China advances Marine Lizard amphibious USV development
The full-scale prototype hull of the Marine Lizard amphibious combat USV seen during its public debut at Airshow China 2018. Source: IHS Markit/Kelvin Wong
https://www.janes.com/article/87875/china-advances-marine-lizard-amphibious-usv-development
Wuchang Shipbuilding Industry Group อู่ต่อเรือใน Wuhan ในเครือ China Shipbuilding Industry Company(CSIC) รัฐวิสาหกิจอุตสาหกรรมทางเรือของสาธารณรัฐประชาชนจีนได้ส่งมอบตัวเรือในสายก่อนการผลิตแรก
สำหรับยานรบผิวน้ำไร้คนขับสะเทินน้ำสะเทินบก Marine Lizard combat USV(Unmanned Surface Vessel) ตามความสำเร็จการทดลองการยอมรับระดับโรงงาน ณ อู่เรือ Shuangliu ตามที่ CSIC จีนประกาศเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2019
ตัวเรือที่เสร็จสมบูรณ์บางส่วนได้ถูกสร้างที่แผนก Module Company ของอู่เรือ Wuchang Shipbuilding และทำการติดตั้งระบบขับเคลื่อน waterjet แฝดสอง ได้ถูกส่งมอบไปยังบริษัท Qingdao Wujiang Technology Company สำหรับการบูรณาการระบบและการพัฒนาเพิ่มเติม
แบบจำลองขนาดเท่าของจริงของ Marine Lizard USV ต้นแบบได้ถูกเปิดตัวครั้งแรกในงานแสดงการบินและยุทโธปกรณ์นานาชาติ Airshow China 2018 เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2018 โดยบริษัท Zhongbang Intelligent Technology(ZB Intelligence)
ZB Intelligence ผู้พัฒนาระบบควบคุมและนำร่องระบบไร้คนขับที่มีที่ตั้งใน Qingdao ซึ่งได้ถูกจัดตั้งขึ้นในปี 2017 โดยทีมของอดีตวิศวกรรมจากรัฐวิสาหกิจของรัฐบาลจีนและบริษัทเอกชนจีนหลายบริษัท
Jane's ได้รายงานไปก่อนหน้านี้ว่า ผลิตภัณฑ์ของ ZB Intelligence รวมถึงระบบควบคุมและนำร่อง USV แบบรวมการ Nob-X ที่เป็นชุดคำสั่งส่วนติดต่อที่ทำให้ผู้ใช้งานสามารถควบคุมระบบยานผิวน้ำไร้คนขับและยานใต้น้ำไร้คนขับ(UUV: Unmanned Underwater Vehicle) หลายระบบได้พร้อมๆกัน
เป็นที่เข้าใจว่า Marine Lizard USV อยู่ภายใต้การพัฒนาร่วมกันโดย Wuchang Shipbuilding Industry Group และ Qingdao Wujiang Technology Company
ยานผิวน้ำสำหรับใช้งานทางทะเลต้นแบบถูกสร้างจาก Aluminium alloy และใช้รูปแบบทรงเรือ Trimaran ความยาว 12-13.5m และกว้าง 4.14m โดยมีระวางขับน้ำ 14.7tonnes และกินน้ำลึก 0.55m ตามลำดับ
ตามข้อมูลจาก Wuchang Shipbuilding ตัวเรือของ Marine Lizard USV ประกอบไปด้วยแผ่น Aluminium alloy "หลายพันชิ้น" ที่มีความหนา 5-8mm และต่อเข้าด้วยกันโดยใช้ขั้นตอนการติดและเชื่อมแบบล้ำยุคที่ออกแบบให้แผ่นโลหะมีการเปลี่ยนรูปน้อยที่สุดและลดข้อบกพร่องในการผลิตอื่นๆ
Marine Lizard USV ติดตั้งระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าลูกผสม Hybrid-Electric มีศูนย์กลางบนเครื่องกำเนิดพลังงานเครื่องยนต์ดีเซลทางทะเลคู่ที่ไม่เปิดเผยกำลังขับ ที่ให้กำลังต่อชุดสายพานไฟฟ้าสี่เส้นที่ติดตั้งใต้แต่ละมุมของตัวเรือทั้งสี่ด้าน
ชุดสายพานนั้นขับเคลื่อนเป็นอิสระจากกันและสามารถทำให้ยานรบผิวน้ำไร้คนขับสะเทินน้ำสะเทินบก Marine Lizard USV สามารถเคลื่อนที่บนบกได้ที่ความเร็วสูงสุด 20km/h ขึ้นอยู่กับสภาพภูมิประเทศ
เมื่อเข้าสู่การปฏิบัติการบนผิวน้ำ Marine Lizard USV จะใช้ระบบขับเคลื่อน Waterjet คู่ที่ท้ายตัวเรือซึ่งสามารถทำความเร็วการขับเคลื่อนในน้ำได้สูงสุด 50knots และมีพิสัยเดินทางไกล 648nmi(1,042 km)
ด้านบนในส่วนท้ายของตัวเรือมีการติดตั้ง Radar ตรวจการณ์นำร่องและกล้องตรวจจับ Electro-Optical Infrared(EO/IR) บนโครงเสาที่ยกสูงขึ้น รวมถึงในส่วนด้านหน้าของตัวเรือมีการติดตั้งป้อมปืนกล Remote สำหรับปืนกลหนักสองแท่นยิงที่ด้านหน้า
ด้านหลังป้อมปืนมีฝาปิดทรงสี่เหลี่ยมสี่ท่อที่ถูกอ้างว่าเป็นแท่นยิงแนวดิ่ง VLS(Vertical Launching System) 4ท่อยิงสำหรับอาวุธปล่อยนำวิถี(Missiles) ต่อต้านยานเกราะ(Anti-Armour) และระบบป้องกันภัยทางอากาศพิสัยใกล้มาก(VSHORAD: Very Short-Range Air-Defence)
Song Ding รองประธานธุรกิจนานานาชาติของ ZB Intelligence กล่าวต่อ Jane's ในงาน Airshow China 2018 ว่าเขาเชื่อว่า Marine Lizar USV กำลังได้รับความสนใจจากตลาดในจีนและต่างประเทศ สำหรับลูกค้าที่เป็นไปได้ในอนาคตที่มีชายฝั่งยาวและหมู่เกาะจำนวนมากที่จะต้องคุ้มครองป้องกัน
เขาเปิดเผยว่าบริษัทได้มีการหารือกับกองทัพเรือและกองกำลังรักษาความปลอดภัยทางทะเลของจีนและอีกหลายประเทศในภูมิภาคแล้ว เพื่อทำการสาธิตระบบที่มีกำหนดจะเสร็จสิ้นการพัฒนาในปี 2019 นี้ครับ
วันอังคารที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2562
วันจันทร์ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2562
กลาโหมญี่ปุ่นแสดงความกังวลด้านความมั่นคงและแผนการจัดหาต่อเหตุเครื่องบินขับไล่ F-35A ตก
F-35A crash: Japan’s defense minister addresses security concerns, procurement plans
F-35A 79-8705 Japan Air Self-Defense Force. (JASDF)
A Japanese Coast Guard vessel and a U.S. military plane search for a Japanese fighter jet, in the waters off Aomori, northern Japan, on April 10, 2019. (Kyodo News via AP)
A Japan Air Self-Defense Force helicopter hovers around the sea area where a Japanese fighter jet is believed to have crashed. (Kyodo News via AP)
https://www.defensenews.com/global/asia-pacific/2019/04/12/f-35a-crash-japans-defense-minister-addresses-security-concerns-procurement-plans/
ญี่ปุ่นได้เริ่มการกวาดพื้นใต้ทะเลของมหาสมุทรแปซิฟิกสำหรับการค้นหาซากเครื่องบินขับไล่ Lockheed Martin F-35A Lightning II Joint Strike Fighter(JSF) ของกองกำลังป้องกันตนเองทางอากาศญี่ปุ่น(JASDF: Japan Air Self-Defense Force)
เป็นเวลาสองวันให้หลังจากที่ประสบเหตุตกที่น่านน้ำญี่ปุ่นห่างจากชายฝั่งทางเหนือของประเทศตั้งแต่วันที่ 9 เมษายน 2019
รัฐมนตรีกลาโหมญี่ปุ่น Takeshi Iwaya กล่าวแถลงต่อสื่อเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2019 ในตอนเช้าตามเวลากรุง Tokyo กล่าวว่ากองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่น(JMSDF: Japan Maritime Self-Defense Force)
ได้วางกำลังนำเรือกู้ภัยเรือดำน้ำเพื่อค้นหาในระดับความลึกใต้ทะเลในพื้นที่ซึ่งเครื่องบินขับไล่ F-35A ตก พื้นที่ทะเลดังกล่าคาดว่าจะมีระดับความลึกที่ราว 5,000feet(1,500m)
นักบินกองกำลังป้องกันตนเองทางอากาศญี่ปุ่นที่ทำการบินกับเครื่องบินขับไล่ F-35A ที่ตกถูกระบุว่าคือ นาวาอากาศตรี Akinori Hosomi อายุ 41ปียังคงสูญหายระหว่างปฏิบัติการอยู่(MIA: Missing in Action)
นาวาอากาศตรี Hosomi ได้ทำการบินเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจการฝึกการรบทางอากาศร่วมกับ F-35A อีก 3เครื่อง เมื่อวันที่ 9 เมษายนในเวลาค่ำ ซึ่งนักบินและเครื่องได้ขาดการติดต่อกับเครื่องอืนในหมู่บินและหายไปจาก Radar ราว 135km ทางตะวันออกจากฐานทัพอากาศ Misawa
ฐานทัพอากาศ Misawa มีที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเกาะ Honshu ของญี่ปุ่น มีข้อมูลว่า นาวาอากาศตรี Hosomi เป็นนักบินขับไล่ที่มีชั่วโมงบินที่ 3,200ชั่วโมงบิน ที่รวมถึงได้ทำการบินกับเครื่องบินขับไล่ F-35A แล้วจำนวน 60เที่ยวบิน
นาวาอากาศตรี Hosomi ได้สื่อสารกับนักบินนายอื่นๆในหมู่บิน F-35A ให้ยุติการฝึกส่วนหนึ่ง ต่อมาไม่มีการติดต่อใดๆตามมาจากเขาอีก และไม่มีนักบินนายใดในหมู่บินที่เห็นการตกของเครื่อง
การหายสาบสูญของนักบิน F-35A ญี่ปุ่นได้นำไปสู่การปฏิบัติการค้นหาขนาดใหญ่ทั้งจากเรือและอากาศยานในสังกัดกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่น(JSDF: Japanese Self-Defense Forces)
กองเรือที่7 กองทัพเรือสหรัฐฯ(USN: US Navy) ที่มีที่ตั้งฐานทัพในญี่ปุ่นได้ส่งเรือพิฆาตชั้น Arleigh Burke คือ DDG-63 USS Stethem และเครื่องบินลาดตระเวนทางทะเลพหุภารกิจ Boeing P-8A Poseidon หลายเครื่องเข้าร่วมภารกิจค้นหา
ชิ้นส่วนของซากเครื่องบางส่วนของเครื่องบินขับไล่ F-35A กองกำลังป้องกันตนเองทางอากาศญี่ปุ่นได้ถูกพบตามมาในน่านน้ำพื้นที่ค้นหา ซึ่งเป็นการยืนยันถึงชะตากรรมของเครื่องบินที่หายไป
มีรายงานระบุว่า F-35A ที่ตกทะเลนั้นเป็นเครื่องหมายเลข 79-8705 ซึ่งเป็นเครื่องแรกที่ออกจากสายการผลิต FACO(Final Assembly and Check Out) ที่โรงงานอากาศยานของบริษัท Mitsubishi Heavy Industries(MHI) ญี่ปุ่น(https://aagth1.blogspot.com/2019/01/f-35.html)
รัฐมนตรีกลาโหมญี่ปุ่น Iwaya ยังยืนยันว่าไม่มีความตั้งใจที่จะแก้ไขแผนการจัดหาเครื่องบินขับไล่ F-35 เพิ่มเติม ที่ยังรอผลสรุปการสอบสวนสาเหตุการตกอยู่ ซึ่งนี่เป็น F-35 เครื่องที่สองที่ประสบเหตุตกนับตั้งแต่มีการทำการบินครั้งแรกและทดสอบพัฒนามาตั้งแต่ปี 2006
การสูญเสียครั้งแรกของเครื่องรุ่นนี้คืออุบัติเหตุเครื่องบินขับไล่ F-35B นาวิกโยธินสหรัฐฯ(USMC: US Marine Corps) ตกที่มลรัฐ South Carolina เมื่อ 18 กันยายน 2018 โดยนักบินดีดตัวออกจากเครื่องได้อย่างปลอดภัย ซึ่งสาเหตุการตกยังคงอยู่ระหว่างการสอบสวนอยู่
ญี่ปุ่นมีแผนที่จะจัดหาเครื่องบินขับไล่ F-35 รวม 147เครื่อง แบ่งเป็นเครื่องบินขับไล่ F-35A รุ่นขึ้นลงตามแบบ CTOL(Conventional Take-Off and Landing) จำนวน 105เครื่อง(https://aagth1.blogspot.com/2018/12/izumo-f-35.html)
และเครื่องบินขับไล่ F-35B รุ่นบินขึ้นระยะสั้นลงจอดทางดิ่ง STOVL(Short Take-Off Vertical Landing) จำนวน 42เครื่อง ที่จะนำมาปฏิบัติการร่วมกับเรือพิฆาตบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ชั้น Izumo ของกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่น(https://aagth1.blogspot.com/2018/12/izumo-f-35.html)
รัฐมนตรีกลาโหมญี่ปุ่นได้ถูกถามถึงความเป็นไปได้ที่จีนและรัสเซียจะมีความพยายามที่จะค้นหาและกู้ซากเครื่องบินขับไล่ F-35A ญี่ปุ่นที่ตกจากพื้นทะเลเพื่อการเข้าถึงวิทยาการปกปิดที่เป็นความลับขั้นสูงที่ติดตั้งบนเครื่องรุ่นนี้
