วันพฤหัสบดีที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2560

KAI ผลักดันการขายเครื่องบินฝึกนักบินขับไล่ T-50TH เพิ่มเติมแก่กองทัพอากาศไทย

ADEX 2017: KAI pushes for additional T-50 sale to Thailand
First T-50TH Lead-In Fighter Trainer of 401st Squadron, Wing 4, Royal Thai Air Force at Korea Aerospace Industries facility(https://www.facebook.com/RTAFpage)

A model of the FA-50 on display at ADEX 2017, with the T-50 in the background. (HIS Markit /Gareth Jennings)
http://www.janes.com/article/74971/adex-2017-kai-pushes-for-additional-t-50-sale-to-thailand



Royal Thai Air Force former L-39ZA/ART of 401st Squadron Wing4 Takhli was transited to combine unit in 411st Squadron Wing41 Chiang Mai, 5 October 2017
http://www.wing41.rtaf.mi.th/readnews.php?catenews=3&newsid=1770

บริษัท Korea Aerospace Industries(KAI) สาธารณรัฐเกาหลีตั้งความหวังในการขายเครื่องบินฝึกนักบินขับไล่ T-50TH Golden Eagle ระยะที่๓ เพิ่มเติมแก่กองทัพอากาศไทย(Royal Thai Air Force) เพิ่มเติมจากที่มีการลงนามจัดหาแล้วสองระยะรวม ๑๒เครื่อง
Jane's ได้รับข้อมูลเมื่อ ๑๗ ตุลาคมว่า KAI เกาหลีใต้หวังที่จะมีการเจรจาในระยะอันสั้นสำหรับโครงการจัดหาเครื่องบินฝึกนักบินขับไล่ T-50TH ระยะที่๓ อีก ๔เครื่อง ซึ่งมีความสำคัญในแผนการจัดหาดั้งเดิมให้ครบฝูงบิน ๑๖เครื่องของกองทัพอากาศไทย

โดย T-50TH ในโครงการจัดหาระยะที่๒ ๘เครื่อง วงเงินประมาณ ๘,๘๐๐ล้านบาท($258 million) ที่ลงนามเมื่อวันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๖๐(2017) นั้นกำลังอยู่ระหว่างการสั่งจัดหาขั้นต้นและน่าจะถูกส่งมอบได้พร้อมกับเครื่องชุดแรก
ซึ่ง T-50TH ในโครงการจัดหาระยะที่๑ ๔เครื่อง วงเงิน ๓,๗๐๐ล้านบาท($108 million) ที่ลงนามเมื่อเมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๘(2015) จะมีการส่งมอบได้ตามกำหนดได้ภายในเดือนมีนาคม พ.ศ.๒๕๖๑(2018)

"เราได้พูดกับผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศไทยที่แสดงความพร้อมและหวังจะเริ่มการเจรจาอย่างเป็นทางการในการจัดหาระยะที่สามในเร็วๆนี้"
Jake Jaehong Kim ผู้จัดการอาวุโสทีมพัฒนาธุรกิจภาคตะวันออกกลางและแอฟริการเหนืองของ KAI กล่าวในงานแสดงการบินและยุทโธปกรณ์นานาชาติ Aerospace and Defence Exhibition 2017(ADEX 2017) ที่ Seoul ระหว่างวันที่ ๑๗-๒๒ ตุลาคม

กองทัพอากาศไทยเคยถูกคาดว่าจะทำการจัดหาเครื่องบินฝึกนักบินขับไล่ KAI T-50TH ทั้งหมด ๑๖เครื่องในโครงการจัดหาเดียว
แต่กองทัพอากาศไทยถูกบังคับให้แบ่งการจัดหาเป็นสามระยะเนื่องจากข้อจำกัดของงบประมาณกลาโหมที่ได้รับในแต่ละปีที่ไม่ถูกเพิ่มให้เพียงพอสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง

เครื่องบินฝึกนักบินขับไล่ T-50TH จะมีความพร้อมปฏิบัติการเต็มอัตราเพื่อทดแทนเครื่องบินขับไล่และฝึกแบบที่๑ บ.ขฝ.๑ L-39ZA/ART สาธารณรัฐเชค ของ ฝูงบิน๔๐๑ กองบิน๔ ตาคลี ที่ประจำการมาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๓๗(1994)
ล่าสุดเมื่อวันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๖๐(2017) ได้มีการโอนย้าย บ.ขฝ.๑ L-39ZA/ART ที่เหลือจากการปลดประจำการไปแล้วส่วนหนึ่งจาก ฝูงบิน๔๐๑ ไปรวมที่ ฝูงบิน ๔๑๑ กองบิน ๔๑ เชียงใหม่ ที่จะเป็นฝูงบินเดียวและฝูงบินสุดท้ายที่จะประจำการ L-39 ของกองทัพอากาศไทย

