วันจันทร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

กองทัพเรือไทยลาดตระเวนร่วมกับกองทัพเรืออินเดียรหัส INDO-THAI CORPAT 2021 ในทะเลอันดามัน









Royal Thai Navy (RTN)'s FS-532 HTMS Thayanchon, the Khamronsin-class corvette and Dornier 228 maritime surveillance aircraft and Indian Navy's P64 INS Karmuk, the Kora-class corvette guided missile corvette have participate 
in joint patrol INDO-THAI CORPAT 2021 at Andaman sea during 12-14 November 2021.











พิธีส่งเรือหลวงทยานชล และอากาศนาวี เข้าร่วมการลาดตระเวนระหว่าง ทร.ไทย - ทร.อินเดีย และเข้าร่วมการฝึกผสมไตรภาคี ระหว่าง ทร.ไทย - ทร.อินเดีย และ ทร.สิงคโปร์ ในพื้นที่ทะเลอันดามัน 
วันที่ 11 พฤศจิกายน 2564 พลเรือโท สมพงษ์ นาคทอง ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 3 พร้อมด้วยนายทหารฝ่ายอำนวยการ ได้เดินทางไปเป็นประธานในพิธีส่งเรือหลวงทยานชล และเครื่องบินลาดตระเวนแบบที่ 1 (DO-228) 
เดินทางเข้าร่วมการลาดตระเวนร่วมระหว่าง กองทัพเรือไทย และ กองทัพเรืออินเดีย ณ ท่าเทียบเรือ ฐานทัพเรือพังงา ทัพเรือภาคที่ 3
โดยการลาดตระเวนร่วมระหว่าง กองทัพเรือไทย และ กองทัพเรืออินเดียนั้น อยู่ภายใต้รหัส INDO - THAI COORDINATED PATROL (INDO – THAI CORPAT) ซึ่งครั้งนี้ นับเป็นครั้งที่ 32 กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12 - 14 พฤศจิกายน 2564 ในพื้นที่ทะเลอันดามัน
และเมื่อเสร็จสิ้นการลาดตระเวนร่วมแล้ว เรือหลวงทยานชล จะได้เข้าร่วมการฝึกผสมไตรภาคี ระหว่าง กองทัพเรือไทย - กองทัพเรืออินเดีย และ กองทัพเรือสิงคโปร์ ภายใต้รหัสการฝึก SITMEX 2021 ในห้วงวันที่ 15 - 16 พฤศจิกายน 2564 ในพื้นที่ทะเลอันดามัน ต่อไป 
ทั้งนี้การลาดตระเวนร่วมระหว่างกองทัพเรือไทย และกองทัพเรืออินเดีย ได้มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลายาวนาน นับว่าเป็นการกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือ ระหว่างกองทัพเรือไทยและกองทัพเรืออินเดียเป็นอย่างดี
และการฝึกผสมไตรภาคี ถือว่าเป็นความร่วมมือของกองทัพเรือทั้ง 3 ประเทศ ในการป้องกันภัยคุกคามต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในทะอันดามัน นับว่าเกิดประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานตลอดจนเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ของกองทัพเรือไทย ในระดับนานาชาติต่อไป

เรือหลวงทยานชล และเรือ INS Karmuk ลาดตระเวนร่วมในพื้นที่ทะเลอันดามัน
ภาพมุมสูง ที่ถ่ายโดยเครื่องบินลาดตระเวนแบบที่ 1 (บ.ลว.1) แสดงการลาดตระเวนร่วม ของเรือรบแห่งราชนาวีไทย คือหลวงทยานชล และเรือรบแห่งกองทัพเรืออินเดีย คือเรือ INS Karmuk (P64) ซึ่งเป็นเรือ Corvette ชั้น KORA Class 
ขณะกำลังลาดตระเวนร่วมในแนวเขตแดนทางทะเลของไทย – อินเดีย กลางทะเลอันดามัน ภายใต้รหัส INDO - THAI COORDINATED PATROL (INDO – THAI CORPAT) ครั้งที่ 32 ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12 – 14 พฤศจิกายน 2564 
นับว่าเป็นการกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างกองทัพเรือไทยและกองทัพเรืออินเดีย ให้มีความแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น

