยกเรือลงสู่ผิวน้ำจริงทางเทคนิคเมื่อเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2025(https://aagth1.blogspot.com/2025/05/lcs-kd-raja-muda-nala.html
เรือฟริเกต KD Maharaja Lela ได้ถูกนำเรือลงสู่ผิวน้ำจริงทางเทคนิคเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2024(https://aagth1.blogspot.com/2024/06/lcs-kd-maharaja-lela.html) เป็นเวลาเกือบ 7ปีหลังจากที่มี "พิธีปล่อยเรือ" ก่อนหน้าในปี 2017 ที่เรือไม่ได้อยู่ในน้ำจริงๆ

เช่นเดียวกับเรือฟริเกตชั้น Maharaja Lela สองลำแรก เรือฟริเกต KD Sharif Mashor จะได้รับการติดตั้งระบบอาวุธด้วยอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นต่อต้านเรือผิวน้ำ Kongsberg Naval Strike Missile(NSM)(https://aagth1.blogspot.com/2025/01/nsm-lekiu.html)
ระบบป้องกันภัยทางอากาศอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ MBDA VL MICA, ปืนเรือ BAE Systems 57mm Mk 3, แท่นยิงปืนกล MSI‑Defence Seahawk 30mm และแท่นยิง torpedo เบาสามท่อยิง J+S 324mm(https://aagth1.blogspot.com/2025/03/torpedo-sea-maharaja-lela.html)

ชุดระบบตรวจจับต่างๆของเรือฟริเกตชั้น Maharaja Lela ได้มีการนำมาติดตั้งใช้ด้วย radar ตรวจการณ์แบบ Thales SMART‑S Mk 2, ระบบควบคุมการยิง(FCS: Fire‑Control System) แบบ Rheinmetall TMEO Mk 2 TMX/EO
และ sonar ลากท้ายหลายระดับความลึก VDS(Variable Depth Sonar) ความถี่ต่ำแบบ Thales Captas‑2 สำหรับสงครามปราบเรือดำน้ำ(ASW: Anti‑Submarine Warfare) ครับ

วันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

IWI อิสราเอลเสนอระบบควบคุมการยิงอาวุธปืนประจำกาย Arbel แก่หลายประเทศในเอเชีย-แปซิฟิก

Special Report: IWI offers Arbel to Asia-Pacific countries





The Arbel computerised weapon system is seen fitted onto IWI's ARAD multicalibre assault rifle. (My Own Photos, Tid's Hobby)





บริษัท Israel Weapon Industries(IWI) อิสราเอลในเครือบริษัท SK Group อิสราเอลกำลังทำการตลาดระบบกลไกการยิงควบคุมด้วย computer สำหรับอาวุธปืนประจำการขนาดเล็กแบบ Arbel แก่หลายประเทศทั่วภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก
Doron Korol รองประธานฝ่ายการตลาดและการขายเอเชีย-แปซิฟิกของ SK Group อิสราเอลกล่าวกับ Janes ในเดือนธันวาคม 2025 ว่าอินเดียได้แสดงความสนใจที่จะจัดหาระบบควบคุมการยิง Arble พร้อมความเป็นไปได้ในการผลิตในอินเดีย

เขาเสริมว่าบริษัท IWI อิสราเอลยังอยู่ในการเจรจากับไทย โดยกองทัพไทย(RTARF: Royal Thai Armed Forces) ได้มีการจัดหาอาวุธปืนประจำกายแบบต่างๆจาก IWI อิสราเอลไปแล้วหลายแบบก่อนหน้า
รวมถึงปืนเล็กยาวจู่โจมรูปทรง bullpup แบบ Tavor TAR-21 และปืนเล็กสั้น bullpup แบบ X95, ปืนเล็กยาวจู่โจม Galil ACE-N 23(https://aagth1.blogspot.com/2026/01/kocha-singa-2025.html), และปืนเล็กกล Negev เป็นต้น

Korol กล่าวว่า IWI อิสราเอลกำลังแสวงหาโอกาสเพิ่มเติมต่างๆของระบบควบคุมการยิงอาวุธปืน Arbel ทั่วทั้งเอเชีย-แปซิฟิก และกำลังอยู่ในการการเจรจากับลูกค้าต่างๆหลายรายในภูมิภาค เป้าหมายหลักต่างๆรวมถึงฟิลิปปินส์, ไต้หวัน, และสาธารณรัฐเกาหลี
ตามข้อมูลจากโฆษกของบริษัท IWI ระบบควบคุมการยิง Arbel มีจุดประสงค์ที่จะปฏิบัติการในฐานะระบบบูรณาการเพื่อเพิ่มขยายการตรวจจับเป้าหมายและสมรรถนะการยิงของปืนเล็กยาวของเหล่าทหาร

