วันอาทิตย์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2559

ญี่ปุ่นจัดซื้อรถสะเทินน้ำสะเทินบก AAV7A1 ใหม่จาก BAE Systems

Japan buys new BAE Systems AAV7A1 amphibious assault vehicles
Japan's order for AAV7A1s will restart BAE Systems' production line for the long-serving amphibious tractors. (BAE Systems)
http://www.janes.com/article/59391/japan-buys-new-bae-systems-aav7a1-amphibious-assault-vehicles

BAE Systems ได้ประกาศเมื่อวันที่ 7 เมษายนที่ผ่านมาว่าบริษัทได้รับสัญญาจากกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นในการจัดหารถเกราะสายพานสะเทินน้ำสะเทินบกลำเลียงพลแบบ AAV7A1 จำนวน 30คัน
BAE Systems กล่าวว่ารถสะเทินน้ำสะเทินบกที่ญี่ปุ่นสั่งจัดหาเป็นรุ่น AAV7A1 Reliability, Availability, and Maintainability/Rebuild to Standard (RAM/RS) และสัญญาได้รวมถึงเครื่องมือและอุปกรณ์การฝึกเช่นเดียวกับให้การสนับสนุนกการฝึกอบรม

"AAV7A1 RAM/RS รุ่นนี้จะมีเครื่องยนต์ที่มีกำลังขับมากกว่าและระบบขับเคลื่อน เช่นเดียวกับการปรับปรุงระบบกันกระเทือนใหม่ ทำให้รถรุ่นใหม่มีสมรรถนะเหนือกว่ารถ AAV7A1 รุ่นดั้งเดิม" บริษัท BAE Systems กล่าว
ซึ่งตามข้อมูลจาก Jane's Land Warfare Platforms รถรุ่น RAM/RS จะติดตั้งเครื่องยนต์ดีเซลของ Cummins กำลัง 525HP และระบบกันกระเทือนใหม่ซึ่งนำมาจากรถรบทหารราบ Bradley ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ของ BAE Systems
อีกทั้ง BAE Systems จะเปิดสายการผลิตรถสะเทินน้ำสะเทินบก AAV7A1 RAM/RS ที่ประกอบสร้างใหม่ทั้งคัน ซึ่งรถสะเทินน้ำสะเทินบก AAV7 นั้นถูกนำเข้าประจำการมาตั้งแต่ปี 1972 ในหลายประเทศทั่วโลกจนถึงปัจจุบัน
เช่น นาวิกโยธินสหรัฐฯที่มีโครงการปรับปรุงสมรรถนะโดยบริษัท SAIC (AAV Survivability Upgrade) ซึ่งจะยืดอายุการใช้งานของรถไปอีกไม่ต่ำกว่า 20ปี โดยญี่ปุ่นเองได้มีการจัดหารถสะเทินน้ำสะเทินบก AAV7A1 จำนวน 6คัน มาทดลองใช้งานก่อนการสั่งจัดหาครั้งนี้

การจัดหารถสะเทินน้ำสะเทินบก AAV7A1 เป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนากองกำลังป้องกันตนเองทางบกญี่ปุ่น(JGSDF: Japan Ground Self-Defense Force)ด้านขีดความสามารถในการปฏิบัติการรบยกพลขึ้นบก เพื่อรองรับกรณีที่ญี่ปุ่นต้องใช้กำลังทหารเข้ายึดหมู่เกาะที่เป็นพื้นที่พิพาททางพรมแดนคืนจากฝ่ายตรงข้าม
คาดว่า BAE Systems จะเริ่มเปิดสายการผลิตรถสะเทินน้ำสะเทินบก AAV7A1 RAM/RS ใหม่ที่โรงงานใน York มลรัฐ Pennsylvania ราวเดือนสิงหาคมนี้ โดยกองกำลังป้องกันตนเองทางบกญี่ปุ่นจะได้รับมอบรถภายในปีหน้าจนครบทั้งหมดในราวสิ้นปี 2017
โดยโครงการจัดหารถสะเทินน้ำสะเทินบก AAV7A1 จำนวน 30คันนี้มีวงเงิน $149 million โดยเป็นส่วนหนึ่งของงบประมาณประจำปี 2015 ของกระทรวงการคลังญี่ปุ่นวงเงิน 20.3พันล้านเยน($187 million) ครับ

วันศุกร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2559

Heckler & Koch เยอรมนีได้รับสัญญาจากกองทัพบกสหรัฐฯสำหรับปืนซุ่มยิงใหม่

Heckler & Koch to build new US Army sniper rifle
Heckler & Koch G28 7.62 mm Designated Marksman Rifle in 'Patrol' configuration Source: H&K
http://www.janes.com/article/59331/heckler-koch-to-build-new-us-army-sniper-rifle

ตามการประกาศเมื่อวันที่ 1 เมษายน บริษัท Heckler & Koch เยอรมนีได้รับสัญญาจากกองทัพบกสหรัฐฯให้เป็นผู้ชนะในโครงการปืนซุ่มยิง Compact Semi-Automatic Sniper System (CSASS) ที่คาดว่าจะมีวงเงินสัญญาขั้นต้น $44.5 million
บริษัท HK เยอรมนีที่เป็นบริษัทสาขาในสหรัฐฯเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับผู้เข้าแข่งขันในโครงการนี้รายอื่นอีก 7ราย โดยเข้าใจว่าปืนซุ่มยิงที่ได้รับเลือกคือ Heckler & Koch G28 (Gewehr-28) Designated Marksman Rifle ขนาด 7.62x51mm
ซึ่งจะถูกจัดหามาเสริมปืนซุ่มยิง M110 Semi-Automatic Sniper System (SASS) ขนาด 7.62x51mm ที่มีใช้งานในกองทัพบกสหรัฐฯปัจจุบัน
ภายใต้ข้อตกลงกองทัพบกสหรัฐฯอาจจะจัดหาปืนซุ่มยิง CSASS ถึง 3,643กระบอก หลังจากที่มีการรับรองขั้นต้นและการทดสอบการใช้ปฏิบัติงานของปืนซุ่มยิง CSASS ขั้นต้นจำนวน 30กระบอก

ตามการแจ้งประกาศชักชวนก่อนของโครงการที่ออกมาในเดือนกุมภาพันธ์ 2014 กองทัพบกสหรัฐฯต้องการปืนซุ่มยิง CSASS ที่เพียงพอจะ"เทียบเท่า M110 ที่มีอยู่ตามวัตถุประสงค์ความต้องการของกองทัพบก" โดยไม่มากไปกว่า 3,643กระบอก
"ปืนซุ่มยิง CSASS จะมีประสิทธิภาพการดำเนินการที่เป็นผลในวงกว้างของภารกิจ" มากกว่า M110 เอกสารแจ้งยังกล่าวอีกว่า "ปืนซุ่มยิง CSASS จะเพิ่มการปรับปรุงดังต่อไปนี้คือ ความน่าเชื่อถือมากขึ้น, ความแม่นยำมากขึ้น, ความเหมาะสมทางสรีรศาสตร์ที่ดีขึ้น โดยลดน้ำหนักและความยาวตัวปืน การเคลือบชั้นสูง กล้องเล็งที่ดีขึ้น ลดแรงถีบขณะยิง เพิ่มประสิทธิภาพของท่อเก็บเสียง เพิ่มขีดความสามารถของรางติดตั้งอุปกรณ์เสริม ปรับปรุงขาทราย, ไกปืน ด้ามปืน และพานท้ายให้ดีขึ้น"
ตามข้อมูลใน Jane's Infantry Weapons ปืนซุ่มยิง HK G28 นั้นพัฒนามาจากปืนเล็กยาวสำหรับการแข่งขันของพลเรือนแบบ MR308 (หรือที่รู้จักในชื่อ Distinguished Match Rifle - DMR762) ซึ่งปัจจุบันปืนซุ่มยิง G28 มีใช้งานในกองทัพเยอรมนี(Bundeswehr) ครับ

การทดสอบอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ KN-06 เกาหลีถูกยืนยันว่ามีขีดความสามารถระดับเดียวกับระบบของจีนและรัสเซีย

North Korean KN-06 test confirms similarity to Chinese and Russian fourth-generation SAMs
http://www.janes.com/article/59282/north-korean-kn-06-test-confirms-similarity-to-chinese-and-russian-fourth-generation-sams


วันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมาสื่อทางการของรัฐบาลสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีได้รายงานการเยี่ยมชมการทดสอบยิงอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศแบบ Pon'gae-5 ของ Kim Jong Un ผู้นำประเทศและผู้บัญชาการสูงสุดกองทัพประชาชนเกาหลี
โดยอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ Pon'gae-5 หรือที่ทางตะวันตกกำหนดแบบว่า KN-06 นั้นได้ถูกยืนยันจากภาพที่ปรากฎว่าเป็นระบบอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศยุคที่4ที่มีพื้นฐานเดียวกับระบบของจีนและรัสเซีย

ชุดภาพที่ถูกเผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ Rodong Sinmun ของรัฐบาลเกาหลีเหนือนั้นแสดงความชัดเจนเพียงพอบางส่วนว่าอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ KN-06 หรือ Pon'gae-5 นั้นมีหัวจรวดแบบทรงกรวยคู่(Biconic) และมีสี่ครีบปรับทิศทาง
ซึ่งตัวจรวดมีความคล้ายคลึงกับอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ HQ-9 ที่พัฒนาโดย CASIC(Chinese Aerospace Science and Industry Corporation) จีน และ S-300 ของ Almaz-Antey รัสเซียมาก
อย่างไรก็ตามยังไม่เป็นที่แน่ชัดจากภาพว่าท่อปรับทิศทางแรงขับนั้นถูกซ่อนภาพในลำตัวจรวดเช่นเดียวกับ S-300 รัสเซีย หรืออยู่ภายนอกเช่นเดียวกับ HQ-9 จีน
Jane's ได้เคยรายงานไปก่อนหน้านี้ว่าระบบอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ KN-06 นั้นทำการยิงแบบ Cold-Launch และถูกบรรจุในท่อยิงที่มีรูปแบบใกล้เคียงกับ HQ-9 จีนซึ่งได้รับความร่วมมือในการพัฒนาจาก Almaz-Antey รัสเซีย และมีขนาดเล็กกว่าระบบของรัสเซีย
มีรายงานว่า KN-06 SAM หรือ Pon'gae-5 SAM นั้นมีพิสัยการยิงประมาณ 100-150km

อาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ Pon'gae-5 หรือ KN-06 ถูกพบครั้งแรกในพิธีสวนสนามของกองทัพประชาชนเกาหลีเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2011 โดยรูปแบบระบบเป็นไปในลักษณะเดียวกับระบบอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศยุคที่4ของรัสเซียและจีน
คือใช้รถยนต์บรรทุกหนึ่งคันสำหรับติดตั้งระบบท่อยิงแบบยกตั้งมุมได้(TEL: Transporter Erector Launcher) ซึ่ง KN-06 ติดตั้งจรวดสามนัด และรถยนต์บรรทุกอีกหนึ่งคันสำหรับติดตั้งระบบ Radar ค้นหาและควบคุมการยิงแบบ Phased-Array
รถบรรทุกจรวดและ Radar นั้นมีพื้นฐานจากรถยนต์บรรทุก KAMAZ 6x6 รัสเซีย ที่มีรายงานว่าในปี 2007 KAMAZ ได้ร่วมกับเกาหลีเหนือเปิดสายการผลิตรถยนต์บรรทุกที่โรงงานในเมือง Pyeongseong ครับ

วันพฤหัสบดีที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2559

Otokar ตุรกีพร้อมเริ่มเปิดสายการผลิตจำนวนมากของรถถังหลัก Altay

Turkish Company Otokar ready to start mass production of local-made Altay main battle tank
Turkish-made main battle tank Altay at military parade in Turkey (Picture source Armored Warfare Forum)
http://www.armyrecognition.com/april_2016_global_defense_security_news_industry/turkish_company_otokar_ready_to_start_mass_production_of_local-made_altay_main_battle_tank_10504161.html

ตามรายงานจาก Website ข่าว Hurriyet Daily News ตุรกี บริษัท Otokar ผู้ผลิตรายใหญ่ในอุตสาหกรรมยานยนต์และความมั่นคงตุรกีขณะนี้ได้พร้อมที่จะเปิดสายการผลิตจำนวนมากสำหรับรถถังหลัก Altay
ซึ่งรถถังหลัก Altay นั้นเป็นรถถังหลักแบบแรกที่ออกแบบสร้างภายในตุรกีที่จัดเป็นรถถังหลักที่มีความก้าวหน้านำสมัยมากที่สุดแบบหนึ่งของโลกและจะเป็นกำลังหลักของกองทัพบกตุรกีในอนาคต
"ถ้าเราได้รับมอบหมายงาน เราก็พร้อมที่ปฏิบัติตามข้อผูกมัดทั้งหมดด้วยความว่องไวสูงสุดและความทะเยอทะยานในโครงการรถถังหลัก Altay ซึ่งเป็นโครงการระบบภาคพื้นดินที่ใหญ่ที่สุดของตุรกี
เราพร้อมสำหรับงาน ด้วยทรัพยากรบุคคลของเรา จากผู้รับสัญญารายย่อยสู่คนงานของเรา ประสบการณ์ ขีดความสามารถ และความรักของเราที่มีต่อการมอบสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับประเทศของเรา"
สำนักข่าว Anadolu ได้อ้างคำกล่าวของ Ali Koc ประธาน Board ของบริษัท Otokar เมื่อวันที่ 3 เมษายนที่ผ่านมา

การเปิดสายการผลิตจำนวนมากของรถถังหลัก Altay เป็นหนึ่งในวาระหลักของเป้าหมายในอนาคตของบริษัท Otokar สอดคล้องกับ 'โครงการผลิตรถถังหลักด้วยความมุ่งหมายแห่งชาติ-ข้อตกลงหลักระยะที่1การออกแบบและการผลิตต้นแบบรถถังหลักตุรกี'
ซึ่งลงนามกับ สำนักงานปลัดกระทรวงเพื่ออุตสาหกรรมความมั่นคง(Undersecretariat for Defense Industries: SSM) ในปี 2008 ที่ได้เสร็จสิ้นการดำเนินงานและผลิตต้นแบบแล้ว
ขณะที่การรับรองระบบผู้ใช้และทดสอบการยอมรับกำลังดำเนินการอยู่ ข้อเสนอการเปิดสายการผลิตจำนวนมากได้ถูกเสนอต่อ SSM เมื่อวันที่ 18 มกราคมตามข้อตกลงและกำหนดการของโครงการ
หลังจาก SSM(ซึ่งเป็นองค์การอุตสาหกรรมความมั่นคงของตุรกี) ประเมินผลความเห็นเกี่ยวกับขั้นตอนสายการผลิตจำนวนมากที่จะถูกตั้งขึ้น
โครงการรถถังหลัก Altay ระยะที่2 โคงการสายการผลิตจำนวนมากจะเป็นการผลิตรถถังหลัก Altay จำนวน 250คัน และสนับสนุนการดำเนินการส่งกำลังบำรุงแบบบูรณาการ

