วันพฤหัสบดีที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

เอสโตเนียเข้าร่วมกับฟินแลนด์ในโครงการจัดหาปืนใหญ่อัตตาจร K9 Thunder เกาหลีใต้

Estonia joins Finland in howitzer procurement
WARSAW, Poland — The Estonian Ministry of Defence has decided to join its Finnish counterpart in a plan to acquire South Korean K9 Thunder howitzers.
(Photo Credit: Jung Yeon-Je/AFP via Getty Images)
http://www.defensenews.com/articles/estonia-joins-finland-in-howitzer-procurement

South Korea's Hanwha Techwin K9 Thunder 155mm self-propelled howitzer during trials in Finland in November 2016.

กระทรวงกลาโหมเอสโตเนียได้ตัดสินใจที่จะร่วมกับฟินแลนด์ถึงความเป็นไปได้ในแผนความร่วมมือในการจัดหาปืนใหญ่อัตตาจรสายพาน K9 Thunder จากสาธารณารัฐเกาหลี โดยให้การสนับสนุนคำแนะนำ แลกเปลี่ยนทางเทคนิค และการส่งกำลังบำรุงร่วมกัน
รัฐมนตรีกลาโหมเอสโตเนีย Margus Tsahkna กล่าวว่าระบบอาวุธใหม่นี้จะมีความสำคัญยิ่งในการเพิ่มขีดความสามารถด้านปืนใหญ่และความคล่องแคล่วในการเคลื่อนที่ของกองทัพบกเอสโตเนีย
"K9 Thunder มีขีดความสามารถโจมตีเป้าหมายซึ่งตั้งห่างออกไป 40km ได้" รัฐมนตรีกลาโหมเอสโตเนีย Tsahkna กล่าวกับสื่อท้องถิ่นเอสโตเนีย

ภายใต้แผนดังกล่าวปืนใหญ่อัตตาจร K9 ชุดแรกจะถูกส่งมอบให้กองทัพบกเอสโตเนียภายในปี 2021 เพื่อทดแทนปืนใหญ่ลากจูงแบบ FH-70 ที่ประจำการในกองพลน้อยที่1 กองทัพบกเอสโตเนีย
ซึ่งกระทรวงกลาโหมเอสโตเนียแถลงอย่างเป็นทางการว่าจะจัดหาปืนใหญ่อัตตาจรอย่างน้อย 12ระบบ ปืนใหญ่อัตตาจรสายพาน K9 ขนาด 155mm ผลิตโดยบริษัท Hanwha Techwin สาธารรัฐเกาหลี คาดว่าจะมีการลงนามสัญญาภายในปีนี้
การตัดสินใจของเอสโตเนียจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ทางภาคพื้นดินเพิ่มเป็นการสะท้อนการเพิ่มความกังวลของกลุ่มรัฐ Baltic ต่อพฤติกรรมของรัสเซียทางด้านยุโรปตะวันออกที่ถูกมองว่ารัสเซียกำลังแสดงท่าทีก้าวร้าวและกระหายสงคราม
ซึ่งเป็นผลจากการที่รัสเซียผนวก Crimea และแทรงแซงสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธนิยมรัสเซียในภาค Donbass ต่อสู้กับกองกำลังความมั่นคงรัฐบาลยูเครนตั้งแต่เดือนมีนาคม 2014 รวมถึงการเพิ่มกำลังทหาร อาวุธ และขีปนาวุธในภาคตะวันตกของรัสเซียเช่นที่ Kaliningrad

ก่อนหน้านี้ในปีที่แล้วรัฐบาลเอสโตเนียได้จัดตั้งสำนักงานจัดซื้อจัดจ้างของกองทัพใหม่เพื่อรวมการกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างอาวุธยุทโธปกรณ์ซึ่งเป็นหน่วยงานส่วนหนึ่งของกองทัพเอสโตเนีย
หน่วยงานใหม่นี้ได้รับการอนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมจากรัฐบาลเอสโตเนียเพื่อเพิ่มการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์เป็นวงเงินประมาณ 200 million Euros($215.6 million) ต่อปีจนถึงปี 2020
ซึ่งการแทรกแซงทางทหารของรัสเซียต่อยูเครนนั้น ทำใหสามชาติรัฐ Baltic ทั้งเอสโตเนีย, แลตเวีย และลิทัวเนีย กำลังพิจารณาแผนความร่วมมือในการจัดตั้งระบบป้องกันภัยทางอากาศร่วมกันครับ

วันพุธที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

Heckler & Koch เยอรมนีเปิดตัวปืนเล็กยาวจู่โจม HK433 ใหม่

Heckler & Koch unveils HK433 modular assault rifle
Heckler & Koch's HK433 assault rifle family will be proposed to the Bundeswehr as a replacement for the currently issued G36 rifle. (H&K)
http://www.janes.com/article/67487/heckler-koch-unveils-hk433-modular-assault-rifle

บริษัท Heckler & Koch ผู้ผลิตอาวุธปืนชั้นนำของเยอรมนีเปิดตัวปืนเล็กยาวจู่โจม Modular แบบใหม่ล่าสุด HK433 ขนาด 5.56x45mm สำหรับเสนอให้กองทัพเยอรมนี(Bundeswehr) เพื่อทดแทนปืนเล็กยาว HK G36 ซึ่งมีปัญหาที่ประจำการอยู่ในปัจจุบัน
HK433 นี้เป็นปืนเล็กยาวตระกูลที่สี่แล้วที่เสนอโดยโรงงานผลิตปืนใน Oberndorf ต่อจากปืนเล็กยาว G36, HK416 และ HK417
แกนหลักของปืนเล็กยาวตระกูลใหม่นี้คือปืนเล็กยาวจู่โจม HK433 ขนาด 5.56mm ตลอดจนปืนที่ใช้กระสุนขนาดอื่นเช่น ปืนเล็กยาว HK231 ขนาด 7.62x51mm, ปืนเล็กยาว HK123 ขนาด 7.62x39mm และขนาด .300BLK อาจจะมีการเสนอด้วย

ปืนเล็กยาว HK433 ทำงานด้วยระบบแก๊ซลูกสูบช่วงชักสั้น ใช้ลูกเลื่อนหมุนตัวขัดกลอนปิดที่ส่วนหัว โครงปืนชิ้นเดียวส่วนบนทำจาก Aluminium มีรางติดอุปกรณ์เสริม NAR(NATO Accessory Rail STANAG 4694) แบบยาว การเคลือบดูดซับ Infrared สามารถเลือกใช้ได้
HK433 มีปลอกกรองมือแบบเส้นบางพร้อมรางติดอุปกรณ์ Picatinny/NAR ที่ตำแหน่งด้านล่าง ทางซ้ายและทางขวาของปลอกกรองมือจะเป็นจุดติดอุปกรณ์แบบ HKey ของ H&K ปืนสามารถติดตั้งเครื่องยิงลูกระเบิด 40mm GLM/GLM A1 และ HK269 ที่รางเหล่านี้ได้
คันรั้งลูกเลื่อนของ HK433 เป็นแบบแบนพร้อมการนำระบบช่วยเสริมด้านหน้าและทำให้ปืนสามารถใช้งานได้ทั้งสองด้านอย่างเต็มรูปแบบ คันบังคับการยิงมีสามตำแหน่ง Safe, ยิงทีละนัด และยิงอัตโนมัติ(อัตราการยิง 700นัดต่อนาที) ตามความต้องการของกองทัพเยอรมนี

การขึ้นลำปืนสามารถทำได้ทุกตำแหน่ง Heckler & Koch เสนอปืนเล็กยาว HK433 สองแบบคือแบบที่ใช้คันปลดซองกระสุนแบบ G36 และแบบที่ใช้ปุ่มปลดซองกระสุนแบบ HK416/AR-15 ซึ่งทั้งสองแบบมีคันปลด/เปิดลูกเลื่อนที่ส่วนด้านหน้าของโกร่งไกปืน
HK433 มีลำกล้องขนาด 280, 318, 368, 421, 480 และ 503mm (11, 12.5, 14.5, 16.5, 18.9 และ 20inch) ให้เลือก เป็นลำกล้องหล่อแบบทุบเย็น มีเกลียวลำกล้องหมุนขวา 178mm 6เกลียว ชุบ Chromium แข็ง ติดตั้งตัวปรับแรงดันแก๊ซสำหรับใช้กับท่อเก็บเสียง
ลำกล้องสามารถเปลี่ยนได้โดยตัวผู้ใช้ปืน และสามารถติดตั้งปากลำกล้องปืนแบบ M15x1 muzzle thread สำหรับติดตั้งปลอกทวีความถอยเพื่อยิงกระสุน Blank (BFA: Blank Firing Attachment) ครับ

วันอังคารที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

จีนเริ่มสายการผลิตยานเบาะอากาศ Type 762A LCAC ใหม่

China Started Serial Production of New Type 726A LCAC for PLAN
A pair of PLAN Type 726 LCACs during amphibious landing exercise

Vessels currently under construction at the Jiangnan Shipyard. Picture via East Pendulum.
http://www.navyrecognition.com/index.php/news/defence-news/2017/february-2017-navy-naval-forces-defense-industry-technology-maritime-security-global-news/4875-china-started-serial-production-of-new-type-726a-lcac-for-plan.html
More picture at http://www.eastpendulum.com/la-chine-lance-la-production-en-serie-de-son-nouveau-lcac-type-726a


จากภาพถ่ายดาวเทียมที่บันทึกได้เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2016 เหนืออู่ต่อเรือ Jiangnan Changxing Shipyard ใน Shanghai สาธารณรัฐประชาชนจีนนั้น
พบว่ากองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีน(People's Liberation Army Navy) กำลังเริ่มสายการผลิตยานเบาะอากาศชั้น Type 726A ใหม่ซึ่งมีคุณสมบัติเทียบเท่ากับยานเบาะอากาศ LCAC( Landing Craft Air Cushion) ของกองทัพเรือสหรัฐฯ

Type 726A เป็นยานเบาะอากาศ(Air-Cushion Craft หรือ Hovercraft) ที่ออกแบบมาสำหรับปฏิบัติการร่วมกับเรืออู่ยกพลขึ้นบก(LPD: Landing Platform Dock)ชั้น Type 071 จากอู่ลอย(Well Deck) ทางด้านท้ายเรือ
ซึ่งยานเบาะอากาศรุ่นก่อนหน้านี้คือ Type 726 นั้นมีรายงานปัญหาข้อบกพร่องจำนวนมากจนมีการสั่งระงับการสร้างไปชั่วคราวเมื่อมีการสร้างออกมาได้ 4ลำ
ทำให้เรือชั้น Type 071 LPD ที่มีระวางขับน้ำ 20,000tons นั้นยังมีข้อจำกัดด้านขีดความสามารถจำกัดเฉพาะการส่งรถรบทหารราบ(IFV: Infantry Fighting Vehicle)สะเทินน้ำสะเทินบก และเฮลิคอปเตอร์ในปฏิบัติการยกขึ้นบก(รถถังหลักต้องใช้ LCAC ลำเลียงจากเรือขึ้นฝั่ง)