Iwaya กล่าวว่ายังไม่มีการสังเกตพบเห็นถึงกิจกรรมที่ผิดปกติใดๆเกิดขึ้นในพื้นที่การตก อย่างไรก็ตามกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่นกำลังดำเนินการติดตามสถานการณ์ต่างๆอย่างต่อเนื่องครับ
F-35A 79-8705 Japan Air Self-Defense Force. (JASDF)
A Japanese Coast Guard vessel and a U.S. military plane search for a Japanese fighter jet, in the waters off Aomori, northern Japan, on April 10, 2019. (Kyodo News via AP)
A Japan Air Self-Defense Force helicopter hovers around the sea area where a Japanese fighter jet is believed to have crashed. (Kyodo News via AP)
https://www.defensenews.com/global/asia-pacific/2019/04/12/f-35a-crash-japans-defense-minister-addresses-security-concerns-procurement-plans/
ญี่ปุ่นได้เริ่มการกวาดพื้นใต้ทะเลของมหาสมุทรแปซิฟิกสำหรับการค้นหาซากเครื่องบินขับไล่ Lockheed Martin F-35A Lightning II Joint Strike Fighter(JSF) ของกองกำลังป้องกันตนเองทางอากาศญี่ปุ่น(JASDF: Japan Air Self-Defense Force)
เป็นเวลาสองวันให้หลังจากที่ประสบเหตุตกที่น่านน้ำญี่ปุ่นห่างจากชายฝั่งทางเหนือของประเทศตั้งแต่วันที่ 9 เมษายน 2019
รัฐมนตรีกลาโหมญี่ปุ่น Takeshi Iwaya กล่าวแถลงต่อสื่อเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2019 ในตอนเช้าตามเวลากรุง Tokyo กล่าวว่ากองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่น(JMSDF: Japan Maritime Self-Defense Force)
ได้วางกำลังนำเรือกู้ภัยเรือดำน้ำเพื่อค้นหาในระดับความลึกใต้ทะเลในพื้นที่ซึ่งเครื่องบินขับไล่ F-35A ตก พื้นที่ทะเลดังกล่าคาดว่าจะมีระดับความลึกที่ราว 5,000feet(1,500m)
นักบินกองกำลังป้องกันตนเองทางอากาศญี่ปุ่นที่ทำการบินกับเครื่องบินขับไล่ F-35A ที่ตกถูกระบุว่าคือ นาวาอากาศตรี Akinori Hosomi อายุ 41ปียังคงสูญหายระหว่างปฏิบัติการอยู่(MIA: Missing in Action)
นาวาอากาศตรี Hosomi ได้ทำการบินเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจการฝึกการรบทางอากาศร่วมกับ F-35A อีก 3เครื่อง เมื่อวันที่ 9 เมษายนในเวลาค่ำ ซึ่งนักบินและเครื่องได้ขาดการติดต่อกับเครื่องอืนในหมู่บินและหายไปจาก Radar ราว 135km ทางตะวันออกจากฐานทัพอากาศ Misawa
ฐานทัพอากาศ Misawa มีที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเกาะ Honshu ของญี่ปุ่น มีข้อมูลว่า นาวาอากาศตรี Hosomi เป็นนักบินขับไล่ที่มีชั่วโมงบินที่ 3,200ชั่วโมงบิน ที่รวมถึงได้ทำการบินกับเครื่องบินขับไล่ F-35A แล้วจำนวน 60เที่ยวบิน
นาวาอากาศตรี Hosomi ได้สื่อสารกับนักบินนายอื่นๆในหมู่บิน F-35A ให้ยุติการฝึกส่วนหนึ่ง ต่อมาไม่มีการติดต่อใดๆตามมาจากเขาอีก และไม่มีนักบินนายใดในหมู่บินที่เห็นการตกของเครื่อง
การหายสาบสูญของนักบิน F-35A ญี่ปุ่นได้นำไปสู่การปฏิบัติการค้นหาขนาดใหญ่ทั้งจากเรือและอากาศยานในสังกัดกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่น(JSDF: Japanese Self-Defense Forces)
กองเรือที่7 กองทัพเรือสหรัฐฯ(USN: US Navy) ที่มีที่ตั้งฐานทัพในญี่ปุ่นได้ส่งเรือพิฆาตชั้น Arleigh Burke คือ DDG-63 USS Stethem และเครื่องบินลาดตระเวนทางทะเลพหุภารกิจ Boeing P-8A Poseidon หลายเครื่องเข้าร่วมภารกิจค้นหา
ชิ้นส่วนของซากเครื่องบางส่วนของเครื่องบินขับไล่ F-35A กองกำลังป้องกันตนเองทางอากาศญี่ปุ่นได้ถูกพบตามมาในน่านน้ำพื้นที่ค้นหา ซึ่งเป็นการยืนยันถึงชะตากรรมของเครื่องบินที่หายไป
มีรายงานระบุว่า F-35A ที่ตกทะเลนั้นเป็นเครื่องหมายเลข 79-8705 ซึ่งเป็นเครื่องแรกที่ออกจากสายการผลิต FACO(Final Assembly and Check Out) ที่โรงงานอากาศยานของบริษัท Mitsubishi Heavy Industries(MHI) ญี่ปุ่น(https://aagth1.blogspot.com/2019/01/f-35.html)
รัฐมนตรีกลาโหมญี่ปุ่น Iwaya ยังยืนยันว่าไม่มีความตั้งใจที่จะแก้ไขแผนการจัดหาเครื่องบินขับไล่ F-35 เพิ่มเติม ที่ยังรอผลสรุปการสอบสวนสาเหตุการตกอยู่ ซึ่งนี่เป็น F-35 เครื่องที่สองที่ประสบเหตุตกนับตั้งแต่มีการทำการบินครั้งแรกและทดสอบพัฒนามาตั้งแต่ปี 2006
การสูญเสียครั้งแรกของเครื่องรุ่นนี้คืออุบัติเหตุเครื่องบินขับไล่ F-35B นาวิกโยธินสหรัฐฯ(USMC: US Marine Corps) ตกที่มลรัฐ South Carolina เมื่อ 18 กันยายน 2018 โดยนักบินดีดตัวออกจากเครื่องได้อย่างปลอดภัย ซึ่งสาเหตุการตกยังคงอยู่ระหว่างการสอบสวนอยู่
ญี่ปุ่นมีแผนที่จะจัดหาเครื่องบินขับไล่ F-35 รวม 147เครื่อง แบ่งเป็นเครื่องบินขับไล่ F-35A รุ่นขึ้นลงตามแบบ CTOL(Conventional Take-Off and Landing) จำนวน 105เครื่อง(https://aagth1.blogspot.com/2018/12/izumo-f-35.html)
และเครื่องบินขับไล่ F-35B รุ่นบินขึ้นระยะสั้นลงจอดทางดิ่ง STOVL(Short Take-Off Vertical Landing) จำนวน 42เครื่อง ที่จะนำมาปฏิบัติการร่วมกับเรือพิฆาตบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ชั้น Izumo ของกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่น(https://aagth1.blogspot.com/2018/12/izumo-f-35.html)
รัฐมนตรีกลาโหมญี่ปุ่นได้ถูกถามถึงความเป็นไปได้ที่จีนและรัสเซียจะมีความพยายามที่จะค้นหาและกู้ซากเครื่องบินขับไล่ F-35A ญี่ปุ่นที่ตกจากพื้นทะเลเพื่อการเข้าถึงวิทยาการปกปิดที่เป็นความลับขั้นสูงที่ติดตั้งบนเครื่องรุ่นนี้
Iwaya กล่าวว่ายังไม่มีการสังเกตพบเห็นถึงกิจกรรมที่ผิดปกติใดๆเกิดขึ้นในพื้นที่การตก อย่างไรก็ตามกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่นกำลังดำเนินการติดตามสถานการณ์ต่างๆอย่างต่อเนื่องครับ
วันอาทิตย์ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2562
กองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีนทดสอบอาวุธ Laser ต้นแบบ
Chinese navy trials laser weapon
A screengrab from footage aired by CCTV showing what appears to be a prototype laser weapon being tested by the Chinese navy. Source: Via CCTV
https://www.janes.com/article/87820/chinese-navy-trials-laser-weapon
สื่อจีนได้รายงานว่าอาวุธแสง Laser ต้นแบบกำลังได้รับการทดสอบโดยกองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีน(PLAN: People’s Liberation Army Navy) ตามบทความที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2019 บน Website ข่าว Sina.com จีน
ที่ประกอบด้วยชุดภาพที่นำมาจากวิดีทัศน์รายงานข่าวของสถานีโทรทัศน์ China Central Television(CCTV) ของรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่ออกอากาศเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2019
ชุดภาพจากข่าวของสถานีโทรทัศน์ CCTV จีนได้แสดงถึงอุปกรณ์ Optical ที่หมุนส่ายได้ติดตั้งบนแคร่ฐานแบบเคลื่อนย้ายได้โดยระบบ Optical มีชุด Lens หลักขนาดใหญ่
ระบบนี้ประกอบไปด้วยอุปกรณ์ขนาดเล็กกว่าสองชุด เป็นไปได้ว่าน่าจะเป็นกล้อง Optical และระบบตรวจจับวัดระยะคลื่อนความถี่วิทยุและติดตามเป้าหมาย
หนึ่งในชุดภาพยังแสดงถึงตู้ trailer เสริมที่น่าจะถูกใช้เป็นแหล่งกำเนิดพลังงานแบบเคลื่อนย้ายได้ เช่นเดียวกับกำลังพลในเครื่องแบบสนามกองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีนที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน
ยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนที่เกี่ยวข้องกับขีดความสามารถของระบบได้รับการเปิดเผยออกมาในขณะนี้ แต่ Sina.com ได้รายงานการตั้งข้อสังเกตุว่า
ระบบอาวุธ Laser ที่ติดตั้งบนรถบรรทุกนี้น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของชุดยิงระบบอาวุธป้องกันชายฝั่ง และเป็นระบบอาวุธประจำเรือผิวน้ำที่น่าจะเป็นระบบทางเลือกต่อระบบอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศพิสัยใกล้ HHQ-10
มีการกล่าวเป็นนัยว่าระบบอาวุธแสง Laser นี้น่าจะมีระยะยิงอยู่ที่ราว 5km ขณะที่อาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ HHQ-10 นำวิถีด้วย Infrared เช่นที่ติดตั้งในแท่นยิงแบบ FL-3000N ความจุ 8นัดบนเรือผิวน้ำมีระยะยิงที่ 6km
จีนได้มีการพัฒนาระบบอาวุธ Laser หลายแบบอย่างระบบอัตราจรภาคพื้นดิน อาทิเช่นในปลายปี 2017 จีนได้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับระบบอาวุธ Laser ภาคพื้นดินของตน
โดยระบบอาวุธ Laser ดังกล่าวได้ประสบความสำเร็จในการทำลายเป้าหมายอากาศยานไร้คนขับ(UAV: Unmanned Aerial Vehicle) ที่ระยะประมาณ 300m ครับ
A screengrab from footage aired by CCTV showing what appears to be a prototype laser weapon being tested by the Chinese navy. Source: Via CCTV
https://www.janes.com/article/87820/chinese-navy-trials-laser-weapon
สื่อจีนได้รายงานว่าอาวุธแสง Laser ต้นแบบกำลังได้รับการทดสอบโดยกองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีน(PLAN: People’s Liberation Army Navy) ตามบทความที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2019 บน Website ข่าว Sina.com จีน
ที่ประกอบด้วยชุดภาพที่นำมาจากวิดีทัศน์รายงานข่าวของสถานีโทรทัศน์ China Central Television(CCTV) ของรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่ออกอากาศเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2019
ชุดภาพจากข่าวของสถานีโทรทัศน์ CCTV จีนได้แสดงถึงอุปกรณ์ Optical ที่หมุนส่ายได้ติดตั้งบนแคร่ฐานแบบเคลื่อนย้ายได้โดยระบบ Optical มีชุด Lens หลักขนาดใหญ่
ระบบนี้ประกอบไปด้วยอุปกรณ์ขนาดเล็กกว่าสองชุด เป็นไปได้ว่าน่าจะเป็นกล้อง Optical และระบบตรวจจับวัดระยะคลื่อนความถี่วิทยุและติดตามเป้าหมาย
หนึ่งในชุดภาพยังแสดงถึงตู้ trailer เสริมที่น่าจะถูกใช้เป็นแหล่งกำเนิดพลังงานแบบเคลื่อนย้ายได้ เช่นเดียวกับกำลังพลในเครื่องแบบสนามกองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีนที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน
ยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนที่เกี่ยวข้องกับขีดความสามารถของระบบได้รับการเปิดเผยออกมาในขณะนี้ แต่ Sina.com ได้รายงานการตั้งข้อสังเกตุว่า
