วันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

กองทัพบกรัสเซียเสร็จสิ้นการปรับโครงสร้างจัดตั้งกองทัพรถถังพิทักษ์รัฐที่1

Russia completes reformation of 1st Guards Tank Army
The 1st Guards Tank Army is to be equipped with the T-72B3 (pictured) and T-80 MBTs. Source: Russian MoD
http://www.janes.com/article/57828/russia-completes-reformation-of-1st-guards-tank-army

กระทรวงกลาโหมรัสเซียประกาศว่า กองทัพบกรัสเซียเสร็จสิ้นการจัดตั้งกองทัพรถถังพิทักษ์รัฐที่1 (1st Guards Tank Army) ขึ้นมาใหม่อีกครั้งในสังกัดเขตภาคทหารตะวันตก และจะจัดตั้งกองพลยานเกราะใหม่อีกสองกองพล
วาระการประชุมของคณะกรรมการกระทรวงกลาโหมรัสเซียโดยมีรัฐมนตรีกลาโหมรัสเซีย นาย Sergei Shoigu ได้เสนอให้จัดตั้งกำลังกลับมาใหม่นี้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนากองกำลังตอบโต้เร็วของกองทัพรัสเซีย
อีกส่วนคือการจัดตั้งกองพลยานเกราะใหม่อีกสองกองพล ซึ่งจะมีที่ตั้งใกล้กับเมือง Voronezh เขตภาคทหารตะวันตก และเมือง Chelyabinsk เขตภาคทหารกลาง ภายในปี 2016
ตามแถลงของกระทรวงกลาโหมรัสเซีย กองทัพรถถังพิทักษ์รัฐที่1 ที่ถูกปรับโครงสร้างใหม่จะมีการนำรถถังหลัก T-72B3 และรถถังหลัก T-80 เข้าประจำการ โดยตามอัตราจัดทั่วไปกองทัพรถถังของกองทัพบกรัสเซียจะมีรถถังหลักประจำการ 500คัน
ซึ่งบริษัท Uralvagonzavod ผู้ผลิตรถถังรัสเซียได้รับคำสั่งซื้อจากกระทรวงกลาโหมรัสเซียในการปรับปรุงรถถังหลัก T-72 ที่มีอยู่ให้เป็นรุ่นมาตรฐาน T-72B3 จำนวนมากกว่า 564คัน เข้าประจำการในเขตภาคทหารต่างๆแทน T-72B1 รุ่นเก่า ตั้งแต่สิ้นปี 2015

อย่างไรก็ตาม พลโท(Colonel General) Vladimir Zarudnitsky ผู้บัญชาการเขตภาคทหารกลาง ได้กล่าวว่า
กำลังหลักของกองพลยานเกราะใหม่ที่จะจัดตั้งขึ้นใกล้เมือง Chelyabinsk นั้นควรจะได้รับมอบรถถังหลักยุคใหม่ล่าสุดมากกว่า ซึ่งเมือง Chelyabinsk นั้นอยู่ใกล้กับเมือง Nizhny Tagil ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงงานและบริษัท Uralvagonzavod
และนายพล Zarudnitsky ได้ให้ความเห็นว่าจะเป็นการดีที่กองพลยานเกราะใหม่นี้จะเป็นหน่วยแรกที่ได้รับมอบรถถังหลัก T-14 Armata รุ่นใหม่ล่าสุดและรถรบในสายตระกูล Armata เช่นรถรบทหารราบหนัก T-15 เข้าประจำการ
เช่นเดียวกับกองพลยานเกราะใหม่ใกล้เมือง Voronezh ซึ่งในเขตเดียวกันนี้มี กองพลน้อยยานเกราะอิสระที่1 ซึ่งมีที่ตั้งในเมือง Boguchar ตั้งแต่ปี 2015 มีความเป็นไปได้ว่ากองพลน้อยนี้อาจจะได้รับการปรับโครงสร้างยกระดับเป็นกองพลยานเกราะ
แต่ทั้งนี้กำลังรถถังหลักของกองทัพบรัสเซียยังจะคงเป็นรถถังหลัก T-72, T-80 และ T-90 ต่อไปอีกนานหลายปี แม้ว่าจะเริ่มมีการนำรถถังหลักใหม่คือ T-14 เข้าประจำการที่ยังต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะผ่านการทดสอบความพร้อมปฏิบัติการรบและเปิดสายการผลิตจำนวนมากได้ครับ

วันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

กองทัพบกสวีเดนนำปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง Archer เข้าประจำการ

Archer SPA enters Swedish Army service
Four Archer 155 mm self-propelled artillery (SPA) systems have now entered service with the Swedish Army's A 9 regiment. (Swedish Armed Forces)
http://www.janes.com/article/57781/archer-spa-enters-swedish-army-service

สำนักงานจัดหายุทธภัณฑ์รัฐบาลสวีเดน(FMV) ได้ประกาศเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาว่า ระบบปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง 6x6 แบบ BAE Systems FH-77 BW L52 Archer นั้นได้เข้าประจำการในกองทัพบกสวีเดนแล้ว
โดยปืนใหญ่อัตตาจร Archer 4ระบบแรกจะเข้าประจำการใน กรมทหารปืนใหญ่ที่9 (Artilleriregementet A 9) ซึ่งมีที่ตั้งที่ Boden ทางตอนเหนือของสวีเดน ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

ระบบปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง Archer ถูกพัฒนามาตั้งแต่ปี 1995 โดยมีกองทัพบกสวีเดนและกองทัพบกนอร์เวย์สั่งจัดหาประเทศละ 24ระบบในปี 2010
ซึ่งระบบ Archer ทำการดัดแปลงมาจากปืนใหญ่ลากจูง BAE Systems FH-77 155mm โดยมีปืนใหญ่ FH-77 9กระบอกถูกสั่งปลดประจำการจากกองทัพและถูกนำมาดัดแปลงเป็นระบบ Archer สำหรับเข้าประจำการในสวีเดนและนอร์เวย์
ปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง Archer ระบบแรกก่อนสายการผลิตถูกส่งมอบให้ FMV ในปี 2013 และระบบแรกในสายการผลิตจริงถูกส่งมอบให้ FMV เมื่อเดือนตุลาคม 2015
ทั้งนี้ปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง Archer ที่เหลือ 20ระบบสำหรับ2กองพันทหารปืนใหญ่ในกรมทหารปืนใหญ่ที่9 จะเริ่มส่งมอบในปี 2016 จนครบทั้งหมดในปี 2017
ตามข้อมูลที่ Jane's ได้รับจาก FMV กล่าวว่ากองพันทหารปืนใหญ่ที่ได้รับมอบทั้งนี้ปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง Archer จะมีความพร้อมปฏิบัติการขั้นต้นในครึ่งหลังปี 2016 และจะมีความพร้อมปฏิบัติการตรงอัตราเมื่อไดรับมอบระบบทั้งหมดครบในปี 2017

