วันจันทร์ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2561

สหรัฐฯอนุมัติการส่งออกอากาศยานไร้คนขับไอพ่น Mako แก่ยุโรปและเอเชียแปซิฟิก

Kratos cleared to market Mako ‘unmanned wingman’ internationally
The Mako jet-powered UAS can now be marketed to certain undisclosed European and Asia-Pacific nations. Source: Kratos
http://www.janes.com/article/78604/kratos-cleared-to-market-mako-unmanned-wingman-internationally


บริษัท Kratos Defense & Security Solutions Inc สหรัฐฯได้รับการเห็นชอบจากรัฐบาลสหรัฐฯอนุมัติให้ทำการตลาดส่งออก 'อากาศยานคู่บินไร้คนขับ'(Unmanned Wingman)แบบ UTAP-22 Mako แก่ลูกค้าในระดับนานาชาติ ตามที่มีการประกาศเมื่อ 13 มีนาคมที่ผ่านมา
กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯได้อนุมัติให้บริษัท Kratos ซึ่งมีที่ตั้งใน San Diego ประชาสัมพันธ์การขายระบบอากาศยานไร้คนขับ(UAS: Unmanned Aircraft System) เครื่องยนต์ไอพ่นแบบ Mako แก่บางประเทศซึ่งไม่เปิดเผยในกลุ่มยุโรปและเอเชียแปซิฟิก

ข่าวการอนุมัติให้ทำการตลาดอากาศยานไร้คนขับ Mako นี้มีขึ้นไม่กี่วันหลังจากที่ประธานและผู้อำนวยการบริษัท Kratos สหรัฐฯ Eric DeMarco ได้กล่าวเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ว่าบริษัท
"ขณะนี้กำลังทำงานมุ่งหน้าสู่สัญญาการผลิตขนาดใหญ่กับลูกค้าระดับนานาชาติรายใหม่ ซึ่งเราหวังว่าจะได้รับในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า" ไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติมใดๆเปิดเผยออกมา

ตามการย้ำโดย Kratos ระบบ Mako UAS มีสมรรถนะทางการบินที่เหมือนเครื่องบินขับไล่และออกแบบมาให้มีการทำงานเป็นคู่บิน(Wingman) ต่ออากาศยานแบบมีคนขับ
ด้วยการทวีกำลังในห้วงอากาศที่มีความขัดแย้ง หรือจะนำมาวางกำลัง UAS แบบอิสระหรือเป็นกลุ่ม ระบบอากาศยานไร้คนขับ Mako มีขีดความสามารถในการติดตั้งได้ทั้งอาวุธและระบบอุปกรณ์ตรวจจับ

Mako มีพื้นฐานพัฒนาจากเป้าบิน(target drone)ย่อขนาดแบบ Kratos BQM-167A โดยเริ่มทำการบินตั้งแต่ปลายปี 2015
และได้รับการสาธิตการใช้ปฏิบัติการร่วมกับเครื่องบินโจมตี McDonnell Douglas AV-8B Harrier II นาวิกโยธินสหรัฐฯ(USMC: US Marine Corps) แล้ว

Mako เป็นอากาศยานไร้คนขับเครื่องยนต์ไอพ่นเดี่ยว มีความยาว 6.13m ปีกกว้าง 3.2m ทำความเร็วได้สูงสุด 607knots(Mach 0.93) เพดานบินสูงสุด 50,000feet และมีพิสัยทำการไกลสุด 1,400nmi
สามารถบรรทุกได้หนัก 550lbs แบ่งเป็นสองจุดแข็งใต้ปีกทั้งสองข้างตำบลละ 100lbs และในห้องอาวุธภายในลำตัวเครื่อง 350lbs

โดยยังไม่เป็นที่เปิดเผยอย่างเป็นทางการแต่เชื่อว่ากองทัพสหรัฐฯอาจจะมีการสั่งจัดหาอากาศยานไร้คนขับ UTAP-22 Mako เพื่อนำเข้าประจำการแล้ว
โดยอากาศยานต้นแบบทั้ง 2เครื่องที่บริษัท Kratos ทำการสาธิตนั้นมีการทำเครื่องหมายของกองทัพเรือสหรัฐฯ(US Navy) และกองทัพอากาศสหรัฐฯ(US Air Force)ครับ

วันอาทิตย์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2561

ผู้บัญชาการกองทัพอากาศเยอรมนีถูกปลดเพราะสนับสนุนเครื่องบินขับไล่ F-35 สหรัฐฯ

Luftwaffe chief dismissed over F-35 support
The Luftwaffe service chief had said that he wanted to replace the Tornado with the F-35, seen here in German markings at the recent Berlin Security Conference. The viewpoint seems to have cost him his job. Source: IHS Markit/Gareth Jennings
http://www.janes.com/article/78644/luftwaffe-chief-dismissed-over-f-35-support

ผู้บัญชาการกองทัพอากาศเยอรมนี(Luftwaffe) ได้ออกจากตำแหน่งของตนที่มีผลหลายส่วนจากการที่เขาสนับสนุนให้เยอรมนีจัดหาเครื่องบินขับไล่  Lockheed Martin F-35A Lightning II Joint Strike Fighter(JSF) สหรัฐฯตามที่ Jane's ได้ทราบ
พลอากาศโท Karl Müllner จะพ้นจากตำแหน่งผู้บัญชาการกองทัพอากาศเยอรมนีในสิ้นเดือนพฤษภาคมนี้ โดยข่าวการเกษียณถูกเปิดเผยขึ้นสองวันให้หลังจากที่ นาง Ursula von der Leyen ได้เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหมเยอรมนีอีกสมัย

Jane's เข้าใจว่าการที่ พลอากาศโท Müllner เปิดเผยจุดยืนของตนต่อสาธารณชนตรงๆว่าสนับสนุนการจัดหาเครื่องบินขับไล่ F-35A สหรัฐฯเพื่อทดแทนเครื่องบินขับไล่ Panavia Tornado เป็นจุดสำคัญต่อการเกษียณก่อนกำหนดของเขา
"กองทัพอากาศเยอรมนีพิจารณาขีดความสามารถของ F-35 ในฐานะมาตรฐานสำหรับขั้นตอนการเลือกเพื่อการทดแทน Tornado และผมคิดว่าผมได้แสดงออกชัดเจนเพียงพอว่าอะไรเป็นที่ชื่นชอบของกองทัพอากาศ" นายพล Müllner กล่าวต่อ Jane's และสื่ออื่นๆเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2017

การสนับสนุนการจัดหา F-35 ของผู้บัญชาการทหารอากาศเยอรมันเป็นรุกเข้าปะทะกับแผนการของกระทรวงกลาโหมเยอรมนีซึ่งมีแนวทางเลือกต้องการจัดหาเครื่องบินขับไล่ Eurofighter Typhoon เพิ่มเติมเพื่อทดแทนเครื่องบินขับไล่ Tornado
"มุมมองที่ระบุมาจากผู้บัญชาการกองทัพอากาศว่า F-35 Lightning II มีความเหมาะสมเป็นพิเศษที่จะมาสืบทอดแทน Tornado นั้นไม่ใช่จุดยืนของรัฐบาลสหพันธรัฐเยอรมนี" รองรัฐมนตรีกลาโหมเยอรมนี Ralf Brauksiepe กล่าวในจดหมายต่อสมาชิกรัฐสภาเยอรมันเมื่อเดือนธันวาคม 2017

กระทรวงกลาโหมเยอรมนีมีแผนที่จะปลดประจำการเครื่องบินขับไล่ Tornado ของกองทัพอากาศเยอรมนีในปี 2025 ซึ่งนอกจากเครื่องบินขับไล่ Typhoon แล้ว(http://aagth1.blogspot.com/2017/12/typhoon-f-35.html)
กระทรวงกลาโหมเยอรมนียังมองเครื่องบินขับไล่ Boeing F-15 Eagle และ F/A-18E/F Super Hornet สหรัฐฯจะเป็นอีกทางเลือกที่จะมาทดแทน Typhoon ด้วย

อย่างไรก็ตามตามที่มีการเปิดเผยล่าสุดมีแนวโน้มว่ากระทรวงกลาโหมเยอรมนีมีความต้องการที่จะจัดหาเครื่องบินขับไล่ Typhoon เพิ่มเติมมากกว่าที่จะจัดหาเครื่องบินขับไล่แบบใดๆของสหรัฐฯ
โดยเครื่องบินขับไล่ Typhoon นั้นผู้ผลิตคือกลุ่มอุตสาหกรรมร่วม Eurofighter GmbH มีบริษัท Airbus Defence and Space สาขาเยอรมนี-สเปน ร่วมทุนกับบริษัท BAE Systems สหราชอาณาจักร และบริษัท Leonardo อิตาลี ซึ่งเป็นประเทศผู้ใช้งานหลัก