ระบบอาวุธ Laser ที่ติดตั้งบนรถบรรทุกนี้น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของชุดยิงระบบอาวุธป้องกันชายฝั่ง และเป็นระบบอาวุธประจำเรือผิวน้ำที่น่าจะเป็นระบบทางเลือกต่อระบบอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศพิสัยใกล้ HHQ-10
มีการกล่าวเป็นนัยว่าระบบอาวุธแสง Laser นี้น่าจะมีระยะยิงอยู่ที่ราว 5km ขณะที่อาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ HHQ-10 นำวิถีด้วย Infrared เช่นที่ติดตั้งในแท่นยิงแบบ FL-3000N ความจุ 8นัดบนเรือผิวน้ำมีระยะยิงที่ 6km
จีนได้มีการพัฒนาระบบอาวุธ Laser หลายแบบอย่างระบบอัตราจรภาคพื้นดิน อาทิเช่นในปลายปี 2017 จีนได้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับระบบอาวุธ Laser ภาคพื้นดินของตน
โดยระบบอาวุธ Laser ดังกล่าวได้ประสบความสำเร็จในการทำลายเป้าหมายอากาศยานไร้คนขับ(UAV: Unmanned Aerial Vehicle) ที่ระยะประมาณ 300m ครับ
วันเสาร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2562
อินโดนีเซียทำพิธีปล่อยเรือดำน้ำชั้น Nagapasa ลำที่สามที่สร้างในประเทศลงน้ำ และลงนามจัดหาเพิ่ม 3ลำ
Indonesia launches first locally assembled submarine
Alugoro, seen here at its launch ceremony on 11 April 2019. Source: Indonesian Ministry of Defence
https://www.janes.com/article/87855/indonesia-launches-first-locally-assembled-submarine
DSME to deliver three more submarines to Indonesia
South Korea’s DSME has signed a contract to deliver three additional Type 209/1400 submarines to Indonesia, the company said in a stock exchange filing on 12 April. Source: Howaldtswerke-Deutsche Werft
https://www.janes.com/article/87858/dsme-to-deliver-three-more-submarines-to-indonesia
Indonesia signs USD1 billion contract for three follow-on SSKs to Nagapasa class
A cross-section model of the Nagapasa (Type 209/1400) submarine. Indonesia has signed a contract for three follow-on vessels to the class. Source: IHS Markit/Ridzwan Rahmat
https://www.janes.com/article/87861/indonesia-signs-usd1-billion-contract-for-three-follow-on-ssks-to-nagapasa-class
PT PAL รัฐวิสาหกิจอู่ต่อเรือของอินโดนีเซียได้ทำพิธีปล่อยเรือลงน้ำของเรือดำน้ำโจมตีดีเซล-ไฟฟ้า(SSK) ชั้น Nagapasa (DSME 1400 หรือ Type 209/1400) ลำที่สามคือ KRI Alugoro หมายเลขเรือ 405 เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2019 ณ อู่เรือ Semarang Dock ของ PT PAL ใน Subaraya
KRI Alugoro เป็นเรือดำน้ำชั้น Nagapasa ลำที่สามและเป็นเรือดำน้ำลำแรกที่ถูกสร้างในอินโดนีเซีย การประกอบเรือได้เสร็จสิ้นภายใต้ความร่วมมือกับวิศวกรจากอู่เรือบริษัท Daewoo Shipbuilding and Marine Engineering(DSME) สาธารณรัฐเกาหลี ภายใต้โครงการการถ่ายทอด Technology
ตามที่ Jane's ได้รายงานมาหลายครั้งเรือดำน้ำ KRI Alugoro เดิมมีกำหนดที่จะถูกปล่อยลงน้ำจากท่าเรือมีถูกสร้างเพื่อการปล่อยเรือของ PT PAL ติดกับ Jalan Letnan Supriadi ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2018
อย่างไรก็ตามสถานที่ดังกล่าวถูกพบว่ามีระดับความลึกของน้ำที่ตื้นเกินไปเนื่องจากการสะสมของตะกอนโคลนเลนใต้น้ำ(https://aagth1.blogspot.com/2019/04/nagapasa.html)
เรือดำน้ำ KRI Alugoro ได้ถูกเคลื่อนย้ายในภายหลังไปยังอู่เรือ Samarang ที่ตั้งห่างออกไปราว 750m ผ่านเรือท้องแบนสำหรับขนส่งสินค้าขนาดปานกลางความยาว 300foot ในเดือนมีนาคม 2019
อู่เรือ Samarang เป็นสถานที่เดียวกับที่ PT PAL อินโดนีเซียทำการการปล่อยเรือขนาดใหญ่กว่า เช่น เรืออู่ยกพลขึ้นบก SSV(Strategic Sealift Vessel) ชั้น Tarlac ทั้ง 2ลำของกองทัพเรือฟิลิปปินส์(Philippine Navy)(https://aagth1.blogspot.com/2016/06/ssv-3.html)
เรือดำน้ำ KRI Alugoro เป็นส่วนหนึ่งของสัญญาวงเงิน 1.3 trillion Korean Won($1.2 billion) ที่ลงนามระหว่างบริษัท DSME สาธารณเกาหลีกับกระทรวงกลาโหมอินโดนีเซียเมื่อเดือนธันวาคม 2011
เรือดำน้ำชั้น Nagapasa ทั้งสามลำของกองทัพเรืออินโดนีเซีย(Indonesian Navy, TNI-AL: Tentara Nasional Indonesia-Angkatan Laut) มีพื้นฐานการออกแบบมาจากเรือดำน้ำชั้น Chang Bogo(Type 209/1200) ของกองทัพเรือสาธารณรัฐเกาหลี(ROKN: Republic of Korea Navy)
เรือดำน้ำชั้น Nagapasa ลำแรก KRI Nagapasa 403 เข้าประจำการในเดือนสิงหาคม 2017(https://aagth1.blogspot.com/2017/07/dsme1400.html) ขณะที่เรือลำที่สอง KRI Ardadedali 404 เข้าประจำการในเดือนพฤษภาคม 2018
เรือดำน้ำชั้น Nagapasa มีความยาวเรือ 61.2m กว้าง 6.25m และกินน้ำลึก 5.5m ติดตั้งแหล่งกำเนิดพลังงานเครื่องยนต์ดีเซล MTU 12V 493 เยอรมนี 4เครื่อง ทำความเร็วสูงสุดขณะดำใต้น้ำที่ 21.5knots และขณะลอยอยู่ผิวน้ำที่ 11knots
บริษัท Daewoo Shipbuilding and Marine Engineering สาธารณรัฐเกาหลีได้ลงนามสัญญาเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2019 กับตัวแทนจากรัฐบาลเกาหลีใต้และรัฐบาลอินโดนีเซียเพื่อส่งมอบเรือดำน้ำชั้น Nagapasa ชุดที่สองจำนวน 3ลำแก่กองทัพเรืออินโดนีเซีย
DSME กล่าวในการยื่นต่อตลาดหลักทรัพย์เกาหลีใต้ว่าสัญญามีมูลค่าวงเงิน 1.162 trillion Korean Won($1.02 billion) และจะได้รับการสนับสนุนผ่านทางข้อตกลงเงินกู้ยืม
ในแถลงการณ์ สำนักงานโครงการจัดหากลาโหม(DAPA: Defense Acquisition Program Administration) สาธารณรัฐเกาหลีกล่าวว่าเงินทุนจะได้รับการสนับสนุนโดยธนาคารเพื่อการส่งออก-นำเข้าเกาหลี(Export–Import Bank of Korea)
DSME ยังกล่าวว่าสัญญาเรือดำน้ำจะเริ่มต้นในทันทีและจะเสร็จสิ้นในปลายเดือนมีนาคม 2026 DSME ไม่ได้ยืนยันนัยสำคัญของวันที่ภายหลังดังกล่าว แต่น่าจะตรงกับกำหนดการส่งมอบเรือลำสุดท้ายของชุด กำหนดการส่งมอบสำหรับเรือลำแรกและเรือลำที่สองของชุดยังไม่ได้รับการยืนยัน
สัญญาได้ถูกลงนามในวันที่ 12 เมษายน 2019 ใน Bandung บนเกาะ West Java อินโดนีเซียเป็นเวลาหนึ่งวันให้หลังจากที่อู่เรือ PT PAL ทำพิธีปล่อยเรือดำน้ำชั้น Nagapasa ลำที่สาม KRI Alugoro 405 ลงน้ำที่จะเข้าประจำการภายหลังในปี 2019 นี้
โครงการความร่วมมือในลักษณะเดียวกันเป็นที่คาดว่าจะเป็นเพื่อการสนับสนุนการเรือดำน้ำสร้างเรือดำน้ำชุดที่สอง ขณะที่เรือชุดแรกนั้นเรือสองลำแรกคือ KRI Nagapasa 403 และ KRI Ardadedali 404 ถูกสร้างโดยอู่เรือ DSME ที่ Okpo สาธารณรัฐเกาหลี
แหล่งข่าวในภาคอุตสาหกรรมซึ่งได้ให้ข้อมูลล่าสุดแก่ Jane's ที่ได้รายงานก่อนหน้านี้เกี่ยวกับขั้นตอนของการเจรจาสำหรับเรือดำน้ำโจมตีที่จะมีตามมาตั้งแต่ต้นเดือนมกราคม 2019(https://aagth1.blogspot.com/2019/01/dsme-1400-3.html)
ยังได้ยืนยันว่า PT PAL อินโดนีเซียจะรับบทบาทการแบ่งปันการทำงานที่ใหญ่ขึ้นในสัญญาใหม่นี้กับ DSME เกาหลีใต้ในฐานะส่วนหนึ่งของโครงการถ่ายทอด Technology(https://aagth1.blogspot.com/2019/02/dsme-1400-3.html)
ภายใต้สัญญาใหม่สำหรับเรือดำน้ำชั้น Nagapasa ลำที่สี่ PT PAL อินโดนีเซียจะสร้างส่วน Module เรือ 2ส่วนใน Surabaya จากทั้งหมด 6ส่วน Module ขณะที่ DSME จะสร้าง 4 Module เรือที่เหลือในเกาหลีใต้ ส่วน Module ที่อินโดนีเซียสร้างจะถูกขนส่งทางเรือมาประกอบที่ Okpo เกาหลีใต้
สำหรับเรือดำน้ำชั้น Nagapasa ลำที่ห้า PT PAL จะสร้าง Module เรือ 4ส่วนในอินโดนีเซีย และ DSME เกาหลีใต้จะสร้าง Module ที่เหลือ 2ส่วน เช่นเดียวกับเรือลำที่สี่ ส่วน Module ที่สร้างในอินโดนีเซียจะถูกขนส่งทางเรือมายัง Okpo เกาหลีใต้เพื่อทำการประกอบขั้นสุดท้าย
ขณะที่เรือดำน้ำชั้น Nagapasa ลำที่หก PT PAL จะสร้างทั้ง 6 Module ภายในอินโดนีเซีย และมีการเสนอที่จะเริ่มต้นทำการประกอบเรือทั้งหมดโดยความช่วยเหลือจาก DSME ที่มีความร่วมกันของแบบเรือ(https://aagth1.blogspot.com/2017/12/12-8.html)
เมื่อรวมเรือดำน้ำโจมตีดีเซล-ไฟฟ้าชั้น Cakra(Type 209/1300) จากเยอรมนี 2ลำคือ KRI Cakra 401 และ KRI Nanggala 402 ที่เข้าประจำการมาตั้งแต่ปี 1981 กับเรือดำน้ำชั้น Nagapasa ทั้งหมด 6ลำแล้วจะทำให้กองทัพเรืออินโดนีเซียมีเรือดำน้ำรวมทั้งหมดเป็นจำนวน 8ลำครับ
Alugoro, seen here at its launch ceremony on 11 April 2019. Source: Indonesian Ministry of Defence
https://www.janes.com/article/87855/indonesia-launches-first-locally-assembled-submarine
DSME to deliver three more submarines to Indonesia
South Korea’s DSME has signed a contract to deliver three additional Type 209/1400 submarines to Indonesia, the company said in a stock exchange filing on 12 April. Source: Howaldtswerke-Deutsche Werft
https://www.janes.com/article/87858/dsme-to-deliver-three-more-submarines-to-indonesia
Indonesia signs USD1 billion contract for three follow-on SSKs to Nagapasa class
A cross-section model of the Nagapasa (Type 209/1400) submarine. Indonesia has signed a contract for three follow-on vessels to the class. Source: IHS Markit/Ridzwan Rahmat
https://www.janes.com/article/87861/indonesia-signs-usd1-billion-contract-for-three-follow-on-ssks-to-nagapasa-class
PT PAL รัฐวิสาหกิจอู่ต่อเรือของอินโดนีเซียได้ทำพิธีปล่อยเรือลงน้ำของเรือดำน้ำโจมตีดีเซล-ไฟฟ้า(SSK) ชั้น Nagapasa (DSME 1400 หรือ Type 209/1400) ลำที่สามคือ KRI Alugoro หมายเลขเรือ 405 เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2019 ณ อู่เรือ Semarang Dock ของ PT PAL ใน Subaraya
KRI Alugoro เป็นเรือดำน้ำชั้น Nagapasa ลำที่สามและเป็นเรือดำน้ำลำแรกที่ถูกสร้างในอินโดนีเซีย การประกอบเรือได้เสร็จสิ้นภายใต้ความร่วมมือกับวิศวกรจากอู่เรือบริษัท Daewoo Shipbuilding and Marine Engineering(DSME) สาธารณรัฐเกาหลี ภายใต้โครงการการถ่ายทอด Technology