แต่ความล่าช้าในการพัฒนาและส่งมอบระบบที่เกิดขึ้นทำให้นอร์เวย์ถอนตัวจากโครงการจัดหาและเริ่มโครงการจัดหาปืนใหญ่อัตตาจรใหม่ของตนเองเพื่อทดแทนปืนใหญ่อัตตาจรสายพาน M109A3GN 14ระบบที่ใช้มานาน โดยล่าสุดมีตัวเลือกระบบปืนใหญ่อัตตาจรใหม่ 4แบบคือ
ปืนใหญ่อัตตาจรสายพาน Samsung Techwin K9 Thunder สาธารณรัฐเกาหลี, ปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง Nexter Systems Caesar ฝรั่งเศส, ปืนใหญ่อัตตาจรสายพาน KMW PzH 2000 เยอรมนี และปืนใหญ่อัตตาจรสายพาน M109 ที่ปรับปรุงโดย RUAG สวิสเซอร์แลนด์ ครับ

วันจันทร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

กองทัพบกฟิลิปปินส์ศึกษาความเป็นไปได้ในการปรับปรุงรถสายพานลำเลียง M113A2 ติดป้อมปืนใหญ่กล 25mm

Philippines Army is looking the possibility to upgrade M113A2 APC with 25mm automatic cannon. 
Philippines army M113A2 APC armoured personnel carrier
http://www.armyrecognition.com/february_2016_global_defense_security_news_industry/philippines_army_is_looking_the_possibility_to_upgrade_m113a2_apc_with_25mm_automatic_cannon_10602163.html

กองพลทหารราบยานเกราะ กองทัพบกฟิลิปปินส์ กำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการติดตั้งป้อมปืนใหญ่กลขนาด 25mm กับรถสายพานลำเลียง M113A2 ของตน
ซึ่งกองทัพบกฟิลิปปินส์เพิ่งเริ่มได้รับมอบรถเกราะสายพานลำเลียงพล M113A2 จำนวน 114คัน ซึ่งเดิมเป็นของกองทัพบกสหรัฐฯที่ผ่านการซ่อมคืนสภาพใหม่เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
"เรากำลังมองหาแนวทางการปรับแต่งสำหรับรถสายพานลำเลียงบางคันให้เป็นรถรบทหารราบ นั่นหมายความว่าปืนกลหนัก .50cal จะถูกเปลี่ยนเป็นปืนใหญ่กล 25mm ซึ่งจะทำให้พวกมันสามารถใช้ในปฏิบัติการรักษาความมั่นคงภายในและการปกป้องพื้นที่อธิปไตยได้"
พลตรี Edgar Gonzales ผู้บัญชาการกองพลทหารราบยานเกราะ กองทัพบกฟิลิปปินส์กล่าว

ปืนใหญ่กล 25mm นั้นมีความรุนแรง ระยะยิง และอำนาจการสังหารมากกว่าปืนกลหนัก .50cal ที่ติดตั้งบนป้อมปืน Remote Weapon Station ที่ติดกับ รสพ.M113A2 ของกองทัพบกฟิลิปปินส์ตอนนี้
พลตรี Gonzales ปฏิเสธที่จะให้รายละเอียดว่าจะมี รสพ.M113A2 กี่คันจากจำนวน 114คัน ที่จะได้รับการปรับปรุงเป็นรถรบทหารราบ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับงบประมาณที่จะได้รับในอนาคต
แต่ถ้าโครงการปรับปรุงรถรบทหารราบมีการเดินหน้า พลตรี Gonzales กล่าวว่าเครื่องยนต์ขนาด 212HP ที่ใช้อยู่จะถูกเปลี่ยนเป็นเครื่องยนต์ขนาด 265HP เพื่อรองรับน้ำหนักรถที่เพิ่มขึ้นหลังการติดตั้งปืนใหญ่กล 25mm
รถสายพานลำเลียง M113A2 ถูกออกแบบมาให้เป็นยานเกราะสายพานเบาที่มีความอยู่รอดและน่าเชื่อถือสำหรับภารกิจลำเลียงทหารราบภายใต้เกราะกำบังเข้าสู่สนามรบครับ

วันเสาร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ฟินแลนด์อนุมัติการจัดซื้อจรวดนำวิถีจากสหรัฐฯสำหรับเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้อง M270

Finland approves MLRS missile purchase
Finland has decided to purchase new missiles for its Lockheed Martin M270 Multiple Launch Rocket Systems (MLRS). Source: Finnish Defence Forces
http://www.janes.com/article/57776/finland-approves-mlrs-missile-purchase

กระทรวงกลาโหมฟินแลนด์ประกาศเมื่อวันที่ 4 มกราคมที่ผ่านมาว่า ได้ตัดสินใจอนุมัติการจัดซื้อจรวดนำวิถีสำหรับเครื่องจรวดหลายลำกล้องอัตตาจรสายพาน Lockheed Martin M270 MLRS(Multiple Launch Rocket System) ที่กองทัพบกฟินแลนด์ประจำการอยู่ 22ระบบ
โครงการจัดหาจรวดนำวิถีขนาด 227mm วงเงิน 70 million Euros ประกอบด้วยทั้งจรวดนำวิถี M31A1 หัวรบระเบิดแรงสูง(HE: High-Explosive) 90นัด และจรวดนำวิถี M30A1 หัวรบอมภัณฑ์ย่อยแบบ M85 404ลูก 150นัด โดยจรวดทั้งสองแบบนำวิถีด้วย GPS/INS มีระยะยิง 70km
ซึ่งมีบันทึกว่ารัฐบาลสหรัฐฯอนุมัติการส่งออกตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2015 โดยรัฐมตรีกลาโหมฟินแลนด์ Jussi Niinisto และคณะกรรมการงบประมาณรัฐบาลฟินแลนด์อนุมัติเห็นชอบการจัดหาเมื่อวันที่ 4 มกราคมที่ผ่านมา
คาดว่าการส่งมอบจรวดนำวิถีดังกล่าวให้ฟินแลนด์จะมีขึ้นภายในปี 2016 นี้และจะส่งมอบครบทั้งหมดภายในปี 2018 ครับ

