วันพุธที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

วิเคราะห์กองทัพไทยเข้าแข่งขันพลซุ่มยิง Sniper Frontier 2017 ใน Army Games 2017

Sniper Frontier 2017
http://armygames2017.mil.ru/sniper_frontier_en

Countries participating in the International Army Games 2017
http://armygames2017.mil.ru/countries_participants_en

Royal Thai Army SR-25 Sniper Rifle

Royal Thai Navy SEAL's Sniper Rifle include SR-25 7.62x51mm NATO, Barrett M98B .338 Lapua Magnum(8.58x70mm) and Barrett M95 .50 BMG(12.7x99mm)(https://www.facebook.com/Combat-Zones-226312960785639/)

การแข่งขันทางทหารนานาชาติ International Army Games 2017 ระหว่างวันที่ ๒๙ กรกฎาคม-๑๒ สิงหาคม ซึ่งริเริ่มโดยกระทรวงกลาโหมรัสเซียและกองทัพรัสเซีย ซึ่งปีนี้มีการจัดหลายประเภทการแข่งขันในหลายพื้นที่ของหลายประเทศทั้งใน รัสเซีย จีน และคาซัคสถาน เป็นต้นนั้น
มีเรื่องน่าสนใจที่ทางกระทรวงกลาโหมและกองทัพไทยดูจะยังไม่ได้ประชาสัมพันธ์เผยแพร่ให้ทราบโดยทั่วไปคือ กองทัพไทยได้ส่งตัวแทนเข้าแข่งขันทางทหาร Army Games 2017 ปีนี้เป็นปีแรกในประเภทการแข่งพลซุ่มยิง Sniper Frontier 2017 
ซึ่งกองทัพไทยเป็นหนึ่งในสองชาติกลุ่มประเทศ ASEAN ที่เข้าแข่งขัน International Army Games 2017 โดยอีกประเทศคือ กองทัพประชาชนลาว ที่จะเข้าการแข่งขันรถถังนานาชาติ Tank Biathlon 2017
(ทหารรถถังลาวได้มีการฝึกกับรถถังหลัก T-72 ที่รัสเซียแล้ว โดยการแข่งรอบแรกลาวอยู่กลุ่มที่๑ รวมกับ แองโกลา ทาจิกิสถาน และยูกันดา ซึ่งต่างใช้ T-72B3 ที่ยืมจากรัสเซียเหมือนหลายชาติที่ลงแข่ง)

การแข่งขันพลซุ่มยิงนานาชาติ Sniper Frontier 2017 จะจัดขึ้นที่สนามฝึกใช้อาวุธ Gvardeisky ของกองทัพคาซัคสถานใน Otar คาซัคสถาน มีรายชื่อประเทศที่เข้าร่วมการแข่งขันดังนี้คือ
รัสเซีย, คาซัคสถาน, จีน, เวเนซุเอลา, เบลารุส, อิหร่าน, อาเซอร์ไบจาน, ซิมบับเว, อาร์มีเนีย, อุซเบกิสถาน, มองโกเลีย, อินเดีย, คีร์กีซสถาน, กรีซ, ซาอุดิอาระเบีย, ซีเรีย, แอฟริกาใต้ และไทย
ซึ่งประเทศที่เข้าแข่งขันเกือบทั้งหมดจะใช้ปืนเล็กยาวซุ่มยิงกึ่งอัตโนมัติ Dragunov SVDM ขนาด 7.62x54Rmm ซึ่งเป็นอาวุธประจำกายนักแม่นปืนที่ประกอบกำลังในหน่วยทหารราบรัสเซีย
แต่บางประเทศจะนำปืนซุ่มยิงที่มีประจำการในกองทัพตนมาใช้ในการแข่ง เช่น จีน(อาจจะเป็นปืนเล็กยาวซุ่มยิง Type 85 หรือรุ่นใหม่กว่า), กรีซซึ่งเป็นชาติ NATO เดียวในการแข่ง และไทยที่มีข้อมูลว่าน่าจะใช้ปืนเล็กยาวซุ่มยิง SR-25 หรือ M110 SASS ในการแข่ง

ผู้เข้าแข่งขันจะเป็นทีม ๑๑นาย ประกอบด้วยหัวหน้าทีม ๑นาย, รองหัวหน้าทีม(ผู้ตัดสิน) ๑นาย, ผู้ฝึกสอน(Team Coach) ๑นาย และชุดพลซุ่มยิง ๔คู่ยิงรวม ๘นาย
ในส่วนของกองทัพไทยนั้นไม่ทราบว่าจะจัดชุดจาก กองทัพบก(Royal Thai Army), กองทัพเรือ(Royal Thai Navy), กองทัพอากาศ(Royal Thai Air Force) หริอสามเหล่าทัพรวมกัน โดยแต่ละเหล่าทัพของไทยมีหน่วยรบพิเศษที่มีพลซุ่มยิงในหน่วย
การแข่งจะเป็นในส่วนระดับแต่ละบุคคล, การแข่งเป็นคู่ชุดพลซุ่มยิง และการแข่งขันเป็นทีม โดยอาวุธที่ใช้ในการแข่งตามมาตราฐานกลุ่มประเทศพันธมิตรรัสเซียประกอบด้วย
๑.ปืนเล็กยาวซุ่มยิง SDV 7.62mm พร้อมกล้องเล็งกลางวันและกลางคืน ๒.ปืนพก Makarov 9x18mm ๓.ลูกระเบิดขว้างฝึก RGD-5(เข้าใจว่ากองทัพไทยจะใช้ปืนซุ่มยิงและปืนพกของตนเอง)

การแข่งในสนามยิงระยะ 1km จะประกอบด้วย

ด่านบุคคล STAGE1

สนามวงรอบ
๑.ยืนยิงเป้าหมายวงกลมสามเป้าหมายในระยะ 25m ด้วยปืนพกกระสุน ๓นัด
๒.นอนยิงเป้าหมายบุคคลครึ่งตัว(หัว-อก)สามเป้าในระยะ 300m ด้วยปืนซุ่มยิงกระสุน ๓นัด
๓.ทำลายเป้าหมายบุคคลเต็มตัวในระยะ 25m ด้วยลูกระเบิดขว้าง ๒ลูก

ทดสอบสมรรถนะการยิง
นอนยิงเป้าหมายบุคคลครึ่งตัว(หัว-อก)หนึ่งเป้าในระยะ 300m ด้วยปืนซุ่มยิงกระสุน ๑๐นัดต่อเนื่องจนกระสุนหมด

ทดสอบการตั้งรับ ในท่านอนยิงด้วยปืนซุ่มยิงกระสุน ๑๐นัดต่อเนื่องจนกระสุนหมด
๑.ยิงเป้าหมายรูปพลปืนกลเบาในระยะ 700-800m ๒๐คะแนน
๒.ยิงป้าหมายบุคคลเต็มตัวในระยะ 500-600m ๑๕คะแนน
๓.ยิงเป้าหมายบุคคลครึ่งตัว(หัว-อก)ในระยะ 300-400m ๑๐คะแนน

ทดสอบการรุก ด้วยปืนซุ่มยิงกระสุน ๑๐นัดต่อเนื่องจนกระสุนหมด
๑.ยิงเป้าหมายรูปพลปืนกลเบาในระยะ 300-400m ด้วยท่ายืนยิง ๑๐คะแนน
๒.ยิงเป้าหมายบุคคลเต็มตัวในระยะ 700-800m ด้วยท่านอนยิง ๒๐คะแนน
๓.ยิงเป้าหมายบุคคลครึ่งตัว(หัว-อก)ในระยะ 500-600m ด้วยท่าคุกเข่ายิง ๑๕คะแนน

ทดสอบการยิงกลางคืน ในท่านอนยิงด้วยปืนซุ่มยิงกระสุน ๑๐นัดต่อเนื่องจนกระสุนหมด
๑.ยิงเป้าหมายรูปพลปืนกลเบาในระยะ 500-600m ๒๐คะแนน
๒.ยิงป้าหมายบุคคลเต็มตัวในระยะ 300-400m ๑๕คะแนน
๓.ยิงเป้าหมายบุคคลครึ่งตัว(หัว-อก)ในระยะ 200-250m ๑๐คะแนน