เสริมว่าระบบควบคุมการยิงปืนเล็ก Arbel กำลังได้รับการทำตลาดในฐานะขีดความสามารถระบบต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ(C-UAS: Counter-Unmanned Aircraft System) โดยไม่ต้องการระบบอื่นๆหรือการฝึกเพิ่มเติม
ในการให้สัมภาษณ์กับ Janes Korol กล่าวว่า IWI อิสราเอลคาดหวังที่จะขยายเข้าไปสู่ตลาดของอินเดียด้วยระบบควบคุมการยิง Arbel ตามสัญญาอาวุธปืนเล็กต่างๆก่อนหน้าของตนกับรัฐบาลอินเดีย

ในเดือนธันวาคม 2025 กระทรวงกลาโหมอินเดียได้ประกาศสัญญากับบริษัท PLR Systems กิจการร่วมค้า(JV: Joint Venture) ระหว่างบริษัท Adani Group อินเดียและบริษัท IWI อิสราเอล
ที่จะส่งมอบปืนเล็กสั้นสำหรับทำการรบระยะประชิด(CQB: Close Quarters Battle) จำนวน 170,000กระบอกแก่กองทัพอินเดียตลอดช่วงระยะเวลาห้าถึงหกปี(https://aagth1.blogspot.com/2023/02/ak-203.html)

ปืนเล็กสั้นทำการรบระยะประชิด CQB จะถูกผลิตในอินเดียและจะมีพื้นฐานจากปืนเล็กยาวจู่โจมตระกูล Galil Ace ของ IWI อิสราเอล "ขณะนี้เรากำลังอยู่ในขั้นแรกของการสนทนาต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการบูรณาการระบบ Arbel ในอินเดีย" Korol กล่าว
ระหว่างนิทรรศการแสดงยุทโธปกรณ์และเทคโนโลยีป้องกันประเทศ Defense & Security 2025 ที่อาคาร Challenger Hall 1-2 ศูนย์จัดแสดงสินค้า IMPACT เมืองทองธานี นนทบุรี ประเทศไทย ระหว่างวันที่ ๑๐-๑๓ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๖๘(2025)

ระบบควบคุมการยิงอาวุธด้วย computer แบบ Arbel ได้ถูกเห็นติดตั้งกับปืนเล็กยาวจู่โจมหลายขนาดลำกล้อง ARAD ของ IWI อิสราเอลซึ่ง Korol กล่าวกับ Janes เมื่อวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๖๘ ว่า
ไทยอาจจะเป็นลูกค้ารายแรกในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกที่ใช้ระบบ Arbel นี้ "ผมเชื่อว่าไทยจะจัดหาระบบ Arbel ในปี 2026" Korol กล่าวว่าระบบ Arbel ได้ถูกใช้งานโดยกองทัพต่างๆในชาติตะวันตกแล้วแต่ไม่ได้ให้รายละเอียด

Janes เข้าใจว่าระบบควบคุมการยิงอาวุธปืนเล็กแบบ Arbel กำลังได้รับการเสนอเพื่อเป็นแนวทางแก้ไขปัญหาสำหรับหน่วยรบพิเศษต่างๆของกองทัพไทย โดยเฉพาะความต้องการในการต่อต้านระบบอากาศยานไร้คนขับที่เพิ่มสูงขึ้นจากการปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาในปี 2025
กองทัพบกไทย(RTA: Royal Thai Army) โดยกรมสรรพาวุธทหารบก สพ.ทบ.(Ordnance Department) มีการตั้งโครงการจัดซื้อระบบช่วยยิงแบบ lock เป้าหมายอัตโนมัติในการป้องกันอากาศยานไร้คนขับไม่ทราบฝ่าย สำหรับปืนเล็กยาว ปลย. และปืนเล็กสั้น ปลส.ขนาด 5.56mm ซึ่งมีการระบุถึงระบบ SMASH 3000 ของบริษัท SMARTSHOOTER อิสราเอลครับ

วันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

ไต้หวันมองจะจัดหาเครื่องบินลำเลียง C-130J ใหม่ 10เครื่อง

Taiwan favours acquisition of new C-130J aircraft





Taiwan operates a fleet of Lockheed Martin C-130H aircraft, which it inducted from 1986. (Sam Yeh/AFP via Getty Images)

