แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Sukhoi Superjet 100 แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Sukhoi Superjet 100 แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2565

ความคืบหน้าโครงการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพไทยในปี ๒๕๖๕-๓


The US Air Force (USAF)'s Lockheed Martin F-35A Lightning II. (USAF)

Royal Thai Air Force (RTAF)'s Lockheed Martin F-16A/B Block 15 OCU Fighting Falcon of 103rd Squadron, Wing 1 Korat.
Royal Thai Air Force (RTAF) spokesperson reveal 1st progression of Lockheed Martin F-16A/B Block 15 replacement programme on 7 March 2022, requirements for 5th Generation Fighter Aircraft.
RTAF spokesperson reveal 2nd progression of F-16 replacement programme on 9 March 2022, it need for 5th Gen Fighter Aircraft to replaced retired F-5s and F-16s by 2032 when its fighter fleet to be less than 50% of current.

The RTAF's F-16A Block 15 ADF serial 10331 of 103rd Squadron, Wing 1 Korat was crashed at Chaiyaphum Province, Thailand local time 1340 on 8 March 2022 during Basic Fighter Maneuvers (BFM) training flight mission, Pilot ejected safely.
The crashed airframe was former F-16A ADF serail 10210 (pictured) that transited from 102nd Squadron, Wing 1 since 30 September 2021. (https://www.facebook.com/groups/441463545871708/posts/7567849086566416/)

โฆษก ทอ.เปิดเผยความก้าวหน้าโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่โจมตีทดแทน (ครั้งที่ 2)

วันนี้ (วันที่ 9 มีนาคม 2565) พลอากาศตรี ประภาส  สอนใจดี โฆษกกองทัพอากาศ เปิดเผยเหตุผลความจำเป็นที่ต้องจัดซื้อเครื่องบินขับไล่โจมตีทดแทนว่า 
ตาม พรบ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551  มาตรา 21 ระบุให้ กองทัพอากาศมีหน้าที่เตรียมกำลังกองทัพอากาศ การป้องกันราชอาณาจักรและดำเนินการเกี่ยวกับการใช้กำลังกองทัพอากาศ ตามอำนาจหน้าที่ของกระทรวงกลาโหม 
มีผู้บัญชาการทหารอากาศเป็นผู้บังคับบัญชารับผิดชอบ และตามแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาศักยภาพของประเทศด้านความมั่นคง ของกระทรวงกลาโหม และแผนปฏิบัติการด้านการปกป้องอธิปไตยและรักษาผลประโยชน์แห่งชาติของกองทัพไทย 
ซึ่งกำหนดแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถในการปกป้องอธิปไตยและรักษาผลประโยชน์ของชาติ ระบุว่ากำลังทางอากาศต้องมีขีดความสามารถในการปฏิบัติการเชิงรุกที่ได้เปรียบฝ่ายตรงข้าม และปฏิบัติการร่วมทั้งในและนอกประเทศ 
โดยใช้ระบบเครือข่ายเป็นศูนย์กลาง (Network Centric Operations) ทำให้กองทัพอากาศต้องเตรียมยุทโธปกรณ์ให้มีความพร้อม ทันสมัย มีศักยภาพทางทหารที่ทัดเทียมกับประเทศรอบบ้าน
 
ปัจจุบันเครื่องบินรบส่วนใหญ่ของกองทัพอากาศมีขีดความสามารถจำกัดในการปฏิบัติการทางอากาศมีอายุการใช้งานมาอย่างยาวนาน และจะเริ่มทยอยปลดประจำการตั้งแต่ พ.ศ.2564 จนถึง พ.ศ.2574 
โดยใน พ.ศ.2575 กองทัพอากาศจะคงเหลือเครื่องบินขับไล่โจมตีต่ำกว่าร้อยละ 50 ซึ่งจะทำให้ขีดความสามารถของกำลังรบทางอากาศลดลงจนไม่สามารถปฏิบัติภารกิจได้ และยังต้องแบกรับภาระการส่งกำลังและซ่อมบำรุงกับเครื่องบินรบจำนวนมาก ที่มีอายุการใช้งานสูงถึง 28 - 54 ปี 
จึงต้องพัฒนาและจัดหายุทโธปกรณ์ที่จำเป็นและเพียงพอต่อหน้าที่ในการเตรียมการใช้กำลังทางอากาศ โดยคำนึงถึงเทคโนโลยีที่เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานภาพงบประมาณของกองทัพอากาศ 
เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันประเทศ รองรับแผน ปฏิบัติการของกระทรวงกลาโหมและกองทัพไทย 
กองทัพอากาศได้พิจารณาความคุ้มค่าในการจัดหาเครื่องบินขับไล่โจมตีโดยมุ่งเน้นคุณภาพเหนือปริมาณ เพื่อการป้องปรามและรู้ผลแพ้ชนะในการใช้กำลัง รวมทั้งสามารถทวีกำลังและเป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนการปฏิบัติการร่วมระหว่างเหล่าทัพ 
ตลอดจนสร้างความมั่นคงร่วมกับมิตรประเทศในภูมิภาค กองทัพอากาศจึงได้กำหนดให้จัดหาเครื่องบินขับไล่โจมตีสมรรถนะสูงยุคที่ 5 มาทดแทนเครื่องบินขับไล่โจมตีแบบเดิมที่ล้าสมัย อันจะก่อให้เกิดความได้เปรียบของกำลังทางอากาศในการผนึกกำลังป้องกันประเทศ (United Defense) 
สนับสนุนการปฏิบัติการร่วมกับเหล่าทัพอื่น และยังเป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ในการป้องปราม (Deterrence) หรือการป้องกันเชิงรุก (Active Defense) ตลอดจนสามารถร่วมปฏิบัติการทางทหารกับประเทศในภูมิภาคได้ ตามหลักคิดการสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงร่วมกับมิตรประเทศในภูมิภาค 

กองประชาสัมพันธ์ สำนักกิจการพลเรือนและประชาสัมพันธ์ กรมกิจการพลเรือนทหารอากาศ
9 มีนาคม 2565

โฆษก ทอ.เปิดเผยความก้าวหน้าโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่โจมตีทดแทน (ครั้งที่ 3) 
วันนี้ (วันที่ 11 มีนาคม 2565) พลอากาศตรี ประภาส  สอนใจดี โฆษกกองทัพอากาศ เปิดเผยวัตถุประสงค์การใช้งานเครื่องบินขับไล่โจมตีทดแทน เพื่อรองรับภารกิจการบินรบในอากาศ การโจมตีทางอากาศ การปฏิบัติการเชิงรุกที่ก่อให้เกิดความได้เปรียบต่อฝ่ายตรงข้าม 
และการปฏิบัติการร่วมทั้งในและนอกประเทศ รวมถึงบูรณาการความร่วมมือในการป้องกันประเทศ และรักษาผลประโยชน์แห่งชาติกับเหล่าทัพอื่น 
โดยคณะกรรมการศึกษาและจัดทำความต้องการเครื่องบินขับไล่โจมตีทดแทน ได้กำหนดแนวทางการถ่ายทอดเทคโนโลยีเบื้องต้นที่ควรได้รับจากการจัดหาเครื่องบินขับไล่โจมตีทดแทน ดังนี้ 
1. มีข้อเสนอให้ทุนการศึกษาแก่ประเทศไทยในระดับปริญญาตรีและปริญญาโท จำนวนที่เหมาะสม เพื่อการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่สำคัญ และส่งเสริมการพัฒนาประเทศในภาพรวม 
2. บุคลากรของกองทัพอากาศควรได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Offset Scholarship) เพื่อการพัฒนาด้านต่าง ๆ บนพื้นฐานของการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน 
ตลอดจนมีขีดความสามารถในการทดสอบการใช้งาน การติดตามผลการใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง และการรับรองมาตรฐานซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากล 
3. การถ่ายทอดเทคโนโลยีในส่วนของการออกแบบอากาศยานที่สามารถซ่อนพรางจากการตรวจจับด้วยสัญญาณเรดาร์ (Stealth) ทั้งในส่วนการออกแบบอากาศยาน (Aircraft Design) การออกแบบพื้นผิววัสดุของอากาศยาน (Material Design) และการซ่อมบำรุงการซ่อนพราง 
4. การถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการประยุกต์ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) นำองค์ความรู้มาประยุกต์ใช้ในระบบบัญชาการและควบคุม ในการพิจารณาภัยคุกคาม (Threat Assessment & Analysis) เพื่อให้ระบบบัญชาการและควบคุม มีประสิทธิภาพมากขึ้น 
5. การถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านงานส่งกำลังบำรุงแบบบูรณาการในการติดตามระบบส่งกำลังบำรุง ระบบการจัดการ, การซ่อมบำรุงพัสดุ ในแบบ Realtime และสามารถนำมาพิจารณาแนวโน้มความต้องการพัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมบำรุงรักษาได้ 
6. การถ่ายทอดเทคโนโลยีองค์ความรู้ด้านการบินทดสอบอากาศยานที่ทันสมัย และการบินทดสอบอากาศยานไร้คนขับในลักษณะ Manned-Unmanned Teaming (MUM-T) ให้แก่นักบินของกองทัพอากาศ ซึ่งทำหน้าที่ทดสอบสมรรถนะ หรือการทำงานของอากาศยาน 
7. การถ่ายทอดเทคโนโลยีองค์ความรู้ในด้านวิเคราะห์และเลือกใช้อาวุธ (Target Weaponeering) 
8. การถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านสงครามอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Warfare) รวมถึงการได้รับการเข้าถึงบัญชีความถี่ (EW Library) 
กล่าวได้ว่าการจัดหาเครื่องบินขับไล่โจมตีทดแทนพร้อมระบบที่เกี่ยวข้องในครั้งนี้ ได้กำหนดแนวทางการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อนำไปสู่การพึ่งพาตนเองได้ในอนาคต 
โดยคำนึงถึงคุณภาพของกำลังทางอากาศและขีดความสามารถในการปฏิบัติการทางอากาศ เพื่อปกป้องผลประโยชน์และรักษาความมั่นคงของชาติ 