ด่านคู่ยิง STAGE2

เป้าอากาศยาน ด้วยปืนซุ่มยิงกระสุน ๑๐นัดต่อเนื่องจนกระสุนหมด
๑.ยิงเป้า UAV ในระยะ 150-200m ด้วยท่านอนยิง ๒๐คะแนน
๒.ยิงเป้าภาพเงาหัวในระยะ 200-300m ด้วยท่านอนยิง ๑๕คะแนน
๓.ยิงป้าหมายบุคคลเต็มตัวในระยะ 500-600m ด้วยท่านอนยิง ๑๐คะแนน

การค้นหาและทำลาย 
ยิงเป้าภาพเงาหัวสามเป้าในระยะ 300-600m ด้วยปืนซุ่มยิงกระสุน ๑๐นัดต่อเนื่องจนกระสุนหมดในท่านอนยิง เป้าละ ๑๐คะแนน

การยิงพิเศษ
ยิงหัวเป้าผู้ก่อการร้ายห้าเป้าที่ซ่อนในกลุ่มเป้าตัวประกัน ด้วยปืนซุ่มยิงกระสุน ๕นัดต่อเนื่องจนกระสุนหมดในท่านอนยิง
๕คะแนน สำหรับ ๑เป้า ผกก., ๑๐คะแนน สำหรับ ๒เป้า ผกก., ๑๕คะแนน สำหรับ ๓เป้า ผกก., ๒๐คะแนน สำหรับ ๔เป้า ผกก. และ ๒๕คะแนน สำหรับ ๕เป้า ผกก.
ถ้ายิงถูกเป้าตัวประกัน ตัด-๒๕คะแนน

การยิงด้วยการปรับเล็งเฉพาะจุด
ยิงเป้าหมายบุคคลครึ่งตัว(หัว-อก)ในระยะ 400-800m ด้วยปืนซุ่มยิงกระสุน ๙นัดต่อเนื่องจนกระสุนหมดในท่านอนยิง ๑๐คะแนสำหรับเป้าหมายแต่ละจุด

ด่านทีมยิง STAGE3

ชุดพลซุ่มยิง ๓คู่ยิง(สำรอง ๑คู่ยิง) ยิงเป้าหมายโดย
๑.วิ่งผ่านสนาม obstacles ๔สถานีประกอบด้วย กำแพงและกำแพงมีช่องผ่าน, รั้วลวดหนาม, สนามเพลาะ และอุโมงค์ลวดหนาม 
๒.ยิงเป้าหมายประกอบด้วย
-ยิงปืนพกโดยกำลังพลนายแรกของคู่ยิง
-ยิงปืนซุ่มยิงโดยกำลังพลนายที่สองของคู่ยิง
-ขว้างลูกระเบิดขว้างโดยกำลังพลนายใดนายหนึ่งในคู่ยิง
๓.หลังยิงตรวจสอบอาวุธรายงานผู้ตัดสินในทีม
๔.วิ่งผ่านสนาม obstacles ๔สถานีประกอบด้วย กำแพงล้อยางรถยนต์, บันไดเอียง, ล้อยางรถยนต์วิบาก และเคลื่อนย้ายกล่องกระสุน
๕.เมื่อคู่ยิงแรกผ่านจบสนาม ชุดคู่ยิงที่สองจะเข้าสานามผ่านด่านต่างตามลำดับจนจบ แล้วตามด้วยคู่ยิงที่สาม

อย่างไรก็จากการที่ได้ติดตามการแข่งประเภทต่างๆใน International Army Games 2016 ปีที่แล้วนั้น ต้องขอเรียนตามตรงว่าคงจะคาดหวังไม่ได้ว่าทีมแข่งพลซุ่มยิงของไทยจะสามารถทำคะแนนได้ดีจนเข้ารอบลึกๆหรืออยู่ในอันดับต้นๆได้
เพราะว่ากันตามตรงการแข่งขันทางทหารนี้ก็มีประเด็นเรื่องความชำนาญของกลุ่มเจ้าภาพที่คุ้นเคยกับสนามฝึกของตนเอง รูปแบบการฝึก และสภาพแวดล้อมท้องถิ่นอย่างมาก
โดยผลการแข่ง Sniper Frontier 2016 ปีที่แล้วนั้น ผู้ชนะเลิศอันดับหนึ่งคือคาซัคสถาน(เจ้าภาพ) รองชนะลิศอันดับสองคือรัสเซีย อันดับสามคือเบลารุส โดยจีนได้อันดับที่สี่ ส่วนกรีซเป็นชาติ NATO เดียวที่ลงแข่ง Sniper Frontier 2016 นั้นได้ที่โหล่สุดอันดับที่๑๒ ใน STAGE1(http://eng.armygames2016.mil.ru/page191561.html
ดังนั้นคงต้องทำความเข้าใจล่วงหน้าว่ากองทัพไทยเราจะไปแข่งเพื่อหาประสบการณ์และเพื่อมิตรภาพระหว่างมิตรประเทศ ไม่ได้หวังแข่งเพื่อชนะเอารางวัลครับ

วันอังคารที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

เวียดนามยืนยันการจัดหารถถังหลัก T-90S จากรัสเซียรวมถึง S-400 และ Su-35

Vietnam confirms order of Russian T-90 tanks
A Russian T-90S MBT fitted with Shtora defensive aids suite. Source: Uralvagonzavod
http://www.janes.com/article/72537/vietnam-confirms-order-of-russian-t-90-tanks

สำนักข่าวของรัฐบาลเวียดนามใน Hanoi ได้ยืนยันว่ากองทัพประชาชนเวียดนาม(VPA: Vietnam People’s Army)ได้สั่งจัดหารถถังหลัก T-90S/T-90SK จำนวน 64คันจากรัสเซีย
รายงานนี้ซึ่งอ้างถึงเจ้าหน้าที่กลาโหมรัสเซียผู้ที่ได้แถลงต่อการประชุมสื่อในงานแสดงการบิน MAKS 2017 ใน Moscow รัสเซียวันที่ 18-23 กรกฎาคมที่ผ่านมาที่ระบุว่า การจัดหานี้เวียดนามจะได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากรัฐบาลรัสเซีย

Jane's ได้รายงานไปเมื่อต้นเดือนกรกฎาคมนี้ว่า UralVagonZavod ผู้ผลิตรถถังของรัสเซียได้เปิดเผยรายงานประจำปีของตนว่าได้รับการลงนามสัญญาจัดหาจากเวียดนามสำหรับรถถังหลัก T-90S/SK
โดย ถ.หลัก T-90S เป็นรุ่นส่งออกพื้นฐาน ส่วน T-90SK เป็นรุ่นที่บังคับการ งบประมาณในการจัดหารถถังหลัก T-90S ของเวียดนามยังไม่เป็นที่เปิดเผยแต่คาดว่าน่าจะราวประมาณ $250 million

การจัดสรรงบประมาณในครั้งนี้นับว่าเป็นการจัดหาหลักของรถถังหลักใหม่ของกองทัพบกประชาชนเวียดนามที่มีการลงนามสัญญาในรอบหลายปี
โดยการจัดสรรงบประมาณในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาได้ถูกมุ่งเน้นไปยังการปรับปรุงความทันสมัยของกองทัพเรือประชาชนเวียดนาม(VPN: Vietnam People’s Navy) และกองทัพอากาศประชาชนเวียดนาม(VPAF: Vietnam People’s Air Force)

นอกจากการจัดหารถถังหลัก T-90 รายงานยังกล่าวว่าเวียดนามยังวางแผนการจัดหาระบบอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศพิสัยไกล S-400 Triumf จำนวน 4ระบบเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการป้องกันภัยทางอากาศ
และเครื่องบินขับไล่พหุภารกิจ Su-35 เพื่อทดแทนฝูงบินเครื่องบินขับไล่ MiG-21 ที่เคยเป็นกำลังหลักของกองทัพอากาศประชาชนเวียดนามมานาน ซึ่งปัจจุบันคาดว่าน่าจะถูกปลดประจำการลงแล้ว