ไต้หวันได้เก็บแผนที่จะปรับปรุงฝูงบินเครื่องบินลำเลียง Lockheed Martin C-130H Hercules รุ่นเก่าของตนในความพอใจที่จะจัดหาเครื่องบินลำเลียง Lockheed Martin C-130J Super Hercules ใหม่ ตามรายงานสื่อของรัฐบาลไต้หวัน
กองทัพอากาศไต้หวัน(RoCAF: Republic of China Air Force) เดิมมีความตั้งใจที่จะปรับปรุงเครื่องบินลำเลียง C-130H ที่มีประจำการจำนวน 18เครื่องภายในโครงการที่เรียกว่า Taiwushan No 3(Taiwu Mountain III, "ภูเขา Taiwu" 太武山)

อย่างไรก็ตามเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2026 "กองทัพได้ประกาศว่าตนจะจัดหาเครื่องบินลำเลียง C-130J จำนวน 10เครื่องจากสหรัฐฯ"(https://aagth1.blogspot.com/2024/09/c-130j-30-hercules-2.html
เนื่องจากความกังวลว่าการปรับปรุงฝูงเครื่องบินลำเลียง C-130H รุ่นเก่าจะไม่มีความคุ้มค่าในแง่ประสิทธภาพต่อราคา(cost-effective) สำนักข่าว Central News Agency(CNA) ของรัฐบาลไต้หวันกล่าว

ตามรายงานของสำนักข่าว CNA ไต้หวัน การตัดสินใจที่จะจัดหาเครื่องบินลำเลียง C-130J ใหม่ของกองทัพอากาศไต้หวันมีพื้นฐานจากการประเมินภัยคุกคามและประเมินค่าความต้องการต่างๆ
กระทรวงกลาโหมไต้หวันได้เริ่มต้นการเชิญชวนผู้เข้าแข่งขันรายต่างๆที่จะปรับปรุงฝูงบินเครื่องบินลำเลียง C-130H ในเดือนธันวาคม 2024 โครงการ Taiwushan No 3 มีความตั้งใจที่จะเริ่มต้นในปี 2025 และเสร็จสิ้นในปี 2030

โครงการ Taiwushan No 3 ตั้งเป้าที่จะเพิ่มขยายขีดความสามารถการค้นหาและกู้ภัย(SAR: Search-and-Rescue) ทางทะเลต่างๆของฝูงบินเครื่องบินลำเลียง C-130H ของกองทัพอากาศไต้หวัน
การปรับปรุงต่างๆรวมถึงห้องนักบินแบบ glass cockpit, ระบบนำร่องดาวเทียม GPS ใหม่, และระบบหลีกเลี่ยงการบินชนพื้น(GCAS: Ground-Collision Avoidance System) ตามข้อมูลจากสำนักข่าว CNA ไต้หวัน

อย่างไรก็ตามจากการประเมินของกองทัพอากาศไต้หวันได้ตัดสินใจว่าฝูงบินเครื่องบินลำเลียง C-130H ยังจำเป็นที่จะต้องได้รับการเสริมความแข็งแรงทางโครงสร้างนอกเหนือจากการปรับปรุงชุดคำสั่ง software และ avionic ต่างๆ ซึ่งเป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายต่างๆ
ขณะนี้กองทัพอากาศไต้หวันกำลังมองหาการมีส่วนร่วมภาคอุตสาหกรรมการบินต่างๆในไต้หวันใน "การปรับปรุงแบบพื้นฐาน" ของเครื่องบินลำเลียง C-130H สำนักข่าว CNA ไต้หวันกล่าว

กระทรวงกลาโหมไต้หวันไม่ได้ออกการแถลงการณ์อย่างเป็นทางการในประเด็นนี้ ณ เวลาที่บทความนี้เผยแพร่ Janes ได้ทำการติดต่อกับกระทรวงกลาโหมไต้หวันสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม
ถ้าเครื่องบินลำเลียง C-130J ได้รับการจัดหากองทัพอากาศไต้หวันจะวางกำลังเครื่องบินใหม่เหล่านี้ "ควบคู่ไปกับเครื่องบินลำเลียง C-130H รุ่นเก่ากว่าในรูปแบบผสม high-low mix" ตามรายงานของ CNA ไต้หวัน