มาเลเซียมีแผนปรับปรุงกำลังยานเกราะของตน

Malaysia to upgrade armoured vehicles
Rheinmetall MAN Military Vehicles Condor 4x4 APC used by Malaysia fitted with a Thales FVT900 one-person turret armed with a 20 mm cannon and 7.62 mm co-axial MG. Source: Rheinmetall
Export Alvis Scorpion fitted with a two-person turret armed with 90 mm gun, 7.62 mm co-axial MG, and roof-mounted 0.50 calibre M2 HB MG, excluding flotation screen. (BAE Systems)
http://www.janes.com/article/57715/malaysia-to-upgrade-armoured-vehicles

กองทัพบกมาเลเซียกำลังมองหาแนวทางในการปรับปรุงกำลังยานยนต์หุ้มเกราะที่มีอยู่เพื่อยืดอายุการใช้งานออกไป ระหว่างที่รอรับมอบรถหุ้มเกราะล้อยาง AV8 8x8 จำนวน 257คันเข้าประจำการ
ซึ่งบริษัท DEFTECH มาเลเซียได้สิทธิบัตรเพื่อเปิดสายการผลิตรถเกราะล้อยาง AV8 เป็นจำนวนมากภายในประเทศจากบริษัท FNSS ตุรกี
จากการพูดคุยในงานสัมมนา IQPC International Armoured Vehicles (IAV) 2016 ที่ London เมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา กับ Dr. Yazid Ahmad ผู้อำนวยการภาคเทคโนโลยีเครื่องจักรและอากาศยานแห่งสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อความมั่นคง
(STRIDF:Science and Technology Research Institute for Defence)
Dr.Ahmad ได้เปิดเผยว่ามาเลเซียมีแผนที่จะปรับปรุงรถถังเบา Alvis Scorpion 90 และรถหุ้มเกราะล้อยางลำเลียงพล Rheinmetall MAN Condor 4x4 จำนวนหนึ่ง

กองทัพบกมาเลเซียได้รับมอบรถหุ้มเกราะล้อยาง SIMBAS 6x6 จากเบลเยียมในช่วงปี 1983-1984 จำนวน 186คัน (ประกอบด้วยรุ่นติดปืนใหญ่รถถัง Cockerill 90mm 162คัน และรุ่นรถกู้ซ่อม 24คัน) ซึ่งจะแทนที่ด้วยรถเกราะล้อยาง AV8 8x8 ในอนาคต
เช่นเดียวกับรถหุ้มเกราะล้อยางลำเลียงพล Condor 4x4 จากเยอรมนีจำนวน 459คัน ซึ่งจะถูกแทนทีด้วยรถเกราะล้อยาง AV8 และรถหุ้มเกราะล้อยาง AV4 หรือ First Win 4x4 ที่ DEFTECH ได้สิทธิบัตรการผลิตจากบริษัท Chaiseri Defence ประเทศไทย
และรถถังเบา Scorpion 90 จำนวน 26ในปี 1983 ซึ่งติดตั้งป้อมปืนที่ใช้พลประจำป้อมปืน 2นาย พร้อมปืนใหญ่รถถัง Cockerill 90mm และปืนกลร่วมแกน 7.62mm
เดิมทีรถถังเบา Scorpion 90 กองทัพบกมาเลเซียนั้นติดตั้งฉากลอยตัวในน้ำสำหรับเคลื่อนที่ในปฏิบัติการสะเทินน้ำสะเทินบกแต่ภายหลังได้ถูกถอดออกไป

ตามแผนการปรับปรุงจากการประเมินสภาพรถถังเบา Scorpion 90 ที่มีอยู่ซึ่งใช้เครื่องยนต์ดีเซลของ Perkins จะมีการเปลี่ยนชุดเครื่องส่งกำลัง(Transmission) จาก TN15 เป็น TN15DE ซึ่งน่าเชื่อถือกว่า และเปลี่ยนสายพานเป็นแบบสายพานข้อเดียว
ตัวถังรถที่เป็น Aluminium จะได้รับการซ่อมคืนสภาพ และรถ Scorpion 90 จำนวน 7คันจาก 14คัน จะถูกเปลี่ยนไปใช้ป้อมปืน Thales UK FVT900 แบบใช้พลประจำป้อม 1นายติด ปืนใหญ่กล 20mm และปืนกลร่วมแกน 7.62mm
ซึ่งป้อมปืน FVT900 นี้ถูกถอดมาจากรถหุ้มเกราะสายพานลำเลียงพล Alvis Stormer ที่กองทัพบกมาเลเซียจัดหาจากสหราชอาณาจักรจำนวน 25คัน
โดยรถเกราะสายพาน Stormer 12คันติดตั้งป้อมปืน FVT900 ส่วนที่เหลือ 13คนติดตั้งป้อมปืนแบบ Rheinmetall TH-1 ใช้พลประจำป้อม 1นายพร้อมปืนกล 7.62mm 2กระบอกครับ

วันพฤหัสบดีที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

รถถังเบาแบบใหม่ของจีนถูกเปิดเผยข้อมูลมากขึ้น

More details emerge on new Chinese light tank
The first close-up view of China's new 105 mm gun-armed 35-tonne light tank shows detachable armour on the bow and turret. Source: FYJS web page
http://www.janes.com/article/57682/more-details-emerge-on-new-chinese-light-tank

