วันอังคารที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2559

อินโดนีเซียกำลังเจรจาราคาเครื่องบินขับไล่ Su-35 รัสเซีย และหน่วยบินกองเรือทะเลดำได้รับมอบเครื่องบินขับไล่ Su-30SM

Indonesia reportedly negotiating price of Russian Su-35 fighters
The Sukhoi Su-35 in flight testing. Source: Sukhoi
http://www.janes.com/article/66155/indonesia-reportedly-negotiating-price-of-russian-su-35-fighters

รัฐมนตรีกลาโหมอินโดนีเซีย Ryamizard Ryacudu ยืนยันว่าอินโดนีเซียและรัสเซียกำลังอยู่ระหว่างการเจรจาจัดหาเครื่องบินขับไล่พหุภารกิจ Sukhoi Su-35(NATO กำหนดรหัส Flanker-E) สำหรับกองทัพอากาศอินโดนีเซีย(TNI-AU: Tentara Nasional Indonesia-Angkatan Udara)
ในความเห็นของสำนักข่าวรัฐบาลอินโดนีเซีย Antara เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม รัฐมนตรีกลาโหม Ryacudu กล่าว่าราคาของเครื่องเป็นสิ่งทำให้เกิดข้อสะดุดสำหรับการจัดหา Su-35 ขั้นต้นจำนวน 8เครื่อง "รอสักครู่(เรา)ยังคงต่อรอง(ราคา)อยู่"

นาย Ryacudu กล่าวเพิ่มว่าเช่นเดียวกันกับราคาอินโดนีเซียจะยังกดดันรัสเซียในเรื่องการถ่ายทอด Technology และสายการผลิตในประเทศด้วย "สำหรับตอนนี้(เรามีแผนจะซื้อ)เพียง 8เครื่อง และการเจรจากำลังดำเนินการอยู่" เขากล่าว
รายละเอียดเกี่ยวกับโครงการเปิดสายการผลิต Su-35 ในอินโดนีเซียนั้นยังไม่เป็นที่เปิดเผย แต่ดูแล้วไม่น่าจะเป็นในส่วนการผลิตหรือประกอบอากาศยานทั้งเครื่องเว้นแต่อินโดนีเซียจะจัดซื้อเครื่องในจำนวนมาก
การผลิตชิ้นส่วนประกอบภายในประเทศและการสนับสนุนนดูเหมือนจะเป็นความร่วมมือในขั้นต้น

ในปี 2015 รัฐมนตรี Ryacudu กล่าวว่ากระทรวงกลาโหมอินโดนีเซียได้เลือก Su-35 เพื่อทดแทนเครื่องบินขับไล่ Northrop F-5E Tiger II สหรัฐฯที่เข้าประจำการในกองทัพอากาศอินโดนีเซียตั้งแต่ 1980 และคาดว่าจะปลดประจำการในราวสิ้นทศวรรษนี้
การสรุปเหตุผลก่อนหน้านี้ในการเลือก Su-35 นาย Ryacudu กล่าวว่ากองทัพอากาศอินโดนีเซียมีความ 'คุ้นเคย' กับการปฏิบัติการกับเครื่องบินขับไล่รัสเซียอยู่แล้ว
โดยกองทัพอากาศอินโดนีเซียมีเครื่องบินขับไล่ Su-27SK(NATO กำหนดรหัส Flanker) 5เครื่อง และ Su-30MK2(NATO กำหนดรหัส Flanker-C)  11เครื่อง รวม 16เครื่อง ซึ่งเริ่มจัดจัดตั้งแต่ 10กว่าปีมาแล้ว

อากาศยานและยุทโธปกรณ์ทางทหารอื่นๆส่วนใหญ่ถูกจัดหามาภายใต้การให้กู้ยืมเพื่อช่วยเหลืออินโดนีเซียในระยาวโดยรัฐบาลรัสเซีย ซึ่งนั้นทำให้ดูเหมือนว่ากลไกด้านเงินทุนในการสนับสนุนการจัดซื้อ Su-35 ของอินโดนีเซียจะเป็นในรูปแบบเดียวกัน
ในท้ายสุด Tubagus Hasanuddin รองประธานคณะกรรมาธิการกลาโหมสภาผู้แทนราษฎรอินโดนีเซียได้ยืนยันเมื่อเดือนกันยายน 2015 ว่ารัฐบาลอินโดนีเซียจะหารือกับรัฐบาลรัสเซียในการกู้ยืนเงินด้านกลาโหมวงเงิน $3 billion ครับ

Black Sea Fleet’s aviation group in Crimea gets new Sukhoi-30 SM fighters
Sukhoi-30SM fighter jet
The planes have already arrived at their permanent base
http://tass.com/defense/918687

Vyacheslav Trukhachyov เลขาธิการกองประสัมพันธ์ กองเรือทะเลดำ กองทัพเรือรัสเซียกล่าวเมื่อวันที่ 12 ธันวาคมว่าเครื่องบินขับไล่ Sukhoi Su-30SM ได้ถูกส่งมอบให้กลุ่มบินกองเรือทะเลดำแล้ว โดยเครื่องได้เดินทางมายังฐานที่ตั้งถาวรใน Saki ที่ Crimea แล้ว
"เครื่องเหล่านี้ถูกผลิตโดยโรงงานอากาศยาน Irkutsk และส่งมอบให้กองเรือทะเลดำภายใต้โครงการปรับปรุงกลุ่มบิน เมื่อเสร็จสิ้นเที่ยวบินระยะยาวเครื่องจะประจำการในกรมบินจู่โจมอิสระของกองเรือทะเลดำ" Trukhachyov กล่าว
ก่อนหน้านี้นักบิน Su-30SM ได้ดำเนินการฝึกที่ศูนย์ฝึกอากาศยานที่ Yeisk แล้ว โดย Su-30SM เป็นเครื่องบินขับไล่พหุภารกิจยุคที่ 4++ ที่มีสมรรถนะความคล่องตัวสูง ซึ่งกองเรือทะเลดำมี Su-30SM ประจำการตั้งแต่ปี 2015 แล้วครับ

วันจันทร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2559

กองทัพบกรัสเซียมองแผนการปรับปรุงรถถังหลัก T-72 และ T-90 ด้วยระบบของ T-14 Armata

Russian Army eyes MBT upgrades
A Russian T-72BV MBT fitted with ERA. The installation of a new computer and automatic target tracker will enhance the capabilities of the T-72. Source: INA
http://www.janes.com/article/66105/russian-army-eyes-mbt-upgrades