ทั้งนี้ปัจจุบันในกลุ่มชาติสมาชิก NATO ในยุโรปหลายประเทศซึ่งมีเยอรมนีร่วมด้วยนั้น มีหลายประเทศที่ได้เข้าร่วมโครงการ JSF ในการจัดหาเครื่องบินขับไล่ F-35A Lightning II สหรัฐฯ ซึ่งเริ่มได้รับมองเครืองชุดแรกแล้วหรือกำลังจะจัดหา
เช่น อิตาลี, เนเธอร์แลนด์, เดนมาร์ค, นอร์เวย์ และตุรกี โดยมีสหราชอาณาจักรและอิตาลีที่จัดหาเครื่องบินขับไล่ F-35B รุ่นบินขึ้นระยะสั้นลงทางดิ่งSTOVL(Short Take-Off/Vertical Landing) ครับ

วันเสาร์ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2561

กาตาร์จัดหาเฮลิคอปเตอร์ NH90 ยุโรป และอากาศยานไร้คนขับ Bayraktar UAV ตุรกี

DIMDEX 2018: Qatar orders NHIndustries NH90 helicopters
Oman is the only country in the region that currently operates the NH90. Source: Sultanate of Oman Ministry of Defence
http://www.janes.com/article/78623/dimdex-2018-qatar-orders-nhindustries-nh90-helicopters

DIMDEX 2018: Qatar orders Bayraktar UAVs
A Bayraktar TB2 is seen carrying MAM-L guided bombs during trials in 2015. Source: Baykar Makina
http://www.janes.com/article/78581/dimdex-2018-qatar-orders-bayraktar-uavs

กาตาร์ได้สั่งจัดหาเฮลิคอปเตอร์ NHIndustries NH90 รวมจำนวน 28เครื่องสำหรับกองทัพอากาศกาตาร์(QEAF: Qatar Emiri Air Force)
สัญญาวงเงิน 3 billion Euros นี้ได้รับการประกาศในงานแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ DIMDEX 2018 ที่จัดขึ้น ณ Doha เมื่อวันที่ 12-14 มีนาคมที่ผ่านมา

สัญญาของกาตาร์ดังกล่าวครอบคลุมการจัดหาเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไปทางยุทธวิธี NH90 TTH(Tactical Transport Helicopter) จำนวน 28เครื่องสำหรับปฏิบัติการบนบก
และเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทางทะเล NH90 NFH(NATO Frigate Helicopter) จำนวน 12เครื่องสำหรับการปฏิบัติการทางทะเลร่วมกับประจำเรือผิวน้ำ

การส่งมอบคาดว่าจะมีขึ้นในช่วงก่อนเดือนมิถุนายน 2022 ต่อเนื่องถึงปี 2025 ตามที่บริษัท Leonardo อิตาลี ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้รับสัญญาจ้างหลัก
ในฐานะส่วนหนึ่งของผู้ร่วมจัดตั้งกลุ่มบริษัท NHIndustries ผู้ผลิตเฮลิคอปเตอร์ที่ยังประกอบด้วย Airbus Helicopters ฝรั่งเศส-เยอรมนี และ Fokker Aerostructures เนเธอร์แลนด์

เฮลิคอปเตอร์ประจำเรือผิวน้ำ NH90 NFH ของกาตาร์จะไม่ได้รับการติดตั้งอุปกรณ์สำหรับภารกิจสงครามปราบเรือดำน้ำ(ASW: Anti-Submarine Warfare)
แต่จะมีการติดตั้ง Radar ตรวจการณ์ทางทะเล ENR(European Navy Radar), ระบบกล้อง electro-optical ของ Safran ฝรั่งเศส และระบบตรวจจับข่าวกรอง/การแพร่คลื่นไฟฟ้า Elettronica DETE-90 อิตาลี

บริษัท MBDA อิตาลี-ฝรั่งเศส-เยอรมนี-สหราชอาณาจักร ยังได้รับการลงนามสัญญาที่ไม่เปิดเผยวงเงินจากกาตาร์ในการจัดหาอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำ Marte ER สำหรับติดตั้งกับ ฮ.NFH90 NFH
ก่อนหน้านี้กาตาร์ได้สั่งจัดหาอาวุธปล่อยนำวิถี Marte ER สำหรับระบบรักษาฝั่งที่ใช้งานร่วมกับอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำพิสัยไกล Exocet ด้วย

บริษัท Airbus Helicopters ที่อยู่ในกลุ่มบริษัท NHIndustries ประกาศว่าสัญญากับกาตาร์ยังครอบคลุมถึงการจัดหาเฮลิคอปเตอร์ฝึก H125 จำนวน 16เครื่อง
ซึ่งจะถูกส่งมอบให้กับโรงเรียนการบินกองทัพกาตาร์(Qatar Armed Forces Air Academy) สำหรับภารกิจการฝึกนักบินเฮลิคอปเตอร์

สัญญายังครอบคลุมชุดการสนับสนุนและการฝึกระยะเวลา 8ปีสำหรับนักบินและช่างอากาศยาน ที่จะได้รับการสนับสนุนโดยกระทรวงกลาโหมอิตาลีและกองทัพเรืออิตาลี(Marina Militare)
ในฐานะผู้รับสัญญาหลัก Leonardo อิตาลีจะรับผิดชอบการจัดการโครงการ, การประกอบขั้นสุดท้าย และการส่งมอบ ฮ.NH90 NFH 12เครื่องจากโรงงานอากาศยาน Venice-Tessera ทางตอนเหนือของอิตาลี รวมถึงชุดการฝึกและการสนับสนุนระยะเวลา 8ปี

กองทัพอากาศกาตาร์นับเป็นผู้ใช้งานรายที่สองในกลุ่มประเทศอ่าว Persian ในตะวันออกกลางต่อจากกองทัพอากาศโอมาน(Royal Air Force of Oman) ที่ได้จัดหา ฮ.ใช้งานทั่วไป NH90 TTH จำนวน 17เครื่อง(ตกไป 1เครื่องในเดือนธันวาคมปี 2017)
นอกจากประเทศกลุ่มผู้ผลิตคือ ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี และเนเธอร์แลนด์ รวมถึงส่งออกให้ เบลเยี่ยม สเปน สวีเดน นอร์เวย์ ฟินแลนด์ กรีซ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ด้วย

ทั้งนี้ในงานแสดงอาวุธ DIMDEX 2018 เช่นกัน ศูนย์ลาดตระเวนและตรวจการณ์(RSC: Reconnaissance and Surveillance Centre) กาตาร์
ได้ลงนามสัญญาจัดหาอากาศยานไร้คนขับ Bayraktar TB2 UAV(unmanned aerial vehicle) จำนวน 6เครื่องจากบริษัท Baykar Makina ตุรกี ซึ่งนับเป็นอากาศยานไร้คนขับทางยุทธวิธี(tactical UAV) แบบแรกของประเทศ

"อากาศยานไร้คนขับทางยุทธวิธี 6เครื่องจะถูกส่งมอบให้กาตาร์ในอนาคตอันใกล้และพวกมันมีขีดความสามารถในการติดตั้งอาวุธและกรนะสุนที่แตกต่างกัน การเลือก Bayraktar UAV เป็นการติดสินใจที่ดี"
พลจัตวา General Mohammed Al-Ramazani ผู้บัญชาการศูนย์ RSC กาตาร์กล่าว โดยก่อนหน้านี้กาตาร์ได้มีการจัดหาอากาศยานไร้คนขับขนาดเล็ก(mini UAV) แบบ Bayraktar-B ของ Baykar Makina ตุรกีมาแล้วครับ

วันศุกร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2561

Saab สวีเดนทำการบินเครื่องบินแจ้งเตือนทางอากาศ GlobalEye ครั้งแรก

GlobalEye makes maiden flight

The first GlobalEye departs Linkoping on its maiden flight, just 19 days after being rolled out to the press on 23 February. Source: Saab
http://www.janes.com/article/78582/globaleye-makes-maiden-flight

GlobalEye first flight footage
https://www.facebook.com/saabtechnologies/videos/2038573996183290/

บริษัท Saab สวีเดนได้ทำการบินครั้งแรกของเครื่องบินแจ้งเตือนและควบคุมทางอากาศ GlobalEye AEW&C(Airborne Early Warning and Control) จากโรงงานอากาศยาน Linkoping สวีเดนของบริษัทเมื่อ 14 มีนาคมที่ผ่านมา
โดยมีพื้นฐานจากเครื่องบินโดยสารธุรกิจสองเครื่องยนต์ไอพ่น Bombardier Global 6000 แคนาดา สำหรับกองทัพอากาศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์(UAEAF: United Arab Emirates Air Force)