จากภาพถ่ายดาวเทียมในข้างต้นจะเห็นว่านอกจากเรือพิฆาต Type 055 2ลำ และเรือพิฆาต Type 052D 6ลำที่กำลังสร้างแล้ว ในกรองสีเหลืองจะเห็นยานเบาะอากาศ Type 726A LCAC 2ลำในน้ำ และ 2ลำบนบก
ยานเบาะอากาศ Type 726 รุ่นก่อน 4ลำถูกสร้างที่อู่เรือ Jiangnan เช่นเดียวกันเมื่อ 6ปีก่อน ซึ่งยานเบาะอากาศชั้นนี้ติดตั้งเครื่องยนต์ Gas Turbine แบบ UGT-6000 จากยูเครน
ซึ่งมีรายงานข่าวลือว่าปัญหาหลักในการระงับการสร้าง Type 726 LCAC เพิ่มเติมชั่วคราวนั้นมาจากเรื่องการเปลี่ยนเครื่องยนต์ยูเครนไปใช้เครื่องยนต์ของจีนเอง รวมถึงปัญหาด้านระบบพังงาเรือ
แต่ทางด้านแหล่งข่าวที่ทำงานในอู่ต่อเรือนั้นได้ตอบคำถามเรื่องปัญหาของยานเบาะอากาศว่ามีในเรื่องการสั่นแบบความถี่ต่ำของเรือและเรือมีระดับเสียงที่ดังมาก

ยานเบาะอากาศ Type 726A LCAC ที่ปรับปรุงใหม่นั้นติดตั้งเครื่องยนต์ Gas Turbine แบบ QC-70 ที่จีนพัฒนาเองซึ่งมีพื้นฐานจากเครื่องยนต์ไอพ่น Turbofan แบบ WS-10 ที่ติดตั้งในอากาศยาน เช่นเครื่องบินขับไล่ J-10
สิ่งที่น่าสนใจคือ AVIC กลุ่มเครืออุตสาหกรรมอากาศยานของจีนเป็นผู้รับผิดชอบในการออกแบบยานเบาะอากาศ Type 726/Type 726A
ตัวอย่างเช่นการประกอบชุดขับเคลื่อนใบพัดนั้นสร้างโดย CAC(Chengdu Aircraft Corporation) ในเครือ AVIC ซึ่งเป็นผู้สร้างเครื่องบินขับไล่ J-10B และเครื่องบินขับไล่ Stealth J-20

ขณะเดียวกัน Type 726 LCAC 4ลำที่ถูกสร้างขึ้นมานั้น นอกจากหมายเลขเรือ 3332 ที่ปรากฎในวิดีทัศน์การฝึกซ้อมรบยกพลขึ้นบกในข้างต้นนั้น ถึงปัจจุบันมีการพบยานเบาะอากาศ Type 726 อีกเพียง 3ลำเท่านั้นคือหมายเลขเรือ 3319, 3320 และ 3321
ยานเบาะอากาศ Type 726/Type 726A แต่ละลำมีระวางขับน้ำประมาณ 150tons สามารถรับน้ำหนักบรรทุกได้ 60tons ซึ่งเพียงพอสำหรับรถถังหลัก Type 96A หรือ Type 99A ของจีน
มีพิสัยทำการประมาณ 320km ซึ่งเพียงพอในการข้ามช่องแคบไต้หวันด้วยความเร็ว 80knots ในเที่ยวเดียว แต่ยังไม่ทราบว่าเรือจะมีความคงทนทะเลได้ในระดับ Sea State เท่าไร

ทั้งนี้ยังไม่มีข้อมูลทางการถึงจำนวนยานเบาะอากาศของกองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนที่ได้รับมอบได้ในปัจจุบันว่ามีกี่ลำ นอกจาก Type 726 ที่มีภาพปรากฎแล้ว 4ลำ และ Type 726A ที่กำลังสร้างอยู่ 4ลำ
เป็นที่ทราบว่าเรืออู่ยกพลขึ้นบกชั้น Type 071 LPD นั้นรองรับยานเบาะอากาศในอู่ลอยของเรือได้ 2ลำ ซึ่งปัจจุบันกองทัพเรือจีนมีเรือชั้น Type 071 ประจำการแล้ว 6ลำ ดังนั้นจีนน่าจะต้องการยานเบาะอากาศ LCAC เพิ่มอีกมากกว่านี้ครับ

วันจันทร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

กองทัพเรือสหรัฐฯปลดประจำการเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ CVN-65 USS Enterprise

Navy Decommissions "The Big E"
NEWPORT NEWS, Va. (NNS) -- The aircraft carrier, USS Enterprise (CVN 65), was decommissioned during a ceremony held in the ship's hangar bay, Feb. 3.
http://www.navy.mil/submit/display.asp?story_id=98707

STRAIT OF BAB AL MANDEB (Oct. 8, 2012) The aircraft carrier USS Enterprise (CVN 65) transits the Strait of Bab Al Mendeb.
Enterprise is returning from a deployment to the U.S. 5th Fleet area of responsibility, where the ship conducting maritime security operations,
theater security cooperation efforts and support missions for Operation Enduring Freedom. (U.S. Navy photo by Mass Communication Specialist 3rd Class Daniel Meshel/Released)

วันที่ 3 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมากองทัพเรือสหรัฐฯได้ทำพิธีปลดประจำการเรือบรรทุกเครื่องบิน CVN-65 USS Enterprise โดยพิธีจัดขึ้นที่โรงเก็บเครื่องบินในตัวเรือ
ซึ่งเป็นการปลดประจำการเรือหลังจากประจำการมาเกือบ 55ปี สำหรับเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ลำแรกของโลก

นาวาเอก Todd Beltz ผู้บังคับการเรือ USS Enterprise ได้กล่าวต่อลูกเรือ, อดีตผู้บังคับการเรือ และแขกผู้มีเกียรติในงานพิธีถึงที่มาของจิตวิญญาณที่แท้จริงของ The Big E นี้ว่า
"แด่ทุก Enterprise ที่ได้รับใช้ชาตินี้ มันเป็นเหล่าผู้คนที่ได้ทำให้เรือนี้มีชีวิต ดังนั้นเช่นที่ผมยืนยันในเรือลำนี้ว่าเราทั้งหมดใส่ใจเรื่องนี้มาก
ผมรู้สึกว่ามันเหมาะสมที่จะเน้นย้ำถึงความมีส่วนร่วมของกลาสีและผู้คนนับพันที่ทำให้เรือลำนี้มีชีวิตและสร้างชื่อเสียงของเธอ เราคือ Big E"

เรือบรรทุกเครื่องบิน Enterprise ที่ปลดประจำการนี้เป็นเรือลำที่8ที่ได้รับการตั้งชื่อนี้ เรือถูกสร้างที่อู่เรือบริษัท Newport News Shipbuilding Co.
โดยมีพิธีตั้งชื่อและปล่อยลงน้ำเมื่อวันที่ 24 กันยายน 1960 โดย นาง Bertha Irene Franke ภรรยาอดีตรัฐมนตรีทบวงทหารเรือ William B. Franke
เรือถูกนำลงทะเลในปี 1961 และออกเดินทางเป็นระยะทางมากกว่า 1ล้านไมล์ทะเลด้วยเครื่องยนต์พลังงานนิวเคลียร์ตลอดระยะเวลาที่ประจำการมามากกว่า 50ปี

วิทยากรในพิธี พลเรือตรี Bruce Lindsey ผู้บัญชาการกองกำลังอากาศนาวี กองเรือAtlantic ได้ใช้ประสบการณ์ของเขาที่ประจำการบนเรือ Enterprise
เพื่อเน้นย้ำการปรับตัวที่ไม่มีใครเทียบเคียง และขีดความสามารถไม่เพียงแต่เฉพาะเรือลำนี้แต่กับเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ทุกลำ
"สิ่งเดียวไม่สามารถมีอิทธิพลต่อเหตุการณ์โลกได้ถ้าคุณไม่ได้อยู่บนสถานีและประจำสถานี ในอีกความหมายหนึ่ง จะเป็นที่ไหนที่สำคัญ, เมื่อไรที่สำคัญ เรือบรรทุกเครื่องบินนิวเคลียร์คือความแข็งแกร่งและไม่มีประเทศอื่นเทียบเราในสิ่งที่น่าเคารพนี้"

"เช่นที่เรือนี้ปลดประจำการ เรารู้ว่าความทรงจำจะมีชีวิตเหนือเธอและเรา ลูกเรือ, ผู้สร้างเรือ, ผู้สนับสนุนของ Enterprise เรานั้นเชื่อมโยงกับเรือ Enterprise ลำต่อไป" ผบ.เรือ Beltz กล่าว
ตลอดประวัติศาสตร์การวางกำลังประสบความสำเร็จในการปฏิบัติการจำนวนมากกมายของ USS Enterprise ผู้บังคับการเรือ Beltz ได้เน้นข้อความสำคัญจากจดหมายของ พลเรือเอก James Holloway III อดีตผู้บังคับการเรือท่านที่สาม
ซึ่งให้มองไปข้างหน้ายังเรือบรทุกเครื่องบินใหม่ในอนาคตที่ใช้ชื่อเดียวซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการสร้างคือ CVN-80 USS Enterprise ซึ่งเป็นเรือ Enterprise ลำที่9 และเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ชั้น Gerald R. Ford ลำที่3 ครับ

วันอาทิตย์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

รัสเซียอาจจะส่งมอบเครื่องบินขับไล่ Su-35 ให้จีน 10เครื่องในปี 2017 และอาจจะเริ่มรับมอบเครื่องบินขับไล่ PAK FA T-50 ในปี 2018

Russia may supply ten Su-35 fighter jets to China in 2017
Marina Lystseva/TASS
Four Su-35 fighter jets were delivered to China in 2016, the second batch of fighter jets is expected to be delivered this year, according to a source
http://tass.com/defense/928577

การส่งมอบเครื่องบินขับไล่ Sukhoi Su-35 ชุดที่สองจำนวน 10เครื่องให้กองทัพอากาศปลดปล่อยประชาชนจีน(PLAAF: People's Liberation Army Air Force) จะมีขึ้นในปี 2017 นี้และชุดต่อไปอีก 10เครื่องจะส่งมอบตามมาในปี 2018
"เครื่องชุดแรก 4เครื่องได้ส่งมอบไปเมื่อปลายปีที่แล้วและเครื่องชุดที่สอง 10เครื่องจะส่งมอบให้ลูกค้าในปีนี้" แหล่งข้อมูลในกลุ่มความร่วมมือด้านการทหารและเทคนิคต่างประเทศกล่าวกับ TASS เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตามหน่วยงานความร่วมมือด้านเทคนิคทางทหารของสหพันธรัฐรัสเซียได้ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นต่อรายงานดังกล่าว

เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2016 รองผู้อำนวยการหน่วยงานความร่วมมือด้านเทคนิคทางทหารรัสเซีย Vladimir Drozhzhov ได้ให้ข้อมูลกับ TASS ว่า รัสเซียได้เริ่มการประชุมข้อผูกมัดภายใต้สัญญาในการส่งมอบเครื่องบินขับไล่ให้จีน
โดยรัสเซียและจีนได้ลงนามสัญญาจัดหาเครื่องบินขับไล่ Su-35 จำนวน 24เครื่องเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2015 โดยเป็นสัญญาผูกพัน 3ปีในการส่งมอบอากาศยาน, อุปกรณ์ภาคพื้นดิน และเครื่องยนต์อะไหล่ ในวงเงิน $2 billion
Su-35(NATO กำหนดรหัส Flanker-E) เป็นเครื่องบินขับไล่พหุภารกิจยุคที่ 4++(4.75) ที่มีสมรรถนะความคล่องแคล่วทางการบินสูงเทียบเท่าเครื่องบินขับไล่ยุคที่5 ทำความเร็วได้สูงสุด 2,500km/h บินได้ไกล 3,400km รัศมีการรบ 1,600km
อย่างไรก็ตามทางจีนกล่าว่า Su-35 นั้นจะเป็นเครื่องบินขับไล่แบบสุดท้ายที่จีนจะจัดหาจากต่างประเทศ เนื่องจากในอนาคตจีนจะมีขีดความสามารถในการพัฒนาสร้างเครื่องบินรบสมรรถนะสูงแบบต่างๆได้ด้วยตนเองในประเทศครับ