การลาดตระเวนร่วมระหว่างกองทัพเรือไทยและกองทัพเรืออินเดีย(IN: Indian Navy) ในรหัส INDO-THAI CORPAT ครั้งที่๓๒ ระหว่างวันที่ ๑๒-๑๔ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๖๔(2021) ที่ผ่านมานับเป็นการปฏิบัติการล่าสุดในทะเลอันดามันของกองทัพเรือภาคที่๓(RTN 3rd Naval Area Command)
โดยกองทัพเรือไทยส่งเรือหลวงทยานชล เรือตรวจการณ์ปราบเรือดำน้ำชุดเรือหลวงคำรณสินธุ ที่มี ๓ลำคือ ร.ล.คำรณสินธุ, ร.ล.ทะยานชล และ ร.ล.ล่องลม เป็นเรือที่สร้างภายในไทยโดยเข้าประจำการมาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๓๕(1992)(https://aagth1.blogspot.com/2020/04/msi-30mm.html)
และเครื่องบินลาดตระเวนทางทะเลแบบที่๑ บ.ลว.๑ Dornier Do 228 ฝูงบิน๑๐๑ กองบิน๑ กองการบินทหารเรือ(101 Naval Air Squadron, Naval Air Wing 1, Royal Thai Naval Air Division) เข้าร่วมการลาดตระเวนร่วมกับอินเดีย(https://aagth1.blogspot.com/2021/02/ruag-do-228.html)

หลังจากเสร็จสิ้นการลาดตระเวนร่วมรหัส INDO-THAI CORPAT 2021 ร.ล.ทะยานชล จะเข้าร่วมการฝึกผสมไตรภาคีรหัส SITMEX 2021(Singapore India Thailand Maritime Exercise) ในทะเลอันดามันเช่นกัน ระหว่างวันที่ ๑๕-๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๖๔ ที่ได้จัดขึ้นเป็นครั้งที่สามแล้ว
นับจากที่กองทัพเรือไทย กองทัพเรืออินเดีย และกองทัพเรือสิงคโปร์(RSN: Republic of Singapore Navy) ได้จัดการฝึก SITMEX 2019 ครั้งแรกในปี พ.ศ.๒๕๖๒(2019)(https://aagth1.blogspot.com/2019/09/sitmex-2019.html) และ SITMEX 2020 ในปี พ.ศ.๒๕๖๓(2020)
กองทัพเรือไทยมีความร่วมมือกับมิตรประเทศในการแสวงหาความมั่นคงร่วมกันในภูมิภาค ซึ่งกองทัพเรืออินเดียก็มีความร่วมมือกับกองทัพเรือไทยอย่างแข็งแกร่ง ตามที่เห็นได้จากการลาดตระเวนร่วมและการฝึกร่วมล่าสุดนี้ครับ(https://aagth1.blogspot.com/2021/08/indo-pacific.html)

วันอาทิตย์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

สเปนลงนามจัดหาเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ Airbus A330 MRTT สามเครื่อง

Spain signs for three MRTT aircraft



An A330 MRTT mocked-up in Spanish markings. Spain is to receive three aircraft from 2023 to 2025. (Airbus)



รัฐบาลสเปนได้ลงนามสัญญาสำหรับการจัดหาเครื่องบินลำเลียงและเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศพหุภารกิจ Airbus Defence and Space (DS) A330-200 MRTT(MultiRole Tanker Transport) จำนวน 3เครื่อง บริษัท Airbus DS ยุโรปประกาศเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2021 
ข้อตกลงจะเห็นเครื่องบินโดยสาร Airbus A330 ของอดีตสายการบิน Iberia สเปนจะถูกเปลี่ยนแบบเป็นมาตรฐานทางทหาร MRTT(รวมถึงชุดการส่งกลับทางสายแพทย์) ที่โรงงานอากาศยาน Getafe ของ Airbus นอกชานเมืองนครหลวง Madrid