Jane's ได้รายงานข้อมูลเพิ่มเติมล่าสุดของรถถังเบาแบบใหม่ของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนที่มีการเผยแพร่ใน Website Sina.com ของจีนตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม ที่ผ่านมา
โดยรายงานข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับการพัฒนารถถังเบาแบบใหม่ของกองทัพปลดปล่อยประชาชนนี้เริ่มมีเผยแพร่ออกมาตั้งแต่ปลายปี 2011 แล้ว

ตามข้อมูลที่ลงใน Sina.com รถถังเบาแบบใหม่นี้พัฒนาโดย NORINCO (อาจจะมีรหัสรุ่นว่า ZTQ สำหรับรถถังเบา) มีน้ำหนักรถประมาณ 35tons มีพลประจำรถ 4นาย
ติดตั้งปืนใหญ่รถถังขนาด 105mm ซึ่งมีการตั้งข้อสังเกตุว่าถ้ามีการติดตั้งระบบบรรจุกระสุนอัตโนมัติจะสามารถทำให้ลดพลประจำรถลงได้หนึ่งนาย
ซึ่งปืนใหญ่รถถัง 105mm นี้สามารถยิงกระสุนเจาะเกราะแกน Tungsten ที่สามารถเจาะเกราะเหล็กกล้า RHA ได้ที่ 500mm และสามารถยิงอาวุธปล่อยนำวิถีจากปืนใหญ่รถถังได้
ระบบกล้องเล็งของผู้บังคับการรถและพลยิงคาดว่าจะเป็นรุ่นที่พัฒนามาจากระบบกล้องเล็งที่ใช้กับรถถังหลัก Type 99A2 และมีการติดตั้ง Radar ตรวจจับวิถีกระสุนที่ปลายกระบอกปืน
ป้อมปืนและด้านหน้าแคร่ฐานรถของรถถังเบาติดตั้งเกราะปฏิกิริยา(Reactive Armour)เสริมแบบถอดออกได้ พร้อมระบบตรวจจับ Laser รวมถึงป้อมปืนสามารถติดตั้งเครื่องยิงลูกระเบิดควันได้
ตัวฐานรถถังเบาอาจจะใช้ระบบกันกระเทือนช่วงล่าง(suspension) แบบของเหลว-ก๊าซ ซึ่งสามารถทำให้รถถังเบาสามารถ "หมอบ" ได้เพื่อใช้ภูมิประเทศเป็นที่กำบัง และยังสามารถในการลดพื้นที่เพื่อการขนส่งด้วยรถไฟและอากาศยาน

ทั้งนี้กองทัพบกปลดปล่อยประชาชนจีนมีแนวคิดในการพัฒนารถถังเบาสำหรับทำการในเขตภูเขามาตั้งแต่ปี 1950s แล้ว
โดยเฉพาะการปฏิบัติการรบในเขตภูเขาสูงในทิเบตซึ่งเคยมีกรณีพิพาททางพรมแดนจนมีการปะทะกับอินเดีย และเขตป่าภูเขาทางมณฑลตอนใต้เต็มไปด้วยถนนดินลูกรังไม่มีการราดยางมะตอยหรือเทคอนกรีต สะพานที่รับน้ำหนักได้ต่ำ และทุ่งนาข้าว
รถถังแบบแรกที่ถูกพัฒนาคือรถถังเบา Type 62/WZ131 ในปี 1962 แต่อย่างไรก็ตามผลการใช้ปฏิบัติการรบจริงในสงครามจีน-เวียดนาม ปี1979 นั้นรถถังเบารุ่นนี้มีประสิทธิภาพไม่น่าพอใจนัก ปัจจุบันรถถังเบา Type 62 ได้ถูกปลดประจำการลงทั้งหมดในราวปี 2013
ต่อมาในช่วงปี 1990s จีนได้ให้ความสำคัญในการพัฒนารถถังเบาสะเทินน้ำสะเทินบกสำหรับสนับสนุนปฏิบัติการยกพลขึ้นเป็นหลัก เพื่อตอบสนองในกรณีพิพาทเช่นการส่งกองทัพปลดปล่อยประชาชนเข้ายึดครองไต้หวัน
จนมาถึงในช่วงต้นปี 2000s แผนการพัฒนารถถังเบาสำหรับการรบในเขตภูเขาจึงได้รับความสำคัญอีกครั้ง และรวมถึงแผนการพัฒนารถเกราะและรถถังเบาสำหรับส่งทางอากาศด้วยครับ

รัสเซียเสนอสิทธิบัตรการเปิดสายการผลิตรถถังหลัก T-90S ให้อิหร่าน

Russia proposes to Iran to organize licensed production of Russian T-90S tanks
ITAR-TASS/Vitaly Ivanov
Russia’s main battle gun launcher-armed tank T-90S is equipped with an automated fire control system
http://tass.ru/en/defense/854186

Alexey Zharich รองผู้อำนวยการทั่วไปบริษัท Uralvagonzavod ผู้ผลิตรถถังและยานเกราะรัสเซีย กล่าวเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ว่า
Uralvagonzavod พร้อมที่ดำเนินงานบริหารจัดการถ่ายทอดสิทธิบัตรการผลิตรถถังหลัก T-90S ให้อิหร่าน ถ้าหากว่าข้อกำจัดด้านความร่วมมือในการถ่ายทอด Technology ทางทหารให้กับอิหร่านจะถูกยกเลิกไป