จำนวนของเครื่องบินขับไล่ Su-35 ที่กองทัพอากาศประชาชนเวียดนามมองนั้นยังไม่เป็นที่เปิดเผย แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีเครื่องบินขับไล่ Su-27SK และเครื่องบินขับไล่ Su-30MK2 ประจำการรวมมากกว่า 30เครื่อง
และเป็นที่ทราบว่าการจัดหาเครื่องบินขับไล่เพิ่มอีกจำนวนมากนั้นมีความสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถการรบ โดยการจัดหาอาวุธต่างๆสำนักข่าวรัฐบาลเวียดนามรายงานว่าภาคอุตสาหกรรมความมั่นคงรัสเซียได้มองแผนการขยายความร่วมมือในการแสดงตนในเวียดนามให้มากขึ้นครับ

วันจันทร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

รัสเซียและมาเลเซียลงนามสัญญาปรับปรุงเครื่องบินขับไล่ MiG-29N

Russia, Malaysia Sign Agreement on Modernization of Malaysian MiG-29
Russia and Malaysia have signed an agreement on the renovation and modernization of the Russia-produced MiG-29 fighter aircraft that form parts of the Royal Malaysian Air Force.
https://sputniknews.com/military/201707191055687041-russia-malaysia-deal-mig29/

MiG-29N special scheme 56th years Royal Malaysian Air Force in Air Thamal 2014 exercise(https://www.facebook.com/Exercise-AIR-THAMAL-1894478507458432)

รัสเซียและมาเลเซียได้ลงนามสัญญาข้อตกลงในการคืนสภาพและปรับปรุงความทันสมัยของเครื่องบินขับไล่ MiG-29N ของกองทัพอากาศมาเลเซีย(RMAF: Royal Malaysian Air Force, TUDM: Tentera Udara Diraja Malaysia)
โดยการลงนามเอกสารมีขึ้นระหว่าง Ilya Tarasenko ผู้อำนวยการทั่วไปของ Russian Aircraft Corporation(RAC) MiG และตัวแทนของกองทัพอากาศมาเลเซีย Mohamed Fadzar bin Sufad ในงานแสดงการบิน MAKS 2017 ที่สนามบิน Zhukovsky ใน Moscow รัสเซียวันที่ 19 กรกฎาคม

"ข้อตกลงยืนยันการขยายภาระผูกพันตามสัญญาของเราสำหรับกองทัพอากาศมาเลเซียในการปฏิบัติการของเครื่องบินขับไล่ MiG-29 RAC MiG จะคงความร่วมมือต่อเนื่องกับกองทัพอากาศมาเลเซีย และจะให้สนับสนุนทางเทคนิคกับเครื่องเหล่านี้" Tarasenko กล่าว
คาดว่า MiG Corporation มีข้อตกลงผูกมัดในการสร้างความจำเป็นการปรับแต่งและดัดแปลงเครื่องให้เหมาะสมกับสภาพอากาศเขตร้อนชื้นของมาเลเซีย

กองทัพอากาศมาเลเซียได้ลงนามสัญญาจัดหาเครื่องบินขับไล่ที่นั่งเดี่ยว MiG-29N และเครื่องบินขับไล่สองที่นั่ง MiG-29NUB รวมจำนวน 18เครื่องวงเงินประมาณ $560 billion ที่ Kuala Lumper เมื่อ 7 มิถุนายน 1994 โดยเริ่มได้รับมอบเข้าประจำการในปี 1995
โดย MiG-29Nเข้าประจำการใน ฝูงบินที่17(17 Squadron) และ ฝูงบินที่19(19 Squadron) ฐานทัพอากาศ Kuantan ซึ่งได้รับการปรับแต่งตามความต้องการของกองทัพอากาศมาเลเซีย เช่นการติดตั้งระบบสื่อสารมาตรฐาน NATO และระบบเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ

อย่างไรก็ตามตลอดระยะเวลาที่ประจำการเครื่องบินขับไล่ MiG-29N ของกองทัพอากาศมาเลเซียมีปัญหาความพร้อมปฏิบัติการของเครื่องอย่างต่อเนื่องมาตลอด
นอกจากอุบัติเหตุจนสูญเสียไปอย่างน้อย 2เครื่องในปี 1998 และ 2008 แล้ว ปัจจุบันกองทัพอากาศมาเลเซียเหลือเครื่องบินขับไล่ MiG-29N 10เครื่อง และ MiG-29NUB 2เครื่อง โดยเกินครึ่งอยู่ในสภาพงดบินไม่พร้อมปฏิบัติการ

กองทัพอากาศมาเลเซียมีแผนที่จะจัดหาเครื่องบินขับไล่ใหม่ในโครงการ MRCA(Multirole Combat Aircraft) จำนวน 18เครื่องเพื่อทดแทน MiG-29N ที่ใช้งานมานานและโครงสร้างอากาศยานและเครื่องยนต์มีอายุการใช้งานสั้น
โดยมีเครื่องบินขับไล่ที่ได้รับความสนใจสองแบบคือ Dassault Rafale กับ Eurofighter Typhoon แต่อย่างไรก็ตามมาเลเซียได้ระงับโครงการ MRCA ชั่วคราวและให้ความสำคัญในการจัดหาเครื่องบินตรวจการณ์ทางทะเลเพื่อรับมือภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้นจากกลุ่มติดอาวุธก่อการร้ายก่อนครับ(http://aagth1.blogspot.com/2017/07/mrca.html)

วันอาทิตย์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

รัสเซียเปิดตัวเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไปติดอาวุธ Mi-171Sh-VN gunship

Russian Helicopters unveils Mi-171Sh-VN gunship
Russian Helicopters unveiled the Mi-171Sh-VN gunship at MAKS 2017. Source: Nikolai Novichkov
http://www.janes.com/article/72436/russian-helicopters-unveils-mi-171sh-vn-gunship

บริษัท Russian Helicopters ในเครือ Rostec รัฐวิสาหกิจอุตสาหกรรมความมั่นคงรัสเซียได้เปิดตัวเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป Mi-171Sh(NATO กำหนดรหัส Hip-H) รุ่นใหม่ล่าสุดที่ปรับแต่งมาสำหรับการปฏิบัติการพิเศษ
คือเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไปติดอาวุธ(Gunship Helicopter) Mi-171Sh-VN ในงานแสดงการบิน MAKS 2017 ที่สนามบินนานาชาติ Zhukovsky นครหลวง Moscow รัสเซียระหว่างวันที่ 18-23 กรกฎาคม

เฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไปติดอาวุธ Mi-171Sh-VN ถูกออกแบบให้มีประสิทธิภาพในการรบและความอยู่รอดมากกว่า ฮ.Mi-171 รุ่นพื้นฐาน "เฮลิคอปเตอร์รุ่นนี้ได้รับการพัฒนาบนพื้นฐานจากประสบการณ์รบจริงที่รวมถึงสงครามในซีเรีย"
Andrey Boginsky ผู้อำนวยการบริหารของ Russian Helicopters กล่าวกับ Jane's โดย ฮ.รุ่นนี้จะทำการตลาดระดับนานาชาติในฐานะรุ่นหนึ่งของ ฮ.Mi-171Sh

ตามข้อมูลคุณสมบัติทางการ ฮ.Mi-171Sh-VN มีน้ำหนักบินขึ้นสูงสุด 13,500kg น้ำหนักบรรทุกสูงสุด 4,000kg ระยะบินไกลสุด 1,065km เพดานบินสูงสุด 6,000m ความเร็วสูงสุด 280km/h และความเร็วเดินทาง 260km/h มีนักบินประจำเครื่อง 3นาย และบรรทุกกำลังพลได้ถึง 37นาย
ติดตั้งเครื่องยนต์ Turboshaft แบบ Klimov TV3-117VM สองเครื่องกำลังเครื่องละ 1,900hp ใบพัดประธานและใบพัดท้ายรูปตัว X ทำจากวัสดุผสม โดยเครื่องที่แสดงในงาน MAKS 2017 ทำลายพรางแบบ Pixel เพื่อลดการถูกตรวจพบด้วยสายตา