Saab GlobalEye ผ่านก้าวย่างสำคัญต่อสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ลูกค้าเปิดตัวรายแรกโดยการทำการบินครั้งแรกภายในระยะเวลาเพียง 19วันหลังเปิดตัวต่อสื่อที่โรงงาน Linkoping เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา(http://aagth1.blogspot.com/2018/02/saab-globaleye.html)
แม้จะไม่มีการเปิดเผยรายระเอียดเกี่ยวกับการบินออกมา ณ เวลาที่เขียนนี้ แต่เครื่องน่าจะเข้าสู่การรณรงค์การทดสอบอย่างเข้มข้นเพื่อเดินหน้าสู่การส่งมอบให้กองทัพอากาศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

นอกเหนือจากเครื่องแรกที่ทำการบินครั้งแรกไปนี้ กองทัพอากาศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์จะได้รับมอบเครื่องบินแจ้งเตือนและควบคุมทางอากาศ GlobalEye เพิ่มเติมอีกสองเครื่องภายในสิ้นปี 2021
(โดยทั้ง Saab และ UAE ไม่มีการกล่าวถึงว่าการส่งมอบเครื่องจะมีการดำเนินการขึ้นเมื่อไร)

ระบบแจ้งเตือนและควบคุมทางอากาศ GlobalEye ถูกสร้างจากพื้นฐาน radar แบบ Saab Erieye ER(Extended Range) ที่ยังคงใช้จานสัญญาณ Radar ทรงครีบหลังภายนอกเครื่องเช่นเดียวกับระบบ Erieye ดั้งเดิมของบริษัท
ด้วยการใช้ Gallium Nitride(GaN) และวิทยาการอื่นๆ Erieye ER เป็นระบบ AESA(Active Electronically Scanned Array) radar ที่มีประสิทธิภาพพลังงานเป็นสองเท่าเมื่อเทียบกับ Erieye radar รุ่นก่อน

โดย Erieye ER มีระยะการทำงานของ radar ที่มากกว่า 650km ซึ่งสามารถเพิ่มการเน้นพลังงานในพื้นที่จุดสนใจที่ต้องการเฉพาะได้
Saab กล่าวว่า Erieye ER ยังทนทานต่อการถูกก่อกวนสัญญาณ(Jamming) และมีคุณสมบัติการทำงานทุกสภาพอากาศในทุกพื้นที่(อากาศ, ทะเล และภาคพื้นดิน) และมีอัตราการปรับปรุงการติดตามต่อเป้าหมายที่กำหนดให้อยู่ในความสนใจ(targets-of-interest)ในระดับ"สูงอย่างที่สุด"

นอกจาก Erieye ER radar แล้วใต้ลำตัวเครื่องบิน GlobalEye ยังติดตั้ง AESA radar ตรวจการณ์ Multimode 360องศาแบบ Leonardo Seaspray 7500E อิตาลี เช่นเดียวกับกล้องตรวจการณ์ EO/IR(Electro-Optical/Infrared) แบบ Star SAFIRE 380-HD ของ FLIR Systems สหรัฐฯ
ระบบพิสูจน์ฝ่ายอัตโนมัติ AIS(Automatic Identification System) สำหรับการจัดส่งข้อมูล ชุดเครื่องตรวจจับการแพร่คลื่นไฟฟ้า ESM(Electronic Support Measures) แบบ HES-21 ของ Saab และระบบเป้าลวงต่อต้านการถูกโจมตี

ทำให้ GlobalEye สามารถนำมาใช้ปฏิบัติทั้งภารกิจการตรวจการณ์และแจ้งเตือนต่อเป้าหมายทางอากาศ, การตรวจการณ์ทางทะเลต่อเป้าหมายเรือผิวน้ำ และการค้นหาและกู้ภัยได้พร้อมกัน
สมรรถนะของเครื่องบินแจ้งเตือนและควบคุมทางอากาศ GlobalEye ตามที่ Saab เปิดเผยมานั้นสามารถทำการบินได้มากกว่า 13ชั่วโมง และมีความเร็วสูงสุด 450knots ครับ

วันพฤหัสบดีที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2561

ออสเตรเลียเลือกยานเกราะล้อยาง Boxer 8x8 เยอรมนีเป็นผู้ชนะโครงการ Land 400

Rheinmetall Boxer 8x8 armoured selected by Australia for Land 400 Program
Rheinmetall Boxer 8x8 armoured vehicle with two-man LANCE turret (Picture source Army Recognition)

Inside view of trrops compartment of Rheinmetall BOXER  8x8 armoured (Picture source Army Recognition)
https://armyrecognition.com/march_2018_global_defense_security_army_news_industry/rheinmetall_boxer_8x8_armoured_selected_by_australia_for_land_400_program.html


กระทรวงกลาโหมออสเตรเลียได้ประกาศเมื่อวันที่ 14 มีนาคมที่ผ่านมาว่าได้ตัดสินใจเลือกยานเกราะล้อยาง Boxer CRV(Combat Reconnaissance Vehicle) 8x8 ของบริษัท Rheinmetall เยอรมนีเป็นผู้ชนะในโครงการ Land 400 Phase 2
เพื่อการจัดหารถรบลาดตระเวนแบบใหม่จำนวน 211คันสำหรับกองทัพบกออสเตรเลีย(Australian Army) ที่จะเพิ่มความปลอดภัยให้กับทหารออสเตรเลียในการวางกำลังปฏิบัติการรบและการฝึกทั่วโลก รวมถึงเพิ่มความคล่องแคล่วในการเคลื่อนที่และอำนาจการยิงในสนามรบอีก10ปีข้างหน้า

การตัดสินใจเลือกยานเกราะล้อยาง Rheinmetall Boxer นี้เป็นผลสรุปจากขั้นตอนการทดสอบคัดเลือกที่ครอบคลุมและเข้มงวดเป็นเวลา 3ปี ซึ่ง Boxer เยอรมนีได้รับการประเมินค่าว่าเป็นรถที่มีขีดความสามารถเหมาะสมที่สุดสำหรับกองทัพออสเตรเลีย(Australian Defence Force)
ยานเกราะล้อยาง Boxer CRV 8x8 จะถูกนำไปใช้งานในหลายรูปแบบภารกิจตั้งแต่การรักษาเสถียรภาพและรักษาสันติภาพในภูมิภาคจนถึงปฏิบัติการในพื้นที่ที่มีภัยคุกคามสูง

รัฐบาลออสเตรเลียจะจัดสรรงบประมาณวงเงิน A$5.2 billion($4 billion) สำหรับการจัดหายานเกราะล้อยาง Boxer 211คันที่จะนำมาทดแทนยานเกราะล้อยาง ASLAV(Australian Light Armoured Vehicle) 257คันของกองทัพบกออสเตรเลียที่มีอายุการใช้งานมานาน
โดยภาคอุตสาหกรรมออสเตรเลียจะได้รับวงเงิน A$ 2.8 billion และตลอดอายุการใช้งานมากกว่า 30ปี จะได้รับวงเงินลงทุนสองในสามหรือราว A$10.2 billion จากทั้งหมด A$ 15.7 billion ในการจัดหาสนับสนุนการซ่อมบำรุงรถและสร้างงานให้กับชาวออสเตรเลียมากกว่า 1,450อัตรา

โครงการจัดหายานเกราะล้อยางลาดตระเวน Boxer CRV เป็นส่วนหนึ่งของการลงทุนด้านขีดความสามารถด้านกลาโหมของรัฐบาลนายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย Malcolm Turnbull วงเงิน $200 billion ในอีก 10ปีข้างหน้า
เพื่อดำรงให้กองทัพออสเตรเลียได้มีการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ที่จะทำให้สามารถประสบความสำเร็จในความท้าทายทางสภาพแวดล้อมด้านยุทธศาสตร์ของประเทศ

รัฐบาลออสเตรเลียได้มุ่งมั่นที่จะใช้ผลประโยชน์จากการลงทุนเพื่อสร้างรากฐานอธิปไตยและความยั่งยืนด้านอุตสากรรมความมั่นคงเพื่อประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ของชาติ ซึ่งยานเกราะล้อยางชุดแรกจำนวน 25คันจะถูกส่งมอบให้กองทัพบกออสเตรเลียได้ในปี 2020
โดยบริษัทสาขา Rheinmetall Defence Australia จะมีการศูนย์ยานยนต์ทางทหาร(MILVEHCOE: Military Vehicle Centre of Excellence) ที่ Adelaide รัฐ Queensland และโรงงานในรัฐ Victoria ออสเตรเลีย พร้อมการฝึกอบรม ปรับปรุง และถ่ายทอด Technology วงเงิน A$235 million

