Japan buys new BAE Systems AAV7A1 amphibious assault vehicles
Japan's order for AAV7A1s will restart BAE Systems' production line for the long-serving amphibious tractors. (BAE Systems)
http://www.janes.com/article/59391/japan-buys-new-bae-systems-aav7a1-amphibious-assault-vehicles
BAE Systems ได้ประกาศเมื่อวันที่ 7 เมษายนที่ผ่านมาว่าบริษัทได้รับสัญญาจากกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นในการจัดหารถเกราะสายพานสะเทินน้ำสะเทินบกลำเลียงพลแบบ AAV7A1 จำนวน 30คัน
BAE Systems กล่าวว่ารถสะเทินน้ำสะเทินบกที่ญี่ปุ่นสั่งจัดหาเป็นรุ่น AAV7A1 Reliability, Availability, and Maintainability/Rebuild to Standard (RAM/RS) และสัญญาได้รวมถึงเครื่องมือและอุปกรณ์การฝึกเช่นเดียวกับให้การสนับสนุนกการฝึกอบรม
"AAV7A1 RAM/RS รุ่นนี้จะมีเครื่องยนต์ที่มีกำลังขับมากกว่าและระบบขับเคลื่อน เช่นเดียวกับการปรับปรุงระบบกันกระเทือนใหม่ ทำให้รถรุ่นใหม่มีสมรรถนะเหนือกว่ารถ AAV7A1 รุ่นดั้งเดิม" บริษัท BAE Systems กล่าว
ซึ่งตามข้อมูลจาก Jane's Land Warfare Platforms รถรุ่น RAM/RS จะติดตั้งเครื่องยนต์ดีเซลของ Cummins กำลัง 525HP และระบบกันกระเทือนใหม่ซึ่งนำมาจากรถรบทหารราบ Bradley ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ของ BAE Systems
อีกทั้ง BAE Systems จะเปิดสายการผลิตรถสะเทินน้ำสะเทินบก AAV7A1 RAM/RS ที่ประกอบสร้างใหม่ทั้งคัน ซึ่งรถสะเทินน้ำสะเทินบก AAV7 นั้นถูกนำเข้าประจำการมาตั้งแต่ปี 1972 ในหลายประเทศทั่วโลกจนถึงปัจจุบัน
เช่น นาวิกโยธินสหรัฐฯที่มีโครงการปรับปรุงสมรรถนะโดยบริษัท SAIC (AAV Survivability Upgrade) ซึ่งจะยืดอายุการใช้งานของรถไปอีกไม่ต่ำกว่า 20ปี โดยญี่ปุ่นเองได้มีการจัดหารถสะเทินน้ำสะเทินบก AAV7A1 จำนวน 6คัน มาทดลองใช้งานก่อนการสั่งจัดหาครั้งนี้
การจัดหารถสะเทินน้ำสะเทินบก AAV7A1 เป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนากองกำลังป้องกันตนเองทางบกญี่ปุ่น(JGSDF: Japan Ground Self-Defense Force)ด้านขีดความสามารถในการปฏิบัติการรบยกพลขึ้นบก เพื่อรองรับกรณีที่ญี่ปุ่นต้องใช้กำลังทหารเข้ายึดหมู่เกาะที่เป็นพื้นที่พิพาททางพรมแดนคืนจากฝ่ายตรงข้าม
คาดว่า BAE Systems จะเริ่มเปิดสายการผลิตรถสะเทินน้ำสะเทินบก AAV7A1 RAM/RS ใหม่ที่โรงงานใน York มลรัฐ Pennsylvania ราวเดือนสิงหาคมนี้ โดยกองกำลังป้องกันตนเองทางบกญี่ปุ่นจะได้รับมอบรถภายในปีหน้าจนครบทั้งหมดในราวสิ้นปี 2017
โดยโครงการจัดหารถสะเทินน้ำสะเทินบก AAV7A1 จำนวน 30คันนี้มีวงเงิน $149 million โดยเป็นส่วนหนึ่งของงบประมาณประจำปี 2015 ของกระทรวงการคลังญี่ปุ่นวงเงิน 20.3พันล้านเยน($187 million) ครับ
วันอาทิตย์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2559
วันศุกร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2559
Heckler & Koch เยอรมนีได้รับสัญญาจากกองทัพบกสหรัฐฯสำหรับปืนซุ่มยิงใหม่
Heckler & Koch to build new US Army sniper rifle
Heckler & Koch G28 7.62 mm Designated Marksman Rifle in 'Patrol' configuration Source: H&K
http://www.janes.com/article/59331/heckler-koch-to-build-new-us-army-sniper-rifle
ตามการประกาศเมื่อวันที่ 1 เมษายน บริษัท Heckler & Koch เยอรมนีได้รับสัญญาจากกองทัพบกสหรัฐฯให้เป็นผู้ชนะในโครงการปืนซุ่มยิง Compact Semi-Automatic Sniper System (CSASS) ที่คาดว่าจะมีวงเงินสัญญาขั้นต้น $44.5 million
บริษัท HK เยอรมนีที่เป็นบริษัทสาขาในสหรัฐฯเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับผู้เข้าแข่งขันในโครงการนี้รายอื่นอีก 7ราย โดยเข้าใจว่าปืนซุ่มยิงที่ได้รับเลือกคือ Heckler & Koch G28 (Gewehr-28) Designated Marksman Rifle ขนาด 7.62x51mm
ซึ่งจะถูกจัดหามาเสริมปืนซุ่มยิง M110 Semi-Automatic Sniper System (SASS) ขนาด 7.62x51mm ที่มีใช้งานในกองทัพบกสหรัฐฯปัจจุบัน
ภายใต้ข้อตกลงกองทัพบกสหรัฐฯอาจจะจัดหาปืนซุ่มยิง CSASS ถึง 3,643กระบอก หลังจากที่มีการรับรองขั้นต้นและการทดสอบการใช้ปฏิบัติงานของปืนซุ่มยิง CSASS ขั้นต้นจำนวน 30กระบอก
ตามการแจ้งประกาศชักชวนก่อนของโครงการที่ออกมาในเดือนกุมภาพันธ์ 2014 กองทัพบกสหรัฐฯต้องการปืนซุ่มยิง CSASS ที่เพียงพอจะ"เทียบเท่า M110 ที่มีอยู่ตามวัตถุประสงค์ความต้องการของกองทัพบก" โดยไม่มากไปกว่า 3,643กระบอก
"ปืนซุ่มยิง CSASS จะมีประสิทธิภาพการดำเนินการที่เป็นผลในวงกว้างของภารกิจ" มากกว่า M110 เอกสารแจ้งยังกล่าวอีกว่า "ปืนซุ่มยิง CSASS จะเพิ่มการปรับปรุงดังต่อไปนี้คือ ความน่าเชื่อถือมากขึ้น, ความแม่นยำมากขึ้น, ความเหมาะสมทางสรีรศาสตร์ที่ดีขึ้น โดยลดน้ำหนักและความยาวตัวปืน การเคลือบชั้นสูง กล้องเล็งที่ดีขึ้น ลดแรงถีบขณะยิง เพิ่มประสิทธิภาพของท่อเก็บเสียง เพิ่มขีดความสามารถของรางติดตั้งอุปกรณ์เสริม ปรับปรุงขาทราย, ไกปืน ด้ามปืน และพานท้ายให้ดีขึ้น"
ตามข้อมูลใน Jane's Infantry Weapons ปืนซุ่มยิง HK G28 นั้นพัฒนามาจากปืนเล็กยาวสำหรับการแข่งขันของพลเรือนแบบ MR308 (หรือที่รู้จักในชื่อ Distinguished Match Rifle - DMR762) ซึ่งปัจจุบันปืนซุ่มยิง G28 มีใช้งานในกองทัพเยอรมนี(Bundeswehr) ครับ
Heckler & Koch G28 7.62 mm Designated Marksman Rifle in 'Patrol' configuration Source: H&K
http://www.janes.com/article/59331/heckler-koch-to-build-new-us-army-sniper-rifle
ตามการประกาศเมื่อวันที่ 1 เมษายน บริษัท Heckler & Koch เยอรมนีได้รับสัญญาจากกองทัพบกสหรัฐฯให้เป็นผู้ชนะในโครงการปืนซุ่มยิง Compact Semi-Automatic Sniper System (CSASS) ที่คาดว่าจะมีวงเงินสัญญาขั้นต้น $44.5 million
บริษัท HK เยอรมนีที่เป็นบริษัทสาขาในสหรัฐฯเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับผู้เข้าแข่งขันในโครงการนี้รายอื่นอีก 7ราย โดยเข้าใจว่าปืนซุ่มยิงที่ได้รับเลือกคือ Heckler & Koch G28 (Gewehr-28) Designated Marksman Rifle ขนาด 7.62x51mm
ซึ่งจะถูกจัดหามาเสริมปืนซุ่มยิง M110 Semi-Automatic Sniper System (SASS) ขนาด 7.62x51mm ที่มีใช้งานในกองทัพบกสหรัฐฯปัจจุบัน
ภายใต้ข้อตกลงกองทัพบกสหรัฐฯอาจจะจัดหาปืนซุ่มยิง CSASS ถึง 3,643กระบอก หลังจากที่มีการรับรองขั้นต้นและการทดสอบการใช้ปฏิบัติงานของปืนซุ่มยิง CSASS ขั้นต้นจำนวน 30กระบอก
ตามการแจ้งประกาศชักชวนก่อนของโครงการที่ออกมาในเดือนกุมภาพันธ์ 2014 กองทัพบกสหรัฐฯต้องการปืนซุ่มยิง CSASS ที่เพียงพอจะ"เทียบเท่า M110 ที่มีอยู่ตามวัตถุประสงค์ความต้องการของกองทัพบก" โดยไม่มากไปกว่า 3,643กระบอก
"ปืนซุ่มยิง CSASS จะมีประสิทธิภาพการดำเนินการที่เป็นผลในวงกว้างของภารกิจ" มากกว่า M110 เอกสารแจ้งยังกล่าวอีกว่า "ปืนซุ่มยิง CSASS จะเพิ่มการปรับปรุงดังต่อไปนี้คือ ความน่าเชื่อถือมากขึ้น, ความแม่นยำมากขึ้น, ความเหมาะสมทางสรีรศาสตร์ที่ดีขึ้น โดยลดน้ำหนักและความยาวตัวปืน การเคลือบชั้นสูง กล้องเล็งที่ดีขึ้น ลดแรงถีบขณะยิง เพิ่มประสิทธิภาพของท่อเก็บเสียง เพิ่มขีดความสามารถของรางติดตั้งอุปกรณ์เสริม ปรับปรุงขาทราย, ไกปืน ด้ามปืน และพานท้ายให้ดีขึ้น"
ตามข้อมูลใน Jane's Infantry Weapons ปืนซุ่มยิง HK G28 นั้นพัฒนามาจากปืนเล็กยาวสำหรับการแข่งขันของพลเรือนแบบ MR308 (หรือที่รู้จักในชื่อ Distinguished Match Rifle - DMR762) ซึ่งปัจจุบันปืนซุ่มยิง G28 มีใช้งานในกองทัพเยอรมนี(Bundeswehr) ครับ
การทดสอบอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ KN-06 เกาหลีถูกยืนยันว่ามีขีดความสามารถระดับเดียวกับระบบของจีนและรัสเซีย
North Korean KN-06 test confirms similarity to Chinese and Russian fourth-generation SAMs
http://www.janes.com/article/59282/north-korean-kn-06-test-confirms-similarity-to-chinese-and-russian-fourth-generation-sams
วันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมาสื่อทางการของรัฐบาลสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีได้รายงานการเยี่ยมชมการทดสอบยิงอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศแบบ Pon'gae-5 ของ Kim Jong Un ผู้นำประเทศและผู้บัญชาการสูงสุดกองทัพประชาชนเกาหลี
โดยอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ Pon'gae-5 หรือที่ทางตะวันตกกำหนดแบบว่า KN-06 นั้นได้ถูกยืนยันจากภาพที่ปรากฎว่าเป็นระบบอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศยุคที่4ที่มีพื้นฐานเดียวกับระบบของจีนและรัสเซีย
ชุดภาพที่ถูกเผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ Rodong Sinmun ของรัฐบาลเกาหลีเหนือนั้นแสดงความชัดเจนเพียงพอบางส่วนว่าอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ KN-06 หรือ Pon'gae-5 นั้นมีหัวจรวดแบบทรงกรวยคู่(Biconic) และมีสี่ครีบปรับทิศทาง
ซึ่งตัวจรวดมีความคล้ายคลึงกับอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ HQ-9 ที่พัฒนาโดย CASIC(Chinese Aerospace Science and Industry Corporation) จีน และ S-300 ของ Almaz-Antey รัสเซียมาก
อย่างไรก็ตามยังไม่เป็นที่แน่ชัดจากภาพว่าท่อปรับทิศทางแรงขับนั้นถูกซ่อนภาพในลำตัวจรวดเช่นเดียวกับ S-300 รัสเซีย หรืออยู่ภายนอกเช่นเดียวกับ HQ-9 จีน