ใต้หัวเครื่องของ ฮ.Mi-171Sh-VN ติดตั้งระบบตรวจจับประกอบด้วยกล้อง Electro-Optical สองระบบทั้งกล้องสร้างภาพความร้อน FLIR กล้องวัดระยะชี้เป้าหมาย Laser และไฟฉายค้นหา Infrared
โดยติดตั้งห้องนักบินแบบ Glass Cockpit ที่สามารถทำงานร่วมกับกล้องมองกลางคืน Night Vision Google ได้ และ ฮ.ได้รับการหุ้มเกราะ Kevlar ป้องกันการกะเทาะเกราะภายใน พร้อมที่นั่งป้องกันแรงระเบิดสำหรับนักบินและกำลังพล

ฮ.Mi-171Sh-VN มีคานอาวุธข้างลำตัวสองด้านสามารถติดตั้งอาวุธได้ทั้ง กระเปาะปืนใหญ่กล UPK-23-250 แฝดสองขนาด 23mm กระเปาะจรวด S-8 ขนาด 80mm ระเบิดธรรมดา OFAB-250 ขนาด 250kg และอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นต่อสู้รถถัง 9M120 Ataka
ด้านบนของคานอาวุธยังติดตั้งปืนกลหนัก Kord 12.7x108mm รวมถึงภายในตัวเครื่องที่สามารถติดตั้งปืนกลหนัก Kord 12.7mm ที่ประตูข้างทั้งสองด้าน และปืนกลเอนกประสงค์ PKM 7.62x54Rmm ที่ประตูท้ายด้านหลังเครื่องด้วยครับ

วันเสาร์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

Rheinmetall Air Defence เปิดตัวปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน Oerlikon GDF-009 สู่สายการผลิต

Rheinmetall Air Defence preps GDF-009 AAG for production
Oerlikon GDF-009 EO towed anti-aircraft gun deployed in the firing position, showing the electro-optical device mounted on top and the integrated battery-based power unit on the right. Source: Rheinmetall Air Defence
http://www.janes.com/article/72471/rheinmetall-air-defence-preps-gdf-009-aag-for-production

บริษัท Rheinmetall Air Defence สวิสเซอร์แลนด์ในเครือ Rheinmetall AG เยอรมนี ได้เปิดเผยรายละเอียดของปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานลากจูง Oerlikon GDF-009 ลำกล้องแฝดสองขนาด 35mm AAG(Anti-Aircraft Gun)รุ่นใหม่ล่าสุด
ปตอ.ลากจูงแบบ GDF-009 มีฐานตั้งบนรถรองปืนสี่ล้อเมื่ออยู่ในท่าเตรียมเดิม และยึดกับพื้นด้วยสามระบบรักษาสมดุลเมื่ออยู่ในท่าตั้งยิง ยังมีระบบปรับระดับมุมอัตโนมัติที่สามารถชดเชยมุมยิงได้สูงสุดถึง 7องศา พร้อมกล้อง Electro-Optical ที่ด้านบนตัวปืน

ส่วนลากจูงที่ติดตั้งกับส่วนหน้าของรถรองปืนติดตั้ง Battery ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดพลังงานของปืนซึ่งสามารถประจุไฟฟ้าใหม่จากแหล่งภายนอกได้ถ้าต้องการ โดย ปตอ.GDF รุ่นก่อนหน้านี้จำเป็นต้องใช้แหล่งพลังงานภายนอกเช่น เครื่องกำเนิดแหล่งพลังงานไฟฟ้าด้วยน้ำมันดีเซลหรือเบนซิน
ข้อมูลเป้าหมายถูกส่งเข้าสู่ระบบอาวุธโดยทำงานร่วมกับหน่วยควบคุมการยิง(FCU: Fire-Control Unit) เช่น Oerlikon Skyguard โดย Skyguard FCU ปกติสามารถควบคุมปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน Oerlikon GDF-009 ได้สองแท่นยิง
Oerlikon Skyguard 3 เป็นระบบชุดควบคุมการยิงล่าสุดที่สร้างขึ้นและเสนอขายโดยบริษัท อย่างไรก็ตามหน่วยควบคุมการยิงรุ่นก่อนอย่าง Skyguard 1 และ Skyguard 2 สามารถปรับปรุงให้เป็นมาตรฐานนี้ได้

ปตอ.ตระกูล GDF ใช้ปืนใหญ่แฝดสอง Oerlikon KDC ขนาด 35mm ป้อนกระสุนสองทางซึ่งมีรอบอัตราการยิงสูงถึง 550นัดต่อนาทีในแต่ละกระบอกปืน ปกติจะทำการยิงแบบชุดสามนัด และมีระยะยิงหวังผลที่ 4,000m สำหรับการป้องกันภัยทางอากาศ
ปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน GDF นี้ใช้กระสุนขนาด 35x228mm ความจุรวม 280นัด โดยมีกระสุนพร้อมใช้ 112นัด แบ่งเป็น 56นัดสำหรับแต่ละกระบอก ผู้ผลิตกระสุน 35mm คือ Rheinmetall Weapons and Munitions(RWM) Schweiz ที่มีที่ตั้งใน Zurich สวิสเซอร์แลนด์
มาตรฐานชนิดกระสุน 35x228mm มีกระสุนระเบิดแรงสูงเพลิง PMD402 HEI(High-Explosive Incendiary),กระสุนระเบิดแรงสูงเพลิงส่องวิถี PMD-040 HEI-T(High-Explosive Incendiary Tracer) และกระสุนฝึกต่างๆ ซึ่งมีความเร็วปากกระบอกปืนปกติที่ 1,1175m/s

หนึ่งในลูกค้ารายล่าสุดของ Rheinmetall Air Defence ที่จัดหาระบบหน่วยควบคุมการยิง Oerlikon Skyguard 3 ไปใช้งานคือ กองทัพบกไทย(Royal Thai Army) ที่จัดหา Skyguard 3 ๔ระบบ และปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานลากจูง Oerlikon GDF-007 35mm ๘กระบอก
กองทัพไทยจะนำระบบ Radar ควบคุมการยิง Skyguard 3 และ ปตอ.Oerlikon GDF ทดแทน ปตอ.จีนรุ่นเก่าทั้ง Type 74 37mm แฝดสอง และ Type 59 57mm โดยจะได้รับมอบภายในปี พ.ศ.๒๕๖๐(2017)นี้ แต่ไม่แน่ใจว่าจะมีการเปลี่ยนเป็น ปตอ.GDF-009 รุ่นล่าสุดนี้หรือไม่ครับ(http://aagth1.blogspot.com/2016/01/rheinmetall-oerlikon-skyguard-3.html)

วันศุกร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

รัสเซียกำลังหารือการพัฒนาเครื่องบินขับไล่ขึ้นลงทางดิ่ง VTOL ใหม่สำหรับเรือบรรทุกเครื่องบิน

Russia’s Defense Ministry Discussing Development of VTOL Plane for Aircraft Carrier
A Yak-141 aboard a Soviet Kiev-class aircraft carrier

A Yak-141 in hover mode
http://navyrecognition.com/index.php/news/defence-news/2017/july-2017-navy-naval-forces-defense-industry-technology-maritime-security-global-news/5406-russia-s-defense-ministry-discussing-development-of-vtol-plane-for-aircraft-carrier.html