การส่งมอบให้แก่กองทัพอากาศสเปน(Spanish Air Force, EdAE: Ejército del Aire Español) จะดำเนินการตั้งแต่ปี 2023 จนถึงปี 2025 เมื่อเข้าประจำการ
เครื่องบินลำเลียงและเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ Airbus A330-200 MRTT กองทัพอากาศสเปนจะถูกใช้ปฏิบัติงานโดยฝูงบินที่45 ที่มีตั้งในฐานทัพอากาศ Torrejón ในกรุง Madrid

ข่าวการลงนามสัญญาจัดหามีขึ้นตามมาราว 5เดือนหลังจากคณะรัฐมนตรีสเปน(Council of Ministers) ประกาศเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2021 ว่า
เครื่องบินลำเลียงและเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ Airbus A330 MRTT จำนวน 3เครื่องจะถูกจัดหาในวงเงิน 675 million Euros($803 million ตามค่าเงินในเวลานั้น) แบ่งการชำระค่าใช้จ่ายในห้าปีงบประมาณตั้งแต่ปี 2021-2025

เครื่องบินลำเลียงและเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ A330 MRTT สามารถบรรทุกเชื้อเพลิงหนัก 111 tonnes ตลอดพิสัยการบิน(14,800 km) ไกลกว่าคู่แข่งของมันทั้งหมด 
และสามารถทำหน้าที่ได้ทั้งหมดโดยปราศจากการเสียที่นั่งใดๆหรือพื้นที่บรรทุกสัมภาระในชั้นใต้พื้นเครื่องที่จะเป็นถังเชื้อเพลิงเสริม ซึ่งหมายความว่าเครื่องสามารถบรรทุกผู้โดยสาร 291คน และสัมภาระหนัก 45 tonnes เช่นเดียวกับที่เป็นเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ

ในฐานะผู้นำในตลาดที่ชัดเจนสำหรับการขายเครื่องบินลำเลียงและเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศนานาชาติ Airbus A330 MRTT ได้ถูกขายให้แก่ออสเตรเลีย, ฝรั่งเศส, สาธารณรัฐเกาหลี, 
ซาอุดิอาระเบีย, สิงคโปร์(https://aagth1.blogspot.com/2019/11/kc-135r.html, https://aagth1.blogspot.com/2018/09/airbus-a330-mrtt.html), สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, และสหราชอาณาจักร 

เช่นเดียวกับฝูงบินเครื่องบินลำเลียงและเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศพหุภารกิจนานาชาติ(MMF: Multinational MRTT Fleet) ที่มีสมาชิก NATO กลุ่มชาติยุโรปประกอบด้วย
เบลเยียม, สาธารณรัฐเช็ก, เยอรมนี, ลักเซมเบิร์ก, เนเธอร์แลนด์ และนอร์เวย์(https://aagth1.blogspot.com/2017/09/airbus-a330-mrtt-nato.html) รวม 13 ชาติมีบันทึกชั่วโมงบินรวมถึง 250,000ชั่วโมงครับ

วันเสาร์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

Embraer บราซิลเริ่มการสร้างเครื่องบินลำเลียง KC-390 เครื่องแรกของฮังการี

Embraer begins build of first Millennium airlifter for Hungary



The build of the first KC-C-390 for Hungary was announced on 11 November. (Embraer)




The KC-390 for Hungary will be particularly configured for air-to-air refuelling of the service’s Saab Gripen C/D fighters (pictured). (Hungarian Air Force)