ตามข้อมูลจาก Janes World Air Forces ปัจจุบันกองทัพอากาศไต้หวันมีประจำการด้วยเครื่องบินลำเลียง C-130H จำนวน 20เครื่องซึ่งได้รับมอบเครื่องแรกตั้งแต่ปี 1986
เครื่องบินลำเลียง C-130H ของกองทัพอากาศไต้หวันถูกวางกำลังในกลุ่มบินลำเลียงทางยุทธวิธีที่10(10th Tactical Airlift Group) กองบินผสมทางยุทธวิธีที่6(6th Tactical Mixed Wing) ที่มีที่ตั้ง ณ ฐานทัพอากาศ Pingtung ครับ

วันจันทร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

อินโดนีเซียเลือกจะจัดหาเครื่องบินขับไล่และฝึก M-346 F Block 20 อิตาลี

Singapore Airshow 2026: Leonardo announces Indonesia's selection of M-346 F





Indonesia has selected the Leonardo M-346 F Block 20 to replace its ageing fleet of BAE Systems Hawk 109/209 aircraft. (Leonardo)

บริษัท Leonardo อิตาลีได้ประกาศว่ากระทรวงกลาโหมอินโดนีเซียได้เลือกเครื่องบินขับไล่เบา M-346 F(Fighter) Block 20 ที่ตรงความต้องการการฝึกทางอากาศต่างๆของตน
การประกาศได้มีขึ้นเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2026 ระหว่างงานแสดงการบินนานาชาติ Singapore Airshow 2026 ที่จัดขึ้นที่ Changi  สิงคโปร์ระหว่างวันที่ 3-8 กุมภาพันธ์ 2026

Leonardo อิตาลี, บริษัท PT E-System Solutions(ESS) อินโดนีเซีย และกระทรวงกลาโหมอินโดนีเซียยังได้ลงนามจดหมายแสดงความจำนง(LoI: Letter of Intent) 
เพื่อความร่วมมือในการจัดส่งและสนับสนุนของเครื่องบินขับไล่และฝึก M-346 F Block 20 สำหรับกองทัพอากาศอินโดนีเซีย(Indonesian Air Force, TNI-AU: Tentara Nasional Indonesia-Angkatan Udara)

"จดหมายแสดงความจำนง LoI มีขึ้นตามการเลือกเครื่องบินขับไล่และฝึก M-346 โดยกระทรวงกลาโหมอินโดนีเซียเพื่อตอบสนองความต้องการขีดความสามารถการฝีกและการรบของอินโดนีเซีย" บริษัท Leonardo กล่าว
ตามข้อมูลจากบริษัท Leonardo โครงการมีส่วนส่งเสริมแผนการปรับปรุงความทันสมัยกำลังฝูงบินอากาศยานต่างๆของกองทัพอากาศอินโดนีเซีย แผนได้ยกประโยชน์จาก

"วิทยาการและสมรรถนะ(ของเครื่องบินขับไล่และฝึก M-346 F Block 20) เพื่อทดแทนเครื่องบินที่มีอายุการใช้งานมานาน เช่นเครื่องบินฝึกไอพ่น/โจมตีเบา BAE Systems Hawk ในบรรดาเครื่องบินแบบอื่นๆ" บริษัท Leonardo กล่าว
ตามข้อมูลจากบริษัท Leonardo จดหมายแสดงความจำนง LoI ยังรวมถึง "ขีดความสามารถการสนับสนุน , ซ่อมบำรุง, ซ่อมทำใหญ่ และการฝึกในอินโดนีเซีย เช่นเดียวกับการพัฒนาทุนมนุษย์(human capital)"

"คณะทำงานของทั้งสองฝ่ายขณะนี้จะย้ายเข้าสู่การหารือต่างๆในระยะต่อไป โดยมีความตั้งใจที่จะบรรลุผลการลงนามสัญญาการจัดซื้อจัดจ้างได้โดยเร็ว" Leonardo อิตาลีเสริม
ตามข้อมูลจาก Janes World Air Forces ปัจจุบันกองทัพอากาศอินโดนีเซียมีประจำการด้วยเครื่องบินโจมตีเบาไอพ่น Hawk 209 จำนวน 22เครื่อง และเครื่องบินฝึกไอพ่น Hawk 109 จำนวน 6เครื่อง