รถถังหลัก Altay ถูกพัฒนาและออกแบบโดย Otokar ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรมความมั่นคงตุรกี
โดยรถต้นแบบคันแรกได้เปิดตัวที่โรงานของ Otokar ใน Sakarya วันที่ 15 พฤศจิกายน 2012 ซึ่งรถถังต้นแบบได้ผ่านการทดสอบมากว่า 2,000km แล้วจนถึงขณะนี้
ระบบอาวุธหลักของรถถังหลัก Altay คือปืนใหญ่รถถังลำกล้องเรียบ 120mm/55cal ซึ่งสามารถทำการยิงกระสุนปืนใหญ่รถถังขนาด 120mm ได้หลายแบบ
ปถ.120mm/55cal นี้ถูกสร้างโดย MKE ตุรกี ซึ่งได้รับการถ่ายทอด Technology จาก Hyundai Rotem สาธารณรัฐเกาหลี
โดยรถถังหลัก Altay ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากจากมิตรประเทศของตุรกีในการส่งออก เช่น ปากีสถานและประเทศกลุ่มอ่าวเปอร์เซียครับ

รัสเซียจะเสร็จสิ้นการประเมินค่าการปฏิบัติการของเรือดำน้ำชั้น Lada ในปลายปี 2016

Russia to Complete Operational Evaluation of New Project 677 Lada Class SSK Submarine
Lada class Diesel Electric Submarine (SSK) Project 677
http://www.navyrecognition.com/index.php/news/defence-news/2016/april-2016-navy-naval-forces-defense-industry-technology-maritime-security-global-news/3797-russia-to-complete-operational-evaluation-of-new-project-677-lada-class-ssk-submarine.html

ฝ่ายประชาสัมพันธ์บริษัท United Ship-Building Corporation(USC) กลุ่มอุตสาหกรรมการสร้างเรือของรัสเซียได้ให้ข้อมูลต่อสำนักข่าว TASS เมื่อวันที่ 4 เมษายนที่ผ่านมาในงานแสดงยุทโธปกรณ์นานาชาติ DEFEXPO India 2016 ที่อินเดียว่า
การทดสอบประเมินค่าการปฏิบัติการของเรือดำน้ำดีเซลไฟฟ้าชั้น Project 677 Lada ลำแรกคือ B-585 Sankt Peterburg จะเสร็จสิ้นภายในปลายปี 2016 นี้
"มีแผนที่จะเสร็จสิ้นการประเมินค่าการปฏิบัติการของเรือดำน้ำดีเซลไฟฟ้าชั้น Lada ก่อนสิ้นปี 2016" ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของบริษัท USC กล่าว
ตามการให้ข้อมูลของฝ่ายประชาสัมพันธ์บริษัท USC การตัดสินใจอนุมัติการสร้างเรือดำน้ำดีเซลไฟฟ้าชั้น Lada ลำที่สี่นั้น "จะเป็นไปตามโครงการจัดหายุทโธปกรณ์ของรัฐใหม่ที่ขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการร่าง"

เรือดำน้ำดีเซลไฟฟ้าชั้น Project 677 Lada ลำแรกคือ St. Peterburg ออกแบบโดยสำนักออกแบบ Rubin ถูกสร้างมาตั้งแต่ปี 1997 ที่อู่ต่อเรือ Admiralty Wharves Shipyard ในมหานคร St. Petersburg
โดยเรือดำน้ำ St. Petersburg ได้ถูกประเมินค่าการปฏิบัติการในกองเรือทะเลเหนือตั้งแต่ปี 2010 ซึ่งที่ผ่านมาโครงการประสบความล่าช้ามานานจากปัญหาที่พบความบกพร่องของตัวเรือจนกองทัพเรือรัสเซียไม่ยอมรับเรือจึงต้องมีการแก้ไขใหม่
อู่เรือ Admiralty Wharves Shipyard กำลังดำเนินการสร้างเรือดำน้ำชั้น Lada ลำที่สองคือ B-586 Kronshtadt ซึ่งเริ่มสร้างตั้งแต่ปี 2005 ลำที่สามคือ B-587 Velikiye Luki เริ่มสร้างในปี 2015
ทั้งนี้กองทัพเรือรัสเซียเองยังได้มีแผนที่จะพัฒนาเรือดำน้ำดีเซลไฟฟ้าชั้นใหม่คือ Project Kalina ที่กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาออกแบบในอนาคตด้วยครับ

วันพุธที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2559

ปากีสถานจะได้รับมอบเฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-1Z 9เครื่องภายในปี 2018

Pakistan to receive nine AH-1Z attack helos
Pakistan has now contracted nine of the 15 AH-1Z helicopters that it requested.
It is unclear if it will sign for the remaining platforms at a later date, or make up the numbers with a different type. Source: Jamie Hunter
http://www.janes.com/article/59267/pakistan-to-receive-nine-ah-1z-attack-helos

เอกสารของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯที่เผยแพร่ออกมาเปิดเผยว่ากองทัพบกปากีสถานจะได้รับมอบเฮลิคอปเตอร์โจมตีแบบ Bell AH-1Z Viper จำนวน 9เครื่องภายในสิ้นเดือนกันยายนปี 2018
โดยสัญญาวงเงิน $170.2 million ที่ลงนามเมื่อเมื่อวันที่ 4 เมษายน นั้นเป็นการแก้ใขสัญญาที่ลงนามไปเมื่อเดือนสิงหาคม 2015 ให้ครอบคลุมกว้างขึ้น
ทั้งการจัดหา ฮ.โจมตี AH-1Z Viper ในส่วนของนาวิกโยธินสหรัฐฯ และกองทัพบกปากีสถาน เช่นเดียวกับเฮลิคอปเตอร์ลำเลียง UH-1Y Venom สำหรับนาวิกโยธินสหรัฐฯด้วย

ก่อนหน้านี้นั้นสัญญาการจัดหาไม่ได้มีการเปิดเผยจำนวนเครื่อง AH-1Z ที่ปากีสถานจะจัดหา โดยก่อนหน้านี้นั้นปากีสถานได้ร้องขอความต้องการจัดหาระบบดังกล่าว(เฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-1Z) 15เครื่อง
ซึ่ง ฮ.โจมตี AH-1Z จำนวน 9เครื่องที่ลงนามจัดหาได้ถูกระบุออกมา จึงไม่เป็นที่ชัดเจนว่าถ้าจำนวนเครื่องที่ต้องการอีก 6เครื่องจะถูกลงนามสัญญาในภายหลังหรือไม่
หรือกองทัพบกปากีสถานอาจจะเลือกจัดหา ฮ.โจมตีแบบอื่นปฏิบัติการควบคู่ไปกับ AH-1Z เช่น เฮลิคอปเตอร์โจมตีแบบ CHAIG WZ-10 จากจีน
ซึ่งจีนได้ส่งมอบ ฮ.โจมตี WZ-10 จำนวน 3เครื่องให้กองทัพบกปากีสถานทดลองใช้งาน โดยมีรายงานกองทัพบกปากีสถานได้ใช้ ฮ.โจมตี WZ-10 ทำการบินในปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้าย