Boxer CRV กองทัพบกออสเตรเลียเป็นยานเกราะล้อยาง Boxer 8x8 รุ่นล่าสุดของบริษัท Rheinmetall Defence เยอรมนีที่ติดตั้งป้อมปืนอาวุธลำกล้องขนาดกลาง LANCE แบบมีพลประจำป้อม 2นาย พร้อมปืนใหญ่กล Mauser Mk30-2 ขนาด 30mm และปืนกลร่วมแกน 7.62mm
มีเกราะป้องกันรอบตัว 360องศา ถูกออกแบบเป็นระบบ Modular ที่สามารถปรับแต่งได้หลายรูปแบบภารกิจการรบและรักษาความมั่นคง โดยรวมอุปกรณ์มาตรฐานสถาปัตยกรรม C4ISR(Command, Control, Communications, Computers, Intelligence, Surveillance and Reconnaissance)

รถแคร่ฐานของยานเกราะล้อยาง Boxer ที่จะถูกผลิตภายใต้โครงการร่วมของสองประเทศ ถูกออกแบบให้เป็นระบบยานยนต์ล้อยางที่มีความล้ำสมัยด้านความคล่องตัวในการเคลื่อนที่สูงและการปรับแต่งในหลากรูปแบบภารกิจตามความต้องการ
ยานเกราะล้อยางตระกูล Boxer ประกอบด้วยชุด Module แบบเดียวกันแบ่งเป็นสองส่วนหลักคือ ระบบขับเคลื่อนที่ประกอบด้วยสถานีพลขับด้านหน้าขวาของรถและชุดเครื่องยนต์ที่ด้านซ้ายหน้าของรถ

และชุด Module ด้านท้ายของรถที่แยกออกมาต่างหากสำหรับติดตั้งระบบอาวุธ, ระบบสื่อสาร หรืออุปกรณ์ต่างๆตามภารกิจที่ผู้ใช้งานต้องการโดยสามารถทำการสับเปลี่ยนย้ายได้อย่างรวดเร็ว สำหรับภารกิจลำเลียงพล Boxer สามารถบรรทุกทหารราบได้ 8นาย
ยานเกราะล้อยาง Boxer สร้างจากเกราะเหล็กกล้ากับชั้นเกราะเชิงรับแบบ applique ตามข้อมูลของ Rheinmetall ระบุว่ามีระดับการป้องกันสูงต่อการถูกโจมตีด้วยทุ่นระเบิด, สะเก็ดกระสุนปืนใหญ่ และกระสุนปืนเล็ก

Rheinmetall Boxer CRV เยอรมนีเป็นผู้ชนะในโครงการ Land 400 Phase 2 เหนือยานเกราะล้อยาง AMV35(Armoured Modular Vehicle) ของบริษัท BAE Systems สหราชอาณาจักร(บริษัทสาขา BAE Systems Australia) กับบริษัท Patria ฟินแลนด์
ที่เป็นการนำยานเกราะล้อยาง Partia AMV 8x8 ติดป้อมปืนใหญ่กลของยานเกราะสายพาน CV9035 ของบริษัท BAE Systems Hägglunds สวีเดนพร้อมปืนใหญ่กล Bushmaster สหรัฐฯขนาด 35mm

ทั้งนี้กองทัพบกออสเตรเลียยังมีโครงการ Land 400 Phase 3 สำหรับการจัดหารถรบทหารราบสายพาน(IFV: Infantry Fighting Vehicle) ใหม่ เพื่อทดแทนรถสายพานลำเลียง M113 (APC: Armoured Personnel Carrier)
ซึ่ง Land 400 นับเป็นโครงการจัดหารถรบหลายประเภทต่อเนื่องเป็นจำนวนมากของกองทัพออสเตรเลีย ที่ใช้งบประมาณกลาโหมที่สูงสุดของออสเตรเลียครับ

วันพุธที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2561

จีนจะพัฒนาเครื่องบินขับไล่ J-20 เป็นระบบอากาศยานรบพหุบทบาท

Chengdu J-20 to become multi-role platform
Beijing will evolve the Chengdu J-20 fighter into roles well beyond aerial supremacy.
https://www.flightglobal.com/news/articles/chengdu-j-20-to-become-multi-role-platform-446703/

จีนจะพัฒนาเครื่องบินขับไล่ยุคที่5 แบบ Chengdu J-20 เป็นเครื่องบินขับไล่พหุบทบาทหลากหลายรูปแบบนอกเหนือจากบทบาทการเป็นเครื่องบินขับไล่ครองอากาศ ตามที่ภารกิจแรกเริ่มของ J-20 ที่ออกแบบแต่ต้นไว้คือ "การกรุยเส้นทางให้อากาศยานแบบอื่นในการรบทางอากาศ"
Zhang Hao หัวหน้าศูนย์ทดสอบการบินกองทัพอากาศปลดปล่อยประชาชนจีน(PLAAF: Peoples Liberation Army Air Force) กล่าวในบทความของหนังสือพิมพ์รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน China Daily

เครื่องบินขับไล่ J-20 จะถูกพัฒนาในอีกหลายรุ่นและยังรวมถึงการเปิดเข้าสู่การวิจัยเพื่อพัฒนา "เครื่องบินขับไล่ยุคที่6" Yang Wei รองผู้อำนวยการแผนกวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของ AVIC(Aviation Industry Corporation of China) รัฐวิสาหกิจอุตสาหกรรมอากาศยานจีนกล่าว
"เราไม่พึ่งพอใจกับสิ่งที่เราทำสำเร็จไปแล้ว เราจะพัฒนา J-20 ไปสู่ระบบเครื่องบินรบตระกูลใหญ่ และคงความแข็งแกร่งด้านขีดความสามารถการประมวลผลข้อมูลและข่าวกรองของมัน" Yang กล่าว

"ในเวลาเดียวกันเราจะคิดเกี่ยวกับอากาศยานรบยุคหน้าของเราที่ตรงกับความต้องการของชาติเราในอนาคต J-20 เป็นเครื่องบินขับไล่ที่ดีที่สุดในจีน ดังนั้นมันควรจะถูกนำมาใช้ในช่วงเวลาวิกฤติที่สุดระหว่างสงคราม" Yang เสริม
บทความยาว 418คำได้เปิดเผยเรื่องราวที่น่าประหลาดใจอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับ J-20 ซึ่งถูกปกคลุมไปด้วยความลับนับตั้งแต่ที่มีภาพปรากฎครั้งแรกในสื่อสังคม Online ช่วงปี 2010

เครื่องบินขับไล่ J-20 ทำการบินครั้งแรกในปี 2011 และเปิดเผยตัวต่อสาธารณชนครั้งแรกในงานแสดงการบินนานาชาติ Zhuhai Air Show 2016 ซึ่ง J-20 สองเครื่องได้ทำบินผ่านผู้ชมระหว่างพิธีเปิดงาน(http://aagth1.blogspot.com/2016/11/j-20-norinco-vt5.html)
แต่ทางเจ้าหน้าที่ AVIC ได้ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเกี่ยวกับเครื่องซึ่งสร้างคำถามขึ้นมากกว่าคำตอบในขณะนั้น(http://aagth1.blogspot.com/2016/11/j-20.html) อย่างไรก็ตามมีการกล่าวว่า J-20 ได้ถูกยกเลิกชั้นความลับไปเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2016 ที่เป็นเวลาจัดงานแสดงแล้ว

ณ ขณะนี้ มีเรื่องราวที่ถูกแยกเป็นสองส่วนจากสำนักข่าวของรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน Xinhua ที่ป่าวประกาศว่าเครื่องบินขับไล่ J-20 นั้นได้เข้าประจำการในกองทัพอากาศปลดปล่อยประชาชนจีนแล้ว แต่มีการให้ข้อมูลรายละเอียดที่น้อยมาก
นอกจากแผนที่จะพัฒนา J-20 ในหลายรุ่นแล้ว มีการเปิดเผยว่ากองทัพอากาศปลดปล่อยประชาชนจีนจะไม่อนุญาตให้มีการส่งออกเครื่องบินขับไล่ J-20 แก่ต่างประเทศ

อีกทั้งยังมีการเปิดเผยอีกว่าเครื่องบินขับไล่ J-20 ได้ทำการทดสอบการยิงโจมตีเป้าหมายด้วยอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศระยะยิงนอกสายตา(BVR: Beyond-Visual-Range) แล้ว
ยังไม่มีการเปิดเผยว่าจะมีการผลิตเครื่องบินขับไล่ J-20 กี่เครื่อง หรือจะนำเข้าประจำการในกองทัพกี่เครื่อง หรือแม้แต่จะมี J-20 ในรุ่นภารกิจเฉพาะทางต่างๆกี่แบบที่จะถูกพัฒนาขึ้น