Russian army may start receiving 5th-generation T-50 fighter jets in 2018
Sergey Bobylyov/TASS
It is first necessary to complete the fighter jet’s trials, the deputy defense minister said
http://tass.com/defense/928694

รองรัฐมนตรีกลาโหมรัสเซีย Yuri Borisov กล่าวว่าการส่งมอบเครื่องบินขับไล่ยุคที่5 Sukhoi T-50(PAK FA) ให้กองทัพอากาศรัสเซียอาจจะเริ่มต้นได้หลังปี 2018
"น่าจะเป็นเช่นนั้น โครงการอาวุธขั้นต่อไปนี้จะพร้อมสักราวปี 2018-2025 ความจำเป็นแรกคือให้การทดสอบเครื่อบินขับไล่เสร็จสิ้น เราไม่ได้รีบมากนัก
ตราบที่ระบบที่มีอยู่แล้วยังสามารถตอบสนองความต้องการของกองทัพได้ นั่นก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องจ่ายเงินเพื่อจัดซื้อยุทโธปกรณ์ทางทหารใหม่ที่มีราคาแพง
เรากำลังดำเนินการประเมินค่าการปฏิบัติการและจะจัดซื้อในจำนวนจำกัด เราจะได้เห็นว่าพวกมันจะถูกใช้ในการฝึก เรากำลังเผยให้เห็นข้อบกพร่องทั้งหมดและสร้างการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้มั่นใจว่าเราจัดซื้อตัวอย่างที่ได้รับการพิสูจน์แล้วเมื่อถึงเวลา"
นาย Borisov กล่าวในการตอบคำถามเกี่ยวความเป็นไปได้ของกรอบระยะเวลาในการส่งมอบเครื่องบินขับไล่ยุคที่5 นี้ให้กับกองทัพรัสเซียครับ

วันเสาร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

นอร์เวย์เลือก TKMS เยอรมนีเป็นผู้ชนะในโครงการจัดหาเรือดำน้ำใหม่ทดแทนเรือชั้น Ula

Norway Selects Germany & TKMS as Strategic Partner for Ula-class Submarine Replacement
Norway's six Ula class submarines were commissioned between 1989 and 1992, designed for a service life of thirty years.
These submarines will be phased out in the 2020's. In addition to aging, technological advances make the Ula-class, which is based on design and technology from the 1980’s, insufficient to meet future, high-tech threats. Picture: RNON

TKMS Type 212A SSK scale model at MSPO 2015

The Pietro Venuti is the third Type 212A SSK of the Italian Navy. Picture: Fincantieri

Artist Impression: A Scorpene SSK Submarine transiting through a Norwegian fjord. DCNS Image
http://www.navyrecognition.com/index.php/news/defence-news/2017/february-2017-navy-naval-forces-defense-industry-technology-maritime-security-global-news/4869-norway-selects-germany-tkms-as-strategic-partner-for-ula-class-submarine-replacement.html

หลังขั้นตอนการประเมินที่ครอบคุมทุกด้าน รัฐบาลนอร์เวย์ได้ตัดสินใจเลือกเยอรมนีเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์สำหรับโครงการจัดหาเรือดำน้ำใหม่ของกองทัพเรือนอร์เวย์(Sjøforsvaret)
ความเป็นหุ้นส่วนระหว่างเยอรมนี-นอร์เวย์นี้มีพื้นฐานบนการจัดซื้อและการบริหารจัดการตลอดอายุการใช้งานรวมกันของเรือดำน้ำใหม่
การตัดสินใจที่เกี่ยวเนื่องในวงกว้างระยาวของความร่วมมือระหว่างกองทัพเรือต่อกองทัพเรือที่ครอบคลุมในส่วนเรือดำน้ำและขัดความสามารถทางเรืออื่นๆของทั้งสองประเทศ
ความร่วมมือดังกล่าวได้ร่วมถึงการจัดซื้อเรือดำน้ำร่วมกันและความร่วมมือในด้านการฝึกอบรม การฝึกซ้อมรบ อะไหล่ การบำรุงรักษา และการบริหารจัดหาตลอดอายุการใช้งานของเรือดำน้ำใหม่
ซึ่งเรือดำน้ำใหม่จะมีพื้นฐานจากเรือดำน้ำชั้น Type 212(U212) ที่มีประจำการอยู่แล้วในกองทัพเรือเยอรมนีและกองทัพเรืออิตาลี ซึ่งยังรวมถึงความร่วมมือระหว่างกันของภาคส่วนอุตสาหกรรมความมั่นคงนอร์เวย์และเยอรมนีด้วย

"เรือดำน้ำเป็นกลุ่มที่มีความสำคัญอย่างที่สุดต่อขีดความสามารถของกองทัพนอร์เวย์ที่จะปกป้องผลประโยชน์ของชาติทางทะเล มันเป็นสิ่งสำคัญที่เราพบในหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่เราสามารถสร้างความร่วมมือในวงกว้างและยาวนานร่วมกัน
นี่จึงเป็นการวางรากฐานที่ดีสำหรับความสัมพันธ์ในระยะยาวที่เราจำเป็นต้องรักษาความน่าเชื่อถือด้านขีดความสามารถทางเรือดำน้ำในอนาคต ความร่วมมือด้านเรือดำน้ำกับเยอรมนีจะสร้างจะทำให้มั่นใจได้ว่านอร์เวย์จะได้รับมอบเรือดำน้ำที่เราต้องการ
และในเวลาเดียวกันก็เป็นการเอื้ออำนวยต่อการป้องประเทศที่ชาญฉลาดและความร่วมมือด้านยุทโธปกรณ์กลาโหมที่มีประสิทธภาพมากขึ้นใน NATO
กระทรวงกลาโหมนอร์เวย์ได้ดำเนินปฏิบัติอย่างเท่าเทียมต่อผู้สร้างเรือดำน้ำประเทศต่างๆ จำนวนวงเงินเดียวกันของเวลาและความพยายามได้มีการจ่ายต่อฝรั่งเศสและเยอรมนี และกิจกรรมจะเดินหน้าต่อทั้งสองประเทศอย่างสมดุล
มันเป็นการสื่อสารที่ชัดเจนในทุกระดับว่าจำนวนข้อเสนอทั้งหมดจะเป็นตัวกำหนดปัจจัย ทั้งฝรั่งเศสและเยอรมนีเสนอเรือดำน้ำที่ดีที่ตรงความต้องการของนอร์เวย์ และทั้งสองประเทศได้ให้โอกาสที่จะมีขึ้นกับข้อเสนอทั้งหมดของเรือดำน้ำใหม่และความร่วมมือ" นาง Ine Marie Eriksen Søreide รัฐมนตรีกลาโหมนอร์เวย์กล่าว

นอร์เวย์จะเข้าสู่การเจรจาขั้นสุดท้ายกับเจ้าหน้าที่เยอรมัน เมื่อข้อตกลงระดับรัฐบาลต่อรัฐบาลบรรลุผล เยอรมนี-นอร์เวย์จะมีการเจรจาผู้สร้างเรือคือ Thyssen Krupp Marine Systems(TKMS)เยอรมนี
บริษัท TKMS เยอรมนีเป็นผู้สร้างเรือดำน้ำที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรปตะวันตก ซึ่งมีอู่ต่อเรือที่มีประสบการณ์ยาวนานในการสร้างเรือดำน้ำที่ก้าวหน้าและมีขีดความสามารถในการผลิตขนาดใหญ่
แผนการลงนามสัญญาจัดหาเรือดำน้ำใหม่จะะมีขึ้นในปี 2019 และจะมีการส่งมอบเรือในช่วงกลางทศวรรษ 2020s ถึงปี 2030 ระยะเวลาจะสร้างความมั่นคงด้านขีดความสามารถด้านเรือดำน้ำของนอร์เวย์เมื่อเรือดำน้ำชั้น Ula จะใกล้ถึงเวลาเริ่มปลดประจำการลง

"เรือดำน้ำของนอร์เวย์และเยอรมนีจะถูกจัดหาเพื่อสร้างความแน่ใจในการประจำการเรือดำน้ำในอนาคต นอร์เวย์ได้มีพัฒนาการเข้าใกล้เรือดำน้ำใหม่และพื้นฐานการจัดหาอยู่บนการออกแบบเรือดำน้ำที่มีอยู่แล้ว
นี่เป็นหนทางหลีกเลี่ยงโครงการพัฒนาที่ยาวนานกับความเสี่ยงและราคาที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้การร่วมกันกับเยอรมนีเราจะได้รับสายการผลิตขนาดใหญ่
อิสระของการตัดสินใจ การจัดตั้งการทำงานเพื่อสร้างความร่วมมือเพิ่มเติมกับประเทศอื่นๆอย่างต่อเนื่องเพื่อบรรลุความร่วมมืออันยิ่งใหญ่กว่าและขนาดเศรษฐกิจ
นอร์เวย์ได้ใช้เวลาหลายปีทำงานใกล้ชิดกับเนเธอร์แลนด์และโปแลนด์เพื่อสร้างความร่วมมือด้านเรือดำน้ำในวงกว้าง งานนี้จะยังดำเนินอยู่" รัฐมนตรีกลาโหมนอร์เวย์กล่าว

เรือดำน้ำชั้น Ula ทั้ง 6ลำเข้าประจำการในกองทัพเรือนอร์เวย์ช่วงปี 1989-1992 เรือดำน้ำชั้นนี้(Type 210/U210)ถูกออกแบบมาเมื่อ 30กว่าปีที่แล้ว และจะใกล้การหมดอายุการใช้งานตัวเรือเมื่อถึงกล่าวปี 2020s
แผนปัจจุบันเรือดำน้ำชั้น Ula จะประจำการจนถึงกล่าวปี 2020s โครงการจัดหาเรือดำน้ำใหม่คาดว่าจะใช้เวลามาก 10ปี โดยคาดว่าเรือลำแรกจะส่งมอบได้ประมาณ 7ปีหลังการลงนามสัญญา ซึ่งจะมีการส่งมอบเรือต่อเนื่อง 1ลำต่อปี
ตามข้อมูลของ TKMS เรือดำน้ำชั้น Type 212A เป็นเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าตามแบบติดตั้งระบบขับเคลื่อน AIP(Air Independent Propulsion) ระบบตรวจจับ ระบบสื่อสาร ระบบควบคุมการยิงและอาวุธสมรรถนะสูง
ตัวเรือสร้างโดยไม่มีคุณสมบัติความเหนี่ยวนำแม่แหล็กและลดการแพร่คลื่นเสียงทำให้ตรวจับได้ยาก มีขีดความสามารถในปฏิบัติการที่ครอบคลุมทั้งทะเลลึกห่างไกลฝั่งจนถึงเขตน้ำตื้นใกล้ฝั่ง
กองทัพเรือเยอรมนี(Deutsche Marine)มีเรือดำน้ำชั้น Type 212A ประจำการ 6ลำ และกองทัพเรืออิตาลี(Marina Militare) ในชื่อเรือดำน้ำชั้น Todaro ประจำการ 4ลำ เยอรมนีและอิตาลีมีแผนที่จะจัดหาเรือ Type 212A เพิ่ม 2ลำ ซึ่งนอร์เวย์จะจัดหาเรือพร้อมกันร่วมกับเยอรมนี