การเปิดเผยการคาดหวังถึงการจัดหา T-50TH ระยะที่๓ สำหรับกองทัพอากาศไทยมีขึ้นหลังจากการเปิดเผยเมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมาว่า
กองทัพอากาศสาธารณรัฐเกาหลี(ROKAF: Republic of Korea Air Force) จะได้รับมอบเครื่องบินฝึก/โจมตีเบา TA-50 เพิ่มเติมโดยไม่เปิดเผยจำนวนในปี 2019 เพิ่มจากที่มีประจำการอยู่แล้วมากกว่า 70เครื่อง

นาย Kim บอก Jane's ว่าจำนวนเครื่องสุดท้ายยังไม่ได้มีการตัดสินใจ และเขาปฏิเสธที่จะคาดเดาว่าจะเป็นจำนวนเท่าไร แม้ว่าช่วงที่ผ่านมา KAI กำลังมีปัญหาในกรณีการสอบสวนการทุจริตและฉ้อโกงของอดีตผู้บริหารสำนักงานใหญ่โดยหน่วยงานทางกฎหมายของรัฐบาลเกาหลีใต้ก็ตาม
แต่บริษัทยังตั้งความหวังที่จะส่งออกเครื่องบินรบไอพ่นตระกูล Golden Eagle ทั้ง T-50, TA-50 และ FA-50 ให้ได้ถึง ๑๘เครื่องในครึ่งปีแรกของปี 2018 ครับ

วันอังคารที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2560

เครื่องบินขับไล่ F-35A สหรัฐฯเปิดตัวในงาน ADEX 2017 เกาหลีใต้ครั้งแรก

ADEX 2017: F-35 makes South Korean show debut
One of the two USAF F-35As that has made the journey from Hill AFB in Utah to Seoul for the type's ADEX debut. Source: IHS Markit/Gareth Jennings
http://www.janes.com/article/74922/adex-2017-f-35-makes-south-korean-show-debut


เครื่องบินขับไล่ Lockheed Martin F-35A Lightning II Joint Strike Fighter(JSF) ได้เปิดตัวต่อสาธารณชนที่สาธารณรัฐเกาหลีเป็นครั้งแรกในงานแสดงการบินและความมั่นคงนานาชาติ Aerospace and Defence Exhibition 2017(ADEX 2017)
กองทัพอากาศสหรัฐฯ(USAF: US Air Force) ได้ส่งเครื่องบินขับไล่ F-35A 2เครื่องจากฐานทัพอากาศ Hill ในมลรัฐ Utah เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการจอดจัดแสดงและทำการบินในงาน ADEX 2017 ที่จัดขึ้น ณ ฐานทัพอากาศ Seoul ระหว่างวันที่ 17-22 ตุลาคมนี้
เป็นการให้เกาหลีใต้ได้แอบส่องดูตัวอย่างของเครื่องบินขับไล่ใหม่ในอนาคตของตน ขณะเดียวกันก็เป็นการส่งสัญญาณเตือนที่ทันท่วงทีต่อรัฐบาลสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีถึงขีดความสามารถและการแก้ปัญหาของสหรัฐฯในภูมิภาค

ในเดือนกันยายน 2014 สาธารณรัฐเกาหลีได้อนุมัติข้อตกลงในการจัดหาเครื่องบินขับไล่ F-35A จำนวน 40เครื่องวงเงินราว 7.3 trillion Korean Republic Won($6.5 billion) เพื่อตอบสนองความต้องการโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่อนาคต FX-III
การเจรจาสัญญาได้รวมการบรรลุข้อตกลงจากรัฐบาลสหรัฐฯต่อรัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลีในการส่งมอบวิทยาการที่จำเป็นสำหรับโครงการพัฒนาเครื่องบินขับไล่ KFX(Korean Fighter Experiment) ของเกาหลีใต้เอง
การส่งมอบเครื่องบินขับไล่ F-35A Lightning II ให้กองทัพอากาศสาธารณรัฐเกาหลี(ROKAF: Republic of Korea Air Force) จะเริ่มขึ้นในปี 2018