เดิมทีองค์การความร่วมมือด้านการรักษาความปลอดภัยและความมั่นคงสหรัฐฯ (DSCA: Defense Security Cooperation Agency) ได้ออกเอกสารแจ้งเกี่ยวกับความต้องการของปากีสถานในการจัดหาระบบอาวุธที่เกี่ยวข้อง
ประกอบด้วยอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น AGM-114 Hellfire II จำนวน 1,000นัด ซึ่งมีขีดความสามารถในการโจมตีด้วยความแม่นยำสูง เพิ่มความอยู๋รอดของอากายานขณะปฏิบัติการบนพื้นที่สูง
เป็นที่เข้าใจได้ว่าการจัดหา Hellfire II สำหรับ AH-1Z จะเพิ่มขีดความสามารถของกองทัพบกปากีสถานในปฏิบัติการแถบ Waziristan เหนือ(North Waziristan Agency) ซึ่งเป็นเขตปกครองตนเองชนเผ่า(Federally Administered Tribal Areas)
และพื้นที่ภูเขาเขตห่างไกลอื่นที่ที่สภาพอากาศทั้งกลางวันและกลางคืนทุกกาลอากาศ ซึ่งพื้นที่แถบนี้เป็นแหล่งซ่องสุมกำลังของกองกำลังติดอาวุธก่อการร้ายที่กองทัพปากีสถานมีปฏิบัติการโจมตีบ่อยครั้ง

สัญญาการจัดหา ฮ.โจมตี AH-1Z ที่เผยแพร่ออกมานั้นเป็นการแสดงขึ้นการพัฒนากำลังรบของกองทัพบกปากีสถานที่กำลังมองการจัดหาเฮลิคอปเตอร์โจมตีแบบใหม่ทดแทน ฮ.โจมตี AH-1F Cobra ที่มีอยู่
ซึ่งนอกจาก AH-1Z สหรัฐฯและ WZ-10 จีนแล้ว ยังมีข่าวลือออกมาว่ากองทัพบกปากีสถานยังให้ความสนใจเฮลิคอปเตอร์โจมตี Mil Mi-28NE (NATO กำหนดรหัส Havoc) จากรัสเซียด้วย
โดยก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2015 ปากีสถานและรัสเซียได้ลงนามสัญญาอย่างเป็นทางการในการจัดหาเฮลิคอปเตอร์จู่โจม Mi-35 (NATO กำหนดรหัส Hind) จำนวน 4เครื่อง ซึ่งปากีสถานอาจจะสนใจที่จะจัดหาเพิ่มครับ

วันอังคารที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2559

รัสเซียส่งเฮลิคอปเตอร์โจมตี Mi-28N เข้าสู่ปฏิบัติการรบในซีเรีย

Mi-28N helicopters go into action in Syria
A still from the targeting footage released by the Russian MoD shows a missile heading towards an armoured vehicle. Source: Russian MoD
http://www.janes.com/article/59231/mi-28n-helicopters-go-into-action-in-syria


กระทรวงกลาโหมรัสเซียได้ยืนยันข้อมูลเมื่อวันที่ 31 มีนาคมที่ผ่านมาว่าเฮลิคอปเตอร์โจมตี Mil Mi-28N Night Hunter ได้ถูกนำไปวางกำลังเพื่อปฏิบัติการโจมตีทางอากาศในซีเรียจากการเผยแพร่วิดิทัศน์ภาพการโจมตีเป้าหมายที่ถูกบันทึกโดย ฮ.โจมตี
วิดีทัศน์ดังกล่าวได้แสดงถึงการใช้อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นโจมตีเป้าหมายซึ่งกระทรวงกลาโหมรัสเซียกล่าว่าเป็นฝ่ายกองกำลังติดอาวุธ DAESH(IS) ในเขต Palmyra ของซีเรีย
โดยเป้าหมายแรกเป็นรถหุ้มเกราะ(เป็นไปได้ว่าน่าจะเป็นรถเกราะพยาบาลที่เป็นรุ่นหนึ่งของรถรบทหารราบตระกูล BMP-1) ส่วนเป้าหมายที่สองเป็นที่มั่นอาคารดัดแปลงแข็งแรง

เมื่อวิดีทัศน์นี้ถูกนำเสนอโดยสถานีโทรทัศน์ RT รัสเซีย อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นในวิดีทัศน์ดังกล่าวถูกให้ข้อมูลว่าเป็นแบบ "ไต่ลำแสงพุ่งเข้าสู่เป้าหมาย" ซึ่งมีการตั้งข้อสังเกตว่าอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นดังกล่าวคือ 9M123 Khrizantema นำวิถีด้วย Laser
อย่างไรก็ตามได้ปรากฏแสงกระพริบขึ้นด้านท้ายของตัวจรวดในการแสดงผลแบบ Infrared(IR) ทำให้มีการวิเคราะห์ว่าที่จริงแล้วอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นที่ถูกใช้คือ 9M114 Shturm/Kokon แบบนำวิถีด้วยระบบ Optic หรือ 9M120 Ataka มากกว่าอาวุธปล่อยนำวิถี Laser
ด้าน Blogger ฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลซีเรียซึ่งเป็นผู้ลงวิดีทัศน์เป็นรายแรกนั้นอ้างว่า ฮ.โจมตี Mi-28N ได้ถูกใช้ระหว่างปฏิบัติการโจมตีขับไล่กองกำลังติดอาวุธออกจาก Tadmur และใกล้กับซากเมือง Palmyra เมื่อวันที่ 26 มีนาคม
สำนักข่าว Al-Masdar ซึ่งมีความใกล้ชิดกับกองทัพซีเรียรายงานเมื่อวันที่ 31 มีนาคมว่ากองทัพรัสเซียได้ตั้งฐานปฏิบัติการส่วนหน้าสำหรับ ฮ.โจมตี Mi-28N 4เครื่องที่ ฐานทัพอากาศ Al-Shayrat ตอนกลางของจังหวัด Homs เพื่อสนับสนุนปฏิบัติการที่ Tadmur และ Palmyra
ซึ่งก่อนหน้านี้กองทัพรัสเซียได้วางกำลัง ฮ.จู่โจม Mi-24 และ Mi-35 เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการรบของฝ่ายรัฐบาลซีเรีย