เครื่องบินโจมตีเบา Hawk 209 และและเครื่องบินฝึกไอพ่น Hawk 109 ถูกนำเข้าประจำการในกองทัพอากาศอินโดนีเซียตั้งแต่ปี 1996 เพื่อใช้ในภารกิจการฝึก, การสนับสนุนทางอากาศใกล้ชิด(CAS: Close Air Support) และการโจมตีเบา
ล่าสุดกองทัพอากาศอินโดนีเซียได้ลดขนาดการวางกำลังเครื่องบินฝึกไอพ่น/โจมตีเบา Hawk 109/209 ในฐานะทรัพยากรในแนวหน้าลง โดยในเดือนมกราคม 2026 ได้ลดจำนวนหน่วยบินจากสองฝูงบินเป็นหนึ่งฝูงบิน

ฝูงบินที่12(Air Squadron 12, Skadron Udara 12) กองบินที่6(Air Wing 6, Wing Udara 6) ที่มีตั้งที่ฐานทัพอากาศ Roesmin Nurjadin ได้ทำพิธีปลดประจำการเครื่องบินไอพ่น Hawk 109/Hawk 209 เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2026 
คาดว่าฝูงบินที่12 จะมีพิธีรับมอบอย่างเป็นทางการของเครื่องบินขับไล่ Dassault Rafale ฝรั่งเศสที่กำลังอยู่ระหว่างการส่งมอบตามมา(https://aagth1.blogspot.com/2026/01/rafale-3-42.html)

เครื่องบินไอพ่น Hawk 109/Hawk 209 ที่เหลือจะถูกวางกำลัง ณ ฝูงบินที่1(Air Squadron 1, Skadron Udara 1) ที่มีที่ตั้งที่ฐานทัพอากาศ Supadio ใน Pontianak เป็นฝูงบินเดียว
กองทัพอากาศอินโดนีเซียยังมีประจำการด้วยเครื่องบินฝึกไอพ่นและโจมตีเบา Korea Aerospace Industries(KAI) T-50i สาธารณรัฐเกาหลีจำนวน 13เครื่องที่เข้าประจำการมาตั้งแต่ปี 2013(https://aagth1.blogspot.com/2025/06/elang-thainesia-2025.html)

เครื่องบินฝึกไอพ่นและโจมตีเบา T-50i ถูกวางกำลัง ณ ฝูงบินที่15(15th Air Squadron, Skadron Udara 15) ฐานทัพอากาศ Iswahyudi ใน Madiun กองทัพอากาศอินโดนีเซียได้สูญเสีย T-50i ของตนไปแล้ว 3เครื่องจากที่ได้รับมอบ 16เครื่อง โดยมองที่จะจัดหาเพิ่มเติม 6เครื่อง
มีรายงานจากสื่ออินโดนีเซียว่ากองทัพอากาศอินโดนีเซียมองที่จะจัดหาเครื่องบินขับไล่และฝึก M-346 F Block 20 จำนวน 24เครื่องและมีตัวเลือกเพิ่มเติมอีก 12เครื่องรวม 36เครื่อง

เครื่องบินขับไล่และฝึกไอพ่น M-346 F Block 20 เป็นมาตรฐานล่าสุดที่ได้รับการเพิ่มขยายขีดความสามารถในการฝึกและการรบต่างๆรวมถึงห้องนักบินที่ได้การติดตั้งจอแสดงผลขนาดใหญ่(LAD: Large Area Display) หนึ่งจอต่อหนึ่งที่นั่ง
เสริมด้วยจอแสดงผลตรงหน้าความโดดเด่นต่ำ(LPHUD: Low-Profile Head-Up Display) และหมวกนักบินติดจอแสดงผล(HMD: Helmet-Mounted Display) ครับ(https://aagth1.blogspot.com/2025/12/m-346fa-12.html, https://aagth1.blogspot.com/2025/01/m-346fa-12.html)

วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

TAI ไทยและ Embraer บราซิลหารือการจัดตั้งศูนย์บริการอากาศยานในไทยแก่กองทัพไทย

Embraer positions Thai Aviation Industries for local maintenance and support to the Royal Thai Armed Forces



Embraer ERJ135 jet transport aircrafts in Royal Thai Navy (RTN) and Royal Thai Army (RTA) service. (Royal Thai Air Force)

Embraer also see strong potential for the KC‑390 Millennium’s advanced multi‑mission capabilities to support Thailand’s long‑term strategic defense requirements. (Embraer)

Embraer has advanced discussions with Thai Aviation Industries (TAI) for a potential partnership aimed at establishing TAI as a future local authorized service center. (Embraer)