กองทัพบกรัสเซียอาจมีแผนปรับปรุงกำลังส่วนหนึ่งของรถถังหลัก T-72 และรถถังหลัก T-90 ด้วยระบบติดตามเป้าหมายอัตโนมัติ(ATT: Automatic Target Tracker) และคอมพิวเตอร์ควบคุมการยิง(FCC: Fire Control Computer) รุ่นใหม่ล่าสุด
ที่นำมาจากระบบที่ติดตั้งในรถถังหลัก T-14 Armata รุ่นใหม่ล่าสุดซึ่งขณะนี้ได้กำลังเข้าสู่การเปิดสายการผลิตที่โรงงาน UralVagonZavod ใน Nizhny Tagil แล้ว
การติดตั้งระบบ ATT และ FCC จาก ถ.หลัก T-14 Armata จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการยิงถูกเป้าหมายภายในนัดแรกของ ถ.หลัก T-72 และ ถ.หลัก T-90 ภายใต้สภาวะสนามรบที่เลวร้ายเพื่อลดภาระของพลยิง
เมื่อ Lock เป้าระบบ ATT จะคงการติดตามเป้าหมายและให้ปืนใหญ่รถถังลำกล้องเรียบขนาด 125mm เล็งไปยังเป้าพร้อมกับประมวลผลข้อมูลที่ได้รับจากระบบตรวจับ เช่น ความเร็วและทิศทางของระบบ, สถานะของปืน และสภาพอากาศ โดยพลยิงจะตัดสินใจยิงเมื่อต้องการโจมตีเป้าหมาย

รถถังหลัก T-72B3 และรถถังหลัก T-90 เป็นรุ่นที่ถูกเลือกสำหรับการปรับปรุง ซึ่งรถถังหลักเหล่านี้ได้รับการติดตั้งระบบควบคุมการยิง(FCS: Fire Control Systems) แบบ Kalina อยู่แล้ว โดย Kalina FCS รุ่นล่าสุดนั้นถูกติดตั้งในรถถังหลัก T-14 Armata
ถ.หลัก T-72B3 ได้ถูกนำไปวางกำลังปฏิบัติการในพื้นที่ชายแดนรัสเซีย-ยูเครนตั้งแต่การผนวก Crimea และแทรกแซงสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธแบ่งแยกดินแดนในภาค Donbass ยูเครนโดยรัสเซียเมื่อปี 2014 ซึ่งเป็นการแสดงขีดความสามารถด้านการอยู่รอดในสนามรบระดับสูง
โดย T-72B3 ติดตั้งเกราะปฏิกิริยาแรงระเบิด(ERA: Explosive Reactive Armour) แบบ Kontakt-5 ซึ่งป้องกันตัวรถจากการถูกยิงด้วยอาวุธปล่อยนำวิถีและจรวดติดหัวรบระเบิดแรงสูงต่อสู้รถถัง(HEAT: High-Explosive Anti-Tank) และกระสุนพลังงานจลน์
ส่วนรถถังหลัก T-90A นั้นก็มีการพบเห็นว่าถูกนำไปใช้ในปฏิบัติการที่ซีเรีย ซึ่งรัสเซียได้สนับสนุนอาวุธและกำลังรบของตนให้รัฐบาลซีเรียในการต่อต้านกลุ่มติดอาวุธก่อการร้าย ซึ่ง ถ.หลัก T-90A ก็ได้พิสูจน์ความอยู่รอดของรถจากการถูกยิงด้วยอาวุธต่อสู้รถถังในซีเรียหลายครั้ง

การตัดสินใจปรับปรุงขีดความสามารถของกำลังรถถังหลักที่มีอยู่ให้สูงขึ้นนั้นแสดงให้เห็นว่ารัสเซียไม่ได้มีแผนที่จะแทนที่ ถ.หลัก T-72 และ T-90 ด้วย ถ.หลัก T-14 Armata ในอัตราส่วนหนึ่งต่อหนึ่งในระยะเวลาอันใกล้
ทั้งนี้รัสเซียเพิ่งจะตัดสินใจปรับปรุงกำลังส่วนหนึ่งของรถถังหลัก T-80BV ซึ่งใช้เครื่องยนต์ Gas Turbine(T-72 และ T-90 ใช้เครื่องยนต์ดีเซล) เพื่อยืดอายุการใช้งานออกไป โดยรถถังหลัก T-80BV คันแรกที่ได้รับการปรับปรุงจากโรงงาน Omsk ของ UralVagonZavod จะส่งมอบในปี 2017
ทำให้กองทัพบกรัสเซียจะมีรถถังหลัก T-72, T-80 และ T-90 ประจำการต่อไปควบคู่กับ T-14 ที่จะมีการนำเข้าประจำการในอนาคต โดยจะคงกำลังรบที่มีรถถังหลักหลายแบบประจำการผสมกันต่อไปครับ

วันเสาร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ภาพเปิดเผยเฮลิคอปเตอร์ AW149 กองทัพบกไทยทำการบิน

EXCLUSIVE – Royal Thai Army buys AW149 and six AW139s
Photos strictly Copyright 2016 Marco Bianchi and reproduced here with permission
http://helihub.com/2016/12/09/exclusive-royal-thai-army-buys-aw149-and-six-aw139s/

มีภาพล่าสุดเปิดเผยออกมาว่าที่โรงงานอากาศยาน AgustaWestland ในเครือบริษัท Leonardo-Finmeccanica ที่อิตาลีได้พบเห็นเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงขนาดกลางแบบ AW149 ที่ทำสีดำทั้งเครื่องพร้อมรหัสทะเบียนอากาศยานก่อนส่งมอบและติดธงชาติไทยชัดเจนที่หางเครื่อง
จึงเป็นที่เข้าใจว่า ฮ.ที่ปรากฎในภาพดังกล่าวน่าจะเป็นเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไปแบบ ฮ.ท.๑๔๙ AgustaWestland AW149 ที่มีรายงานว่ากองทัพบกไทยมีแผนจัดหาจำนวน ๖เครื่องเพื่อเข้าประจำการใน ศูนย์การบินทหารบก ศบบ.ทบ.
ซึ่ง ฮ.ท.๑๔๙ AW149 นี้จะถูกใช้เป็นเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงใช้งานทางยุทธวิธีเช่นเดียวกับ ฮ.ท.๖๐ UH-60L/UH-60M Blackhawk ที่กองทัพบกไทยมีประจำการใน กองพันบินที่๙ กรมบิน ศูนย์การบินทหารบก (กองบินปีกหมุนที่๙(ผสม) เดิม)

ฮ.AW149 นั้นเป็นเฮลิคอปเตอร์รุ่นใช้งานทางทหารที่พัฒนามาจากเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงขนาดกลางแบบ AgustaWestland AW139 รุ่นใช้งานพลเรือนที่มีใช้งานในกองทัพไทยแล้ว
ก่อนหน้านี้กองทัพบกไทยได้หา ฮ.ท.๑๓๙ AW139 จำนวน ๒เครื่องเข้าประจำการใน กองการบิน กรมการขนส่งทหารบก กบบ.ขส.ทบ. ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๕๗(2014) และต่อมาจัดหาเพิ่มเติมอีก ๓เครื่อง รวมเป็น ๕เครื่อง โดยถูกใช้ในภารกิจขนส่งบุคคลสำคัญ
และกองทัพบกไทยได้สั่งจัดหา ฮ.ท.๑๓๙ AW139 ชุดใหม่จำนวน ๖เครื่องจากโรงงาน AgustaWestland สหรัฐฯ วงเงินประมาณ ๒,๘๐๐ล้านบาท เข้าประจำการใน กองพันบินที่๑ ศบบ.ทบ.(กองบินปีกหมุนที่๑ เดิม) ซึ่งเพิ่งจะมีการส่งมอบเครื่องในช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