ฝรั่งเศสและบริษัท DCNS ได้เสนอเรือดำน้ำแแบบ Scorpene Norway ในการประสัมพันธ์ที่เผยแพร่เมื่อเดือนธันวาคม 2016 DCNS ฝรั่งเศสอธิบายว่า เรือ Scorpene Norway ที่ได้รับการพิสูจน์ทางทะเลแสดงให้เห็นถึงการออกแบบและการสร้างเรือดำน้ำที่ล้ำสมัย
มันได้นำวิทยาการล่าสุดที่ได้่รับการพัฒนาขึ้นสำหรนับเรือดำน้ำที่ประจำการในกองทัพเรือฝรั่งเศสที่รวมถึงวิทยาการจากเรือดำน้ำชั้น Barracuda ใหม่ล่าสุดที่จะทำให้กองทัพเรือนอร์เวย์มีความได้เปรียบทางเสียงที่จะเผชิญความท้าทายในทะเลเหนือ
"DCNS ได้ทราบทางเลือกของนอร์เวย์ที่จะขัดขวางกระบวนการแข่งขันการขัดหาก่อนที่จะสรุปในการสั่งที่จะเลือกแนวทางเลือกในกรอบการจัดซื้อจัดจ้างระหว่างรัฐบาลร่วมกับประเทศอื่นในยุโรป
เราเสียใจต่ออธิปไตยในการตัดสินใจนี้แม้ว่าเราจะเคารพมัน เรายังคงเชื่อมั่นว่าข้อเสนอของเราเหนือกว่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งในขอบเขตสงครามต่อต้านเรือดำน้ำ ที่สำคัญสำหรับการปฏิบัติการและลาดตระเวนในทะเลเหนือ
เรายังคงอยู่ในที่นอร์เวย์จะการยกเลิกการรับคำมั่นการเจรจาหารือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าแผนความร่วมมือกับรัฐบาลเยอรมนีไม่ควรที่จะบรรลุข้อตกลง
DCNS ขอขอบคุณหน่วยงานของกระทรวงกลาโหมและกองทัพเรือฝรั่งเศสเช่นเดียวกับหุ้นส่วนในอุตสาหกรรมนอร์เวย์และฝรั่งเศส
พวกเขามาร่วมกันและสนับสนุนกลุ่มที่สร้างขึ้นอย่างแข็งแกร่งในระดับสูงสุดของวิทยาการและอุตสาหกรรมที่มีความสมบัติตรงกับความต้องการที่ทะเยอทะยานของกองทัพเรือนอร์เวย์
โครงการเรือดำน้ำตามแบบในอนาคตของ DCNS จะได้รับประโยชน์จากการทำงานที่ดีเยี่ยมและการะดมทีม Scorpene จะตอบสนอความต้องการของกองทัพเรือนอร์เวย์อย่างแม่นยำด้วยราคาเป้าหมายที่ทะเยอทะยานอย่างมาก" ทาง DCNS ได้ออกแถลงการล่าสุดดังนี้ครับ

วันศุกร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

พม่ามีความคืบหน้าในการจัดซื้อสิทธิบัตรการผลิตเครื่องบินขับไล่ JF-17 ในประเทศ

Myanmar in advanced negotiations to licence-build JF-17 fighter
A PAF JF-17 Thunder being demonstrated at the 2015 Paris Air Show. Myanmar is in negotiations to licence-build the third-generation fighter. Source: PA
http://www.janes.com/article/67387/myanmar-in-advanced-negotiations-to-licence-build-jf-17-fighter

ตามที่แหล่งข้อมูลในภาคอุตสาหกรรมความมั่นคงและแหล่งข้อมูลที่ใกล้ชิดกับกองทัพอากาศพม่าให้ข่าวกับ Jane's เมื่อช่วงกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา
หลังการตัดสินใจจัดหาเครื่องบินขับไล่พหุภารกิจ JF-17 จำนวน 16เครื่องในปี 2015 พม่ากำลังมีความคืบหน้าในการเจรจากับปากีสถานเพื่อจัดซื้อสิทธิบัตรสายการผลิตเครื่องบินขับไล่ยุคที่3 นี้ภายในพม่า
ถ้าข้อตกลงนี้บรรลุผลสำเร็จ พม่าจะสามารถสั่งเปิดสายการผลิตเครื่องบินขับไล่เครื่องยนต์เดี่ยว JF-17 ซึ่งเป็นผลงานการพัฒนาร่วมกันระหว่าง Pakistan Aeronautical Complex(PAC) ปากีสถาน และ Chengdu Aerospace Corporation(CAC) สาธารณรัฐประชาชนจีน
ซึ่งจะกลายเป็นก้าวกระโดดที่สำคัญของพม่าในการขยายขีดความสามารถของอุตสาหกรรมความมั่นคงในประเทศ

ปัจจุบันกองทัพอากาศพม่ากำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการปลดประจำการฝูงบินเครื่องบินขับไล่ F-7M Airguard และเครื่องบินโจมตี A-5C Fantan ที่เก่าและล้าสมัยซึ่งจัดหามาจากจีนในช่วงปี 1990s
สิทธิบัตรการผลิต JF-17 Thunder ในพม่าย่อมจะหมายความว่าเครื่องบินขับไล่แบบนี้จะกลายเป็นม้าใช้ของกองทัพอากาศพม่าในทศวรรษหน้าที่จะมาถึง เช่นเดียวกับที่เป็นอยู่ในกองทัพอากาศปากีสถาน
ที่ปัจจุบันมีเครื่องบินขับไล่ JF-17 อย่างน้อย 70เครื่องประจำการในกองทัพอากาศปากีสถานแล้วนับตั้งแต่เครื่องแรกที่เข้าประจำการในปี 2009
คาดว่ากองทัพอากาศปากีสถานจะนำเครื่องบินขับไล่ JF-17 จำนวนมากถึง 150เครื่องเข้าประจำการในอีกหลายปีต่อไปข้างหน้า

เครื่องบินขับไล่ JF-17 16เครื่องที่พม่าสั่งจัดหาไปนั้นคาดว่าจะเข้าประจำการในกองทัพอากาศพม่าภายในปี 2017 นี้ ตามที่ Jane's ได้พูดคุยกับแหล่งข้อมูลที่ไม่ขอระบุสถานะของตน
เครื่องที่พม่าจะจัดหาจะเป็นรุ่น JF-17 Block II ที่เครื่องแรกได้ออกจากโรงงานอากาศยานของ PAC ที่ Kamra เมื่อปี 2015 โดยข้อแตกต่างจาก JF-17 Block I คือเครื่องรุ่น Block II มีขีดความสามารถในการเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ และมีระบบ Avionic และ Electronic ที่ปรับปรุงใหม่
ยังไม่ชัดเจนว่าหลังการรับมอบเครื่องสุดท้าย กองทัพอากาศพม่ามีแผนจะจัดหา JF-17 Block III รุ่นใหม่ที่กำลังอยู่ในสายการผลิตที่โรงงานอากาศยาน Kamra ปากีสถานเพิ่มเติมหรือไม่
แหล่งข่าวบอกกับ Jane's ว่า เนื้อหาของการเจราจาจัดซื้อสิทธิบัตรการผลิตที่กำลังดำเนินการอยู่นั้น พม่ากำลังมองหาทางในการในการผลิตเครื่องบินขับไล่ JF-17 Block III ในประเทศด้วยครับ

In Remembrance of ETHER (วันทหารผ่านศึก พ.ศ.๒๕๖๐)

พลอากาศโท ดิลกฤทธิ์ ปัถวี Callsign 'ETHER' SHARK 71020 Gripen 70108 pilot crash 14 January 2017 R.I.P

ในต่างประเทศที่เจริญแล้วทหารที่เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ไม่ว่าจะในยามสงครามหรือยามสงบ ประชาชนจะร่วมกันไว้อาลัย Rest In Peace อย่างให้ความเคารพ
แต่ที่ประเทศไทยปัจจุบันทหารที่เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ไม่ว่าจะในยามสงครามหรือยามสงบ กลับตรงกันข้าม คือมีบางคนเข้ามาถากถางสมน้ำหน้าหัวเราะเยาะประนามด่าว่าอย่างหยาบคายไร้วุฒิภาวะ
มีคำถามมากมายว่าเกิดอะไรขึ้นกับสังคมไทย ทำไมผู้คนบางส่วนถึงมีจิตใจชั่วร้ายไปได้เช่นนี้ครับ

วันพฤหัสบดีที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ภาพเปิดเผยจีนสร้างแบบจำลองเครื่องบินแจ้งเตือนควบคุมทางอากาศสำหรับใช้บนเรือบรรทุกเครื่องบินใหม่

Images reveal mock-up of Chinese carrier-borne AEW&C aircraft
Released in online forums on 26 January, this image shows what appears to be a full-scale model of a Chinese navalised AEW&C aircraft on China's land-based carrier mock-up in Wuhan. Source: Via Weibo
http://www.janes.com/article/67323/images-reveal-mock-up-of-chinese-carrier-borne-aew-c-aircraft

ภาพที่เผยแพร่ในสื่อสังคม Online ของจีนเมื่อวันที่ 26 มกราคมที่ผ่านมา แสดงถึงสิ่งที่น่าจะเป็นแบบจำลองขนาดเท่าของจริงของเครื่องบินแจ้งเตือนและควบคุมทางอากาศ(AEW&C: Airborne Early Warning and Control) แบบใหม่
ที่คาดว่าเป็นเครื่องบินแจ้งเตือนทางอากาศของกองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีน(PLAN: People's Liberation Army Navy) ที่จะนำมาใช้ปฏิบัติการจากเรือบรรทุกเครื่องบินลำใหม่ในอนาคต

ภาพที่เผยแพร่ใน Online Forum Weibo จีนนั้นเป็นเครื่องบินลำเลียงสองเครื่องใบพัดติด Radar ขนาดใหญ่บนกลางลำตัวเครื่อง ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับเครื่องบินแจ้งเตือนและควบคุมทางอากาศ Northrop Grumman E-2 Hawkeye กองทัพเรือสหรัฐฯ
โดยภาพดังกล่าวถูกระบุว่าถ่ายที่ฐานบินเรือบรรทุกเครื่องบินจำลองบนบกใกล้เมือง Wuhan มณฑล Hubei ทางตอนกลางของจีน ซึ่งเป็นสถานที่ทดสอบระบบประจำเรือบรรทุกเครื่องบินแบบใหม่ต่างๆของจีน

ซึ่งภาพนี้ยังได้แสดงให้เห็นว่าจีนกำลังพัฒนาอากาศยานแบบที่จะใช้กับเรือบรรทุกเครื่องบินแบบ CATOBAR(Catapult-Assisted Take-Off But Arrested Recovery) ที่ส่งอากาศยานบินขึ้นด้วยรางดีดส่ง Catapult
เหตุผลเบื้องหลังการสันนิษฐานนี้คือ เครื่องบินแบบเดียวกับ E-2 Hawkeye นั้นจำเป็นต้องใช้ Catapult เพื่อบินขึ้นจากเรือ ซึ่งเรือบรรทุกเครื่องบินแบบ STOBAR(Short Take-Off But Arrested Recovery) ของกองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีนในปัจจุบัน
เหมือน CV-16 Liaoning ที่ประจำการอยู่แล้ว และเรือบรรทุกเครื่องบิน Type 001A (CV-17 Shandong)ที่กำลังต่อที่อู่ต่อเรือ Dalian นั้นไม่สามารถส่งเครื่องบินแบบนี้บินขึ้นจากเรือด้วย Ski-Jump ได้