ผู้สังเกตการณ์ให้ข้อสังเกตว่าภารกิจหลักของ J-20 ในการเป็นเครื่องบินขับไล่ครองอากาศนั้นจะไม่เพียงแต่เฉพาะการต่อสู้กับเครื่องบินขับไล่ข้าศึกเท่านั้น
แต่จะรวมถึงการโจมตีอากาศยานสนับสนุนที่มีความสำคัญของข้าศึก เช่น เครื่องบินเติมเชื้อเพลิงทางอากาศ(Tanker) และเครื่องแจ้งเตือนและควบคุมทางอากาศ(AEW&C: Airborne Early Warning & Control) ด้วย

สำหรับการทำลายอากาศยานสนับสนุนของข้าศึกในระยะไกลที่ถูกคุ้มกันอย่างแน่นหนา จีนได้กำลังพัฒนาอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ PL-21 ที่นำวิถีแบบ Active-Radar ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ Ramjet
เชื่อว่าสมรรถนะน่าจะเทียบเคียงได้กับอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยไกล MBDA Meteor ที่สามารถติดตั้งได้กับเครื่องบินขับไล่ SAAB Gripen สวีเดน, Dassault Rafale ฝรั่งเศส และ Eurofighter Typhoon สหราชอาณาจักร โดยมีแผนจะติดตั้งกับ F-35

แนวทางรูปแบบภารกิจที่เป็นไปได้ของ J-20 ที่อ้างอิงจากเครื่องบินขับไล่ยุคที่5 ของสหรัฐฯคือ Lockheed Martin F-35 Lightning II นอกจากภารกิจอากาศสู่อากาศแล้วยังสามารถทำภารกิจโจมตีภาคพื้นดิน, โจมตีทาง Electronic และการรวบรวมข่าวกรอง, ตรวจการณ์ และลาดตระเวน(ISR: Intelligence, Surveillance and Reconnaissance)
เครื่องบินขับไล่ยุคที่5 อีกแบบคือ Lockheed Martin F-22 Raptor กองทัพอากาศสหรัฐฯ(USAF: US Air Force) ดั้งเดิมก็ถูกออกแบบมาเป็นเครื่องบินขับไล่ในภารกิจอากาศสู่อากาศ แต่ได้มีการพัฒนาให้สามารถทำภารกิจติดระเบิดนำวิถีโจมตีภาคพื้นดิน และโจมตีทาง Electronic ได้

รายงานของสื่อจีนอ้างว่า J-20 เป็นเครื่องบินขับไล่ยุคที่5 แบบที่สามของโลกที่ได้เข้าประจำการจริงตามหลังเครื่องบินขับไล่ F-22 Raptor และเครื่องบินขับไล่ F-35 Lightning II ของสหรัฐฯ(http://aagth1.blogspot.com/2017/03/j-20.html)
ขณะที่เครื่องบินขับไล่ Sukhoi Su-57(PAK FA T-50) รัสเซียที่ทำการบินครั้งแรกในปี 2010 คาดว่าจะเสร็จสิ้นการทดสอบและเริ่มส่งมอบเครื่องให้กองทัพอากาศรัสเซีย(VKS: Russian Aerospace Force) ประจำการได้ในปี 2019(http://aagth1.blogspot.com/2018/03/su-57-su-35.html)

เพิ่มเติมจากนี้ยังมีข้อมูลว่าเครื่องบินขับไล่ยุคที่5 แบบ Shenyang FC-31(J-31) ซึ่งอยู่ในเครือ AVIC จีนเช่นกันได้ถูกตั้งเป้าสำหรับการส่งออกแก่ต่างประเทศ แต่ไม่มีการให้รายละเอียดอื่นๆเกี่ยวกับการพัฒนาออกมา
แม้ว่าจะมีการปรากฎภาพเครื่องบินขับไล่ FC-31 เครื่องต้นแบบเครื่องที่สองที่มีรูปแบบเครื่องแตกต่างจากเครื่องต้นแบบเครื่องแรกที่สร้างมาก่อนหน้าแล้วก็ตาม(http://aagth1.blogspot.com/2016/12/fc-31.html)

"ในอดีตเราต้องเดินตามเส้นทางของผู้อื่นเมื่อถึงเวลาที่ต้องออกแบบอากาศยานทางทหารเพราะว่าขีดความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนาของเราดั้งเดิมในเรื่องนี้มีข้อจำกัด
แต่ตอนนี้เราได้กลายเป็นผู้ที่มีขีดความสามารถในการออกแบบและสร้างอากาศยานทางทหารแบบอะไรก็ตามที่เราต้องการจะมีแล้ว" Yang กล่าวครับ

วันอังคารที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2561

มาเลเซียทดสอบยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้รถถัง Ingwe แอฟริกาใต้จากยานเกราะล้อยาง AV8

Malaysian Army trials Ingwe missile







The ATGW variant of the Malaysian Army’s 8x8 AV8 Gempita armoured fighting vehicle seen during a rehearsal for the Independence Day 2017 parade in Kuala Lumpur. Source: Dzirhan Mahadzir
http://www.janes.com/article/78500/malaysian-army-trials-ingwe-missile
https://www.facebook.com/BTDMOnline/posts/2021700484525523


กองทัพบกมาเลเซีย(Malaysian Army, Tentera Darat Malaysia) ได้ดำเนินการทดสอบการยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้รถถัง(ATGM: Anti-Tank Guided Missile) แบบ ZT35 Ingwe ของบริษัท Denel Dynamics แอฟริกาใต้
ที่ทำการยิงจากยานเกราะล้อยาง Deftech AV8 Gempita 8x8 รุ่นติดอาวุธนำวิถีต่อสู้รถถัง(ATGW: Anti-Tank Guided Weapon) เมื่อวันที่ 8 มีนาคมที่ผ่านมา จากรายงานทางช่องทางสื่อสังคม Online ทางการของช่องข่าวกองทัพมาเลเซีย Berita Tentera Darat Malaysia(BTDM)

การทดสอบยิงมีขึ้น ณ สนามฝึกยิงอาวุธ Asahan ที่ตั้งในค่าย Syed Sirajuddin Camp เมือง Gemas จังหวัด Tampin รัฐ Negeri Sembilan มาเลเซีย ซึ่งเชื่อว่าเป็นการทดสอบยิงในภูมิประเทศครั้งแรกของอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้รถถัง Ingwe ของกองทัพบกมาเลเซีย
นับตั้งแต่ที่ได้รับมอบยานเกราะล้อยาง AV8 Gempita รุ่น ATGW ตั้งแต่ปี 2016 ซึ่งประจำการในสองหน่วยคือ กองพันที่19(ยานเกราะ) กรมมาเลหลวง(Royal Malay Regiment) และกรมที่1 กองทัพน้อยยานเกราะหลวง(Royal Armoured Corps)

แม้ว่าจะเคยดำเนินการทดสอบยิง Ingwe ATGM ที่แอฟริกาใต้ในปี 2016 แล้ว สำนักข่าวกองทัพมาเลเซีย BTDM แถลงว่ามียานเกราะล้อยาง AV8 Gempita ATGW จำนวน 2คันที่ดำเนินการทดสอบยิงครั้งล่าสุดนี้
ซึ่ง AV8 Gempita รุ่นนี้ติดตั้งป้อมปืนใหญ่กล Denel LCT-30 GI30 แอฟริกาใต้ขนาด 30mm และติดตั้งชุดยิงแบบกล่องคู่ที่แต่ละข้างของป้อมปืนสำหรับอาวุธปล่อยนำวิถี Ingwe แม้ว่าจะไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมก็ตาม

ผู้บัญชาการกองบัญชาการกองทัพภาคตะวันตกกองทัพบกมาเลเซีย พลโท Azizan Delin ได้เป็นผู้ควบคุมการทดสอบการยิงนี้ และตัวแทนจากบริษัท Denel แอฟริกาใต้ยังได้ปรากฎตนที่สนามฝึกใช้อาวุธด้วย
โดยจากวิดีทัศน์การทดสอบการยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้รถถัง ZT35 Ingwe ได้ประสบความสำเร็จในการยิงจากยานเกราะล้อยางติดอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้รถถัง AV8 Gempita ATGW เข้าสู่เป้าหมาย

ภาพที่ปรากฎในการทดสอบยิงยังแสดงถึงยานเกราะล้อยาง AV8 8x8 รุ่นลาดตระเวน ติดตั้งระบบติดตามเป้าหมาย Rheinmetall Vingtaqs II เยอรมนี และติดตั้งป้อมปืน Remote(RCWS: Remote Control Weapon System) สำหรับปืนกลขนาด 7.62mm
และยานเกราะล้อยาง AV8 รุ่นรถรบทหาราบ IFV 25(Infantry Fighting Vehicle) ที่ติดตั้งป้อมปืน FNSS Sharpshooter พร้อมปืนใหญ่กล Bushmaster สหรัฐฯขนาด 25mm