Jane's ได้เคยรายงานไปก่อนหน้านี้ว่าระบบอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ KN-06 นั้นทำการยิงแบบ Cold-Launch และถูกบรรจุในท่อยิงที่มีรูปแบบใกล้เคียงกับ HQ-9 จีนซึ่งได้รับความร่วมมือในการพัฒนาจาก Almaz-Antey รัสเซีย และมีขนาดเล็กกว่าระบบของรัสเซีย
มีรายงานว่า KN-06 SAM หรือ Pon'gae-5 SAM นั้นมีพิสัยการยิงประมาณ 100-150km
อาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ Pon'gae-5 หรือ KN-06 ถูกพบครั้งแรกในพิธีสวนสนามของกองทัพประชาชนเกาหลีเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2011 โดยรูปแบบระบบเป็นไปในลักษณะเดียวกับระบบอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศยุคที่4ของรัสเซียและจีน
คือใช้รถยนต์บรรทุกหนึ่งคันสำหรับติดตั้งระบบท่อยิงแบบยกตั้งมุมได้(TEL: Transporter Erector Launcher) ซึ่ง KN-06 ติดตั้งจรวดสามนัด และรถยนต์บรรทุกอีกหนึ่งคันสำหรับติดตั้งระบบ Radar ค้นหาและควบคุมการยิงแบบ Phased-Array
รถบรรทุกจรวดและ Radar นั้นมีพื้นฐานจากรถยนต์บรรทุก KAMAZ 6x6 รัสเซีย ที่มีรายงานว่าในปี 2007 KAMAZ ได้ร่วมกับเกาหลีเหนือเปิดสายการผลิตรถยนต์บรรทุกที่โรงงานในเมือง Pyeongseong ครับ
http://www.janes.com/article/59282/north-korean-kn-06-test-confirms-similarity-to-chinese-and-russian-fourth-generation-sams
วันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมาสื่อทางการของรัฐบาลสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีได้รายงานการเยี่ยมชมการทดสอบยิงอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศแบบ Pon'gae-5 ของ Kim Jong Un ผู้นำประเทศและผู้บัญชาการสูงสุดกองทัพประชาชนเกาหลี
โดยอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ Pon'gae-5 หรือที่ทางตะวันตกกำหนดแบบว่า KN-06 นั้นได้ถูกยืนยันจากภาพที่ปรากฎว่าเป็นระบบอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศยุคที่4ที่มีพื้นฐานเดียวกับระบบของจีนและรัสเซีย
ชุดภาพที่ถูกเผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ Rodong Sinmun ของรัฐบาลเกาหลีเหนือนั้นแสดงความชัดเจนเพียงพอบางส่วนว่าอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ KN-06 หรือ Pon'gae-5 นั้นมีหัวจรวดแบบทรงกรวยคู่(Biconic) และมีสี่ครีบปรับทิศทาง
ซึ่งตัวจรวดมีความคล้ายคลึงกับอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ HQ-9 ที่พัฒนาโดย CASIC(Chinese Aerospace Science and Industry Corporation) จีน และ S-300 ของ Almaz-Antey รัสเซียมาก
อย่างไรก็ตามยังไม่เป็นที่แน่ชัดจากภาพว่าท่อปรับทิศทางแรงขับนั้นถูกซ่อนภาพในลำตัวจรวดเช่นเดียวกับ S-300 รัสเซีย หรืออยู่ภายนอกเช่นเดียวกับ HQ-9 จีน
Jane's ได้เคยรายงานไปก่อนหน้านี้ว่าระบบอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ KN-06 นั้นทำการยิงแบบ Cold-Launch และถูกบรรจุในท่อยิงที่มีรูปแบบใกล้เคียงกับ HQ-9 จีนซึ่งได้รับความร่วมมือในการพัฒนาจาก Almaz-Antey รัสเซีย และมีขนาดเล็กกว่าระบบของรัสเซีย
มีรายงานว่า KN-06 SAM หรือ Pon'gae-5 SAM นั้นมีพิสัยการยิงประมาณ 100-150km
อาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ Pon'gae-5 หรือ KN-06 ถูกพบครั้งแรกในพิธีสวนสนามของกองทัพประชาชนเกาหลีเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2011 โดยรูปแบบระบบเป็นไปในลักษณะเดียวกับระบบอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศยุคที่4ของรัสเซียและจีน
คือใช้รถยนต์บรรทุกหนึ่งคันสำหรับติดตั้งระบบท่อยิงแบบยกตั้งมุมได้(TEL: Transporter Erector Launcher) ซึ่ง KN-06 ติดตั้งจรวดสามนัด และรถยนต์บรรทุกอีกหนึ่งคันสำหรับติดตั้งระบบ Radar ค้นหาและควบคุมการยิงแบบ Phased-Array
รถบรรทุกจรวดและ Radar นั้นมีพื้นฐานจากรถยนต์บรรทุก KAMAZ 6x6 รัสเซีย ที่มีรายงานว่าในปี 2007 KAMAZ ได้ร่วมกับเกาหลีเหนือเปิดสายการผลิตรถยนต์บรรทุกที่โรงงานในเมือง Pyeongseong ครับ
วันพฤหัสบดีที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2559
Otokar ตุรกีพร้อมเริ่มเปิดสายการผลิตจำนวนมากของรถถังหลัก Altay
Turkish Company Otokar ready to start mass production of local-made Altay main battle tank
Turkish-made main battle tank Altay at military parade in Turkey (Picture source Armored Warfare Forum)
http://www.armyrecognition.com/april_2016_global_defense_security_news_industry/turkish_company_otokar_ready_to_start_mass_production_of_local-made_altay_main_battle_tank_10504161.html
ตามรายงานจาก Website ข่าว Hurriyet Daily News ตุรกี บริษัท Otokar ผู้ผลิตรายใหญ่ในอุตสาหกรรมยานยนต์และความมั่นคงตุรกีขณะนี้ได้พร้อมที่จะเปิดสายการผลิตจำนวนมากสำหรับรถถังหลัก Altay
ซึ่งรถถังหลัก Altay นั้นเป็นรถถังหลักแบบแรกที่ออกแบบสร้างภายในตุรกีที่จัดเป็นรถถังหลักที่มีความก้าวหน้านำสมัยมากที่สุดแบบหนึ่งของโลกและจะเป็นกำลังหลักของกองทัพบกตุรกีในอนาคต
"ถ้าเราได้รับมอบหมายงาน เราก็พร้อมที่ปฏิบัติตามข้อผูกมัดทั้งหมดด้วยความว่องไวสูงสุดและความทะเยอทะยานในโครงการรถถังหลัก Altay ซึ่งเป็นโครงการระบบภาคพื้นดินที่ใหญ่ที่สุดของตุรกี
เราพร้อมสำหรับงาน ด้วยทรัพยากรบุคคลของเรา จากผู้รับสัญญารายย่อยสู่คนงานของเรา ประสบการณ์ ขีดความสามารถ และความรักของเราที่มีต่อการมอบสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับประเทศของเรา"
สำนักข่าว Anadolu ได้อ้างคำกล่าวของ Ali Koc ประธาน Board ของบริษัท Otokar เมื่อวันที่ 3 เมษายนที่ผ่านมา
การเปิดสายการผลิตจำนวนมากของรถถังหลัก Altay เป็นหนึ่งในวาระหลักของเป้าหมายในอนาคตของบริษัท Otokar สอดคล้องกับ 'โครงการผลิตรถถังหลักด้วยความมุ่งหมายแห่งชาติ-ข้อตกลงหลักระยะที่1การออกแบบและการผลิตต้นแบบรถถังหลักตุรกี'
ซึ่งลงนามกับ สำนักงานปลัดกระทรวงเพื่ออุตสาหกรรมความมั่นคง(Undersecretariat for Defense Industries: SSM) ในปี 2008 ที่ได้เสร็จสิ้นการดำเนินงานและผลิตต้นแบบแล้ว
ขณะที่การรับรองระบบผู้ใช้และทดสอบการยอมรับกำลังดำเนินการอยู่ ข้อเสนอการเปิดสายการผลิตจำนวนมากได้ถูกเสนอต่อ SSM เมื่อวันที่ 18 มกราคมตามข้อตกลงและกำหนดการของโครงการ
หลังจาก SSM(ซึ่งเป็นองค์การอุตสาหกรรมความมั่นคงของตุรกี) ประเมินผลความเห็นเกี่ยวกับขั้นตอนสายการผลิตจำนวนมากที่จะถูกตั้งขึ้น
โครงการรถถังหลัก Altay ระยะที่2 โคงการสายการผลิตจำนวนมากจะเป็นการผลิตรถถังหลัก Altay จำนวน 250คัน และสนับสนุนการดำเนินการส่งกำลังบำรุงแบบบูรณาการ
รถถังหลัก Altay ถูกพัฒนาและออกแบบโดย Otokar ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรมความมั่นคงตุรกี
โดยรถต้นแบบคันแรกได้เปิดตัวที่โรงานของ Otokar ใน Sakarya วันที่ 15 พฤศจิกายน 2012 ซึ่งรถถังต้นแบบได้ผ่านการทดสอบมากว่า 2,000km แล้วจนถึงขณะนี้
ระบบอาวุธหลักของรถถังหลัก Altay คือปืนใหญ่รถถังลำกล้องเรียบ 120mm/55cal ซึ่งสามารถทำการยิงกระสุนปืนใหญ่รถถังขนาด 120mm ได้หลายแบบ
ปถ.120mm/55cal นี้ถูกสร้างโดย MKE ตุรกี ซึ่งได้รับการถ่ายทอด Technology จาก Hyundai Rotem สาธารณรัฐเกาหลี
โดยรถถังหลัก Altay ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากจากมิตรประเทศของตุรกีในการส่งออก เช่น ปากีสถานและประเทศกลุ่มอ่าวเปอร์เซียครับ
Turkish-made main battle tank Altay at military parade in Turkey (Picture source Armored Warfare Forum)
http://www.armyrecognition.com/april_2016_global_defense_security_news_industry/turkish_company_otokar_ready_to_start_mass_production_of_local-made_altay_main_battle_tank_10504161.html
ตามรายงานจาก Website ข่าว Hurriyet Daily News ตุรกี บริษัท Otokar ผู้ผลิตรายใหญ่ในอุตสาหกรรมยานยนต์และความมั่นคงตุรกีขณะนี้ได้พร้อมที่จะเปิดสายการผลิตจำนวนมากสำหรับรถถังหลัก Altay
ซึ่งรถถังหลัก Altay นั้นเป็นรถถังหลักแบบแรกที่ออกแบบสร้างภายในตุรกีที่จัดเป็นรถถังหลักที่มีความก้าวหน้านำสมัยมากที่สุดแบบหนึ่งของโลกและจะเป็นกำลังหลักของกองทัพบกตุรกีในอนาคต
"ถ้าเราได้รับมอบหมายงาน เราก็พร้อมที่ปฏิบัติตามข้อผูกมัดทั้งหมดด้วยความว่องไวสูงสุดและความทะเยอทะยานในโครงการรถถังหลัก Altay ซึ่งเป็นโครงการระบบภาคพื้นดินที่ใหญ่ที่สุดของตุรกี
เราพร้อมสำหรับงาน ด้วยทรัพยากรบุคคลของเรา จากผู้รับสัญญารายย่อยสู่คนงานของเรา ประสบการณ์ ขีดความสามารถ และความรักของเราที่มีต่อการมอบสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับประเทศของเรา"
สำนักข่าว Anadolu ได้อ้างคำกล่าวของ Ali Koc ประธาน Board ของบริษัท Otokar เมื่อวันที่ 3 เมษายนที่ผ่านมา
การเปิดสายการผลิตจำนวนมากของรถถังหลัก Altay เป็นหนึ่งในวาระหลักของเป้าหมายในอนาคตของบริษัท Otokar สอดคล้องกับ 'โครงการผลิตรถถังหลักด้วยความมุ่งหมายแห่งชาติ-ข้อตกลงหลักระยะที่1การออกแบบและการผลิตต้นแบบรถถังหลักตุรกี'
ซึ่งลงนามกับ สำนักงานปลัดกระทรวงเพื่ออุตสาหกรรมความมั่นคง(Undersecretariat for Defense Industries: SSM) ในปี 2008 ที่ได้เสร็จสิ้นการดำเนินงานและผลิตต้นแบบแล้ว
ขณะที่การรับรองระบบผู้ใช้และทดสอบการยอมรับกำลังดำเนินการอยู่ ข้อเสนอการเปิดสายการผลิตจำนวนมากได้ถูกเสนอต่อ SSM เมื่อวันที่ 18 มกราคมตามข้อตกลงและกำหนดการของโครงการ