ตามที่ Jane's ได้รายงานมาหลายครั้งเรือดำน้ำ KRI Alugoro เดิมมีกำหนดที่จะถูกปล่อยลงน้ำจากท่าเรือมีถูกสร้างเพื่อการปล่อยเรือของ PT PAL ติดกับ Jalan Letnan Supriadi ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2018
อย่างไรก็ตามสถานที่ดังกล่าวถูกพบว่ามีระดับความลึกของน้ำที่ตื้นเกินไปเนื่องจากการสะสมของตะกอนโคลนเลนใต้น้ำ(https://aagth1.blogspot.com/2019/04/nagapasa.html)
เรือดำน้ำ KRI Alugoro ได้ถูกเคลื่อนย้ายในภายหลังไปยังอู่เรือ Samarang ที่ตั้งห่างออกไปราว 750m ผ่านเรือท้องแบนสำหรับขนส่งสินค้าขนาดปานกลางความยาว 300foot ในเดือนมีนาคม 2019
อู่เรือ Samarang เป็นสถานที่เดียวกับที่ PT PAL อินโดนีเซียทำการการปล่อยเรือขนาดใหญ่กว่า เช่น เรืออู่ยกพลขึ้นบก SSV(Strategic Sealift Vessel) ชั้น Tarlac ทั้ง 2ลำของกองทัพเรือฟิลิปปินส์(Philippine Navy)(https://aagth1.blogspot.com/2016/06/ssv-3.html)
เรือดำน้ำ KRI Alugoro เป็นส่วนหนึ่งของสัญญาวงเงิน 1.3 trillion Korean Won($1.2 billion) ที่ลงนามระหว่างบริษัท DSME สาธารณเกาหลีกับกระทรวงกลาโหมอินโดนีเซียเมื่อเดือนธันวาคม 2011
เรือดำน้ำชั้น Nagapasa ทั้งสามลำของกองทัพเรืออินโดนีเซีย(Indonesian Navy, TNI-AL: Tentara Nasional Indonesia-Angkatan Laut) มีพื้นฐานการออกแบบมาจากเรือดำน้ำชั้น Chang Bogo(Type 209/1200) ของกองทัพเรือสาธารณรัฐเกาหลี(ROKN: Republic of Korea Navy)
เรือดำน้ำชั้น Nagapasa ลำแรก KRI Nagapasa 403 เข้าประจำการในเดือนสิงหาคม 2017(https://aagth1.blogspot.com/2017/07/dsme1400.html) ขณะที่เรือลำที่สอง KRI Ardadedali 404 เข้าประจำการในเดือนพฤษภาคม 2018
เรือดำน้ำชั้น Nagapasa มีความยาวเรือ 61.2m กว้าง 6.25m และกินน้ำลึก 5.5m ติดตั้งแหล่งกำเนิดพลังงานเครื่องยนต์ดีเซล MTU 12V 493 เยอรมนี 4เครื่อง ทำความเร็วสูงสุดขณะดำใต้น้ำที่ 21.5knots และขณะลอยอยู่ผิวน้ำที่ 11knots
บริษัท Daewoo Shipbuilding and Marine Engineering สาธารณรัฐเกาหลีได้ลงนามสัญญาเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2019 กับตัวแทนจากรัฐบาลเกาหลีใต้และรัฐบาลอินโดนีเซียเพื่อส่งมอบเรือดำน้ำชั้น Nagapasa ชุดที่สองจำนวน 3ลำแก่กองทัพเรืออินโดนีเซีย
DSME กล่าวในการยื่นต่อตลาดหลักทรัพย์เกาหลีใต้ว่าสัญญามีมูลค่าวงเงิน 1.162 trillion Korean Won($1.02 billion) และจะได้รับการสนับสนุนผ่านทางข้อตกลงเงินกู้ยืม
ในแถลงการณ์ สำนักงานโครงการจัดหากลาโหม(DAPA: Defense Acquisition Program Administration) สาธารณรัฐเกาหลีกล่าวว่าเงินทุนจะได้รับการสนับสนุนโดยธนาคารเพื่อการส่งออก-นำเข้าเกาหลี(Export–Import Bank of Korea)
DSME ยังกล่าวว่าสัญญาเรือดำน้ำจะเริ่มต้นในทันทีและจะเสร็จสิ้นในปลายเดือนมีนาคม 2026 DSME ไม่ได้ยืนยันนัยสำคัญของวันที่ภายหลังดังกล่าว แต่น่าจะตรงกับกำหนดการส่งมอบเรือลำสุดท้ายของชุด กำหนดการส่งมอบสำหรับเรือลำแรกและเรือลำที่สองของชุดยังไม่ได้รับการยืนยัน
สัญญาได้ถูกลงนามในวันที่ 12 เมษายน 2019 ใน Bandung บนเกาะ West Java อินโดนีเซียเป็นเวลาหนึ่งวันให้หลังจากที่อู่เรือ PT PAL ทำพิธีปล่อยเรือดำน้ำชั้น Nagapasa ลำที่สาม KRI Alugoro 405 ลงน้ำที่จะเข้าประจำการภายหลังในปี 2019 นี้
โครงการความร่วมมือในลักษณะเดียวกันเป็นที่คาดว่าจะเป็นเพื่อการสนับสนุนการเรือดำน้ำสร้างเรือดำน้ำชุดที่สอง ขณะที่เรือชุดแรกนั้นเรือสองลำแรกคือ KRI Nagapasa 403 และ KRI Ardadedali 404 ถูกสร้างโดยอู่เรือ DSME ที่ Okpo สาธารณรัฐเกาหลี
แหล่งข่าวในภาคอุตสาหกรรมซึ่งได้ให้ข้อมูลล่าสุดแก่ Jane's ที่ได้รายงานก่อนหน้านี้เกี่ยวกับขั้นตอนของการเจรจาสำหรับเรือดำน้ำโจมตีที่จะมีตามมาตั้งแต่ต้นเดือนมกราคม 2019(https://aagth1.blogspot.com/2019/01/dsme-1400-3.html)
ยังได้ยืนยันว่า PT PAL อินโดนีเซียจะรับบทบาทการแบ่งปันการทำงานที่ใหญ่ขึ้นในสัญญาใหม่นี้กับ DSME เกาหลีใต้ในฐานะส่วนหนึ่งของโครงการถ่ายทอด Technology(https://aagth1.blogspot.com/2019/02/dsme-1400-3.html)
ภายใต้สัญญาใหม่สำหรับเรือดำน้ำชั้น Nagapasa ลำที่สี่ PT PAL อินโดนีเซียจะสร้างส่วน Module เรือ 2ส่วนใน Surabaya จากทั้งหมด 6ส่วน Module ขณะที่ DSME จะสร้าง 4 Module เรือที่เหลือในเกาหลีใต้ ส่วน Module ที่อินโดนีเซียสร้างจะถูกขนส่งทางเรือมาประกอบที่ Okpo เกาหลีใต้
สำหรับเรือดำน้ำชั้น Nagapasa ลำที่ห้า PT PAL จะสร้าง Module เรือ 4ส่วนในอินโดนีเซีย และ DSME เกาหลีใต้จะสร้าง Module ที่เหลือ 2ส่วน เช่นเดียวกับเรือลำที่สี่ ส่วน Module ที่สร้างในอินโดนีเซียจะถูกขนส่งทางเรือมายัง Okpo เกาหลีใต้เพื่อทำการประกอบขั้นสุดท้าย
ขณะที่เรือดำน้ำชั้น Nagapasa ลำที่หก PT PAL จะสร้างทั้ง 6 Module ภายในอินโดนีเซีย และมีการเสนอที่จะเริ่มต้นทำการประกอบเรือทั้งหมดโดยความช่วยเหลือจาก DSME ที่มีความร่วมกันของแบบเรือ(https://aagth1.blogspot.com/2017/12/12-8.html)
เมื่อรวมเรือดำน้ำโจมตีดีเซล-ไฟฟ้าชั้น Cakra(Type 209/1300) จากเยอรมนี 2ลำคือ KRI Cakra 401 และ KRI Nanggala 402 ที่เข้าประจำการมาตั้งแต่ปี 1981 กับเรือดำน้ำชั้น Nagapasa ทั้งหมด 6ลำแล้วจะทำให้กองทัพเรืออินโดนีเซียมีเรือดำน้ำรวมทั้งหมดเป็นจำนวน 8ลำครับ
วันศุกร์ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2562
เฮลิคอปเตอร์ลาดตระเวนติดอาวุธ LAH เกาหลีใต้ทดสอบเดินเครื่องยนต์ครั้งแรก
PICTURE: KAI Light Attack Helicopter in engine ground test
Korea Aerospace Industries has conducted the first engine ground test for its developmental Light Attack Helicopter (LAH).
https://www.flightglobal.com/news/articles/picture-kai-light-attack-helicopter-in-engine-grou-457396/
บริษัท Korea Aerospace Industries(KAI) สาธารณรัฐเกาหลี ได้ดำเนินการทดสอบเดินเครื่องยนต์ภาคพื้นดินครั้งแรกสำหรับการพัฒนาเฮลิคอปเตอร์ลาดตระเวนติดอาวุธ Light Armed Helicopter(LAH) เครื่องต้นแบบ
การทดสอบได้มีขึ้น ณ ศูนย์การผลิตของบริษัท KAI ใน Sacheon และเป็นการแสดงถึงขั้นตอนการทดสอบภาคพื้นดินขั้นสุดท้าย การบินครั้งแรกของเฮลิคอปเตอร์ลาดตระเวนติดอาวุธ LAH อาจจะมีขึ้นก่อนกลางปี 2019 นี้
ฮ.ลาดตระเวนติดอาวุธ LAH เกาหลีใต้ได้รับการติดตั้งเครื่องยนต์ใหม่ของบริษัท Safran ฝรั่งเศสคือเครื่องยนต์ Turboshaft แบบ Arriel 2L2 สองเครื่อง กำลังเครื่องละ 1024shp ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ที่ทรงพลังมากที่สุดใน ย.ตระกูล Arriel
ขณะที่เฮลิคอปเตอร์พลเรือนเบา Light Civilian Helicopter(LCH) ซึ่งเป็นรุ่นสำหรับใช้งานทั่วไปของ ฮ.ลาดตระเวนติดอาวุธ KAI LAH จะได้รับการติดตั้งเครื่องยนต์ Safran Arriel 2C2
ในเดือนมิถุนายน 2016 บริษัท Safran ฝรั่งเศสกล่าวว่าบริษัท Hanhwa Techwin สาธารณรัฐเกาหลีจะเข้าร่วมการพัฒนาเครื่องยนต์ Arriel 2L2 ในเกาหลีใต้ โดยบทบาทของ Hanhwa Techwin เกาหลีใต้คือ
การจะผลิตเครื่องยนต์ภายใต้สิทธิบัตร, การผลิตชิ้นส่วนหลัก และดำเนินการประกอบขั้นสุดท้าย ณ โรงงานใน Changwon ยังรวมถึงการให้การสนับสนุนการบำรุงรักษา, ซ่อม และยกเครื่อง(MRO: Maintenance, Repair, and Overhaul) สำหรับเครื่องยนต์ด้วย
Safran กล่าวว่า ย.Arriel 2L2 จะมีวิทยาการ "ใหม่และได้รับการพิสูจน์" ชิ้นส่วนประกอบที่ได้รับการพัฒนาใหม่จะรวมถึง แกนเครื่องอัด, ตัวกระจายเครื่องอัดแรงดันสูง, วัสดุกังหัน Turbine แรงดันสูง และระบบควบคุมเครื่องยนต์ Digital(FADEC: Full Authority Digital Engine Control) สองช่องทาง
ในงานแสดงการบินนานาชาติ Paris Air Show 2017 ที่ฝรั่งเศสเมื่อเดือนมิถุนายน 2017 Safran ฝรั่งเศสและ Hanwha เกาหลีใต้ประกาศว่าพวกตนได้ดำเนินการทดสอบเดินเครื่องยนต์ Arriel 2L2 ภาคพื้นดินครั้งแรกแล้ว
KAI เกาหลีใต้ตั้งเป้าที่จะเสร็จสิ้นการพัฒนาเฮลิคอปเตอร์ลาดตระเวนติดอาวุธ LAH ในเดือนพฤศจิกายน 2022 เพื่อทำทางไปสู่การเข้าประจำการในปี 2023 ส่วนเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป LCH รุ่นพลเรือนจะเข้าประจำการได้ในปี 2022
ฮ.LCH/LAH มีพื้นฐานมาจากเฮลิคอปเตอร์โดยสารขนาดกลาง Airbus Helicopters H155(Eurocopter EC155 B1) ที่มีใช้งานในหลายประเทศ เช่น กองบินตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติไทย(Royal Thai Police) และกรมแผนที่ทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย(Royal Thai Armed Forces)
สายการผลิตเฮลิคอปเตอร์ LCH/LAH ของเกาหลีใต้นี้จะยืดอายุสายการผลิตของ ฮ.H155 ออกไป ซึ่งตั้งแต่ปี 2018 ฮ.H155 ได้ถูกแทนที่ด้วยเฮลิคอปเตอร์ Airbus Helicopters H160 รุ่นใหม่(https://aagth1.blogspot.com/2017/03/airbus-helicopters-h160.html)
โดยกองทัพบกสาธารณรัฐเกาหลี(ROKA: Republic of Korea Army) มีแผนจะจัดหาเฮลิคอปเตอร์ติดอาวุธเบา LAH จำนวน 214เครื่องเพื่อทดแทนเฮลิคอปเตอร์ลาดตระเวนติดอาวุธ MD Helicopters MD500 และเฮลิคอปเตอร์โจมตี Bell AH-1J/S Cobra
ฮ.LAH มีคุณสมบัติหลักติดตั้งปืนใหญ่อากาศสามลำกล้องหมุน Gatling Gun ขนาด 20mm และระบบตรวจจับ EO/IR(Electro-Optical/Infrared) ที่หัวเครื่อง
มีปีกคานอาวุธข้างลำตัวทั้งสองด้านสำหรับติดกระเปาะจรวด ลำตัวและหางเครื่องติดระบบแจ้งเตือนการถูกยิงด้วยอาวุธปล่อยนำวิถี และท่อไอเสียที่ปรับทิศทางขึ้นด้านบนเพื่อลดการแพร่สัญญาณความร้อน Infrared(IR)
พิธีเปิดตัวเฮลิคอปเตอร์ลาดตระเวนติดอาวุธ LAH เครื่องต้นแบบมีขึ้น ณ โรงงานอากาศยานของ KAI ใน Sacheon เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2018(https://aagth1.blogspot.com/2018/12/lah.html)
ตามที่บริษัท Airbus Helicopters ยุโรปได้กล่าวในงานแสดงการบินและอาวุธยุทโธปกรณ์นานาชาติ ADEX 2015 ที่ Seoul ว่าบริษัทคาดว่าจะสามาถขายเฮลิคอปเตอร์ลาดตระเวนติดอาวุธ LAH แก่ลูกค้าส่งออกต่างประเทศได้ถึง 300-400เครื่องครับ
Korea Aerospace Industries has conducted the first engine ground test for its developmental Light Attack Helicopter (LAH).