ยานเกราะล้อยางตระกูล AV8 เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของการทดสอบการยิงโดย BTDM ได้รายงานข่าวแสดงการดำเนินการยิงของปืนใหญ่กลขนาด 25mm และ 30mm เช่นเดียวกับป้อมปืน RCWS ขนาด 7.62mm
โดยยานเกราะล้อยางตระกูล AV8 Gempita ทั้ง 12รุ่นที่ประจำการในกองทัพบกมาเลเซียมีพื้นฐานจากยานเกราะล้อยาง FNSS Pars ตุรกี ซึ่ง Deftech ได้สิทธิบัตรการผลิตและถ่ายทอด Technology ทำการประกอบภายในมาเลเซีย

ZT35 Ingwe เป็นอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้รถถังนำวิถีด้วย Laser ไต่ลำ(Laser beam riding) มีระยะยิงที่ 200-5,000m ติดตั้วหัวรบระเบิดแรงสูงต่อสู้รรถัง(HEAT: High-Explosive Anti-Tank) แบบสองชั้น Tandem นอกจากรุ่นยิงจากภาคพื้นดินที่ติดกับรถรบทหารราบล้อยาง Ratel IFV 6x6(รุ่น Ratel ZT3) และ Badger 8x8(Patria AMV ฟินแลนด์) ของแอฟริกาใต้เองแล้ว
Ingwe ยังมีรุ่นอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นที่ติดกับเฮลิคอปเตอร์โจมตี Denel Rooivalk แอฟริกาใต้, ฮ.โจมตี Mi-24 MKIII SuperHind รัสเซียที่แอฟริกาใต้ปรับปรุงให้แอลจีเรีย และ ฮ.ลาดตระเวนติดอาวุธ H135M(EC635) อิรักด้วยครับ

วันจันทร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2561

เครื่องบินขับไล่ KF-X เกาหลีใต้จะใช้อาวุธปล่อยนำวิถี Meteor และ IRIS-T แทนของสหรัฐฯ

With delay in US, South Korea turns to Europe for air-to-air missile technology
The Meteor missile, shown as an artist's rendering of its integration into the F-35, may be integrated into South Korea's future jet fighter.
https://www.defensenews.com/industry/techwatch/2018/03/08/with-delay-in-us-south-korea-turns-to-europe-for-air-to-air-missile-technology/

ตามที่การเจรจากับสหรัฐฯเผชิญกับความล่าช้า โครงการพัฒนาเครื่องบินขับไล่ KF-X(Korean Fighter Experimental) โดยบริษัท Korea Aerospace Industries(KAI) สาธารณรัฐเกาหลีได้หันเข้าหายุโรปสำหรับโครงการจัดหาอาวุธหลักประจำเครื่องในรูปแบบสัญญาชดเชย(Offset)
เมื่อ 5 มีนาคมที่ผ่านมา สำนักงานโครงการจัดหากลาโหม(DAPA: Defense Acquisition Program Administration) สาธารณรัฐเกาหลี ได้เปิดเผยต่อสาธารณะถึงรายการ 18โครงการจัดหาที่มีสิทธิจะได้รับสัญญาแบบชดเชยในปี 2018
รวมถึงการบูรณาการอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยไกล MBDA Meteor และอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยใกล้ Diehl Defence IRIS-T เข้ากับเครื่องบินขับไล่ยุคหน้า KF-X ที่เข้าประจำการในกองทัพอากาศสาธาณรัฐเกาหลี(ROKAF: Republic of Korea Air Force) ในปี 2026

"เป้าหมายหลักสำหรับสัญญาชดเชยเหล่านี้คือเพื่อช่วยเหลือบริษัทอุตสาหกรรมความมั่นคงภายในเกาหลีจัดหาวิทยาการอาวุธต่างประเทศ หรือมีส่วนร่วมในโครงการจัดหาอาวุธ
ถ้าบริษัทความมั่นคงขนาดเล็กถึงขนาดกลางของเรา โดยเฉพาะการมีโอกาสในโครงการจัดหาอาวุธหลักร่วมในฐานะผู้จัดส่ง ความสามารถในการแข่งขันด้านวิทยาการความมั่นคงภายในเกาหลีจะสามารถก้าวกระโดดไปได้อย่างมาก"
Kang Hwan-seok โฆษกของ DAPA กล่าวโดยเน้นว่า ท่ามกลางข้อตกลง Offset ต่างๆ DAPA นำลำดับความสำคัญในการรับการถ่ายทอด Technology อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศสำหรับเครื่องบินขับไล่สองเครื่องยนต์ KF-X

เมื่อปี 2017 DAPA เกาหลีใต้ได้ลงนามสัญญากับบริษัท MBDA ยุโรปในการติดตั้งอาวุธนำวิถีอากาศสู่อากาศ Meteor ระยะยิงกว่า 100km เข้ากับเครื่องบินขับไล่ KF-X
"มันไม่แน่ใจถ้า MBDA ควรจะเสนอการถ่ายทอด Technology บางอย่างของ Meteor เราจะเจรจากับหุ้นส่วนของเรากับทุกทางเลือกที่มีทั้งหมด" เขากล่าว
เดิมที DAPA พยายามที่จะให้เครื่องบินขับไล่ KF-X ติดตั้งระบบอาวุธปล่อยนำวิถีสหรัฐฯ เช่น AIM-9 Sidewinder และ AIM-120 AMRAAM ของ Raytheon แต่รัฐบาลสหรัฐฯยังไม่มีการอนุมัติการบูรณาการอาวุธปล่อยนำวิถีดังกล่าวกับ KF-X

"DAPA ได้ร้องขอต่อรัฐบาลสหรัฐฯเพื่อการส่งมอบข้อมูลเกี่ยวกับการบูรณาการของระบบอาวุธปล่อยนำวิถีกับอากาศยานแต่ถึงขณะนี้เรายังไม่ได้รับมัน เราเข้าใจว่าการอนุมัติของรัฐบาลสหรัฐฯสำหรับการจัดเตรียมข้อกำหนดข้อมูลกับอาวุธนำวิถีอากาศสู่อากาศได้ถูกทำให้ล่าช้าออกไป"
เจ้าหน้าที่ในสำนักธุรกิจอากาศยานของ DAPA เกาหลีใต้ซึ่งให้ข้อมูลในสถานะไม่เปิดเผยตัวตนกล่าว อย่างไรก็ตาม DAPA ยังเปิดโอกาสสำหรับความเป็นไปได้ในการบูรณาการอาวุธนำวิถีอากาศสู่อากาศสหรัฐฯเข้ากับเครื่องบินขับไล่ KF-X
"ตอนนี้เราวางแผนจะให้ KF-X ติดอาวุธปล่อยนำวิถียุโรปเนื่องจากสิทธิบัตรการส่งออกของสหรัฐฯมีปัญหา ถ้ารัฐบาลสหรัฐฯแสดงสัญญาณเชิงบวกในการเสนออาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศของตนสำหรับ KF-X เราจะหารือในเรื่องนี้" เขากล่าว

สหรัฐฯไม่อนุมัติการถ่ายทอด Technology สำหรับ AESA(Active Electronically Scanned Array) radar ซึ่งเป็นรอยด่างในความปรารถนาของเกาหลีใต้
ในฐานะส่วนหนึ่งของข้อตกลงชดเชยในการจัดหาเครื่องบินขับไล่ F-35A 40เครื่องของบริษัท Lockheed Martin สหรัฐฯที่เป็นหุ้นส่วนหลักของโครงการ KF-X ที่ตกลงจะพิจารณาร่วมกับรัฐบาลสหรัฐฯเกี่ยวกับการถ่ายทอด Technology AESA radar กับสามวิทยาการอากาศยานอื่นๆ
อย่างไรก็ตาม DAPA ได้การแจ้งถึงการปฏิเสธและเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องเปลี่ยนทิศทางไปยังการพัฒนา AESA radar ภายในเกาหลีใต้เอง ประเด็นการถ่ายทอด Technology เป็นอุปสรรคขัดขวางที่ทำให้ระยะเวลาการพัฒนาเครื่องบินขับไล่ KF-X ต้องล่าช้าออกไป