มีการคาดการณ์ว่าเรือบรรทุกเครื่องบินลำที่สามของจีนซึ่งถูกเรียกว่าชั้น Type 002 จะมีการติดตั้งรางดีด Catapult โดยเมื่อต้นเดือนสิงหาคม 2016 มีการพบภาพว่าฐานบินเรือบรรทุกเครื่องจำลองบนบกกำลังถูกปรับแบบใหม่ที่สำคัญคือการเอาส่วน Ski-Jump ออก
นอกจากนั้นเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2016 ยังมีการพบภาพเครื่องบินขับไล่ประจำเรือบรรทุกเครื่องบิน J-15 ที่พัฒนาโดย Shenyang Aircraft Corporation(SAC) รุ่นใหม่ที่ดัดแปลงฐานล้อหน้าใหม่ที่น่าจะเพื่อทำให้เครื่องสามารถบินขึ้นโดยใช้รางดีด Catapult ได้

กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนนั้นมีโครงการพัฒนาอากาศยาน AEW&C ดำเนินการอยู่หลายโครงการ การพัฒนาเครื่องบิน AEW&C ประจำเรือบรรทุกเครื่องบินเพื่อนำมาใช้ในอนาคตนั้นจะทำให้กองเรือบรรทุกเครื่องบินจีนมีขีดความสามารถทัดเทียมกองบินเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯได้
จากการสันนิษฐานเพิ่มเติมแบบจำลอง บ.AEW&C ดังกล่าวน่าจะเป็นแบบ Xian JZY-01 หรือ Y-7J ซึ่งมีพื้นฐานจากเครื่องบินลำเลียงตระกูล Xian Y-7 ที่ลอกแบบจากเครื่องบินลำเลียง Antonov An-24/An-26 ครับ

วันพุธที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ความคืบหน้าโครงการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพไทยในปี ๒๕๖๐-๑

NORINCO VT4(MBT-3000) Main Battle Tank demonstrated at Zhuhai Air Show 2016, 1-6 November 2016

ตามคำให้สัมภาษณ์ต่อสื่อของ พลเอก เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบกเมื่อต้นเดือนมกราคมถึงโครงการจัดหาอาวุธโธปกรณ์ของกองทัพบกหลายโครงการนั้น
โครงการจัดหารถถังหลัก VT4(MBT-3000) จาก NORINCO สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งงบประมาณปี พ.ศ.๒๕๕๙(2016) ที่ผ่านมามีการลงนามสัญญาจัดหาไปแล้ว ๒๘คัน วงเงิน ๔,๙๘๔ล้านบาทนั้น
ในงบประมาณปี พ.ศ.๒๕๖๐(2017) ก็จะมีการดำเนินการจัดหาต่อในระยะที่๒ ให้ครบหนึ่งกองพันทหารม้ารถถัง(เพิ่มอีก จัดหาอีก ๒๑คัน รวมประมาณ ๔๙คัน) วงเงินประมาณ ๒พันล้านบาท
เป็นงบประมาณผูกพันต่อเนื่อง ๓ปี และจะเริ่มส่งมอบรถถัง VT4 ในปีงบประมาณ ๒๕๖๐-๒๕๖๑(2017-2018) โดยชุดแรก ๒๘คันจะอาจจะส่งมอบมาในช่วงเดือนตุลาคมปีนี้ ซึ่งนับว่าค่อนข้างเร็วมากนับตั้งแต่สั่งจัดหาในปี ๒๕๕๙

โดยตามข้อมูลล่าสุดการจัดหารถถังหลัก VT ในระยะที่๒ งป.๖๐ นี้จะจัดซื้อเพิ่มเติมอีก ๑๐คัน พร้อมรถเกราะสายพานกู้ซ่อมอีก ๑คัน รวมถึงกระสุนระเบิดแรงสูงต่อสู้รถถัง(HEAT-T) อีกกว่า ๑,๐๐๐นัดด้วย
ตรงนี้ส่วนตัวเข้าใจได้ว่าเป็นข้อจำกัดด้านงบประมาณที่จะต้องทยอยจัดหาไปในแต่ละปีงบประมาณ ซึ่งเมื่อมีการสั่งจัดหา ถ.หลัก VT4 รวม ๓๘คันแล้ว ก็น่าจะต้องมีการจัดหาเพิ่มอีก ๑๐คันในปีงบประมาณหน้าต่อไป
ซึ่งกระทรวงกลาโหมและกองทัพไทยมีนโยบายที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมความมั่นคงในประเทศ โดยจีนเป็นประเทศหนึ่งที่มีความสามารถพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือด้านนี้แก่ไทย เช่นการจัดตั้งโรงงานศูนย์ซ่อมบำรุงยุทโธปกรณ์จีนในไทยครับ

Royal Thai Army Oplot and M60A3 Upgraded display at Royal Thai Army Day 2017 parade(tv5.co.th, ch7.com)

ทั้งนี้กองทัพบกไทยมีความจำเป็นต้องการจัดหารถถังหลักหลักใหม่เพื่อทดแทนรถถังเบา M41A3 ที่ประจำการมาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๐๕
โดยในส่วนโครงการจัดหารถถังหลัก Oplot-T จากยูเครนนั้น การผลิต การส่งกำลังบำรุง และการจัดส่งให้ไทยมีความล่าช้าอย่างมาก เนื่องจากปัญหาสงครามภายในระหว่างกองกำลังความมั่นคงรัฐบาลยูเครนกับกองกำลังติดอาวุธนิยมรัสเซีย
จากที่เอกอัครราชทูตยูเครนประจำประเทศไทย และ Ukroboronprom รัฐวิสาหกิจด้านอุตสาหกรรมความมั่นคงยูเครนเคยให้สัญญาไว้ว่าจะจัดส่งรถถังหลัก Oplot ให้กองทัพบกครบ ๔๙คัน ภายในเดือนมีนาคมปีนี้
แต่จากคำให้สัมภาษณ์ของ ผบ.ทบ.ล่าสุดแจ้งว่าจะส่งมอบ ถ.หลัก Oplot ที่อีกอีกราว ๒๙คัน ครบภายในเดือนตุลาคมปีนี้ นั่นจึงเป็นเหตุผลหลักที่คณะกรรมการจัดหารถถังหลักของกองทัพบกเลือกจัดหารถถังหลัก VT4 จากจีน

แน่นอนด้วยว่าถ้ายูเครนไม่สามารถจะจัดส่ง ถ.หลัก Oplot ที่เหลืออีก ๒๙คันให้ครบภายในปีนี้ตามที่ทางไทยอนุโลมให้ผ่อนผันเลื่อนระยะเวลาการส่งมอบตามสัญญามาหลายครั้ง ทางไทยก็ต้องยื่นคำขาดกับยูเครนที่จะต้องขอยกเลิกโครงการจัดหารถถังหลัก Oplot ไป
แต่นั่นก็ย่อมหมายความว่า กองพันทหารม้าที่๒ กองพลทหารราบที่๒ รักษาพระองค์ จะต้องเป็นกองพันทหารม้ารถถังผสมระหว่างรถถังหลัก M48A5 และ Oplot ไปอีกสักระยะ ซึ่งมีผลเสียหลายด้านต่อแผนการปรับโครงสร้างอัตราจัดกำลังของเหล่าทหารม้า
อย่างไรก็ตามทางยูเครนได้ปฏิเสธกระแสข่าวการยกเลิกการจัดหารถถังหลัก Oplot ที่เหลือ(ซึ่งถูกปล่อยจากสื่อรัสเซีย) ว่าตอนนี้ยังไม่ได้รับการสั่งยกเลิกอย่างเป็นทางการจากทางไทยแต่อย่างใด 
และการจัดส่งรถชุดที่เหลือจะมีขึ้นในเร็วๆนี้จนครบตามสัญญาภายในปีนี้ โดยมีรายงานล่าสุดว่ารถถัง Oplot ชุดใหม่จะถูกส่งมาเพิ่มเติมตั้งแต่ช่วงเดือมกราคมที่ผ่านมา แต่ยังไม่มีภาพยืนยันครับ

ผบ.ทบ.ยังกล่าวถึงโครงการจัดหาอากาศยานในส่วนของกองทัพบกไทยโดยเฉพาะเฮลิคอปเตอร์นั้น ได้ดำเนินแผนงานเสร็จสิ้นแล้วและปีนี้จะมีการรับมอบอากาศยานเข้าประจำการเพิ่มอีกหลายรุ่น รวมถึงการจัดหาเพิ่มเติมในอนาคต
โดยเฉพาะเฮลิคอปเตอร์แบบใหม่ที่จะมาทดแทนเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไปแบบ ฮ.ท.๑ UH-1H Huey และเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงหนัก ฮ.ล.๔๗ CH-47D ที่มีอายุการใช้งานมานานซึ่งจำเป็นต้องปลดประจำการลงทั้งหมดในอนาคตใกล้ 
ทั้งเฮลิคอปเตอร์ที่ใช้ในงานธุรการ การส่งกำลังบำรุง และลำเลียงอย่าง ฮ.ท.๗๒ UH-72A, ฮ.ท.๑๔๕ H145, ฮ.ท.๑๓๙ AW139 และ ฮ.ท.๑๗ Mi-17V5 และเฮลิคอปเตอร์ที่ใช้ภารกิจทางยุทธวิธีเช่น ฮ.ท.๖๐ UH-60L/UH-60M และ ฮ.ท.๑๔๙ AW149 เป็นต้นครับ

Royal Thai Army M60A3 Upgraded by Elbit Systems Land and C4I display at Royal Thai Army Day 2017 parade(www.tv5.co.th)

การแสดงยุทโธปกรณ์ของกองทัพบกไทยในวันเด็กแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๖๐(2017) ณ กองพลทหารม้าที่๒ รักษาพระองค์ และในพิธีสวนสนามและกระทำสัตย์ปฏิญาณตนต่อธงชัยเฉลิมพล เนื่องในวันกองทัพบกและวันกองทัพไทย ปีพ.ศ.๒๕๖๐ ในส่วนมณฑลทหารบกที่๑๑ มทบ.๑๑ ณ กรมทหารราบที่๑๑ รักษาพระองค์นั้น
ก็ได้มีการเปิดตัวรถถังหลัก M60A3 กองพันทหารม้าที่๑๗ รักษาพระองค์ ที่ได้รับการปรับปรุงระบบโดย Elbit Systems อิสราเอลให้เด็กเยาวชนและประชาชนชมด้วย
ซึ่งรถถังหลัก M60A3 ที่ได้รับการปรับปรุงแล้วนี้ก็จะทยอยทำการปรับปรุงจนครบกองพันเมื่องบประมาณอำนวย ซึ่งรวมถึง ถ.หลัก M60A3 กองพันทหารม้าที่๕ รักษาพระองค์ ในอนาคตด้วยครับ

Royal Thai Army BTR-3E1 
https://www.facebook.com/media/set/?set=a.785541138154105.1073741887.100000946781882