กองทัพอากาศยังคงดำรงเจตนารมณ์เช่นเดิมในเรื่องการถ่ายทอดเทคโนโลยี แต่การดำเนินการที่เกี่ยวข้องในรายละเอียดทั้งหมดจะอยู่ในขั้นตอนต่อไป ภายหลังจากการเจรจากับประเทศผู้ขาย 
(ขอเวลาให้ คณะกรรมการฯ ดำเนินการ พิจารณาเลือกแบบเครื่องบินที่เหมาะสม ดำเนินการด้วยความรอบคอบก่อน) 
อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีตามที่กองทัพอากาศสนใจจะให้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีนั้น เป็นเทคโนโลยีทางทหารชั้นสูง มีชั้นความลับกำกับ ถือเป็น Military Know how (ที่สร้างความได้เปรียบในการรบสมัยใหม่) 
จึงต้องถูกควบคุมจากประเทศผู้ผลิตอย่างเคร่งครัดโดยหน่วยงานด้านความมั่นคงของประเทศผู้ผลิต
อย่างไรก็ตาม ขอยืนยันว่ากองทัพอากาศเรามีความชัดเจนในการถ่ายทอดเทคโนโลยีในสิ่งที่เราต้องการและเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนากองทัพไทยและประเทศชาติในระยะยาวแน่นอนครับ

พลอากาศตรี ประภาส  สอนใจดี โฆษกกองทัพอากาศไทย ได้เปิดเผยความก้าวหน้าโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่โจมตีทดแทน ครั้งที่๑ ครั้งที่๒ และครั้งที่๓ ตลอดช่วงเดือนมีนาคม พ.ศ.๒๕๖๕(2022) สำหรับการทดแทนเครื่องบินขับไล่แบบที่๑๙ บ.ข.๑๙/ก F-16A/B Block 15 
ในส่วนการทดแทนเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๙/ก F-16A/B ADF ที่เคยประจำการ ณ ฝูงบิน๑๐๒ กองบิน๑ โคราช ที่เครื่องบางส่วนโอนย้ายไปรวมที่ฝูงบิน๑๐๓ กองทัพอากาศไทยแสดงเจตนารมณ์ชัดเจนมาตลอดว่าต้องการเครื่องบินขับไล่ยุคที่๕ แบบ Lockheed Martin F-35A Lightning II สหรัฐฯ
คณะรัฐมนตรีไทยเห็นชอบอนุมัติวงเงินประมาณ ๑๓,๘๐๐,๐๐๐,๐๐๐บาท($415 million) สำหรับโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่ F-35A ระยะที่๑ จำนวน ๔เครื่อง ยังจำเป็นต้องได้รับมติเห็นชอบจากรัฐสภาไทยสำหรับงบประมาณผูกพันปี พ.ศ.๒๕๖๖-๒๕๖๙(2023-2026) ไปแล้ว

ต่อมาหนึ่งวันให้หลังเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๙ F-16A ADF หมายเลข 10331 ฝูงบิน๑๐๓ กองบิน๑ ตกที่จังหวัดชัยภูมิ ระหว่างการฝึกภารกิจการบินขับไล่ขั้นมูลฐาน(BFM: Basic Fighter Maneuvers) นักบิน เรืออากาศเอก ปกรณ์  พิสิทธิ์ศาสตร์ ดีดตัวได้อย่างปลอดภัยและได้ถูกส่งไปโรงพยาบาล
อุบัติเหตุเมื่อวันที่ ๘ มีนาคม ๒๕๖๕ เป็นการสูญเสียเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๙/ก F-16A/B เครื่องที่๗ จากทั้งหมด ๕๙เครื่องที่จัดหาเข้าประจำการมาเกือบ ๓๔ปี โดย F-16A ADF หมายเลข 10331 เดิมคือหมายเลข 10210ในฝูงบิน๑๐๒(https://aagth1.blogspot.com/2022/01/f-16a-adf.html)
ถ้านับเฉพาะในรุ่น F-16A/B ADF จะมีการสูญเสียรวม ๔เครื่อง(https://aagth1.blogspot.com/2021/10/f-16ab-2020s.html) โดย บ.ข.๑๙/ก F-16A/B ที่กองทัพอากาศไทยมีประจำการได้รับการปรับปรุงโครงสร้าง Falcon UP/STAR แล้ว ทำให้มีอายุการใช้งานที่ 8,000 flight hours

เครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๙ F-16A ADF หมายเลข 10331 ที่ตกนั้นล่าสุดนั้นมีชั่วโมงบินรวม 6,009.7 flight hours และเครื่องยนต์ไอพ่น Pratt & Whitney F100-PW-220E มีอายุการใช้ที่ 3,588.3 hours หมายความว่าเครื่องยังเหลือชั่วโมงบินอีกเกือบ 2,000 flight hours
ซึ่ง บ.ข.๑๙ F-16A ADF หมายเลข 10331 หรือหมายเลข 10210 เดิมนั้นเป็นเครื่องในสายการผลิต 82-1008 เคยประจำการในฝูงบินขับไล่ที่34(34th Fighter Squadron) กองบินขับไล่ที่388(388th Fighter Wing) กองทัพอากาศสหรัฐฯ(USAF: US Air Force) ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๒๗(1984)
ก่อนได้รับการปรับปรุงเป็น F-16A ADF(Air Defense Fighter) ประจำการในกองกำลังพิทักษ์ชาติทางอากาศ(ANG: Air National Guard) ในปี พ.ศ.๒๕๓๕(1992) ก่อนส่งมอบให้กองทัพอากาศไทยภายใต้โครงการ Peace Naresuan IV ปี พ.ศ.๒๕๔๕-๒๕๔๖(2002-2003)

ภายในปี พ.ศ.๒๕๗๕(2032) ฝูงเครื่องบินขับไล่โจมตีของกองทัพอากาศไทยจะเหลือน้อยกว่าร้อยละ๕๐ ของปัจจุบัน เช่นเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๗ข/ค F-5E/F TH Super Tigris, เครื่องบินโจมตี บ.จ.๗ Alpha Jet TH และ บ.ข.๑๙/ก F-16A/B ฝูงบิน๑๐๓ ที่จะปลดประจำการลงทั้งหมดในช่วงนั้น
ซึ่งในสงครามทางอากาศยุคอนาคตเครื่องบินขับไล่ที่ไม่ใช้เครื่องบินขับยุคที่๕ จะไม่มีโอกาสรอดอีกต่อไป การจัดหาเครื่องบินขับไล่ F-35 พร้อมทำงานร่วมกับอากาศยานไร้คนขับ MUM-T(Manned-Unmanned Teaming ) ในลักษณะการทวีกำลังรบจึงจะลดช่วงว่างขีดความสามารถที่หายไปนี้ได้
การถ่ายทอดวิทยาการในระดับที่เจ้าของจะมอบให้ได้ โดยมีกองทัพอากาศไทยและรัฐวิสาหกิจเช่น บริษัท อุตสาหกรรมการบิน จำกัด(TAI: Thai Aviation Industries Co.,Ltd.) จนถึงสถาบันการศึกษาเป็นแม่งานหลัก เป็นแนวทางที่เหมาะสมเป็นได้จริงกว่าให้ภาคเอกชนที่ยังไม่มีความพร้อมจะลงทุน

การที่ออกมาบอกว่าโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่โจมตีทดแทนของกองทัพอากาศไทยไม่มีการมีส่วนร่วมของของภาคเอกชน ดูจะไม่ตรงกับข้อเท็จจริงทั้งหมด เพราะคำถามคือแล้วเอกชนบริษัทไหนในไทยที่มีขีดความสามารถพอที่จะมีสามารถมีส่วนร่วมในการจัดหาเครื่องบินขับไล่ F-35 ได้?
F-35 ซึ่งเป็นเครื่องบินขับไล่ยุคที่๕ ทีมีระดับวิทยาการสูง ต้องมองด้วยว่าไทยเรามีพื้นฐานภาคอุตสาหกรรมอากาศยานภายในประเทศแค่ไหน โดยแต่ละประเทศที่รวมโครงการ Joint Strike Fighter(JSF) หรือจัดหาแบบ Foreign Military Sales(FMS) ก็มีระดับการมีส่วนร่วมในโครงการไม่เท่ากัน
เช่น เนเธอร์แลนด์เป็นที่ตั้งศูนย์ชิ้นส่วนอะไหล่ในยุโรปทั้งหมด(https://aagth1.blogspot.com/2022/01/f-35a-f-16ambm.html), Kongsberg นอร์เวย์พัฒนาอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น JSM(https://aagth1.blogspot.com/2021/03/f-35a-jsm.html) ฟินแลนด์มีข้อตกการจัดตั้งการซ่อมบำรุงและการถ่ายทอดองค์ความรู้แก่สถาบันการศึกษา(https://aagth1.blogspot.com/2022/02/f-35a-hx.html) และล่าสุดแคนาดาที่ระบุการมีส่วนร่วมของอุตสาหกรรมการบินในประเทศ(https://aagth1.blogspot.com/2022/03/f-35a.html)