หลังจาก SSM(ซึ่งเป็นองค์การอุตสาหกรรมความมั่นคงของตุรกี) ประเมินผลความเห็นเกี่ยวกับขั้นตอนสายการผลิตจำนวนมากที่จะถูกตั้งขึ้น
โครงการรถถังหลัก Altay ระยะที่2 โคงการสายการผลิตจำนวนมากจะเป็นการผลิตรถถังหลัก Altay จำนวน 250คัน และสนับสนุนการดำเนินการส่งกำลังบำรุงแบบบูรณาการ
รถถังหลัก Altay ถูกพัฒนาและออกแบบโดย Otokar ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรมความมั่นคงตุรกี
โดยรถต้นแบบคันแรกได้เปิดตัวที่โรงานของ Otokar ใน Sakarya วันที่ 15 พฤศจิกายน 2012 ซึ่งรถถังต้นแบบได้ผ่านการทดสอบมากว่า 2,000km แล้วจนถึงขณะนี้
ระบบอาวุธหลักของรถถังหลัก Altay คือปืนใหญ่รถถังลำกล้องเรียบ 120mm/55cal ซึ่งสามารถทำการยิงกระสุนปืนใหญ่รถถังขนาด 120mm ได้หลายแบบ
ปถ.120mm/55cal นี้ถูกสร้างโดย MKE ตุรกี ซึ่งได้รับการถ่ายทอด Technology จาก Hyundai Rotem สาธารณรัฐเกาหลี
โดยรถถังหลัก Altay ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากจากมิตรประเทศของตุรกีในการส่งออก เช่น ปากีสถานและประเทศกลุ่มอ่าวเปอร์เซียครับ
รัสเซียจะเสร็จสิ้นการประเมินค่าการปฏิบัติการของเรือดำน้ำชั้น Lada ในปลายปี 2016
Russia to Complete Operational Evaluation of New Project 677 Lada Class SSK Submarine
Lada class Diesel Electric Submarine (SSK) Project 677
http://www.navyrecognition.com/index.php/news/defence-news/2016/april-2016-navy-naval-forces-defense-industry-technology-maritime-security-global-news/3797-russia-to-complete-operational-evaluation-of-new-project-677-lada-class-ssk-submarine.html
ฝ่ายประชาสัมพันธ์บริษัท United Ship-Building Corporation(USC) กลุ่มอุตสาหกรรมการสร้างเรือของรัสเซียได้ให้ข้อมูลต่อสำนักข่าว TASS เมื่อวันที่ 4 เมษายนที่ผ่านมาในงานแสดงยุทโธปกรณ์นานาชาติ DEFEXPO India 2016 ที่อินเดียว่า
การทดสอบประเมินค่าการปฏิบัติการของเรือดำน้ำดีเซลไฟฟ้าชั้น Project 677 Lada ลำแรกคือ B-585 Sankt Peterburg จะเสร็จสิ้นภายในปลายปี 2016 นี้
"มีแผนที่จะเสร็จสิ้นการประเมินค่าการปฏิบัติการของเรือดำน้ำดีเซลไฟฟ้าชั้น Lada ก่อนสิ้นปี 2016" ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของบริษัท USC กล่าว
ตามการให้ข้อมูลของฝ่ายประชาสัมพันธ์บริษัท USC การตัดสินใจอนุมัติการสร้างเรือดำน้ำดีเซลไฟฟ้าชั้น Lada ลำที่สี่นั้น "จะเป็นไปตามโครงการจัดหายุทโธปกรณ์ของรัฐใหม่ที่ขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการร่าง"
เรือดำน้ำดีเซลไฟฟ้าชั้น Project 677 Lada ลำแรกคือ St. Peterburg ออกแบบโดยสำนักออกแบบ Rubin ถูกสร้างมาตั้งแต่ปี 1997 ที่อู่ต่อเรือ Admiralty Wharves Shipyard ในมหานคร St. Petersburg
โดยเรือดำน้ำ St. Petersburg ได้ถูกประเมินค่าการปฏิบัติการในกองเรือทะเลเหนือตั้งแต่ปี 2010 ซึ่งที่ผ่านมาโครงการประสบความล่าช้ามานานจากปัญหาที่พบความบกพร่องของตัวเรือจนกองทัพเรือรัสเซียไม่ยอมรับเรือจึงต้องมีการแก้ไขใหม่
อู่เรือ Admiralty Wharves Shipyard กำลังดำเนินการสร้างเรือดำน้ำชั้น Lada ลำที่สองคือ B-586 Kronshtadt ซึ่งเริ่มสร้างตั้งแต่ปี 2005 ลำที่สามคือ B-587 Velikiye Luki เริ่มสร้างในปี 2015
ทั้งนี้กองทัพเรือรัสเซียเองยังได้มีแผนที่จะพัฒนาเรือดำน้ำดีเซลไฟฟ้าชั้นใหม่คือ Project Kalina ที่กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาออกแบบในอนาคตด้วยครับ
Lada class Diesel Electric Submarine (SSK) Project 677
http://www.navyrecognition.com/index.php/news/defence-news/2016/april-2016-navy-naval-forces-defense-industry-technology-maritime-security-global-news/3797-russia-to-complete-operational-evaluation-of-new-project-677-lada-class-ssk-submarine.html
ฝ่ายประชาสัมพันธ์บริษัท United Ship-Building Corporation(USC) กลุ่มอุตสาหกรรมการสร้างเรือของรัสเซียได้ให้ข้อมูลต่อสำนักข่าว TASS เมื่อวันที่ 4 เมษายนที่ผ่านมาในงานแสดงยุทโธปกรณ์นานาชาติ DEFEXPO India 2016 ที่อินเดียว่า
การทดสอบประเมินค่าการปฏิบัติการของเรือดำน้ำดีเซลไฟฟ้าชั้น Project 677 Lada ลำแรกคือ B-585 Sankt Peterburg จะเสร็จสิ้นภายในปลายปี 2016 นี้
"มีแผนที่จะเสร็จสิ้นการประเมินค่าการปฏิบัติการของเรือดำน้ำดีเซลไฟฟ้าชั้น Lada ก่อนสิ้นปี 2016" ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของบริษัท USC กล่าว
ตามการให้ข้อมูลของฝ่ายประชาสัมพันธ์บริษัท USC การตัดสินใจอนุมัติการสร้างเรือดำน้ำดีเซลไฟฟ้าชั้น Lada ลำที่สี่นั้น "จะเป็นไปตามโครงการจัดหายุทโธปกรณ์ของรัฐใหม่ที่ขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการร่าง"
เรือดำน้ำดีเซลไฟฟ้าชั้น Project 677 Lada ลำแรกคือ St. Peterburg ออกแบบโดยสำนักออกแบบ Rubin ถูกสร้างมาตั้งแต่ปี 1997 ที่อู่ต่อเรือ Admiralty Wharves Shipyard ในมหานคร St. Petersburg
โดยเรือดำน้ำ St. Petersburg ได้ถูกประเมินค่าการปฏิบัติการในกองเรือทะเลเหนือตั้งแต่ปี 2010 ซึ่งที่ผ่านมาโครงการประสบความล่าช้ามานานจากปัญหาที่พบความบกพร่องของตัวเรือจนกองทัพเรือรัสเซียไม่ยอมรับเรือจึงต้องมีการแก้ไขใหม่
อู่เรือ Admiralty Wharves Shipyard กำลังดำเนินการสร้างเรือดำน้ำชั้น Lada ลำที่สองคือ B-586 Kronshtadt ซึ่งเริ่มสร้างตั้งแต่ปี 2005 ลำที่สามคือ B-587 Velikiye Luki เริ่มสร้างในปี 2015
ทั้งนี้กองทัพเรือรัสเซียเองยังได้มีแผนที่จะพัฒนาเรือดำน้ำดีเซลไฟฟ้าชั้นใหม่คือ Project Kalina ที่กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาออกแบบในอนาคตด้วยครับ
วันพุธที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2559
ปากีสถานจะได้รับมอบเฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-1Z 9เครื่องภายในปี 2018
Pakistan to receive nine AH-1Z attack helos
Pakistan has now contracted nine of the 15 AH-1Z helicopters that it requested.
It is unclear if it will sign for the remaining platforms at a later date, or make up the numbers with a different type. Source: Jamie Hunter
http://www.janes.com/article/59267/pakistan-to-receive-nine-ah-1z-attack-helos
เอกสารของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯที่เผยแพร่ออกมาเปิดเผยว่ากองทัพบกปากีสถานจะได้รับมอบเฮลิคอปเตอร์โจมตีแบบ Bell AH-1Z Viper จำนวน 9เครื่องภายในสิ้นเดือนกันยายนปี 2018
โดยสัญญาวงเงิน $170.2 million ที่ลงนามเมื่อเมื่อวันที่ 4 เมษายน นั้นเป็นการแก้ใขสัญญาที่ลงนามไปเมื่อเดือนสิงหาคม 2015 ให้ครอบคลุมกว้างขึ้น
ทั้งการจัดหา ฮ.โจมตี AH-1Z Viper ในส่วนของนาวิกโยธินสหรัฐฯ และกองทัพบกปากีสถาน เช่นเดียวกับเฮลิคอปเตอร์ลำเลียง UH-1Y Venom สำหรับนาวิกโยธินสหรัฐฯด้วย
ก่อนหน้านี้นั้นสัญญาการจัดหาไม่ได้มีการเปิดเผยจำนวนเครื่อง AH-1Z ที่ปากีสถานจะจัดหา โดยก่อนหน้านี้นั้นปากีสถานได้ร้องขอความต้องการจัดหาระบบดังกล่าว(เฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-1Z) 15เครื่อง
ซึ่ง ฮ.โจมตี AH-1Z จำนวน 9เครื่องที่ลงนามจัดหาได้ถูกระบุออกมา จึงไม่เป็นที่ชัดเจนว่าถ้าจำนวนเครื่องที่ต้องการอีก 6เครื่องจะถูกลงนามสัญญาในภายหลังหรือไม่
หรือกองทัพบกปากีสถานอาจจะเลือกจัดหา ฮ.โจมตีแบบอื่นปฏิบัติการควบคู่ไปกับ AH-1Z เช่น เฮลิคอปเตอร์โจมตีแบบ CHAIG WZ-10 จากจีน
ซึ่งจีนได้ส่งมอบ ฮ.โจมตี WZ-10 จำนวน 3เครื่องให้กองทัพบกปากีสถานทดลองใช้งาน โดยมีรายงานกองทัพบกปากีสถานได้ใช้ ฮ.โจมตี WZ-10 ทำการบินในปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้าย
เดิมทีองค์การความร่วมมือด้านการรักษาความปลอดภัยและความมั่นคงสหรัฐฯ (DSCA: Defense Security Cooperation Agency) ได้ออกเอกสารแจ้งเกี่ยวกับความต้องการของปากีสถานในการจัดหาระบบอาวุธที่เกี่ยวข้อง
ประกอบด้วยอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น AGM-114 Hellfire II จำนวน 1,000นัด ซึ่งมีขีดความสามารถในการโจมตีด้วยความแม่นยำสูง เพิ่มความอยู๋รอดของอากายานขณะปฏิบัติการบนพื้นที่สูง
เป็นที่เข้าใจได้ว่าการจัดหา Hellfire II สำหรับ AH-1Z จะเพิ่มขีดความสามารถของกองทัพบกปากีสถานในปฏิบัติการแถบ Waziristan เหนือ(North Waziristan Agency) ซึ่งเป็นเขตปกครองตนเองชนเผ่า(Federally Administered Tribal Areas)
และพื้นที่ภูเขาเขตห่างไกลอื่นที่ที่สภาพอากาศทั้งกลางวันและกลางคืนทุกกาลอากาศ ซึ่งพื้นที่แถบนี้เป็นแหล่งซ่องสุมกำลังของกองกำลังติดอาวุธก่อการร้ายที่กองทัพปากีสถานมีปฏิบัติการโจมตีบ่อยครั้ง
สัญญาการจัดหา ฮ.โจมตี AH-1Z ที่เผยแพร่ออกมานั้นเป็นการแสดงขึ้นการพัฒนากำลังรบของกองทัพบกปากีสถานที่กำลังมองการจัดหาเฮลิคอปเตอร์โจมตีแบบใหม่ทดแทน ฮ.โจมตี AH-1F Cobra ที่มีอยู่
ซึ่งนอกจาก AH-1Z สหรัฐฯและ WZ-10 จีนแล้ว ยังมีข่าวลือออกมาว่ากองทัพบกปากีสถานยังให้ความสนใจเฮลิคอปเตอร์โจมตี Mil Mi-28NE (NATO กำหนดรหัส Havoc) จากรัสเซียด้วย
โดยก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2015 ปากีสถานและรัสเซียได้ลงนามสัญญาอย่างเป็นทางการในการจัดหาเฮลิคอปเตอร์จู่โจม Mi-35 (NATO กำหนดรหัส Hind) จำนวน 4เครื่อง ซึ่งปากีสถานอาจจะสนใจที่จะจัดหาเพิ่มครับ
Pakistan has now contracted nine of the 15 AH-1Z helicopters that it requested.