รถถังหลัก T-90S น้ำหนักพร้อมรบ 46.5tons เป็นรถถังหลักที่ติดตั้งปืนใหญ่รถถังขนาด 125mm พร้อมระบบบรรจุกระสุนอัตโนมัติ และระบบควบคุมการยิงสมรรถนะสูง มีรูปทรงรถที่มีความเด่นชัดน้อยเพิ่มความอยู่รอดในสนามรบ
อย่างไรก็ตามเนื่องจากความร่วมมือทางการทหารระหว่างรัสเซียกับอิหร่านนั้นได้ถูกระงับด้วยข้อจำกัดจากมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่ 1020 เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2010
"ความร่วมมือกับอิหร่านได้ถูกระงับลงตามความเห็นสอดคล้องของประธานาธิบดี แต่ถ้าข้อจำกัดเกี่ยวกับความร่วมมือทางเทคนิคทางทหารกับอิหร่านได้ถูกยกเลิกไป
ความร่วมมือระหว่างกันของบริษัทกับ Rosoboronexport (รัฐวิสาหกิจด้านการจัดการส่งออกอาวุธยุทโธปกรณ์ของรัสเซีย) ก็พร้อมที่จะให้ความร่วมมือ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสิทธิบัตรการผลิตของรถถังหลัก T-90S ซึ่งเป็นรุ่นที่พัฒนามาจากรถถังหลัก T-72S ที่พวกเขา(อิหร่าน)มีขีดความสามารถในการผลิตอยู่" นาย Zharich กล่าว
อิหร่านได้มีการการซื้อสิทธิบัตรการผลิตรถถังหลัก T-72S เองภายในประเทศจากรัสเซียในช่วงปี 1993-2001 เป็นจำนวนหลายร้อยคัน

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 2กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ผู้บัญชาการกองทัพบกอิหร่าน พลจัตวา Ahmad Reza Pourdatan ได้กล่าวว่า อิหร่านไม่ต้องการจะจัดซื้อรถถังหลัก T-90 จากรัสเซีย แต่จะดำเนินการเพื่อจะจัดตั้งสายการผลิตรถถังที่มีสมรรถนะเช่นเดียวกันนี้ภายในประเทศอิหร่าน
ซึ่งอิหร่านมีองค์ความรู้ด้าน Technology รถถังหลักสูงพอที่จะดำเนินการพัฒนาได้ด้วยตนเอง เช่นการพัฒนารถถังหลักตระกูล Zulfiqar ที่อิหร่านพัฒนาเองมาอย่างน้อยสามรุ่นแล้วครับ

วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

วันทหารผ่านศึก ๒๕๕๙


หน่วยเฉพาะกิจ ฉก.๗๑๗ (Task Force 717) จากนวนิยายเรื่อง "คีตะคีรีมิรู้จบ แนวรบตะวันตกไม่เคยสิ้นสุด"
https://writer.dek-d.com/dek-d/writer/view.php?id=1434167

วันอังคารที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

อิสราเอลเปิดตัวรถหุ้มเกราะสายพาน Namer ที่ติดตั้งระบบป้องกันเชิงรุก Trophy

Israel rolls out Trophy protection on new Namers
The Israeli MoD released the first photos of the Trophy HV fitted to a Namer on 28 January. Source: Israeli MoD
The Trophy system fitted to the Namer appears to have a new drop-down cover over its hard-kill countermeasures dispenser. (Israeli MoD)
http://www.janes.com/article/57558/israel-rolls-out-trophy-protection-on-new-namers

กองบริหารงานรถถังหลัก Merkava กระทรวงกลาโหมอิสราเอลเปิดเผยข้อมูลเมื่อวันที่ 28 มกราคมที่ผ่านมาถึงความสำเร็จในการติดตั้งระบบป้องกันเชิงรุก(Active Protection System) แบบ Rafael Trophy HV บนรถหุ้มเกราะสายพานลำเลียงพล Namer
"ในสัปดาห์นี้เราประสบความสำเร็จในการบูรณาการและปรับแต่งระบบ Trophy เข้ากับรถเกราะ Namer เราจะรับนโยบายของกระทรวงกลาโหมโดยการติดตั้งระบบนี้กับรถเกราะ Namer ทุกคันในสายการผลิต ซึ่งนี่เป็นระบบป้องกันเชิงรุกแบบเดียวในโลกที่มีการใช้งานจริง"
พลจัตวา Baruch Matzliach ผู้อำนวยการกองบริหารงานรถถังหลัก Merkava กล่าว อย่างไรก็ตามยังไม่มีการออกแผนระยะนี้ว่าจะมีการติดตั้งระบบ Trophy บนรถเกราะ Namer ที่มีอยู่ในตอนนี้
ทั้งนี้รถหุ้มเกราะสายพานลำเลียงพล Namer เป็นรถรบที่พัฒนามาจากแคร่รถฐานของรถถังหลัก Merkava มีกำลังพลประจำรถ 3นาย(ผู้บังคับการรถ พลขับ พลยิง) บรรทุกทหารไปกับรถได้ 9นาย มีป้อมปืน Remote Weapon Station ติดปืนกลหนัก M2 .50cal เป็นอาวุธป้องกันตัว

การทดสอบการใช้งานจริงภาคสนามของรถเกราะสายพาน Namer ที่ติดตั้งระบบ Trophy APS มีขึ้นในปี 2015 ที่ศูนย์ฝึกกองทัพน้อยยานเกราะทางตอนใต้ของอิสราเอล ซึ่งการทดสอบระบบป้องกันประสบความสำเร็จด้วยดี
ทางเจ้าหน้าที่กลาโหมอิสราเอลให้ข้อมูลว่าภายในช่วงหลายเดือนต่อจากนี้จะมีการอบรบหลักสูตรระยะสั้นให้กับทหารในกองทัพอิสราเอลเพื่อให้มีความชำนาญในการใช้งานระบบ
ซึ่งระบบป้องกันเชิงรุก Trophy สามารถตรวจจับและติดตามจรวดหรืออาวุธปล่อยนำวิถีที่ถูกยิงเข้าโจมตีรถและทำการยิงกระสุนระเบิดจำนวนมากเข้าทำลายภัยคุกคามดังกล่าวได้
โดยที่ผ่านมารถถังหลัก Merkava IV ที่ติดตั้งระบบ Trophy APS ได้ถูกนำไปใช้ปฏิบัติการรบจริงในยุทธการ Protective Edge ปี 2014 ในการรบกับกลุ่มติดอาวุธที่ฉนวน Gaza มาแล้วครับ

วันจันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ความคืบหน้าโครงการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพไทยในปี ๒๕๕๙-๑

มาติดตามความคืบหน้าของโครงการจัดหายุทโธปกรณ์ของกองทัพไทยประจำปีงบประมาณ ๒๕๕๙ ในเดือนมกราคม ๒๕๕๙ บางส่วนครับ