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นล่าสุดทั้งหมดเป็นการตอกย้ำความจำเป็นเร่งด่วนที่จะทดแทนเครื่องบินขับไล่ยุคที่๔ อย่าง บ.ข.๑๙ F-16A/B Block 15 OCU/ADF ที่มีอายุการใช้งานมานานและเริ่มล้าสมัยแล้ว ด้วยเครื่องบินขับไล่ยุคที่๕ ที่มีขีดความสามารถในการรองรับภัยคุกคามในอนาคต
อย่างไรก็ตามนอกจากปัจจัยจากทางสหรัฐฯที่ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลสหรัฐฯจะอนุมัติการขายเครื่องบินขับไล่ F-35A ให้ไทยหรือไม่ ซึ่งในขั้นระยะนี้บริษัท Lockheed Martin สหรัฐฯผู้ผลิตและรัฐบาลสหรัฐฯยังไม่อยู่ในสถานะและเวลาที่จะให้ข้อมูลใดๆแก่สาธารณชนได้ คาดว่าจะมีหลังเดือนเมษายนลงไป
ยังมีปัจจัยทางทางไทยที่การจัดหา F-35A ระยะที่๑ ๔เครื่องต้องได้รับการอนุมัติจากรัฐสภาก่อน แต่ผู้ไม่หวังดีต่อชาติยังคงใช้สื่อไร้จรรยาบรรณโจมตีกองทัพอากาศว่าตั้งใจทำเครื่องบินตกเพื่อหาเรื่องซื้อเครื่องใหม่ และไม่ยอมให้ซื่้อเครื่องใหม่อะไรทั้งนั้นแต่พอใช้เครื่องเก่าก็ว่าไม่ห่วงชีวิตนักบินครับ


Naval Research & Development Office (NRDO), Royal Thai Navy (RTN) demonstrated MARCUS-B (Maritime Aerial Reconnaissance Craft Unmanned System-Type B) Vertical Take-Off and Landing (VTOL) UAV (Unmanned Aerial Vehicle) 
during the opening ceremony for RTN's Naval Exercise Fiscal Year 2022.


AAV7A1 RAM/RS amphibious assault vehicles which upgraded by Thailand's company Chaiseri of Marine Assault Amphibian Vehicle Battalion, Royal Thai Marine Corps (RTMC) Division, Royal Thai Navy.
Defence Technology Institute (DTI) 's announced on 8 March 2022 that Chaiseri metal & rubber Co. Ltd. is winner for development, modernization and maintenance the prototype of Amphibious Assault Vehicle (AAV) programme for AAVP7A1.

กองทัพเรือไทยยังคงเดินหน้าสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยอย่างต่อเนื่อง รวมถึงอากาศยานไร้คนขับเพื่อการลาดตระเวนทางทะเลแบบที่๒ MARCUS-B VTOL UAV แบบขึ้นลงทางดิ่ง ที่ สำนักงานวิจัยและพัฒนาการทางทหารกองทัพเรือ สวพ.ทร. พัฒนาร่วมกับภาคเอกชนไทย
และสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ สปท. DTI ประกาศให้ Chaiseri ไทยเป็นผู้ชนะโครงการพัฒนาปรับปรุงและซ่อมบำรุงต้นแบบยานรบสะเทินน้ำสะเทินบก(AAV) แบบ AAVP1A1 ที่เข้าใจว่าคือรถสะเทินน้ำสะเทินบก AAV7A1 RAM/RS ที่ได้รับปรับปรุงความทันสมัยแล้วสำหรับนาวิกโยธินไทย
ขณะที่ กองการบินทหารเรือ กบร.มีการพัฒนาขีดความสามารถระบบอากาศยานไร้คนทั้งที่จัดหาจากต่างประเทศและพัฒนาในไทย กองพันรถสะเทินน้ำสะเทินบก กองพลนาวิกโยธิน พัน.รนบ.พล.นย.ก็จะปรับปรุงความทันสมัย รยบ.AAV7A1 ที่มีอยู่ใช้ร่วมกับยานเกราะโจมตีสะเทินน้ำสะเทินบก VN16 ครับ(https://aagth1.blogspot.com/2022/03/walkaround-vn16.html, https://aagth1.blogspot.com/2022/03/blog-post_04.html)


Israeli Air Force's Hermes 900 Kochav UAV. Royal Thai Navy Spokesperson clarified the accusations that RTN selected Elbit Systems Hermes 900 as winner for land-based Medium-Altitude Long-Endurance Unmanned Aerial Vehicle (MALE UAV) requirement.

ตามที่มีข่าวมาเรื่องการจัดหา UAV ของกองทัพเรือ...
1. Hermes 900 เป็น UAV ของ Elbit Systems ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตยุทโธปกรณ์ทางทหารที่ใหญ่ที่สุดของประเทศอิสราเอล มีชื่อเสียงในการผลิต UAV มีใช้ในกองทัพอิสราเอล ทั้ง 3 เหล่าทัพ 
และมีการใช้งานในภารกิจทางทะเล เช่น กองทัพเรือแคนาดา ฟิลิปปินส์ ชิลีและหน่วยงาน European Maritime Safety Agency (กรีซและไอซ์แลนด์)  นอกจากนี้ยังมีประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ไม่เปิดเผยชื่อ)
2. ส่วนเรื่องที่ว่า Hermes 900 มีการตกในสวิตเซอร์แลนด์นั้น ข้อเท็จจริงคือ Hermes 900 ที่ตกเป็นรุ่น Star liner /HFE ซึ่งเป็นรุ่นที่มีขนาดใหญ่กว่า มีน้ำหนัก 1.6 ตัน เป็นคนละรุ่นกับ HERMES 900 ที่เสนอต่อกองทัพเรือ ที่มีน้ำหนัก 1.2 ตัน 
โดยการที่เครื่องตกครั้งนั้นเกิดขึ้นในประเทศอิสราเอลเพียงครั้งเดียว ระหว่างการทดสอบการบิน ในขั้นตอนการพัฒนาเพื่อส่งมอบให้กับสวิตเซอร์แลนด์  ...
ในรอบ 12 ปีที่ผ่านมา มี UAV ตกมากกว่า 200 เครื่อง ซึ่ง UAV HERMES 900 มีสถิติการตกน้อยที่สุด โดยมี Hermes 900 ตกอีกเพียงครั้งเดียวที่ประเทศกรีซ ระหว่างการนำเครื่องขึ้นซึ่งเป็นความผิดพลาดของผู้ควบคุมการบิน ไม่ใช่ข้อบกพร่องของเครื่อง 
3. ส่วนที่ว่าบริษัทเอกชนรายหนึ่งเป็นผู้แทนนั้น โดยข้อเท็จจริง บริษัท Elbit Systems เป็นผู้ยื่นข้อเสนอต่อกองทัพเรือโดยตรง

Thailand's Defence Technology Institute (DTI) new domestic VTOL UAV.

Thailand company's RV Connex shown its Sky Scout VTOL UAV at World Defense Show 2022 in Riyadh, Saudi Arabia on 6-9 March 2022.

สทป. ประชุมแนวทางความร่วมมือ หลักสูตรการอบรมระบบอากาศยานไร้คนขับ สำหรับ สถาบันการอาชีวศึกษา
พล.อ.ชูชาติ บัวขาว ผอ.สทป. เป็นประธานการประชุมแนวทางความร่วมมือทางวิชาการ หลักสูตรการอบรมระบบอากาศยานไร้คนขับ สำหรับ สถาบันการอาชีวศึกษา โดยมี คุณปัทมา วีระวานิช นายกสภาสถาบันการอาชีวศึกษาภาคกลาง 3 และคณะผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เข้าร่วมหารือเพื่อจัดทำแนวทางความร่วมมือทางวิชาการ หลักสูตรการอบรมระบบอากาศยานไร้คนขับ จากนั้นคณะได้เดินทางเข้าเยี่ยมชมศูนย์ฝึกอบรมระบบอากาศยานไร้คนขับ (DTI-UTC) สทป. เมื่อวันที่ 11 มี.ค.65 
การประชุมในครั้งนี้ทาง สทป. มีผู้แทนจากฝ่ายพัฒนากิจการ โดยส่วนพัฒนาโครงการและประสานความร่วมมือ และศูนย์ฝึกอบรมระบบอากาศยานไร้คนขับ (Unmanned Aircraft Systems Training Centre - UTC) ร่วมให้ข้อมูลในการหารือ 
เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของการขับเคลื่อนองค์ความรู้สู่บุคลากรการศึกษาเข้าสู่ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม การประยุกต์องค์ความรู้ระบบอากาศยานไร้คนขับ รวมถึงการจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรม และศูนย์ซ่อมบำรุงระบบอากาศยานไร้คนขับที่ได้รับมาตรฐานสากลต่อไปในอนาคต 

โฆษกกองทัพเรือไทยได้ชี้แจงข้อกล่าวหาจากฝ่ายการเมืองที่โจมตีโครงการอากาศยานไร้คนขับประจำฐานบินชายฝั่งว่าได้เลือกแบบเป็น Hermes 900 UAV อิสราเอล โดยข้อมูลที่นำมาโจมตีที่ว่าตัวระบบไม่น่าเชื่อถือตกบ่อยและเกี่ยวข้องเรือดำน้ำนั้นล้วนแต่เป็นไม่เป็นความจริงและบิดเบือนทั้งสิ้น
กองทัพเรือไทยกำลังพัฒนาขีดความสามารถด้านอากาศยานไร้คนขับของตนตามที่ได้นำเสนอไปหลายครั้ง สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ สทป. DTI ก็มีโครงการพัฒนา UAV ของตนเองหลายแบบที่ทำไปใช้งานจริงแล้ว ล่าสุดที่พบต้นแบบอากาศยานไร้คนขับขึ้นลงทางดิ่งขนาดกลางแบบใหม่
ภาคเอกชนไทยเช่น RV Connex เองก็ได้ไปจัดแสดงผลิตภัณฑ์ใหม่ของต้นอากาศยานไร้คนขับขึ้นลงทางดิ่ง Sky Scout ในงานแสดง World Defense Show 2022 ที่ซาอุดีอาระเบียระหว่าง ๖-๙ มีนาคม ๒๕๖๕ ถึงอย่างนั้นการโจมตีกองทัพเรือยังคงมีต่อเนื่องจากผู้เสียผลประโยชน์ผ่านสื่ออยู่ดีครับ

BTR-3E1 8x8 armored personnel carrier of Armored Company, Marine Tank Battalion, Royal Thai Marine Corps Division during exercise for Fiscal Year 2022.

