วันอังคารที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2566

เครื่องบินขับไล่ Eurofighter Typhoon อังกฤษได้รับ ECRS Mk2 radar ใหม่เพื่อติดตั้งทดสอบ

Leonardo delivers first ECRS Mk 2 radar for RAF to BAE Systems for integration



The Leonardo ECRS Mk 2 radar seen next to the Eurofighter test aircraft ZK355/BS116. The combination is expected to fly for the first time in 2024. (BAE Systems)

บริษัท Leonardo สหราชอาณาจักร-อิตาลีได้ส่งมอบ radar แบบ European Common Radar System Mark 2(ECRS Mk2) เครื่องแรกเพื่อที่จะบูรณาการกับฝูงเครื่องบินขับไล่ Eurofighter Typhoon ของกองทัพอากาศสหราชอาณาจักร(RAF: Royal Air Force)
ตามประกาศเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2023 เหตุการณ์สำคัญนี้ได้เห็นการส่งมอบ ECRS Mk2 radar เครื่องแรกแก่บริษัท BAE Systems สหราชอาณาจักร ซึ่งจะบูรณาการเข้ากับเครื่องบินขับไล่ Eurofighter เครื่องทดสอบหมายเลข ZK355/BS116 ก่อนหน้าการบินครั้งแรกที่วางแผนในปี 2024 

"radar ขณะนี้จะได้รับงานการบูรณาการและการทดสอบภาคพื้นดินในการเตรียมการสำหรับการบินทดสอบครั้งแรกบนเครื่องบินขับไล่ Eurofighter Typhoon ในปีหน้า
นี่จะมีขึ้นที่สถานที่การทดสอบการบินของบริษัท BAE Systems ใน Lancashire" บริษัท Leonardo กล่าว(https://aagth1.blogspot.com/2021/04/eurofighter-typhoon.html)

การพูดคุยกับ Janes และสื่อกลาโหมอื่นๆ ณ โรงงานอากาศยาน Warton ของ BAE Systems ในเดือนพฤษภาคม 2022 ตัวแทนจากฝ่ายขีดความสามารถทางอากาศ(Air Capability) กองทัพอากาศสหราชอาณาจักร ซึ่งปฏิเสธที่จะระบุตัวตน
กล่าวว่างานกำลังเดินหน้าในการพัฒนาการทำซ้ำของห้องนักบินที่จะทำให้การแสดงผลข้อมูลทำได้ร่วมกันทั้ง radar แบบ Captor M-Scan(บางครั้งเรียกว่า radar แบบ Captor-M) สำหรับเครื่องบินขับไล่ Eurofighter Typhoon Tranche 2 จำนวน 67เครื่องที่ยังคงใช้ระบบนี้

และสำหรับการแสดงผลข้อมูลจาก radar แบบ E-Scan(บางครั้งเรียกว่า radar แบบ Captor-E) สำหรับเครื่องบินขับไล่ Eurofighter Typhoon Tranche 3 จำนวน 40เครื่องที่จะได้รับการปรับปรุง
โฆษกกระทรวงกลาโหมสหราชอาณาจักรเคยกล่าวเมื่อเดือนพฤษภาคม 2022 ว่าความพร้อมปฏิบัติการขั้นต้น(IOC: Initial Operating Capability) ของเครื่องบินขับไล่ Typhoon ที่ติดตั้ง radar ECRS Mk2 ใหม่จะเป็นในปี 2030

"เราได้นำสิ่งที่เราเรียนรู้กับ M-Scan radar และประยุกต์ใช้กับ E-Scan radar ฉันไม่สามารถเน้นได้มากพอว่าความสำคัญของก้าวกระโดดด้านขีดความสามารถนี้(E-Scan radar ใหม่) เป็นไปอย่างไรสำหรับสหราชอาณาจักร
เราสามารถทำสิ่งน่าอัศจรรย์ได้กับ M-Scan radar แต่เราอาจจะเข้าถึงขีดจำกัดทางสถาปัตยกรรมของระบบนั้นเนื่องจากการตัดสินใจได้มีขึ้นเมื่อหลายปีก่อน" โฆษกกระทรวงกลาโหมสหราชอาณาจักรกล่าวในเวลานั้น

"ด้วย E-Scan radar ไม่ว่าข้าศึกทำอะไรก็ตาม(ในแง่ของการพัฒนาขีดความสามารถทางการบินทางการรบของพวกตน) เราสามารถดำเนินก้าวย่างที่ตอบโต้สิ่งนั้นได้" โฆษกกระทรวงกลาโหมสหราชอาณาจักรเสริม
การพัฒนา ECRS Mk2 radar มีขึ้นภายใต้การลงทุนวงเงิน 2.35 billion British Pound ที่จะบูรณาการ radar ใหม่ในโครงการเพิ่มขยายขีดความสามารถ Phased 4 Enhancement ที่กำลังดำเนินการกับเยอรมนี, อิตาลี และสเปนครับ(https://aagth1.blogspot.com/2023/02/eurofighter-typhoon-tranche-1.html)

วันจันทร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2566

เยอรมนีและสวีเดนเข้าร่วมโครงการยานเกราะล้อยาง CAVS กับฟินแลนด์และลัตเวีย

Germany joins Common Armoured Vehicle System programme, Sweden buys its first vehicles



The FMV has ordered the first 20 troop transport vehicles for the Swedish Armed Forces after signing the technical arrangement for the CAVS programme. (Patria)





เยอรมนีเข้าร่วมโครงการระบบยานเกราะร่วม CAVS(Common Armoured Vehicle System) ที่นำโดยฟินแลนด์อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2023 ด้วยการลงนามข้อตกลงทางเทคนิค
ขณะที่สำนักงานจัดหายุทโธปกรณ์กลาโหมสวีเดน(Defence Material Administration, FMV: Forsvarets materielverk) สั่งจัดหายานเกราะล้อยางลำเลียงพล CAVS ชุดแรกจำนวน 20คันหลังเข้าร่วมข้อตกลงกรอบการทำงานโครงการ CAVS

เยอรมนีได้ลงนามแถลงการณ์เจตจำนง(SOI: Statements of Intent) ที่จะเข้าร่วมโครงการระบบยานเกราะร่วม CAVS ในเดือนมิถุนายน 2022 
กระทรวงกลาโหมฟินแลนด์กล่าวในสื่อประชาสัมพันธ์ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2023 ว่าข้อตกลงกรอบการทำงานโครงการ CAVS ทำให้มีความเป็นไปได้สำหรับสวีเดนที่จะสั่งจัดหารถของตนเองสำหรับการทดสอบ 