AgustaWestland AW149 เป็นเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงขนาดกลางสำหรับใช้งานทางทหาร ติดตั้งเครื่องยนต์ Turboshaft แบบ General Electric CT7-2E1 สองเครื่อง กำลังเครื่องละ 1,983HP ทำความเร็วได้สูงสุด 169knots มีความเร็วเดินทาง 155knots พิสัยทำการ 800km
มีนักบินประจำเครื่อง ๒นาย บรรทุกกำลังพลไปกับเครื่องได้สูงสุด ๑๘นาย หรือทหารพร้อมเครื่องสนามทำการรบ ๑๒นาย หรือบรรทุกสัมภาระติดกับสาย Sling นอกตัวเครื่องได้น้ำหนัก 2,720kg
AW149 เปิดตัวครั้งแรกในปี 2006 เครื่องต้นแบบทำการบินครั้งแรกเมื่อ 13 พฤศจิกายน 2009 และมีการเสนอขายแข่งขันในหลายประเทศ โดยเป็นที่เข้าใจว่ากองทัพบกไทยน่าจะเป็นลูกค้ารายแรกของ ฮ.ท.๑๔๙ AW149 ซึ่งคาดว่าน่าจะมีการส่งมอบภายในปี พ.ศ.๒๕๖๐(2017) ครับ

สหรัฐฯอนุมัติความเป็นไปได้ในการขายเฮลิคอปเตอร์ลำเลียง CH-47F ให้ซาอุดิอาระเบีย เฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-64E ให้ UAE

US clears transport and attack helo sales to Middle East
The UAE is to remanufacture 28 of its current AH-64Ds into the latest AH-64E variant (pictured), and will buy a further nine. Source: Boeing

Saudi Arabia is to field a heavy-lift helicopter capability for the first time with the planned procurement of up to 48 Boeing CH-47F Chinooks. (IHS/Patrick Allen)
http://www.janes.com/article/66119/us-clears-transport-and-attack-helo-sales-to-middle-east

รัฐบาลสหรัฐฯอนุมัติความเป็นไปได้ในการขายอาวุธยุทโธปกรณ์หลายรายการให้กับกลุ่มประเทศในตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือเป็นวงเงินรวมมูลค่าราว $7.01 billion ซึ่งการขายยุทโธปกรณ์ทั้งหมดนี้จำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากสภา Congress ก่อน
ตามเอกสารของสำนักงานความร่วมมือด้านความปลอดภัยความมั่นคงสหรัฐฯ (DCSA: Defense Security Cooperation Agency) ที่ประกาศเมื่อวันที่ 8 ธันวาคมที่ผ่านมามีการอนุมัติการความเป็นไปได้ในขายอาวุธยุทโธปกรณ์แก่สี่ประเทศคือ

สหรัฐฯอนุมัติความเป็นไปได้ในการขายเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงหนัก Boeing CH-47F ให้ซาอุดิอาระเบีย 48เครื่อง วงเงินประมาณ $3.51 billion พร้อมส่วนอื่นๆที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย
เครื่องยนต์ Honeywell T55-GA-714A  112เครื่อง(แบ่งเป็นติดตั้งมากับเครื่อง 96เครื่อง และเป็นอะไหล่ 16เครื่อง), ระบบนำร่องดาวเทียม GPS และแรงเฉื่อย INS EGI 116ระบบ, ระบบแจ้งเตือนการถูกยิงด้วยอาวุธปล่อยนำวิถี AN/AAR-57 58ระบบ
ปืนกล M240H 48กระบอก รวมถึงปืนกลลำกล้องหมุน M134D, ระบบส่งลงและถอยตัวของกำลังพลแบบ Fast Rope, ระบบเชื้อเพลิงเพิ่มพิสัยการบิน, เกราะกันกระสุน, อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง อะไหล่ การฝึกอบรม และการสนับสนุน

ฮ.CH-47F 48เครื่องดังกล่าวจะเข้าประจำการในกองบัญชาการการบินกองทัพบกซาอุดิอาระเบีย(RSLFAC: Royal Saudi Land Forces Aviation Command) ซึ่งปัจุบันกองทัพซาอุดิอาระเบียยังไม่มีเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงหนักประจำการ
ซึ่ง CH-47F เป็นเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงหนักตระกูล Chinook รุ่นล่าสุดที่ประจำการในกองทัพบกสหรัฐฯและอีกหลายประเทศทั่วโลก โดย CH-47F ติดตั้งเครื่องยนต์ Honeywell T55-GA-714A สองเครื่องกำลังเครื่องละ 4,733HP
CH-47F สามารถบรรทุกได้หนัก 9,500kg ซึ่งเมื่อติดต้งระบบเชื้อเพลิงเพิ่มพิสัยการบินของ Robertson Aviation จะมีรัศมีทำการปฏิบัติการที่มากกว่า 400nmi

สหรัฐฯอนุมัติความเป็นไปได้ในการขายเฮลิคอปเตอร์โจมตี Boeing AH-64E Apache Guardian ให้สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์(UAE: United Arab Emirates) 37เครื่อง วงเงินประมาณ $3.5 billion
ประกอบด้วยเฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-64E ที่สร้างใหม่จากโรงงาน 9เครื่อง และการปรับปรุงเฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-64D Apache Block II 28เครื่องที่มีประจำการในกองทัพอากาศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์แล้วให้เป็นมาตรฐานรุ่น AH-64E
ซึ่งมีเครื่องยนต์ T700-GE-701D 76เครื่อง(แบ่งเป็นเครื่องยนต์ใหม่ 18เครื่อง ประบปรุงเครื่องยนต์เดิม 56เครื่อง และเป็นอะไหล่ 2เครื่อง), ระบบตรวจับ AN/ASQ-170 Modernized Target Acquisition and Designation Sight และ AN/AAR-11 Modernized Pilot Night Vision Sensors 39ระบบ, Manned-Unmanned Teaming-International(MUMTi) 44ระบบ, อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง อะไหล่ การฝึกอบรม และการสนับสนุน

Morocco requests another batch of TOW missiles
http://www.janes.com/article/66128/morocco-requests-another-batch-of-tow-missiles

สหรัฐฯอนุมัติความเป็นไปได้ในการขายอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้รถถัง BGM-71-4B-RF TOW 2A Radio Frequency(wireless)ให้โมร็อกโกจำนวน 1,200นัด วงเงินประมาณ $108 million
ซึ่งก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2015 สหรัฐฯได้อนุมัติความเป็นไปได้ในการขายอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้รถถัง TOW 2A ประกอบด้วยอาวุธปล่อยนำวิถี BGM-71-4B-RF 600นัด และแท่นยิง M220A2 300ระบบ วงเงินประมาณ $96 million
และสหรัฐฯอนุมัติความเป็นไปได้ในการขายบริการและอุปกรณ์สนับสนุนและเครื่องยนต์อะไหล่สำหรับเครื่องบินลำเลียงหนักทางยุทธศาสตร์ Boeing C-17 ให้กาตาร์ ซึ่งกองทัพอากาศกาตาร์มีเครื่องบินลำเลียง C-17 ประจำการแล้ว 4เครื่อง และกำลังจะได้รับมอบอีก 4เครื่อง รวม 8เครื่อง