https://www.flightglobal.com/news/articles/picture-kai-light-attack-helicopter-in-engine-grou-457396/
บริษัท Korea Aerospace Industries(KAI) สาธารณรัฐเกาหลี ได้ดำเนินการทดสอบเดินเครื่องยนต์ภาคพื้นดินครั้งแรกสำหรับการพัฒนาเฮลิคอปเตอร์ลาดตระเวนติดอาวุธ Light Armed Helicopter(LAH) เครื่องต้นแบบ
การทดสอบได้มีขึ้น ณ ศูนย์การผลิตของบริษัท KAI ใน Sacheon และเป็นการแสดงถึงขั้นตอนการทดสอบภาคพื้นดินขั้นสุดท้าย การบินครั้งแรกของเฮลิคอปเตอร์ลาดตระเวนติดอาวุธ LAH อาจจะมีขึ้นก่อนกลางปี 2019 นี้
ฮ.ลาดตระเวนติดอาวุธ LAH เกาหลีใต้ได้รับการติดตั้งเครื่องยนต์ใหม่ของบริษัท Safran ฝรั่งเศสคือเครื่องยนต์ Turboshaft แบบ Arriel 2L2 สองเครื่อง กำลังเครื่องละ 1024shp ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ที่ทรงพลังมากที่สุดใน ย.ตระกูล Arriel
ขณะที่เฮลิคอปเตอร์พลเรือนเบา Light Civilian Helicopter(LCH) ซึ่งเป็นรุ่นสำหรับใช้งานทั่วไปของ ฮ.ลาดตระเวนติดอาวุธ KAI LAH จะได้รับการติดตั้งเครื่องยนต์ Safran Arriel 2C2
ในเดือนมิถุนายน 2016 บริษัท Safran ฝรั่งเศสกล่าวว่าบริษัท Hanhwa Techwin สาธารณรัฐเกาหลีจะเข้าร่วมการพัฒนาเครื่องยนต์ Arriel 2L2 ในเกาหลีใต้ โดยบทบาทของ Hanhwa Techwin เกาหลีใต้คือ
การจะผลิตเครื่องยนต์ภายใต้สิทธิบัตร, การผลิตชิ้นส่วนหลัก และดำเนินการประกอบขั้นสุดท้าย ณ โรงงานใน Changwon ยังรวมถึงการให้การสนับสนุนการบำรุงรักษา, ซ่อม และยกเครื่อง(MRO: Maintenance, Repair, and Overhaul) สำหรับเครื่องยนต์ด้วย
Safran กล่าวว่า ย.Arriel 2L2 จะมีวิทยาการ "ใหม่และได้รับการพิสูจน์" ชิ้นส่วนประกอบที่ได้รับการพัฒนาใหม่จะรวมถึง แกนเครื่องอัด, ตัวกระจายเครื่องอัดแรงดันสูง, วัสดุกังหัน Turbine แรงดันสูง และระบบควบคุมเครื่องยนต์ Digital(FADEC: Full Authority Digital Engine Control) สองช่องทาง
ในงานแสดงการบินนานาชาติ Paris Air Show 2017 ที่ฝรั่งเศสเมื่อเดือนมิถุนายน 2017 Safran ฝรั่งเศสและ Hanwha เกาหลีใต้ประกาศว่าพวกตนได้ดำเนินการทดสอบเดินเครื่องยนต์ Arriel 2L2 ภาคพื้นดินครั้งแรกแล้ว
KAI เกาหลีใต้ตั้งเป้าที่จะเสร็จสิ้นการพัฒนาเฮลิคอปเตอร์ลาดตระเวนติดอาวุธ LAH ในเดือนพฤศจิกายน 2022 เพื่อทำทางไปสู่การเข้าประจำการในปี 2023 ส่วนเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป LCH รุ่นพลเรือนจะเข้าประจำการได้ในปี 2022
ฮ.LCH/LAH มีพื้นฐานมาจากเฮลิคอปเตอร์โดยสารขนาดกลาง Airbus Helicopters H155(Eurocopter EC155 B1) ที่มีใช้งานในหลายประเทศ เช่น กองบินตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติไทย(Royal Thai Police) และกรมแผนที่ทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย(Royal Thai Armed Forces)
สายการผลิตเฮลิคอปเตอร์ LCH/LAH ของเกาหลีใต้นี้จะยืดอายุสายการผลิตของ ฮ.H155 ออกไป ซึ่งตั้งแต่ปี 2018 ฮ.H155 ได้ถูกแทนที่ด้วยเฮลิคอปเตอร์ Airbus Helicopters H160 รุ่นใหม่(https://aagth1.blogspot.com/2017/03/airbus-helicopters-h160.html)
โดยกองทัพบกสาธารณรัฐเกาหลี(ROKA: Republic of Korea Army) มีแผนจะจัดหาเฮลิคอปเตอร์ติดอาวุธเบา LAH จำนวน 214เครื่องเพื่อทดแทนเฮลิคอปเตอร์ลาดตระเวนติดอาวุธ MD Helicopters MD500 และเฮลิคอปเตอร์โจมตี Bell AH-1J/S Cobra
ฮ.LAH มีคุณสมบัติหลักติดตั้งปืนใหญ่อากาศสามลำกล้องหมุน Gatling Gun ขนาด 20mm และระบบตรวจจับ EO/IR(Electro-Optical/Infrared) ที่หัวเครื่อง
มีปีกคานอาวุธข้างลำตัวทั้งสองด้านสำหรับติดกระเปาะจรวด ลำตัวและหางเครื่องติดระบบแจ้งเตือนการถูกยิงด้วยอาวุธปล่อยนำวิถี และท่อไอเสียที่ปรับทิศทางขึ้นด้านบนเพื่อลดการแพร่สัญญาณความร้อน Infrared(IR)
พิธีเปิดตัวเฮลิคอปเตอร์ลาดตระเวนติดอาวุธ LAH เครื่องต้นแบบมีขึ้น ณ โรงงานอากาศยานของ KAI ใน Sacheon เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2018(https://aagth1.blogspot.com/2018/12/lah.html)
ตามที่บริษัท Airbus Helicopters ยุโรปได้กล่าวในงานแสดงการบินและอาวุธยุทโธปกรณ์นานาชาติ ADEX 2015 ที่ Seoul ว่าบริษัทคาดว่าจะสามาถขายเฮลิคอปเตอร์ลาดตระเวนติดอาวุธ LAH แก่ลูกค้าส่งออกต่างประเทศได้ถึง 300-400เครื่องครับ
วันพฤหัสบดีที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2562
กองทัพเรือไทยและกองทัพเรือสหรัฐฯร่วมการฝึกผสม Guardian Sea 2019
SSN-724 USS Louisville US Navy's Los Angeles class nuclear powered attack submarine joint anti-submarine exercise 'Guardian Sea 2019' with Royal Thai Navy in Andaman Sea during 7-11 April 2019.
Royal Thai Navy officer aboard visit US Navy SSN-724 USS Louisville submarine in exercise Guardian Sea 2019.
Royal Thai Navy's Sikorsky SH-60B Seahawk (S-70B) anti-submarine helicopter and US Navy SSN-724 USS Louisville submarine in exercise Guardian Sea 2019.
Royal Thai Navy's newest guided missile frigate FFG-471 HTMS Bhumibol Adulyadej, Naresuan-class guided missile frigate FFG-422 HTMS Taksin and Khamronsin class anti-submarine corvette FS-533 HTMS Long Lom in exercise Guardian Sea 2019.
Formation of US Navy SSN-724 USS Louisville submarine and T-AO-200 USNS Guadalupe a Henry J. Kaiser-class underway replenishment oiler with Royal Thai Navy FFG-471 HTMS Bhumibol Adulyadej FFG-422 HTMS Taksin and FS-533 HTMS Long Lom in exercise Guardian Sea 2019.
กระชับความสัมพันธ์ ทร.ไทย-สหรัฐ ใน การฝึกผสม Guardian sea 2019
การฝึกผสม Guardian sea 2019 เป็นการฝึกแบบทวิภาคี ระหว่าง กองทัพเรือไทย กับ กองทัพเรือสหรัฐอเมริกา เป็นการฝึกการปฏิบัติการร่วมกันระหว่างเรือ และอากาศยานในการปราบเรือดำน้ำ
เป็นโอกาสสำคัญในการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ ระหว่าง กองทัพเรือทั้งสองประเทศ ตั้งแต่การฝึกทักษะของเจ้าหน้าที่ทำงาน ไปจนถึงการปฏิบัติและการวางแผนของฝ่ายอำนวยการในการค้นหา ตรวจจับ และต่อตีเรือดำน้ำ
ซึ่งโอกาสที่จะฝึกกับเรือดำน้ำจริงนั้นหาได้ยาก ครั้งนี้จึงจึงถือเป็นประโยชน์ต่อกองทัพเรือเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งยังเป็นการเตรียมความพร้อมที่จะปฏิบัติงานกับเรือดำน้ำที่จะเข้ามาประจำการในประเทศไทยในวันข้างหน้า
นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างประเทศให้ดียิ่งขึ้นด้วย
https://www.facebook.com/RoyalThaiNavyFanpage/posts/2603508166343351
ประมวลภาพการฝึกผสม Guardian Sea 2019ในทะเล ระหว่างกองทัพเรือไทย กับ กองทัพเรือสหรัฐฯ
วันนี้ 9 เม.ย.62 กำลังทางเรือ ทร.ไทย ประกอบด้วย ร.ล.ตากสิน ร.ล.ภูมิพลอดุลยเดช ร.ล.ล่องลม และเฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำแบบ S-70B กำลังทางเรือ ทร.สหรัฐอเมริกา ประกอบด้วย เรือส่งกำลังบำรุง และเรือดำน้ำนิวเคลียร์
ทำการฝึกการปราบเรือดำน้ำ การฝึกค้นหาและตรวจจับเรือดำน้ำ รวมทั้งการฝึกแปรกระบวนถ่ายภาพ การรับ - ส่ง สิ่ง ของในทะเลกับเรือส่งกำลังบำรุงสหรัฐฯ ในพื้นที่น่านน้ำทะเลอันดามัน
https://www.facebook.com/RoyalThaiNavyFanpage/posts/2603858272975007
SUB RIDER
หนึ่งในภารกิจการฝึกร่วม Guardian Sea 19 คือการเเลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างนายทหารเรือของทั้งสองประเทศ เพื่อเเสดงออกถึงความเป็นมิตร เเละเยี่ยมชมการปฏิบัติงานบนเรือของกันเเละกัน
จากนั้นจะมีการส่งนายทหารสังเกตุการณ์ฝึก(SUB RIDER) ของ ทร.ไทย ลงเรือดำน้ำของ ทร.อเมริกา เพื่อร่วมเดินทางในระหว่างที่ทำการฝึกร่วมกัน ถือว่าเป็นโอกาศที่ดีในการได้ร่วมสังเกตุการณ์ เเละเยี่ยมชมการปฏิบัติงานจริงบนเรือดำน้ำ
อันจะทำให้สามารถนำความรู้ที่ได้มาปรับใช้กับการทำงานบนเรือดำน้ำของ ทร. ไทย ซึ่งจะเข้าประจำการในอีกไม่นานนี้ โดยการฝึก Guardian Sea 19 จะมีการฝึกระหว่าง 9 - 11 เม.ย.62 ในพื้นที่ทะเลอันดามัน
https://www.facebook.com/RoyalThaiNavyFanpage/posts/2604216009605900
Clip: การฝึกผสม Guardian Sea 2019 ในทะเล เริ่มขึ้นแล้ว ในวันที่ 9 เม.ย.62 เวลา 0730
เรือ ทร.ไทย ประกอบไปด้วย ร.ล.ตากสิน ร.ล.ภูมิพลอดุลยเดช ร.ล.ล่องลม และเฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำแบบ S-70B เรือ ทร.สหรัฐอเมริกา ประกอบไปด้วย เรือส่งกำลังบำรุง USNS GUADALUPE T-AO 200 เรือดำน้ำนิวเคลียร์ USS LOUISVILLE SSN 724
ทำการฝึก ปราบเรือดำน้ำ การฝึกค้นหาและตรวจจับเรือดำน้ำ รวมทั้งการฝึกแปรกระบวนถ่ายภาพ การรับ - ส่งสิ่งของในทะเลกับเรือส่งกำลังบำรุง และการฝึกอื่นๆ ระหว่างวันที่ 9 – 11 เม.ย.62
https://www.facebook.com/RoyalThaiNavyFanpage/videos/346041286031908/
การฝึกผสม Guadian Sea 2019 ระหว่างกองทัพเรือไทยและกองทัพเรือสหรัฐฯในทะเลอันดามันระหว่างวันที่ ๗-๑๑ เมษายน พ.ศ.๒๕๖๒(2019) เป็นการฝึกการปราบเรือดำน้ำเป็นหัวข้อหลักที่ได้จัดการฝึกมาเป็นปีที่๘ แล้ว นับตั้งแตการฝึกครั้งแรก Guadian Sea 2012 ในปี พ.ศ.๒๕๕๕
การฝึก Guadian Sea 2019 นี้เป็นครั้งแรกที่เรือฟริเกตสมรรถถูกชุดใหม่ล่าสุดของกองทัพเรือไทยคือ เรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช ได้เข้าร่วมการฝึกปราบเรือดำน้ำจริงนับตั้งแต่เข้าประจำการใน กองเรือฟริเกตที่๑ กองเรือยุทธการ(https://aagth1.blogspot.com/2019/01/blog-post_7.html)
โดยตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงเมษายน ๒๕๖๒ ร.ล.ภูมิพลอดุลยเดช ก็ได้เข้าร่วมการฝึกภาคทะเลอย่างต่อเนื่องมาตลอด ทั้งการฝึกหลักสูตรยุทธวิธีเรือผิวน้ำ(Surface warfare 2019) และการฝึกกองทัพเรือประจำปี ๒๕๖๒ ร่วมกับหมู่เรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์เรือหลวงจักรีนฤเบศร
กำลังของกองทัพเรือไทยนอกจาก ร.ล.ภูมิพลอดุลยเดช ยังมีเรือฟริเกตชุดเรือหลวงนเรศวรคือ เรือหลวงตากสิน และเรือตรวจการณ์ปราบเรือดำน้ำชุด เรือหลวงคำรณสินธุ คือเรือหลวงล่องลม และเฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ ฮ.ปด.๑ Sikorsky SH-60B Seahawk กองการบินทหารเรือ
กำลังจากกองทัพเรือสหรัฐฯ(US Navy) ประกอบด้วยเรือดำน้ำโจมตีพลังงานนิวเคลียร์ชั้น Los Angeles คือ SSN-724 USS Louisville ความยาวเรือ 206m ระวางขับน้ำ 9,500tons และเรือส่งกำลังบำรุงชั้น Henry J. Kaiser คือ T-AO-200 USNS Guadalupe
การฝึกผสม Guadian Sea 2019 เป็นกระชับความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่ากองทัพเรือไทยและกองทัพเรือสหรัฐฯที่ให้ความสำคัญต่อสงครามปราบเรือดำน้ำในภูมิภาค ASEAN และเป็นการฝึกเพื่อทดสอบสมรรถนะของระบบปราบเรือดำน้ำที่ทันสมัยของเรือฟริเกตใหม่ ร.ล.ภูมิพลอดุลยเดช ด้วยครับ
Royal Thai Navy officer aboard visit US Navy SSN-724 USS Louisville submarine in exercise Guardian Sea 2019.
Royal Thai Navy's Sikorsky SH-60B Seahawk (S-70B) anti-submarine helicopter and US Navy SSN-724 USS Louisville submarine in exercise Guardian Sea 2019.
Royal Thai Navy's newest guided missile frigate FFG-471 HTMS Bhumibol Adulyadej, Naresuan-class guided missile frigate FFG-422 HTMS Taksin and Khamronsin class anti-submarine corvette FS-533 HTMS Long Lom in exercise Guardian Sea 2019.
Formation of US Navy SSN-724 USS Louisville submarine and T-AO-200 USNS Guadalupe a Henry J. Kaiser-class underway replenishment oiler with Royal Thai Navy FFG-471 HTMS Bhumibol Adulyadej FFG-422 HTMS Taksin and FS-533 HTMS Long Lom in exercise Guardian Sea 2019.