ซึ่งหลังจากนั้นการจัดซื้อจัดจ้างในสายการผลิตจำนวนมากจะได้รับการดำเนินการ รวมถึงรถเกราะหลากหลายรูปแบบจำนวนมากกว่าหลายร้อยคัน โฆษก FMV สวีเดนกล่าวกับ Janes เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2023 ว่า 
ยานเกราะล้อยาง CAVS จำนวน 20คันที่สั่งจัดหาโดยสวีเดนเป็นรุ่นก่อนสายการผลิตจำนวนมากสำหรับการประเมินค่าโดยกองทัพสวีเดน(Swedish Armed Forces) ก่อนรถในสายการผลิตจำนวนมากได้รับการสั่งจัดหาเริ่มต้นสายการผลิต

FMV สวีเดนกล่าวในสื่อประชาสัมพันธ์ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2023 ว่าการส่งมอบรถชุดแรกได้รับการวางแผนแล้วสำหรับการเริ่มต้นในเดือนพฤษภาคม 2023 และเสร็จสิ้นในเดือนตุลาคม 2023
อย่างไรก็ตาม โฆษก FMV สวีเดนกล่าวว่ากรอบระยะเวลาหลังจากนั้นไม่มีการเผยแพร่ต่อสาธารณะ แม้ว่าอาจจะเร็วกว่าแผนเดิมที่ปี 2025 ขึ้นอยู่กับการปรับแปลี่ยนต่างๆที่เลือกโดยกองทัพสวีเดน

ยานเกราะล้อยาง CAVS จะถูกส่งมอบให้กองทัพสวีเดนพร้อมกับชุดการฝึกและการบำรุงรักษาที่สมบูรณ์ ตามข้อมูลจากบริษัท Patria ฟินแลนด์
ยานเกราะล้อยาง Patria 6x6 จะถูกกำหนดแบบเป็นรถหุ้มเกราะวิบาก Pansarterrängbil 300(Armoured All-Terrain Vehicle) ในประจำการกองทัพสวีเดน

และยานเกราะล้อยาง Pansarterrängbil 300 จะมีระบบรถแคร่ฐานและระบบย่อยต่างๆที่เรียบง่ายกว่าเล็กน้อย เมื่อเทียบกับรถหุ้มเกราะวิบาก Pansarterrängbil 360 ที่ปัจจุบันประจำการในกองทัพสวีเดน
กระทรวงกลาโหมฟินแลนด์และบริษัท Patria ได้ลงนามจดหมายแสดงความจำนง(LOI: Letter of Intent) สำหรับการจัดหายานเกราะล้อยาง CAVS จำนวน 160คัน ในปี 2023

การส่งมอบยานเกราะล้อยาง CAVS แก่กองทัพลัตเวีย(Latvian National Armed Forces) ยังคงมีอย่างต่อเนื่องตามสัญญาที่ลงนามกับ Patria ฟินแลนด์เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2021 สำหรับรถจำนวน 200คัน เป็นวงเงิน 200 million Euros($217.59 million) รวมการสนับสนุนและระบบการฝึก 
ลัตเวียได้รับมอบรถชุดแรก 4คันในเดือนพฤศจิกายน 2021 โดยการส่งมอบจะมีจนถึงปี 2029 ขณะที่เอสโตเนียถอนตัวจากโครงการ CAVS ในกลางปี 2022 และจัดหารถเกราะล้อยาง 6x6 และรถเกราะล้อยาง 4x4 ของตนแยกจากกัน

กองทัพเยอรมนี(Bundeswehr) ตั้งเป้าที่จะจัดหายานเกราะล้อยาง CAVS ตามความต้องการทดแทนรถเกราะล้อยาง Fuchs 6x6(Fox) บางส่วน และรถสายพานลำเลียง M113 APC(Armoured Personnel Carrier) บางส่วนเช่นรุ่นติดเครื่องยิงลูกระเบิด 
ยานเกราะล้อยาง CAVS ประกอบด้วยรุ่นรถลำเลียงพล APC, รถลำเลียงพลหนัก Heavy APC(HAPC), รถทหารช่าง, รถสนับสนุนการส่งกำลังบำรุง และรถที่บังคับการ รวมถึงในอนาคตที่เป็นไปได้รวมถึง ยานเกราะเครื่องยิงลูกระเบิดอัตตาจรในป้อมแบบ Nemo 120mm และรถส่งกลับสายแพทย์ครับ

วันอาทิตย์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2566

กองทัพเรือไทยส่งเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งเรือหลวงนราธิวาสรับเรืออู่ยกพลขึ้นบก Type 071ET LPD เรือหลวงช้างใกล้เกาะ Hainan ทะเลจีนใต้













Royal Thai Navy (RTN)'s the Pattani-class Offshore Patrol Vessel (OPV) OPV-512 HTMS Naratiwat has met to escort and joint formation with new RTN's Type 071ET Landing Platform Dock (LPD) "LPD-792 HTMS Chang(III)" at near Hainan island, South China Sea on 21 April 2023 local time 1300h. (Royal Thai Navy)


OPV-512 HTMS Naratiwat was departed Songkhla Naval Base, Second Naval Area Command (2nd NAC) in southern of Gulf of Thailand since 17 Arpil 2023 local time 1600h and sailed for distance 1,273 nautical miles.

When LPD-792 HTMS Chang(III) has entering Gulf of Thailand, HTMS Naratiwat to be transition escort formation to Chao Phraya-class frigate FFG-456 HTMS Bangpakong, 1st Naval Area Command (1st NAC).
LPD-792 HTMS Chang(III) is scheduled to arrive in Chuk Samet Pier, Sattahip Naval Base, Chonburi Province, Thailand on 25 April 2023 around local time 1600h. (Royal Thai Navy)


Seaman of H.T.M.S. CHANG | ความในใจของน้องเล็กของครอบครัวราชนาวี
ความในใจของ"น้องคนเล็ก"ครอบครัวราชนาวี ซึ่งเป็นหนึ่งในกำลังพลกองทัพเรือในการทำหน้าที่อันยิ่งใหญ่ พลทหารกับภารกิจการเดินทางไปรับเรืออเนกประสงค์ยกพลขึ้นบกขนาดใหญ่ หรือ เรือหลวงช้าง ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน

วันที่ 21 เม.ย.66 เป็นวันที่ 4 ของการเดินทางกลับประเทศไทย ของ ร.ล.ช้าง หลังเสร็จสิ้นพิธี รับมอบเรือจาก บ.อู่ต่อเรือบริษัทหู้ตง-จงหัวชิปบิลดิ้ง เมืองเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีกำหนดเดินทางระหว่างวันที่ 18 - 25 เม.ย.66
กองทัพเรือ ได้ส่ง ร.ล.นราธิวาส ออกเดินทางจาก ฐานทัพเรือสงขลา ทัพเรือภาค 2 เพื่อไปคุ้มกัน ร.ล.ช้าง เดินทางกลับประเทศไทย และเมื่อเวลา 13.00 น. ร.ล.นราธิวาส ได้เดินทางถึงจุดนัดพบและรับ ร.ล.ช้าง บริเวณเกาะไหหลำ สาธารณรัฐประชาชนจีน 
โดยหลังจากนี้ เมื่อเรือหลวงทั้งสองลำเดินทางเข้าสู่อ่าวไทย จะส่งมอบการคุ้มกันเรือให้กับทัพเรือภาคที่ 1 โดย ร.ล.บางปะกง จะทำการคุ้มกัน ร.ล.ช้าง จนถึงท่าเรือจุกเสม็ด ฐานทัพเรือสัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี 
ซึ่งกองทัพเรือจะจัดพิธีต้อนรับ ในวันที่ 25 เม.ย.66 เวลา 16.00 น. โดยมีผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธานในพิธี  จึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมให้การต้อนรับ ร.ล.ช้าง ในวัน เวลา สถานที่ดังกล่าว