กระทรวงกลาโหมรัสเซียขณะนี้กำลังพูดคุยกับกลุ่มผู้ผลิตอากาศยานของรัสเซียในการหารือการพัฒนาอากาศยานขึ้นลงทางดิ่ง(VTOL: Vertical Take-Off and Landing) ที่มีแววว่าจะนำมาใช้กับเรือบรรทุกเครื่องบินใหม่ของกองทัพเรือรัสเซียในอนาคต
ตามที่รองรัฐมนตรีกลาโหมรัสเซีย Yuri Borisov กล่าวในงานแสดงการบิน MAKS 2017 ที่สนามบินนานาชาติ Zhukovsky นครหลวง Moscow รัสเซียระหว่างวันที่ 18-23 กรกฎาคม โดยเสริมว่า เครื่องบินขับไล่ใหม่จะเป็นการสืบทอดจากอากาศยานขึ้นลงทางดิ่งที่ผลิตโดย Yakolev

"กระทรวงกลาโหมกำลังวางแผนที่จะเริ่มการสร้างเรือบรรทุกเครื่องบินขั้นก้าวหน้าในอนาคตระยะไกลที่ขั้นสุดท้ายของโครงการยุทโธปกรณ์รัฐ 2018-2025 แน่นอนการผลิตอากาศยานยุคใหม่จะเริ่มขึ้นในเวลานั้น
ทุกวันนี้เครื่องบินขับไล่ Sukhoi Su-33(NATO กำหนดรหัส Flanker-D) และ Mikoyan MiG-29K(NATO กำหนดรหัส Fulcrum-D) เป็นอากาศยานพื้นฐานประจำเรือบรรทุกเครื่องบินโดยเฉพาะ Admiral Kuznetsov" รองรัฐมนตรีกลาโหม Borisov กล่าวในงาน

"กระทรวงกลาโหมกำลังวางแผนที่จะพัฒนาที่มีแววการลดการบินขึ้นและลงจอดหรืออาจจะอากาศยานขึ้นลงทางดิ่ง และเรากำลังหารรือประเด็นนี้กับกลุ่มผู้ผลิตอากาศยาน
อากาศยานจะเป็นการสืบทอดจากอากาศยานขึ้นลงทางดิ่งที่ถูกพัฒนาโดยสำนักออกแบบ Yakolev ซึ่งไม่มีการผลิตอีกต่อไปแล้ว มันมีแผนดังกล่าวและเรากำลังหารือกับพวกเขา รากฐานที่วางไว้อาจจะถูกนำมาใช้กับอากาศยานใหม่สำหรับเรือบรรทุกเครื่องบิน" เขากล่าว

ในอดีตสำนักออกแบบ Yakolev ได้พัฒนาเครื่องบินขึ้นลงทางดิ่งหลายแบบเช่น เครื่องบินขับไล่ Yak-38(NATO กำหนดรหัส Forger) และเครื่องบินขับไล่เอนกประสงค์ความเร็วเหนือเสียง Yak-141(NATO กำหนดรหัส Freestyle) ตั้งแต่กลางปี 1970s โดยทำการบินครั้งแรกในปี 1987
เดิม Yak-141 ถูกวางแผนให้เป็นส่วนหนึ่งของอากาศยานประจำเรือรัสเซีย เช่น เรือบรรทุกเครื่องบินชั้น Kiev ที่ปลดประจำการไปแล้วคือ Kiev, Minsk, Novorossiysk, Baku(หรือต่อมาชื่อ Admiral Gorshkov ที่ปรับปรุงใหม่ขายให้กองทัพเรืออินเดียคือ INS Vikramaditya)

และรวมถึงเรือบรรทุกเครื่องบินชั้น Tbilisi(ปัจจุบันคือเรือบรรทุกเครื่องบิน Admiral Kuznetsov) และ Riga (ต่อมาชื่อ Varyag ยูเครนขายต่อให้จีนปรับปรุงใหม่เป็น Type 001 CV-16 Liaoning) และเรือบรรทุกเครื่องบินชั้น Ulyanovsk ที่ยกเลิกโครงการไปในปี 1992
เครื่องบินขับไล่ Yak-141 ทดสอบลงจอดบนเรือบรรทุกเครื่องบิน Admiral Gorshkov ครั้งแรกในปี 1991 โดยมีเครื่องต้นแบบที่สร้างมา 4เครื่อง อย่างไรก็ตามหลังสหภาพโซเวียตล่มสลายโครงการ Yak-141 ถูกระงับมาตั้งแต่ปี 1990s และถูกยกเลิกโดยสมบูรณ์ในปี 2003

เมื่อปี 2016 ศูนย์วิจัยแห่งรัฐ Krylov ได้เสร็จสิ้นการออกแบบแนวคิดแบบเรือบรรทุกเครื่องบินชั้น Project 23000 Shtorm มีระวางขับน้ำ 95,000tons ยาว 330m บรรทุกอากาศยานได้ 65เครื่อง อาจจะใช้ระบบขับเคลื่อนเครื่องยนต์นิวเคลียร์ ทำความเร็วได้ 30knots กำลังพลราว 1,000นาย
เรือบรรทุกเครื่องบิน Project 23000 Shtorm จะถูกนำมาใช้เป็นฐานปฏิบัติการอากาศยานในมหาสมุทรสำหรับการโจมตีเป้าหมายทางทะเลและบนบก ป้องกันภัยทางอากาศ และสนับสนุนปฏิบัติการยกพลขึ้นบก เพื่อการรักษาความมั่นคงของรัสเซียและมิตรประเทศ

อย่างไรก็ตาม Yakolev ในปัจจุบันนั้นมีผลงานพัฒนาออกแบบอากาศยานหลักคือเครื่องบินฝึกไอพ่น Yak-130(NATO กำหนดรหัส Mitten) และเครื่องบินฝึกใบพัด Yak-152 ที่กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาและทดสอบ โดยไม่มีการพัฒนาและผลิตเครื่องบินรบไอพ่นขึ้นลงทางดิ่งแล้ว
การศึกษาพัฒนาอากาศยานขึ้นลงทางดิ่งใหม่นั้นอาจจะต้องใช้เวลาอีกนานเนื่องจากอาจจะต้องเริ่มออกแบบระบบกันใหม่ตั้งแต่ต้น ซึ่งผู้ผลิตอากาศยานรายอื่นในเครืออุตสาหกรรมอากาศยาน United Aircraft Corporation(UAC) นอกจาก Yakolev ก็ไม่มีบริษัทใดที่มีความชำนาญด้านนี้ครับ

วันพฤหัสบดีที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

เครื่องบินขับไล่ J-10 จีนอาจนำอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศแบบใหม่ประจำการ

New BVRAAM may have entered PLAAF service

A PLAAF CAC J-10C combat aircraft armed with PL-10 short-range AAMs (outer underwing pylons) and what appear to be new BVRAAMs (mid-underwing pylons). Source: Via Chinese internet
http://www.janes.com/article/72393/new-bvraam-may-have-entered-plaaf-service

ภาพที่ปรากฎเผยแพร่ใน Online Forums ทางทหารจีนแสดงถึงเครื่องบินขับไล่ J-10C ที่พัฒนาโดย Chengdu Aircraft Industry Corporation(CAC) ของกองทัพอากาศปลดปล่อยประชาชนจีน(PLAAF: People’s Liberation Army Air Force)
ได้ทำการบินโดยติดตั้งอาวุธแบบใหม่ที่ดูน่าจะเป็นอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยยิงนอกระยะสายตา(BVRAAM: Beyond-Visual-Range Air-to-Air Missile) แบบใหม่

เครื่องบินขับไล่ J-10C ที่ปรากฎในภาพติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยใกล้ PL-10 รุ่นใหม่ล่าสุด 2นัดที่ตำบลอาวุธที่ใต้ปีคู่นอก และติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีแบบใหม่ 2นัดที่ตำบลอาวุธใต้ปีคู่กลาง
แม้ว่าจะชื่ออาวุธจะไม่แน่ชัดเนื่องจากยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลอย่างเป็นทางการ ดูเหมือนว่าอาวุธปล่อยนำวิถีใหม่ที่ปรากฎนี้จะถูกเรียกชื่ออย่างไม่เป็นทางการว่า PL-15 ซึ่งจากภาพที่ปรากฎการติดตั้งกับ J-10 นี้สะท้อนความเป็นไปได้ว่ามันน่าจะเข้าประจำการแล้ว

อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ PL-15 คาดว่ามีความยาวราว 3.7m เส้นผ่าศูนย์กลาง 200mm ติดพื้นผิวที่มีความเสถียรทางอากาศพลศาสตร์ในอัตราส่วนต่ำ(ปีกทรงสี่เหลี่ยมคางหมู)ที่ส่วนกลางจรวด และมีพื้นผิวควบคุมแบบขยับได้ที่ด้านท้าย(ครีบทรงสามเหลี่ยมปลายตัด)
พื้นผิวจรวดที่เกี่ยวข้องในช่วงประมาณ 390mm-515mm ไม่ชัดเจนว่ามีระบบควบคุมทิศทางแรงขับ(TVC: Thrust Vectoring Control) ปรากฎที่ด้านท้ายของอาวุธปล่อยนำวิถีใหม่ เช่นที่สามารถเห็นได้ชัดกับ PL-10 ดังนั้นส่วนควบคุมที่พบน่าจะเป็นเฉพาะทางอากาศพลศาสตร์เท่านั้น
นอกจากนี้อาวุธปล่อยนำวิถีใหม่ยังไม่มีช่องรับอากาศเข้าที่น่าจะมีความจำเป็นถ้าระบบขับเคลื่อนจรวดจะเป็นแบบเครื่องยนต์ Ramjet ดังนั้นจึงสามารถสันนิษฐานได้ว่าจรวดจะใช้เครื่องยนต์ดินขับจรวดมาตรฐาน

ภาพของอาวุธปล่อยนำวิถีแบบเดียวกันที่ติดตั้งกับเครื่องบินขับไล่ J-16 ที่พัฒนาโดย Shenyang Aircraft Corporation(SAC) ที่ปรากฎในปี 2012 ซึ่งน่าจะอยู่ในขั้นกำลังทดสอบพัฒนา เช่นที่พบล่าสุดพื้นผิวควบคุมจรวดเป็นแบบอัตราส่วนต่ำเหมือนกัน
ซึ่งน่าจะเพื่ออำนวยความสะดวกในการนำมาติดตั้งในห้องเก็บอาวุธภายในลำตัวของเครื่องบินขับไล่ยุคที่5 แบบ J-20 ที่พัฒนาโดย CAC ครับ

วันพุธที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

พม่าแถลงสาเหตุการตกของเครื่องบินลำเลียง Y-8 มาจากสภาพอากาศแปรปรวนฉับพลัน





Statement on the cause of Tatmadaw transport plane Y-8 F 200 W crash depending on FDR and CVR data
So, it is hereby announced that the crash of Tatmadaw transportation place Y-8 F 200 W was not because of a deliberate act, or explosive devices, or malfunction of the engine, but because of the loss of control after the plane run into adverse weather.

Tatmadaw True News Information Team
https://www.facebook.com/Cincds/posts/1397812950339566

จากกรณีอุบัติเหตุเครื่องบินลำเลียง Y-8F-200W หมายเลข 5820 ตกในทะเลอันดามันเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน ระหว่างทำการบินจาก Myeik ไป Yangon โดยหายไปจาก Radar ระยะ 43miles ทางตะวันตกเฉียงใต้ของ Dawei เมื่อเวลา 1335 ทำให้นักบิน เจ้าหน้าที่ และผู้โดยสารเสียชีวิตทั้งหมด 122รายนั้น(http://aagth1.blogspot.com/2017/06/y-8.html)
ตั้งแต่เวลา 1400 ของวันที่ 7 มิถุนายนเป็นต้นมา กองทัพอากาศพม่าร่วมกับกองทัพเรือพม่าและกองทัพบกพม่า รวมถึงอาสาสมัครพลเรือทั้งเรือประมงและชาวบ้านท้องถิ่นได้ร่วมกันค้นหากู้ภัยและเก็บกู้ซากเครื่องบินลำเลียง Y-8 ที่ตกโดยพบเศษชิ้นส่วนจากเครื่องและศพผู้เสียชีวิตจำนวนมาก
ต่อมาในวันที่ 15 มิถุนายน ได้มีการค้นพบอุปกรณ์บันทึกข้อมูลการบินและเสียงในห้องนักบินที่อยู่ในส่วนหางของเครื่องที่จมใต้ทะเลประกอบด้วย Flight Data Recorder(FDR) และ Cockpit Voice Recorder(CVR) หรือ Black Box กล่องดำ และมีการเก็บกู้ขึ้นมาได้เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน

ผู้ผลิตอุปกรณ์ดั้งเดิม FDR และ CVR (OEM: Original Equipment Manufacturer)นั้นมาจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ผู้บัญชาการ Defence Services กองทัพพม่าได้มีคำสั่งให้จัดตั้งชุดสอบสวนโดยมีผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกร่วมจึงไม่เป็นที่สงสัยเรื่องการทำงานระหว่าผู้ผลิตและผู้ใช้งาน
รองผู้อำนวยการสำนักการสอบสวนอุบัติเหตุพม่า(MAIB: Myanmar Accident Investigation Bureau) U Aung Maw ได้ร้องขอการทำสัญญาร่วมงานกับสำนักความปลอดภัยการขนส่งออสเตรเลีย(ATSB: Australian Transportation Safety Bureau),
KNKT(Komite National Kedeiamatam Transportasi) อินโดนีเซีย และสำนักสอบสวนความปลอดภัยการขนส่ง Transport Safety Investigation Bureau สิงคโปร์

เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน ออสเตรเลียได้ตอบรับการร้องขอจาก คณะกรรมการการบินกลาโหมและความปลอดภัยกองทัพอากาศ (DDAAFS: Directorate of Defence Aviation and Air Force Safety) ซึ่งเป็นหน่วยงานของกระทรวงกลาโหมพม่าเนื่องจากเครื่องที่ตกเป็นของกองทัพ
ในการร่วมสอบสวนสาเหตุจากข้อเท็จจริงและข้อมูลจาก FDR และ CVR ทีมสอบสวนที่จัดตั้งจากผู้เชี่ยวชาญประกอบด้วย พลอากาศจัตวา Htin Lin และ นาวาอากาศโท Zaw Lin Aung จากกองทัพอากาศพม่า, รอง ผอ.MAIB พม่า U Aung Maw
และผู้สืบสวนจาก ATSB ออสเตรเลีย พันตรี David Andrew Wade และ Mr. David Hilton โดยชุดสืบสวนและตัวแทนจาก China National Aero-Technology Import & Export Corporation(CATIC) จีนได้มีการประชุมที่ Yangon เมื่อ 30 มิถุนายน

ทีมสวบสวนผสมได้เดินทางไปที่ Xian จีนเมื่อ 5 กรกฎาคม การ Download ข้อเท็จจริงและข้อมูลจาก FDR และ CVR เสร็จสิ้นเมื่อ 6 กรกฎาคม โดยข้อมูลถูกแปลงเป็นรูปแบบที่ Computer สามารถอ่านได้
ข้อมูลถูกส่งมอบจาก Qianshan Avionis Co Ltd. ในเครือ Aviation Industry Corporation of China(AVIC) จีนเมื่อ 7 กรกฎาคม นอกจากนี้ข้อมูลการบันทึกยังมีการฟังซ้ำหลายครั้งถึงสิ่งที่กำลังพลประจำเครื่อพูดคุย จากนั้นมีการทบทวนรายละเอียดเบื้องต้นใน 8-14 กรกฎาคม
ตามข้อมูลจาก FDR และ CVR ไม่มีชิ้นส่วนใดของเครื่องทำงานล้มเหลวจนถึงเวลา 13:32:08 ตามเวลาท้องถิ่น ความเร็วลมได้เพิ่มอย่างรวดเร็วจาก 9knots(16.7km/h) เป็น 44knots(81.5km/h) ในเส้นทางจากสนามบิน Myeik ไปสนามบิน Yangon