It is unclear if it will sign for the remaining platforms at a later date, or make up the numbers with a different type. Source: Jamie Hunter
http://www.janes.com/article/59267/pakistan-to-receive-nine-ah-1z-attack-helos
เอกสารของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯที่เผยแพร่ออกมาเปิดเผยว่ากองทัพบกปากีสถานจะได้รับมอบเฮลิคอปเตอร์โจมตีแบบ Bell AH-1Z Viper จำนวน 9เครื่องภายในสิ้นเดือนกันยายนปี 2018
โดยสัญญาวงเงิน $170.2 million ที่ลงนามเมื่อเมื่อวันที่ 4 เมษายน นั้นเป็นการแก้ใขสัญญาที่ลงนามไปเมื่อเดือนสิงหาคม 2015 ให้ครอบคลุมกว้างขึ้น
ทั้งการจัดหา ฮ.โจมตี AH-1Z Viper ในส่วนของนาวิกโยธินสหรัฐฯ และกองทัพบกปากีสถาน เช่นเดียวกับเฮลิคอปเตอร์ลำเลียง UH-1Y Venom สำหรับนาวิกโยธินสหรัฐฯด้วย
ก่อนหน้านี้นั้นสัญญาการจัดหาไม่ได้มีการเปิดเผยจำนวนเครื่อง AH-1Z ที่ปากีสถานจะจัดหา โดยก่อนหน้านี้นั้นปากีสถานได้ร้องขอความต้องการจัดหาระบบดังกล่าว(เฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-1Z) 15เครื่อง
ซึ่ง ฮ.โจมตี AH-1Z จำนวน 9เครื่องที่ลงนามจัดหาได้ถูกระบุออกมา จึงไม่เป็นที่ชัดเจนว่าถ้าจำนวนเครื่องที่ต้องการอีก 6เครื่องจะถูกลงนามสัญญาในภายหลังหรือไม่
หรือกองทัพบกปากีสถานอาจจะเลือกจัดหา ฮ.โจมตีแบบอื่นปฏิบัติการควบคู่ไปกับ AH-1Z เช่น เฮลิคอปเตอร์โจมตีแบบ CHAIG WZ-10 จากจีน
ซึ่งจีนได้ส่งมอบ ฮ.โจมตี WZ-10 จำนวน 3เครื่องให้กองทัพบกปากีสถานทดลองใช้งาน โดยมีรายงานกองทัพบกปากีสถานได้ใช้ ฮ.โจมตี WZ-10 ทำการบินในปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้าย
เดิมทีองค์การความร่วมมือด้านการรักษาความปลอดภัยและความมั่นคงสหรัฐฯ (DSCA: Defense Security Cooperation Agency) ได้ออกเอกสารแจ้งเกี่ยวกับความต้องการของปากีสถานในการจัดหาระบบอาวุธที่เกี่ยวข้อง
ประกอบด้วยอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น AGM-114 Hellfire II จำนวน 1,000นัด ซึ่งมีขีดความสามารถในการโจมตีด้วยความแม่นยำสูง เพิ่มความอยู๋รอดของอากายานขณะปฏิบัติการบนพื้นที่สูง
เป็นที่เข้าใจได้ว่าการจัดหา Hellfire II สำหรับ AH-1Z จะเพิ่มขีดความสามารถของกองทัพบกปากีสถานในปฏิบัติการแถบ Waziristan เหนือ(North Waziristan Agency) ซึ่งเป็นเขตปกครองตนเองชนเผ่า(Federally Administered Tribal Areas)
และพื้นที่ภูเขาเขตห่างไกลอื่นที่ที่สภาพอากาศทั้งกลางวันและกลางคืนทุกกาลอากาศ ซึ่งพื้นที่แถบนี้เป็นแหล่งซ่องสุมกำลังของกองกำลังติดอาวุธก่อการร้ายที่กองทัพปากีสถานมีปฏิบัติการโจมตีบ่อยครั้ง
สัญญาการจัดหา ฮ.โจมตี AH-1Z ที่เผยแพร่ออกมานั้นเป็นการแสดงขึ้นการพัฒนากำลังรบของกองทัพบกปากีสถานที่กำลังมองการจัดหาเฮลิคอปเตอร์โจมตีแบบใหม่ทดแทน ฮ.โจมตี AH-1F Cobra ที่มีอยู่
ซึ่งนอกจาก AH-1Z สหรัฐฯและ WZ-10 จีนแล้ว ยังมีข่าวลือออกมาว่ากองทัพบกปากีสถานยังให้ความสนใจเฮลิคอปเตอร์โจมตี Mil Mi-28NE (NATO กำหนดรหัส Havoc) จากรัสเซียด้วย
โดยก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2015 ปากีสถานและรัสเซียได้ลงนามสัญญาอย่างเป็นทางการในการจัดหาเฮลิคอปเตอร์จู่โจม Mi-35 (NATO กำหนดรหัส Hind) จำนวน 4เครื่อง ซึ่งปากีสถานอาจจะสนใจที่จะจัดหาเพิ่มครับ
วันอังคารที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2559
รัสเซียส่งเฮลิคอปเตอร์โจมตี Mi-28N เข้าสู่ปฏิบัติการรบในซีเรีย
Mi-28N helicopters go into action in Syria
A still from the targeting footage released by the Russian MoD shows a missile heading towards an armoured vehicle. Source: Russian MoD
http://www.janes.com/article/59231/mi-28n-helicopters-go-into-action-in-syria
กระทรวงกลาโหมรัสเซียได้ยืนยันข้อมูลเมื่อวันที่ 31 มีนาคมที่ผ่านมาว่าเฮลิคอปเตอร์โจมตี Mil Mi-28N Night Hunter ได้ถูกนำไปวางกำลังเพื่อปฏิบัติการโจมตีทางอากาศในซีเรียจากการเผยแพร่วิดิทัศน์ภาพการโจมตีเป้าหมายที่ถูกบันทึกโดย ฮ.โจมตี
วิดีทัศน์ดังกล่าวได้แสดงถึงการใช้อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นโจมตีเป้าหมายซึ่งกระทรวงกลาโหมรัสเซียกล่าว่าเป็นฝ่ายกองกำลังติดอาวุธ DAESH(IS) ในเขต Palmyra ของซีเรีย
โดยเป้าหมายแรกเป็นรถหุ้มเกราะ(เป็นไปได้ว่าน่าจะเป็นรถเกราะพยาบาลที่เป็นรุ่นหนึ่งของรถรบทหารราบตระกูล BMP-1) ส่วนเป้าหมายที่สองเป็นที่มั่นอาคารดัดแปลงแข็งแรง
เมื่อวิดีทัศน์นี้ถูกนำเสนอโดยสถานีโทรทัศน์ RT รัสเซีย อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นในวิดีทัศน์ดังกล่าวถูกให้ข้อมูลว่าเป็นแบบ "ไต่ลำแสงพุ่งเข้าสู่เป้าหมาย" ซึ่งมีการตั้งข้อสังเกตว่าอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นดังกล่าวคือ 9M123 Khrizantema นำวิถีด้วย Laser
อย่างไรก็ตามได้ปรากฏแสงกระพริบขึ้นด้านท้ายของตัวจรวดในการแสดงผลแบบ Infrared(IR) ทำให้มีการวิเคราะห์ว่าที่จริงแล้วอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นที่ถูกใช้คือ 9M114 Shturm/Kokon แบบนำวิถีด้วยระบบ Optic หรือ 9M120 Ataka มากกว่าอาวุธปล่อยนำวิถี Laser
ด้าน Blogger ฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลซีเรียซึ่งเป็นผู้ลงวิดีทัศน์เป็นรายแรกนั้นอ้างว่า ฮ.โจมตี Mi-28N ได้ถูกใช้ระหว่างปฏิบัติการโจมตีขับไล่กองกำลังติดอาวุธออกจาก Tadmur และใกล้กับซากเมือง Palmyra เมื่อวันที่ 26 มีนาคม
สำนักข่าว Al-Masdar ซึ่งมีความใกล้ชิดกับกองทัพซีเรียรายงานเมื่อวันที่ 31 มีนาคมว่ากองทัพรัสเซียได้ตั้งฐานปฏิบัติการส่วนหน้าสำหรับ ฮ.โจมตี Mi-28N 4เครื่องที่ ฐานทัพอากาศ Al-Shayrat ตอนกลางของจังหวัด Homs เพื่อสนับสนุนปฏิบัติการที่ Tadmur และ Palmyra
ซึ่งก่อนหน้านี้กองทัพรัสเซียได้วางกำลัง ฮ.จู่โจม Mi-24 และ Mi-35 เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการรบของฝ่ายรัฐบาลซีเรีย
พลโท Sergey Rudskoy เสนาธิการส่วนหัวหน้าปฏิบัติการได้กล่าวเมื่อวันที่ 31 มีนาคมว่า อากาศยานกองทัพรัสเซียได้ทำการบินราว 500เที่ยวบิน และโจมตีเป้าหมายเฉพาะมากกว่า 2,000ครั้งในการรบที่ Palmyra ระหว่างวันที่ 6-27 มีนาคม
ทำให้กลุ่มติดอาวุธ DAESH ที่ป้องกันพื้นที่ได้ล่าถอยไป พลโท Rudskoy ได้กล่าวอีกว่าการโจมตีทางอากาศได้ทำลายที่ตั้งปืนใหญ่และที่กำบังดัดแปลงแข็งแรงของกลุ่มติดอาวุธบนเนินเขารอบ Tadmur และป้องกันการส่งกำลังเสริมเข้ามาในเขตตัวเมือง
โดยที่ปรึกษาทางทหารของรัสเซียได้ "มีบทบาทโดยตรงและเชิงรุกในการวางแผนปฏิบัติการ" ดังกล่าวให้กับกองทัพรัฐบาลซีเรียครับ
A still from the targeting footage released by the Russian MoD shows a missile heading towards an armoured vehicle. Source: Russian MoD
http://www.janes.com/article/59231/mi-28n-helicopters-go-into-action-in-syria
กระทรวงกลาโหมรัสเซียได้ยืนยันข้อมูลเมื่อวันที่ 31 มีนาคมที่ผ่านมาว่าเฮลิคอปเตอร์โจมตี Mil Mi-28N Night Hunter ได้ถูกนำไปวางกำลังเพื่อปฏิบัติการโจมตีทางอากาศในซีเรียจากการเผยแพร่วิดิทัศน์ภาพการโจมตีเป้าหมายที่ถูกบันทึกโดย ฮ.โจมตี
วิดีทัศน์ดังกล่าวได้แสดงถึงการใช้อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นโจมตีเป้าหมายซึ่งกระทรวงกลาโหมรัสเซียกล่าว่าเป็นฝ่ายกองกำลังติดอาวุธ DAESH(IS) ในเขต Palmyra ของซีเรีย
โดยเป้าหมายแรกเป็นรถหุ้มเกราะ(เป็นไปได้ว่าน่าจะเป็นรถเกราะพยาบาลที่เป็นรุ่นหนึ่งของรถรบทหารราบตระกูล BMP-1) ส่วนเป้าหมายที่สองเป็นที่มั่นอาคารดัดแปลงแข็งแรง
เมื่อวิดีทัศน์นี้ถูกนำเสนอโดยสถานีโทรทัศน์ RT รัสเซีย อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นในวิดีทัศน์ดังกล่าวถูกให้ข้อมูลว่าเป็นแบบ "ไต่ลำแสงพุ่งเข้าสู่เป้าหมาย" ซึ่งมีการตั้งข้อสังเกตว่าอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นดังกล่าวคือ 9M123 Khrizantema นำวิถีด้วย Laser
อย่างไรก็ตามได้ปรากฏแสงกระพริบขึ้นด้านท้ายของตัวจรวดในการแสดงผลแบบ Infrared(IR) ทำให้มีการวิเคราะห์ว่าที่จริงแล้วอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นที่ถูกใช้คือ 9M114 Shturm/Kokon แบบนำวิถีด้วยระบบ Optic หรือ 9M120 Ataka มากกว่าอาวุธปล่อยนำวิถี Laser
ด้าน Blogger ฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลซีเรียซึ่งเป็นผู้ลงวิดีทัศน์เป็นรายแรกนั้นอ้างว่า ฮ.โจมตี Mi-28N ได้ถูกใช้ระหว่างปฏิบัติการโจมตีขับไล่กองกำลังติดอาวุธออกจาก Tadmur และใกล้กับซากเมือง Palmyra เมื่อวันที่ 26 มีนาคม
สำนักข่าว Al-Masdar ซึ่งมีความใกล้ชิดกับกองทัพซีเรียรายงานเมื่อวันที่ 31 มีนาคมว่ากองทัพรัสเซียได้ตั้งฐานปฏิบัติการส่วนหน้าสำหรับ ฮ.โจมตี Mi-28N 4เครื่องที่ ฐานทัพอากาศ Al-Shayrat ตอนกลางของจังหวัด Homs เพื่อสนับสนุนปฏิบัติการที่ Tadmur และ Palmyra
ซึ่งก่อนหน้านี้กองทัพรัสเซียได้วางกำลัง ฮ.จู่โจม Mi-24 และ Mi-35 เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการรบของฝ่ายรัฐบาลซีเรีย