Oplot-T main battle tanks of 2nd Cavalry Battalion,  2nd Infantry Division Royal Guard, Royal Thai Army (RTA).


BTR-3E1 8x8 armored personnel carrier of 1st Infantry Battalion, 2nd Infantry Regiment Royal Guard and 1st Infantry Battalion, 21st Infantry Regiment Royal Guard, 2nd Infantry Division Royal Guard, Royal Thai Army during exercise for Fiscal Year 2022.

Royal Thai Army's Mil Mi-17V-5 helicoptes of 41st Aviation Battalion, Aviation Regiment, Army Aviation Center support fast rope training of 1st Special Forces Regiment and 2nd Special Forces Regiment, Special Forces Division, Special Warfare Command, RTA.

Royal Thai Army's Igla-S Man-Portable Air-Defense System (MANPADS) simulator.

Royal Thai Air Force's Sukhoi Superjet 100-95LR serial 60208 of 602nd Squadron, Wing 6 Don Muang.

Royal Thai Navy was formal launching ceremony of new 2 Coastal Patrol Craft T.997-class (T.997 and T.998) from Thailand's shipyard company Marsun Public Company Limited in 21 June 2021.

ทบ.ระบุการจ้างซ่อมบำรุงยานยนต์ล้อและสายพาน ดำเนินตามระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างทุกประการ กับบริษัทที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการจากประเทศผู้ผลิต
ตามที่สื่อมวลชนได้ให้ความสนใจเสนอข่าวการจ้างซ่อมยานยนต์ล้อและรถสายพาน ตระกูลยูเครนของกองทัพบกกับบริษัทผู้แทนประเทศผู้ผลิต ตั้งแต่ปี 2554 ถึงปัจจุบัน จำนวน 6 สัญญา วงเงิน 215 ล้านบาท 
โดยตั้งข้อสังเกตว่าผู้บริหารของทั้ง 2 บริษัทที่ได้รับงานจ้างซ่อมนั้นมีความเชื่อมโยงกัน ทั้งนี้แม้สื่อยืนยันว่าไม่ปรากฏข้อมูลงานจ้างซ่อมฯ ดังกล่าวถูกร้องเรียน เรื่องความไม่โปร่งใสในการดำเนินการแต่อย่างใด 
กองทัพบกขอเรียนยืนยันว่าการดำเนินการจ้างเหมาส่งกำลังและซ่อมบำรุงเป็นไปตามระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างทุกประการ แต่เพื่อให้สังคมได้รับทราบในรายละเอียดของเรื่องนี้จากกองทัพบกโดยตรง กองทัพบกใคร่ขอเรียนข้อมูลเพิ่มเติมดังนี้ 

กองทัพบกตระหนักและให้ความสำคัญกับแนวทางการพึ่งพาตนเอง ในการจัดหายุทโธปกรณ์การซ่อมบำรุง รวมถึงการส่งเสริมผู้ประกอบการและหน่วยงานอุตสาหกรรมภายในประเทศ และได้ดำเนินการตามแนวทางดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง 
สำหรับยานยนต์ล้อและรถสายพาน ตระกูลยูเครน เป็นยุทโธปกรณ์ที่กองทัพบกจัดซื้อโดยวิธีรัฐบาลต่อรัฐบาลกับประเทศยูเครน และได้นำเข้ามาประจำการระยะหนึ่งแล้ว ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2554 โดยยุทโธปกรณ์ดังกล่าวมีสัญญารับประกันการใช้งานเป็นเวลา 2 ปี 
จากนั้นผู้ซื้อจะเป็นผู้ดำเนินการซ่อมบำรุงด้วยตนเอง ตลอดเวลาที่ใช้งานยุทโธปกรณ์ดังกล่าวก็ได้เข้าสู่กระบวนการปรนนิบัติบำรุงตามข้อตกลงในสัญญาด้วยความเรียบร้อย ต่อมากองทัพบกได้จัดทำโครงการจ้างเหมาส่งกำลังและซ่อมบำรุงยุทโธปกรณ์ดังกล่าว 
ตามมาตรฐานการปรนนิบัติบำรุงยุทโธปกรณ์ตามปกติ โดยพิจารณาให้ประเทศผู้ผลิตเป็นผู้ดำเนินการเป็นหลัก พร้อมกับได้ลงข้อมูลของโครงการในระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐตามขั้นตอน 
โดยกองทัพบกได้ดำเนินการจ้างเหมาส่งกำลังและซ่อมบำรุง แบบราคาคงที่ไม่จำกัดปริมาณหรือ Open end ต่อยุทโธปกรณ์ดังกล่าวกับ 2 บริษัท ที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้แทนอย่างเป็นทางการของประเทศผู้ผลิต 
คือในปีงบประมาณ 2556- 2563 ดำเนินการจ้างเหมาส่งกำลังและซ่อมบำรุงกับบริษัทฉะเชิงเทรา ยนตรการ เซอร์วิส จำกัด ซึ่งเป็นศูนย์ซ่อมบำรุงที่ได้รับแต่งตั้งจากผู้ผลิต 
และในปีงบประมาณ 2564 บริษัทผู้ผลิตได้ แต่งตั้งให้ บริษัท ดาต้าเกท จำกัด เป็นผู้แทนในการปรนนิบัติบำรุงและการซ่อมบำรุงยานยนต์ล้อและรถสายพาน ตระกูลยูเครน แต่เพียงรายเดียวในราชอาณาจักรไทย 
ดังนั้นกองทัพบกจึงได้ดำเนินการจ้างเหมาส่งกำลังและซ่อมบำรุงกับ บริษัท ดาต้าเกท จำกัด จนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้การจ้างเหมาส่งกำลังและซ่อมบำรุง เป็นไปตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 และที่เพิ่มเติม

ที่ผ่านมา การส่งกำลังและซ่อมบำรุงเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ยุทโธปกรณ์สามารถนำไปใช้งานได้ตามภารกิจ ในขณะเดียวกันกองทัพบกยังได้พัฒนากำลังพลที่เป็นช่างซ่อมบำรุงของหน่วยใช้และหน่วยสนับสนุนให้มีความชำนาญ 
โดยจัดให้มีการอบรมการซ่อมบำรุงฯตามลำดับ ทำให้สามารถซ่อมบำรุงยุทโธปกรณ์ด้วยตัวเองได้มากขึ้น บนพื้นฐานความคุ้มค่า ประหยัดงบประมาณและปรากฎผลสัมฤทธิ์ในการปรนนิบัติบำรุงยุทโธปกรณ์ให้มีสภาพการใช้งานอย่างเหมาะสมกับภารกิจ 
และในอนาคตกองทัพบกจะมุ่งมั่นพัฒนาศักยภาพของหน่วยและกำลังพลสู่การซ่อมบำรุงด้วยตนเองได้ทั้งระบบต่อไป
22 มีนาคม 2565

สงครามรัสเซีย-ยูเครนที่เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕ ที่ตามมาด้วยการทำลายโครงสร้างอุตสาหกรรมความมั่นคงของยูเครนโดยกองทัพรัสเซีย และการคว่ำบาตรและตัดรัสเซียออกจากระบบเศรษฐกิจโลกของชาติตะวันตกและโลกเสียนั้นส่งผลกระทบต่อกองทัพไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ปัจจุบันยุทโธปกรณ์หลักที่กองทัพบกไทยจัดหาจากยูเครนจะมีใช้ในหน่วยขึ้นตรงของ กองพลทหารราบที่๒ รักษาพระองค์ฯ คือรถถังหลัก Oplot-T ใน กองพันทหารม้าที่๒ กับรถเกราะล้อยางลำเลียงพล BTR-3E1 ใน กรมทหารราบที่๒ รักษาพระองค์ฯ และ กรมทหารราบที่๒๑ รักษาพระองค์ฯ
ในส่วนของกองทัพเรือไทยก็มีรถเกราะล้อยาง BTR-3E1 ใน กองร้อยยานเกราะ กองพันรถถัง กองพลนาวิกโยธิน จำนวน ๑๒คัน ยังรวมถึงรถยนต์บรรทุก KrAZ จำนวนหนึ่ง และยานเกราะล้อยางที่บังคับการ BTR-4CS-T ต้นแบบ ๑คัน(https://aagth1.blogspot.com/2021/11/btr-4cs-t.html)

ในพิธีเปิดการฝึกกองทัพเรือประจำปี ๒๕๖๕ นาวิกโยธินไทยเปิดเผยกับสื่อว่าขั้นต้นสงครามในยูเครนยังไม่ส่งผลกระทบต่อรถเกราะล้อยาง BTR-3E1 โดยการซ่อมบำรุงนั้นรถสามารถใช้ชิ้นส่วนที่หาภายในไทยได้ถึงร้อยละ๙๘ รวมถึง Battery ที่ผลิตโดยโรงงานแบตเตอรี่ทหาร กระทรวงกลาโหมไทย 
การที่อาวุธยุทโธปกรณ์จากยูเครนมีหน่วยใช้งานจำนวนค่อนข้างจำกัดก็ยังน่าพอจะแก้ปัญหาไปได้บางส่วน เช่นถ้าจบสงครามยูเครนยังไม่สิ้นชาติก็น่าจะยังพอมีแนวทางจัดหาอะไหล่และสิ่งอุปกรณ์ได้อยู่ ไม่เช่นนั้นไทยก็จำเป็นจะต้องวิจัยและพัฒนาและแก้ไขปัญหาในไทยด้วยตนเองในระยะยาว 
เช่นพวก battery หรือชิ้นส่วนวัสดุสิ้นเปลืองต่างๆที่ไทยเราสามารถทำได้เอง ตัวอย่างเช่นการพัฒนาออกแบบและผลิตชุดแหวนขอบยางกันซึมของปืนใหญ่และปืนต่อสู้อากาศที่บริษัทผู้ผลิตดั้งเดิมเลิกสายการผลิตไปแล้วเป็นต้น(https://aagth1.blogspot.com/2020/05/bofors-40mm-l70.html)