พลโท Sergey Rudskoy เสนาธิการส่วนหัวหน้าปฏิบัติการได้กล่าวเมื่อวันที่ 31 มีนาคมว่า อากาศยานกองทัพรัสเซียได้ทำการบินราว 500เที่ยวบิน และโจมตีเป้าหมายเฉพาะมากกว่า 2,000ครั้งในการรบที่ Palmyra ระหว่างวันที่ 6-27 มีนาคม
ทำให้กลุ่มติดอาวุธ DAESH ที่ป้องกันพื้นที่ได้ล่าถอยไป พลโท Rudskoy ได้กล่าวอีกว่าการโจมตีทางอากาศได้ทำลายที่ตั้งปืนใหญ่และที่กำบังดัดแปลงแข็งแรงของกลุ่มติดอาวุธบนเนินเขารอบ Tadmur และป้องกันการส่งกำลังเสริมเข้ามาในเขตตัวเมือง
โดยที่ปรึกษาทางทหารของรัสเซียได้ "มีบทบาทโดยตรงและเชิงรุกในการวางแผนปฏิบัติการ" ดังกล่าวให้กับกองทัพรัฐบาลซีเรียครับ

วันจันทร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2559

กองทัพอากาศรัสเซียจะได้รับมอบเครื่องบินขับไล่ Su-30SM มากกว่า30เครื่องก่อนสิ้นปี 2018

IRKUT to supply more than 30 Su-30SM fighter aircraft to Air Force before end of 2018
Su-30SM is a multirole fighter aircraft developed by Sukhoi Design Bureau for gaining dominance in the air, it belongs to generation "4 ++"
http://tass.ru/en/defense/866841

กระทรวงกลาโหมรัสเซียและบริษัท IRKUT Corporation ได้ลงนามสัญญาในการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่พหุภารกิจ Sukhoi Su-30SM (NATO กำหนดรหัส Flanker-C) สำหรับกองทัพอากาศรัสเซีย
"ภายใต้สัญญาก่อนสิ้นปี 2018 กองทัพอากาศจะได้รับมอบเครื่องบินขับไล่ Sukhoi Su-30SM มากกว่า 30เครื่อง" ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของกระทรวงกลาโหมรัสเซียกล่าวเมื่อวันที่ 3 เมษายนที่ผ่านมา
Sukhoi Su-30SM เป็นเครื่องบินขับไล่สองที่นั่งขนาดใหญ่พัฒนาโดยสำนักออกแบบ Sukhoi และทำการผลิตโดยโรงงานอากาศยานของบริษัท IRKUT
เครื่องบินขับไล่ Su-30SM ถูกออกแบบมาสำหรับการรบทางอากาศแบบพหุภารกิจทั้งการครองอากาศและโจมตีภาคพื้นดินซึ่งถูกจัดเป็นเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 4++
ทั้งนี้เครื่องบินขับไล่ Su-30SM ได้มีการเปิดสายการผลิตเข้าประจำการในกองทัพอากาศรัสเซียและกองทัพเรือรัสเซียตั้งแต่ปี 2012 ครับ

วันเสาร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2559

รัสเซียวางกำลังรถถังหลัก 2,950คันในสี่เขตภาคทหาร

Russia deployed 2,950 main battle tanks in four military districts
T-72B3 main battle tank
http://www.armyrecognition.com/april_2016_global_defense_security_news_industry/russia_deployed_2950_main_battle_tanks_in_four_military_districts_tass_3010416.html

สถาบันนานาชาติเพื่อการศึกษาทางยุทธศาสตร์(IISS: International Institute for Strategic Studies)ได้รายงานข้อมูลว่า กระทรวงกลาโหมรัสเซียได้วางกำลังรถถังหลักจำนวน 2,950คันในสี่เขตภาคทหารคือ
เขตภาคทหารตะวันตก เขตภาคทหารใต้ เขตภาคทหารกลาง และเขตภาคทหารตะวันออก ซึ่งกำลังยานเกราะของกองทัพรัสเซียประกอบไปด้วยรถถังหลักส่วนใหญ่ดังกล่าวในข้างต้น

โดยตามรายงานของ IISS การวางกำลังรถถังหลักของกองทัพบกรัสเซียที่ประจำการในเดือนมีนาคม 2016 จำนวน 2,700คัน ประกอบไปด้วย
รถถังหลัก T-72B และ T-72BA 1,300คัน, รถถังหลัก T-72B3 600คัน, รถถังหลัก T-80BV และ T-80UM 450คัน และรถถังหลัก T-90 350คัน ด้วยเหตุนี้รถถังหลัก T-72B ยังคงเป็นกำลังหลักในกองพลน้อยยานเกราะของกองทัพบกรัสเซีย
ส่วนหน่วยทหารราบกองทัพเรือรัสเซีย(Naval Infantry) มีกำลังรถถังหลัก 250คันประกอบไปด้วย รถถังหลัก T-72B 50คัน และ รถถังหลัก T-72B3 200คัน

นอกจากนี้คลังสรรพวุธของกระทรวงกลาโหมรัสเซียยังเป็นสถานที่ที่เก็บสำรองรถถังหลักจำนวนมากที่สุดในโลก ตามรายงานของ IISS กองทัพรัสเซียได้เก็บสำรองรถถังหลักจำนวน 17,500คัน ประกอบด้วย
รถถังหลัก T-55 2,800คัน, รถถังหลัก T-62 2,500คัน, รถถังหลัก T-64B 2,000คัน, รถถังหลัก T-72A และ T-72B 7,000คัน, รถถังหลัก T-80BV และ T-80U 3,000คัน และรถถังหลัก T-90 200คันครับ

วันศุกร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2559

ความคืบหน้าโครงการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพไทยในปี ๒๕๕๙-๓

http://www.nanc.coj.go.th/doc/data/nanc/nanc_1455001566.pdf
http://www.nanc.coj.go.th/view-829.html

ข่าวประชาสัมพันธ์ของศาลจังหวัดน่านลงข่าวว่า วันที่ ๒๙ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๙ ได้มีพิธีทำบุญในโอกาสรับมอบรถเกราะล้อยางลำเลียงพล BTR-3E1 จำนวน ๙คัน ณ กองพันทหารม้าที่๑๐ ค่ายสุริยพงษ์ จังหวัดน่าน
กองพันทหารม้าที่๑๐ เป็นกองพันทหารม้าลาดตระเวน ซึ่งเป็นหน่วยขึ้นตรงของ กรมทหารม้าที่๒ กองพลทหารม้าที่๑ ครับ โดยยุทโธปกรณ์ในอัตราจัดเดิมเท่าที่มีข้อมูลคือรถเกราะล้อยาง V-150
อาจจะเป็นข้อมูลแรกที่ออกมาว่าในส่วนเหล่าทหารม้านั้นอาจจะเริ่มมีการจัดหารถเกราะล้อยางแบบใหม่คือ BTR-3E1 มาแทน V-150
นอกจากในส่วนของเหล่าทหารราบคือ กรมทหารราบที่๒ รักษาพระองค์ และกรมทหารราบที่๒๑ รักษาพระองค์ ที่กำลังได้รับมอบ BTR-3E1 อยู่
ตรงนี้อาจจะรวมถึง BTR-3 รุ่นอื่นๆที่จะแทนในส่วน V-150 ทั้งรุ่นติดเครื่องยิงลูกระเบิดและรุ่นติดปืนใหญ่รถถัง 90mm สำหรับทหารม้าลาดตระเวนด้วย




https://www.facebook.com/prthainavy/photos/pcb.1135088479875840/1135087633209258/