พลโท Sergey Rudskoy เสนาธิการส่วนหัวหน้าปฏิบัติการได้กล่าวเมื่อวันที่ 31 มีนาคมว่า อากาศยานกองทัพรัสเซียได้ทำการบินราว 500เที่ยวบิน และโจมตีเป้าหมายเฉพาะมากกว่า 2,000ครั้งในการรบที่ Palmyra ระหว่างวันที่ 6-27 มีนาคม
ทำให้กลุ่มติดอาวุธ DAESH ที่ป้องกันพื้นที่ได้ล่าถอยไป พลโท Rudskoy ได้กล่าวอีกว่าการโจมตีทางอากาศได้ทำลายที่ตั้งปืนใหญ่และที่กำบังดัดแปลงแข็งแรงของกลุ่มติดอาวุธบนเนินเขารอบ Tadmur และป้องกันการส่งกำลังเสริมเข้ามาในเขตตัวเมือง
โดยที่ปรึกษาทางทหารของรัสเซียได้ "มีบทบาทโดยตรงและเชิงรุกในการวางแผนปฏิบัติการ" ดังกล่าวให้กับกองทัพรัฐบาลซีเรียครับ
วันจันทร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2559
กองทัพอากาศรัสเซียจะได้รับมอบเครื่องบินขับไล่ Su-30SM มากกว่า30เครื่องก่อนสิ้นปี 2018
IRKUT to supply more than 30 Su-30SM fighter aircraft to Air Force before end of 2018
Su-30SM is a multirole fighter aircraft developed by Sukhoi Design Bureau for gaining dominance in the air, it belongs to generation "4 ++"
http://tass.ru/en/defense/866841
กระทรวงกลาโหมรัสเซียและบริษัท IRKUT Corporation ได้ลงนามสัญญาในการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่พหุภารกิจ Sukhoi Su-30SM (NATO กำหนดรหัส Flanker-C) สำหรับกองทัพอากาศรัสเซีย
"ภายใต้สัญญาก่อนสิ้นปี 2018 กองทัพอากาศจะได้รับมอบเครื่องบินขับไล่ Sukhoi Su-30SM มากกว่า 30เครื่อง" ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของกระทรวงกลาโหมรัสเซียกล่าวเมื่อวันที่ 3 เมษายนที่ผ่านมา
Sukhoi Su-30SM เป็นเครื่องบินขับไล่สองที่นั่งขนาดใหญ่พัฒนาโดยสำนักออกแบบ Sukhoi และทำการผลิตโดยโรงงานอากาศยานของบริษัท IRKUT
เครื่องบินขับไล่ Su-30SM ถูกออกแบบมาสำหรับการรบทางอากาศแบบพหุภารกิจทั้งการครองอากาศและโจมตีภาคพื้นดินซึ่งถูกจัดเป็นเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 4++
ทั้งนี้เครื่องบินขับไล่ Su-30SM ได้มีการเปิดสายการผลิตเข้าประจำการในกองทัพอากาศรัสเซียและกองทัพเรือรัสเซียตั้งแต่ปี 2012 ครับ
Su-30SM is a multirole fighter aircraft developed by Sukhoi Design Bureau for gaining dominance in the air, it belongs to generation "4 ++"
http://tass.ru/en/defense/866841
กระทรวงกลาโหมรัสเซียและบริษัท IRKUT Corporation ได้ลงนามสัญญาในการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่พหุภารกิจ Sukhoi Su-30SM (NATO กำหนดรหัส Flanker-C) สำหรับกองทัพอากาศรัสเซีย
"ภายใต้สัญญาก่อนสิ้นปี 2018 กองทัพอากาศจะได้รับมอบเครื่องบินขับไล่ Sukhoi Su-30SM มากกว่า 30เครื่อง" ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของกระทรวงกลาโหมรัสเซียกล่าวเมื่อวันที่ 3 เมษายนที่ผ่านมา
Sukhoi Su-30SM เป็นเครื่องบินขับไล่สองที่นั่งขนาดใหญ่พัฒนาโดยสำนักออกแบบ Sukhoi และทำการผลิตโดยโรงงานอากาศยานของบริษัท IRKUT
เครื่องบินขับไล่ Su-30SM ถูกออกแบบมาสำหรับการรบทางอากาศแบบพหุภารกิจทั้งการครองอากาศและโจมตีภาคพื้นดินซึ่งถูกจัดเป็นเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 4++
ทั้งนี้เครื่องบินขับไล่ Su-30SM ได้มีการเปิดสายการผลิตเข้าประจำการในกองทัพอากาศรัสเซียและกองทัพเรือรัสเซียตั้งแต่ปี 2012 ครับ
วันเสาร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2559
รัสเซียวางกำลังรถถังหลัก 2,950คันในสี่เขตภาคทหาร
Russia deployed 2,950 main battle tanks in four military districts
T-72B3 main battle tank
http://www.armyrecognition.com/april_2016_global_defense_security_news_industry/russia_deployed_2950_main_battle_tanks_in_four_military_districts_tass_3010416.html
สถาบันนานาชาติเพื่อการศึกษาทางยุทธศาสตร์(IISS: International Institute for Strategic Studies)ได้รายงานข้อมูลว่า กระทรวงกลาโหมรัสเซียได้วางกำลังรถถังหลักจำนวน 2,950คันในสี่เขตภาคทหารคือ
เขตภาคทหารตะวันตก เขตภาคทหารใต้ เขตภาคทหารกลาง และเขตภาคทหารตะวันออก ซึ่งกำลังยานเกราะของกองทัพรัสเซียประกอบไปด้วยรถถังหลักส่วนใหญ่ดังกล่าวในข้างต้น
โดยตามรายงานของ IISS การวางกำลังรถถังหลักของกองทัพบกรัสเซียที่ประจำการในเดือนมีนาคม 2016 จำนวน 2,700คัน ประกอบไปด้วย
รถถังหลัก T-72B และ T-72BA 1,300คัน, รถถังหลัก T-72B3 600คัน, รถถังหลัก T-80BV และ T-80UM 450คัน และรถถังหลัก T-90 350คัน ด้วยเหตุนี้รถถังหลัก T-72B ยังคงเป็นกำลังหลักในกองพลน้อยยานเกราะของกองทัพบกรัสเซีย
ส่วนหน่วยทหารราบกองทัพเรือรัสเซีย(Naval Infantry) มีกำลังรถถังหลัก 250คันประกอบไปด้วย รถถังหลัก T-72B 50คัน และ รถถังหลัก T-72B3 200คัน
นอกจากนี้คลังสรรพวุธของกระทรวงกลาโหมรัสเซียยังเป็นสถานที่ที่เก็บสำรองรถถังหลักจำนวนมากที่สุดในโลก ตามรายงานของ IISS กองทัพรัสเซียได้เก็บสำรองรถถังหลักจำนวน 17,500คัน ประกอบด้วย
รถถังหลัก T-55 2,800คัน, รถถังหลัก T-62 2,500คัน, รถถังหลัก T-64B 2,000คัน, รถถังหลัก T-72A และ T-72B 7,000คัน, รถถังหลัก T-80BV และ T-80U 3,000คัน และรถถังหลัก T-90 200คันครับ
T-72B3 main battle tank
http://www.armyrecognition.com/april_2016_global_defense_security_news_industry/russia_deployed_2950_main_battle_tanks_in_four_military_districts_tass_3010416.html
สถาบันนานาชาติเพื่อการศึกษาทางยุทธศาสตร์(IISS: International Institute for Strategic Studies)ได้รายงานข้อมูลว่า กระทรวงกลาโหมรัสเซียได้วางกำลังรถถังหลักจำนวน 2,950คันในสี่เขตภาคทหารคือ
เขตภาคทหารตะวันตก เขตภาคทหารใต้ เขตภาคทหารกลาง และเขตภาคทหารตะวันออก ซึ่งกำลังยานเกราะของกองทัพรัสเซียประกอบไปด้วยรถถังหลักส่วนใหญ่ดังกล่าวในข้างต้น
โดยตามรายงานของ IISS การวางกำลังรถถังหลักของกองทัพบกรัสเซียที่ประจำการในเดือนมีนาคม 2016 จำนวน 2,700คัน ประกอบไปด้วย
รถถังหลัก T-72B และ T-72BA 1,300คัน, รถถังหลัก T-72B3 600คัน, รถถังหลัก T-80BV และ T-80UM 450คัน และรถถังหลัก T-90 350คัน ด้วยเหตุนี้รถถังหลัก T-72B ยังคงเป็นกำลังหลักในกองพลน้อยยานเกราะของกองทัพบกรัสเซีย
ส่วนหน่วยทหารราบกองทัพเรือรัสเซีย(Naval Infantry) มีกำลังรถถังหลัก 250คันประกอบไปด้วย รถถังหลัก T-72B 50คัน และ รถถังหลัก T-72B3 200คัน
นอกจากนี้คลังสรรพวุธของกระทรวงกลาโหมรัสเซียยังเป็นสถานที่ที่เก็บสำรองรถถังหลักจำนวนมากที่สุดในโลก ตามรายงานของ IISS กองทัพรัสเซียได้เก็บสำรองรถถังหลักจำนวน 17,500คัน ประกอบด้วย
รถถังหลัก T-55 2,800คัน, รถถังหลัก T-62 2,500คัน, รถถังหลัก T-64B 2,000คัน, รถถังหลัก T-72A และ T-72B 7,000คัน, รถถังหลัก T-80BV และ T-80U 3,000คัน และรถถังหลัก T-90 200คันครับ
วันศุกร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2559
ความคืบหน้าโครงการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพไทยในปี ๒๕๕๙-๓
http://www.nanc.coj.go.th/doc/data/nanc/nanc_1455001566.pdf
http://www.nanc.coj.go.th/view-829.html
ข่าวประชาสัมพันธ์ของศาลจังหวัดน่านลงข่าวว่า วันที่ ๒๙ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๙ ได้มีพิธีทำบุญในโอกาสรับมอบรถเกราะล้อยางลำเลียงพล BTR-3E1 จำนวน ๙คัน ณ กองพันทหารม้าที่๑๐ ค่ายสุริยพงษ์ จังหวัดน่าน
กองพันทหารม้าที่๑๐ เป็นกองพันทหารม้าลาดตระเวน ซึ่งเป็นหน่วยขึ้นตรงของ กรมทหารม้าที่๒ กองพลทหารม้าที่๑ ครับ โดยยุทโธปกรณ์ในอัตราจัดเดิมเท่าที่มีข้อมูลคือรถเกราะล้อยาง V-150
อาจจะเป็นข้อมูลแรกที่ออกมาว่าในส่วนเหล่าทหารม้านั้นอาจจะเริ่มมีการจัดหารถเกราะล้อยางแบบใหม่คือ BTR-3E1 มาแทน V-150
นอกจากในส่วนของเหล่าทหารราบคือ กรมทหารราบที่๒ รักษาพระองค์ และกรมทหารราบที่๒๑ รักษาพระองค์ ที่กำลังได้รับมอบ BTR-3E1 อยู่
ตรงนี้อาจจะรวมถึง BTR-3 รุ่นอื่นๆที่จะแทนในส่วน V-150 ทั้งรุ่นติดเครื่องยิงลูกระเบิดและรุ่นติดปืนใหญ่รถถัง 90mm สำหรับทหารม้าลาดตระเวนด้วย
https://www.facebook.com/prthainavy/photos/pcb.1135088479875840/1135087633209258/
ทั้งนี้ในการฝึกการดำเนินกลยุทธ์ด้วยกระสุนจริงของกรมทหารราบเฉพาะกิจทัพภาคที่๓ (กรม ร.ฉก.ทภ.๓) กองทัพบก ณ พื้นที่ฝึกทางยุทธวิธีทัพภาคที่๓ บ้านลานกระบือ ตำบลตลิ่งชัน อำเภอบ้านด่านลานหอย จังหวัดสุโขทัย เมื่อวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๕๙
ที่ได้มีการจัดกำลังจาก กองพลทหารราบที่๔ และกองพลทหารม้าที่๑ ที่นำรถเกราะล้อยาง BTR-3E1 ตามที่ได้เคยรายงานนั้นน่าจะเป็นการฝึกซ้อมรบจริงครั้งแรกรถเกราะล้อยาง BTR-3E1 ที่ประจำการใน ม.พัน.๑๐ หลังการได้รับมอบรถครับ
ในส่วนโครงการจัดหายุทโธปกรณ์ของกองทัพบกไทยกับยูเครนอีกโครงการที่ยังดำเนินการอยู่คือโครงการจัดหารถถังหลัก Oplot นั้น
ก็ตามที่ได้รายงานไปก่อนครับว่ามีคณะกรรมการของไทยได้ไปตรวจดูงานที่โรงงาน Malyshev และมีการทดสอบรถถังหลัก Oplot ชุดใหม่ที่ประกอบเสร็จว่าพร้อมรบแล้ว
การส่งมอบทาง Ukrspetsexport หน่วยงานด้านการจัดการส่งออกยุทโธปกรณ์ของยูเครนก็กล่าวว่าการผลิตและส่งมอบรถถังหลัก Oplot ให้กับไทยนั้นจะเป็นไปตามกำหนดการโดยเร็วที่สุด