ภารกิจคุ้มกัน ร.ล.ช้าง เดินทางกลับประเทศไทย
กองทัพเรือ ได้อนุมัติให้ ทัพเรือภาคที่ 2 จัดตั้งหน่วยเรือคุ้มกันเรือหลวงช้าง เดินทางกลับประเทศไทย และจัดเรือหลวงนราธิวาส เป็นกำลังในการคุ้มกัน 
โดยมี พลเรือตรี พิจิตต ศรีรุ่งเรือง รองผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 2/ผู้บัญชาการกองเรือปฏิบัติการทัพเรือภาคที่ 2 ทำหน้าที่เป็น ผู้บังคับหน่วยเรือคุ้มกันฯ โดยมี นาวาโท กนก ไพศาลเจริญ ผู้บังคับการเรือหลวงนราธิวาส 

เรือหลวงนราธิวาส ยาตราเรือจาก ฐานทัพเรือสงขลา ทัพเรือภาคที่ 2 เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2566 เวลา 18.00 น. ระยะทาง 1,273 ไมล์  และได้สนธิกำลังกับเรือหลวงช้าง ที่จุดนัดพบ ในวันที่ 21 เมษายน 2566 เวลา 13.00 น. เพื่อเดินทางกลับประเทศไทย 
โดยเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2566 เวลา 13.20 น. ผู้บังคับหน่วยเรือคุ้มกันฯ ได้กล่าวต้อนรับ ผู้บังคับการเรือหลวงช้าง และกำลังพล “ขอกล่าวคำว่าสวัสดีและยินดีต้อนรับกำลังพลเรือหลวงช้าง ทุกนาย กลับสู่มาตุภูมิด้วยความยินดียิ่ง” 
ในภารกิจคุ้มกันครั้งนี้ เรือหลวงนราธิวาส ได้จัดเตรียมความพร้อมในการป้องกันภัยคุกคามทั้งทางผิวน้ำและอากาศ โดยจัดยามพร้อมรบและเจ้าหน้าที่ชุดระงับเหตุ พร้อมเรือยางท้องแข็ง (RHIB) พร้อมปฏิบัติตลอดภารกิจ

เรือยกพลขึ้นบกขนาดใหญ่ เรือหลวงช้าง(ลำที่๓) กองทัพเรือไทย(RTN: Royal Thai Navy) ได้ออกเรือจากอู่เรือ Hudong-Zhonghua Shipbuilding Group(HZ) ใกล้มหานคร Shanghai สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ ๑๘ เมษายน พ.ศ.๒๕๖๖(2023)(https://aagth1.blogspot.com/2023/04/type-071et-lpd-shanghai.html)
การเดินเรือในช่วงวันที่ ๑๙-๒๐ เมษายน ๒๕๖๖ ร.ล.ช้าง(ลำที่๓) ได้เดินทางผ่านช่องแคบไต้หวัน(https://aagth1.blogspot.com/2023/04/wargames.html) โดยมีเรือรบจากกองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีน(PLAN: People's Liberation Army Navy) ตามคุ้มกันในระยะห่าง

เรืออเนกประสงค์ยกพลขึ้นบกขนาดใหญ่สนับสนุนการปฏิบัติการเรือดำน้ำ ร.ล.ช้าง(ลำที่๓) ได้เดินเรือมาถึงจุดนัดพบกับเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชุดเรือหลวงปัตตานี เรือหลวงนราธิวาส เมื่อวันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๖๖ เวลา ๑๓๐๐น. บริเวณใกล้เกาะ Hainan สาธารณรัฐประชาชนจีนในทะเลจีนใต้
เรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง ร.ล.นราธิวาสได้เดินเรือออกจากฐานทัพเรือสงขลา กองทัพเรือภาคที่๒ ทรภ.๒(2nd NAC: Second Naval Area Command) ทางใต้ของอ่าวไทยตั้งแต่วันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๖๖ โดยเดินเรือเป็นระยะทาง 1,273nmi นับเป็นการเดินทางไกลครั้งล่าสุดของเรือ

เรือ ตกก.ชุด ร.ล.ปัตตานี ๒ลำคือ ร.ล.ปัตตานี และ ร.ล.นราธิวาส เป็นเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชุดแรกของกองทัพเรือไทยที่สั่งสร้างจากบริษัท China Shipbuilding Trading Co., Ltd.(CSTC) จีนที่อู่เรือ Hudong-Zhonghua เข้าประจำการในปี พ.ศ.๒๕๔๘(2005) และ พ.ศ.๒๕๔๙(2006) ตามลำดับ
โดยติดตั้งระบบอาวุธและอุปกรณ์จากตะวันตกรวมถึง ระบบขับเคลื่อนเครื่องยนตร์ดีเซล MAN RUSTON 16 RK270 สองเครื่อง, ระบบอำนวยการรบ Atlas Elektronik COSYS, Radar ตรวจการณ์ผิวน้ำ Selex RAN-30 X/I และ radar ควบคุมการยิงและกล้อง optronic แบบ Rhienmetall TMX/EO,

ปืนเรือ OTO Melara 76/62 Super Rapid หนึ่งแท่นยิง, ปืนกล Denel GI-2 ขนาด 20mm สองแท่นยิง และปืนกลหนัก M2 .50caliber สองแท่นยิง เรือยังมีลานจอดและโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์ท้ายเรือรองรับ ฮ.ขนาดเฮลิคอปเตอร์ต่อต้านเรือผิวน้ำ ฮ.ตผ.๑ Super Lynx 300
เรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชุด ร.ล.ปัตตานี ยังมีชุดตรวจค้นและจับกุมเรือ(VBSS: Visit, Board, Search, and Seizure) ซึ่งในภารกิจการคุ้มกันเรืออู่ยกพลขึ้นบก ร.ล.ช้าง(ลำที่๓) ชุด VBSS พร้อมเรือยางท้องแข็ง(RHIB: Rigid Hull Inflatable Boat) ของ ร.ล.นราธิวาสจะเตรียมพร้อมตลอดเวลา