ทั้งนี้ในการฝึกการดำเนินกลยุทธ์ด้วยกระสุนจริงของกรมทหารราบเฉพาะกิจทัพภาคที่๓ (กรม ร.ฉก.ทภ.๓) กองทัพบก ณ พื้นที่ฝึกทางยุทธวิธีทัพภาคที่๓ บ้านลานกระบือ ตำบลตลิ่งชัน อำเภอบ้านด่านลานหอย จังหวัดสุโขทัย เมื่อวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๕๙
ที่ได้มีการจัดกำลังจาก กองพลทหารราบที่๔ และกองพลทหารม้าที่๑ ที่นำรถเกราะล้อยาง BTR-3E1 ตามที่ได้เคยรายงานนั้นน่าจะเป็นการฝึกซ้อมรบจริงครั้งแรกรถเกราะล้อยาง BTR-3E1 ที่ประจำการใน ม.พัน.๑๐ หลังการได้รับมอบรถครับ


ในส่วนโครงการจัดหายุทโธปกรณ์ของกองทัพบกไทยกับยูเครนอีกโครงการที่ยังดำเนินการอยู่คือโครงการจัดหารถถังหลัก Oplot นั้น
ก็ตามที่ได้รายงานไปก่อนครับว่ามีคณะกรรมการของไทยได้ไปตรวจดูงานที่โรงงาน Malyshev และมีการทดสอบรถถังหลัก Oplot ชุดใหม่ที่ประกอบเสร็จว่าพร้อมรบแล้ว
การส่งมอบทาง Ukrspetsexport หน่วยงานด้านการจัดการส่งออกยุทโธปกรณ์ของยูเครนก็กล่าวว่าการผลิตและส่งมอบรถถังหลัก Oplot ให้กับไทยนั้นจะเป็นไปตามกำหนดการโดยเร็วที่สุด
ก็คงจะหมายความว่าภายในปี ๒๕๕๙(2016) นี้หลังเดือนพฤษภาคมเป็นต้นไปกองทัพบกก็ควรจะได้รับมอบรถถังหลัก Oplot ชุดที่๓ สำหรับกองพันทหารม้าที่๒ กองพลทหารราบที่๒ รักษาพระองค์ อย่างน้อยครบหนึ่งกองร้อยทหารม้ารถถัง ๑๕คันครับ

อีกด้านก็ได้ข่าวลือจากวงในมาครับว่าทางกองทัพบกมีแผนจะปรับกำลังหน่วยบิน เช่น ศูนย์การบินทหารบกใหม่ ซึ่งอาจจะมีการจัดหา ฮ.ท.๑๗ Mi-17V5 เพิ่มอีก ๘เครื่อง และเฮลิคอปเตอร์โจมตีใหม่อีก ๖เครื่อง แต่ข้อมูลนี้ยังไม่มีการยืนยันว่าจริงหรือไม่
ส่วนอีกข่าวที่ว่ากองทัพบกอาจจะสนใจรถหุ้มเกราะล้อยาง BTR-82A นั้นส่วนตัวมองว่าอาจจะมีความเป็นไปได้ไม่มาก เนื่องจากตามข่าวในข้างต้นกองทัพบกก็มีการจัดหารถเกราะล้อยาง BTR-3E1 อย่างต่อเนื่องมาตลอดซึ่งยูเครนก็ยังทำการผลิตรถส่งให้ไทยได้(แม้จะล่าช้า)
อีกทั้ง BTR-82A นั้นยังมีมีมิติขนาดรถที่เล็กกว่า BTR-3 เพราะพัฒนาปรับปรุงมาจากรถเกราะล้อยาง BTR-80 ที่มีขนาดเล็กกว่า ทำให้ระบบอาวุธที่ติดตั้งได้และกำลังพลที่บรรทุกไปกับรถได้น้อยกว่าซึ่งคงจะไม่เหมาะกับอัตราจัดของกองทัพบกที่ใช้อยู่ถ้าเทียบกับ BTR-3 ครับ

กองทัพเรือรับมอบเรือเร็วตรวจการณ์ลำน้ำ เพื่อเสริมเขี้ยวเล็บการปฏิบัติการตามลำน้ำ








วันนี้ (วันที่ 18 มีนาคม 2559) พลเรือเอก นริส ประทุมสุวรรณ ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการเป็นประธานในพิธีรับเรือเร็วตรวจการณ์ลำน้ำ และพิธีทำบุญรับเรือ ชุดเรือ ล.164 (ล.164 - ล.169) จำนวน 6 ลำ
ณ อาคารราชนาวิกสภา หอประชุมกองทัพเรือ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ โดยมี พลเรืตรี นิกิตติ์ ฑีร์ฆะยศ ผู้บัญชาการกองเรือลำน้ำ พร้อมข้าราชการกองเรือลำน้ำให้การต้อนรับ
ทั้งนี้เรือชุดดังกล่าวต่อโดยบริษัท มาร์ซัน ได้มีการพัฒนาสมรรถนะให้ดีขึ้นกว่าชุดที่แล้ว (ชุด เรือ ล.161) เช่น เสียงเครื่องยนต์เบาลง ความเร็วเพิ่มขึ้น รวมถึงระบบการเดินเรือ ระบบอาวุธ อีกด้วย

กองเรือลำน้ำ กองเรือยุทธการ มีภารกิจในการจัดและเตรียม พร้อมทางด้านกำลังรบสำหรับปฏิบัติการตามลำน้ำในอาณาเขต และลำน้ำภายในประเทศ
มีหน้าที่รับผิดชอบดูแล ป้องกัน ขัดขวาง ทำลายการแทรกซึม และการดำเนินการที่กระทบกระเทือนต่อผลประโยชน์ และอธิปไตยของประเทศตามลำน้ำตามอาณาเขต
อีกทั้งเป็นหน่วยฝึกและเตรียมยุทโธปกรณ์ให้กับหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง
ซึ่งมีหน้าที่ป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดกฎหมาย คุ้มครองและช่วยเหลือประชาชนจากภัยพิบัติต่าง ๆ ตามหลักมนุษยธรรม ในพื้นที่รับผิดชอบ รักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง
รวมทั้งสนับสนุนกำลังทางบกในการรักษาความมั่นคง และป้องกันประเทศ
ถึงแม้ว่ายุทโธปกรณ์ของกองเรือลำน้ำที่ใช้ปฏิบัติราชการอยู่ในปัจจุบันของกองเรือลำน้ำจะมีอายุการใช้งานยาวนานแต่ไม่ได้ทำให้ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของกองเรือลำน้ำนั้นลดลง
ไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติงานที่ นรข. หน่วยเฉพาะกิจต่างๆ รวมถึงการจัดกำลังถวายความปลอดภัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ และการรักษาความปลอดภัยบุคคลสำคัญ

กองเรือยุทธการ ซึ่งเป็นหน่วยที่กองเรือลำน้ำขึ้นการบังคับบัญชา ได้ตระหนักถึงความสำคัญของภารกิจดังกล่าว
จึงได้ผลักดันให้โครงการจัดหาเรือเร็วตรวจการณ์ลำน้ำได้รับการอนุมัติเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานรักษาอธิปไตยของประเทศของกองเรือลำน้ำให้สูงขึ้น
ซึ่งเรือทั้ง 6 ลำนี้ถือว่าเป็นเรือที่มีความทันสมัย มีขีดความสามารถสูง และจะสามารถปฏิบัติงานตอบสนองนโยบายของกองทัพเรือได้เป็นอย่างดี
และในอนาคต กองเรือลำน้ำจะได้รับอนุมัติการจัดหาเรือเพิ่มเติมเพื่อทดแทนเรือรุ่นเก่าที่มีอายุการใช้งานยาวนานต่อไป