โดยในวันที่ 17 พฤศจิกายนที่ผ่านมาสหรัฐฯได้อนุมัติความเป็นไปได้ในการขายเครื่องบินขับไล่ Boeing F-15QA ให้กาตาร์ 72เครื่อง วงเงินประมาณ $21.1 billion
และสหรัฐฯได้อนุมัติความเป็นไปได้ในการขายเครื่องบินขับไล่ Boeing F/A-18E/F Super Hornet ให้คูเวต 40เครื่อง แบ่งเป็น F/A-18E 32เครื่อง และ F/A-18F 8เครื่อง วงเงินประมาณ $10.1 billion ด้วยครับ

วันศุกร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2559

กระทรวงกลาโหมรัสเซียปฏิเสธรายงานสาเหตุการตกของเครื่องบินขับไล่ Su-33 ว่ามาจากความผิดพลาดของนักบิน

Russia’s Defense Ministry rejects reports of pilotage error as cause for Su-33 crash
"The commission continues thorough work and has not made any preliminary conclusions before its probe is over, " the Defense Ministry said in a statement
http://tass.com/defense/917636

กระทรวงกลาโหมรัสเซียปฏิเสธรายงานเมื่อวันที่ 8 ธันวาคมที่รายงานโดยหนังสือพิมพ์ Kommersant ว่า
การสอบสวนสาเหตุเบื้องต้นของอุบัติเหตุเครื่องบินขับไล่ Sukhoi Su-33 ตกทะเลขณะกำลังทำการลงจอดบนเรือบรรทุกเครื่องบิน Admiral Kuznetsov ในทะเล Mediterranean ว่าน่าจะมาจากความผิดพลาดของนักบิน

"ข้อมูลของหนังสือพิมพ์ Kommersant ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นข้อสรุปเบื้องต้นของคณะกรรมการสอบสวนสาเหตุของเครื่องบินขับไล่ Su-33 ตกนั้นไม่มีอะไรที่ตรงกับความเป็นจริงเลย
คณะกรรมการยังคงทำงานอย่างละเอียดและยังไม่ได้ทำข้อสรุปเบื้องต้นใดๆออกมาก่อนที่การสืบสวนจะมีมากกว่านี้ แหล่งที่มาของผู้เขียนข่าวไม่ได้หันไปเป็นตัวแทนทางการของกระทรวงกลาโหมรัสเซียสำหรับข้อมูลผลการทำงานของคณะกรรมการ" แถลงการของกระทรวงกลาโหมรัสเซียกล่าว

ตามที่กระทรวงกลาโหมรัสเซียได้รายงานก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 5 ธันวาคมว่าเครื่องบินขับไล่ Su-33 ตกทะเลขณะกำลังทำการลงจอดบนเรือบรรทุกเครื่องบิน Admiral Kuznetsov ที่ปฏิบัติการทางอากาศต่อเป้าหมายในซีเรียที่ทะเล Mediterranean
โดยนักบินสามารถดีดตัวออกจากเครื่องและได้รับการช่วยเหลือจากชุดค้นหาและกู้ภัยประจำเรือจนปลอดภัยดี ซึ่งกระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุว่าการที่สายลวดหยุดอากาศยานขาดขณะที่เครื่องใช้ตะขอเกี่ยวตอนลงจอดนั้นเป็นสาเหตุการตก

ก่อนหน้านี้ในวันที่ 14 พฤศจิกายน เครื่องบินขับไล่ Mikoyan MiG-29K หรือ MiG-29KR ก็ประสบอุบัติเหตุตกทะเลขณะกำลังทำการลงจอดบนเรือบรรทุกเครื่องบิน Admiral Kuznetsov ในการฝึกบิน ซึ่งนักบินดีดตัวออกและได้รับการช่วยเหลือในทันทีอย่างปลอดภัยเช่นกัน
อย่างไรก็ตามการสูญเสียเครื่องบินขับไล่ประจำเรือบรรทุกเครื่องบินไปทั้งสองแบบในระยะเวลาไม่ถึงเดือนได้แสดงถึงสภาพปัญหาความพร้อมของกำลังอากาศยานของ Admiral Kuznetsov ซึ่งเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินลำเดียวของกองทัพเรือรัสเซีย

โดยประเมินว่ากำลังอากาศรบปีกตึงประจำเรือบรรทุกเครื่องบิน Admiral Kuznetsov จะเหลือเพียงเครื่องบินขับไล่ Su-33 5เครื่อง และเครื่องบินขับไล่ MiG-29KR 4เครื่องเป็นอย่างน้อย ซึ่งมีความพร้อมรบลดลงไปร้อยละ20 นับตั้งแต่หมู่เรือเฉพาะกิจรัสเซียเริ่มการปฏิบัติการ
กำลังทางอากาศบนเรือที่เหลือเป็นอากาศปีกหมุนที่ประกอบไปด้วยเช่น เฮลิคอปเตอร์โจมตี Ka-52K 1เครื่อง, เฮลิคอปเตอร์ลำเลียงจู่โจม Ka-29TB 2เครื่อง, เฮลิคอปเตอร์ค้นหาและกู้ภัยทางทะเล Ka-27PS 2เครื่อง และเฮลิคอปเตอร์แจ้งเตือนทางอากาศ Ka-31 1เครื่องครับ

วันพฤหัสบดีที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2559

รัสเซียจะนำเครื่องบินขับไล่ Su-30SM ประจำการในหน่วยบินกองเรือ Baltic ปี 2017 และสัญหาจัดหาเฮลิคอปเตอร์โจมตี Ka-52 จะมีจนถึงปี 2020

Sukhoi-30SM fighter to join Baltic Fleet’s aviation in 2017
http://russianplanes.net/
The Sukhoi-30SM is the latest configuration of Russia’s multirole heavy fighter Sukhoi-30
http://tass.com/defense/917371

กองประสัมพันธ์กองเรือ Baltic กองทัพเรือรัสเซียให้ข้อมูลเมื่อวันที่ 7 ธันวาคมว่า เครื่องบินขับไล่ Sukhoi Su-30SM รุ่นใหม่ล่าสุดจะเข้าประจำการเป็นส่วนหนึ่งของหน่วยบินอากาศยานกองเรือ Baltic ในปี 2017
โดยกล่าวเพิ่มเติมว่า Su-30SM เครื่องแรกจะลงจอดที่ฐานทัพอากาศ Chernyakhovsk ใกล้ Kaliningrad ในวันที่ 8 ธันวาคมนี้

"อากาศยานแบบเดียวกันเพิ่มเติมจำนวนหนึ่งจะถูกจัดหาสำหรับกลุ่มบินกองเรือ Baltic ภายใต้สัญญากลาโหมรัฐบาลในปี 2017" ข่าวประชาสัมพันธ์แจงรายละเอียด
นักบินจำนวนหนึ่งที่ถูกคัดเลือกให้ทำการบินกับ Su-30SM นั้นได้กำลังทำการฝึกเปลี่ยนแบบที่ศูนย์ฝึกนักบินอากาศนาวีที่ Yeisk พวกเขาคาดว่าจะแบ่งปันทักษะที่เพิ่งได้รับกับผู้ร่วมงานของพวกเขาที่ฐานทัพอากาศเมื่อมีเครื่องมาถึงเพิ่มเติม