เมื่อเรือยกพลขึ้นบกอู่ ร.ล.ช้าง(ลำที่๓) เดินทางมาถึงอ่าวไทย ร.ล.นราธิวาสจะส่งมอบการคุ้มกันให้กองทัพเรือภาคที่๑ ทรภ.๑(1st NAC: First Naval Area Command) โดยมีเรือฟริเกตชุดเรือหลวงเจ้าพระยา เรือหลวงบางปะกง ให้การคุ้มกันร่วมกับเรือส่วนใหญ่ในทัพเรือภาคที่๑(https://aagth1.blogspot.com/2023/01/blog-post_03.html)
เรือหลวงช้าง(ลำที่๓) มีกำหนดจะเดินทางมาถึงท่าเรือจุกเสม็ด ฐานทัพเรือสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ไทยในวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๖๖ เวลา ๑๖๐๐น. โดยจะเปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมต้อนรับเรือ พร้อมกับผู้บัญชาการทหารเรือ และนายกรัฐมนตรีไทยและรัฐมนตรีกลาโหมไทย ที่จะร่วมพิธีต้อนรับเรือ

เรืออู่ยกพลขึ้นบกชั้น Type 071ET LPD(Landing Platform Dock) เรือหลวงช้าง(ลำที่๓) เป็นรุ่นส่งออกของเรืออู่ยกพลขึ้นบกชั้น Type 071 จีน จะถูกนำเข้าประจำการในกองเรือยกพลขึ้นบกและยุทธบริการ กยพ.(ACSSS: Amphibious and Combat Support Service Squadron) กองเรือยุทธการ กร.(RTF: Royal Thai Fleet) 
เมื่อมาถึงไทยแล้ว ร.ล.ช้าง(ลำที่๓) จะได้รับการติดตั้งระบบอำนวยการรบและอาวุธในไทย ขั้นต้นจะเป็นปืนกลหนัก M2 .50cal จำนวน ๔แท่นยิงสำหรับการป้องกันตัว และน่าจะติดปืนเรือ Leonardo 76/62 อิตาลี เช่นเดียวกับเรือยกพลขึ้นบกอู่ เรือหลวงอ่างทอง(ลำที่๓) ที่ประจำการอยู่แล้ว ๑ลำครับ 

วันเสาร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2566

ขั้นตอนการป้องกันเหตุเพลิงไหม้ของกองทัพเรือสหรัฐฯถูกตั้งคำถามเช่นกรณีเรืออู่ยกพลขึ้นบกบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ LHD-6 USS Bonhomme Richard

US Navy fire-safety processes questioned



The USN is not using lessons learned properly from fires like those aboard USS Bonhomme Richard , according to a government report. (US Navy)

กองทัพเรือสหรัฐฯ(USN: US Navy) จำเป็นที่จะต้องควบคุมงานให้ดีขึ้นจากบทเรียนที่ตนได้รับเพื่อป้องกันไฟไหม้บนเรือที่กำลังทำงานอยู่ ตามรายงานของสำนักงานตรวจสอบบัญชีความรับผิดชอบรัฐบาลสหรัฐฯ(GAO: Government Accountability Office)
"หน่วยงานต่างๆของกองทัพเรือสหรัฐฯรวบรวมและวิเคราะห์บทเรียนที่ได้รับจากเหตุไฟไหม้ผ่าขั้นตอนต่างๆจำนวนมาก" สำนักงานตรวจสอบบัญชีความรับผิดชอบรัฐบาลสหรัฐฯ GAO กล่าวในรายงานของตน 

รายงาน 'ไฟไหม้เรือกองทัพเรือ: ความพยายามอย่างต่อเนื่องที่จะปรับปรุงความปลอดภัยควรจะถูกเพิ่มขยายขึ้น'(Navy Ship Fires: Ongoing Efforts to Improve Safety Should Be Enhanced) ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2023 กล่าวต่อ
"อย่างไรก็ตามกองทัพเรือมีขั้นตอนสำหรับกระบวนการรวบรวม วิเคราะห์ และแบ่งปันบทเรียนที่ได้รับเหล่านี้อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ ผลที่ตามมากองทัพเรือสหรัฐฯได้สูญเสียการเรียนรู้บทเรียนเมื่อเวลาผ่านไป เช่นขั้นตอนที่เรือสามารถทำได้เพื่อป้องกันเพลิงไหม้"

และการสูญเสียการเรียนรู้บทเรียนสามารถแปลไปสู่การสูญเสียที่ใหญ่กว่า สำนักงานตรวจสอบบัญชีความรับผิดชอบรัฐบาลสหรัฐฯ GAO กล่าว
"กองทัพเรือสหรัฐฯรายงานในการประเมินความเสียหายมากกว่า $4 billion จากเหตุไฟไหม้ที่เกิดขึ้นบนเรือที่กำลังได้รับการดำเนินการซ่อมบำรุงตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2008 จนถึงเดือนธันวาคม 2022" GAO เสริม

กองทัพเรือสหรัฐฯยังได้สูญเสียเรือไปสองลำในช่วงเวลาดังกล่าวนี้ ที่น่าจดจำที่สุดคือกรณีเรือยกพลขึ้นบกจู่โจม(amphibious assault ship) เรืออู่ยกพลขึ้นบกบรรทุกเฮลิคอปเตอร์(LHD: Landing Helicopter Dock) LHD-6 USS Bonhomme Richard
ซึ่งถูกทำลายในเดือนกรกฎาคม 2020 ขณะที่เรือกำลังได้รับการซ่อมบำรุงรักษาด้านความพร้อมในฐานทัพเรือ San Diego(https://aagth1.blogspot.com/2020/12/lhd-6-uss-bonhomme-richard.html)

"เรือของกองทัพเรือสหรัฐฯที่กำลังได้รับการซ่อมบำรุงเผชิญหน้าความเสี่ยงสูงต่อเหตุเพลิงไหม้ ในส่วนนี้เนื่องจากการซ่อมทำสามารถก่อให้เกิดประกายไฟ หรือการเชื่อมในพื้นที่อับกับวัสดุไวไฟ"  GAO สหรัฐฯกล่าว 
มากไปกว่านั้น ตามรายงานการสอบสวนของกองบัญชาการกองเรือแปซิฟิก(USPACFLT: Pacific Fleet Command) กองทัพเรือสหรัฐฯที่เผยแพร่ในเดือนตุลาคม 2021 ยังบ่งชี้ว่าสาเหตุการเกิดเพลิงไหม้เหล่านี้เป็นสิ่งที่ "สามารถหลีกเลี่ยงได้"

ในเดือนธันวาคม 2021 กองบัญชาการระบบเรือทางทะเล(NAVSEA: Naval Sea Systems Command) กองทัพเรือสหรัฐฯได้จัดตั้งทีมการทำงานที่มุ่งเน้นการป้องกันเหตุเพลิงไหม้บนเรือและลดความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุบนพื้นฐานจากการสอบสวนเหตุเพลิงไหม้บนเรือต่างๆ
ตามที่การซ่อมเรือเพื่อให้กลับมาใช้งานใหม่ได้จะใช้วงเงินสูงถึงระหว่าง $2.5-$3.2 billion และใช้เวลาราว 5-7ปี เรืออู่ยกพลขึ้นบกบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ LHD-6 USS Bonhomme Richard ถูกปลดประจำการในเดือนเมษายน 2021 และตัวเรือถูกขายเพื่อแยกชิ้นส่วนที่ Brownsville มลรัฐ Texas ครับ