ที่มา:กรมกิจการพลเรือนทหารเรือ
https://www.facebook.com/prthainavy/photos/pcb.1130267850357903/1130267317024623/

เรือเร็วตรวจการณ์ลำน้ำแบบ M10 Mk2 ของบริษัท Marsun นั้นเป็นแบบที่ได้รับการปรับปรุงจากเรือเร็วตรวจการณ์ลำน้ำแบบ M10 ชุดเรือ ล.161(ล.161-163) ที่ได้รับมอบไปก่อนหน้านี้ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๕๖
โดยเรือเร็วตรวจการณ์ลำน้ำ M10 Mk2 ชุดเรือ ล.164 ตัวเรือสร้างด้วย Aluminium มีความยาว 11m กว้าง 3m กินน้ำลึก 0.7m (ใหญ่ขึ้นจาก M10 ชุดเรือ ล.161 มีความยาว 10m กว้าง 2.7m )
เครื่องยนต์ Water Jet สองเครื่อง ความเร็วสูงสุดมากกว่า 45knots(เพิ่มจาก M10 ที่ทำได้ 42knots) พิสัยทำการมากกว่า 250nm อาวุธปืนกลหนัก .50 ๓กระบอก และปืนกลเอนกประสงค์ 7.62x51mm ๒กระบอก รวม ๕กระบอก
ติดตั้ง Radar ตรวจการณ์พื้นน้ำ C-band และ GPS กำลังพลประจำเรือ ๕นาย พร้อมหน่วยปฏิบัติการพิเศษ ๖นาย งบประมาณที่ใช้ในการสร้างเรือชุดนี้วงเงิน ๙๘,๒๒๖,๐๐๐บาท
บริษัท Marsun ยังได้รับสัญญาการสร้างเรือตรวจการณ์ชายฝั่งจากกองทัพเรือ โดยกำลังจะต่ออยู่อีก ๖ลำ(ต.๒๓๒-ต.๒๓๗) และล่าสุดได้รับคำสั่งจัดหาเพิ่มอีก ๕ลำ ตามที่เคยได้รายงานไปครับ

http://www.supplyonline.navy.mi.th/pdf2/16922.pdf
http://www.supplyonline.navy.mi.th/pdf2/16920.pdf
อีกส่วนใน Website ศูนย์ข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างและราคากลางของกองทัพเรือ
มีการลงข้อมูลการจัดซื้อกระสุนปืนใหญ่ 76/62 Vulcano BER จำนวน ๒๒๐นัด วงเงิน ๑๔๙,๗๙๓,๖๐๐บาท และกระสุน 20mm AP-DS สำหรับ Phalanx ๑๐,๐๐๐นัด วงเงิน ๖๐ล้านบาท
สำหรับกระสุน AP-DS 20mm สำหรับ Phalanx CIWS นั้นกองทัพเรือมีใช้ในเรือฟริเกตชุด ร.ล.พุทธยอดฟ้าจุฬาโลกที่จะปลดทุกลำแล้ว รวมถึงเรือฟริเกตสมรรถนะสูงที่กำลังจะต่อใหม่
ส่วนกระสุนปืนใหญ่ 76/62 Vulcano BER นั้นไม่แน่ใจว่าจะใช้ได้เฉพาะเรือฟริเกตสมรรถนะสูง หรือเรือของกองทัพเรือที่ติดปืนใหญ่ OTO Melara 76/62 ที่ได้รับการปรับปรุงให้ใช้กระสุนพิเศษนี่ได้ซึ่งมีอยู่หลายชุด
โดยนี่จะเป็นครั้งแรกของกองทัพเรือไทยที่มีกระสุนยิงสนับสนุนชายฝั่งความแม่นยำสูงใช้งาน


ตามที่ได้เคยรายงานไปเรือฟริเกตสมรรถนะสูง DSME DW3000H นั้นจะมีกำหนดส่งมอบให้กองทัพเรือภายในปี พ.ศ.๒๕๖๑(2018) โดยจะมีพิธีวางกระดูงูเรือภายในปี พ.ศ.๒๕๕๙(2016) นี้ครับ
(เท่าที่ไปค้นข้อมูลจากแหล่งอื่นคาดว่าอาจจะทำพิธีวางกระดูกงูเรือในเดือนพฤษภาคมหรือมิถุนายนนี้ครับ)




ผู้บัญชาการทหารเรือลงนามในสัญญาจ้างปรับปรุงเรือ ล่าทำลายทุ่นระเบิดใกล้ฝั่ง(ลทฝ.)ชุดเรือหลวงบางระจัน กองเรือทุ่นระเบิด กองเรือยุทธการ ร่วมกับผู้แทนบริษัท THALES UK Ltd.
วันนี้(วันที่ 28 มีนาคม 2559)เวลา 16.30 น. พลเรือเอก ณะ อารีนิจ ผู้บัญชาการทหารเรือ ลงนามในสัญญาจ้างปรับปรุงเรือ ล่าทำลายทุ่นระเบิดใกล้ฝั่ง(ลทฝ.)ชุดเรือหลวงบางระจัน กองเรือทุ่นระเบิด กองเรือยุทธการ จำนวน 2 ลำ 
ร่วมกับ Mr.Robert Johnson Director Of Above Water Systems,Tahles UK Ltd. ณ กองบัญชาการกองทัพเรือ พระราชวังเดิม เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพฯ โดยเป็นโครงการเสริมสร้างขีดความสามารถของกองทัพเรือ

กองประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกองทัพเรือ
ที่มา:กรมกิจการพลเรือนทหารเรือ
https://www.facebook.com/prthainavy/photos/pcb.1141083372609684/1141077535943601/?type=3&theater

รายละเอียดการปรับปรุงเรือล่าทำลายทุ่นระเบิดใกล้ฝั่งชุด ร.ล.บางระจัน มีข้อมูลตามที่ลงใน Page กองเรือทุ่นระเบิดตามนี้ครับ



ในวันจันทร์ที่ ๒๘ มี.ค.๕๙ เวลา ๑๖๓๐ ทร. โดยผู้บัญชาการทหารเรือได้ลงนามสัญญาจ้างปรับปรุงเรือล่าทำลายทุ่นระเบิดใกล้ฝั่ง ชุด เรือหลวงบางระจัน จำนวน ๒ ลำ 
ร่วมกับบริษัท THALES UK Limited สหราชอาณาจักร มูลค่าประมาณ ๒,๗๕๐ ล้านบาท หรือประมาณ ๗๐ ล้านยูโร 
มีระยะเวลาดำเนินโครงการ ๑,๑๗๐ วัน โดยเป็นสัญญาจ้างปรับปรุงเรือ ในลักษณะ Mid Life Upgrade โดยมีรายการการปรับปรุงที่สำคัญประกอบด้วย