Su-30SM เป็นเครื่องบินขับไล่หนักสองที่นั่งสองเครื่องยนต์เอนกประสงค์รุ่นล่าสุดในตระกูล Sukhoi Su-30(เป็นเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 4+ หรือ 4.5)
Su-30SM มีความคล่องตัวทางการบินสูงและติดตั้งระบบตรวจจับสมรรถนะสูงอย่าง Phased Array Radar รวมถึงเครื่องยนต์แบบปรับทิศทางแรงขับได้(Thrust Vector Control) และปีก Canard เพื่อรักษาเสถียรภาพด้านหน้าครับ

Army's contract for Ka-52 'Alligator' helicopters to continue till 2020
Vitaly Timkyv/TASS
The reconnaissance and attack helicopter Ka-52 Alligator is meant for destroying tanks, armored and non-armored vehicles, manpower, helicopters and other aircraft of the enemy
http://tass.com/defense/917306

สัญญาปัจจุบันของบริษัท Russian Helicopters(ในเครือกลุ่มอุตสาหกรรมความมั่นคง Rostec) ในการจัดหาส่งเฮลิคอปเตอร์โจมตี Ka-52 Alligator ให้กับกองทัพรัสเซียจะมีผลไปจนถึงปี 2020
"สำหรับ 6ปีที่ผ่านมางานหลักของเราคือการจัดส่งเฮลิคอปเตอร์ Ka-52 Alligator ตรงตามเวลาภายใต้สัญญาของรัฐบาล ซึ่งยังคงมีผลไปจนถึงปี 2020
การปฏิบัติงานที่ขยันขันแข็งและคืบหน้าของพนักงานแรงงานทั้งหมดในโรงงานดำเนินการยืนยันสถานะของเราในการเป็นผู้จัดส่งที่เชื่อถือได้ของเทคโนโลยีอากาศยานรบที่มีคุณภาพ"
ฝ่ายประสัมพันธ์ของบริษัท Russian Helicopters กล่าวถึงข้อความของผู้อำนวยการจัดการโรงงานอากาศยาน Arsenyev นาย Yuri Denisenko ที่ได้พูดไว้

Russian Helicopters และกระทรวงกลาโหมรัสเซียได้ลงนามจัดหาซึ่งรวมถึงการจัดหาเฮลิคอปเตอร์ Ka-52 สำหรับกองทัพอากาศรัสเซีย และ Ka-52K สำหรับกองทัพเรือรัสเซีย 140เครื่องในปี 2011
เฮลิคอปเตอร์ลาดตระเวนโจมตี Ka-52 Alligator ถูกออกแบบมาสำหรับการทำลายรถถัง, รถหุ้มเกราะและไม่หุ้มเกราะ, กำลังพลทำการรบ, เฮลิคอปเตอร์ และอากาศยานอื่นๆของข้าศึกในแนวหน้าและไกลออกไปในพิสัยทำการทางยุทธวิธีทุกสภาพอากาศและกาลอากาศ
Ka-52 ติดตั้งระบบ Avionic ขั้นก้าวหน้าและระบบอาวุธที่ทรงพลังซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนได้หลายรูปแบบตามภารกิจการรบ
อีกทั้ง Ka-52 ยังอ้างว่ามีคุณสมบัติตรงจจับได้ยากและมีระบบป้องกันทางวิทยุ Electronic ซึ่งหมายความว่าสามารถแยกหรือบิดเบือนร่องรอยความร้อนและเป็นระบบป้องกันเชิงรุกได้ครับ

วันพุธที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2559

กองทัพเรือยูเครนประจำการเรือตรวจการณ์ชั้น Gurza-M 2ลำซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างกำลังรบทางเรือใหม่

Ukraine commissions two new Gurza-M patrol craft as it rebuilds naval combat capability
The Ukrainian navy's two new Gurza-M class riverine patrol boats Akkerman (foreground) and Berdyansk pictured on sea trials. Nine are planned, and up to 18 could be built. (Ukrainian Navy)

An artist's impression of the Centaur assault boat. Sources suggest up to six could be delivered by 2020. Source: State Research & Design Shipbuilding Centre, Ukraine
http://www.janes.com/article/66026/ukraine-commissions-two-new-gurza-m-patrol-craft-as-it-rebuilds-naval-combat-capability


วันที่ 6 ธันวาคมที่ผ่านมากองทัพเรือยูเครนได้ทำพิธีขึ้นระวางประจำการเรือตรวจการณ์ลำน้ำซึ่งมีขีดความสามารถติดอาวุธปล่อยนำวิธีชั้น Project 58155 Gurza-M จำนวน 2ลำ คือ U174 Akkerman และ U175 Berdyansk
ซึ่งการนำเรือตรวจการณ์ชั้น Gurza-M(หรือ Gyurza-M) เข้าประจำการนี้เกิดขึ้นหลังการทดลองเรือเพื่อยอมรับที่ใช้ระยะเวลายาวนานที่ออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาความท้าทายทางเทคนิคบางประการ

การเข้าประจำการของเรือตรวจการณ์ใหม่ที้งสองลำเป็นส่วนของโครงการในวงกว้างของยูเครนเพื่อการสร้างโครงสร้างกำลังรบทางเรือใหม่ ซึ่งยูเครนได้เสียกำลังรบของกองทัพเรือไปเกือบสองในสามหลังจากที่รัสเซียเข้าผนวก Crimea ในเดือนมีนาคมปี 2014
ทำให้กองทัพเรือยูเครนเสีย Sevastopol ซึ่งเคยเป็นที่ตั้งกองบัญชาการฐานทัพเรือหลักร่วมของกองทัพเรือยูเครนและกองเรือทะเลดำกองทัพเรือรัสเซีย โดยมีเรือจำนวนมากของยูเครนที่ถูกยึดหรือแปรพักตร์ไปเข้ากับรัสเซีย ภายหลังกองทัพเรือยูเครนย้ายที่ตั้งกองบัญชาการไป Odessa
กองทัพเรือยูเครนมุ่งหน้าตั้งเป้าไปยังการจัดตั้งสิ่งที่เรียกว่า 'กองเรือรังควาน'(mosquito fleet) ซึ่งประกอบด้วยเรือรบขนาดเล็กและเรือรบขนาดกลาง 30ลำเป็นศูนย์กลางโครงสร้างกำลังทางเรือใหม่ที่ตั้งเป้าภายในปี 2020
แหล่งข้อมูลในยูเครนกล่าวว่าจำนวนกองเรือในปัจจุบันทั้งหมด 40ลำนั้นส่วนใหญ่เป็นเรือช่วยรบ

https://www.youtube.com/watch?v=PdAh91LvgWc
การทดลองเรือตรวจการณ์ชั้น Gurza-M ยูเครนในทะเล