วันศุกร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2566

รัสเซียจะปลดประจำการเรือดำน้ำชั้น Lada ลำแรก B-585 Sankt Peterburg ก่อนกำหนด

Russian Navy Lada-class submarine Sankt Peterburg to be decommissioned early



The Russian Navy has opted to decommission instead of upgrade its lead Lada-class SSK Sankt Peterburg. (Erik Laursen)

กองทัพเรือรัสเซีย(Russian Navy, VMF) กำลังวางแผนที่จะปลดประจำการเรือดำน้ำโจมตีดีเซล-ไฟฟ้าชั้น Project 677 Lada SSKลำแรกของตน เรือดำน้ำ B-585 Sankt Peterburg
แทนที่จะเสร็จสิ้นโครงการปรับปรุงและเพิ่มความทันสมัย TASS สำนักข่าวของรัฐบาลสหพันธรัฐรัสเซียรายงานเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2023(https://aagth1.blogspot.com/2016/04/lada-2016.html)

ตามข้อมูลจากแหล่งข่าวไม่ระบุชื่อในภาคอุตสาหกรรมกลาโหมและการสร้างเรือรัสเซียที่อ้างถึงโดย TASS ข้อเสนอการปรับปรุงความทันสมัยของเรือนั้นมีค่าใช้จ่ายแพงอย่างสูงมากๆ
และกองทัพเรือรัสเซียได้ข้อสรุปว่างบประมาณที่ได้รับควรจะนำไปใช้ในการจัดซื้อเรือดำน้ำสร้างใหม่ดีกว่า(https://aagth1.blogspot.com/2020/02/blog-post_24.html)

เรือดำน้ำ B-585 Sankt Peterburg ถูกวางกระดูกงูเรือที่อู่เรือ Admiralty Shipyards ในมหานคร St Petersburg ในเดือนธันวาคม 1997 และปล่อยเรือลงน้ำในเดือนตุลาคม 2004
ตั้งแต่ที่เรือเข้าประจำการในปี 2010 เรือได้มีส่วนในกิจกรรมการทดลองเรือหลายครั้งกับกองเรือทะเลเหนือ(Northern Fleet) ที่มีกำหนดจะเสร็จสิ้นในปี 2017 แม้ว่ารายงานต่างๆจะให้ข้อสังเกตว่าเรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้น

ในเดือนเมษายน 2020 เรือดำน้ำ Sankt Peterburg มาถึงที่อู่เรือ Kronstadt Marine Plant สำหรับโครงการการปรับปรุงความทันสมัยซึ่งตอนนี้ได้ถูกยกเลิกแล้ว
โดยมีจุดประสงค์เพื่อทดแทนเรือดำน้ำโจมตีดีเซล-ไฟฟ้าชั้น Project 877 Kilo/Project 636.3 Improved Kilo ที่ประจำการและมีสายการผลิตมายาวนาน(https://aagth1.blogspot.com/2022/07/sea-shield-2022.html)

เรือดำน้ำโจมตีดีเซล-ไฟฟ้าชั้น Project 677 Lada มีความยาวเรือเพียง 67mm และมีระวางขับน้ำที่เพียง 1,765tonnes เรือดำน้ำชั้น Lada ติดตั้งท่อยิง torpedo หนักขนาด 533mm หกท่อยิง และบรรทุก torpedo ได้ถึง 18นัด
เรือดำน้ำชั้น Lada มีขีดความสามารถในการดำลงใต้น้ำได้ลึกสุดที่ 300m โดยมีความเร็วใต้น้ำสูงสุดที่ 21knots และระยะเวลาปฏิบัติการสูงสุดที่ 45วัน

เรือดำน้ำชั้น Lada ลำที่สอง เรือดำน้ำ B-586 Kronshtadt ถูกวางกระดูกงูเรือในเดือนกรกฎาคม 2005 และปล่อยเรือลงน้ำในเดือนกันยายน 2018(https://aagth1.blogspot.com/2018/09/lada-b-586-kronshtadt.html)
เรือดำน้ำชั้น Lada ลำที่สาม เรือดำน้ำ B-587 Velikie Luki ถูกวางกระดูกงูเรือในเดือนมีนาคม 2015 และปล่อยเรือลงน้ำในเดือนธันวาคม 2022(https://aagth1.blogspot.com/2022/12/lada-b-587-velikie-luki.html)

อู่เรือ Admiralty Shipyards ในเครือ United Shipbuilding Corporation(USC) กลุ่มรัฐวิสาหกิจอุตสาหกรรมการสร้างเรือของรัสเซีย เป็นผู้สร้างเรือดำน้ำโจมตีดีเซล-ไฟฟ้าชั้น Project 677 Lada เพียงรายเดียว
อู่เรือ Admiralty Shipyards ยังได้รับการสั่งสร้างเรือดำน้ำชั้น Lada เพิ่มอีกสามลำ โดยเรือดำน้ำ Vologda และเรือดำน้ำ Yaroslavl ทั้งสองลำได้รับการวางกระดูกงูเรือพร้อมกันในเดือนมิถุนายน 2022 ครับ

วันพฤหัสบดีที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2566

สหรัฐฯจะปลดประจำการเรือบรรทุกเครื่องบินชั้น Nimitz สองลำและขายเรือรบ LCS ชั้น Independence สองลำให้ต่างประเทศ

Navy to Decommission 2 Carriers in a Row, 2 LCS Set for Foreign Sales, Says Long Range Shipbuilding Plan
USS Nimitz (CVN-68) leaves port on Dec. 3, 2022. US Navy Photo

USS Dwight D. Eisenhower (CVN-69) returns to Naval Station Norfolk, Jul. 18, 2021. US Navy Photo

The hulk of former Enterprise (CVN-65) on Aug. 26, 2022. USNI News Photo

Independence-variant littoral combat ship USS Jackson (LCS-6) pierside in Guam. US Navy Photo

กองทัพเรือสหรัฐฯ(USN: US Navy) จะปลดประจำการเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ชั้น Nimitz สองลำอย่างต่อเนื่อง และเรือ Littoral Combat Ship(LCS) ชั้น Independence สองลำจะปลดประจำการ
และขายให้ต่างประเทศในรูปแบบ foreign military sale(FMS)(https://aagth1.blogspot.com/2021/07/lcs-independence-lcs-2-uss-independence.html) ตามแผนการสร้างเรือพิสัยไกลของกองทัพเรือสหรัฐฯ