-การจัดหาเครื่องวัดค่าอิทธิพลตัวเรือแบบเคลื่อนที่ (Mobility Signature Test Range) จำนวน 1 ระบบ สำหรับตรวจวัดค่าอิทธิพลของเรือต่างๆ ใน ทร. จากบริษัท SAES ระบบ MIRS (Multi Influence Range System) 
ซึ่งจะสามารถวัดค่าอิทธิพล เสียง และ แม่เหล็ก ตัวเรือได้ และในอนาคตรองรับการติดตั้งอุปกรณ์วัดค่าความดัน

-การตรวจสอบสภาพ และซ่อมทำตัวเรือตลอดทั้งลำ ซึ่งตัวเรือ ลทฝ. ชุดดังกล่าว เป็นตัวเรือไม้ จำเป็นต้องใช้ช่างฝีมือที่มีความชำนาญเป็นพิเศษ และผู้ตรวจสอบความแข็งแรงจาก Lloyds’s register

-การปรับปรุงระบบอำนวยการล่าทำลายทุ่นระเบิด (CMS) จากเดิม ATLAS MWS 80 และ โซนาร์แบบ DSQS-11H เป็น ระบบ M-cube และ โซนาร์แบบ TSM2022 Mk III 
และติดตั้ง MWDC (Mine Warfare Database Compute)r และการ Integrate ระบบ M-cube ร่วมกับ ยานล่าทำลายทุ่นระเบิดแบบ Seafox MDV

-การถอดถอนอุปกรณ์สื่อสาร อุปกรณ์เดินเรือ และติดตั้งใหม่ รวมทั้งการซ่อมบำรุงเครื่องจักรใหญ่ เครื่องไฟฟ้า ระบบเครื่องปรับอากาศ ระบบไฟฟ้าภายในเรือ ด้วยอะไหล่แบบ Non-magnetic

-การจัดหาและติดตั้ง Decompression Chamber สำหรับรองรับการปฏิบัติการใต้น้ำ ของ เจ้าหน้าที่ถอดทำลายอมภัณฑ์ แบบ ๒ ที่นั่ง ความดัน 6 ATA จำนวนลำละ ๑ ระบบ

การจ้างปรับปรุงเรือในครั้งนี้ จะส่งผลให้ ร.ล.บางระจัน และ ร.ล.หนองสาหร่าย ที่ ทร.ใช้ในราชการมามากกว่า ๒๕ ปี มีความพร้อมโดยสมบูรณ์แบบ 
โดยมีระบบอำนวยการล่าทำลายทุ่นระเบิดที่ทันสมัย ทัดเทียมกองทัพเรือประเทศต่างๆ ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย ฝรั่งเศส อังกฤษ เบลเยียม อินเดีย นอร์เวย์ และ เนเธอร์แลนด์ เลยทีเดียวครับ

ที่มา กองเรือทุ่นระเบิด
https://www.facebook.com/MineSquadron/posts/1710479495865383
https://www.facebook.com/MineSquadron/

https://www.facebook.com/photo.php?fbid=10208871628726120&set=a.1536942381618.78377.1176621495
https://www.facebook.com/rach2511
ที่มา รัชต์ รัตนวิจารณ์

ส่วนของกองทัพอากาศก็มีความคืบหน้าในโครงการจัดหาเฮลิคอปเตอร์ขนาดกลางสำหรับค้นหาและช่วยชีวิตในพื้นที่การรบ ระยะที่๒ ฮ.๑๑ EC725 จำนวน ๒เครื่อง เพิ่มเติมจากระยะที่๑ จำนวน ๔เครื่องที่ได้รับมอบเครื่องแล้ว
ที่คณะกรรมการของกองทัพอากาศไปดูความคืบหน้าในการผลิตเครื่องที่โรงงาน Airbus Helicopters ที่ฝรั่งเศส วันที่ ๒๙ กุมภาพันธ์-๖ มีนาคม ๒๕๕๙

https://www.facebook.com/photoby.wing.56/posts/560965010735638
ที่มา กองกิจการพลเรือน กองบิน๕๖

และการฝึก Cope Tiger 2016 ที่กองทัพอากาศไทยได้ทำการฝึกร่วมกับกองทัพอากาศสหรัฐฯและกองทัพอากาศสิงคโปร์ผ่านเครือข่าย Link 16
และมีภาพหมวกนักบินติดระบบแสดงผล JHCMS สำหรับ F-16AM/BM EMLU ฝูงบิน๔๐๓ กองบิน๔ ในการฝึกเป็นครั้งแรก
ทำให้ปัจจุบันกองทัพอากาศมีหมวกนักบินติดศูนย์เล็งและระบบแสดงผลแล้วสามแบบคือ DASH สำหรับ F-5E/F Tigris ฝูงบิน๒๑๑ กองบิน๒๑ และ Cobra สำหรับ Gripen C/D ฝูงบิน๗๐๑ กองบิน๗


โครงการพัฒนาอากาศไร้คนขับ บร.ทอ.๑ Tiger Shark II UAV จำนวน ๑๗เครื่อง วงเงิน ๕๗๙,๗๐๔,๖๐๐บาท ของ ศูนย์วิจัยพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีการบินและอวกาศกองทัพอากาศ ที่เคยรายงานไปนั้น
มีรายงานเพิ่มเติมว่าผู้รับสัญญาหลักคือบริษัทอุตสาหกรรมการบินจำกัด หรือ TAI(Thai Aviation Industries Co.,Ltd.) โดยมีบริษัทอื่นคือ AVIA Satcom เป็นผู้รับสัญญารอง



ในงานแสดงนิทรรศการเทคโนโลยีเรือในทศวรรษหน้าครั้งที่ ๓ หรือ Ship Tech 3 ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมาทาง AVIA Group ก็ได้มีการนำอากาศยานไร้คนขับแบบ Black Kite ของบริษัทมาจัดแสดง

http://person.rtaf.mi.th/BY2559/RecruitDivision/Doc/ประกาศรับสมัครและสอบคัดเลือกนักบินหญิง.pdf

ด้านนโยบายการรับนักหญิงเข้าประจำการในกองทัพอากาศไทยนั้น ล่าสุดก็มีการออกประกาศรับสมัครนักบินหญิงชุดแรกของกองทัพอากาศไทยจำนวน ๕คน ตามรายละเอียดในเอกสารข้างต้น
อย่างไรก็ตามนโยบายการรับนักบินหญิงเข้าประจำการในส่วนนักบินลำเลียงประจำฝูงบินลำเลียงกองทัพอากาศนั้น ดูเหมือนเริ่มจะมีเสียงต่อต้านจากกำลังพลภายในกองทัพอากาศบางส่วนครับว่า
นักเรียนนายเรืออากาศที่สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายเรืออากาศนั้น แต่ละปียังมีอัตราที่จะได้เข้ารับการศึกษาเป็นศิษย์การบินในโรงเรียนการบินไม่พอต้องแย่งกัน
การที่เปิดให้มีนักบินหญิงจากภายนอกเข้ามาทำงานในฝูงบินร่วมกับนักบินชายที่จบจากโรงเรียนเตรียมทหาร และโรงเรียนนายเรืออากาศโดยตรง ถือว่าเป็นสิ่งไม่น่าจะเหมาะสมในหลายๆด้าน
ก็ต้องดูกันต่อไปในระยะยาวว่านโยบายนี้จะมีผลลัพธ์ออกมาเป็นอย่างไรครับ