ก็คงจะหมายความว่าภายในปี ๒๕๕๙(2016) นี้หลังเดือนพฤษภาคมเป็นต้นไปกองทัพบกก็ควรจะได้รับมอบรถถังหลัก Oplot ชุดที่๓ สำหรับกองพันทหารม้าที่๒ กองพลทหารราบที่๒ รักษาพระองค์ อย่างน้อยครบหนึ่งกองร้อยทหารม้ารถถัง ๑๕คันครับ
อีกด้านก็ได้ข่าวลือจากวงในมาครับว่าทางกองทัพบกมีแผนจะปรับกำลังหน่วยบิน เช่น ศูนย์การบินทหารบกใหม่ ซึ่งอาจจะมีการจัดหา ฮ.ท.๑๗ Mi-17V5 เพิ่มอีก ๘เครื่อง และเฮลิคอปเตอร์โจมตีใหม่อีก ๖เครื่อง แต่ข้อมูลนี้ยังไม่มีการยืนยันว่าจริงหรือไม่
ส่วนอีกข่าวที่ว่ากองทัพบกอาจจะสนใจรถหุ้มเกราะล้อยาง BTR-82A นั้นส่วนตัวมองว่าอาจจะมีความเป็นไปได้ไม่มาก เนื่องจากตามข่าวในข้างต้นกองทัพบกก็มีการจัดหารถเกราะล้อยาง BTR-3E1 อย่างต่อเนื่องมาตลอดซึ่งยูเครนก็ยังทำการผลิตรถส่งให้ไทยได้(แม้จะล่าช้า)
อีกทั้ง BTR-82A นั้นยังมีมีมิติขนาดรถที่เล็กกว่า BTR-3 เพราะพัฒนาปรับปรุงมาจากรถเกราะล้อยาง BTR-80 ที่มีขนาดเล็กกว่า ทำให้ระบบอาวุธที่ติดตั้งได้และกำลังพลที่บรรทุกไปกับรถได้น้อยกว่าซึ่งคงจะไม่เหมาะกับอัตราจัดของกองทัพบกที่ใช้อยู่ถ้าเทียบกับ BTR-3 ครับ
กองทัพเรือรับมอบเรือเร็วตรวจการณ์ลำน้ำ เพื่อเสริมเขี้ยวเล็บการปฏิบัติการตามลำน้ำ
วันนี้ (วันที่ 18 มีนาคม 2559) พลเรือเอก นริส ประทุมสุวรรณ ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการเป็นประธานในพิธีรับเรือเร็วตรวจการณ์ลำน้ำ และพิธีทำบุญรับเรือ ชุดเรือ ล.164 (ล.164 - ล.169) จำนวน 6 ลำ
ณ อาคารราชนาวิกสภา หอประชุมกองทัพเรือ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ โดยมี พลเรืตรี นิกิตติ์ ฑีร์ฆะยศ ผู้บัญชาการกองเรือลำน้ำ พร้อมข้าราชการกองเรือลำน้ำให้การต้อนรับ
ทั้งนี้เรือชุดดังกล่าวต่อโดยบริษัท มาร์ซัน ได้มีการพัฒนาสมรรถนะให้ดีขึ้นกว่าชุดที่แล้ว (ชุด เรือ ล.161) เช่น เสียงเครื่องยนต์เบาลง ความเร็วเพิ่มขึ้น รวมถึงระบบการเดินเรือ ระบบอาวุธ อีกด้วย
กองเรือลำน้ำ กองเรือยุทธการ มีภารกิจในการจัดและเตรียม พร้อมทางด้านกำลังรบสำหรับปฏิบัติการตามลำน้ำในอาณาเขต และลำน้ำภายในประเทศ
มีหน้าที่รับผิดชอบดูแล ป้องกัน ขัดขวาง ทำลายการแทรกซึม และการดำเนินการที่กระทบกระเทือนต่อผลประโยชน์ และอธิปไตยของประเทศตามลำน้ำตามอาณาเขต
อีกทั้งเป็นหน่วยฝึกและเตรียมยุทโธปกรณ์ให้กับหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง
ซึ่งมีหน้าที่ป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดกฎหมาย คุ้มครองและช่วยเหลือประชาชนจากภัยพิบัติต่าง ๆ ตามหลักมนุษยธรรม ในพื้นที่รับผิดชอบ รักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง
รวมทั้งสนับสนุนกำลังทางบกในการรักษาความมั่นคง และป้องกันประเทศ
ถึงแม้ว่ายุทโธปกรณ์ของกองเรือลำน้ำที่ใช้ปฏิบัติราชการอยู่ในปัจจุบันของกองเรือลำน้ำจะมีอายุการใช้งานยาวนานแต่ไม่ได้ทำให้ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของกองเรือลำน้ำนั้นลดลง
ไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติงานที่ นรข. หน่วยเฉพาะกิจต่างๆ รวมถึงการจัดกำลังถวายความปลอดภัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ และการรักษาความปลอดภัยบุคคลสำคัญ
กองเรือยุทธการ ซึ่งเป็นหน่วยที่กองเรือลำน้ำขึ้นการบังคับบัญชา ได้ตระหนักถึงความสำคัญของภารกิจดังกล่าว
จึงได้ผลักดันให้โครงการจัดหาเรือเร็วตรวจการณ์ลำน้ำได้รับการอนุมัติเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานรักษาอธิปไตยของประเทศของกองเรือลำน้ำให้สูงขึ้น
ซึ่งเรือทั้ง 6 ลำนี้ถือว่าเป็นเรือที่มีความทันสมัย มีขีดความสามารถสูง และจะสามารถปฏิบัติงานตอบสนองนโยบายของกองทัพเรือได้เป็นอย่างดี
และในอนาคต กองเรือลำน้ำจะได้รับอนุมัติการจัดหาเรือเพิ่มเติมเพื่อทดแทนเรือรุ่นเก่าที่มีอายุการใช้งานยาวนานต่อไป
ที่มา:กรมกิจการพลเรือนทหารเรือ
https://www.facebook.com/prthainavy/photos/pcb.1130267850357903/1130267317024623/
เรือเร็วตรวจการณ์ลำน้ำแบบ M10 Mk2 ของบริษัท Marsun นั้นเป็นแบบที่ได้รับการปรับปรุงจากเรือเร็วตรวจการณ์ลำน้ำแบบ M10 ชุดเรือ ล.161(ล.161-163) ที่ได้รับมอบไปก่อนหน้านี้ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๕๖
โดยเรือเร็วตรวจการณ์ลำน้ำ M10 Mk2 ชุดเรือ ล.164 ตัวเรือสร้างด้วย Aluminium มีความยาว 11m กว้าง 3m กินน้ำลึก 0.7m (ใหญ่ขึ้นจาก M10 ชุดเรือ ล.161 มีความยาว 10m กว้าง 2.7m )
เครื่องยนต์ Water Jet สองเครื่อง ความเร็วสูงสุดมากกว่า 45knots(เพิ่มจาก M10 ที่ทำได้ 42knots) พิสัยทำการมากกว่า 250nm อาวุธปืนกลหนัก .50 ๓กระบอก และปืนกลเอนกประสงค์ 7.62x51mm ๒กระบอก รวม ๕กระบอก
ติดตั้ง Radar ตรวจการณ์พื้นน้ำ C-band และ GPS กำลังพลประจำเรือ ๕นาย พร้อมหน่วยปฏิบัติการพิเศษ ๖นาย งบประมาณที่ใช้ในการสร้างเรือชุดนี้วงเงิน ๙๘,๒๒๖,๐๐๐บาท
บริษัท Marsun ยังได้รับสัญญาการสร้างเรือตรวจการณ์ชายฝั่งจากกองทัพเรือ โดยกำลังจะต่ออยู่อีก ๖ลำ(ต.๒๓๒-ต.๒๓๗) และล่าสุดได้รับคำสั่งจัดหาเพิ่มอีก ๕ลำ ตามที่เคยได้รายงานไปครับ
http://www.supplyonline.navy.mi.th/pdf2/16922.pdf
http://www.supplyonline.navy.mi.th/pdf2/16920.pdf
อีกส่วนใน Website ศูนย์ข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างและราคากลางของกองทัพเรือ
มีการลงข้อมูลการจัดซื้อกระสุนปืนใหญ่ 76/62 Vulcano BER จำนวน ๒๒๐นัด วงเงิน ๑๔๙,๗๙๓,๖๐๐บาท และกระสุน 20mm AP-DS สำหรับ Phalanx ๑๐,๐๐๐นัด วงเงิน ๖๐ล้านบาท
สำหรับกระสุน AP-DS 20mm สำหรับ Phalanx CIWS นั้นกองทัพเรือมีใช้ในเรือฟริเกตชุด ร.ล.พุทธยอดฟ้าจุฬาโลกที่จะปลดทุกลำแล้ว รวมถึงเรือฟริเกตสมรรถนะสูงที่กำลังจะต่อใหม่
ส่วนกระสุนปืนใหญ่ 76/62 Vulcano BER นั้นไม่แน่ใจว่าจะใช้ได้เฉพาะเรือฟริเกตสมรรถนะสูง หรือเรือของกองทัพเรือที่ติดปืนใหญ่ OTO Melara 76/62 ที่ได้รับการปรับปรุงให้ใช้กระสุนพิเศษนี่ได้ซึ่งมีอยู่หลายชุด
โดยนี่จะเป็นครั้งแรกของกองทัพเรือไทยที่มีกระสุนยิงสนับสนุนชายฝั่งความแม่นยำสูงใช้งาน
ตามที่ได้เคยรายงานไปเรือฟริเกตสมรรถนะสูง DSME DW3000H นั้นจะมีกำหนดส่งมอบให้กองทัพเรือภายในปี พ.ศ.๒๕๖๑(2018) โดยจะมีพิธีวางกระดูงูเรือภายในปี พ.ศ.๒๕๕๙(2016) นี้ครับ
(เท่าที่ไปค้นข้อมูลจากแหล่งอื่นคาดว่าอาจจะทำพิธีวางกระดูกงูเรือในเดือนพฤษภาคมหรือมิถุนายนนี้ครับ)
ผู้บัญชาการทหารเรือลงนามในสัญญาจ้างปรับปรุงเรือ ล่าทำลายทุ่นระเบิดใกล้ฝั่ง(ลทฝ.)ชุดเรือหลวงบางระจัน กองเรือทุ่นระเบิด กองเรือยุทธการ ร่วมกับผู้แทนบริษัท THALES UK Ltd.
วันนี้(วันที่ 28 มีนาคม 2559)เวลา 16.30 น. พลเรือเอก ณะ อารีนิจ ผู้บัญชาการทหารเรือ ลงนามในสัญญาจ้างปรับปรุงเรือ ล่าทำลายทุ่นระเบิดใกล้ฝั่ง(ลทฝ.)ชุดเรือหลวงบางระจัน กองเรือทุ่นระเบิด กองเรือยุทธการ จำนวน 2 ลำ
ร่วมกับ Mr.Robert Johnson Director Of Above Water Systems,Tahles UK Ltd. ณ กองบัญชาการกองทัพเรือ พระราชวังเดิม เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพฯ โดยเป็นโครงการเสริมสร้างขีดความสามารถของกองทัพเรือ
กองประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกองทัพเรือ
ที่มา:กรมกิจการพลเรือนทหารเรือ
https://www.facebook.com/prthainavy/photos/pcb.1141083372609684/1141077535943601/?type=3&theater
รายละเอียดการปรับปรุงเรือล่าทำลายทุ่นระเบิดใกล้ฝั่งชุด ร.ล.บางระจัน มีข้อมูลตามที่ลงใน Page กองเรือทุ่นระเบิดตามนี้ครับ
ในวันจันทร์ที่ ๒๘ มี.ค.๕๙ เวลา ๑๖๓๐ ทร. โดยผู้บัญชาการทหารเรือได้ลงนามสัญญาจ้างปรับปรุงเรือล่าทำลายทุ่นระเบิดใกล้ฝั่ง ชุด เรือหลวงบางระจัน จำนวน ๒ ลำ
ร่วมกับบริษัท THALES UK Limited สหราชอาณาจักร มูลค่าประมาณ ๒,๗๕๐ ล้านบาท หรือประมาณ ๗๐ ล้านยูโร
มีระยะเวลาดำเนินโครงการ ๑,๑๗๐ วัน โดยเป็นสัญญาจ้างปรับปรุงเรือ ในลักษณะ Mid Life Upgrade โดยมีรายการการปรับปรุงที่สำคัญประกอบด้วย
-การจัดหาเครื่องวัดค่าอิทธิพลตัวเรือแบบเคลื่อนที่ (Mobility Signature Test Range) จำนวน 1 ระบบ สำหรับตรวจวัดค่าอิทธิพลของเรือต่างๆ ใน ทร. จากบริษัท SAES ระบบ MIRS (Multi Influence Range System)
ซึ่งจะสามารถวัดค่าอิทธิพล เสียง และ แม่เหล็ก ตัวเรือได้ และในอนาคตรองรับการติดตั้งอุปกรณ์วัดค่าความดัน
-การตรวจสอบสภาพ และซ่อมทำตัวเรือตลอดทั้งลำ ซึ่งตัวเรือ ลทฝ. ชุดดังกล่าว เป็นตัวเรือไม้ จำเป็นต้องใช้ช่างฝีมือที่มีความชำนาญเป็นพิเศษ และผู้ตรวจสอบความแข็งแรงจาก Lloyds’s register
-การปรับปรุงระบบอำนวยการล่าทำลายทุ่นระเบิด (CMS) จากเดิม ATLAS MWS 80 และ โซนาร์แบบ DSQS-11H เป็น ระบบ M-cube และ โซนาร์แบบ TSM2022 Mk III
และติดตั้ง MWDC (Mine Warfare Database Compute)r และการ Integrate ระบบ M-cube ร่วมกับ ยานล่าทำลายทุ่นระเบิดแบบ Seafox MDV
-การถอดถอนอุปกรณ์สื่อสาร อุปกรณ์เดินเรือ และติดตั้งใหม่ รวมทั้งการซ่อมบำรุงเครื่องจักรใหญ่ เครื่องไฟฟ้า ระบบเครื่องปรับอากาศ ระบบไฟฟ้าภายในเรือ ด้วยอะไหล่แบบ Non-magnetic