New contract for Royal Thai Navy Offshore Patrol Vessel
We have signed a new contract with Bangkok Dock to assist in the licensed construction of a second 90 metre Offshore Patrol Vessel for the Royal Thai Navy.
http://www.baesystems.com/en/article/new-contract-for-royal-thai-navy-offshore-patrol-vessel

ในส่วนกองทัพเรือไทย BAE Systems สหราชอาณาจักรได้แถลงข่าวการลงนามสัญญาร่วมกับบริษัทอู่กรุงเทพ Bangkok Dock ในการช่วยเหลือทาง Technic สำหรับการก่อสร้างเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งขนาด 90m ชุด ร.ล.กระบี่ ลำที่๒
ซึ่งบริษัทอู่กรุงเทพได้ซื้อสิทธิบัตรแบบเรือจาก BAE Sytems Maritime-Naval Ships (BVT Surface Ships เดิม)

http://www.supplyonline.navy.mi.th/pdf2/16631.pdf
ถ้าดูจากรายละเอียดที่ลงใน Website ศูนย์ข้อมูลจัดซื้อ จัดจ้าง สอบราคา ประกวดราคา ของกองทัพเรือ เกี่ยวกับโครงการจัดหาในส่วนของสำนักงานจัดหายุทโธปกรณ์ทหารเรือ สยป.ทร.นั้น
มีเอกสารโครงการจัดหาเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง (ชุด ร.ล.กระบี่ ลำที่๒) วงเงินงบประมาณรวม ๒,๖๕๐ล้านบาท ดำเนินงานช่วงปีงบประมาณ ๒๕๕๙-๒๕๖๑ ซึ่งมีรายละเอียดโครงการจัดซื้อย่อย ๕รายการ ได้แก่
๑.การจัดซื้อระบบควบคุมบังคับบัญชาการและตรวจการณ์ ๑,๔๐๐ล้านบาท
๒.การจัดซื้อระบบอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้น (ยังไม่ทราบข้อมูลแบบที่เลือก) ๓๖๐ล้านบาท
๓.การจัดซื้อระบบปืนหลัก (น่าจะเป็น ปืนใหญ่เรือ OTO Melara 76/62) ๓๗๐ล้านบาท
๔.การจัดซื้อปืนรอง (น่าจะเป็น ปืนใหญ่กล MSI DS30MR 30mm) ๑๕๐ล้านบาท
๕.การบริหารโครงการและการฝึกอบรมหลักสูตรต่างๆ รวมทั้งการดำเนินการอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ๓๗๐ล้านบาท

ตรงนี้ก็ค่อนข้างจะเป็นไปตามข้อมูลเอกสารที่เคยมีภาพหลุดออกมาเผยแพร่ในปีที่แล้วครับว่า เรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชุด ร.ล.กระบี่ ลำที่๒นี้จะมีความก้าวหน้าด้านแบบแผนกว่า ร.ล.กระบี่ ที่เข้าประจำการตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๕๖(2013) แล้วมาก
คือมีลานจอดและโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์ท้ายเรือ และมีการติดตั้งระบบอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำ นับว่าเป็นแบบแผนเรือที่ก้าวหน้ามากที่สุดของแบบเรือ BAE Systems 90m OPV(Offshore Patrol Vessels)
ถ้าเทียบเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชั้น River ของกองทัพเรือสหราชอาณาจักร และเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชั้น Amazonas ของกองทัพเรือบราซิล ที่ติดตั้งอาวุธเบากว่าเรือ ตกก.ชุด ร.ล.กระบี่มากคือมีแต่ปืนใหญ่กลเป็นอาวุธหลัก

กำลังเรือรบในสังกัดกองเรือตรวจอ่าวนั้นในอนาคตอันใกล้ก็จำเป็นต้องมีการจัดหาเรือรบใหม่มาทดแทนเรือเก่าที่จะต้องปลดประจำการไปจำนวนหนึ่ง
เช่น เรือเร็วโจมตีติดอาวุธปล่อยนำวิถีชุด ร.ล.ปราบปรปักษ์ ซึ่งถููกถอดอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำ Gabriel ที่หมดอายุการใช้งานไปสิบกว่าปีแล้วและตัวเรือก็มีอายุมากคือ ๔๐ปีแล้ว
ตรงนี้เข้าใจว่าในอนาคตกองทัพเรือจะเริ่มทยอยจัดหาเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งเพิ่มเติมและปรับปรุงเรือ ตกก.ที่ประจำการอยู่เช่น ชุด ร.ล.ปัตตานี ให้มีขีดความสามารถในการใช้อาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำมาทดแทนเรือเร็วโจมตีอาวุธนำวิถี และเรือเร็วโจมตีปืน
เพราะเรือ ตกก.นั้นมีความอ่อนตัวในการใช้งานมากว่าเรือ รจอ.และเรือ รจป.ซึ่งตัวเรือมีขนาดเล็กไม่มีความทนทะเลมากซึ่งค่อนข้างล้าสมัยต่อหลักนิยมในการใช้กำลังทางทะเลของกองทัพเรือในปัจจุบันแล้ว


ทั้งนี้ตามรายงานของงานแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ Defense & Security 2015 เมื่อปีที่แล้วนั้น ทาง Thales สนใจที่จะเสนอการปรับปรุงระบบเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชุด ร.ล.ปัตตานี
และมีข้อมูลว่ากองทัพเรือไทยสนใจแบบเรือคอร์เวต BAE Sytems 99m Corvettes อย่างชั้น Khareef ของกองทัพเรือโอมาน
ซึ่งกองทัพเรืออาจจะสนใจนำมาทดแทนเรือเก่าที่ประจำการมานานในกองเรือฟริเกตที่๑ เช่น เรือฟริเกต ชุด ร.ล.ตาปี และชุด ร.ล.มกุฎราชกุมาร และเรือคอร์เวต ชุด ร.ล.รัตนโกสินทร์ ในอนาคตครับ