บริษัท Embraer บราซิลได้เริ่มต้นการสร้างเครื่องบินลำเลียง KC-390 Millennium เครื่องแรกจากสองเครื่องสำหรับกองทัพอากาศฮังการี(HuAF: Hungarian Air Force, Magyar Légierő) ก่อนที่จะเริ่มต้นส่งมอบในปี 2024
Embraer บราซิลประกาศหลักก้าวย่างที่สำคัญเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2021 การทำพิธีที่แสดงถึงเหตุการณ์นี้มีขึ้น ณ โรงงานอากาศยาน Gavião Peixoto โดยเชิญคณะตัวแทนรัฐบาลฮังการีเข้าร่วมพิธี

"ในหลายสัปดาห์ที่จะถึงข้างหน้า ชิ้นส่วนต่างๆจะถูกประกอบเพื่อสร้างแผงส่วนโครงสร้างและกรอบสำหรับองค์ประกอบหลักของโครงสร้างลำตัวและคู่กึ่งปีก(semi-wings)" Embraer บราซิลกล่าว
ฮังการีลงนามสัญญาสำหรับเครื่องบินลำเลียงและเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ KC-390 จำนวน 2เครื่องในเดือนพฤศจิกายน 2020(https://aagth1.blogspot.com/2020/11/embraer-kc-390.html)

เครื่องบินลำเลียง KC-390 ของฮังการีจะมีการปรับแต่งรูปแบบเฉพาะสำหรับปฏิบัติการลำเลียงทางยุทธวิธี, การเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศของเครื่องบินขับไล่ Saab Gripen C/D ของกองทัพอากาศฮังการี
และสำหรับภารกิจการส่งกลับทางสายแพทย์ โดย KC-390 ของฮังการีจะเป็นเครื่องบิบแบบแรกของรุ่นที่รวมการจัดเตรียมอุปกรณ์และเครื่องมือสำหรับพื้นที่ห้องผู้ป่วยหนัก(ICU: Intensive Care Unit)

ฮังการียังไม่ได้เปิดเผยว่าเครื่องบินลำเลียง KC-390 จะมีฐานที่ตั้งที่ใด แม้ว่าการจัดหาในฐานะทรัพย์สินของชาติ KC-390 น่าจะถูกใช้ในฐานะส่วนหนึ่งของกองบัญชาการขนส่งทางอากาศยุทธศาสตร์ NATO SAC(Strategic Airlift Command) ที่ตั้งในฐานทัพอากาศ Pápa ในฮังการี
การพูดคุยในงานสัมมนาเสมือน Military Airlift and Air-to-Air Refuelling 2020 ผู้บัญชาการกองบินลำเลียงหนัก(HAW: Heavy Airlift Wing) ของ NATO SAC นาวาอากาศเอก James Sparrow กองทัพอากาศสหรัฐฯ(USAF: US Air Force) กล่าวว่า

"ราวหนึ่งปีครึ่งก่อน เมื่อเราได้ยินครั้งแรกว่ามันเป็นตัวเลือกที่ฮังการีกำลังมองที่จะซื้อ เราได้มีการเจรจาบางอย่างที่จะดำเนินการทำงานในสถานการณ์ที่ซึ่งฮังการีน่าจะใช้ KC-390 เหล่านี้ภายในกองบัญชาการ SAC
พวกมันสามารถทำการบินเป็นชั่วโมงบินแทนที่เครื่องบินลำเลียงหนัก Boeing C-17(ที่กองบินลำเลียงหนัก HAW มีอยู่ 3เครื่อง) ได้เป็นต้น ยังไม่มีอะไรเป็นรูปธรรม แต่ผมอยากจะเห็นว่ามันพัฒนาได้อย่างไร ในระยะยาวมันสมเหตุสมผลสำหรับผม" นาวาอากาศเอก Sparrow กล่าว