ตามข้อมูลนักบินประจำเครื่องพยายามจะดำเนินการระบบนำร่องบนปีกทั้งสองข้างในการนำเครื่องฝ่ากลุ่มเมฆ จากเวลา 13:30:18-13:31:22 ตามเวลาท้องถิ่น มีสัญญาณเตือนน้ำแข็งเกาะที่เครื่องยนต์
จากเวลาท้องถิ่น 13:31:50-13:32:1 ความเร็วลมพัดขวาง(Crosswind) เป่าตรงในมุม 90องศาทางด้านซ้ายของเครื่องจาก 9knots เป็น 48knots และต่อมาทิศทางเครื่องเกิดเบี่ยงเบนโดยระดับการเชิดความสูงเครื่องเพิ่มจาก 3องศา เป็น 15.8องศา
เครื่องยังคงทำการบินภายใต้การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศและลมพัดขวางต่อเนื่องอย่างรุนแรงจนเครื่องเข้าสู่ความเร็วร่วงหล่น(Stall Speed) ทำให้นักบินไม่สามารถควบคุมเครื่องได้จนเป็นสาเหตุของการตกในที่สุด

ตามข้อมูลจาก FDR และ CVR และรายงานสภาพอากาศ เครื่องบินหมุนกลางอากาศโดยที่นักบินไม่สามารถควบคมเครื่องได้หลังจากสูญเสียความเร็วร่วงหล่นที่มีผลจากแรงกดลมจากบนสู่ล่าง น้ำแข็งเกาะเครื่องยนต์ และสภาพอากาศที่คาดเดาไม่ได้เป็นสาเหตุหลักของการตก
ทีมสอบสวนร่วมในการประชุมได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นที่ต้องเน้นย้ำความเป็นไปได้ของลมแนวดิ่ง ลมไหลลง(downburst) และน้ำแข็งเกาะจากสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย CATIC ตั้งข้อสังเกตุตามศูนย์อุตุนิยมวิทยาแห่งชาติจีน(China National Meterologic Centre) ว่า
เครื่องได้บินฝ่าเมฆ Cumulonimbus หนาสามกลุ่มอาจทำให้เกิดลมหมุน(whirlwinds) เป็นสาเหตุเกิดแรงกดอากาศรุนแรงบนเครื่อง น้ำแข็งเกาะจับตัวหล่นใส่เครื่อง อาจรวมถึงพายุฝนฟ้าคะนองพายุ(thunderstorm) ลมพายุ(gale) พายุหิมะคะนอง(thundersnow) ฝนตกหนัก ลมไหลลง

ผูู้เชี่ยวชาญภายนอกที่นำโดยออสเตรเลียตรวจสอบ FDR และ CVR ตามข้อกำหนดองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ(ICAO: International Civil Aviation Organization) ภาคผนวกที่13 จึงขอประกาศว่า
เหตุการณ์ตกของเครื่องบินลำเลียง Y-8F-200W กองทัพอากาศพม่าไม่ได้มีสาเหตุจากการกระทำโดยจงใจเจตนา หรือด้วยวัตถุระเบิด หรือความผิดปกติของเครื่องยนต์
แต่มีสาเหตุการตกจากการสูญเสียการควบคุมเนื่องจากเครื่องเข้าสู่สภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวยและแปรปรวนฉับพลันครับ

รัสเซียและอียิปต์จะเจรจาจัดหาเฮลิคอปเตอร์โจมตี Ka-52K สำหรับเรือ LHD ชั้น Mistral และรับมอบ Ka-52 ชุดแรก 3เครื่อง

Russia and Egypt to discuss helicopter deliveries for Mistral ships
It was reported earlier that Russia had won a tender for the delivery of deck-based Ka-52K helicopters for Egypt’s Mistral-class ships
Yuri Smityuk/TASS
http://tass.com/defense/956722

รัสเซียและอียิปต์จะมีการเจรจาในงานแสดงการบินนานาชาติ MAKS 2017 ในเรื่องการจัดหาเฮลิคอปเตอร์โจมตีรุ่นใช้งานทางทะเล Kamov Ka-52K สำหรับนำไปใช้ปฏิบัติการบนเรืออู่ยกพลขึ้นบกบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ชั้น Mistral ทั้ง2ลำของกองทัพเรืออียิปต์
ตามที่ผู้อำนวยการฝ่ายบริการสหพันธรัฐเพื่อความร่วมมือทางทหารและเทคนิครัฐบาลรัสเซีย นาย Dmity Shugayev กล่าวเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม ในงาน MAKS 2017 ที่สนามบินนาชาติ Zhukovsky นครหลวง Moscow รัสเซียระหว่างวันที่ 18-23 กรกฎาคมว่า
"เราเชื่อว่าจะมีเหตุการณ์หลายอย่างมากที่จะจัดขึ้น เรากำลังวางแผนการเจรจากับหุ้นส่วนของเราจากอียิปต์และกำลังวางแผนหารือในประเด็นของการส่งมอบเฮลิคอปเตอร์สำหรับเรือ Mistral"

มีรายงานก่อนหน้านี้ว่ารัสเซียเป็นผู้ชนะในการจัดหาเฮลิคอปเตอร์ประจำเรืออู่ยกพลขึ้นบกบรรทุกเฮลิคอปเตอร์(LHD: Landing Helicopter Dock) ชั้น Mistral ของกองทัพเรืออียิปต์คือ L 1010 Gamal Abdel Nasser และ L 1020 Anwar El Sadat
Ka-52K Katran เป็นเฮลิคอปเตอร์โจมตีรุ่นปฏิบัติการจากเรือผิวน้ำหนึ่งในกำลังอากาศยานปีกหมุนหลายแบบที่มีประจำการในกองทัพเรือรัสเซียที่ประกอบด้วย เฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ Ka-25 และ Ka-27,เฮลิคอปเตอร์ลำเลียงจู่โจม Ka-29 และเฮลิคอปเตอร์แจ้งเตือนทางอากาศ Ka-31
ฮ.โจมตี Ka-52K ถูกออกแบบมาสำหรับภารกิจลาดตระเวน, ยิงสนับสนุนในปฏิบัติการยกพลขึ้นบก และต่อต้านการยกพลขึ้นบกทั้งในแนวหน้าและโจมตีทางลึกหลังแนวทางยุทธวิธี

Ka-52K มีความแตกต่างจากเฮลิคอปเตอร์โจมตี Kamov Ka-52 Alligator รุ่นใช้งานบนบกที่ประจำการในกองทัพอากาศรัสเซีย และกองทัพอากาศอียิปต์ที่สั่งจัดหา 46เครื่อง
โดย Ka-52K สามารถพับปีกคานอาวุธที่ออกแบบให้สามารถติดตั้งอาวุธหนักได้หลายแบบ และพัดใบพัดประธานเพื่อให้มีขนาดเล็กลงสำหรับการเก็บในโรงเก็บอากาศยานใต้ดาดฟ้าที่มีพื้นที่จำกัด เพื่อเพิ่มจำนวนการบรรทุกเครื่องไปกับเรือได้มากขึ้น
Ka-52K มีห้องนักบินหุ้มเกราะป้องกันการถูกยิงอีกทั้งติดตั้งเก้าอี้ดีดตัวทำให้นักบินทั้งสองนายสามารถสละเครื่องได้อย่างปลอดภัย ฮ.Ka-52K ยังมีคุณสมบัติเพิ่มเติมในการใช้ในภารกิจค้นหาและกู้ภัยผู้ประสบภัยได้อีกด้วย