Aerostar Tactical Unmanned Aerial System

http://www.dae.mi.th/auction/egpdae/procurement/special/3%20UAVs.pdf
ในส่วนของกองทัพอากาศไทย มีรายงานเอกสารโครงการจัดซื้ออากาศยานไร้คนขับ จำนวน ๑ระบบ (UAV ๓เครื่อง) ของกรมช่างอากาศ วงเงิน ๔๐ล้านบาท กับบริษัท Aeronautics Ltd. อิสราเอล
ปัจจุบัน ฝูงบิน๔๐๔ กองบิน๔ ซึ่งเป็นฝูงบิน UAV ของกองทัพอากาศไทยมี UAV แบบ Aerostar ประจำการอยู่ราว ๕เครื่อง
และได้มีการรายงานเอกสารการจัดผลิตอากาศยานไร้นักบินต้นยุทธวิธีขนาดกลาง บร.ทอ.๑ Tiger Shark II จำนวน ๑๗เครื่อง วงเงิน ๕๗๙,๗๐๔,๖๐๐บาท ของ ศูนย์วิจัยพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีการบินและอวกาศกองทัพอากาศ
ตรงนี้ไม่แน่ใจว่า UAV ๑ระบบ ๓เครื่องที่กรมช่างอากาศจะจัดหานั้นเป็นการจัดหา UAV แบบ Aerostar เพิ่ม หรือเป็น UAV แบบอื่น โดยไม่แน่ใจว่าที่กรมช่างอากาศจะจัดหามาจำนวนเท่านี้เพื่อจะใช้การศึกษาประเมินค่าเพื่อการวิจัยพัฒนาหรือนำไปใช้งานอย่างอื่นครับ

Mi-28 Russian Air Force (wikipedia.org)

ในส่วนของกองทัพบกไทยอีกข่าวหนึ่งที่มีกระแสออกมาคือกรณีที่กองทัพบกไทยอาจจะสนใจเฮลิคอปเตอร์โจมตีแบบ Mil Mi-28 (NATO กำหนดรหัส Havoc) จากรัสเซีย
เพื่อทดแทน ฮ.จ.๑ AH-1F Cobra ที่ประจำการในกองบินปีกหมุนที่๓ ศูนย์การบินทหารบก จำนวน ๗เครื่อง
แต่โดยความเห็นส่วนตัวแล้วมองว่าโอกาสความเป็นไปได้ในกรณีนี้อาจจะไม่ได้มีมากนักก็ได้ครับ 

เพราะช่วงหลายปีหลังมานี้กองทัพบกยังใช้วิธีการจัดหาอากาศยานมาใช้งานแบบสั่งจัดหาเป็นชุดจำนวนไม่มากนั้น จะเห็นได้จากตามที่รายงานไปทั้งการจัดหา เช่น
เฮลิคอปเตอร์ลาดตระเวนติดอาวุธ ฮ.ลว./อว.๕๕๐ AS550 C3, เฮลิคอปเตอร์ลำเลียงใช้งานทั่วไป ฮ.ท.๗๒ UH-72A, ฮ.ท.๖๐ UH-60M, ฮ.ท.๑๓๙ AW139, H145 และ ฮ.ท.๑๗ Mi-17V5 เป็นต้นนั้น
ที่กล่าวมาในข้างต้นไม่มีอากาศยานแบบใดที่จัดหามาในชุดโครงการหนึ่งเกิน ๑๐เครื่องขึ้นไป  ซึ่งในความจำเป็นทางการใช้งานแล้วกองทัพบกยังมีความต้องการจัดหาเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงใช้งานทั่วไปใหม่ทดแทน ฮ.เก่าที่ใกล้จะหมดอายุใช้งานอีกหลายแบบครับ
ทั้ง ฮ.ท.๑ UH-1H, ฮ.ท.๒๐๖ Bell 206A และ ฮ.ล.๔๗ CH-47D ที่จำเป็นต้องมีการพิจารณาแบบเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงหนักแบบใหม่มาแทนในอนาคต ซึ่งเฮลิคอปเตอร์เหล่านี้มีความจำเป็นในการจัดหามาใช้งานมากกว่าเฮลิคอปเตอร์โจมตีมาก

AH-1F EDA Royal Thai Army

ถึงแม้ว่ากองทัพบกจะจัดหา ฮ.จ.๑ AH-1F ๔เครื่องแรกตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๓๔(1991) และจัดหา AH-1F EDA เพิ่มเติมในปี พ.ศ.๒๕๕๕(2012) ๔เครื่องซึ่งเป็นเครื่องที่ผ่านการใช้มาแล้วก็ตาม
แต่ว่าด้วยเหตุผลด้านความเหมาะสมด้านงบประมาณ กองทัพบกอาจจะยังคงจำเป็นต้องประจำการ ฮ.จ.๑ AH-1F ต่อไปอีกสักระยะ เพราะการจะจัดหาเฮลิคอปเตอร์โจมตีใหม่นั้นไม่ว่าจะเป็นของสหรัฐฯ ยุโรปตะวันตก หรือรัสเซียก็ต้องใช้งบประมาณสูงทั้งนั้น
อย่างเช่นเฮลิคอปเตอร์โจมตีแบบ AH-64A Apache นั้นเคยอ่านบทความมาว่านักบิน ฮ.ของกองทัพบกแสดงความเห็นส่วนตัวว่ามีราคาแพงกว่า ฮ.จ.๑ AH-1F แต่ไม่ได้มีขีดความสามารถการรบต่างกันอย่างเด่นชัดนัก
หรือในกรณีของ ฮ.โจมตี AH-64E Block III Apache Guardian รุ่นล่าสุดที่ปรับปรุงระบบล้ำยุคหลายอย่าง เช่น กล้องตรวจจับที่แสดงภาพสีในเวลากลางคืนได้ ก็มีราคาที่แพงมากๆ จนกองทัพบกไม่น่าจะมีงบประมาณมากพอที่จะเลือกจัดหา
จะเห็นได้จากที่ยังมีโครงการจัดหายุทโธปกรณ์หลายโครงการที่ถูกระงับหรือชะลอไปเพราะไม่มีงบประมาณ เช่นโครงการอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้รถถังทดแทน M47 Dragon ที่มีข่าวเลือก Spike MR แต่ก็ยังไม่มีการจัดหาเพราะไม่มี งป.เป็นต้น