ณ งานแสดงการบินนานาชาติ Singapore Airshow 2026 ที่จัดขึ้นที่ Changi  สิงคโปร์ระหว่างวันที่ ๓-๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๖๙(2026) บริษัท Embraer บราซิลได้มีความคืบหน้าการหารือกับบริษัท อุตสาหกรรมการบิน จำกัด(TAI: Thai Aviation Industries) ไทย สำหรับความเป็นไปได้การเป็นหุ้นส่วนที่มุ่งเป้าที่การจัดตั้ง TAI ไทยในฐานะศูนย์บริการอย่างเป็นทางการในประเทศไทยในอนาคต 
การริเริ่มนี้สามารถเพิ่มขยายขีดความสามารถการซ่อมบำรุงในไทยสำหรับฝูงบินเครื่องบินลำเลียงไอพ่น ERJ135 ของกองทัพไทย(RTARF: Royal Thai Armed Forces) การริเริ่มนี้อาจจะเริ่มต้นดำเนินการปฏิบัติใช้งานภายในสิ้นปี พ.ศ.๒๕๖๙ นี้ บริษัท Embraer กล่าวในแถลงการณ์เมื่อวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๖๙

ปัจจุบันกองทัพบกไทย(RTA: Royal Thai Army) มีประจำการด้วยเครื่องบินลำเลียงไอพ่น Embraer ERJ135LR กำหนดแบบเป็นเครื่องบินใช้งานทั่วไปแบบ๑๓๕ บ.ท.๑๓๕ ERJ135LR จำนวน ๒เครื่อง และกองการบินทหารเรือ กบร.(RTNAD: Royal Thai Naval Air Division) กองทัพเรือไทย(RTN: Royal Thai Navy) กำหนดแบบเป็นเครื่องบินลำเลียงแบบที่๒ บ.ลล.๒ ERJ135LR จำนวน ๒เครื่อง
ความร่วมมือนี้เป็นเครื่องหมายถึงขั้นระยะต่อไปของบันทึกความเข้าใจ(MoU: Memorandum of Understanding) ระหว่าง Embraer บราซิลและ TAI ไทย เสริมความแข็งแกร่งความสำคัญของการสนับสนุนร่วมกันเพื่อสร้างระบบนิเวศการบินและการป้องกันประเทศที่แข็งแกร่งในไทย ผ่านการมีส่วนร่วมของภาตอุตสาหกรรมในไทยและความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์

"ฝูงเครื่องบินลำเลียง ERJ135 จะเป็นทรัพยากรที่มีประโยชน์ต่อรัฐบาลไทยและเราประทับใจกับผลงานที่เติบโตขึ้นของอากาศยานของ Embraer บราซิล ความเป็นหุ้นส่วนของเรากับบริษัท Embraer แสดงถึงขีดความสามารถต่างๆที่เติบโตขึ้นของไทยในการบริการการสนับสนุนด้านการบิน
เราภูมิใจที่จะเป็นหุ้นส่วนที่น่าเชื่อถือของ Embraer ในภูมิภาคแและมองไปข้างหน้าที่่จะสำรวจโอกาสต่างที่เปิดกว้างขึ้นในฐานะความสัมพันธ์อันลึกซึ้งของเรา" พลอากาศเอก พิบูลย์ วรวรรณปรีชา กรรมการผู้จัดการ(MD: Managing Director) บริษัท อุตสาหกรรมการบิน จำกัด(TAI) ไทยกล่าว

"ความเป็นหุ้นส่วนนี้กับ TAI ไทย เป็นเกี่ยวกับการสร้างการพึ่งพาตนเองและขีดความสามารถในระยะยาวในภาคอุตสาหกรรมการบินของไทย โดยการลงทุนในความเป็นหุ้นส่วนต่างๆภายในไทย เรากำลังสร้างการจัดตั้งการทำงานร่วมกันที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นทั่วทั้งผลงานของเรา รวมถึงโอกาสต่างๆสำหรับระบบอื่นๆในอนาคต
เรามองเห็นความเป็นไปได้ที่แข็งแกร่งสำหรับขีดความสามารถพหุภารกิจขั้นก้าวหน้าต่างๆของเครื่องบินลำเลียงและเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ KC‑390 Millennium ที่จะสนับสนุนความต้องการทางยุทธศาสตร์กลาโหมต่างๆในระยะยาวของไทย" Carlos Naufel ประธานและผู้อำนวยการบริหารบริษัท Embraer Services & Support บราซิลกล่าว