ตามแผนการยืดอายุการใช้งาน 13เดือน เรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ CVN-68 USS Nimitz ที่ประจำการมานาน 48ปี จะถูกปลดประจำการจากกองทัพเรือสหรัฐฯในปี 2026 ช้าลงหนึ่งจากแผนในปี 2022(https://aagth1.blogspot.com/2022/04/cvn-68-uss-nimitz-2025.html)
เรือบรรทุกเครื่องบิน USS Nimitz ที่ขึ้นระวางประจำการในปี 1975 ถูกสร้างสำหรับใช้งานเป็นเวลา 50ปี และการยืดอายุจะรีดเค้นให้เรือบรรทุกเครื่องบินชั้น Nimitz ลำแรกสามารถวางกำลังได้เพิ่มอีกอย่างน้อยหนึ่งครั้ง

ในแถลงการณ์วันที่ 18 เมษายน 2023 ต่อ USNI News กองทัพเรือสหรัฐฯกล่าวว่า แผนของตนจะยืดอายุเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Nimitz ในฐานะส่วนหนึ่งของการบำรุงรักษาความพร้อม 5เดือนครึ่งที่จะทำให้เรือประจำการได้จนถึงเดือนพฤษภาคม 2026
"คาดว่าค่าใช้จ่ายทั้งหมดในช่วงที่เรืออยู่ในอู่เรือคือ $200 million ในการร้องของบประมาณในปัจจุบัน การคาดการณ์การยื่นของบประมาณช่วงสนับสนุนได้ถูกคำนวณสำหรับค่าใช้จ่ายที่สั้นกว่า 60วัน ทำสามารถปฏิยัติการได้เพิ่มขึ้นจากการปลดประจำการเดิมในเดือนเมษายน 2025
ดังนั้นการแทนที่กำหนดการเดิมในช่วงอู่เรือจะเป็นขอบเขตระยะเวลาที่เหมาะสม 5-1/2เดือน เป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมต่อกองทัพเรือสหรัฐฯประมาณ $90 million สำหรับ(การยืดอายุการใช้งาน)" แถลงการณ์กล่าว

หลังการวางกำลังครั้งสุดท้ายของเรือ เรือบรรทุกเครื่องบิน CVN-68 USS Nimitz จะเดินทางไปยังอู่เรือ Newport News Shipbuilding ของบริษัท Huntington Ingalls Industries(HII) สหรัฐฯ เพื่อจะเริ่มต้นกระบวนการเลิกการใช้งานเรือ(deactivation) ที่อู่เรือ Virginia
การปลดประจำการเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Nimitz จะมีขึ้นตามหลังเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ CVN-65 USS Enterprise ซึ่งปลดประจำการในปี 2012(https://aagth1.blogspot.com/2017/02/cvn-65-uss-enterprise.html)

ตั้งแต่ทศวรรษปี 2010s อู่เรือ Newport News ได้รับบทบาทเป็นที่จอดตัวเรือของ USS Enterprise เรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ของกองทัพเรือสหรัฐฯ หลังจากเรือถูกถอดแกนของเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ 8เครื่องของเรือ
การเลิกใช้งานเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ชั้น Nimitz ซึ่งมีเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์เพียง 2เครื่องน่าจะเป็นงานที่ง่ายกว่า " USS Enterprise และ USS Nimitz เหมือนกันที่เรือมีขนาดใหญ่ เรือที่ใช้มาอย่างสมบุกสมบันนี้ประกอบด้วยวัสดุที่เป็นอันตรายต่างๆในระดับต่ำ
อย่างไรก็ตามเรือเหล่านี้พิจารณาได้ว่ามีการออกแบบที่ต่างกัน การเข้าถึงที่จะเลิกการทำงานจะสะท้อนความแตกต่างเหล่านี้" Jamie Koehler โฆษกกองบัญชาการระบบเรือทางทะเล(NAVSEA: Naval Sea Systems Command) กล่าวกับ Breaking Defense

อู่เรือ Newport News มีประสบการณ์การยืดอายุตัวเรือบรรทุกเครื่องบินชั้น Nimitz ในฐานะส่วนหนึ่งของการเติมเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ครึ่งอายุการใช้งาน และดำเนินการซ่อมทำใหญ่ของเรือ
"ทีม Newport News Shipbuilding ของเรามีประสบการณ์ในการเลิกการทำงานและถอดเชื้อเพลิงเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ เรามองไปข้างหน้าที่จะยกระดับความเชี่ยวชาญและความสัมพันธ์ทางอุตสาหกรรมของเราต่อทีมกับกองทัพเรือสหรัฐฯ
เกี่ยวกับการเตรียมการการถอดถอนเชื้อเพลิงนิวเคลียร์และเลิกการใช้งานของเรือบรรทุกเครื่องบิน CVN-68 USS Nimitz" Todd Corillo โฆษกของบริษัท HII กล่าวในแถลงการณ์ต่อ USNI News

เรือบรรทุกเครื่องบิน USS Nimitz จะลบระยะห่างที่มีมายาวนานหลายปีระหว่างเรือ USS Nimitz กับเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ชั้น Nimitz ลำที่สอง เรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ CVN-69 USS Dwight D. Eisenhower ตามแผนที่วางไว้
โดยปราศจากการยืดอายุการใช้งานเช่นเดียวกัน เรือบรรทุกเครื่องบิน CVN-69 USS Dwight D. Eisenhower(Ike) จะปลดประจำการในปี 2027 และน่าจะถูกนำมาจอดร่วมกับ USS Nimitz ที่อู่เรือ Newport News ควบคู่ไปกับเรือบรรทุกเครื่องบินชั้น Nimitz อย่างน้อย 1ลำหรือ 2ลำที่ซ่อมทำใหญ่
และเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ชั้น Gerald R. Ford ใหม่สองลำ เรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ CVN-80 USS Enterprise และเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ CVN-81 USS Doris Miller ที่กำลังสร้างที่อู่เรือ Virginia(https://aagth1.blogspot.com/2021/11/cvn.html) 

ยังรวมอยู่ในแผนการสร้างเรือพิสัยไกล กองทัพเรือสหรัฐฯประกาศความชัดเจนในชะตากรรมของเรือ LCS ชั้น Independence สองลำที่กองทัพเรือสหรัฐฯต้องการจะปลดประจำการก่อนหน้าอายุการใช้งานที่วางไว้ 25ปีของเรือ
เรือ LCS-6 USS Jackson(https://aagth1.blogspot.com/2022/05/carat-2022.html) และเรือ LCS-8 USS Montgomery ที่ขึ้นระวางประจำการในปี 2015 และ 2016 ตามลำดับ ขณะนี้ถูกทำเครื่องหมายสำหรับการขาย FMS แก่ต่างประเทศในฐานะส่วนหนึ่งของแผนการปลดประจำการเรือ