ส่วนความคืบหน้าในโครงการจัดหายานเกราะล้อยางใหม่ของกองทัพบกไทยหลังจากที่ได้รับมอบรถหุ้มเกราะล้อยาง BTR-3E1 ยูเครนครบทั้งระยะที่๑ ๙๖คัน และระยะที่๒ ๑๒๑คัน ในส่วนของหน่วยขึ้นตรงบางส่วนใน กองพลทหารราบที่๒ รักษาพระองค์
คือ กองพันทหารราบที่๑ รักษาพระองค์ กรมทหารราบที่๒ รักษาพระองค์ และ กองพันทหารราบที่๑ รักษาพระองค์ กรมทหารราบที่๒๑ รักษาพระองค์ ที่มีแผนจะปรับโครงสร้าง ร.๒ รอ. และ ร.๒๑ รอ.ให้เป็นกรมทหารราบยานเกราะครบทั้งสามกองพันหน่วยขึ้นในตรงกรมนั้น
นอกจากการเสนอจากทางยูเครนที่ถึงความร่วมมือในการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเปิดสายการผลิตรถเกราะล้อยาง BTR-3E1 ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนจากทางไทยในตอนนี้นัก
รวมถึงการเสนอรถหุ้มเกราะล้อยาง BTR-4 เช่นที่ล่าสุดนาวิกโยธินกองทัพเรืออินโดนีเซียได้ทดสอบ BTR-4M ไปก็ไม่ได้รับความสนใจจากกองทัพบกไทยนักด้วย(มีผลเนื่องจากสถานการณ์ความมั่นคงภายในยูเครนที่ส่งผลต่อการผลิตอาวุธให้ไทยที่ผ่านมาซึ่งไม่เป็นที่น่าพอใจ)

ทางรัสเซียเองที่เสนอรถหุ้มเกราะล้อยาง BTR-82A ซึ่งมีการออกแบบในตระกูลเดียวกับ BTR-3 แต่ขนาดเล็กกว่านั้น มีข้อมูลว่าทางรัสเซียไม่ค่อยอยากให้รถของตนติดตั้งอุปกรณ์มาตรฐาน NATO ซึ่งต้องจัดหาจากกลุ่มประเทศตะวันตกเท่าไร
ซึ่งถ้าจะให้มีการติดตั้งจริงๆก็ต้องมีค่าใช้จ่ายให้ทางรัสเซียเพิ่มเติมในการพัฒนาทดสอบประเมินระบบที่จะติดตั้ง ซึ่งนอกจากเครื่องยนต์ MTU เยอรมนี และระบบส่งกำลัง Allison อย่างที่ใช้กับ BTR-3E1 ของกองทัพบกไทยและนาวิกโยธินกองทัพเรือไทยแล้ว
ระบบสื่อสารมาตรฐาน NATO อย่างระบบวิทยุ Tadiran อิสราเอลที่ใช้กับ BTR-3E1 ที่เชื่อมโยงกับระบบสื่อสารอื่นๆในกองทัพบกได้นั้นมีความสำคัญมาก เพราะระบบรัสเซียตั้งแต่ Intercom ภายในรถและระบบวิทยุรัสเซียไม่มีความเข้ากันได้กับมาตรฐานที่กองทัพบกไทยใช้อยู่
นั่นทำให้มีความเป็นไปได้มากว่ารถหุ้มเกราะล้อยางที่จีนเสนออย่าง NORINCO VN1 ที่การเลือกติดตั้งระบบสื่อสารหรือระบบอื่นๆน่าจะทำตามความต้องการของไทยได้มากกว่า รวมถึงขีดความสามารถในการผลิตและราคา ที่น่าจะเป็นตัวเก็งในโครงการนี้

ซึ่งตามแผนที่กองทัพบกไทยวางไว้มานานตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๒๙(1986) กองพลทหารราบที่จะปรับโครงสร้างเป็นกองพลทหารราบยานเกราะนอกจาก กองพลทหารราบที่๒ รักษาพระองค์แล้วยังมี กองพลทหารราบที่๓ ในส่วนกองทัพภาคที่๒ และกองพลทหารราบที่๔ ในส่วนกองทัพภาคที่๓ ด้วย
แต่ก็อย่างที่ทราบว่าในระยะเวลา ๓๐ปีมานี้กองทัพบกประสบปัญหาขาดแคลนการสนับสนุนด้านงบประมาณที่ไม่เพียงพอ ทำให้ตอนนี้ พล.ร.๒ รอ.ก็ยังแปรสภาพ นขต.นอกจาก กรมทหาราบที่๑๒ รักษาพระองค์ ที่ใช้รถสายพานลำเลียง M113A3 ครบทั้งสามกองพันทั้งกรมไปนานแล้ว
ทั้ง ร.๒ รอ. และ ร.๒๑ รอ. ยังแปรสภาพเป็นหน่วยทหารราบยานเกราะไม่ครบคือแต่ละมี ร.๒ พัน.ร.๑ รอ. กับ ร.๒๑ พัน.ร.๑ รอ.เท่านั้นที่มี BTR-3E1 ครบ ซึ่ง ร.๒ พัน.ร.๒ รอ., ร.๒ พัน.ร.๓ รอ. กับ ร.๒๑ พัน.ร.๒ รอ. และ ร.๒๑ พัน.ร.๓ รอ. ก็ยังรอยานเกราะล้อยางบรรจุในกองพันอยู่
การจัดหารถหุ้มเกราะล้อยางใหม่อาจจะไม่ใช่ทั้งของยูเครนและจีนเนื่องจากข้อจำกัดด้านสภาพงบประมาณที่ติดขัดมานาน(คืออาจจะไม่มีโครงการอีกนาน) ยังไม่รวมแผนการจัดหาในเหล่าทหารม้าด้วยครับ

Conventional Submarine model of China Shipbuilding Industry Corporation(CSIC) and China Shipbuilding & offshore International(CSOC) at Ship Tech.III 2016 (My Own Photo)

ในด้านคืบหน้าของโครงการจัดหาเรือดำน้ำ S26T ระยะที่๑ จำนวน ๑ลำวงเงิน ๑๓,๕๐๐ล้านบาทของกองทัพเรือไทย ที่มีรายงานในเดือนมกราคมที่ผ่านมาระบุว่า
กองทัพเรือผ่านกระทรวงกลาโหมกำลังอยู่ระหว่างการเสนอคณะรัฐมนตรีให้อนุมัติโครงการภายในเดือนมีนาคมในกรอบงบประมาณปี พ.ศ.๒๕๖๐
ซึ่งตามแผนที่ดำเนินโครงการที่เคยรายงานไปคือจะจัดหาต่อเนื่องให้ครบ ๓ลำพร้อมปฏิบัติการในปี พ.ศ.๒๕๖๙(2026) ในระยะเวลาปีงบประมาณผูกพัน ๑๑ปีวงเงินรวม ๓๖,๐๐๐ล้านบาท
ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการเจรจากับจีนในการกำหนดรายละเอียดระบบอุปกรณ์ที่จะติดตั้งกับเรือ ซึ่งคาดว่าต้องใช้เวลาในการก่อสร้างราว ๖ปี

แต่โดยความเห็นส่วนตัวแล้วข่าวที่ออกมาจากทางไทยจะยืนยันได้แน่ชัดก็มีข่าวจากทางจีนร่วมด้วย คือมีพิธีลงนามสัญญาจัดหาระหว่างกองทัพเรือไทยกับCSOC(China Shipbuilding & Offshore International Co., Ltd.)จีนให้แน่ๆเสียก่อน
ไม่เช่นนั้นก็จะเหมือนกับตอนที่เป็นกระแสวิจารณ์ในสังคมขึ้นมาเมื่อปี พ.ศ.๒๕๕๘-๒๕๕๙(2015-2016) ที่คัดค้านจนต้องพักโครงการไปให้เรื่องเงียบลง แล้วก็ยืดระยะเวลาออกไปแบบไม่มีกำหนด
และถ้าโครงการจัดหาเรือดำน้ำ S26T จีนนี้จะต้องมีอันถูกยกเลิกไปเหมือนโครงการจัดหาเรือดำน้ำของกองทัพเรือไทยในอดีตก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจอะไร เพราะกระแสต่อต้านมีสูงมากแม้แต่ในส่วนกำลังพลของกองทัพเรือเอง

ที่น่ากังวลอีกทางหนึ่งคือถึงแม้ว่าโครงการจัดหาเรือดำน้ำระยะที่ ๑ จะผ่านมีการลงนามสัญญาจัดหาอย่างเป็นทางการกับจีนเป็นที่สำเร็จ จนมีการสร้างเรือและส่งมอบเรือให้กองทัพเรือไทยแล้วก็ตาม
แต่ด้วยที่เป็นโครงการระยะยาวที่ใช้งบประมาณผูกผันต่อเนื่องยาวนานถึง ๑๑ปีในข้างต้น ส่วนตัวก็กังวลเหลือเกินว่าการจัดหาเรือดำน้ำ S26T มาได้ ๑ลำก่อนจะเกิดปัญญาอุปสรรคติดขัดตามมาจนไม่สามารถจัดหาเรือในระยะที่๒ และระยะที่๓ อีก ๒ลำจนครบ ๓ลำตามความต้องการได้
ทั้งนี้ก็มีตัวอย่างกองทัพเรือบางประเทศที่มีเรือดำน้ำโจมตีดีเซล-ไฟฟ้าตามแบบประจำการอยู่เพียงทั้งลำเดียวในกองทัพเรือครับ เช่น กองทัพเรือโรมาเนีย กับกองทัพเรือโปแลนด์เป็นต้น

Polish Navy Orzel Submarine in 2010(wikipedia.org)

ในกรณีของโปแลนด์นั้นมีเรือดำน้ำชั้น Project 877E Kilo ชื่อ ORP Orzel ๑ลำที่ประจำการมาตั้งแต่ปี 1986 กับเรือดำน้ำชั้น Kobben(Type 207) มือสองจากนอร์เวย์ 4ลำที่จัดหามาตั้งแต่ปี 2002-2004
อย่างไรก็ตามเรือดำน้ำชั้น Kobben ทั้ง 4ลำของโปแลนด์นั้นมีอายุการใช้งานมานานมากปัจจุบันไม่น่าจะปฏิบัติการรบอย่างเต็มรูปแบบได้แล้ว เช่นเดียวกับเรือดำน้ำชั้น Kilo 1ลำที่ก็ต้องปลดประจำการลงในอนาคต
โดยหลักจากที่กลุ่ม Warsaw pact ถูกยุบหลังการล่มสลายของอดีตสหภาพโซเวียต โปแลนด์ก็ได้เข้าเป็นชาติสมาชิก NATO ในปี 1999 ทำให้ความสัมพันธ์ด้านการทหารกับรัสเซียซึ่งเป็นผู้สร้างเรือนั้นถูกลดระดับลงไปมาก ซึ่งน่าจะส่งผลต่อการซ่อมบำรุงเรือดำน้ำชั้น Kilo
ปัจจุบันกองทัพเรือโปแลนด์มีโครงการจัดหาเรือดำน้ำใหม่ ๓ลำเพื่อทดแทนเรือดำน้ำเก่าซึ่งก็มีบริษัทผู้สร้างเรือดำน้ำรายใหญ่ในยุโรปเข้าแข่งขันหลายรายตามที่ได้เคยรายงานไป

Romanian Naval Forces Delfinul submarine in 2008(wikipedia.org)