บริษัท อุตสาหกรรมการบิน จำกัด หรือ Thai Aviation Industries(TAI) ไทย เป็นรัฐวิสาหกิจที่ให้บริการการเป็นศูนย์ซ่อมบำรุง, ซ่อมแก้ และซ่อมทำใหญ่(MRO: Maintenance, Repair and Overhaul) ในประเทศแก่อากาศยานของรัฐบาลไทยและเอกชนไทยในเชิงพาณิชย์
รัฐบาลไทยได้อนุมัติการจัดตั้งบริษัท อุตสาหกรรมการบิน จำกัด(TAI) ไทย เมื่อวันที่ ๒๓ กันยายน พ.ศ.๒๕๔๖(2003) ซึ่งดำเนินการกองทัพอากาศไทย(RTAF: Royal Thai Air Force) และให้การบริการสนับสนุนอากาศยานต่างในประจำการกองทัพไทย, สำนักงานตำรวจแห่งชาติไทย(RTP: Royal Thai Police) และหน่วยงานต่างๆของรัฐบาลไทย

ในงาน Singapore Airshow 2026 บริษัท Embraer ได้เปิดเผยการยืนยันว่ากองทัพอากาศอุซเบกิสถาน(Uzbek Air Force) คือลูกค้าที่ไม่เปิดเผยและรายแรกในกลุ่มประเทศเอเชียกลางที่ได้สั่งจัดหาเครื่องบินลำเลียง C-390 Millennium จำนวน ๒เครื่องในเดือนธันวาคม 2024(https://aagth1.blogspot.com/2024/12/c-390-2.html)
โดยมีกองทัพอากาศสาธารณรัฐเกาหลี(RoKAF: Republic of Korea Air Force) เป็นลูกค้าเปิดตัวรายแรกในเอเชีย-แปซิฟิกสำหรับเครื่องบินลำเลียง C-390 ที่เครื่องแรกได้ประกอบเสร็จแล้ว(https://aagth1.blogspot.com/2023/12/kc-390.html) Embraer บราซิลได้มองกองทัพอากาศไทยในฐานะลูกค้าที่เป็นไปได้สำหรับการทดแทนเครื่องบินลำเลียงแบบที่๘ บ.ล.๘ Lockheed Martin C-130H Hercules จำนวน ๑๒เครื่องครับ(https://aagth1.blogspot.com/2024/10/c-130h-elephant-walk.html)

วันเสาร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

KAI เกาหลีใต้เสนอการบูรณาการเครื่องบินขับไล่โจมตี FA-50 มาเลเซียกับอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ AIM-120 AMRAAM

Singapore Airshow 2026: KAI moves to boost Malaysia's FA-50 package with proposed AMRAAM integration





A model of the FA-50 on display at Singapore Airshow 2026. (Royal Thai Armed Forces, Korea Aerospace Industries, MK84.com)

บริษัท Korea Aerospace Industries(KAI) สาธารณรัฐเกาหลีกำลังมองที่จะเสริมความแข็งแกร่งตำแหน่งของตนในโครงการเครื่องบินรบเบา LCA(Light Combat Aircraft) ของมาเลเซีย
โดยการเสนอการบูรณาการการเพิ่มขยายระบบอาวุธต่างๆสำหรับแผนการจัดหาเครื่องบินขับไล่โจมตีเบา FA-50 ระยะที่2 สำหรับกองทัพอากาศมาเลเซีย(RMAF: Royal Malaysian Air Force, TUDM: Tentera Udara Diraja Malaysia)

ตัวแทนของบริษัท KAI กล่าวกับ Janes ณ งานแสดงการบินนานาชาติ Singapore Airshow 2026 ที่จัดขึ้นที่ Changi  สิงคโปร์ระหว่างวันที่ 3-8 กุมภาพันธ์ 2026 ว่า
KAI สาธารณรัฐเกาหลีกำลังเสนอขีดความสามารถสำหรับเครื่องบินขับไล่โจมตีเบา FA-50 ที่จะติดตั้งใช้อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยกลาง AIM‑120 AMRAAM(Advanced Medium-Range Air-to-Air Missile)

เป็นการสร้างเครื่องหมายที่แสดงถึงย่างก้าวที่สำคัญในการเพิ่มขยายขีดความสามารถสงครามทางอากาศพิสัยยิงนอกระยะสายตา(BVR: Beyond‑Visual‑Range) ของเครื่องบินขับไล่โจมตีเบา FA-50
ตัวแทนบริษัท KAI กล่าวว่าข้อเสนอเป็นส่วนหนึ่งของหลากหลายความพยายามที่จะเพิ่มความน่าสนใจข้อตกลงสำหรับรัฐบาลมาเลเซียตามที่มีความคืบหน้ามุ่งไปสู่การจัดหาเครื่องบินขับไล่โจมตีเบา FA-50 เพิ่มเติมจำนวน 18เครื่อง