เครื่องบินลำเลียง KC-390 Millennium มีพื้นที่บรรทุกภายใน 170ลูกบาศก์เมตร(รวมประตูท้าย) มีน้ำหนักบรรทุกสูงสุด 23tonnes(หรือน้ำหนักบรรทุกสูงสุด 26tonnes เมื่อรวมสัมภาระไว้ที่จุดศูนย์ถ่วง)
มีความเร็วเดินทางสูงสุดที่ 470knots(870km/h) มีเพดานบินสูงสุด 36,000feet มีพิสัยทำการไกลสุด(เมื่อบรรทุกสัมภาระหนัก 23tonnes) ที่ 1,380nmi(2,556km) หรือบินได้ไกลสุดโดยใช้ถังเชื้อเพลิงภายในลำตัวที่ 4,640nmi พิสัยทำการสามารถขยายเพิ่มได้โดยการเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ 

การปรับแต่งเครื่องในรูปแบบภารกิจปกติตามที่ให้มาโดยกองทัพอากาศบราซิล(Brazilian Air Force, FAB: Força Aérea Brasileira) KC-390 สามารถติดตั้งแผ่นรองสัมภาระมาตรฐาน 463L จำนวน 7แผ่น(2.74x2.23m), แผ่น 463L จำนวน 6แผ่น 
บวกทหาร 36นาย หรือพลร่ม 30นาย, ทหาร 80นาย หรือพลร่ม 66นาย,รถยนต์บรรทุกขนาดเดียวกับ รยบ.HMMWV(High-Mobility Multipurpose Wheeled Vehicle) จำนวน 3คัน, เฮลิคอปเตอร์ Sikorsky UH-60 Black Hawk จำนวน 1เครื่อง และยานเกราะล้อยาง LAV-25 8x8 จำนวน 1คัน 

กองทัพอากาศบราซิลได้สั่งจัดหาเครื่องบินลำเลียง KC-390 ในสายการผลิตจำนวน 28เครื่อง(https://aagth1.blogspot.com/2021/07/embraer-kc-390.html, https://aagth1.blogspot.com/2019/12/kc-390.html, https://aagth1.blogspot.com/2019/09/embraer-kc-390.html) 
ลูกค้าส่งออกของ KC-390 รายแรกก่อนฮังการีคือกองทัพอากาศโปรตุเกส(Portuguese Air Force, FAP: Força Aérea Portuguesa) จำนวน 5เครื่องที่กำลังอยู่ระหว่างการสร้าง โดยจะส่งมอบระหว่างปี 2023-2027 ครับ(https://aagth1.blogspot.com/2019/07/embraer-kc-390.html) 

วันศุกร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

สาธารณรัฐเช็กระงับการแข่งขันจัดหารถรบทหารราบสายพาน IFV ใหม่

Czech MoD suspends tracked IFV procurement









The Czech MoD on 5 November suspended procurement of 210 tracked IFVs, the contenders for which were (from left to right) the BAE Systems Hagglunds CV90 Mk IV, Rheinmetall Lynx KF41, and GDELS ASCOD 42. (Czech MoD)



กระทรวงกลาโหมสาธารณรัฐเช็กประกาศเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2021 ในการระงับการจัดซื้อจัดจ้างรถรบทหารราบสายพาน(tracked IFV: Infantry Fighting Vehicle) จำนวน 210คัน
หลังคณะกรรมาธิการผู้เชี่ยวชาญเสร็จสิ้นการประเมินค่าผู้เข้าแข่งขัน กระทรวงกลาโหมสาธารณรัฐเช็กกล่าวในสื่อประชาสัมพันธ์ว่าผู้เข้าแข่งขันสามรายคือ

บริษัท BAE Systems Hägglunds สวีเดน-สหราชอาณาจักรโดยเสนอรถรบทหารราบ CV90 Mk IV(https://aagth1.blogspot.com/2017/06/bae-systems-cv90.html), บริษัท Rheinmetall เยอรมนีโดยเสนอรถรบทหารราบ Lynx KF41(https://aagth1.blogspot.com/2020/08/lynx.html)
และบริษัท General Dynamics European Land Systems(GDELS) สเปน-ยุโรปโดยเสนอรถรบทหารราบ ASCOD 42(https://aagth1.blogspot.com/2018/06/gdels-ascod-mmbt-ascod-ifv-pandur-6x6.html)