ส่วนกองทัพเรือโรมาเนียนั้นปัจจุบันมีเรือดำน้ำชั้น Project 877E Kilo ชื่อ Delfinul ๑ลำที่ประจำการมาตั้งแต่ปี 1985 โดยโรมาเนียเคยมีแผนจะจัดหาเรือดำน้ำชั้น Kilo เพิ่มอีก ๒ลำแต่ก็ไม่สามารถดำเนินการได้เนื่องจากการขาดแคลนงบประมาณหลัง Warsaw pact ถูกยุบเมื่อโซเวียตล่มสลาย
ตั้งแต่ปี 1996 เรือ Delfinul อยู่ในสภาพที่จำเป็นต้องได้รับการซ่อมบำรุงคืนสภาพใหม่โดยเฉพาะการเปลี่ยน Battery ของเรือใหม่ แต่ก็ไม่สามารถดำเนินการได้เนื่องจากไม่มีงบประมาณเพียงพอ
ประกอบกับที่โรมาเนียเข้าเป็นสมาชิก NATO ในปี 2004 ทำให้ความสัมพันธ์ด้านการทหารกับรัสเซียก็จึงลดระดับลงไป ซึ่งน่าจะส่งผลต่อการซ่อมบำรุงเรือเหมือนโปแลนด์
เรือดำน้ำ Delfinul ได้ถูกลดระดับเป็นเรือสำรองสงครามในปี 1995 ต่อมาในปี 2001 เรือถูกโอนให้สายการบังคับบัญชาไปอยู่กับโรงเรียนนายเรือ Mircea cel Batran เพื่อใช้ในการฝึกโดยจอดที่ฐานทัพเรือเมืองท่า Constanta
และปัจจุบันกองทัพเรือโรมาเนียยังไม่มีแผนจะจัดหาเรือดำน้ำใหม่แต่อย่างใดเนื่องจากไม่มีงบประมาณ

อันนี้ก็คงต้องหวังว่าถ้ากองทัพเรือไทยสามารถจัดหาเรือดำน้ำแบบ S26T จีนระยะที่๑ มาได้ ๑ลำจริงแล้ว ในอนาคตอีกหลายสิบปีข้างหน้าคงไม่เกิดปัญหาคล้ายกับโปแลนด์หรือโรมาเนีย คือเป็นกองทัพเรือที่มีเรือดำน้่ำประจำการเพียงลำเดียวและอยู่ในสภาพที่ใช้ปฏิบัติการไม่ได้
แต่ก็นั่นละที่ในความเป็นจริงเรือหลวงทุกลำที่กองทัพเรือไทยต่อเองในประเทศหรือจัดหามาจากต่างประเทศยังคงใช้ปฏิบัติงานได้ทุกลำ แม้แต่เรือที่ทั้งชุดมีลำเดียวอย่าง ร.ล.จักรีนฤเบศร หรือ ร.ล.อ่างทอง ก็ยังคงปฏิบัติการฝึกและทำภารกิจช่วยประชาชนอย่างต่อเนื่องมาตลอดทั้งปี
ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่ม ASEAN รอบทะเลอ่าวไทยและอันดามัน ทั้งกองทัพเรืออินโดนีเซีย กองทัพเรือสิงคโปร์ กองทัพเรือมาเลเซีย กองทัพเรือเวียดนาม มีเรือดำน้ำครบทุกประเทศหมดแล้ว กองทัพเรือพม่าและกองทัพเรือฟิลิปปินส์ก็มีแผนจะจัดหาเรือดำน้ำในอนาคตอันใกล้
ดังนั้นถ้าจัดหาเรือดำน้ำเข้าประจำการแม้จะเพียง ๑ลำก็ต้องได้ใช้งานเรือดำน้ำแน่ แต่ถ้าไม่มีเรือดำน้ำก็คือกองเรือดำน้ำทำอะไรไม่ได้ทั้งนั้น รวมถึงมีเรือดำน้ำเพียงลำเดียวก็ไม่เพียงพอในการปกป้องอธิปไตยของชาติทางทะเลด้วยครับ

Royal Thai Navy new Frigate FFG-471 HTMS Tachin launching ceremony at Daewoo Shipbuilding & Marine Engineering(DSME) Okpo-Dong shipyard Republic of Korea, 23 January 2017

DSME launches Thailand's first multipurpose frigate

ตามที่กองทัพเรือไทยและบริษัท Daewoo Shipbuilding & Marine Engineering(DSME) สาธารณรัฐเกาหลีได้ทำพิธีปล่อยเรือฟริเกตสมรรถนะสูง ร.ล.ท่าจีน(ลำที่๓) ลงน้ำไปเมื่อวันที่ ๒๓ มกราคมที่ผ่านมานั้น
ก็เป็นก้าวย่างหลักที่สำคัญของโครงการจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูงระยะที่๑ วงเงิน ๑๔,๖๐๐ล้านบาท($396 million) ที่กองทัพเรือไทยลงนามจัดหาไปเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๖(2013)
ทั้งนี้สำหรับโครงการจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูงระยะที่๒ คือเรือฟริเกตชุด ร.ล.ท่าจีน กองทัพเรือมีแผนที่จะดำเนินการสร้างเรือฟริเกตภายในประเทศโดยความร่วมมือในการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากเกาหลีใต้
ที่นอกจากการดำเนินการจัดหาและเตรียมเครื่องมือปรับปรุงที่อู่ราชนาวีมหิดลอดุลยเดชให้พร้อมแล้ว กองทัพเรือยังคงรอการอนุมัติงบประมาณจัดหาอีกราว ๑๕,๐๐๐ล้านบาทสำหรับการสร้างเรือฟริเกตในไทยเมื่อมีโอกาสอำนวยด้วยครับ
(แต่อย่างไรก็ตามก็เช่นเดียวกับโครงการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์อื่นของกองทัพไทยที่ถูกภาคประชาสังคมวิจารณ์เช่นเดิมว่า กองทัพเรือจะไปรบกับใครเดี๋ยวนี้เขาไม่รบกันแล้วไม่มีประโยชน์สิ้นเปลืองงบประมาณจากภาษีประชาชนไปจ้างต่างประเทศ
ทั้งที่ผ่านกองทัพเรือไทยได้จัดหายุทโธปกรณ์ด้วยความเหมาะสมคุ้มค่าและเป็นประโยชน์กับประเทศไทยและใช้ภารกิจช่วยเหลือประชาชนมาโดยตลอด แต่ไม่เคยมีประชาชนสนใจรับทราบความจริงแต่อย่างใด)

FAC-313 HTMS Soo Pirin, Prabbrorapak-class fast attack craft missile boat converted to fast attack craft gun boat

ตามที่ได้รายงานการบรรยายนำเสนอของ นาวาเอก ประวุฒิ รอดมณี เสนาธิการ กองเรือดำน้ำ กองเรือยุทธการ ในงาน UDT Asia 2017 ที่สิงคโปร์เมื่อวันที่ ๑๗ มกราคมที่ผ่านมาไปว่า
ในอนาคต ๑๐ปีข้างหน้านั้นกองทัพเรือไทยจะมีการปรับโครงการกำลังรบทางเรือเพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางทะเลเพื่อตอบสนองต่อภัยคุกคามในปัจจุบันและอนาคต โดยเฉพาะสงครามอสมมาตรเช่น การก่อการร้ายและโจรสลัด

นอกจากโครงการจัดหาเรือดำน้ำในข้างต้นแล้ว เรือรบผิวน้ำเก่าที่มีอายุการใช้งานมานานและมีสมรรถนะล้าสมัยไม่สอดคล้องต่อความต้องการของกองทัพเรือในอนาคตก็จะต้องถูกปลดประจำการไป
ทั้งเรือเร็วโจมตีติดอาวุธปล่อยนำวิถีชุด ร.ล.ปราบปรปักษ์ และชุด ร.ล.ราชฤทธิ์ที่จะปลดประจำการลงทั้งหมดในปี พ.ศ.๒๕๖๙(2026) และอาจจะรวมถึงเรือเร็วโจมตีปืนชุด ร.ล.ชลบุรี และเรือตรวจการณ์ปืนชุด ร.ล.สัตหีบ ตามมาอีกหลายปีถัดไป
โดยกองทัพเรือจะมีการจัดหาเรือรบที่มีความอ่อนตัวในการทำภารกิจมากกว่า มีระวางขับน้ำใหญ่กว่า ประหยัดค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการมากกว่า และมีความทนทะเลกว่า เข้าประจำการแทนในจำนวนน้อยกว่าแต่มีประสิทธิภาพการปฏิบัติงานสูงกว่า
(เรือ รจอ.ถูกออกแบบมาตามหลักนิยมในสมัยสงครามเย็นคือมีระวางขับน้ำน้อย ติดอาวุธหนัก และใช้เครื่องยนต์ที่ให้กำลังมากความเร็วสูง ซึ่งทำให้สิ้นเปลืองเชื้อเพลิงมาก มีพิสัยทำการสั้น และมีพื้นที่ภายในตัวเรือจำกัด ขาดความอ่อนตัวต่อภารกิจในยุคปัจจุบันและอนาคต)

เช่นในส่วนกองเรือตรวจอ่าวคือเรือตรวจการณ์ปืนใหม่อย่าง เรือ ตกป.ชุด ร.ล.แหลมสิงห์ หรือแบบใหม่กว่าเพิ่มเติม และเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งเสริมเพิ่มเติมจาก เรือ ตกก.ชุด ร.ล.ปัตตานี และชุด ร.ล.กระบี่
ในส่วนกองเรือฟริเกตที่๑ หลังการปลดเรือฟริเกตชุด ร.ล.พุทธยอดฟ้าจุฬาโลก(Knox class) ครบ ๒ลำ ก็จะรับมอบเรือฟริเกตสมรรถนะสูงลำแรกคือ ร.ล.ท่าจีน(ลำที่๓) ที่ต่อโดยอู่เรือ DSME สาธาณรัฐเกาหลี
โดยเรือฟริเกตสมรรถนะสูงลำที่สองนั้นมีแผนจะต่อภายในประเทศไทยตามการถ่ายทอด Technology จากเกาหลีใต้ รวมถึงความร่วมมือกับบริษัทด้านอุตสาหกรรมทางเรือชั้นนำของต่างประเทศอีกหลายบริษัทตามที่ได้เคยรายงานไป
และเรือแบบอื่นๆ อย่างเรืออู่ยกพลขึ้นบก(LPD: Landing Platform Dock) ใหม่อีก๑ลำ เสริม ร.ล.อ่างทอง(ลำที่๓) ที่มีแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการปฏิบัติการที่สูงในภารกิจช่วยเหลือประชาชนจากภัยน้ำท่วมที่ภาคใต้ครับ

Royal Thai Air Force SAAB Gripen C 70108 70109 during transfer flight April 2013

Royal Thai Air Force Gripen crashes at airshow

Missing man formation Tribute to callsign 'ETHER' Gripen 701 Sqaudron Wing 7 Royal Thai Air Force pilot