ภายใต้การนำของบริษัท KAI สาธาณรัฐเกาหลี การพัฒนาเครื่องบินขับไล่ KF-X เริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2016 โดยตั้งเป้าหมายที่จะสร้างเครื่องต้นแบบ 6เครื่องได้ภายในปี 2016(http://aagth1.blogspot.com/2017/10/kai-kf-x-if-x.html)
PT Dirgantara(PTDI) รัฐวิสาหกิจบริษัทอุตสากรรมอากาศยานอินโดนีเซียเป็นเพียงหุ้นส่วนรายเดียวสำหรับโครงการวงเงิน $8 billion ซึ่งรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการพัฒนาร้อยละ20 ซึ่งกำลังมีปัญหาขาดเงินทุน(http://aagth1.blogspot.com/2018/01/kf-xif-x-su-35.html)
เครื่องบินขับไล่ KF-X ประมาณ 120เครื่องจะถูกผลิตขึ้นภายในปี 2032 เพื่อทดแทนเครื่องบินขับไล่ F-4 Phantom II และ Northrop F-5E/F ของกองทัพอากาศสาธาณรัฐเกาหลีที่มีอายุการใช้งานนานและล้าสมัย

ขณะที่ KF-X Block I จะมีเฉพาะตำบลอาวุธภายนอกลำตัวเท่านั้น เครื่องบินขับไล่ KF-X Block 2 จะมีห้องเก็บอาวุธภายในลำตัวเครื่อง และเครื่องบินขับไล่ KF-X Block 3 จะมีคุณสมบัติการตรวจจับได้ยาก Stealth ระดับเดียวกับเครื่องบินขับไล่ยุคที่5 Lockheed Martin F-35 Lightning II
นอกจาการบูรณาการอาวุธปล่อยนำวิถีกับ KF-X DAPA ยังมองหาข้อตกลง Offset กับโครงการจัดหาอาวุธอื่นๆ เช่น การปรับปรุงติดระบบต่อต้านอาวุธนำวิถี Infrared(DIRCM: Direct Infrared Countermeasure) สำหรับฝูงบินเครื่องบินลำเลียงทางยุทธวิธี Lockheed Martin C-130H
การจัดหาระบบ Radar ตรวจจับขีปนาวุธพิสัยไกล, การปรับปรุงห้องนักบินและเครื่องยนต์ของเฮลิคอปเตอร์ลำเลียง Boeing CH-47D/HH-47 และการจัดหาระบบป้องกันระยะประชิด(CIWS: Close-In Weapon System) สำหรับเรือฟริเกตแบบ FFX-III ชั้น Ulsan ชุดใหม่

DAPA คาดการณ์ว่าวงเงินสำหรับโครงการ Offset เหล่านี้จะสูงถึงเกือบ $690 million "ถ้าเราส่งออกร้อยละ80 ของวงเงินการจัดหาได้อีกครั้ง ราว $550 million ของวงเงินการส่งออกจะได้รับการอนุมัติ" โฆษกของ DAPA กล่าว
ทั้งนี้ภายใต้กรอบแผนระยะเวลา 5ปี นั้น ภายในปี 2020 เกาหลีใต้ต้องการที่จะเพิ่มยอดการส่งออกอาวุธยุทโธปกรณ์แก่ต่างประเทศให้ได้ถึงวงเงิน $5 billion และเพิ่มแรงงานในภาคอุตสาหกรรมความมั่นคงให้ได้ถึง 50,000คน
โดยในปี 2017 ที่ผ่านมาเกาหลีใต้สามารถส่งออกอาวุธได้ถึงวงเงิน $3.19 billion และมีแรงงานในภาคอุตสาหกรรมความมั่นคงอยู่ที่ราว 38,000คนแล้วครับ

วันอาทิตย์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2561

กองทัพยูเครนจะได้รับมอบรถถังหลัก T-84 Oplot รุ่นปรับปรุงใหม่เพื่อทดลองใช้

Malyshev to deliver modernised T-84 MBTs to Ukrainian Army for trials
The newly upgraded T-84 variant developed by the Malyshev Plant and Kharkiv Morozov Machine Building Design Bureau could provide a much-needed boost to Ukrainian armoured formations. Source: Malyshev
http://www.janes.com/article/78474/malyshev-to-deliver-modernised-t-84-mbts-to-ukrainian-army-for-trials

โรงงานรถถัง Malyshev Plant และสำนักออกแบบ KMDB(Kharkiv Morozov Machine Building Design Bureau) รัฐวิสาหกิจการพัฒนาออกแบบผลิตยานเกราะของยูเครน
กำลังเตรียมการเพื่อส่งมอบรถถังหลัก T-84 Oplot รุ่นปรับปรุงใหม่ชุดแรกสำหรับนำมาทดลองใช้งานโดยกองทัพยูเครน

T-84 Oplot เป็นรุ่นปรับปรุงความทันสมัยใหม่ล่าสุดที่มีพื้นฐานพัฒนามาจากรถถังหลัก T-80 ที่มีการผลิตและใช้งานเป็นจำนวนมากในอดีตกองทัพโซเวียตตั้งแต่ช่วงปี 1980s ตามที่มีภาคส่วนโรงงานอุตสาหกรรมความมั่นคงจำนวนมากที่ดั้งเดิมทำการสร้างในยุคอดีตสหภาพโซเวียต
โรงงานการผลิตและสำนักออกแบบได้ถูกตั้งขึ้นที่ยูเครนตามคำสั่งเพื่อให้มีความคล่องตัวในการเปลี่ยนผ่านระหว่างขั้นตอนการวิจัยและออกแบบ(R&D: Research and Development) และในขั้นสายการผลิตจำนวนมาก

รถถังหลักแบบใหม่ได้ปรากฎตัวขึ้นจากการเริ่มการผลิตใหม่แบบเต็มรูปแบบจากรถถังที่มีอยู่ ในขั้นต้นรถถังผ่านการยกเครื่องใหม่ในส่วนการประกอบย่อยและส่วนประกอบทางเชิงกลที่ทั้งมีการซ่อมหรือนำออกไปโดยเปลี่ยนเป็นอุปกรณ์ใหม่แทน
รถถังได้ถูกส่งมอบให้สำนักออกแบบ Morozov เพื่อรับมอบระบบอุปกรณ์ไฟฟ้าประจำรถใหม่ ที่รวมถึงชุดระบบสื่อสาร Digital และชุดควบคุมการยิงประกอบด้วยกล้องเล็งและเครื่องคำนวนขีปนวิถีแบบใหม่ที่มีขีดความสามารถสูงขึ้น

ทีมออกแบบที่รับผิดชอบสำหรับปรับปรุงกล่าวว่ามันจะเป็นการสร้างรุ่นปรับปรุงควาทันสมัยใหม่ของรถถังหลัก T-84 ที่มีขีดความสามารถมากขึ้นในการปฏิบัติการทุกสภาพอากาศและเช่นเดียวกับในเวลากลางคืน
นอกเหนือจากนี้รถถังตอนนี้ยังได้รับการติดตั้งทั้งระบบป้องกันเชิงรับและระบบป้องกันเชิงรุก(Passive/Active Protection Systems) ที่มีขีดความสามารถในการต่อต้านอาวุธปล่อยนำวิถีทั้งแบบ Radar, Infrared และกล้อง Optic

กองทัพบกยูเครนมีรถถังหลัก T-84 Oplot รุ่นแรก(Object 478DU9) จำนวนไม่มาก ซึ่งส่วนหนึ่งที่ได้รับการซ่อมปรับปรุงเพื่อนำกลับเข้าประจำการใหม่(http://aagth1.blogspot.com/2016/11/t-84-oplot.html)
โดย ถ.หลัก T-84 Oplot ที่กองทัพบกยูเครนมีประจำการเองนั้นเป็นรุ่นที่เก่ากว่ารถถังหลัก Oplot-T ที่ยูเครนสร้างส่งออกให้กองทัพบกไทยซึ่งมีพื้นฐานจากรถถังหลัก T-84 Oplot-M(Object 478DU10) หรือ BM Oplot ซึ่งเดิมยูเครนมีรถถังหลัก T-64 เป็นกำลังหลัก

อย่างไรก็ตามจากการที่รัสเซียผนวก Crimea และสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธนิยมรัสเซียในภาค Donbass ทำสงครามกับกองกำลังความมั่นคงรัฐบาลยูเครนตั้งแต่ปี 2014 ทำให้ยูเครนต้องทำการปรับปรุง ถ.หลัก T-64 รวมถึงรถถังหลัก T-72 และ T-80 ที่มีในคลังแสงตนให้ทันสมัยเป็นการเร่งด่วน
การนำรถถังหลัก T-84 Oplot ที่มีความทันสมัยเพื่อให้เข้าสู่สายการผลิตจำนวนมากได้จะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถด้านกำลังรบของรถถังยูเครนให้สูงขึ้น เพื่อรับมือกับภัยคุกคามใน Donbass ที่มีการพบว่ามีรถถังหลักที่ทันสมัยใช้งานเช่น รถถังหลัก T-72B3 รุ่นปรับปรุงใหม่ของรัสเซีย