ความเป็นไปได้สำหรับเครื่องบินขับไล่โจมตีเบา FA-50 ระยะที่2 จำนวน 18เครื่องได้เป็นที่รับทราบครั้งแรกโดย KAI สาธารณรัฐเกาหลีในปี 2023(https://aagth1.blogspot.com/2023/05/kai-fa-50-18.html)
เมื่อบริษัท KAI กล่าวว่ามาเลเซียได้อนุมัติการจัดซื้อจัดจ้างตามมาในเวลาอันสั้นหลังการลงนามสัญญาวงเงิน $920 million สำหรับเครื่องบินขับไล่โจมตีเบา FA-50 ระยะที่1 จำนวน 18เครื่องในเดือนกุมภาพันธ์ 2023(https://aagth1.blogspot.com/2023/02/fa-50.html)

ในเวลานั้นบริษัท KAI สาธารณรัฐเกาหลีบ่งชี้ว่าการบรรลุผลอย่างเป็นทางการของสัญญาการจัดซื้อจัดจ้างเครื่องบินขับไล่โจมตีเบา FA-50 ระยะที่2 คาดว่าจะมีขึ้นตามมาในเวลาอันสมควร
เครื่องบินขับไล่โจมตีเบา FA‑50 Block 20 จำนวน 18เครื่องแรกของกองทัพอากาศมาเลเซียจะได้รับการติดตั้ง Active Electronically Scanned Array(AESA) radar แบบ PhantomStrike ของบริษัท Raytheon สหรัฐฯ

PhantomStrike AESA radar ทำให้เครื่องบินขับไล่โจมตีเบา FA‑50 Block 20 สามารถที่จะตรวจจับเป้าหมายได้ในระยะไกลและมีความเข้ากันได้กับชุดระบบอาวุธต่างๆของตะวันตกที่หลากหลาย การส่งมอบเครื่องบินชุดแรกคาดว่าจะมีขึ้นในปี 2026 นี้
เครื่องบินขับไล่โจมตีเบา FA‑50 ได้เข้าประจำการแล้วในกองทัพอากาศอินโดนีเซีย(Indonesian Air Force, TNI-AU: Tentara Nasional Indonesia-Angkatan Udara) ในชื่อเครื่องบินฝึกไอพ่นและโจมตีเบา T-50i(https://aagth1.blogspot.com/2025/06/elang-thainesia-2025.html),

กองทัพอากาศอิรัก(Iraqi Air Force) ในชื่อเครื่องบินฝึกไอพ่น/โจมตีเบา T-50IQ(https://aagth1.blogspot.com/2022/06/t-50iq.html), กองทัพอากาศฟิลิปปินส์(PAF: Philippine Air Force) ในชื่อเครื่องบินขับไล่โจมตีเบา FA-50PH(https://aagth1.blogspot.com/2025/06/fa-50ph-12.html)
กองทัพอากาศสาธารณรัฐเกาหลี(RoKAF: Republic of Korea Air Force)(https://aagth1.blogspot.com/2025/06/sky-dragon-fa-50.html) และกองทัพอากาศไทย(RTAF: Royal Thai Air Foce) ในชื่อเครื่องบินขับไล่และฝึกแบบที่๒ บ.ขฝ.๒ T-50TH(https://aagth1.blogspot.com/2025/05/rv-connex-diehl-defence-jrv-01-iris-t.html)

และ KAI สาธารณรัฐเกาหลีได้กล่าวว่าความสนใจเพิ่มเติมในเครื่องบินขับไล่โจมตีเบา FA‑50 ของตนได้มีขึ้นจากผู้ใช้งานต่างๆในภูมิภาคตะวันออกกลางและอเมริกากลาง-อเมริกาใต้(https://aagth1.blogspot.com/2024/05/fa-50.html)
แบบจำลองของเครื่องบินขับไล่โจมตีเบา FA‑50 ที่แสดงในงาน Singapore Airshow 2026 อยู่ในรูปแบบเครื่องบินรบที่นั่งเดี่ยว โดยโครงสร้างอากาศยาน(airframe)มีการนำนักบินที่สองและห้องนักบินหลังออกไปและติดตั้งระบบเชื้อเพลิงสำรองขนาด 300gal แทนในพื้นที่นั้นครับ