กระชับความสัมพันธ์ ทร.ไทย-สหรัฐ ใน การฝึกผสม Guardian sea 2019
การฝึกผสม Guardian sea 2019 เป็นการฝึกแบบทวิภาคี ระหว่าง กองทัพเรือไทย กับ กองทัพเรือสหรัฐอเมริกา เป็นการฝึกการปฏิบัติการร่วมกันระหว่างเรือ และอากาศยานในการปราบเรือดำน้ำ
เป็นโอกาสสำคัญในการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ ระหว่าง กองทัพเรือทั้งสองประเทศ ตั้งแต่การฝึกทักษะของเจ้าหน้าที่ทำงาน ไปจนถึงการปฏิบัติและการวางแผนของฝ่ายอำนวยการในการค้นหา ตรวจจับ และต่อตีเรือดำน้ำ
ซึ่งโอกาสที่จะฝึกกับเรือดำน้ำจริงนั้นหาได้ยาก ครั้งนี้จึงจึงถือเป็นประโยชน์ต่อกองทัพเรือเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งยังเป็นการเตรียมความพร้อมที่จะปฏิบัติงานกับเรือดำน้ำที่จะเข้ามาประจำการในประเทศไทยในวันข้างหน้า
นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างประเทศให้ดียิ่งขึ้นด้วย
https://www.facebook.com/RoyalThaiNavyFanpage/posts/2603508166343351
ประมวลภาพการฝึกผสม Guardian Sea 2019ในทะเล ระหว่างกองทัพเรือไทย กับ กองทัพเรือสหรัฐฯ
วันนี้ 9 เม.ย.62 กำลังทางเรือ ทร.ไทย ประกอบด้วย ร.ล.ตากสิน ร.ล.ภูมิพลอดุลยเดช ร.ล.ล่องลม และเฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำแบบ S-70B กำลังทางเรือ ทร.สหรัฐอเมริกา ประกอบด้วย เรือส่งกำลังบำรุง และเรือดำน้ำนิวเคลียร์
ทำการฝึกการปราบเรือดำน้ำ การฝึกค้นหาและตรวจจับเรือดำน้ำ รวมทั้งการฝึกแปรกระบวนถ่ายภาพ การรับ - ส่ง สิ่ง ของในทะเลกับเรือส่งกำลังบำรุงสหรัฐฯ ในพื้นที่น่านน้ำทะเลอันดามัน
https://www.facebook.com/RoyalThaiNavyFanpage/posts/2603858272975007
SUB RIDER
หนึ่งในภารกิจการฝึกร่วม Guardian Sea 19 คือการเเลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างนายทหารเรือของทั้งสองประเทศ เพื่อเเสดงออกถึงความเป็นมิตร เเละเยี่ยมชมการปฏิบัติงานบนเรือของกันเเละกัน
จากนั้นจะมีการส่งนายทหารสังเกตุการณ์ฝึก(SUB RIDER) ของ ทร.ไทย ลงเรือดำน้ำของ ทร.อเมริกา เพื่อร่วมเดินทางในระหว่างที่ทำการฝึกร่วมกัน ถือว่าเป็นโอกาศที่ดีในการได้ร่วมสังเกตุการณ์ เเละเยี่ยมชมการปฏิบัติงานจริงบนเรือดำน้ำ
อันจะทำให้สามารถนำความรู้ที่ได้มาปรับใช้กับการทำงานบนเรือดำน้ำของ ทร. ไทย ซึ่งจะเข้าประจำการในอีกไม่นานนี้ โดยการฝึก Guardian Sea 19 จะมีการฝึกระหว่าง 9 - 11 เม.ย.62 ในพื้นที่ทะเลอันดามัน
https://www.facebook.com/RoyalThaiNavyFanpage/posts/2604216009605900
Clip: การฝึกผสม Guardian Sea 2019 ในทะเล เริ่มขึ้นแล้ว ในวันที่ 9 เม.ย.62 เวลา 0730
เรือ ทร.ไทย ประกอบไปด้วย ร.ล.ตากสิน ร.ล.ภูมิพลอดุลยเดช ร.ล.ล่องลม และเฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำแบบ S-70B เรือ ทร.สหรัฐอเมริกา ประกอบไปด้วย เรือส่งกำลังบำรุง USNS GUADALUPE T-AO 200 เรือดำน้ำนิวเคลียร์ USS LOUISVILLE SSN 724
ทำการฝึก ปราบเรือดำน้ำ การฝึกค้นหาและตรวจจับเรือดำน้ำ รวมทั้งการฝึกแปรกระบวนถ่ายภาพ การรับ - ส่งสิ่งของในทะเลกับเรือส่งกำลังบำรุง และการฝึกอื่นๆ ระหว่างวันที่ 9 – 11 เม.ย.62
https://www.facebook.com/RoyalThaiNavyFanpage/videos/346041286031908/
การฝึกผสม Guadian Sea 2019 ระหว่างกองทัพเรือไทยและกองทัพเรือสหรัฐฯในทะเลอันดามันระหว่างวันที่ ๗-๑๑ เมษายน พ.ศ.๒๕๖๒(2019) เป็นการฝึกการปราบเรือดำน้ำเป็นหัวข้อหลักที่ได้จัดการฝึกมาเป็นปีที่๘ แล้ว นับตั้งแตการฝึกครั้งแรก Guadian Sea 2012 ในปี พ.ศ.๒๕๕๕
การฝึก Guadian Sea 2019 นี้เป็นครั้งแรกที่เรือฟริเกตสมรรถถูกชุดใหม่ล่าสุดของกองทัพเรือไทยคือ เรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช ได้เข้าร่วมการฝึกปราบเรือดำน้ำจริงนับตั้งแต่เข้าประจำการใน กองเรือฟริเกตที่๑ กองเรือยุทธการ(https://aagth1.blogspot.com/2019/01/blog-post_7.html)
โดยตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงเมษายน ๒๕๖๒ ร.ล.ภูมิพลอดุลยเดช ก็ได้เข้าร่วมการฝึกภาคทะเลอย่างต่อเนื่องมาตลอด ทั้งการฝึกหลักสูตรยุทธวิธีเรือผิวน้ำ(Surface warfare 2019) และการฝึกกองทัพเรือประจำปี ๒๕๖๒ ร่วมกับหมู่เรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์เรือหลวงจักรีนฤเบศร
กำลังของกองทัพเรือไทยนอกจาก ร.ล.ภูมิพลอดุลยเดช ยังมีเรือฟริเกตชุดเรือหลวงนเรศวรคือ เรือหลวงตากสิน และเรือตรวจการณ์ปราบเรือดำน้ำชุด เรือหลวงคำรณสินธุ คือเรือหลวงล่องลม และเฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ ฮ.ปด.๑ Sikorsky SH-60B Seahawk กองการบินทหารเรือ
กำลังจากกองทัพเรือสหรัฐฯ(US Navy) ประกอบด้วยเรือดำน้ำโจมตีพลังงานนิวเคลียร์ชั้น Los Angeles คือ SSN-724 USS Louisville ความยาวเรือ 206m ระวางขับน้ำ 9,500tons และเรือส่งกำลังบำรุงชั้น Henry J. Kaiser คือ T-AO-200 USNS Guadalupe
การฝึกผสม Guadian Sea 2019 เป็นกระชับความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่ากองทัพเรือไทยและกองทัพเรือสหรัฐฯที่ให้ความสำคัญต่อสงครามปราบเรือดำน้ำในภูมิภาค ASEAN และเป็นการฝึกเพื่อทดสอบสมรรถนะของระบบปราบเรือดำน้ำที่ทันสมัยของเรือฟริเกตใหม่ ร.ล.ภูมิพลอดุลยเดช ด้วยครับ
วันพุธที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2562
กองทัพเรือไทยทำพิธีปล่อยเรือลากจูงขนาดกลางลำที่สองลงน้ำ
Royal Thai Navy's launching ceremony of new second Panyi-class Tugboat from Italthai Marine Limited, 9 April 2019
Clip: พิธีปล่อยเรือลากจูงขนาดกลางลำที่ 2 ในชุดเรือหลวงปันหยี ลงน้ำที่อู่ต่อเรือ บริษัท อิตัลไทย จำกัด
https://www.facebook.com/prthainavy/videos/641170946324700/
กองทัพเรือ จัดพิธีปล่อยเรือลากจูงขนาดกลาง (ลจก.) ลำที่สองลงน้ำ โดยเรือลำนี้จะมีกภารกิจสำคัญนอกเหนือจากภารกิจของเรือลากจูงโดยทั่วไปคือ การสนับสนุนการปฏิบัติการการปฏิบัติงานของเรือดำน้ำ ซึ่งที่กองทัพเรือได้จัดหาและจะเข้าประจำการในอนาคตอันใกล้นี้
วันนี้ (9 เมษายน 2562) เวลา 09.45 น. พลเรือเอก ลือชัย รุดดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธานในพิธีปล่อยเรือลากจูงขนาดกลาง (ลจก.) ลำที่สอง ลงน้ำ
โดยมี นาวาเอกหญิง อุบลวรรณ รุดดิษฐ์ 'นายกสมาคมภริยาทหารเรือ เป็นสุภาพสตรีผู้ประกอบพิธีปล่อยเรือ ณ อู่ต่อเรือ บริษัท อิตัลไทย มารีน จำกัด ถนนท้ายบ้าน ตำบลท้ายบ้าน อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ
กองทัพเรือ ได้ลงนามในสัญญากับ บริษัท อิตัลไทย มารีน จำกัด ในการจ้างจ้างสร้างเรือลากจูงขนาดกลาง (ลจก.) จำนวน 2 ลำ สร้างเรือตามโครงการจัดหาเรือลากจูงขนาดกลาง เพื่อทดแทนเรือเก่าและให้มีเรือลากจูงขนาดกลาง ในจำนวนที่เพียงพอ สามารถ รองรับภารกิจที่กองทัพเรือกำหนด
ได้แก่ สนับสนุนการนำเรือรบขนาดใหญ่ เข้า - ออก จากท่าเทียบเรือ การดับเพลิง ในเขตฐานทัพตามท่าเรือต่าง ๆ ของกองทัพเรือ รวมถึง การสนับสนุนภารกิจอื่น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อาทิ การขจัดคราบน้ำมันบริเวณท่าเรือและชายฝั่ง การลากเป้าฝึกยิงอาวุธ เป็นต้น
โดยเรือลำนี้จะมีภารกิจสำคัญเพิ่มเติมคือ การสนับสนุนการปฏิบัติการของเรือดำน้ำ ที่กองทัพเรือจัดหาและจะเข้าประจำการในอนาคตอันใกล้นี้ ได้แก่ การสนับสนุนการเข้าเทียบ – ออกจากเทียบของเรือดำน้ำ และการสนับสนุนที่เกี่ยวข้องให้เรือดำน้ำมีความพร้อมก่อนออกปฏิบัติการในทะเลอีกด้วย
ทั้งนี้ การว่าจ้างบริษัทเอกชนภายในประเทศต่อเรือครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจากอู่เรือเป็นอย่างดี ส่งผลดีต่อทางราชการ นับได้ว่าสะดวกในขั้นการปรับรายละเอียดของแบบเรือให้ตรงกับความต้องการของทางราชการ
รวมทั้งเป็นการเพิ่มขีดความสามารถให้อู่เรือภาคเอกชนของไทยเกิดความชำนาญ รองรับการถ่ายทอดองค์ความรู้ในการใช้เทคโนโลยี อันจะเป็นการส่งเสริมอุตสาหกรรมการต่อเรือภายในประเทศอีกทางหนึ่ง
คุณลักษณะของเรือลากจูงขนาดกลาง
เป็นไปตามที่กองทัพเรือกำหนด แบบเรือออกแบบโดย บริษัท Robert Allan Ltd., Naval Architects and Marine Engineering ประเทศแคนาดา ซึ่งเป็นผู้ออกแบบเรือลากจูงที่มีชื่อเสียงระดับโลก
แบบเรือที่ใช้คือ Ramparts 3200CL เป็นแบบเรือมาตรฐาน Ramparts 3200 Series ของ Robert Allan ที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ได้ผ่านการสร้างโดยอู่ต่อเรือต่าง ๆ ทั่วโลก และเป็นที่ยอมรับของเจ้าของเรือมาแล้วเป็นจำนวนมากกว่า 100 ลำ และเป็นแบบเดียวกับเรือหลวงปันหยี
แบบเรือ Ramparts 3200 ของ Robert Allan Ltd. ได้ปรับปรุงให้ตรงกับความต้องการของกองทัพเรือ ตัวเรือทำด้วยเหล็กประสานด้วยการเชื่อม ความหนาของแผ่นเหล็กออกแบบให้หนากว่าความต้องการขั้นต่ำของสมาคมจัดชั้นเรือ
และเรือออกแบบให้เป็นเรือที่ให้บริการบริเวณท่าเรือประเภท ship – assist tug ลากจูง (Towing) ส่วนการทำงานใช้ดึง และดันทางด้านหัวเรือเป็นหลัก โดยมี กว้านลากจูง และกว้านเก็บเชือก
ระบบขับเคลื่อนเป็นแบบ Azimuth Stern Drive (ASD) หรือ Z – drive ชนิดสองใบจักร ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซล และติดตั้งระบบดับเพลิงภายนอกเรือ ที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซลที่แยกต่างหากจากเครื่องจักรใหญ่
สมรรถนะของเรือ
เรือมีกำลังเพียงพอที่จะทำให้เรือมีกำลังดึงไม่น้อยกว่า 53 เมตริกตัน และวงหันหมุนรอบตัวเอง (360 องศา) ใช้เวลาไม่เกิน 60 วินาที
ลักษณะโดยทั่วไป
ขนาดของเรือ
1. ความยาวตลอดลำเฉพาะตัวเรือ 32.00 เมตร
2. ความกว้าง 12.40 เมตร
3. กินน้ำลึกสูงสุด 4.59 เมตร
4. ระยะตั้งฉากจากหัวเรือถึงเก๋ง 9.10 เมตร
ความจุถัง (อัตราการบรรทุก)
1. น้ำมันเชื้อเพลิง 149.2 ลูกบาศก์เมตร
2. น้ำจืด 49.00 ลูกบาศก์เมตร
3. ถังน้ำถ่วงเรือ 56.00 ลูกบาศก์เมตร
4. ถังบรรจุของเสีย 5.90 ลูกบาศก์เมตร
5. ถังเก็บน้ำมันที่สกปรกปนเปื้อน 5.90 ลูกบาศก์เมตร
6. ถังน้ำยาดับเพลิงโฟมเคมี 6.90 ลูกบาศก์เมตร
7. ถังบรรจุสารเคมีกำจัดคราบน้ำมัน 6.90 ลูกบาศก์เมตร
ความเร็วเรือ