-การจัดหาและติดตั้ง Decompression Chamber สำหรับรองรับการปฏิบัติการใต้น้ำ ของ เจ้าหน้าที่ถอดทำลายอมภัณฑ์ แบบ ๒ ที่นั่ง ความดัน 6 ATA จำนวนลำละ ๑ ระบบ
การจ้างปรับปรุงเรือในครั้งนี้ จะส่งผลให้ ร.ล.บางระจัน และ ร.ล.หนองสาหร่าย ที่ ทร.ใช้ในราชการมามากกว่า ๒๕ ปี มีความพร้อมโดยสมบูรณ์แบบ
โดยมีระบบอำนวยการล่าทำลายทุ่นระเบิดที่ทันสมัย ทัดเทียมกองทัพเรือประเทศต่างๆ ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย ฝรั่งเศส อังกฤษ เบลเยียม อินเดีย นอร์เวย์ และ เนเธอร์แลนด์ เลยทีเดียวครับ
ที่มา กองเรือทุ่นระเบิด
https://www.facebook.com/MineSquadron/posts/1710479495865383
https://www.facebook.com/MineSquadron/
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=10208871628726120&set=a.1536942381618.78377.1176621495
https://www.facebook.com/rach2511
ที่มา รัชต์ รัตนวิจารณ์
ส่วนของกองทัพอากาศก็มีความคืบหน้าในโครงการจัดหาเฮลิคอปเตอร์ขนาดกลางสำหรับค้นหาและช่วยชีวิตในพื้นที่การรบ ระยะที่๒ ฮ.๑๑ EC725 จำนวน ๒เครื่อง เพิ่มเติมจากระยะที่๑ จำนวน ๔เครื่องที่ได้รับมอบเครื่องแล้ว
ที่คณะกรรมการของกองทัพอากาศไปดูความคืบหน้าในการผลิตเครื่องที่โรงงาน Airbus Helicopters ที่ฝรั่งเศส วันที่ ๒๙ กุมภาพันธ์-๖ มีนาคม ๒๕๕๙
https://www.facebook.com/photoby.wing.56/posts/560965010735638
ที่มา กองกิจการพลเรือน กองบิน๕๖
และการฝึก Cope Tiger 2016 ที่กองทัพอากาศไทยได้ทำการฝึกร่วมกับกองทัพอากาศสหรัฐฯและกองทัพอากาศสิงคโปร์ผ่านเครือข่าย Link 16
และมีภาพหมวกนักบินติดระบบแสดงผล JHCMS สำหรับ F-16AM/BM EMLU ฝูงบิน๔๐๓ กองบิน๔ ในการฝึกเป็นครั้งแรก
ทำให้ปัจจุบันกองทัพอากาศมีหมวกนักบินติดศูนย์เล็งและระบบแสดงผลแล้วสามแบบคือ DASH สำหรับ F-5E/F Tigris ฝูงบิน๒๑๑ กองบิน๒๑ และ Cobra สำหรับ Gripen C/D ฝูงบิน๗๐๑ กองบิน๗
โครงการพัฒนาอากาศไร้คนขับ บร.ทอ.๑ Tiger Shark II UAV จำนวน ๑๗เครื่อง วงเงิน ๕๗๙,๗๐๔,๖๐๐บาท ของ ศูนย์วิจัยพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีการบินและอวกาศกองทัพอากาศ ที่เคยรายงานไปนั้น
มีรายงานเพิ่มเติมว่าผู้รับสัญญาหลักคือบริษัทอุตสาหกรรมการบินจำกัด หรือ TAI(Thai Aviation Industries Co.,Ltd.) โดยมีบริษัทอื่นคือ AVIA Satcom เป็นผู้รับสัญญารอง
ในงานแสดงนิทรรศการเทคโนโลยีเรือในทศวรรษหน้าครั้งที่ ๓ หรือ Ship Tech 3 ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมาทาง AVIA Group ก็ได้มีการนำอากาศยานไร้คนขับแบบ Black Kite ของบริษัทมาจัดแสดง
http://person.rtaf.mi.th/BY2559/RecruitDivision/Doc/ประกาศรับสมัครและสอบคัดเลือกนักบินหญิง.pdf
ด้านนโยบายการรับนักหญิงเข้าประจำการในกองทัพอากาศไทยนั้น ล่าสุดก็มีการออกประกาศรับสมัครนักบินหญิงชุดแรกของกองทัพอากาศไทยจำนวน ๕คน ตามรายละเอียดในเอกสารข้างต้น
อย่างไรก็ตามนโยบายการรับนักบินหญิงเข้าประจำการในส่วนนักบินลำเลียงประจำฝูงบินลำเลียงกองทัพอากาศนั้น ดูเหมือนเริ่มจะมีเสียงต่อต้านจากกำลังพลภายในกองทัพอากาศบางส่วนครับว่า
นักเรียนนายเรืออากาศที่สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายเรืออากาศนั้น แต่ละปียังมีอัตราที่จะได้เข้ารับการศึกษาเป็นศิษย์การบินในโรงเรียนการบินไม่พอต้องแย่งกัน
การที่เปิดให้มีนักบินหญิงจากภายนอกเข้ามาทำงานในฝูงบินร่วมกับนักบินชายที่จบจากโรงเรียนเตรียมทหาร และโรงเรียนนายเรืออากาศโดยตรง ถือว่าเป็นสิ่งไม่น่าจะเหมาะสมในหลายๆด้าน
ก็ต้องดูกันต่อไปในระยะยาวว่านโยบายนี้จะมีผลลัพธ์ออกมาเป็นอย่างไรครับ
http://www.nanc.coj.go.th/view-829.html
ข่าวประชาสัมพันธ์ของศาลจังหวัดน่านลงข่าวว่า วันที่ ๒๙ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๙ ได้มีพิธีทำบุญในโอกาสรับมอบรถเกราะล้อยางลำเลียงพล BTR-3E1 จำนวน ๙คัน ณ กองพันทหารม้าที่๑๐ ค่ายสุริยพงษ์ จังหวัดน่าน
กองพันทหารม้าที่๑๐ เป็นกองพันทหารม้าลาดตระเวน ซึ่งเป็นหน่วยขึ้นตรงของ กรมทหารม้าที่๒ กองพลทหารม้าที่๑ ครับ โดยยุทโธปกรณ์ในอัตราจัดเดิมเท่าที่มีข้อมูลคือรถเกราะล้อยาง V-150
อาจจะเป็นข้อมูลแรกที่ออกมาว่าในส่วนเหล่าทหารม้านั้นอาจจะเริ่มมีการจัดหารถเกราะล้อยางแบบใหม่คือ BTR-3E1 มาแทน V-150
นอกจากในส่วนของเหล่าทหารราบคือ กรมทหารราบที่๒ รักษาพระองค์ และกรมทหารราบที่๒๑ รักษาพระองค์ ที่กำลังได้รับมอบ BTR-3E1 อยู่
ตรงนี้อาจจะรวมถึง BTR-3 รุ่นอื่นๆที่จะแทนในส่วน V-150 ทั้งรุ่นติดเครื่องยิงลูกระเบิดและรุ่นติดปืนใหญ่รถถัง 90mm สำหรับทหารม้าลาดตระเวนด้วย
https://www.facebook.com/prthainavy/photos/pcb.1135088479875840/1135087633209258/
ทั้งนี้ในการฝึกการดำเนินกลยุทธ์ด้วยกระสุนจริงของกรมทหารราบเฉพาะกิจทัพภาคที่๓ (กรม ร.ฉก.ทภ.๓) กองทัพบก ณ พื้นที่ฝึกทางยุทธวิธีทัพภาคที่๓ บ้านลานกระบือ ตำบลตลิ่งชัน อำเภอบ้านด่านลานหอย จังหวัดสุโขทัย เมื่อวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๕๙
ที่ได้มีการจัดกำลังจาก กองพลทหารราบที่๔ และกองพลทหารม้าที่๑ ที่นำรถเกราะล้อยาง BTR-3E1 ตามที่ได้เคยรายงานนั้นน่าจะเป็นการฝึกซ้อมรบจริงครั้งแรกรถเกราะล้อยาง BTR-3E1 ที่ประจำการใน ม.พัน.๑๐ หลังการได้รับมอบรถครับ
ในส่วนโครงการจัดหายุทโธปกรณ์ของกองทัพบกไทยกับยูเครนอีกโครงการที่ยังดำเนินการอยู่คือโครงการจัดหารถถังหลัก Oplot นั้น
ก็ตามที่ได้รายงานไปก่อนครับว่ามีคณะกรรมการของไทยได้ไปตรวจดูงานที่โรงงาน Malyshev และมีการทดสอบรถถังหลัก Oplot ชุดใหม่ที่ประกอบเสร็จว่าพร้อมรบแล้ว
การส่งมอบทาง Ukrspetsexport หน่วยงานด้านการจัดการส่งออกยุทโธปกรณ์ของยูเครนก็กล่าวว่าการผลิตและส่งมอบรถถังหลัก Oplot ให้กับไทยนั้นจะเป็นไปตามกำหนดการโดยเร็วที่สุด
ก็คงจะหมายความว่าภายในปี ๒๕๕๙(2016) นี้หลังเดือนพฤษภาคมเป็นต้นไปกองทัพบกก็ควรจะได้รับมอบรถถังหลัก Oplot ชุดที่๓ สำหรับกองพันทหารม้าที่๒ กองพลทหารราบที่๒ รักษาพระองค์ อย่างน้อยครบหนึ่งกองร้อยทหารม้ารถถัง ๑๕คันครับ
อีกด้านก็ได้ข่าวลือจากวงในมาครับว่าทางกองทัพบกมีแผนจะปรับกำลังหน่วยบิน เช่น ศูนย์การบินทหารบกใหม่ ซึ่งอาจจะมีการจัดหา ฮ.ท.๑๗ Mi-17V5 เพิ่มอีก ๘เครื่อง และเฮลิคอปเตอร์โจมตีใหม่อีก ๖เครื่อง แต่ข้อมูลนี้ยังไม่มีการยืนยันว่าจริงหรือไม่
ส่วนอีกข่าวที่ว่ากองทัพบกอาจจะสนใจรถหุ้มเกราะล้อยาง BTR-82A นั้นส่วนตัวมองว่าอาจจะมีความเป็นไปได้ไม่มาก เนื่องจากตามข่าวในข้างต้นกองทัพบกก็มีการจัดหารถเกราะล้อยาง BTR-3E1 อย่างต่อเนื่องมาตลอดซึ่งยูเครนก็ยังทำการผลิตรถส่งให้ไทยได้(แม้จะล่าช้า)
อีกทั้ง BTR-82A นั้นยังมีมีมิติขนาดรถที่เล็กกว่า BTR-3 เพราะพัฒนาปรับปรุงมาจากรถเกราะล้อยาง BTR-80 ที่มีขนาดเล็กกว่า ทำให้ระบบอาวุธที่ติดตั้งได้และกำลังพลที่บรรทุกไปกับรถได้น้อยกว่าซึ่งคงจะไม่เหมาะกับอัตราจัดของกองทัพบกที่ใช้อยู่ถ้าเทียบกับ BTR-3 ครับ
กองทัพเรือรับมอบเรือเร็วตรวจการณ์ลำน้ำ เพื่อเสริมเขี้ยวเล็บการปฏิบัติการตามลำน้ำ
วันนี้ (วันที่ 18 มีนาคม 2559) พลเรือเอก นริส ประทุมสุวรรณ ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการเป็นประธานในพิธีรับเรือเร็วตรวจการณ์ลำน้ำ และพิธีทำบุญรับเรือ ชุดเรือ ล.164 (ล.164 - ล.169) จำนวน 6 ลำ
ณ อาคารราชนาวิกสภา หอประชุมกองทัพเรือ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ โดยมี พลเรืตรี นิกิตติ์ ฑีร์ฆะยศ ผู้บัญชาการกองเรือลำน้ำ พร้อมข้าราชการกองเรือลำน้ำให้การต้อนรับ
ทั้งนี้เรือชุดดังกล่าวต่อโดยบริษัท มาร์ซัน ได้มีการพัฒนาสมรรถนะให้ดีขึ้นกว่าชุดที่แล้ว (ชุด เรือ ล.161) เช่น เสียงเครื่องยนต์เบาลง ความเร็วเพิ่มขึ้น รวมถึงระบบการเดินเรือ ระบบอาวุธ อีกด้วย
กองเรือลำน้ำ กองเรือยุทธการ มีภารกิจในการจัดและเตรียม พร้อมทางด้านกำลังรบสำหรับปฏิบัติการตามลำน้ำในอาณาเขต และลำน้ำภายในประเทศ
มีหน้าที่รับผิดชอบดูแล ป้องกัน ขัดขวาง ทำลายการแทรกซึม และการดำเนินการที่กระทบกระเทือนต่อผลประโยชน์ และอธิปไตยของประเทศตามลำน้ำตามอาณาเขต
อีกทั้งเป็นหน่วยฝึกและเตรียมยุทโธปกรณ์ให้กับหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง
ซึ่งมีหน้าที่ป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดกฎหมาย คุ้มครองและช่วยเหลือประชาชนจากภัยพิบัติต่าง ๆ ตามหลักมนุษยธรรม ในพื้นที่รับผิดชอบ รักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง
รวมทั้งสนับสนุนกำลังทางบกในการรักษาความมั่นคง และป้องกันประเทศ
ถึงแม้ว่ายุทโธปกรณ์ของกองเรือลำน้ำที่ใช้ปฏิบัติราชการอยู่ในปัจจุบันของกองเรือลำน้ำจะมีอายุการใช้งานยาวนานแต่ไม่ได้ทำให้ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของกองเรือลำน้ำนั้นลดลง
ไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติงานที่ นรข. หน่วยเฉพาะกิจต่างๆ รวมถึงการจัดกำลังถวายความปลอดภัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ และการรักษาความปลอดภัยบุคคลสำคัญ
กองเรือยุทธการ ซึ่งเป็นหน่วยที่กองเรือลำน้ำขึ้นการบังคับบัญชา ได้ตระหนักถึงความสำคัญของภารกิจดังกล่าว