กองทัพเรือสหรัฐฯกล่าวว่าการมุ้นเน้นให้เรือ LCS ชั้น Independence ในการทำภารกิจการต่อต้านทุ่นระเบิด(mine countermeasure) หมายความว่ากองทัพเรือสหรัฐฯต้องการเรือชั้นนี้ที่เพียง 15ลำ
"LCS-6 และ LCS-8 เดิมถูกกำหนดเป็นเรือสงครามเรือผิวน้ำ(surface warfare) อย่างไรก็ตาม(งบประมาณปี 2023) ได้จัดตั้งโครงการ LCS ใหม่ที่จะมีเรือ LCS ชั้น Freedom เพียง 6ลำที่อุทิศให้(สงครามผิวน้ำ)(https://aagth1.blogspot.com/2021/10/lcs-freedom-lcs-1-uss-freedom.html)
การอุทิศเรือ LCS แต่ละชั้นให้กับภารกิจเฉพาะทำให้สามารถกำหนดรูปแบบตัวเรือและพื้นที่ให้ความสนใจของกองเรือที่จะวางตำแหน่ง, ไม่ซับซ้อน และคล่องตัวในการจัดกำลังพล, การฝึก และการดำรงสภาพ" รายงานระบุ

"เรือ LCS ชั้น Independence ทั้งหมดที่มี 17ลำ ส่วนหนึ่งจะถูกปลดประจำการจากกองทัพเรือสหรัฐฯโดยที่สองลำของเรือเหล่านี้เป็นส่วนเกินต่อการสนับสนุนที่จำเป็นในการจัดรูปแบบภารกิจที่ผิดพลาด 
ด้วยเหตุนี้เรือชั้น Independence ที่อายุมากที่สุดสองลำได้รับการวางแผนเพื่อปลดประจำการในปีงบประมาณ 2024 นอกจากนี้เรือเหล่านี้ไม่มีลำใดที่เสร็จสิ้นการปรับปรุงอำนาจการสังหารและความอยู่รอด" รายงานกล่าวต่อ
ขณะที่กองทัพเรือสหรัฐฯได้มุ่งมั่นต่อแผนการปลดประจำการที่รวมอยู่ในแผนการสร้างเรือพิสัยไกล ส่วนที่เหลือของรายงานโดยการอนุญาติเข้าถึงได้ของกองทัพเรือสหรัฐฯ ให้ภาพที่ไม่สมบูรณ์ของแผนการสร้างเรือในอนาคตของกองทัพเรือสหรัฐฯ

"กองทัพเรือสหรัฐฯกำลังดำเนินการประเมินกำลังเรือรบและรายงานความต้องการ(BFSAR: Battle Force Ship Assessment and Requirement Report) ที่นำมาใช้ในการอนุมัติการวางแผนสถานการณ์กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ
สำหรับยุทธศาสตร์กลาโหมแห่งชาติ 2022(NDS: National Defense Strategy) การวิเคราะห์นี้จะยังไม่เสร็จสิ้นจนถึงเดือนมิถุนายน 2023 และไม่ได้ถูกแจ้งในรายงานนี้ 
ยุทธศาสตร์กลาโหมแห่งชาติ NDS 2022 จะขับเคลื่อนการวิเคราะห์ BFSAR จะถูกแจ้งในแผนการสร้างเรือประจำปีงบประมาณ 2025" ตามจดหมายจากรัฐมนตรีทบวงกองทัพเรือสหรัฐฯ Carlos Del Toro ประกอบรายงานต่อสภา Congress สหรัฐฯครับ

วันพุธที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2566

เรืออู่ยกพลขึ้นบก Type 071ET LPD เรือหลวงช้างกองทัพเรือไทยออกจาก Shanghai จีนเพื่อกลับไทย
















Commander-in-chief of Royal Thai Navy (RTN) Admiral Choengchai Chomchoengpaet was attended to Farewell Ceremony for Type 071ET Landing Platform Dock (LPD) "LPD-792 HTMS Chang(III)" was depart from Hudong-Zhonghua shipyard pier in Shanghai, China on 18 April 2023 at local time 0729h and is scheduled to arrive in Chuk Samet Pier, Sattahip Naval Base, Chonburi Province, Thailand on 25 April 2023 around local time 1500h. (Royal Thai Navy)





ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธานในพิธีส่งเรือหลวงช้าง เดินทางกลับประเทศไทย
วันที่ 18 เมษายน 2566  เวลา 07.29 น.  พลเรือเอก เชิงชาย ชมเชิงแพทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ และนางจตุพร ชมเชิงแพทย์ นายกสมาคมภริยาทหารเรือ  พลเรือเอก เถลิงศักดิ์ ศิริสวัสดิ์  รองผู้บัญชาการทหารเรือ ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารโครงการฯ และภริยา 
พร้อมด้วยคณะนายทหารชั้นผู้ใหญ่และคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ โครงการจัดหาเรืออเนกประสงค์ยกพลขึ้นบกขนาดใหญ่(เรือหลวงช้าง) รวมทั้งเจ้าหน้าที่ระดับสูงของบริษัท China Shipbuilding Trading จำกัด 
ได้มาร่วมในพิธีส่ง เรือหลวงช้าง  ออกเดินทางกลับสู่ประเทศไทย ณ ท่าเทียบเรืออู่หูตงจงหัว เมืองเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน  
โดยมีกำหนดเดินทางถึงท่าเรือจุกเสม็ด ฐานทัพเรือสัตหีบ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ในวันที่ 25 เมษายน 2566 เวลา 15.00 น. ซึ่งกองทัพเรือจะได้จัดให้มีพิธีต้อนรับ ต่อไป

เนื่องด้วยวันที่ 18 เมษายน 2566 กองทัพเรือได้มีพิธีส่งเรือหลวงช้างเดินทางกลับประเทศไทย โดย พลเรือเอก เชิงชาย ชมเชิงแพทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือและภริยาเป็นประธานในพิธี 
ซึ่งเรือหลวงช้างจะเดินทางมาถึงประเทศไทยในวันที่ 25 เมษายน 2566 เวลา 15:00 น. ขอเชิญชวนประชาชนร่วมให้การต้อนรับเรือหลวงช้าง ตามวันเวลาดังกล่าว ณ ท่าเรือจุกเสม็ดอำเภอสัตหีบจังหวัดชลบุรี