แต่นั้นก็ไม่ได้หมายความว่าเฮลิคอปเตอร์โจมตีรัสเซียอย่าง Mi-28 จะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าเสมอไปถ้ามองด้านราคาต่อประสิทธิภาพอย่างที่กองทัพบกไทยได้จัดหา ฮ.ท.๑๗ Mi-17V5 เข้าประจำการใน กองบินสนับสนุนทั่วไป ศูนย์การบินทหารบก จำนวน ๕เครื่องแล้ว
เพราะต้องคำนึงด้วยว่าในส่วนอากาศยานติดอาวุธที่มีประจำการในกองทัพบกตั้งแต่อดีตปัจจุบัน เช่น ฮ.ท.๑ UH-1H Huey Gunship, ฮ.จ.๑ AH-1F Cobra และ ฮ.ลว./อว.๕๕๐ AS550 C3 นั้นระบบอาวุธพื้นฐานบางส่วนสามารถใช้งานร่วมกันได้ตามมาตรฐาน NATO
เช่น ปืนกล M60D และ M134 Minigun ที่ติดกับ Huey Gunship ใช้กระสุนขนาด 7.62x51mm NATO ร่วมกับปืนกล FN MAG ที่ติดกับ AS550 C3 
รวมถึงกระสุนกระเปาะปืนกลหนัก FN HMP400 ขนาด .50cal (12.7x99mm) ที่ติดกับ AS550 C3 และปืนใหญ่อากาศสามลำกล้องหมุน M197 ขนาด 20x102mm ของ AH-1F ก็เป็นกระสุนมาตรฐานที่ใช้งานกองทัพบกมานาน  
เช่นเดียวกับจรวดอากาศสู่พื้นขนาด 2.75" FFAR (Hydra 70mm) ที่ติดกับกระเปาะจรวด M260 ความจุ 7นัดที่ติดกับ Huey Gunship และ M261 ความจุ 19นัด ที่ติดกับ AH-1F นั้นก็เป็นมาตรฐานเดียวกับที่ใช้กับกระเปาะจรวด FZ220 หรือ FZ223 ความจุ 7นัดของ AS550 C3 ด้วย

Mil Mi-28 weapons load 16 Ataka anti-tank missiles and 40 S-8 rockets(wikipedia.org)

ขณะที่ระบบอาวุธที่ติดตั้งใช้กับ ฮ.โจมตี Mi-28 นั้นเรียกได้ว่าแทบจะต้องจัดหาใหม่ทั้งหมด อาจจะยกเว้นกระสุนปืนใหญ่อากาศ 2A42 ขนาด 30x165mm ที่ใช้กระสุนขนาดเดียวกับปืนใหญ่กล ZTM-1 ของรถเกราะล้อยาง BTR-3E1 
นอกนั้นต้องจัดหาใหม่ทั้งจรวดอากาศสู่พื้น S-8 ขนาด 80mm และ S-13 ขนาด 122mm, อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นต่อสู้รถถัง 9M120M Ataka และส่วนอุปกรณ์สนับสนุนการปรนนัติบัติซ่อมบำรุงอื่นๆเป็นต้น
ตรงนี้มองว่ากองทัพไทยนั้นดูจะไม่เหมาะกับการใช้กำลังอากาศยานรบที่มีความแตกต่างด้านระบบอาวุธกันโดยสิ้นเชิงสองค่ายขึ้นไปในกองทัพนัก เพราะมีความสิ้นเปลืองสูงส่งผลต่อสภาพความพร้อมรบในภาพรวมเช่นเดียวกับที่เห็นในหลายประเทศเพื่อนบ้าน ASEAN
แต่ไม่แน่ว่าหลังจากที่กองทัพบกไทยจัดหาระบบอาวุธจากรัสเซีย-ยูเครนมากขึ้น เฮลิคอปเตอร์โจมตี Mi-28 อาจจะเป็นตัวเลือกที่จะต้องจับตาว่าอาจจะมีการจัดหาจริงในอนาคตก็ได้ครับ 


ช่วงวันที่ ๒๕-๒๘ มกราคม ที่ผ่านมา พลเอก ธีรชัย นาควานิช และคณะนายทหารได้ทำการเยี่ยมเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนตามคำเชิญของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน
ซึ่งนอกจากการเข้าพบรัฐมนตรีกลาโหมจีนและนายทหารระดับสูงของกองทัพปลดปล่อยประชาชนแล้ว ยังมีการเยี่ยมชมส่วนอุตสาหกรรมยุทโธปกรณ์ของจีนด้วย
แต่อย่างไรก็ตามในแง่ความคืบหน้าการจัดหาอาวุธจากจีนในส่วนของกองทัพบก เช่น การพิจารณาแบบรถถังหลัก VT4 (MBT-3000) นั้นยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติมในขณะนี้ 
ซึ่งก็คงต้องติดตามข่าวการเยือนของผู้นำรัฐบาล กองทัพ และกระทรวงกลาโหมของไทยกับประเทศอื่นภายในปีนี้ เช่นกับรัสเซียที่มีการพิจารณาแบบรถถังหลัก T-90 ด้วย

อย่างไรก็ตามเท่าที่ได้กระแสข่าวมาล่าสุดเรื่องการพิจารณาแบบรถถังหลักใหม่นั้น ดูเหมือนว่ารถถังหลักจากจีนจะมีโอกาสสูงครับ แต่นั่นก็ขึ้นอยู่กับว่ากองทัพบกจะได้รับงบประมาณสำหรับการจัดหารถถังหลักใหม่หรือไม่ในวงเงินเท่าไร
และแม้ว่าสายการผลิตของรถถังหลัก Oplot-T จะล่าช้าไม่เป็นไปตามที่วางแผนมาไว้ ซึ่งโรงงาน Malyshev ที่เป็นผู้สร้างรถถังหลัก Oplot จะเปลี่ยนผู้อำนวยการโรงงานมาแล้ว4-5คนภายในเวลไม่ถึง2ปี
แต่ทางกองทัพบกไทยดูจะยังไม่มีแผนที่จะยกเลิกโครงการจัดหารถถังหลัก Oplot ครับ