ผู้เข้าแข่งขันทั้งสามราย "ไม่สามารถที่จะถูกรับการประเมินได้...เพราะว่าไม่มีรถรบทหารราบแบบใดจากทั้งหมดของพวกมันที่ตรงความต้องการทั้งหมดของผู้มีอำนาจการทำสัญญา" กระทรวงกลาโหมสาธารณรัฐเช็กให้ตัวอย่างเช่น
"การขาดหรือข้อมูลที่ไม่ถูกต้องของคุณลักษณะทางเทคนิคของรถที่เสนอ และข้อมูลที่ยังไม่สมบูรณ์เกี่ยวกับความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมความมั่นคงของสาธารณรัฐเช็ก"

กระทรวงกลาโหมสาธารณรัฐเช็กแจ้งผู้เข้าแข่งขันทั้งสามรายถึงการระงับการจัดซื้อจัดจ้างโดยจดหมายเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2021
กระทรวงกลาโหมสาธารณรัฐเช็กไม่ได้กล่าวว่าก้าวต่อไปของการจัดซื้อจัดจ้างจะเป็นเมื่อใด แต่ Janes เข้าใจว่าการเสนอรถรบทหารราบ IFV จะสิ้นสุดในวันที่ 30 มิถุนายน 2022

โครงการจัดซื้อจัดจ้างรถถรบทหารราบใหม่ 210คันวงเงิน 52 billion Czech koruna($2.4 billion) ตั้งเป้าที่จะทดแทนรถรบทหารราบ BMP-2 ของกองทัพสาธารณรัฐเช็ก(Czech Army)
การสอบถามโดย Janes สำหรับการตอบสนอง Rheinmetall เยอรมนีปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2021 และ GDELS ยุโรปไม่ได้ตอบกลับ email เมื่อวันที่ 8-9 พฤศจิกายน 2021

BAE Systems Hägglunds กล่าวกับ Janes ว่าตนได้เสนอความร่วมมือกับบริษัท VOP CZ สาธารณรัฐเช็กในการเสนอรถรบทหารราบ CV90 Mk IV สำหรับกองทัพสาธารณรัฐเช็ก
การที่กระทรวงกลาโหมสาธารณรัฐเช็กยกตัวอย่างว่าไม่มีผู้เข้าแข่งขันรายใดที่ให้ข้อมูลที่สมบูรณ์เกี่ยวกับการมีส่วนรวมของภาคอุตสากรรมของเช็กนั้น จึงเป็นสิ่งที่ทำให้น่าประหลาดใจครับ

วันพฤหัสบดีที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

เครื่องบินลำเลียง C-130J เยอรมนีทำการบินครั้งแรก

German Hercules makes maiden flight



The first of six new Hercules for Germany made its maiden flight in the United States on 8 November. (Lockheed Martin)

เครื่องบินลำเลียง Lockheed Martin C-130J Hercules เครื่องแรกสำหรับกองทัพอากาศเยอรมนี(German Air Force, Luftwaffe) ได้ทำการการบินครั้งแรกเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2021 กองทัพสหพันธรัฐเยอรมนี(Bundeswehr) ประกาศ
เครื่องบินลำเลียง C-130J หมายเลข 55+01(หมายเลขแพนหาง 5930) บินออกจากโรงงานผลิตอากาศยาน Marietta ของบริษัท Lockheed Martin สหรัฐฯในมลรัฐ Georgia
เพื่อเริ่มต้นการบินทดสอบ ก่อนหน้าการส่งมอบให้แก่ฝูงบินลำเลียงร่วมฝรั่งเศส-เยอรมนีที่จัดตั้งขึ้นใหม่ในต้นปี 2022(https://aagth1.blogspot.com/2021/09/c-130j.html)