ยุทโธปกรณ์ที่จัดหาจากรัสเซียดูจะเป็นปัญหามากกว่า ระบบเดี่ยวที่ไม่ต้องการการบำรุงรักษาสูงมากอย่างอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ Igla-S หรือปืนเล็กยาวตระกูล AK ที่จัดหาให้ทหารพรานกองทัพบกไทยและนาวิกโยธินกองทัพเรือไทย ยังพอจะใช้งานต่อไปได้จนกว่าจะหมดอายุการใช้งาน(https://aagth1.blogspot.com/2020/05/ak-201.html)
แต่ที่จะมีปัญหามากที่สุดคือกลุ่มอากาศยาน ทั้งเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป ฮ.ท.๑๗ Mi-17V-5 กองพันบินที่๔๑ กรมบิน ศูนย์การบินทหารบก ที่มีแล้ว ๑๐เครื่องจากความต้องการที่น่าจะเป็น ๑๒เครื่อง ที่ผ่านมาก็มีรายงานว่ามีค่าใช้จ่ายการปฏิบัติการและซ่อมบำรุงสูงกว่าเฮลิคอปเตอร์ตะวันตก
ซึ่ง ฮ.ท.๑๗ Mi-17V-5 จากเดิมที่มีจัดหาเพื่อทดแทนภารกิจบางส่วนของเฮลิคอปเตอร์ลำเลียง ฮ.ล.๔๗ CH-47D จะกลายเป็นใช้งานไม่ได้เลยตามมาเสียเองส่งผลต่อความพร้อมด้านการเคลื่อนทางอากาศของกองทัพบกไทย(https://aagth1.blogspot.com/2021/04/mi-17v-5.html)

เครื่องบินลำเลียงแบบที่๑๘ บ.ล.๑๘ Sukhoi Sukhoi Superjet 100-95LR ฝูงบิน๖๐๒ กองบิน๖ กองทัพอากาศไทย แม้ว่าจะเป็นเครื่องบินพาณิชย์สำหรับขนส่งบุคคลสำคัญ แต่ก็จะเป็นอากาศยานที่ได้รับผลกระทบที่สุดจากการคว่ำบาตรและตัดรัสเซียออกจากระบบเศรษฐกิจโลกของชาติตะวันตก
ซึ่งถ้าการบังคับใช้กฎหมายคว่ำบาตรต่างๆของชาติตะวันตกต่อรัสเซียมีความเข้มงวดมากๆจนส่งผลกับไทยโดยตรง อากาศยานที่จัดหาจากรัสเซียเหล่านี้ถึงจุดหนึ่งก็จะมีปัญหาการซ่อมบำรุงจนไม่มีความสมควรเดินอากาศ สุดท้ายก็ต้องงดบินและปลดประจำการไปเพราะไม่คุ้มค่าที่จะใช้งานต่อ
ส่วนเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งเรือ ต.997 และ ต.998 ๒ลำที่มีพิธีปล่อยลงน้ำเมื่อเดือนมิถุนายน ๒๕๖๔(2021) ก็มีรายงานว่าระบบควบคุมการยิงและปืนกล AK-306 30mm รัสเซียมีความล่าช้าในการจัดส่งทำให้ยังบูรณาการระบบไม่ได้(https://aagth1.blogspot.com/2019/07/ak-306-30mm.html

ความล่าช้าในการนำเรือ ตกฝ.ชุด เรือ ต.997 ๒ลำเข้าประจำการที่ถ้าแก้ปัญหาระบบปืนกล AK-306 จากรัสเซียไม่ได้ ก็น่าจะแก้ไขแบบเรือกลับไปใช้ปืนกล MSI 30mm เป็นปืนหลักเหมือนเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งชุดเรือ ต.๙๙๑ และเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งชุดเรือ ต.๙๙๔ ทั้ง ๖ลำที่เข้าประจำการไปแล้ว
การคว่ำบาตรอย่างเข้มงวดมากขึ้นของกลุ่มชาติตะวันตกยังรวมถึงระบบอาวุธของจีน จากเดิมที่กองทัพเรือไทยเคยสั่งต่อเรือฟริเกตชุดเรือหลวงเจ้าพระยา ๔ลำ และเรือฟริเกตชุดเรือหลวงนเรศวร ๒ลำ ที่ติดตั้งระบบขับเคลื่อนเครื่องยนต์ดีเซล MTU เยอรมนี รวมถึงระบบอุปกรณ์และอาวุธตะวันตกได้
ขณะที่เรืออู่ยกพลขึ้นบกเรือหลวงช้าง(Type 071E LPD) สามารถติด ย.MTU แทน Shaanxi 16 PC2.6 V400 สิทธิบัตร SEMT Pielstick ฝรั่งเศสที่จีนใช้กับเรือตนเองได้ แต่เยอรมนีไม่อนุญาตส่งออก ย.MTU 16V 396 SE84 ให้จีนสำหรับเรือดำน้ำ S26T ของไทยเพราะถือเป็นระบบสมรรถนะสูงครับ(https://aagth1.blogspot.com/2022/03/covid-19.html, https://aagth1.blogspot.com/2021/12/type-071e-lpd.html)




The Republic of Singapore Navy (RSN) and Royal Thai Navy (RTN) ships sailing in formation as part of Exercise Singsiam 2022.

การฝึกผสม SINGSIAM 2022 ระหว่างกองทัพเรือไทยและสิงคโปร์ เป็นครั้งที่ 20

กองทัพเรือ จัดเรือเข้าร่วมทำการฝึก SINGSIAM 2022 ครั้งที่ 20 ณ ประเทศสิงคโปร์ โดยจัด ร.ล.นเรศวร เเละ ร.ล.สายบุรี ร่วมทำการฝึกกับเรือฝ่ายสิงคโปร์ ประกอบด้วย  RSS Formidable, RSS Valaint เเละ RSS Fortitude 
โดย COL.Kwan Hon Choung, Commander First Flotilla กองทัพเรือสิงคโปร์ เป็น ผู้บังคับกองเรือเฉพาะกิจผสม (Commanding Task Group:CTG) และฝ่ายไทยมี น.อ.ทวีศักดิ์ ทองนำ เสนาธิการ กองเรือฟริเกตที่ 2 กองเรือยุทธการ เป็น ผู้บังคับหมู่เรือฝึก 
ทำการฝึกระหว่าง 18 มี.ค.- 5 เม.ย.65 การฝึกจะแบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือการฝึกในท่า และการฝึกในทะเล ระหว่าง 20 - 22 มี.ค.65 ซึ่งการฝึกผสม SINGSIAM (สิงห์สยาม) เริ่มต้นครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. 2528 

วัตถุประสงค์ในการฝึกครั้งนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ เพิ่มพูนประสบการณ์ความชำนาญ ให้แก่กำลังพลที่เข้าร่วมการฝึกฯ และพัฒนาการปฏิบัติการทางเรือสาขาต่างๆ เช่น การฝึกรบผิวน้ำ , การฝึกป้องกันภัยทางอากาศ และหัวข้อต่างๆที่เกี่ยวข้อง , 
เสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีในการปฏิบัติการทางเรือร่วมกัน ระหว่างกองทัพเรือทั้ง 2 ประเทศ นอกจากนี้กำลังพลจะสามารถนำความรู้ประสบการณ์ที่ได้รับในการฝึกร่วมมาพัฒนาศักยภาพขีดความสามารถของตัวเอง และการใช้อาวุธยุทโปกรณ์ที่ทันสมัย ให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากยิ่งขึ้น




Royal Thai Armed Forces (RTARF) with Royal Thai Army and Royal Thai Air Force and United Kingdom's British Armed Forces with British Army conducted exercise Panther Gold 2022 at Phetchabun Province in Thailand during 6 March to 3 April 2022.

รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด และคณะ ตรวจเยี่ยมการฝึกผสมแพนเธอร์โกลด์ (Panther Gold 22) 
วันที่ 30 มีนาคม 2565 เวลา 09.40 นาฬิกา พลเอก สุภโชค ธวัชพีระชัย รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด และคณะ ตรวจเยี่ยมการฝึกผสมแพนเธอร์โกลด์ (Panther Gold 22) ระหว่างกองทัพไทย กับ กองทัพสหราชอาณาจักร
 ณ สถานีควบคุมไฟป่าทุ่งแสลงหลวง  ตำบลเข็กน้อย อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์
กองทัพไทย ร่วมกับ กองทัพสหราชอาณาจักร จัดการฝึกผสมร่วมกัน ภายใต้รหัส “การฝึกผสมแพนเธอร์โกลด์ 22” (Panther Gold 2022) ระหว่างวันที่ 6 มีนาคม-3 เมษายน 2565 ณ จังหวัดเพชรบูรณ์ 
โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาขีดความสามารถ และเพิ่มพูนทักษะในการปฏิบัติการทางทหารร่วมกัน เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์การฝึกทางทหาร ตามหลักนิยมของทั้ง 2 ประเทศ รวมทั้งขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรม ระหว่าง 2 กองทัพ 
รวมถึงเพื่อกระชับความสัมพันธ์และเสริมสร้างความร่วมมือทางด้านความมั่งคงระหว่างกองทัพไทย และกองทัพสหราชอาณาจักร มีผู้เข้าร่วมการฝึกฯ จำนวน 280 นาย 
ประกอบด้วย ฝ่ายไทย จำนวน 160 นาย และฝ่ายสหราชอาณาจักร จำนวน 120 นาย จาก 1st Battalion Grenadier Guard ซึ่งเป็นหน่วยทหารที่มีศักยภาพสูงหน่วยหนึ่งของโลก 
เช่น ทักษะการปฏิบัติการทางทหารตามยุทธวิธีของหน่วยทหารราบ ด้านการปฏิบัติการในพื้นที่ป่าภูเขา การปฏิบัติการรบในพื้นที่ตะวันออกกลาง และการปฏิบัติการรักษาสันติภาพ
ทั้งนี้ การฝึกแพนเธอร์โกลด์ ถือเป็นความสำเร็จในการพัฒนาขีดความสามารถในการปฏิบัติการทางทหารระดับยุทธวิธีร่วมกันทั้งสองกองทัพ และทั้งสองกองทัพจะได้นำไปประยุกต์ใช้ต่อการปฏิบัติการทางทหารที่เกี่ยวข้องต่อไป 
สำหรับความร่วมมือในการฝึกผสมฯ ดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดในด้านการสร้างความร่วมมือกับมิตรประเทศในการพัฒนาการฝึกผสมฯ กับมิตรประเทศอย่างเป็นระบบ ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาศักยภาพของกองทัพไทย 
รวมถึงเป็นการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองกองทัพให้มีความแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้นต่อไป