เรือตรวจการณ์ชั้น Project 58155 Gurza-M ออกแบบโดยศูนย์วิจัยและออกแบบการสร้างเรือแห่งรัฐ(State Research and Design Shipbuilding Center)ยูเครนซึ่งมีทั้งตั้งใน Mykolaiv
เรือทั้งสองลำคือ U174 Akkerman และ U175 Berdyansk ถูกสร้างที่อู่ต่อเรือ Leninska Kuznya ใน Kiev โดยเริ่มการสร้างในปี 2012 แม้ว่าจะมีความท้าทายในการระดมทุนก็ตาม ซึ่งนั่นหมายความว่าการสร้างเรือยังไม่เสร็จจนกระทั่งถึงปลายปี 2015
เรือตรวจการณ์ชั้น Gurza-M มีความยาวตัวเรือ 23m ระวางขับน้ำ 56tons ติดอาวุธป้อมปืน BM-5M.01 Katran 2ป้อมที่หัวเรือและท้ายเรือ ประกอบไปด้วยปืนใหญ่กลขนาด 30mm กับปืนกลร่วมแกน 7.62mm และสามารถติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีได้
นอกจากเรือสองลำแรกที่เข้าประจำการแล้วยูเครนกำลังสร้างเรือตรวจการณ์ชั้น Gurza-M เพิ่มอีก 4ลำ และมีอีก 3ลำที่ได้รับการสั่งจัดหา ทำให้กองทัพเรือยูเครนสั่งจัดหาเรือตรวจการณ์ชั้น Gurza-M รวม 9ลำ

ยูเครนยังมีการสร้างเรือระบายพลชั้น Project 58181 Centaur 2ลำความยาว 24.3m ระวางขับน้ำ 54.5tons ติดปืนกล เครื่องยิงลูกระเบิด และเครื่องยิงจรวด บรรทุกกำลังพลได้ 32นาย โดยกำลังสร้างที่อู่ต่อเรือ Leninska Kuznya
แนวคิด 'กองเรือรังควาน' นี้ถูกมองว่าเป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพทางราคาและเวลามากสำหรับการบำรุงรักษาการแสดงกำลังในทะเล ตามที่นาวาเอก Andrii Ryzhenko รองผู้บัญชาการทหารเรือยูเครนเปรียบเทียบกับโครงสร้างกำลังทางเรือดั้งเดิมที่มีจำนวนและขนาดเรือมากกว่าครับ

วันอังคารที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2559

เครื่องบินขับไล่ Su-33 ตกขณะลงจอดบนเรือบรรทุกเครื่องบิน Admiral Kuznetsov โดยหมู่เรือรัสเซียยังมีความพร้อมเพียงพอ

Sukhoi-33 jet crashes while landing on Admiral Kuznetsov carrier
The pilot ejected himself and his life is not in danger, the Russian Defense Ministry said
http://tass.com/defense/916808

ตามแถลงการของกระทรวงกลาโหมมรัสเซียเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม เครื่องบินขับไล่ Sukhoi Su-33 กองทัพเรือรัสเซียเกิดอุบัติเหตุตกในทะเล Mediterranean ขณะกำลังทำการลงจอดบนเรือบรรทุกเครื่องบิน Admiral Kuznetsov เมื่อวันที่ 3 ธันวาคมที่ผ่านมา
"หลังการปฏิบัติภารกิจการรบเหนือน่านฟ้าซีเรีย เครื่องบินขับไล่ไอพ่น Su-33 ไถล่ไปตามทางวิ่งดาดฟ้าบินขณะพยายามลงจอดบนเรือบรรรทุกเครื่องบิน Admiral Kuznetsov การที่สายลวดหยุดเครื่องบินเมื่อตะขอเกี่ยวขณะลงจอดถูกลืมเป็นสาเหตุ" รายงานระบุ(ซึ่งน่าจะหมายถึงสายลวดขาดหรือไม่ทำงานอย่างสมบูรณ์)
นักบิน Su-33 ดีดตัวออกจากเครื่องและได้รับการช่วยเหลือจากชุดค้นหาและกู้ภัยของเรือบรรทุกเครื่องบิน Admiral Kuznetsov ในทันทีโดยตัวนักบินไม่ได้รับอันตรายแต่อย่างใด
ซึ่งอากาศยานที่ปฏิบัติการบนดาดฟ้าบินเรือบรรทุกเครื่องบิน Admiral Kuznetsov ยังดำเนินภารกิจต่อไป ตามแผนการวางกำลังของหมู่เรือเฉพาะกิจกองทัพเรือเซียในทะเล Mediterranean ระยะยาวครับ

Kremlin comments on Su-33 bomber jet crash in Mediterranean
The Kremlin said that the most important thing is that the pilot is safe and sound
http://tass.com/defense/916847

ทางรัฐบาล Kremlin รัสเซียได้มีความเห็นต่อกรณีอุบัติเหตุ Su-33 ตกขณะลงจอดโดยโฆษกประจำสำนักประธานาธิบดีรัสเซีย นาย Dmitry Peskov พิจารณาว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ว่านักบินยังคงมีชีวิตอยู่
"มันเป็นงานทีตึงเครียด, ยาก และกล้าหาญมาก การพูดในประเด็นแรกคือเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่ว่านักบินยังคงมีชีวิตอยู่" นาย Peskov กล่าวเมื่อถูกขอให้แสดงความเห็นต่อกรณีนี้ ซึ่งโฆษกประธานาธิบดีรัสเซียกล่าวว่าวิธีการนี้ควรได้รับการประเมินอย่างแม่นยำ
ก่อนหน้านี้เมื่อ 14 พฤศจิกายนที่ผ่านมาเครื่องบินขับไล่ Mikoyan MiG-29K ก็ได้ประสบอุบัติเหตุตกทะเลขณะกำลังทำการบินลงจอดบนเรือบรรรทุกเครื่องบิน Admiral Kuznetsov โดยนักบินดีดตัวออกได้รับความช่วยเรือจากชุดค้นหาและกู้ภัยอย่างปลอดภัยเช่นกัน
ซึ่งอุบัติเหตุ MiG-29K หรือ MiG-29KR ตกดังกล่าวถูกระบุว่าเป็นความผิดพลาดทางเทคนิคระหว่างทำการฝึกบินครับ

Navy commander: Russia’s aircraft carrier-led group in Mediterranean is self-sufficient
Admiral Kuztetsov aircraft carrier
There have been no problems so far with the Naval group and there will not be any, the commander has assured
http://tass.com/defense/916772

พลเรือเอก Vladimir Korolyov ผู้บัญญาการทหารเรือรัสเซียได้สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์ Rossiya-24 ว่า
หมู่เรือเฉพาะกิจกองทัพเรือรัสเซียในทะเล Mediterranean ซึ่งนำโดยเรือบรรรทุกเครื่องบิน Admiral Kuznetsov มีความพร้อมเต็มที่เพียงพอโดยไม่ต้องการกลับไปรับการส่งกำลังบำรุงที่ท่าเรือแต่อย่างใด
"การเดินทางทั้งหมดของหมู่เรือเรารวมถึง Admiral Kuznetsov ที่เป็นเรือธงมีแผนในแนวทางที่จะนำให้เรือทุกลำยังคงมีความพร้อมในตนเองทั้งหมด และเป็นอิสระจากการส่งกำลังบำรุงจากฝั่ง
มันห่างไกลจากการมีปัญหาและจะไม่มีปัญหาใดๆด้วย แม้ว่าเราจะไม่ได้หยุดพักหมู่เรือที่ Malta และ Ceuta ของสเปนในแอฟริกาเหนือ ซึ่งก็ไม่มีผลกระทบต่อหมู่เรือเฉพาะกิจเราแต่อย่างใด" นายพลเรือ Korolyov โดยเสริมว่าซึ่งหมู่เรือเฉพาะกิจมีเรือบรรทุกน้ำมันด้วย 3ลำ