พล.ร.อ.เชิงชาย ชมเชิงแพทย์ ผบ.ทร. ให้ความสำคัญต่อกำลังพลในส่วนของพลทหาร “น้องเล็กแห่งราชนาวีไทย” ทั้ง 34 นาย ที่เป็นกำลังพลรับเรือ เรือหลวงช้าง 
โดยหลังจากที่ได้มีการเตรียมความพร้อมทั้งร่างกายและความรู้ เขาเหล่านี้กำลังจะปฏิบัติหน้าที่จริง ในตำแหน่งพลลูกมือตามสายงานของตน ไม่ว่าจะเป็นแผนกอาวุธ แผนกเดินเรือ แผนกช่างกล และ แผนกพลาธิการ ในการนำเรือหลวงช้างกลับจากสาธารณรัฐประชาชนจีน สู่มาตุภูมิ 
โดย ผบ.ทร.ได้มีโอกาสพบปะ พูดคุย สอบถามความรู้สึกของการที่ได้รับการคัดเลือกมาเป็นกำลังพลรับเรือในต่างประเทศ ซึ่งทุกนายต่างมีความรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของราชนาวีในการมาปฏิบัติราชการนอกประเทศในครั้งนี้ 
และในโอกาสที่มีการรับมอบเรืออย่างเป็นทางการในวันที่17 เมษายน 2566 ผบ.ทร.ได้ให้โอวาทกับกำลังพลทั้ง 34 นาย ความว่า
"การที่พวกเราได้รับการคัดเลือกมาเป็นกำลังพลเรือหลวงช้างและเดินทางมารับเรือ ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน ทุกคนคงจะมีความภาคภูมิใจและขอให้จดจำไปตลอดชีวิตว่าครั้งหนึ่งเราได้เป็นกำลังพลของเรือหลวงช้าง ในการมารับราชการกับกองทัพเรือในครั้งนี้ 
ซึ่งหวังว่าทุกคนจะได้ประสบการณ์และได้มีโอกาสนำประสบการณ์เหล่านี้กลับไปถ่ายทอดสู่ครอบครัวและเพื่อนฝูง ขอขอบคุณทุกคนที่มาปฏิบัติหน้าที่ต้องจากครอบครัว ต้องเสียสละเพื่อเป็นกำลังพลรับเรือ ขอให้ทุกคนปฏิบัติงานด้วยความปลอดภัย" 
ซึ่งเป็นประสบการณ์อันหาได้ยากของพลทหาร ที่ได้ก้าวเข้ามาเป็นรั้วของชาติในการรับใช้ประชาชน และกองทัพเรือ เพื่อให้เป็นกองทัพเรือที่ประชาชนเชื่อมั่นและภาคภูมิใจ 

เรือยกพลขึ้นบกขนาดใหญ่ เรือหลวงช้าง(ลำที่๓) กองทัพเรือไทย(RTN: Royal Thai Navy) ได้ออกเรือจากท่าเทียบเรืออู่เรือ Hudong-Zhonghua Shipbuilding Group(HZ) ใกล้มหานคร Shanghai สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ ๑๘ เมษายน พ.ศ.๒๕๖๖(2023) เวลา 0729น. ตามเวลาท้องถิ่น
พิธีส่งเรือของเรือหลวงช้างลำใหม่ โดยมีผู้บัญชาการทหารเรือไทย พลเรือเอก เชิงชาย ชมเชิงแพทย์ ร่วมพิธีเป็นเวลาหนึ่งวันหลังพิธีรับมอบเรือมีขึ้น ณ อู่เรือ Hudong-Zhonghua เช่นเดียวกันเมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน พ.ศ.๒๕๖๖(https://aagth1.blogspot.com/2023/04/type-071et-lpd.html)

เหตุการณ์สำคัญของโครงการจัดหาเรืออเนกประสงค์ยกพลขึ้นบกขนาดใหญ่สนับสนุนการปฏิบัติการเรือดำน้ำ ร.ล.ช้าง(ลำที่๓) ตั้งแต่ลงนามสัญญาจัดหากับจีนเมื่อวันที่ ๙ กันยายน พ.ศ.๒๕๖๒(2019) เป็นวงเงินราว ๖,๑๐๐,๐๐๐,๐๐๐บาท($200 million)(https://aagth1.blogspot.com/2019/09/type-071e-lpd.html)
เรือถูกนำออกจากอู่แห้งของอู่เรือ HZ เมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๖๔(2021)(https://aagth1.blogspot.com/2021/12/type-071e-lpd.html) เสร็จสิ้นการทดลองเรือในทะเลในต้นเดือนธันวาคม พ.ศ.๒๕๖๕(2022)(https://aagth1.blogspot.com/2022/12/type-071e-lpd.html) 

มีพิธีปล่อยเรือลงน้ำอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ ๔ มกราคม พ.ศ.๒๕๖๖(https://aagth1.blogspot.com/2023/01/type-071e-lpd.html) และมีพิธีลงนามเอกสารการรับมอบเรือเมื่อวันที่ ๙ เมษายน พ.ศ.๒๕๖๖(https://aagth1.blogspot.com/2023/04/type-071e-lpd.html) รวมระยะเวลาราว ๔ปี
เรืออู่ยกพลขึ้นบกชั้น Type 071ET LPD(Landing Platform Dock) เรือหลวงช้าง(ลำที่๓) มีพื้นฐานแบบเรือจากเรืออู่ยกพลขึ้นบกชั้น Type 071 ที่ประจำการกองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีน(PLAN: People's Liberation Army Navy) โดยมีกองทัพเรือไทยเป็นลูกค้าส่งออกรายแรก

เรือยกพลขึ้นบกอู่เรือหลวงช้าง(ลำที่๓) ที่มีเฉพาะเครื่องยนต์และระบบการนำร่องเดินเรือพื้นฐาน จะเดินทางผ่านเดินทางผ่านช่องแคบไต้หวัน(https://aagth1.blogspot.com/2023/04/wargames.html) ในลักษณะการผ่านโดยสุจริต(Innocent passage) โดยจีนจะส่งเรือรบตามคุ้มกันในระยะห่าง
ร.ล.ช้าง(ลำที่๓) มีกำหนดจะเดินทางมาถึงท่าเรือจุกเสม็ด ฐานทัพเรือสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ไทยในวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๖๖ เวลา ๑๕๐๐น. นอกจากจะเปิดให้ประชาชนร่วมต้อนรับเรือ นายกรัฐมนตรีไทยและรัฐมนตรีกลาโหมไทย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีรายงานว่าจะเข้าร่วมพิธีต้อนรับเรือด้วย

เรือยกพลขึ้นบกอู่ ร.ล.ช้าง(ลำที่๓) จะถูกนำเข้าประจำการในกองเรือยกพลขึ้นบกและยุทธบริการ กยพ.(ACSSS: Amphibious and Combat Support Service Squadron) กองเรือยุทธการ กร.(RTF: Royal Thai Fleet) เสริมกับเรือยกพลขึ้นบกอู่ เรือหลวงอ่างทอง(ลำที่๓) ที่ประจำการอยู่แล้ว ๑ลำ
โดย ร.ล.ช้าง ที่ถูกสร้างขึ้นตามความต้องการของกองทัพเรือไทยจะได้รับการติดตั้งระบบอำนวยการรบและอาวุธในไทย อาวุธที่จะติดขั้นต้นจะเป็นปืนกลหนัก M2 .50cal จำนวน ๔แท่นยิงสำหรับการป้องกันตัว และน่าจะติดปืนเรือ Leonardo 76/62 อิตาลี เช่นเดียวกับ ร.ล.อ่างทอง(ลำที่๓) ครับ