นอกจากการฝึกผสม Cobra Gold 2022 ที่เสร็จสิ้นเมื่อวันที่ ๕ มีนาคม ๒๕๖๕(https://aagth1.blogspot.com/2022/03/cobra-gold-2022.html) และการฝึกผสม Hanuman Guardian 2022 รวมถึงการฝึกผสม Cope Tiger 2022 ที่เสร็จสิ้นเมื่อวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๖๕(https://aagth1.blogspot.com/2022/03/a330-mrtt-cope-tiger-2022.html)
การฝึกร่วมกับมิตรประเทศยังคงมีอย่างต่อเนื่อง เช่นกองทัพเรือไทยส่งเรือฟริเกตเรือหลวงนเรศวร และเรือฟริเกตชุดเรือหลวงเจ้าพระยา เรือหลวงสายบุรี ร่วมฝึกกับกองทัพเรือสิงคโปร์(RSN: Republic of Singapore Navy) ในการฝึกผสม SINGSIAM 2022 ระหว่างวันที่ ๒๐-๒๒ มีนาคม ๒๕๖๕
รวมถึงการฝึกผสม Panther Gold 2022 กับกองทัพสหราชอาณาจักร(British Armed Forces) ระหว่างวันที่ ๖ มีนาคม-๓ เมษายน ๒๕๖๕(https://aagth1.blogspot.com/2022/03/f-15sg-f-16cd-cope-tiger-2022.html) แสดงถึงความสัมพันธ์ทางทหารใกล้ชิดกับบรรดามิตรประเทศของไทยครับ

วันพฤหัสบดีที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2560

ไทยแสดงความสนใจจัดหายานเกราะ เฮลิคอปเตอร์ Mi-17 ชุดใหม่ และอาวุธยุทโธปกรณ์หลายแบบจากรัสเซีย

Thailand shows interest in purchasing Russian armored vehicles
Thailand is also interested in other kinds of equipment - in particular, the air defense systems
Sergei Bobylev/TASS
http://tass.com/defense/936767

ไทยแสดงความสนใจในการจัดหายานเกราะจากรัสเซีย ตามที่ผู้อำนวยการความร่วมมือระหว่างประเทศและนโยบายภูมิภาคของ Rostec กลุ่มเครืออุตสาหกรรมความมั่นคงของรัสเซียกล่าวต่อสื่อเมื่อวันที่ 22 มีนาคม
"ผมไม่ได้ออกกฎความเป็นไปได้ของความร่วมมือในกรอบของรถหุ้มเกราะ ตั้งแต่ที่ไทยแสดงความสนใจในการพิจารณาในตัวมัน"
Viktor Kladov ผู้เป็นหัวหน้าตัวแทนร่วมของ Rostec และ Rosoboronexport หน่วยงานด้านการจัดการส่งออกอาวุธยุทโธปกรณ์ของรัฐบาลรัสเซียกล่าวในงาน  LIMA 2017(Langkawi International Maritime and Aerospace) ที่จัดขึ้นที่มาเลเซียระหว่างวันที่ ๒๑-๒๕ มีนาคม

ตามที่นาย Kladov กล่าวไทยยังให้ความสนใจในอาวุธยุทโธปกรณ์จากรัสเซียอีกหลายแบบ โดยเฉพาะระบบป้องกันภัยทางอากาศ, เฮลิคอปเตอร์ลำเลียง Mil Mi-17, เครื่องบินฝึกไอพ่น Yakolev Yak-130, เครื่องบินขับไล่ Sukhoi Su-30 และเครื่องบินสะเทินน้ำสะเทินบก Beriev Be-200
ดังที่สถานการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไป "มันยังมีอุปสรรคขัดขวางทางจิตวิทยาบางอย่างในไทยเช่นจากเจ้าหน้าที่ในกองทัพบางส่วนที่ถูกฝึกโดยสถาบันการศึกษาของสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตามประเทศไทยตอนนี้กำลังแสดงความสนใจในการพิจารณายุทโธปกรณ์รัสเซีย ตั้งแต่ที่พวกมันไม่ได้แค่ดีเทียบเท่าอาวุธที่สร้างโดยสหรัฐฯเท่านั้นแต่ยังมีราคาถูกกว่าและมีความน่าเชื่อถือมากกว่า" เขากล่าวเน้นเสริม

ก่อนหน้านี้รัสเซียได้ประสบความสำเร็จในการบรรลุสัญญาการส่งมอบเครื่องบินลำเลียง บ.ล.๑๘ Sukhoi Superjet SSJ-100 ของกองทัพอากาศไทยให้กระทรวงกลาโหมไทย
"วันนี้ได้มีการส่งมอบแล้วสองเครื่อง เครื่องที่สามกำลังจะถูกส่งมอบตามสัญญา เครื่องดังกล่าวได้ถูกนำไปในการลำเลียงขนส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงของประเทศ" นาย Kladov กล่าว
เขากล่าวเสริมด้วยว่าสายการบินไทยบางรายได้กำลังแสดงความสนใจที่จะจัดซื่อเครื่องบินโดยสาย Sukhoi Superjet ด้วย "หัวข้อนี้กำลังมีการหารือกับทางฝ่ายไทยอยู่"

ด้านสัญญาการจัดหาเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป ฮ.ท.๑๗ Mi-17V5 ชุดใหม่ของกองทัพบกไทยนั้นจะมีการลงนามในเร็วๆนี้ตามที่ตามที่แหล่งข่าวในภาคความร่วมมือทางเทคนิคการทหารสหพันธรัฐรัสเซียให้ข้อมูลกับ TASS
"การเจรจาการส่งมอบเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงทางทหาร Mi-17V5 ให้ราชอาณาจักรไทยอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายแล้ว ร่างสัญญาได้รับการอนุมัติและเราหวังว่าการลงนามสัญญาจะมีขึ้นในอนาคตอันใกล้" เขากล่าว
แหล่งข่าวเสริมว่ายังไม่มีการดำเนินการเจราจากับไทยถึงความเป็นไปได้ในการจัดหาอาวุธแบบอื่น "นี่เป็นกล่าวว่า เราพร้อมสำหรับการพูดคุยที่สร้างสรรค์และนำเสนอตัวอย่างที่ทันสมัยบางส่วนของยุทโธปกรณ์ทางทหารของเราให้กับหุ้นส่วนเรา"

กองทัพบกไทยได้จัดหา ฮ.ท.๑๗ Mi-17V5 จำนวนรวม ๕เครื่องจากรัสเซียเข้าประจำการใน กองพันบินที่๔๑ ศูนย์การบินทหารบก
รายงานจากบางสื่อกล่าวว่าทางกองทัพบกไทยมีความพอใจในประสบการณ์การใช้งานกับเครื่อง ด้วยเหตุนี้ทางกองทัพบกไทยจึงแสดงความตั้งใจที่จะจัดซื้อ ฮ.Mi-17 เพิ่มอีกจำนวนหนึ่ง
เฮลิคอปเตอร์ Mi-17V5 หรือ Mi-8MTV-5 ที่ประจำการในกองทัพรัสเซียที่ ฮ.ที่ใช้งานได้ทั้งการลำเลียงกำลังพลและสัมภารระ สามารถถูกใช้ในภารกิจกู้ภัย อีกทั้งยังสามารถติดอาวุธได้ด้วยครับ

วันจันทร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2559

ความคืบหน้าโครงการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพไทยในปี ๒๕๕๙-๗

ออท.ยูเครน ประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคำนับ รอง นรม. และ รมว.กห.

พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษก กห. กล่าวว่า เมื่อ 6 ก.ค.59 เวลา 09.00 น. นาย Andriy Beshta (อันดรีย์เบชตา) ออท.ยูเครน/ไทย เข้าเยี่ยมคำนับและหารือกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนรม.และ รมว.กห. ณ ศาลาว่าการกลาโหม

ทั้งสองฝ่ายได้หารือร่วมกันถึงพัฒนาการความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ โดยออท.ยูเครนมีความเข้าใจสถานการณ์ของประเทศไทย พร้อมทั้งสนับสนุนและให้กำลังใจรัฐบาลในการเดินหน้าสู่เป้าหมายตามโรดแมปที่กำหนด 
ขณะเดียวกัน ก็ได้รายงานให้ทราบถึงสถานการณ์ความไม่มั่นคงของประเทศที่ผ่านมา เป็นเหตุให้ยูเครนไม่สามารถดำเนินอุตสาหกรรมป้องกันประเทศได้ตามกำหนดที่ทำความตกลงกับนานาประเทศรวมทั้งประเทศไทย 
ซึ่งปัจจุบันสถานการณ์ความรุนแรงภายในประเทศลดลง ส่งผลให้ยูเครนสามารถเริ่มดำเนินอุตสาหกรรมป้องกันประเทศต่อได้แล้ว โดยพร้อมจะทำการผลิตและส่งมอบยุทโธปกรณ์ ประเภทรถถัง ตามที่ได้ลงนามความตกลงกับกองทัพบก ภายใน มี.ค.60

ในขณะเดียวกัน ก็พร้อมที่จะสนับสนุนการขยายความเป็นหุ้นส่วนด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศกับไทย ในการถ่ายทอดเทคโนโลยีทางทหาร รวมทั้งแนวคิดการจัดตั้งโรงงานผลิตและซ่อมบำรุงยุทโธปกรณ์ประเภทยานเกราะร่วมกับไทยในอนาคต 
พร้อมกับได้ใช้โอกาสนี้ เรียนเชิญ รอง นรม.และ รมว.กห. เดินทางไปเยือนยูเครน ในฐานะแขกของ กห. ยูเครน เพื่อส่งเสริมและพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่าง กห. ทั้งสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นต่อไป
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=489438577929644&id=304086039798233
https://www.facebook.com/โฆษกกระทรวงกลาโหม-304086039798233/

http://www.malyshevplant.com/uk/content/kursanti-kozhedubivci-znayomstvo-z-tankami-nazhivo

ในส่วนความคืบหน้าของโครงการจัดหารถถังหลัก Oplot จากยูเครนนั้นทางเอกอัครราชทูตยูเครนประจำประเทศไทยก็ได้ชี้แจ้งทางไทยตามข้อมูลในข้างต้น
คือทางยูเครนจะพยายามผลิตและส่งมอบรถถังหลัก Oplot ที่เหลืออีก ๓๙คันจากจำนวนที่กองทัพบกไทยสั่งจัดหา ๔๙คันให้ครบตามสัญญาภายในเดือนมีนาคม พ.ศ.๒๕๖๐(2017)
เพิ่มเติมจากการแถลงของ พันเอก วินธัย สุวารี ที่กองบัญชาการกองทัพบกเมื่อช่วงต้นเดือนกรกฎาคมว่ารถถังหลัก Oplot ชุดใหม่ ๕คันกำลังขนส่งทางเรือเดินทางมาไทย และอีก ๕คันกำลังตรวจรับมอบรถรอการขนส่งทางเรือมาไทยแล้ว
เหมือนเช่นที่เคยจัดส่งมาในชุดแรก ๕คันเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๗(2014) และชุดที่สองอีก ๕คันเมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๘(2015)

อย่างไรก็ตามถึงจะทางโรงงาน Malyshev และมีเผยแพร่ภาพประชาสัมพันธ์ว่าโรงงานกำลังผลิตและทดสอบรถถังหลัก Oplot ที่ผลิตใหม่อย่างต่อเนื่องในช่วงปีนี้
แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมาก็ยังไม่สามารถจะรับประกันได้อยู้ดีว่า กองพันทหารม้าที่๒ กองพลทหารราบที่๒ รักษาพระองค์ฯ จะได้รถถังหลัก Oplot ประจำการครบอัตราหรือไม่
รวมถึงความคืบหน้าแนวคิดโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมโรงงานผลิตและซ่อมบำรุงยานเกราะที่ยูเครนจะถ่ายทอด Technology ให้ไทยด้วยว่าจะเป็นรูปธรรมจริงหรือไม่
เพราะตอนนี้กองทัพบกไทย และนาวิกโยธิน กองทัพเรือ ก็เป็นผู้ใช้งานรถหุ้มเกราะล้อยางตระกูล BTR-3E1 รวมจำนวนหลายคัน ถ้ามีการผลิตและซ่อมบำรุงได้ในประเทศไทยจะเป็นผลดีมากถ้าทำได้จริงครับ

แบบจำลองเรือดำน้ำดีเซลไฟฟ้า(Conventional Submarine) ของ China Shipbuilding Industry Corporation(CSIC) และ China Shipbuilding & offshore International(CSOC) 
ในงานแสดงนิทรรศการเทคโนโลยีเรือในทศวรรษหน้าครั้งที่๓ Ship Technology for the Next Decade หรือ Ship Tech.III (My Own Photo)

กรณีโครงการจัดหาเรือดำน้ำแบบ S26T จากสาธารณรัฐประชาชนจีนนั้นยังไม่มีความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมอะไรมากนอกจากคำให้สัมภาษณ์ของผู้ที่เกี่ยวข้องในโครงการทั้งทางตรงและอ้อม
ทั้งนี้ข้อมูลเพิ่มเติมออกมาเล็กน้อยเกี่ยวกับคุณสมบัติเรือว่าเรือดำน้ำ S26T ที่นั้นเป็นแบบเรือดำน้ำที่เป็นรุ่นส่งออกของเรือดำน้ำชั้น Type 039A/Type 039B(NATO กำหนดรหัส Yuan) โดยตรง
ซึ่งนอกจากระบบขับเคลื่อน AIP แล้ว ระวางขับน้ำเมื่อดำใต้น้ำ(submerged displacement)จะอยู่ที่ประมาณ 3,600tons ไม่ใช่ 2,600tons ตามที่สื่อส่วนใหญ่มักจะรายงาน

แบบเรือรบที่จีนออกแบบสร้างขึ้นมาสำหรับส่งออกในปัจจุบันจะกำหนดชื่อรหัสแบบตามประเภทเรือและระวางขับน้ำพื้นฐาน เช่น
เรือฟริเกตแบบ F25T หรือเรือฟริเกตชุด ร.ล.นเรศวร ๒ลำของกองทัพเรือไทย มีระวางขับน้ำปกติ(ตามคุณสมบัติ) 2,500tons ระวางขับน้ำปกติ(จริง) 2,800tons ระวางขับน้ำเต็มอัตรา 2,985tons ซึ่งเป็นเรือรบสำหรับส่งออกแบบแรกจีนที่ใช้ระบบผสมระหว่างจีนและตะวันตก
เรือฟริเกตแบบ F22P หรือเรือฟริเกตชั้น Zulfiquar ของกองทัพเรือปากีสถาน มีระวางขับน้ำปกติ 2,500tons ระวางขับน้ำเต็มอัตรา 3,144tons
เรือคอร์เวต Type 056 รุ่นส่งออกมีสองแบบคือ P18N เป็นรุ่นเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งของกองทัพเรือไนจีเรีย ตัวเรือยาว 95m ระวางขับน้ำปกติ 1,800tons และ C13B เป็นรุ่นเรือคอร์เวตของกองทัพเรือบังคลาเทศ ตัวเรือยาว 89m ระวางขับน้ำปกติ 1,330tons
เรือรบสำหรับส่งออกของจีนอีกแบบคือเรือคอร์เวตแบบ C28A ของกองทัพเรือแอลจีเรีย ระวางขับน้ำปกติ 2,880tons ระวางขับน้ำเต็มอัตรา 3,000tons

จากข้างต้นอาจจะอนุมานได้ว่าการกำหนดรหัสแบบเรือคือ P คือ Patrol ,C คือ Corvette และ F คือ Frigate
ตามด้วยสองเลขหน้าของระวางขับน้ำปกติของแบบเรือ(ตามการออกแบบขั้นต้นไม่ใช่ระวางขับน้ำเรือจริง)คือ 13 จาก 1,330tons, 18 จาก 1,800tons, 25 จาก 2,500tons และ 28 จาก 2,880tons
ตัวอักษรท้ายคือแบบเรือสำหรับประเทศนั้นๆ P= Pakistan, N=Nigeria, B=Bangladesh และ A=Algeria
สำหรับเรือดำน้ำแบบ S26T ถ้าใช้หลักการกำหนดชื่อแบบเรือที่จีนส่งออกในข้างต้น S= Submarine, 26= 2,6xxtons และ T=Thailand

แบบจำลองเรือคอร์เวต C13B Corvette ของ China Shipbuilding Industry Corporation(CSIC) และ China Shipbuilding & offshore International(CSOC) 
ในงานแสดงนิทรรศการเทคโนโลยีเรือในทศวรรษหน้าครั้งที่๓ Ship Technology for the Next Decade หรือ Ship Tech.III (My Own Photo)

แต่ทั้งนี้เรือดำน้ำนั้นจะมีระวางขับน้ำตัวเรือที่ต่างกันคือเมื่อเรือลอยอยู่ผิวน้ำ(surfaced displacement)และเมื่อตัวเรือดำอยู๋ใต้น้ำ(submerged displacement)
เช่น เรือดำน้ำชั้น Kilo รัสเซียซึ่งเป็นเรือดำน้ำแบบตัวเรือสองชั้น(light hull ชั้นนอก และ pressure hull ชั้นใน) จะมีระวางขับน้ำที่ผิวน้ำและใต้น้ำต่างกันมากคือ ระวางขับน้ำ 2,300-2,350tons ที่ผิวน้ำ และ3,000-4,000tons ที่ใต้น้ำ 
ต่างจากเรือดำน้ำแบบตัวเรือชั้นเดียวซึ่งเป็นรูปแบบเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าตามแบบที่ใช้แพร่หลายในกองทัพเรือตะวันวนตกที่จะมีถังดำหลัก(main ballast tank) กลางเรือ และถังปรับสมดุลหน้าและท้ายเรือ(foreward/rear trim tank) 
เช่น เรือดำน้ำ Type 214 ของเยอรมนีสำหรับส่งออก จะมีระวางขับที่ผิวน้ำและขณะดำใต้น้ำไม่ต่างกันมากนักคือ ระวางขับน้ำ 1,690tons ที่ผิวน้ำ และ1,860tons ที่ใต้น้ำ 
ฉะนั้นถ้าจะกล่าวว่าเรือดำน้ำแบบ S26T จะมีระวางขับน้ำที่ผิวน้ำปกติที่ 2,6xxtonsหรือมากกว่าบ้าง และมีระวางขับน้ำเมื่อดำใต้น้ำที่ 3,600tons เช่นเดียวกับเรือดำน้ำชั้น Type 039A/B ที่เป็นแบบพื้นฐานซึ่งใช้ตัวเรือสองชั้นก็น่าจะมีความเป็นไปได้ครับ