เดิมเรือ LHD ชั้น Mistral ทั้งสองลำของกองทัพเรืออียิปต์นั้นเป็นเรือที่บริษัทอู่ต่อเรือ Naval Group(DCNS เดิม)ฝรั่งเศส ได้รับสัญญาสร้างขึ้นสำหรับกองทัพเรือรัสเซียในชื่อ Vladivostok และ Sevastopol ซึ่งกองทัพเรือรัสเซียมีแผนจะนำ ฮ.โจมตี Ka-52K มาใช้ปฏิบัติการกับเรือ
อย่างไรก็ตามจากการที่รัสเซียผนวก Crimea และแทรกแซงสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธในภาค Dobass ต่อยูเครนตั้งแต่ปี 2014 ทำให้สหภาพยุโรปตัดความสัมพันธ์ทางทหารกับรัสเซีย ทำให้ฝรั่งเศสปฏิเสธการส่งมอบเรือโดยมีการเจรจายกเลิกสัญญาและคืนเงินให้รัสเซียในปี 2015
และฝรั่งเศสได้ขายเรือทั้งสองต่อให้อียิปต์ในปี 2016 ซึ่งอียิปต์ได้มีการเจรจากับรัสเซียในการคงระบบอุปกรณ์บางส่วนของรัสเซียที่จะต้องถอดออกทั้งหมดหลังจากที่ไม่มีการรับมอบเรือ เพื่อให้เรือสามารถรองรับการปฏิบัติการร่วมกับอากาศยานรัสเซียคือ Ka-52 ที่อียิปต์จะจัดหามาได้ครับ

First three Ka-52 Alligator helicopters delivered to Egypt — source
Ka-52 helicopter Vitaly Timkiv/TASS
Russia also won the tender on delivery of Ka-52K ship-based helicopters for Egyptian Mistral class amphibious assault ships
http://tass.com/defense/956802

กองทัพอากาศอียิปต์ได้รับมอบเฮลิคอปเตอร์ลาดตระเวนและโจมตี Kamov Ka-52 Alligator ชุดแรก 3เครื่องที่ผลิตโดยโรงงานอากาศยาน Progress Plant ในภาค Primorsk จากสัญญาที่ลงนามจัดหาในปี 2015 จำนวน 46เครื่อง
โดยผู้อำนวยการจัดการโรงงาน Progress นาย Yuri Denisenko กล่าวก่อนหน้านี้ว่าได้เสร็จสิ้นการดำเนินการขยายการผลิตในปี 2016เพื่อรองรับการเติบโตที่จำนวนเพิ่มขึ้น
ทั้งนี้นักบินกองทัพอากาศอียิปต์กำลังทำการฝึกบินกับ ฮ.โจมตี Ka-52 ที่รัสเซียอยู่ ซึ่งอียิปต์เป็นลูกค้าส่งออกรายแรกของรัสเซียสำหรับเฮลิคอปเตอร์โจมตี Ka-52 และ Ka-52K ครับ

วันอังคารที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ยูเครนจะยังคงทำการส่งมอบรถถังหลัก Oplot-T ให้ไทยอย่างต่อเนื่อง

Ukraine will continue to deliver T-84 Oplot tanks to Thailand according signed contract in 2011.
http://armyrecognition.com/july_2017_global_defense_security_news_industry/ukraine_will_continue_to_deliver_oplot_tank_to_thailand_11707171.html

fourth shipment of 5 Oplot-T Main Battle Tanks arrival from Sattahip Naval Base to 2nd Cavalry Battalion, 2nd Infantry Division, Queen's Guard, Royal Thai Army on November 2016
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=10207380334866393&set=pcb.1926919010886113
https://www.facebook.com/oung.apicha

Cats at Ukrainian Malyshev Plant Tank Factory(https://www.youtube.com/watch?v=wl-VEHqhw0I)

สำนักข่าวยูเครน Interfax-Ukraine รายงานว่ายูเครนจะดำเนินการอย่างเต็มอัตราตามสัญญาที่ลงนามในปี พ.ศ.๒๕๕๔(2011) ในการส่งมอบรถถังหลัก Oplot-T ชุดใหม่ที่ผลิตที่โรงงาน Malyshev ใน Kharkiv ส่งมอบให้กองทัพบกไทยจนครบ ๔๙คัน
Roman Romanov ผู้อำนวยการทั่วไปของ Ukroboronprom รัฐวิสาหกิจกลุ่มอุตสาหกรรมความมั่นคงของรัฐบาลยูเครนแถลงว่า โรงงาน Malyshev ยังมีขีดความสามารถสายการผลิตเพียงพอที่จะเติมเต็มคำสั่งในการส่งมอบรถถังหลัก Oplot และการปรับปรุงรถถังอื่นๆให้กองทัพยูเครนด้วย

รถถังหลัก Oplot-M หรือ BM Oplot ได้รับการทดสอบยอมรับโดยกองทัพยูเครนในปี 2009 โดยมีลูกค้าส่งออกรายแรกคือกองทัพบกไทยในปี พ.ศ.๒๕๕๔(2011) สำหรับรถถังหลัก Oplot-T ๔๙คันวงเงิน ๗,๒๐๐ล้านบาท($240 million)
โรงงาน Malyshev ได้เริ่มสายการผลิตรถตามสัญญาในเดือนเมษายน ๒๕๕๕(2012) รถชุดแรก ๕คันส่งมอบให้ไทยในเดือนกุมพาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๗(2014) ชุดที่สอง ๕คันกลางปี ๒๕๕๘(2015) ชุดที่สาม ๑คันพฤษภาคม ๒๕๕๙(2016) และชุดที่๔ ๕คันในเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๙(2016)

ความล่าช้าในการผลิตและส่งมอบรถถังหลัก Oplot ให้กองทัพบกไทยมีผลกระทบจากการที่รัสเซียผนวก Crimea และสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธในภาค Donbass ทำสงครามกับกองกำลังความมั่นคงรัฐบาลยูเครน ทำให้ยูเครนต้องให้ความสำคัญในการซ่อมปรับปรุงรถถังให้กองทัพตนเป็นหลัก
ปัจจุบันนี้ยูเครนได้ส่งมอบรถถังหลัก Oplot-T ให้กองทัพบกไทยเข้าประจำการใน กองพันทหารม้าที่๒ กองพลทหารราบที่๒ รักษาพระองค์ แล้ว ๒๕คัน ทำให้มีรถที่ต้องส่งมอบตามสัญญาอีก ๒๔คัน

ทั้งนี้ตามที่ได้รายงานชุดภาพสายการผลิตรถถังหลัก Oplot ที่โรงงาน Malyshev ที่ยูเครนล่าสุดนั้น คันที่ประกอบเกือบเสร็จสมบูรณ์เป็นรถคันที่ ๓๒, ๓๓, ๓๔(Tanks No.32,33,34) มีการผลิตป้อมปืนที่ประกอบเกือบเสร็จถึงคันที่๓๙ (Turret No.39) และรถแคร่ฐานถึงคันที่ ๔๑ (Hull No.41)
มีการหล่อและเชื่อมส่วนรถแคร่ฐานและป้อมปืนของคันที่ ๕๐(Hull No.50) ซึ่งน่าจะเป็นคันสุดท้ายแล้ว(http://aagth1.blogspot.com/2017/06/oplot-t.html)

VT4 picture show with poem at 6th Carvaly Battalion, 6th Carvaly Regiment Royal, 3rd Cavalry Division, Royal Thai Army

อย่างไรก็ตามจากความล่าช้าในโครงการจัดหารถถังหลัก Oplot-T ดังกล่าว กองทัพบกไทยได้มีการสั่งจัดหารถถังหลัก VT4(MBT-3000) จาก NORINCO สาธารณรัฐประชาชนจีนชุดแรก ๒๘คัน วงเงิน ๔,๙๘๔ล้านบาท ในปี พ.ศ.๒๕๕๙(2016)
และชุดที่สอง ๑๑คัน วงเงินประมาณ ๒พันล้านบาท ในปี พ.ศ.๒๕๖๐(2017) คาดว่ารถถังหลัก VT4 ชุดแรกจะส่งมอบให้กองทัพบกไทยได้ในปลายปีนี้(2017) และน่าจะเข้าประจำการใน กองพันทหารม้าที่๖ กรมทหารม้าที่๖ กองพลทหารม้าที่๓ ครับ