C-130J ของกองทัพอากาศเยอรมนีประกอบด้วยเครื่องบินลำเลียง C-130J-30 รุ่นยืดขยายความยาวลำตัว 3เครื่อง และเครื่องบินลำเลียงและเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ KC-130J รุ่นลำตัวสั้น 3เครื่อง
ที่จะเข้าร่วมฝูงบินลำเลียงร่วมที่จัดตั้งขึ้นกับกองทัพอากาศและอวกาศฝรั่งเศส(French Air and Space Force, Armée de l'Air et de l'Espace) ณ ฐานทัพอากาศ Air Base 123 ที่ Orléans-Bricy โดย อยู่ระหว่างการดำเนินการย้ายไป Évreux
C-130J ของฝรั่งเศษประกอบด้วยเครื่องบินลำเลียง C-130J-30 จำนวน 2เครื่อง และเครื่องบินลำเลียงและเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ KC-130J จำนวน 2เครื่อง

ฝูงบินลำเลียงทางอากาศ C-130 ร่วมฝรั่งเศสเยอรมนีนี้จะมีการแลกเปลี่ยนที่ไม่มีข้อจำกัดของเครื่องบิน, นักบิน และช่างอากาศยาน เช่นเดียวกับการสนับทางเทคนิคและการส่งกำลังบำรุงบนพื้นฐานคลังกลางร่วมของชิ้นส่วนอะไหล่และาสัญญาสนับสนุนบริการร่วม
ตามที่เน้นในการอนุมัติโดยรัฐบาลสหรัฐก่อนหน้านี้สำหรับการขายเครื่องบินลำเลียงและเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ KC-130J "จะมอบขีดความสามารถการเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศที่สำคัญต่อเครื่องบินขับและเครื่องบินลำเลียงเบาของเยอรมันและฝรั่งเศสเช่นเดียวกับเฮลิคอปเตอร์
ในเวลาเดียวกับการสนับสนุนการวางกำลังรบ, การรักษาความมั่นคงภูมิภาค และการทำงานร่วมกันกับสหรัฐฯ" ฝูงบินลำเลียงทางอากาศร่วมฝรั่งเศส-เยอรมนีมีกำหนดจะบรรลุความพร้อมปฏฺบัติการเต็มอัตรา(FOC: Full Operating Capability) ในปี 2024-2025 ครับ

วันพุธที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

กองทัพอากาศสหรัฐฯได้รับวงเงินเพื่อปรับปรุงเครื่องบินขับไล่ F-22 ในอนาคต

USAF commits nearly USD11 billion to future F-22 upgrades







The US Air Force has earmarked close to USD11 billion to future upgrades for its fleet of 186 F-22 Raptor aircraft over the coming decade. (US Air Force)



กองทัพอากาศสหรัฐฯ(USAF: US Air Force) ได้รับการจัดสรรวงเงินเกือบ $11 billion เพื่อการปรับปรุงในอนาคตสำหรับเครื่องบินขับไล่ Lockheed Martin F-22 Raptor(https://aagth1.blogspot.com/2020/08/ares-f-22.html)
กองทัพอากาศสหรัฐฯประกาศสัญญาผู้ผลิตอุปกรณ์ดั้งเดิมวงเงิน $10.863 million เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2021 สำหรับการเพิ่มขยายขีดความสามารถและดำรงสภาพ Raptor ขั้นก้าวหน้า ARES(Advanced Raptor Enhancement and Sustainment) สำหรับสำนักงานโครงการ F-22

"สัญญา(การส่งมอบไม่แน่นอน/จำนวนไม่แน่นอน indefinite-delivery/indefinite-quantity) อากาศยานนี้มอบการสนับสนุนสำหรับการจัดส่งและบริการที่จำเป็นเพื่อดำรงสภาพและปรับปรุงความทันสมัยเครื่องบินขับไล่ F-22 Raptor
รวมถึงการจัดซื้อจัดจ้างชุดส่วนอุปกรณ์การปรับปรุงความทันสมัยเช่นการปรับปรุง, การเพิ่มขยาย และแก้ไข เช่นเดียวกับการบริการส่งกำลังบำรุงบนพื้นฐานการดำเนินการ" เอกสารแจ้งเตือนสัญญากล่าว