ความคืบหน้ากรณีเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๒๐ Gripen C หมายเลข 70108 ตกขณะทำการแสดงการบินในวันเด็กที่ กองบิน ๕๖ หาดใหญ่วันที่ ๑๔ มกราคม นั้น
ตามการแถลงข่าวต่อสื่อของ พลอากาศเอก จอม รุ่งสว่าง ผู้บัญชาการทหารอากาศ ที่ได้รายงานไปก่อนหน้านี้และข้อมูลที่ให้ต่อสื่อของพลอากาศตรี พงษ์ศักดิ์ เสมาชัย โฆษกกองทัพอากาศ เมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม ว่า
มีการพบชิ้นส่วน CSMU(Crash Survivable Memory Units) ของเครื่อง Gripen ที่ตกแล้ว (การเก็บกู้ซากเครื่องเสร็จสิ้นไปตั้งแต่คืนวันที่ ๑๔แล้ว) โดยจะมีการถอดรหัสข้อมูลที่ระบบบันทึกได้เพื่อใช้ในการสอบสวนหาสาเหตุของอุบัติเหตุต่อไป
ทั้งนี้แม้ว่าจะมีคำสั่งให้งดบิน Gripen ฝูงบิน๗๐๑ กองบิน๗ ทุกเครื่องระหว่างการสอบสวนหาสาเหตุเพื่อความปลอดภัย แต่ Gripen ทั้ง ๑๑เครื่องยังคงมีความพร้อมปฏิบัติการเต็มที่อยู่ 
อีกทั้งบริษัท SAAB สวีเดนก็จะรอผลสอบสวนอย่างเป็นทางการของกองทัพอากาศและพร้อมที่ให้การช่วยเหลือในการสอบสวนหาสาเหตุถ้ามีการร้องขอ

อย่างไรก็ตามกระแสคัดค้านจากสื่อกระแสหลักที่เรียกร้องให้มีการสอบสวนกรณีทุจริตโครงการจัดหาเครื่องขับไล่ Gripen C/D ๑๒เครื่อง(Peace Suvarnabhumi) ที่กองทัพอากาศได้มีการชี้แจงไปก่อนมานานแล้ว
การเรียกร้องให้กองทัพอากาศยกเลิกการแสดงการบินและจัดแสดงอากาศยานในวันเด็ก เนื่องจากเป็นอันตรายต่อเด็กเยาวชนและประชาชน รวมถึงเป็นการสร้างความหวาดกลัวให้เด็กและประชาชนมากกว่าจะสร้างบันดาลใจ และเรื่องการแสดงความมีเอกราชอธิปไตยของชาตินั้นฟังไม่ขึ้น
รวมถึงการปล่อยข้อมูลเท็จว่านักบินถ้าทำการสละอากาศยานแล้วรอดชีวิตจะต้องถูกลงโทษให้ชดใช้ค่าเสียหายให้กองทัพ ซึ่งขัดแย้งกับความจริงที่นักบินพร้อมรบถูกฝึกให้ทำการสละอากาศได้ทันทีถ้าสุดวิสัยที่จะควบคุมแก้ไขได้
ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสิ่งที่ ผบ.ทอ.ได้กล่าวแถลงว่าเป็น 'เรื่องโกหกที่ผิดไปจากความเป็นจริง' ทั้งสิ้นที่สื่อเหล่านี้สร้างขึ้นมาเพื่อโจมตีนักบินที่เสียชีวิตและกองทัพอากาศไทยเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมืองในการทำลายความมั่นคงของประเทศ

ถึงแม้ว่ากองทัพอากาศจะมีคำสั่งงดบินเครื่องบินขับไล่ Gripen C/D ฝูงบิน๗๐๑ กองบิน๗ สุราษฎร์ธานี ทั้ง ๑๑เครื่องที่เหลือเป็นการชั่วคราวเพื่อความปลอดภัยระหว่างการสอบสวนหาสาเหตุของคณะกรรมการสอบสวนอุบัติเหตุอากาศยาน
แต่ล่าสุดจากวิดีทัศน์การบินหมู่รูปขบวน Missing man Finger Four V ของเครื่องบินขับไล่ Gripen เป็นการให้เกียรติรำลึกต่อนักบินที่เสียชีวิตนั้น ก็น่าจะแสดงว่า Gripen ฝูงบิน๗๐๑ ได้กลับมาปฏิบัติการบินแล้ว 
อย่างไรก็ตามกองทัพอากาศยังคงยืนยันว่า บ.ข.๒๐ Gripen ทั้งหมดยังมีความพร้อมปฏิบัติการรบและมีจำนวนเพียงพออยู่ แต่ทั้งนี้จากสถานการณ์ด้านสภาพงบประมาณที่ไม่เพียงพอและการต่อต้านจากภาคประชาชนที่มีสื่อกระแสหลักคอยสร้างข้อมูลเท็จนั้น 
การจัดหาเครื่องบินขับไล่ Gripen C/D เพิ่มเติมเพื่อทดแทนและเพิ่มจำนวนเครื่องให้ครบฝูง ๑๖-๑๘เครื่องคงไม่น่าจะเกิดขึ้นเนื่องจากข้อจำกัดด้านงบประมาณ ทำให้กองทัพอากาศคงจะมี Gripen เพียง ๑๑เครื่องเท่านั้นต่อไปโดยไม่เพิ่มไปจากนี้แล้วครับ


Royal Thai Air Force Gripen's Weapons and Equipments include IRIS-T air-to-air missile, RBS 15F anti-ship missile and LITENING III targetting pod

ในงานแสดงการบินและอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพอากาศไทยในงานวันเด็กแห่งชาติวันที่ ๑๔ มกราคม พ.ศ.๒๕๖๐ นั้น ได้มีการจัดแสดงระบบอาวุธและอุปกรณ์ของเครื่องบินขับไล่ Gripen
ซึ่งนอกจากอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ IRIS-T และอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นต่อต้านเรือผิวน้ำ RBS 15F เคยเคยเปิดตัวไปแล้วนั้น
ยังมีการการเปิดตัวกระเปาะนำชี้เป้า Laser แบบ Rafael LITENING III ต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรก ซึ่งแสดงถึงขีดความสามรรถในการใช้อาวุธระเบิดนำวิถี Laser ความแม่นยำสูงของ Gripen ครับ


KS-1CM Surface to Air Missile Royal Thai Air Force Security Force, Air Defence Battalion Wing 7 Surat Thani RTAFB display in Children's Day 2017

ส่วนจัดแสดงในงานวันเด็กของ กองบิน๗ สุราษฏร์ธานี ก็ได้เปิดตัวระบบอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศแบบ KS-1CM ที่จัดหาจากสาธารณรัฐประชาชนจีนต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรก
ซึ่ง KS-1CM ของกองทัพอากาศไทยที่จัดหามานั้นใช้แท่นยิงรางคู่ภายนอก ไม่ได้บรรจุมาในแท่นยิงกล่องสี่เหลี่ยมเหมือน KS-1C ของกองทัพเติร์กเมนิสถานตามที่เคยรายงานไป
ตรงนี้ก็ไม่ทราบว่ารายละเอียดคุณสมบัติของ KS-1CM กองทัพอากาศไทยนั้นแตกต่างจาก KS-1C อย่างไรบ้างครับ

(ตรงนี้บ่นส่วนตัว ทั้งเรื่องโครงการจัดหารถถังหลัก VT4 ของกองทัพบกและโครงการจัดหาเรือดำน้ำและเรือฟริเกตสมรรถนะสูงของกองทัพเรือที่ถูกสังคมวิจารณ์อย่างหนักว่า ไม่มีความจำเป็นเปลืองงบประมาณรัฐที่มาจากภาษีประชาชนเพราะเดี๋ยวนี้เขาไม่รบกันแล้วหรือเราจะไปรบกับใคร
จนถึงกรณีอุบัติเหตุเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๒๐ Gripen C ตกนักบินเสียชีวิตระหว่างการแสดงการบินในงานวันเด็กที่กองบิน๕๖ หาดใหญ่ ซึ่งมีการเผยแพร่ข้อความ ภาพประกอบ และวีดิทัศน์ จำนวนมากที่มีเนื้อหาโจมตีใส่ร้ายนักบินที่เสียชีวิตและกองทัพอากาศไทย จากสื่อมวลชนกระแสหลักที่ไร้จรรยาบรรณวิชาชีพ และกลุ่มผู้ไม่หวังดีต่อประเทศชาติบ้านเมือง

หน้าที่หลักสำคัญหนึ่งกองทัพไทยและทหารไทยมีคือการเตรียมกำลังไว้ป้องกันประเทศไทยจากอริราชศัตรูที่เป็นภัยคุกคามของต่อ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนชาวไทย
ไม่มีทหารและกองทัพใดรบได้ถ้าอาวุธยุทโธปกรณ์ไม่มีความพร้อมรบเต็มอัตรา ไม่ว่าจะไม่มีกระสุน เชื้อเพลิง ขาดการปรนบัติบำรุงรักษา และหมดอายุการใช้งาน ซึ่งการจัดหายุทโธปกรณ์ทุกโครงการของกองทัพไทยก็เพื่อทดแทนสิ่งที่ขาดและเสริมศักยภาพดังกล่าว
แต่ในความคิดของประชาชนส่วนใหญ่แล้ว การบำรุงกองทัพและทหารในยามสงบมีค่าไม่ต่างอะไรกับการซื้อไฟฉายในยามแดดจ้าฟ้าแจ้งไร้เมฆตอนเที่ยงวัน ประชาชนย่อมคิดว่าการเอาเงินไปให้ตนหรือแจกนู่นทำนี้ดีกว่าการเอาเงินไปซื้ออาวุธราคาแพงที่ไร้คุณค่าต่อการดำรงชีวิตของพวกเขา

อีกทั้งเมื่อทหารชั้นผู้น้อยจนถึงนายทหารชั้นผู้ใหญ่บางส่วนถูกตอกย้ำจากทัศนคติของประชาชนส่วนหนึ่งรวมถือสื่อกระแสหลักและสังคม Online จนเกิดความรู้สึกว่า 
"ทหารมีหน้าที่ปกป้องประชาชน แต่กับประชาชนที่อยากให้ทหารตกงาน แถมถ้าทหารทำอะไรพลาดหรือตายก็มีแต่หัวเราะเยาะซ้ำเติม แต่ก็อยากได้ชีวิตที่สุขสบายและร่ำรวยโดยไม่ขยันทำงาน เอาแต่รอคนมาคอยแจกเงินและทำสิ่งต่างๆให้ ประชาชนแบบนี้มีค่าให้ทหารแลกชีวิตปกป้องหรือ?" 
ส่วนตัวกลัวเหลือว่าเมื่อกองทัพจะตอบสนองต่อเสียงเรียกร้องของประชาชนผู้รักสันติให้ยกเลิกจัดหาโครงการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ พวกเขาเหล่านั้นจะเพิ่มข้อเรียกร้องต่อไปเรื่อยๆ จนกว่ากองทัพไทยจะถูกยุบและไม่มีอาชีพข้าราชการทหารในประเทศไทยอีกต่อไป

เมื่อถึงตอนนั้นในยุคที่ประชาชนปฏิเสธการมีอยู่ของกองทัพ โดยการตัดการสนับสนุนกองทัพเพื่อนำเงินไปใช้กับอย่างอื่นที่พวกเขาคิดว่ามีประโยชน์กว่า พร้อมกับที่ทหารชั้นผู้น้อยจนถึงนายทหารชั้นผู้ใหญ่ส่วนใหญ่หมดกำลังใจที่จะทำหน้าที่ของตนเองต่อไปแล้ว 
ก็คงจะเป็นตามสุภาษิตโบราณที่ว่า "ถ้าเราไม่หาเสบียงมาเลี้ยงดูกองทัพของเราเอง เราก็ต้องหาเสบียงมาเลี้ยงกองทัพของชาติอื่นอยู่ดี" ซึ่งก็ไม่ทราบว่านั่นเป็นสิ่งที่พวกที่มีแนวคิดสุดโต่งในทางเหล่านั้นอยากให้เกิดขึ้นรึไม่ครับ?)