หมู่เรือเฉพาะกิจกองทัพเรือรัสเซียเริ่มเดินทางจากตะวันออกเฉียงเหนือของมหาสมุทร Atlantic และทะเล Mediterranean เมื่อ 15 ตุลาคม
โดยเมื่อสิ้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมากระทรวงการต่างประเทศสเปนได้กล่าวว่ารัฐบาลรัสเซียได้ขอให้รัฐบาลสเปนอนุญาตให้เรือ 3ลำในหมู่เรือเฉพาะกิจเข้าเทียบท่าเรือ Ceuta แต่สุดท้ายรัสเซียก็ถอนคำขอนี้
กระทรวงกลาโหมรัสเซียกล่าวว่ามันไม่ได้มีการขออนุญาตให้เรือ Admiral Kuznetsov เข้าเยี่ยมท่าเรือ Ceuta แต่เป็นเพียงการพิจารณาความเป็นได้ของ "การเยี่ยมชมทางธุรกิจโดยเรือบางลำและเรือส่งกำลังบำรุง"
โฆษกกระทรวงกลาโหมรัสเซีย นาย Igor Konashenkov กล่าวว่าหมู่เรือเฉพาะกิจรัสเซียมีความพร้อมของตนเองทั้งหมดเพียงพอและกำหนดการเดินเรือไม่มีทางได้รับผลกระทบครับ


อุบัติเหตุที่เกิดจากความผิดพลาดของระบบรับส่งอากาศยานบนเรือบรรทุกเครื่องบิน Admiral Kuznetsov ที่เกิดขึ้นทั้งสองครั้งในปฏิบัติการที่ทะเล Mediterranean นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้น
ก่อนหน้านี้ในวันที่ 5 กันยายน 2005 เครื่องบินขับไล่ Su-33 กำลังบินลงจอดบนเรือบรรทุกเครื่องบิน Admiral Kuznetsov ระหว่างที่ขอเกี่ยวจับกับสายลวดหยุดอากาศนั้นแล้วนั้นระบบก็ไม่สามารถจะหยุดเครื่องได้จน Su-33 วิ่งเลยดาดฟ้าบินตกลงไปในทะเลและนักบินดีดตัวออกปลอดภัย
นั่นทำให้ดูเหมือนว่าปัญหาในระบบรับส่งอากาศยานของเรือบรรทุกเครื่องบิน Admiral Kuznetsov โดยเฉพาะชุดสายลวดหยุดอากาศยาน (arrestor cables) นั้นดูจะมีปัญหาเรื้อรังมานานนับสิบปี
เช่นเดียวกับการเสื่อมสภาพของส่วนต่างๆของเรือทั้งระบบอุปกรณ์ภายในและเครื่องยนต์ที่ใช้งานมานานแม้ว่าจะผ่านการปรับปรุงเรือมาแล้วก็ตาม

Russian carrier jets flying from Syria, not Kuznetsov
Airbus Defence and Space satellite imagery showing Russian navy Su-33 jets parked among Russian Aerospace Forces aircraft at Humaymim Air Base in Syria on 20 November. Source: CNES 2016, Distribution Airbus DS / IHS 
A photograph released by the Dutch frigate HNLMS De Ruyter shows Mirazh being towed by a Russian naval tug. (HNLMS De Ruyter)

อย่างไรก็ตามจากภาพถ่ายดาวเทียมของบริษัท Airbus Defence and Space ซึ่ง Jane's ได้รายงานไปก่อนหน้านี้นั้น แสดงให้เห็นว่าเมื่อวันที่ 20พฤศจิกายนที่ผ่านมาว่า
ที่ฐานทัพอากาศ Humaymim ใน Latakia ซึ่งเป็นฐานที่ตั้งหลักของกองกำลังทางอากาศกองทัพรัสเซียในซีเรีย นอกจากอากาศยานของกองทัพอากาศรัสเซียแล้ว ยังมีเครื่องบินขับไล่ Su-33 8เครื่อง และเครื่องบินขับไล่ MiG-29KR 1เครื่องของกองทัพเรือรัสเซียจอดอยู่ด้วย
ซึ่งเรือบรรทุกเครื่องบิน Admiral Kuznetsov นั้นสามารถบรรทุกเครื่องบินขับไล่ความเร็วเหนือเสียงไปกับเรือได้ราว 20เครื่อง ซึ่งการปฏิบัติการในทะเล Mediterranean นั้นเป็นปฏิบัติการรบในสงครามจริงครั้งแรกของเรือบรรทุกเครื่องบินรัสเซีย

อย่างไรก็ตามการสูญเสีย MiG-29KR และ Su-33 รวม 2เครื่องในเวลาใกล้กันไม่นานนั้นดูจะเป็นการแสดงถึงปัญหาของกำลังเรือบรรทุกเครื่องบินกองทัพเรือรัสเซียในภาพรวม
โดย Website ข่าว Gazeta รัสเซียได้รายงานข่าวอุบัติเหตุตกของ MiG-29KR ขณะลงจอดบนเรือบรรทุกเครื่องบิน Admiral Kuznetsov ว่ามีสาเหตุจากสายลวดเกี่ยวตะขอของเครื่องบินหนึ่งในสี่เส้นบนเรือมีปัญหา
ขณะที่เครื่องยนต์ของ MiG-29KR ทั้งสองเครื่องก็ทำงานล้มเหลวบังคับให้นักบินต้องดีดตัวออกและได้รับการช่วยเหลือจากชุดค้นหาและกู้ภัยประจำเรืออย่างปลอดภัย 
ตามที่กระทรวงกลาโหมรัสเซียแถลงหลายครั้งว่าเรือบรรทุกเครื่องบิน Admiral Kuznetsov ไม่มีปัญหาในการปฏิบัติการบินของอากาศยานประจำเรือแต่อย่างใด
แต่หลังจากที่ MiG-29KR ประสบอุบัติเหตุตกไปในนั้นรายงานภาพข่าวปฏิบัติการของเครื่องบินขับไล่บนเรือก็มีเพียง Su-33 ที่ติดระเบิดธรรมดาไม่นำวิถีบินขึ้นจากเรือเท่านั้น ซึ่งเป็นไปได้ว่า MiG-29KR อาจจะถูกสั่งงดทำการบินหลังอุบัติเหตุตก