กองทัพบกไทย(Royal Thai Army) เป็นลูกค้าส่งออกรายเดียวได้สั่งจัดหารถถังหลัก Oplot-T จำนวน ๔๙คัน วงเงิน ๗,๒๐๐ล้านบาท($240 million) จาก Ukroboronprom รัฐวิสาหกิจด้านการจัดการอุตสาหกรรมความมั่นคงยูเครน ในปี พ.ศ.๒๕๕๔(2011)
ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๕๗(2014) ยูเครนได้ส่งมอบ ถ.หลัก Oplot-T เข้าประจำการ กองพันทหารม้าที่๒ กองพลทหารราบที่๒ รักษาพระองค์ เพียง ๓๖คันเท่านั้น ซึ่งเป็นผลจากการเข้าแทรกแซงทางทหารของรัสเซียต่อยูเครนในข้างต้น

ทั้งนี้ตามรายงานจากงาน Defense and Security 2017 ว่า UkrOboronProm ยูเครนยืนยันจะส่งมอบรถถังหลัก Oplot-T ให้กองทัพบกไทยครบตามจำนวนที่สัญญาไว้ภายในปี พ.ศ.๒๕๖๑(2018) นี้(http://aagth1.blogspot.com/2017/11/btr-4e-oplot-t-2018.html)
ล่าสุดมีรายงานว่าโรงงาน Malyshev ยูเครนได้เสร็จสิ้นการผลิตรถถังหลัก Oplot-T ของไทยครบคันที่๕๐ แล้ว โดยคณะกรรมการของกองทัพบกไทยจะเดินทางไปยูเครนเพื่อตรวจรับมอบรถชุดสุดท้ายในราวปลายเดือนมีนาคมนี้ครับ

วันเสาร์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2561

ญี่ปุ่นทำพิธีขึ้นระวางประจำการเรือพิฆาตชั้น Asahi ลำแรก DD-119 Asahi

JMSDF Commissions its First 25DD-class Asahi ASW Destroyer
JS Asahi underway following its commissioning with the JMSDF. Picture by Japanese shipspotter @T_fighter.





JS Asahi commissioning ceremony. JMSDF pictures.

JS Asahi on its commissioning day. Video by Japanese shipspotter @BinmeiTube
http://navyrecognition.com/index.php/news/defence-news/2018/march-2018-navy-naval-defense-news/6025-jmsdf-commissions-its-first-25dd-class-asahi-asw-destroyer.html

สำนักข่าว NBC Nagasaki ญี่ปุ่นรายงานว่าเรือพิฆาตปราบเรือดำน้ำชั้น Asahi(25DD) ลำแรก DD-119 JS Asahi ได้ถูกส่งมอบให้กองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่น(JMSDF: Japan Maritime Self Defense Force) อย่างเป็นทางการแล้วเมื่อวันที่ 8 มีนาคมที่ผ่านมา
โดยพิธีขึ้นระวางประจำการได้จัดขึ้น ณ อู่ต่อเรือบริษัท Mitsubishi Heavy Industries(MHI) ใน Nagasaki โดยมีพลเรือเอก Yutaka Murakawa ผู้บัญชาการกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่นนำพิธีร่วมกับนายทหาร JMSDF อื่นๆ และกำลังพลประจำเรือ 220นาย

"เพื่อการปกป้องทรัพย์สินและชีวิตของชาวญี่ปุ่นและเพื่อป้องกันทะเล, ดินแดนอาณาเขต และห้วงอากาศของญี่ปุ่นเพิ่มเติม ท่านต้องมีประสิทธิภาพในการคงความรับผิดชอบตามหน้าที่ที่ท่านได้รับ
เราหวังว่าจากวันนี้ไปในการทำงานมุ่งตรงต่อเหตุปกติประจำทั่วไป ท่านจะต้องอุทิศตนเพื่อทำหน้าที่ของท่านในการรับใช้เรือลำนี้ด้วยเกียรติของท่าน" พลเรือเอก Murakawa กล่าวต่อกำลังพลชุดรับเรือ

สำนักข่าว Nikkei ญี่ปุ่นได้รายงานเพิ่มเติมว่า ผบ.JMSDF พลเรือเอก Murakawa ได้เน้นย้ำการอ้างถึงเกาหลีเหนือและจีนเป็นพิเศษ โดยเริ่มต้นว่า "มันไม่มีการกล่าวเกินจริงต่อรัฐที่ได้กลายเป็นสภาพแวดล้อมอันตรายร้ายแรงต่อด้านความมั่นคงของญี่ปุ่นไปแล้ว"
เรือพิฆาต DD-119 Asahi มีกำหนดที่จะวางกำลังที่ฐานทัพเรือ Sasebo โดยกำหนดการตามหลังพิธีเข้าประจำการ เป็นเวลาประมาณ 6เดือนที่จะมีการทดสอบอุปกรณ์และการฝึกซักซ้อมของกำลังพลประจำเรือก่อนที่เรือจะมีความพร้อมปฏิบัติการเต็มอัตราโดยสมบูรณ์

DD-119 Asahi เป็นเรือพิฆาตลำแรกในรอบ 4ปีที่สร้างที่อู่เรือของ Mitsubishi ใน Nagasaki หลังจากที่จะเพิ่งสูญเสียเงินไปกว่า 250 Billion Yen ในการสร้างเรือสำราญเดินสมุทรที่หรูหรา
สัญญาการสร้างเรือพิฆาตสำหรับกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลถูกมองว่าเป็นพลิกผันของโชคชะตาสำหรับการดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดของอู่เรือบริษัท MHI

เรือพิฆาตชั้น Asahi มีพื้นฐานจากเรือพิฆาตป้องกันภัยทางอากาศชั้น Akizuki(19DD) โดย JS Asahi มีความยาวเรือ 151m กว้าง 18.3m กินน้ำลึก 5.4m และมีระวางขับน้ำปกติ 5,100tons ระวางขับน้ำเต็มอัตรา 6,800tons ทำความเร็วสูงสุดได้ 30knots
เป็นเรือชุดแรกของ JMSDF ที่ติดตั้งระบบขับเคลื่อน Hybrid แบบ COGLAG(Combined Gas Turbine Electric and Gas Turbine) ประกอบด้วยเครื่องยนต์ Gas Turbine แบบ General Electric/IHI LM2500IEC กำลัง 2,800HP สองเครื่อง กับ Motor ไฟฟ้ากำลัง 3,400HP สองเครื่อง

เรือพิฆาตชั้น Asahi ติดตั้งระบบ Sonar ประกอบด้วย Sonar ที่ใต้ตัวเรือแบบ OQQ-24 และ Sonar ชักหย่อนด้านท้ายเรือปรับระดับความลึกได้แบบ OQR-4
รวมกับระบบป้องกันต่อต้าน Torpedo ขั้นก้าวหน้า และระบบตรวจับกล้องตาเรือของเรือดำน้ำ ซึ่งเป็นเรือพิฆาตชั้นแรกของกองกำลังป้องกันทางทะเลญี่ปุ่นที่ติดตั้งระบบดังกล่าว

Radar เอนกประสงค์แบบ GaN-AESA(Gallium Nitride-Active Electronically Scanned Array) รุ่นใหม่ที่พัฒนาจาก AESA radar แบบ FCS-3A เช่นที่ติดตั้งบนเรือพิฆาตชั้น Akizuki
(เป็นเรือรบชั้นแรกของญี่ปุ่นที่ติดตั้ง GaN-AESA radar และเป็นชั้นที่สองของโลกต่อจากเรือฟริเกตแบบ F125 ชั้น Baden-Württemberg กองทัพเรือเยอรมนีที่ติดตั้ง Radar แบบ TRS-4D)

ระบบอาวุธของเรือพิฆาตชั้น Asahi ประกอบด้วย  แท่นยิงแนวดิ่ง Mk41 VLS(Vertical Launching System) 32ท่อยิงด้านหน้าเรือสำหรับอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ RIM-162 ESSM และจรวดปราบเรือดำน้ำ Type 07 VL-ASROC,
อาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นต่อต้านเรือผิวน้ำ Type 90 แท่นยิง 8นัด, แท่นยิง Torpedo เบาปราบเรือดำน้ำแฝดสาม 2แท่นยิง และปืนใหญ่เรือ Mk54 Mod4 ขนาด 5"/62cal

ก่อนหน้านี้อู่ต่อเรือบริษัท MHI ที่ Nagasaki ได้ทำพิธีตั้งชื่อเรือและปล่อยเรือลงน้ำของเรือพิฆาตชั้น Asahi ลำที่สอง DD-120 JS Shiranui(26DD) ซึ่งเป็นลำสุดท้ายของชั้นเมื่อเดือนตุลาคม 2017
โดยคาดว่าเรือพิฆาต DD-120 Shiranui คาดว่าจะเข้าประจำการในกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่นได้ในปี 2019 ครับ(http://aagth1.blogspot.com/2017/10/asahi-dd-120-shiranui.html)