ความเร็วสูงสุดต่อเนื่องที่ระวางขับน้ำเต็มที่ ไม่ต่ำกว่า 12 นอต โดยกำลังเครื่องยนต์ไม่เกินร้อยละ 100 ของ MCR (Maximum Continuous Rating)
ระยะปฏิบัติการ
ระยะปฏิบัติการไม่น้อยกว่า 2500 ไมล์ทะเล ด้วยความเร็ว 8 นอต ที่ระวางขับน้ำเต็มที่ (Full Load Displacement) โดยใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ไม่เกินร้อยละ 95 ของความจุน้ำมันเชื้อเพลิงเต็มถัง
กำลังพลประจำเรือ
นายทหาร จำนวน 3 นาย
พันจ่า จำนวน 3 นาย
จ่า จำนวน 10 นาย
พลทหาร จำนวน 4 นาย
รวมพลประจำเรือทั้งหมด จำนวน 20 นาย
การตั้งชื่อเรือรบ
ตามระเบียบของ กองทัพเรือ ได้กำหนดหลักเกณฑ์การตั้งชื่อเรือรบ ตามประเภทของเรือต่าง ๆ ไว้ดังนี้
1. เรือพิฆาต ตั้งตามชื่อตัวบุคคล บรรดาศักดิ์ หรือสกุล ของผู้ประกอบคุณประโยชน์ไว้แก่ชาติ เช่น เรือหลวงนเรศวร เรือหลวงตากสิน
2. เรือฟริเกต ตั้งตามชื่อแม่น้ำสายสำคัญ เช่น เรือหลวงเจ้าพระยา เรือหลวงบางปะกง
3. เรือคอร์เวต ตั้งตามชื่อเมืองหลวง และเมืองสำคัญในประวัติศาสตร์ เช่น เรือหลวงสุโขทัย เรือหลวงรัตนโกสินทร์
4. เรือเร็วโจมตี (อาวุธนำวิถี) ตั้งตามชื่อเรือรบในทะเล สมัยโบราณที่มีความเหมาะสมกับหน้าที่ของเรือนั้น ๆ เช่น เรือหลวงอุดมเดช เรือหลวงปราบปรปักษ์
5. เรือเร็วโจมตี (ปืน,ตอร์ปิโด) ตั้งตามชื่อจังหวัดชายทะเล เช่น เรือหลวงปัตตานี เรือหลวงนราธิวาส
6. เรือดำน้ำ ตั้งตามชื่อผู้มีอิทธิฤทธิ์ในวรรณคดีในด้านการดำน้ำ เช่น เรือหลวงมัจฉานุ
7. เรือทุ่นระเบิด ตั้งตามชื่อสมรภูมิรบที่สำคัญในประวัติศาสตร์ เช่น เรือหลวงบางระจัน
8. เรือยกพลขึ้นบก เรือลากจูง เรือส่งกำลังบำรุง เรือน้ำมัน ตั้งตามชื่อเกาะ เช่น เรือหลวงอ่างทอง (เรือยกพลขึ้นบก) เรือหลวงมาตรา (เรือน้ำมัน) เรือหลวงสิมิลัน (เรือส่งกำลังบำรุง) เรือหลวงปันหยี (เรือลากจูง)
9. เรือตรวจการณ์ (ปืน) ตั้งชื่อตามอำเภอชายทะเล เช่น เรือหลวงหัวหิน
10. เรือตรวจการณ์ (ปราบเรือดำน้ำ) ตั้งชื่อตามเรือรบในลำน้ำ สมัยโบราณที่มีความเหมาะสมกับหน้าที่ของเรือนั้น ๆ เช่น เรือหลวงทยานชล
11. เรือสำรวจ ตั้งชื่อตามดาวที่สำคัญ เช่น เรือหลวงจันทร เรือหลวงสุริยะฃเรือหลวงศุกร์
12.เรือหน้าที่พิเศษ ตั้งชื่อด้วยถ้อยคำที่มีความหมายและเหมาะกับหน้าที่ของเรือนั้น เช่น เรือหลวงจักรีนฤเบศร
13. เรือขนาดเล็ก (เล็กกว่า 200 ตัน) ตั้งชื่อด้วยอักษรย่อตามชนิดและหน้าที่ของเรือนั้น มีหมายเลขต่อท้าย เช่น เรือ ต.991
กองทัพเรือ ได้กำหนดหลักเกณฑ์การตั้งชื่อเรือรบ ตามประเภทของเรือ โดยในส่วนเรือยกพลขึ้นบก เรือลากจูง เรือส่งกำลังบำรุง เรือน้ำมัน ตั้งตามชื่อเกาะ
พิธีปล่อยเรือลงน้ำ เป็นพิธีที่มีมาตั้งแต่ครั้นโบราณกาล เมื่อถึงเวลาปล่อยเรือเดินทะเลลงน้ำจะต้องทำพิธี เพื่อให้เกิดสวัสดิมงคลแก่ตัวเรือเสียก่อน ในสมัยปัจจุบันพิธีปล่อยเรือลงน้ำ แบบสากล ให้สุภาพสตรีเป็นผู้ประกอบพิธี
โดยวิธีปล่อยขวดแชมเปญให้กระทบหัวเรือ การนี้สืบเนื่องมาจากการดื่มอวยพรด้วยถ้วยเงิน เมื่อดื่มแล้วก็ขว้างถ้วยขึ้นไปบนเรือปรากฏว่าสิ้นเปลืองมาก จึงเปลี่ยนเป็นขว้างขวดกับหัวเรือแทน
คราวหนึ่งสุภาพสตรีผู้ประกอบพิธีได้ขว้างขวดแชมเปญไม่ถูกหัวเรือ แต่กลับไปถูกแขกที่มาในงานพิธีบาดเจ็บ จึงได้ใช้เชือกผู้คอขวดเสียก่อนเสมอ
จนถึงปัจจุบันนี้พิธีปล่อยเรือลงน้ำของราชนาวี เฉพาะที่มีหลักฐานปรากฏในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า เจ้าอยู่หัว ได้มีพิธีปล่อยเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ลงน้ำ เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2454
ส่วนเรือหลวงที่สร้างจากต่างประเทศที่มีหลักฐานปรากฏ ได้แก่ เรือหลวงเสือคำรณสินธุ์ ประเภทเรือพิฆาต มีพิธีปล่อยเรือลงน้ำ เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2453 ณ อู่กาวาซากิ เมืองโกเบ ประเทศญี่ปุ่น
สำหรับเรือหลวง ตัวเรือเป็นเหล็ก สร้างโดยกรมอู่ทหารเรือที่มีพิธีปล่อยเรือลงน้ำเป็นครั้งแรก คือ เรือหลวงสัตหีบ (ลำที่ 1)
ซึ่งมีคุณหญิงวิจิตรา ธนะรัชต์ ภริยา จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (ในขณะนั้น) เป็นสุภาพสตรีผู้ประกอบพิธีปล่อยเรือลงน้ำ เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2500
กองประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกองทัพเรือ
https://www.facebook.com/prthainavy/posts/2378802228837786
เรือลากจูงขนาดกลางชุดเรือหลวงปันหยีลำที่สองหมายเลขเรือ 858 ที่ได้ทำพิธีปล่อยเรือลงน้ำเมื่อวันที่ ๙ เมษายน พ.ศ.๒๕๖๒(2019) ได้มีการทำพิธีวางกระดูกงูเรือไปเมื่อวันที่ ๓ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๖๑(2018)(https://aagth1.blogspot.com/2018/07/blog-post_5.html)
จากข้อมูลที่เผยแพร่โดยกองทัพเรือไทยเรือลากจูงขนาดกลางลำที่สอง ที่สร้างในไทย โดยอู่เรือบริษัท Italthai Marine นี้น่าจะยังไม่ได้รับการขอพระราชทานชื่อเรือ เป็นที่เข้าใจว่าเมื่อเรือมีพิธีขึ้นระวางเข้าประจำการแล้วจะมีการประกาศชื่อเรือในคราวเดียวกัน
โดยเรือลากจูงขนาดกลางชุด ร.ล.ปันหยี ลำที่สอง นี้ยังมีภารกิจในการสนับสนุนการเข้าเทียบ-ออกจากเทียบและการสนับสนุนที่เกี่ยวข้องให้เรือดำน้ำแบบ S26T ที่กองทัพเรือไทยจัดหาจากจีนด้วยครับ(https://aagth1.blogspot.com/2018/09/s26t.html)
Clip: พิธีปล่อยเรือลากจูงขนาดกลางลำที่ 2 ในชุดเรือหลวงปันหยี ลงน้ำที่อู่ต่อเรือ บริษัท อิตัลไทย จำกัด
https://www.facebook.com/prthainavy/videos/641170946324700/
กองทัพเรือ จัดพิธีปล่อยเรือลากจูงขนาดกลาง (ลจก.) ลำที่สองลงน้ำ โดยเรือลำนี้จะมีกภารกิจสำคัญนอกเหนือจากภารกิจของเรือลากจูงโดยทั่วไปคือ การสนับสนุนการปฏิบัติการการปฏิบัติงานของเรือดำน้ำ ซึ่งที่กองทัพเรือได้จัดหาและจะเข้าประจำการในอนาคตอันใกล้นี้
วันนี้ (9 เมษายน 2562) เวลา 09.45 น. พลเรือเอก ลือชัย รุดดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธานในพิธีปล่อยเรือลากจูงขนาดกลาง (ลจก.) ลำที่สอง ลงน้ำ
โดยมี นาวาเอกหญิง อุบลวรรณ รุดดิษฐ์ 'นายกสมาคมภริยาทหารเรือ เป็นสุภาพสตรีผู้ประกอบพิธีปล่อยเรือ ณ อู่ต่อเรือ บริษัท อิตัลไทย มารีน จำกัด ถนนท้ายบ้าน ตำบลท้ายบ้าน อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ
กองทัพเรือ ได้ลงนามในสัญญากับ บริษัท อิตัลไทย มารีน จำกัด ในการจ้างจ้างสร้างเรือลากจูงขนาดกลาง (ลจก.) จำนวน 2 ลำ สร้างเรือตามโครงการจัดหาเรือลากจูงขนาดกลาง เพื่อทดแทนเรือเก่าและให้มีเรือลากจูงขนาดกลาง ในจำนวนที่เพียงพอ สามารถ รองรับภารกิจที่กองทัพเรือกำหนด
ได้แก่ สนับสนุนการนำเรือรบขนาดใหญ่ เข้า - ออก จากท่าเทียบเรือ การดับเพลิง ในเขตฐานทัพตามท่าเรือต่าง ๆ ของกองทัพเรือ รวมถึง การสนับสนุนภารกิจอื่น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อาทิ การขจัดคราบน้ำมันบริเวณท่าเรือและชายฝั่ง การลากเป้าฝึกยิงอาวุธ เป็นต้น
โดยเรือลำนี้จะมีภารกิจสำคัญเพิ่มเติมคือ การสนับสนุนการปฏิบัติการของเรือดำน้ำ ที่กองทัพเรือจัดหาและจะเข้าประจำการในอนาคตอันใกล้นี้ ได้แก่ การสนับสนุนการเข้าเทียบ – ออกจากเทียบของเรือดำน้ำ และการสนับสนุนที่เกี่ยวข้องให้เรือดำน้ำมีความพร้อมก่อนออกปฏิบัติการในทะเลอีกด้วย
ทั้งนี้ การว่าจ้างบริษัทเอกชนภายในประเทศต่อเรือครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจากอู่เรือเป็นอย่างดี ส่งผลดีต่อทางราชการ นับได้ว่าสะดวกในขั้นการปรับรายละเอียดของแบบเรือให้ตรงกับความต้องการของทางราชการ
รวมทั้งเป็นการเพิ่มขีดความสามารถให้อู่เรือภาคเอกชนของไทยเกิดความชำนาญ รองรับการถ่ายทอดองค์ความรู้ในการใช้เทคโนโลยี อันจะเป็นการส่งเสริมอุตสาหกรรมการต่อเรือภายในประเทศอีกทางหนึ่ง
คุณลักษณะของเรือลากจูงขนาดกลาง
เป็นไปตามที่กองทัพเรือกำหนด แบบเรือออกแบบโดย บริษัท Robert Allan Ltd., Naval Architects and Marine Engineering ประเทศแคนาดา ซึ่งเป็นผู้ออกแบบเรือลากจูงที่มีชื่อเสียงระดับโลก
แบบเรือที่ใช้คือ Ramparts 3200CL เป็นแบบเรือมาตรฐาน Ramparts 3200 Series ของ Robert Allan ที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ได้ผ่านการสร้างโดยอู่ต่อเรือต่าง ๆ ทั่วโลก และเป็นที่ยอมรับของเจ้าของเรือมาแล้วเป็นจำนวนมากกว่า 100 ลำ และเป็นแบบเดียวกับเรือหลวงปันหยี
แบบเรือ Ramparts 3200 ของ Robert Allan Ltd. ได้ปรับปรุงให้ตรงกับความต้องการของกองทัพเรือ ตัวเรือทำด้วยเหล็กประสานด้วยการเชื่อม ความหนาของแผ่นเหล็กออกแบบให้หนากว่าความต้องการขั้นต่ำของสมาคมจัดชั้นเรือ
และเรือออกแบบให้เป็นเรือที่ให้บริการบริเวณท่าเรือประเภท ship – assist tug ลากจูง (Towing) ส่วนการทำงานใช้ดึง และดันทางด้านหัวเรือเป็นหลัก โดยมี กว้านลากจูง และกว้านเก็บเชือก
ระบบขับเคลื่อนเป็นแบบ Azimuth Stern Drive (ASD) หรือ Z – drive ชนิดสองใบจักร ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซล และติดตั้งระบบดับเพลิงภายนอกเรือ ที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซลที่แยกต่างหากจากเครื่องจักรใหญ่
สมรรถนะของเรือ
เรือมีกำลังเพียงพอที่จะทำให้เรือมีกำลังดึงไม่น้อยกว่า 53 เมตริกตัน และวงหันหมุนรอบตัวเอง (360 องศา) ใช้เวลาไม่เกิน 60 วินาที
ลักษณะโดยทั่วไป
ขนาดของเรือ
1. ความยาวตลอดลำเฉพาะตัวเรือ 32.00 เมตร
2. ความกว้าง 12.40 เมตร
3. กินน้ำลึกสูงสุด 4.59 เมตร
4. ระยะตั้งฉากจากหัวเรือถึงเก๋ง 9.10 เมตร
ความจุถัง (อัตราการบรรทุก)
1. น้ำมันเชื้อเพลิง 149.2 ลูกบาศก์เมตร
2. น้ำจืด 49.00 ลูกบาศก์เมตร
3. ถังน้ำถ่วงเรือ 56.00 ลูกบาศก์เมตร
4. ถังบรรจุของเสีย 5.90 ลูกบาศก์เมตร
5. ถังเก็บน้ำมันที่สกปรกปนเปื้อน 5.90 ลูกบาศก์เมตร
6. ถังน้ำยาดับเพลิงโฟมเคมี 6.90 ลูกบาศก์เมตร
7. ถังบรรจุสารเคมีกำจัดคราบน้ำมัน 6.90 ลูกบาศก์เมตร
ความเร็วเรือ
ความเร็วสูงสุดต่อเนื่องที่ระวางขับน้ำเต็มที่ ไม่ต่ำกว่า 12 นอต โดยกำลังเครื่องยนต์ไม่เกินร้อยละ 100 ของ MCR (Maximum Continuous Rating)
ระยะปฏิบัติการ