นั่นก็ทำให้ข้อวิจารณ์ที่ว่าเรือดำน้ำแบบ S26T นั้นเป็นเรือดำน้ำที่ออกแบบใหม่จากกระดาษเปล่า(Clean Sheet) ดูมีน้ำหนักน้อยลงไปเพราะน่าจะเป็นแบบเรือมีพื้นฐานจากเรือดำน้ำชั้น Type 039A/B/C ที่สร้างและใช้งานในกองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีนแล้วในปัจจุบัน
ในทางกลับกันข้อวิจารณ์สำคัญที่ตามมาคือสภาพภูมิศาสตร์ทางเรือในอ่าวไทยนั้นเรือดำน้ำที่มีระวางขับน้ำขณะดำใต้นั้นประมาณ 3,600tons นั้นถือว่าใหญ่เกินไปหรือไม่ แต่ที่ฝั่งทะเลอันดามันคงไม่เป็นปัญหานักเพราะเป็นมหาสมุทรเปิดขนาดใหญ่
แต่ทั้งนี่เองกองทัพเรือไทยก็ได้ทำการฝึกรวมกับกองทัพเรือสหรัฐฯที่นำเรือดำน้ำโจมตีพลังงานนิวเคลียร์ชั้น Los Angeles ที่มีระวางขับน้ำขณะดำใต้น้ำเกือบ 7,000tons มาฝึกที่ฝั่งอ่าวไทยและฝั่งอันดามันมาหลายครั้งแล้ว

หรือเมื่อยกตัวอย่างกองทัพเรือประเทศที่มีภูมิศาสตร์ทางทะเลที่ใกล้เคียงกับไทย เช่น
กองทัพเรืออิหร่านเป็นประเทศเดียวในกลุ่มอ่าวเปอร์เซียที่มีเรือดำน้ำประจำการคือเรือดำน้ำดีเซลไฟฟ้าชั้น Project 877EKM Kilo ๓ลำ รวมกับเรือดำน้ำขนาดเล็กอย่างชั้น Ghadir ที่อิหร่านสร้างเอง
โดยอ่าว Persia มีพื้นที่ ๒๕๑,๐๐๐ตารางกิโลเมตร มีความลึกเฉลี่ย 50m มีส่วนลึกที่สุด 90m ใกล้เคียงกับอ่าวไทยที่มีพื้นที่ ๓๒๐,๐๐๐ตารางกิโลเมตร มีความลึกเฉลี่ย 58m มีส่วนลึกที่สุด 85m
หรือทะเล Baltic ที่มีพื้นที่ ๑,๖๔๑,๖๕๐ตารางกิโลเมตร มีความลึกเฉลี่ย 55m มีส่วนลึกที่สุด 459m นอกจากจากกองทัพเรือเยอรมนีที่มีเรือดำน้ำชั้น Type 212A(U212A) ๖ลำ ระวางขับน้ำใต้น้ำ 1,830tons, 
กองทัพเรือสวีเดนที่มีเรือดำน้ำชั้น A17 Sodermanland ๒ลำ ระวางขับน้ำใต้น้ำ 1,500tons และเรือดำน้ำชั้น A19 Gotland ๓ลำ ระวางขับน้ำใต้น้ำ 1,600tons 
และกองทัพเรือโปแลนด์ที่มีโครงการจัดหาเรือดำน้ำใหม่แทนเรือดำน้ำชั้น Project 877E Kilo คือ ORP Orzel ๑ลำ กับเรือดำน้ำชั้น Kobben(Type 207) มือสองจากกองทัพเรือนอร์เวย์เดิม ๔ลำแล้ว
อู่ต่อเรือ Admiralty Shipyard มหานคร Saint Petersburg รัสเซียเป็นสถานที่สร้างเรือดำน้ำชั้น Project 877 Kilo กับ Project 636 Improved Kilo มีระวางขับน้ำใต้น้ำมากกว่า 3,000tons และ Project 677 Lada ที่มีระวางขับน้ำใต้น้ำ 2,700tons
ซึ่งเรือดำน้ำดีเซลไฟฟ้ารัสเซียที่ประจำการในกองเรือ Balitic กองทัพเรือรัสเซีย ก็เคยมีรายงานการอ้างว่าเรือดำน้ำรัสเซียลุกล้ำน่านน้ำประเทศเป็นกลางในเขตทะเลบอลติกทั้งสวีเดนและฟินแลนด์ซึ่งถูกตรวจจับและต่อต้านได้ยากมาแล้ว

นั่นอาจจะพิสูจน์ได้บ้างว่าเรือดำน้ำดีเซลไฟฟ้าขนาดใหญ่ก็สามารถปฏิบัติการได้อย่างมีประสิทธิภาพในเขตทะเลน้ำตื้นในอ่าวปิดได้ ถ้ากองทัพเรือไทยสามารถจัดหาเรือดำน้ำจีนได้จริงก็คงจะได้ทราบผลการปฏิบัติการจริงว่าใช้ปฏิบัติงานในอ่าวไทยได้จริงหรือไม่ครับ
(ถ้าสามารถจัดหาเรือมาได้ แต่ส่วนตัวเกรงอย่างเดียวว่าโครงการอาจจะไม่ประสบความสำเร็จเสียมากกว่า เพราะมีการต่อต้านและปัจจัยความเสี่ยงอีกมาก
แม้ว่ากระแสการวิจารณ์จากสื่อมวลชนกระแสหลักและภาคประชาชนมีผลน้อยมากๆที่จะทำโครงการยุติได้ แต่กระบวนการล้มโครงการจัดหาเรือดำน้ำที่ผ่านๆมาก็เห็นจะมาจากกลุ่มบุคคลวงในที่เกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อมด้วยกันนี่ละ
หรืออาจจะมีแม้แต่ในเจ้าหน้าที่ใน กดน.เองบางนายหรือบางส่วนที่มีความคิดส่วนบุคคลต่อต้านการจัดหาเรือดำน้ำจีนด้วยซ้ำไป ซึ่งไม่ได้จากความคิดอคติส่วนบุคคลแต่จากประสบการณ์การใช้งานเรือจีนของกองทัพเรือ และการศึกษาวิจัยเปรียบเทียบข้อมูลแบบเรือที่ผ่านมา
รวมถึงความไม่ถูกต้องของกระบวนการจัดหา ซึ่งกลุ่มนายทหารรุ่นใหม่ส่วนหนึ่งดูจะไม่ยอมรับความคิดของทหารรุ่นก่อนที่ว่า "ให้อะไรมาก็ใช้ ใช้ไปจนกว่าจะพัง พังก็ซ่อม ซ่อมไม่ได้ก็จำหน่าย" แล้วครับ)

๒๘ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๙ พลอากาศตรี กฤษดา จันทร์อินทร์ ผู้บังคับศูนย์อำนวยการเครื่องบินพระราชพาหนะ 
เป็นประธานในพิธีต้อนรับเที่ยวบินนำส่ง เครื่องบินลำเลียงแบบ Sukhoi Superjet 100LR (model RRJ – 95LR) จำนวน ๑ เครื่อง ณ ท่าอากาศยานทหาร ๒ กองบิน ๖ ดอนเมือง
การจัดหาเครื่องบินลำเลียงแบบ SSJ-100LR เพื่อรองรับการปฏิบัติภารกิจลำเลียงทางอากาศ ที่มีแนวโน้มความต้องการใช้งานเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่เครื่องบินสำหรับปฏิบัติภารกิจมีจำนวนจำกัด 
โดยได้ดำเนินการจัดหา จำนวน ๒ เครื่อง และอยู่ระหว่างการจัดหาเพิ่มเติมอีก ๑ เครื่อง พร้อมอุปกรณ์สนับสนุนภาคพื้น อะไหล่ และการฝึกอบรม จากบริษัท Joint Stock Company “Sukhoi Civil Aircraft” 
สำหรับการบินนำส่งเครื่องบิน SSJ-100LR เครื่องที่ ๒ จะมีการบินนำส่งถึงประเทศไทยในช่วงต้นเดือนสิงหาคม ๒๕๕๙
อนึ่ง กองทัพอากาศ กำหนดประกอบพิธีบรรจุเข้าประจำการเครื่องบินดังกล่าว ในช่วงปลายเดือนสิงหาคม ๒๕๕๙

เครื่องบินโดยสาร Sukhoi Superjet 100 ซึ่งออกแบบผลิตโดย Sukhoi Civil Aircraft รัสเซียในเครือ United Aircraft Corporation รัสเซีย รวมกับหุ้นส่วนทางธุรกิจบริษัทตะวันตก เช่น Alenia Aermacchi ในเครือ Leonardo-Finmeccanica อิตาลี
นับเป็นอากาศยานแบบแรกของรัสเซียที่กองทัพอากาศไทยจัดหาเข้าประจำการ ถึงแม้ว่าจะออกแบบสร้างในรัสเซียแต่เครื่อง Sukhoi Superjet 100 ก็ใช้ระบบภายในต่างๆหลายส่วนจากตะวันตก และมีผู้ใช้งานเช่นสายการบินต่างๆอยู่จำนวนมากพอควรครับ