"เราไม่คิดว่าพวกรัสเซียกำลังทำการบินขึ้นลงจากเรือบรรทุกเครื่องบินของพวกเขาหลายเที่ยวอย่างที่พวกเขาอยากให้โลกคิด เราเห็นการติดตั้งอาวุธให้กับ Su-33 และ MiG-29KR ที่ทำการบินจากฐานทัพอากาศ Humaymim เพื่อโจมตีทางอากาศเหนือพื้นที่ตะวันตกเฉียงเหนือของซีเรีย" นายทหารกองทัพอังกฤษผู้มีความรู้เกี่ยวกับปฏิบัติการทางทหารของรัสเซียในซีเรียให้ข้อมูลกับ Jane's 
ซึ่งข้อสังเกตคือเครื่องบินขับไล่ Su-33 และ MiG-29K นั้นมีข้อจำกัดในการติดตั้งอาวุธโจมตีภาคพื้นดินน้ำหนักไม่ได้มากถ้าทำการบินขึ้นจากเรือบรรทุกเครื่องบิน Admiral Kuznetsov จึงต้องทำการบินโจมตีทางอากาศจากสนามบินบนบก
และโดยแบบแผนพื้นฐานของ Su-33 ที่เป็นเครื่องบินขับไล่ครองอากาศ และ MiG-29K ที่เป็นเครื่องบินขับไล่สกัดกั้น เครื่องทั้งสองแบบก็ไม่ได้ถูกออกแบบมาสำหรับรองรับภารกิจโจมตีภาคพื้นดินโดยตรงแต่แรกด้วย
คือ Su-33 ติดตั้งได้เฉพาะระเบิดธรรมดาและจรวดไม่นำวิถีเท่านั้นโดยเพิ่งจะติดตั้งระบบช่วยเล็งอาวุธ Gefast ไป และ MiG-29K ถึงจะติดตั้งระเบิดนำวิถีและอาวุธปล่อยนำวิถีได้แต่ก็มีน้ำหนักบรรทุกและพิสัยทำการรบที่จำกัดครับ

วันจันทร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2559

เกร็ดเรื่องเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่ง เรือ ต.91 กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่๙

เรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่ง เรือ ต.91 Coastal Patrol Craft PGM 91 Royal Thai Navy
ที่มา:ภาพอู่ทหารเรือธนบุรี กรมอู่ทหารเรือ
https://th-th.facebook.com/prthainavy/posts/1352525864798766
https://th-th.facebook.com/prthainavy

จำได้ว่าเมื่อสิบกว่าปีก่อนได้มีโอกาสอ่านบทความสัมภาษณ์บุคลากรในกองทัพเรือไทยที่เคยถวายงานโครงการสร้างเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่ง เรือ ต.91 แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่๙
เรื่องมีอยู่ว่าครั้งนั้นมีนายทหารเรือที่ทำงานในโครงการกราบทูลรายงานข้อวินิจฉัยแบบเรือ ต.91 ให้ในหลง ร.๙ ทรงทราบว่า "เรือสามารถทำความเร็วได้สูงสุดที่ 19knots"
ในหลวง ร.๙ ท่านก็รับสั่งถามว่า "ทำไมช้าจัง"
นายทหารเรือผู้นั้นได้กราบทูลท่านว่า "นั่นเป็นข้อจำกัดของแบบเรือที่ทางเยอรมนีออกแบบมา"
ในหลวง ร.๙ ท่านจึงตรัสตอบว่า "ฝรั่งบอกแล้วต้องเชื่อด้วยหรือ"
แล้วท่านก็มีรับสั่งให้นายทหารเรือในโครงการไปดำเนินการออกแบบเรือใหม่ให้เรือ ต.๙๑ วิ่งได้เร็วขึ้น
ซึ่งเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งชุดเรือ ต.91 ที่กรมอู่ทหารเรือ กองทัพเรือไทยสร้างขึ้นมานั้นก็สามารถทำความเร็วได้สูงสุดถึง 25knots
ทรงพระเจริญ

กองกำลังป้องกันตนเองทางอากาศญี่ปุ่นรับมอบเครื่องบินขับไล่ F-35 เครื่องแรกที่สหรัฐฯ

JASDF receives first F-35 at Luke AFB
Japan Air Self-Defense Force maintainers pose for a photo on 28 November to mark the arrival of the first Japanese F-35A at Luke Air Force Base in Arizona. Source: US Air Force
http://www.janes.com/article/65940/jasdf-receives-first-f-35-at-luke-afb

เครื่องบินขับไล่ Lockheed Martin F-35A Lightning II Joint Strike Fighter(JSF) เครื่องแรกของกองกำลังป้องกันตนเองทางอากาศญี่ปุ่น(JASDF: Japan Air Self-Defence Force) ได้ถูกส่งมอบที่ฐานทัพอากาศ Luke มลรัฐ Arizona สหรัฐฯเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายนที่ผ่านมา
การมาถึงของ F-35A หมายเลข 69-8701(หรือรหัส AX-1) ที่กองบินขับไล่ที่ 944(944th Fighter Wing) กองทัพอากาศสหรัฐฯ เป็นหลักสำคัญของ JASDF ในโครงการ F-35A เพื่อทดแทนเครื่องขับไล่ Mitsubishi-McDonnell Douglas F-4EJ Kai Phantom II ที่มีอายุใช้งานมานานตั้งแต่ต้นปี 1970s
F-35A ของญี่ปุ่นเครื่องนี้จะเข้าร่วมในฝูงบินฝึกนานาชาติในฐานทัพอากาศ Luke อันเป็นสถานที่ฝึกอบรมของนักบินและช่างเครื่องตามการขายแบบ Foreign Military Sales(FMS) ทั้งอิสราเอล, ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ รวมถึงหุ้นส่วน JSF ทั้งออสเตรเลีย, แคนาดา, เดนมาร์ก, อิตาลี, นอร์เวย์, เนเธอร์แลนด์ และตุรกี
นอกจากนี้ทั้งภารกิจของชาติในโครงการ FMS และหุ้นส่วนโครงการ JSF จะนำโดยส่วนแยก2 กลุ่มปฏิบัติการที่944 (944th Operations Group Detachment 2) 'Ninjas' ซึ่งฐานทัพอากาศ Luke มีกำหนดการจะจัดตั้ง 6ฝูงบินขับไล่ของกองทัพอากาศสหรัฐฯซึ่งมี F-35A 144เครื่อง

ญี่ปุ่นได้สั่งจัดหา F-35A 28เครื่องซึ่งจะได้รับมอบภายใน 5ปีข้างหน้านี้(อีก 6เครื่องกำลังอยู่ในสัญญา) และมีความต้องการรวม 42เครื่อง
หลังจากที่เครื่องชุดแรกเดินทางถึงญี่ปุ่นในปีงบประมาณ 2017 ซึ่งจะมีฐานที่ตั้งขั้นต้นที่ Misawa โดยคาดว่าฝูงบินที่จะได้รับเครื่องปฏิบัติการคือฝูงบิน301 และฝูงบิน302 ซึ่งทั้งสองฝูงบินปัจจุบันประจำการด้วยเครื่องบินขับไล่ F-4EJ Kai Phantom II
ค่าใช้จ่ายในโครงการจัดหา F-35A ญี่ปุ่นทั้งการจัดซื้อ, การบำรุงรักษา และซ่อมบำรุง อยู่ที่วงเงินประมาณ 1.6 trillion Yen(14 billion) แต่คาดว่าในอนาคตอาจจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้นอีก
F-35A ญี่ปุ่น 4เครื่องแรกนั้นถูกผลิตที่โรงงานอากาศยานบริษัท Lockheed Martin ที่ Fort Worth ในมลรัฐ Texas สหรัฐฯ ส่วนอีก 38เครื่องจะถูกผลิตภายใต้สิทธิบัตรที่โรงงานอากาศยานบริษัท Mitsubishi Heavy Industries ในญี่ปุ่นครับ