ระยะปฏิบัติการไม่น้อยกว่า 2500 ไมล์ทะเล ด้วยความเร็ว 8 นอต ที่ระวางขับน้ำเต็มที่ (Full Load Displacement) โดยใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ไม่เกินร้อยละ 95 ของความจุน้ำมันเชื้อเพลิงเต็มถัง
กำลังพลประจำเรือ
นายทหาร จำนวน 3 นาย
พันจ่า จำนวน 3 นาย
จ่า จำนวน 10 นาย
พลทหาร จำนวน 4 นาย
รวมพลประจำเรือทั้งหมด จำนวน 20 นาย
การตั้งชื่อเรือรบ
ตามระเบียบของ กองทัพเรือ ได้กำหนดหลักเกณฑ์การตั้งชื่อเรือรบ ตามประเภทของเรือต่าง ๆ ไว้ดังนี้
1. เรือพิฆาต ตั้งตามชื่อตัวบุคคล บรรดาศักดิ์ หรือสกุล ของผู้ประกอบคุณประโยชน์ไว้แก่ชาติ เช่น เรือหลวงนเรศวร เรือหลวงตากสิน
2. เรือฟริเกต ตั้งตามชื่อแม่น้ำสายสำคัญ เช่น เรือหลวงเจ้าพระยา เรือหลวงบางปะกง
3. เรือคอร์เวต ตั้งตามชื่อเมืองหลวง และเมืองสำคัญในประวัติศาสตร์ เช่น เรือหลวงสุโขทัย เรือหลวงรัตนโกสินทร์
4. เรือเร็วโจมตี (อาวุธนำวิถี) ตั้งตามชื่อเรือรบในทะเล สมัยโบราณที่มีความเหมาะสมกับหน้าที่ของเรือนั้น ๆ เช่น เรือหลวงอุดมเดช เรือหลวงปราบปรปักษ์
5. เรือเร็วโจมตี (ปืน,ตอร์ปิโด) ตั้งตามชื่อจังหวัดชายทะเล เช่น เรือหลวงปัตตานี เรือหลวงนราธิวาส
6. เรือดำน้ำ ตั้งตามชื่อผู้มีอิทธิฤทธิ์ในวรรณคดีในด้านการดำน้ำ เช่น เรือหลวงมัจฉานุ
7. เรือทุ่นระเบิด ตั้งตามชื่อสมรภูมิรบที่สำคัญในประวัติศาสตร์ เช่น เรือหลวงบางระจัน
8. เรือยกพลขึ้นบก เรือลากจูง เรือส่งกำลังบำรุง เรือน้ำมัน ตั้งตามชื่อเกาะ เช่น เรือหลวงอ่างทอง (เรือยกพลขึ้นบก) เรือหลวงมาตรา (เรือน้ำมัน) เรือหลวงสิมิลัน (เรือส่งกำลังบำรุง) เรือหลวงปันหยี (เรือลากจูง)
9. เรือตรวจการณ์ (ปืน) ตั้งชื่อตามอำเภอชายทะเล เช่น เรือหลวงหัวหิน
10. เรือตรวจการณ์ (ปราบเรือดำน้ำ) ตั้งชื่อตามเรือรบในลำน้ำ สมัยโบราณที่มีความเหมาะสมกับหน้าที่ของเรือนั้น ๆ เช่น เรือหลวงทยานชล
11. เรือสำรวจ ตั้งชื่อตามดาวที่สำคัญ เช่น เรือหลวงจันทร เรือหลวงสุริยะฃเรือหลวงศุกร์
12.เรือหน้าที่พิเศษ ตั้งชื่อด้วยถ้อยคำที่มีความหมายและเหมาะกับหน้าที่ของเรือนั้น เช่น เรือหลวงจักรีนฤเบศร
13. เรือขนาดเล็ก (เล็กกว่า 200 ตัน) ตั้งชื่อด้วยอักษรย่อตามชนิดและหน้าที่ของเรือนั้น มีหมายเลขต่อท้าย เช่น เรือ ต.991
กองทัพเรือ ได้กำหนดหลักเกณฑ์การตั้งชื่อเรือรบ ตามประเภทของเรือ โดยในส่วนเรือยกพลขึ้นบก เรือลากจูง เรือส่งกำลังบำรุง เรือน้ำมัน ตั้งตามชื่อเกาะ
พิธีปล่อยเรือลงน้ำ เป็นพิธีที่มีมาตั้งแต่ครั้นโบราณกาล เมื่อถึงเวลาปล่อยเรือเดินทะเลลงน้ำจะต้องทำพิธี เพื่อให้เกิดสวัสดิมงคลแก่ตัวเรือเสียก่อน ในสมัยปัจจุบันพิธีปล่อยเรือลงน้ำ แบบสากล ให้สุภาพสตรีเป็นผู้ประกอบพิธี
โดยวิธีปล่อยขวดแชมเปญให้กระทบหัวเรือ การนี้สืบเนื่องมาจากการดื่มอวยพรด้วยถ้วยเงิน เมื่อดื่มแล้วก็ขว้างถ้วยขึ้นไปบนเรือปรากฏว่าสิ้นเปลืองมาก จึงเปลี่ยนเป็นขว้างขวดกับหัวเรือแทน
คราวหนึ่งสุภาพสตรีผู้ประกอบพิธีได้ขว้างขวดแชมเปญไม่ถูกหัวเรือ แต่กลับไปถูกแขกที่มาในงานพิธีบาดเจ็บ จึงได้ใช้เชือกผู้คอขวดเสียก่อนเสมอ
จนถึงปัจจุบันนี้พิธีปล่อยเรือลงน้ำของราชนาวี เฉพาะที่มีหลักฐานปรากฏในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า เจ้าอยู่หัว ได้มีพิธีปล่อยเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ลงน้ำ เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2454
ส่วนเรือหลวงที่สร้างจากต่างประเทศที่มีหลักฐานปรากฏ ได้แก่ เรือหลวงเสือคำรณสินธุ์ ประเภทเรือพิฆาต มีพิธีปล่อยเรือลงน้ำ เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2453 ณ อู่กาวาซากิ เมืองโกเบ ประเทศญี่ปุ่น
สำหรับเรือหลวง ตัวเรือเป็นเหล็ก สร้างโดยกรมอู่ทหารเรือที่มีพิธีปล่อยเรือลงน้ำเป็นครั้งแรก คือ เรือหลวงสัตหีบ (ลำที่ 1)
ซึ่งมีคุณหญิงวิจิตรา ธนะรัชต์ ภริยา จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (ในขณะนั้น) เป็นสุภาพสตรีผู้ประกอบพิธีปล่อยเรือลงน้ำ เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2500
กองประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกองทัพเรือ
https://www.facebook.com/prthainavy/posts/2378802228837786
เรือลากจูงขนาดกลางชุดเรือหลวงปันหยีลำที่สองหมายเลขเรือ 858 ที่ได้ทำพิธีปล่อยเรือลงน้ำเมื่อวันที่ ๙ เมษายน พ.ศ.๒๕๖๒(2019) ได้มีการทำพิธีวางกระดูกงูเรือไปเมื่อวันที่ ๓ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๖๑(2018)(https://aagth1.blogspot.com/2018/07/blog-post_5.html)
จากข้อมูลที่เผยแพร่โดยกองทัพเรือไทยเรือลากจูงขนาดกลางลำที่สอง ที่สร้างในไทย โดยอู่เรือบริษัท Italthai Marine นี้น่าจะยังไม่ได้รับการขอพระราชทานชื่อเรือ เป็นที่เข้าใจว่าเมื่อเรือมีพิธีขึ้นระวางเข้าประจำการแล้วจะมีการประกาศชื่อเรือในคราวเดียวกัน
โดยเรือลากจูงขนาดกลางชุด ร.ล.ปันหยี ลำที่สอง นี้ยังมีภารกิจในการสนับสนุนการเข้าเทียบ-ออกจากเทียบและการสนับสนุนที่เกี่ยวข้องให้เรือดำน้ำแบบ S26T ที่กองทัพเรือไทยจัดหาจากจีนด้วยครับ(https://aagth1.blogspot.com/2018/09/s26t.html)
รถถังหลัก VT4 กองทัพบกไทยทำการฝึกกองพันทหารม้าเฉพาะกิจ ประจำปี ๒๕๖๒
Royal Thai Army's Training and Inspection of 606th Task Force Cavalry Battalion in Combined Arms Live Fire Exercise (CALFEX) at Ban Dee Lang Artillery Range, Lopburi Province, Thailand, 7 Aprill 2019.
exercise include Royal Thai Army's VT4(MBT-3000) Main Battle Tanks of 6th Cavalry Battalion, 6th Cavalry Regiment, 3rd Cavalry Division.
Royal Thai Army's M42 40mm Self-Propelled Anti-Aircraft Gun (SPAAG) of 4th Anti-Aircraft Artillery Battalion ,2nd Anti-Aircraft Artillery Regiment.
Royal Thai Army's M113 Armored Personnel Carrier (APC), FV101 Scorpion Light Tank and HMMWV 4x4.
Royal Thai Army's Sikorsky UH-60L Black Hawk utility helicopters of 9th Aviation Battalion, Aviation Regiment, Army Aviation Center.
Royal Thai Army's Bell AH-1F Cobra attack helicopters of 3rd Aviation Battalion, Aviation Regiment, Army Aviation Center.
เสนาธิการทหารบก ตรวจเยี่ยมการฝึกและตรวจสอบ กองพันทหารม้าเฉพาะกิจ ประจำปี 2562
การดำเนินกลยุทธ์ด้วยกระสุนจริง (CALFEX ) เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2562 เวลา 09.00 - 12.30 นาฬิกา พลเอก ธีรวัฒน์ บุณยะวัฒน์ เสนาธิการทหารบก และคณะเข้าตรวจเยี่ยมการฝึกและตรวจสอบ กองพันทหารม้าเฉพาะกิจ ประจำปี 2562
และรับชมการดำเนินกลยุทธ์ด้วยกระสุนจริง (CALFEX ) ของกองพันทหารม้าเฉพาะกิจที่ 606 โดยการนำของ พันโท อวชชัย เอกะกุล ผู้บังคับกองพันทหารม้าเฉพาะกิจที่ 606 ณ สนามยิงปืนใหญ่ ศูนย์การทหารปืนใหญ่ บ้านดีลัง ตำบลโคกตูม อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี
- S.M.A.R.T Soldiers Strong Army -
https://www.facebook.com/Cavalry1006/posts/2273810759352123
การฝึกและตรวจสอบเป็นหน่วยกองพันทหารทหารม้าเฉพาะกิจที่๖๐๖ ของ กองพลทหารม้าที่๓ ที่ สนามยิงปืนใหญ่ ศูนย์การทหารปืนใหญ่ บ้านดีลัง ลพบุรี เมื่อวันที่ ๗ เมษายน พ.ศ.๒๕๖๒(2019) นั้น ได้มีการจัดกำลังผสมในการดำเนินกลยุทธ์ด้วยกระสุนจริง จากหลายๆหน่วยของกองทัพไทย
กำลังหลังในการฝึก CALFEX คือรถถังหลักแบบ๖๐ ถ.๖๐ VT4 กองพันทหารม้าที่๖ กรมทหารม้าที่๖ พล.ม.๓ รวมถึงรถสายพานลำเลียง รสพ.M113 (เข้าใจว่าน่าจะมาจาก) กองพันทหารม้าที่๑๔ กรมทหารม้าที่๗ พล.ม.๓, รถถังเบาแบบ๒๑ ถ.เบา.๒๑ Scorpion รถยนต์บรรทุก รยบ.HMMWV
และกำลังอากาศยานจากศูนย์การบินทหารบกคือ เฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป ฮ.ท.๖๐ Sikorsky UH-60L Black Hawk กองพันบินที่๙ กรมบิน ศบบ. และเฮลิคอปเตอร์โจมตี ฮ.จ.๑ Bell AH-1F Cobra กองพันบินที่๓ กรมบิน ศบบ. ร่วมการฝึก
กองพลทหารม้าที่๓ มีอัตราจัดกำลังแบบกองพลทหารม้าหย่อนกำลัง มีหน่วยขึ้นตรงประกอบด้วยสองกรมทหารม้าคือ กรมทหารม้าที่๖ และกรมทหารม้าที่๗ โดยแต่ละกรมทหารม้ามีหน่วยขึ้นตรงสองกองพันทหารม้า
กรมทหารม้าที่๖ มีหน่วยขึ้นตรงประกอบด้วย กองพันทหารม้าที่๖ ขอนแก่น และกองพันทหารม้าที่๒๑ ร้อยเอ็ด ซึ่งเป็นกองพันทหารม้ารถถังที่กำลังได้รับมอบ ถ.หลัก VT4 เข้าประจำการคู่ขนาดกันในอัตราหย่อนกำลังกองพันละ ๓๔คัน
(เดิม ม.๖ พัน.๖ ใช้รถถังเบา ถ.เบา.๓๒ Stingray ที่โอนไป กองพันทหารม้าที่๙ กองพลทหารราบที่๔ แทน ถ.เบา M41A3 ที่ปลดไป ส่วน ม.๖ พัน.๒๑ เดิมใช้รถถังหลัก M48A5 ที่โอนไป กองพันทหารม้าที่๑๖ กองพลทหารราบที่๕ แทน M41A3 ที่ปลดไป)
กรมทหารม้าที่๗ มีหน่วยขึ้นตรงประกอบด้วย กองพันทหารม้าที่๘ นครราชสีมา ใช้ ถ.หลัก M48A5(เดิมใช้ M41A3) ที่โอนจาก กองพันทหารม้าที่๒ กองพลทหารราบที่๒ รักษาพระองค์ ที่ได้รับรถถังหลัก Oplot-T ครบแล้ว และกองพันทหารม้าที่๑๔ เป็นกองพันทหารม้าบรรทุกยานเกราะใช้ รสพ.M113
ปัจจุบันกองทัพบกไทยได้มีการสั่งจัดหารถถังหลัก VT4 จาก NORINCO รัฐวิสาหกิจผู้ผลิตอาวุธของสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่ได้รับมอบระยะ๑ จำนวน ๒๘คัน และระยะที่๒ จำนวน ๑๐คัน รวมแล้ว ๓๘คัน และมีแผนที่จะจัดหาระยะที่๓ อีก ๑๔คัน(https://aagth1.blogspot.com/2018/12/vt4.html)
รถถังหลัก VT4 กองทัพบกไทยได้แสดงถึงประสิทธิภาพด้านความพร้อมปฏิบัติการรบในการฝึกกองพันทหารม้าเฉพาะกิจล่าสุดนี้ โดยยังรวมถึงแผนการจัดตั้งโรงงานศูนย์ซ่อมบำรุงที่ขอนแก่นเพื่อสนับสนุนการใช้งานในระยะยาวครับ(https://aagth1.blogspot.com/2018/06/vt4-vn1.html)
ป้ายกำกับ:
AH-1F,
Bell,
HMMWV,
M113,
M42 Duster,
Military Industry of People's Republic of China,
Military Industry of United States of America,
Royal Thai Army,
Scorpion Light Tank,
Sikorsky,
UH-60,
VT4
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)







/arc-anglerfish-arc2-prod-mco.s3.amazonaws.com/public/HF2WZSH6NVBZXPDNOYR7WEBMYM.jpg)















