ที่ตั้งการดำเนินงานคือโรงงานอากาศยานของบริษัท Lockheed Martin สหรัฐฯที่ Fort Worth มลรัฐ Texas และถ้าตัวเลือกทั้งหมดถูกนำมาใช้ งานคาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2031
กองทัพอากาศสหรัฐฯวางกำลังเครื่องบินขับไล่ F-22 จำนวน 186เครื่อง ด้วยการเป็น 'เครื่องบินขับไล่ยุคที่5' ตรวจจับได้ยาก stealth ทุกมุมทำให้มันยากที่จะถูกตรวจพบสำหรับทุกระบบเว้นแต่ระบบขั้นก้าวหน้าที่สุดแล้วผู้ปฏิบัติการที่อุทิศเป็นการเฉพาะ

เครื่องบินขับไล่ F-22 ถูกใช้ในทั้งภารกิจอากาศสู่อากาศและอากาศสู่พื้น ในภารกิจการรบทางอากาศคุณสมบัติ stealth นี้ถูกคงไว้โดยห้องเก็บอาวุธภายในลำตัวที่สามารถติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยใกล้ Raytheon AIM-9X Sidewinder จำนวน 2นัด
อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยกลาง Raytheon AIM-120 AMRAAM(Advanced Medium-Range Air-to-Air Missile) จำนวน 6นัด เพิ่มด้วยการติดปืนใหญ่อากาศหกลำกล้องหมุน M61A2 Gatling-gun ขนาด 20mm พร้อมกระสุน 480นัด

ขีดความสามารถ Stealth ของเครื่องบินขับไล่ F-22 ยังดำรงภารกิจอากาศสู่พื้นในบทบาทที่สอง ด้วยห้องเก็บอาวุธภายในลำตัวสามารถติดตั้งอาวุธผสมกันได้ระหว่าง
ระเบิดนำวิถีดาวเทียม Boeing GBU-39 Small Diameter Bomb(SDB) และ JDAM(Joint Direct Attack Munition) เช่นเดียวกับอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ AIM-120 และอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ AIM-9 เพื่อป้องกันตนเอง

สำหรับภารกิจที่ซึ่งไม่จำเป็นต้องการคุณสมบัติ stealth อาวุธเพิ่มเติมและ/หรือถังเชื้อเพลิงสำรองภายนอกสามารถจะถูกติดตั้งได้ที่จุดแข็งใต้ปีกรวม 4ตำบลอาวุธ
ตามข้อมูลจาก Janes World Air Forces ตั้งแต่ที่ถูกนำเข้าประจำการในปี 2003 เครื่องบินขับไล่ F-22 เป็นเครื่องบินขับไล่ยุคที่5 แบบแรกของโลกที่ถูกนำเข้าประจำการจริงในกองทัพอากาศสหรัฐฯ

คุณลักษณะของเครื่องบินขับไล่ F-22 มีความยาว 18.92m ปีกกว้าง 13.56 m และสูง 5.08 m มีพิสัยทำการไกลสุด 1,840nmi รัศมีการรบ 410nmi เพดานบินสูงสุด 65,000ft.
ติดตั้งเครื่องยนต์ไอพ่น Turbofan แบบปรับทิศทางแรงขับได้ Pratt & Whitney F119-PW-100 สองเครื่องแรงขับสูงสุดเมื่อใช้สันดาปท้าย 35,000lbf ทำความเร็วได้สูงสุด Mach 2.25 และมีขีดความสามารถการบินด้วยความเร็วเหนือเสียงโดยไม่ใช้สันดาปท้าย supercruise ครับ