จึงได้ผลักดันให้โครงการจัดหาเรือเร็วตรวจการณ์ลำน้ำได้รับการอนุมัติเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานรักษาอธิปไตยของประเทศของกองเรือลำน้ำให้สูงขึ้น
ซึ่งเรือทั้ง 6 ลำนี้ถือว่าเป็นเรือที่มีความทันสมัย มีขีดความสามารถสูง และจะสามารถปฏิบัติงานตอบสนองนโยบายของกองทัพเรือได้เป็นอย่างดี
และในอนาคต กองเรือลำน้ำจะได้รับอนุมัติการจัดหาเรือเพิ่มเติมเพื่อทดแทนเรือรุ่นเก่าที่มีอายุการใช้งานยาวนานต่อไป
ที่มา:กรมกิจการพลเรือนทหารเรือ
https://www.facebook.com/prthainavy/photos/pcb.1130267850357903/1130267317024623/
เรือเร็วตรวจการณ์ลำน้ำแบบ M10 Mk2 ของบริษัท Marsun นั้นเป็นแบบที่ได้รับการปรับปรุงจากเรือเร็วตรวจการณ์ลำน้ำแบบ M10 ชุดเรือ ล.161(ล.161-163) ที่ได้รับมอบไปก่อนหน้านี้ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๕๖
โดยเรือเร็วตรวจการณ์ลำน้ำ M10 Mk2 ชุดเรือ ล.164 ตัวเรือสร้างด้วย Aluminium มีความยาว 11m กว้าง 3m กินน้ำลึก 0.7m (ใหญ่ขึ้นจาก M10 ชุดเรือ ล.161 มีความยาว 10m กว้าง 2.7m )
เครื่องยนต์ Water Jet สองเครื่อง ความเร็วสูงสุดมากกว่า 45knots(เพิ่มจาก M10 ที่ทำได้ 42knots) พิสัยทำการมากกว่า 250nm อาวุธปืนกลหนัก .50 ๓กระบอก และปืนกลเอนกประสงค์ 7.62x51mm ๒กระบอก รวม ๕กระบอก
ติดตั้ง Radar ตรวจการณ์พื้นน้ำ C-band และ GPS กำลังพลประจำเรือ ๕นาย พร้อมหน่วยปฏิบัติการพิเศษ ๖นาย งบประมาณที่ใช้ในการสร้างเรือชุดนี้วงเงิน ๙๘,๒๒๖,๐๐๐บาท
บริษัท Marsun ยังได้รับสัญญาการสร้างเรือตรวจการณ์ชายฝั่งจากกองทัพเรือ โดยกำลังจะต่ออยู่อีก ๖ลำ(ต.๒๓๒-ต.๒๓๗) และล่าสุดได้รับคำสั่งจัดหาเพิ่มอีก ๕ลำ ตามที่เคยได้รายงานไปครับ
http://www.supplyonline.navy.mi.th/pdf2/16922.pdf
http://www.supplyonline.navy.mi.th/pdf2/16920.pdf
อีกส่วนใน Website ศูนย์ข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างและราคากลางของกองทัพเรือ
มีการลงข้อมูลการจัดซื้อกระสุนปืนใหญ่ 76/62 Vulcano BER จำนวน ๒๒๐นัด วงเงิน ๑๔๙,๗๙๓,๖๐๐บาท และกระสุน 20mm AP-DS สำหรับ Phalanx ๑๐,๐๐๐นัด วงเงิน ๖๐ล้านบาท
สำหรับกระสุน AP-DS 20mm สำหรับ Phalanx CIWS นั้นกองทัพเรือมีใช้ในเรือฟริเกตชุด ร.ล.พุทธยอดฟ้าจุฬาโลกที่จะปลดทุกลำแล้ว รวมถึงเรือฟริเกตสมรรถนะสูงที่กำลังจะต่อใหม่
ส่วนกระสุนปืนใหญ่ 76/62 Vulcano BER นั้นไม่แน่ใจว่าจะใช้ได้เฉพาะเรือฟริเกตสมรรถนะสูง หรือเรือของกองทัพเรือที่ติดปืนใหญ่ OTO Melara 76/62 ที่ได้รับการปรับปรุงให้ใช้กระสุนพิเศษนี่ได้ซึ่งมีอยู่หลายชุด
โดยนี่จะเป็นครั้งแรกของกองทัพเรือไทยที่มีกระสุนยิงสนับสนุนชายฝั่งความแม่นยำสูงใช้งาน
ตามที่ได้เคยรายงานไปเรือฟริเกตสมรรถนะสูง DSME DW3000H นั้นจะมีกำหนดส่งมอบให้กองทัพเรือภายในปี พ.ศ.๒๕๖๑(2018) โดยจะมีพิธีวางกระดูงูเรือภายในปี พ.ศ.๒๕๕๙(2016) นี้ครับ
(เท่าที่ไปค้นข้อมูลจากแหล่งอื่นคาดว่าอาจจะทำพิธีวางกระดูกงูเรือในเดือนพฤษภาคมหรือมิถุนายนนี้ครับ)
ผู้บัญชาการทหารเรือลงนามในสัญญาจ้างปรับปรุงเรือ ล่าทำลายทุ่นระเบิดใกล้ฝั่ง(ลทฝ.)ชุดเรือหลวงบางระจัน กองเรือทุ่นระเบิด กองเรือยุทธการ ร่วมกับผู้แทนบริษัท THALES UK Ltd.
วันนี้(วันที่ 28 มีนาคม 2559)เวลา 16.30 น. พลเรือเอก ณะ อารีนิจ ผู้บัญชาการทหารเรือ ลงนามในสัญญาจ้างปรับปรุงเรือ ล่าทำลายทุ่นระเบิดใกล้ฝั่ง(ลทฝ.)ชุดเรือหลวงบางระจัน กองเรือทุ่นระเบิด กองเรือยุทธการ จำนวน 2 ลำ
ร่วมกับ Mr.Robert Johnson Director Of Above Water Systems,Tahles UK Ltd. ณ กองบัญชาการกองทัพเรือ พระราชวังเดิม เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพฯ โดยเป็นโครงการเสริมสร้างขีดความสามารถของกองทัพเรือ
กองประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกองทัพเรือ
ที่มา:กรมกิจการพลเรือนทหารเรือ
https://www.facebook.com/prthainavy/photos/pcb.1141083372609684/1141077535943601/?type=3&theater
รายละเอียดการปรับปรุงเรือล่าทำลายทุ่นระเบิดใกล้ฝั่งชุด ร.ล.บางระจัน มีข้อมูลตามที่ลงใน Page กองเรือทุ่นระเบิดตามนี้ครับ
ในวันจันทร์ที่ ๒๘ มี.ค.๕๙ เวลา ๑๖๓๐ ทร. โดยผู้บัญชาการทหารเรือได้ลงนามสัญญาจ้างปรับปรุงเรือล่าทำลายทุ่นระเบิดใกล้ฝั่ง ชุด เรือหลวงบางระจัน จำนวน ๒ ลำ
ร่วมกับบริษัท THALES UK Limited สหราชอาณาจักร มูลค่าประมาณ ๒,๗๕๐ ล้านบาท หรือประมาณ ๗๐ ล้านยูโร
มีระยะเวลาดำเนินโครงการ ๑,๑๗๐ วัน โดยเป็นสัญญาจ้างปรับปรุงเรือ ในลักษณะ Mid Life Upgrade โดยมีรายการการปรับปรุงที่สำคัญประกอบด้วย
-การจัดหาเครื่องวัดค่าอิทธิพลตัวเรือแบบเคลื่อนที่ (Mobility Signature Test Range) จำนวน 1 ระบบ สำหรับตรวจวัดค่าอิทธิพลของเรือต่างๆ ใน ทร. จากบริษัท SAES ระบบ MIRS (Multi Influence Range System)
ซึ่งจะสามารถวัดค่าอิทธิพล เสียง และ แม่เหล็ก ตัวเรือได้ และในอนาคตรองรับการติดตั้งอุปกรณ์วัดค่าความดัน
-การตรวจสอบสภาพ และซ่อมทำตัวเรือตลอดทั้งลำ ซึ่งตัวเรือ ลทฝ. ชุดดังกล่าว เป็นตัวเรือไม้ จำเป็นต้องใช้ช่างฝีมือที่มีความชำนาญเป็นพิเศษ และผู้ตรวจสอบความแข็งแรงจาก Lloyds’s register
-การปรับปรุงระบบอำนวยการล่าทำลายทุ่นระเบิด (CMS) จากเดิม ATLAS MWS 80 และ โซนาร์แบบ DSQS-11H เป็น ระบบ M-cube และ โซนาร์แบบ TSM2022 Mk III
และติดตั้ง MWDC (Mine Warfare Database Compute)r และการ Integrate ระบบ M-cube ร่วมกับ ยานล่าทำลายทุ่นระเบิดแบบ Seafox MDV
-การถอดถอนอุปกรณ์สื่อสาร อุปกรณ์เดินเรือ และติดตั้งใหม่ รวมทั้งการซ่อมบำรุงเครื่องจักรใหญ่ เครื่องไฟฟ้า ระบบเครื่องปรับอากาศ ระบบไฟฟ้าภายในเรือ ด้วยอะไหล่แบบ Non-magnetic
-การจัดหาและติดตั้ง Decompression Chamber สำหรับรองรับการปฏิบัติการใต้น้ำ ของ เจ้าหน้าที่ถอดทำลายอมภัณฑ์ แบบ ๒ ที่นั่ง ความดัน 6 ATA จำนวนลำละ ๑ ระบบ
การจ้างปรับปรุงเรือในครั้งนี้ จะส่งผลให้ ร.ล.บางระจัน และ ร.ล.หนองสาหร่าย ที่ ทร.ใช้ในราชการมามากกว่า ๒๕ ปี มีความพร้อมโดยสมบูรณ์แบบ
โดยมีระบบอำนวยการล่าทำลายทุ่นระเบิดที่ทันสมัย ทัดเทียมกองทัพเรือประเทศต่างๆ ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย ฝรั่งเศส อังกฤษ เบลเยียม อินเดีย นอร์เวย์ และ เนเธอร์แลนด์ เลยทีเดียวครับ
ที่มา กองเรือทุ่นระเบิด
https://www.facebook.com/MineSquadron/posts/1710479495865383
https://www.facebook.com/MineSquadron/
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=10208871628726120&set=a.1536942381618.78377.1176621495
https://www.facebook.com/rach2511
ที่มา รัชต์ รัตนวิจารณ์
ส่วนของกองทัพอากาศก็มีความคืบหน้าในโครงการจัดหาเฮลิคอปเตอร์ขนาดกลางสำหรับค้นหาและช่วยชีวิตในพื้นที่การรบ ระยะที่๒ ฮ.๑๑ EC725 จำนวน ๒เครื่อง เพิ่มเติมจากระยะที่๑ จำนวน ๔เครื่องที่ได้รับมอบเครื่องแล้ว
ที่คณะกรรมการของกองทัพอากาศไปดูความคืบหน้าในการผลิตเครื่องที่โรงงาน Airbus Helicopters ที่ฝรั่งเศส วันที่ ๒๙ กุมภาพันธ์-๖ มีนาคม ๒๕๕๙
https://www.facebook.com/photoby.wing.56/posts/560965010735638
ที่มา กองกิจการพลเรือน กองบิน๕๖
และการฝึก Cope Tiger 2016 ที่กองทัพอากาศไทยได้ทำการฝึกร่วมกับกองทัพอากาศสหรัฐฯและกองทัพอากาศสิงคโปร์ผ่านเครือข่าย Link 16
และมีภาพหมวกนักบินติดระบบแสดงผล JHCMS สำหรับ F-16AM/BM EMLU ฝูงบิน๔๐๓ กองบิน๔ ในการฝึกเป็นครั้งแรก
ทำให้ปัจจุบันกองทัพอากาศมีหมวกนักบินติดศูนย์เล็งและระบบแสดงผลแล้วสามแบบคือ DASH สำหรับ F-5E/F Tigris ฝูงบิน๒๑๑ กองบิน๒๑ และ Cobra สำหรับ Gripen C/D ฝูงบิน๗๐๑ กองบิน๗
มีรายงานเพิ่มเติมว่าผู้รับสัญญาหลักคือบริษัทอุตสาหกรรมการบินจำกัด หรือ TAI(Thai Aviation Industries Co.,Ltd.) โดยมีบริษัทอื่นคือ AVIA Satcom เป็นผู้รับสัญญารอง
ในงานแสดงนิทรรศการเทคโนโลยีเรือในทศวรรษหน้าครั้งที่ ๓ หรือ Ship Tech 3 ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมาทาง AVIA Group ก็ได้มีการนำอากาศยานไร้คนขับแบบ Black Kite ของบริษัทมาจัดแสดง
http://person.rtaf.mi.th/BY2559/RecruitDivision/Doc/ประกาศรับสมัครและสอบคัดเลือกนักบินหญิง.pdf
ด้านนโยบายการรับนักหญิงเข้าประจำการในกองทัพอากาศไทยนั้น ล่าสุดก็มีการออกประกาศรับสมัครนักบินหญิงชุดแรกของกองทัพอากาศไทยจำนวน ๕คน ตามรายละเอียดในเอกสารข้างต้น
อย่างไรก็ตามนโยบายการรับนักบินหญิงเข้าประจำการในส่วนนักบินลำเลียงประจำฝูงบินลำเลียงกองทัพอากาศนั้น ดูเหมือนเริ่มจะมีเสียงต่อต้านจากกำลังพลภายในกองทัพอากาศบางส่วนครับว่า
นักเรียนนายเรืออากาศที่สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายเรืออากาศนั้น แต่ละปียังมีอัตราที่จะได้เข้ารับการศึกษาเป็นศิษย์การบินในโรงเรียนการบินไม่พอต้องแย่งกัน
การที่เปิดให้มีนักบินหญิงจากภายนอกเข้ามาทำงานในฝูงบินร่วมกับนักบินชายที่จบจากโรงเรียนเตรียมทหาร และโรงเรียนนายเรืออากาศโดยตรง ถือว่าเป็นสิ่งไม่น่าจะเหมาะสมในหลายๆด้าน
ก็ต้องดูกันต่อไปในระยะยาวว่านโยบายนี้จะมีผลลัพธ์ออกมาเป็นอย่างไรครับ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)






