นอกเหนือจาาการจัดซื้อของกองทัพอากาศเกาหลีใต้และการมองก้าวหน้าไปยังเครื่องบินขับไล่อนาคตของตนแล้ว การปรากฎตัวของ F-35A ในงาน ADEX 2017 ยังสอดคล้องกับช่วงเวลาอันตึงเครียดที่สุดระหว่างสหรัฐฯและเกาหลีเหนือในรอบทศวรรษด้วย
ผู้นำสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี Kim Jong-un ได้ปฏิเสธที่จะยุติความทะเยอทะยานทางนิวเคลียร์ของตนสำหรับประเทศในการเผชิญหน้าต่อคำเตือนที่น่าสะพรึงกลัวจากคณะบริหารงานของประธานาธิบดีสหรัฐฯ Donald Trump ที่จะทำอะไรบางอย่าง
และเกาหลีเหนือยังคงยั่วยุด้วยการดำเนินการทดสอบการยิงระบบขีปนาวุธแบบต่างๆของตนอย่างต่อเนื่องมาแล้วหลายครั้งในปีนี้แทน

ในการตอบสนองต่อการทดสอบยิงขีปนาวุธของเกาหลีเหนือนี้ กองทัพสหรัฐฯในภูมิภาคได้ดำเนินการฝึกซ้อมรบและการดำเนินกลยุทธหลายครั้งเพื่อเสริมสร้างความมั่นใจต่อเครือข่ายชาติพันธมิตรและแสดงถึงการจัดการปัญหาต่อเกาหลีเหนือ
ซึ่งนั่นได้รวมถึงการนำเครื่องบินขับไล่ F-35 JSF มาวางกำลังในภูมิภาคนี้เป็นครั้งแรก ทั้งเครื่องบินขับไล่ F-35B นาวิกโยธินสหรัฐฯ(USMC: US Marine Corps) ที่วางกำลังนอกประเทศเป็นครั้งแรกที่ญี่ปุ่น(http://aagth1.blogspot.com/2017/01/f-35b.html)
ซึ่ง F-35B สหรัฐฯได้ทำการบินแสดงกำลังร่วมกับเครื่องบินทิ้งระเบิด Rockwell B-1B Lancer กองทัพอากาศสหรัฐฯ และเครื่องบินขับไล่ F-2 กองกำลังป้องกันตนเองทางอากาศญี่ปุ่น(JASDF: Japan Air Self-Defense Force) ครับ

ญี่ปุ่นวางตำแหน่งเครื่องบินลำเลียง C-2 เพื่อการส่งออก

Japan positions C-2 transport aircraft for exports
Japan began deploying its C-2 aircraft from Miho Air Base in May. Source: Japanese Air Self-Defence Force
http://www.janes.com/article/74709/japan-positions-c-2-transport-aircraft-for-exports

กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นกำลังเพิ่มความพยายามในการประชาสัมพันธ์เครื่องบินลำเลียงขนาดกลางสองเครื่องยนต์ไอพ่น C-2 ที่ผลิตโดย Kawasaki Heavy Industries(KHI) แก่ลูกค้าต่างประเทศ ตามที่มีการยืนยันเมื่อ 6 ตุลาคมที่ผ่านมา
กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นกล่าวในการแถลงว่าเป็นครั้งแรกที่จะมีการนำเครื่องบินลำเลียง Kawasaki C-2 ทำการบินไปยังต่างประเทศเพื่อจัดแสดงให้ลูกค้าในตะวันออกกลางและนิวซีแลนด์

กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นกล่าวเพิ่มว่ากองกำลังป้องกันตนเองทางอากาศญี่ปุ่น(JASDF: Japan Air Self-Defense Force) จะทำการบินเครื่องบินลำเลียง C-2 ไปยังสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์(UAE: United Arab Emirates)
เพื่อเข้าร่วมงานแสดงการบิน Dubai Airshow 2017 ที่จะมีขึ้นในช่วงวันที่ 12-16 พฤศจิกายนที่จะถึงนี้ ซึ่งกองทัพอากาศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์(United Arab Emirates Air Force) แสดงความสนใจที่จะจัดหา C-2 ญี่ปุ่นจำนวนหนึ่ง

หลังจากงาน Dubai Airshow 2017 ในเดือนพฤศจิกายนเช่นกัน เครื่องบินลำเลียง C-2 ญี่ปุ่นจะทำการบินยังนิวซีแลนด์เพื่อแสดงให้กองทัพอากาศนิวซีแลนด์(RNZAF: Royal New Zealand Air Force) ชม
โดยกองทัพอากาศนิวซีแลนด์กำลังอยู่ระหว่างการตั้งโครงการจัดหาเครื่องบินลำเลียงทางยุทธวิธีใหม่แทน Lockheed Martin C-130H Hercules และเครื่องบินตรวจการณ์ทางทะเล Lockheed P-3K2 Orion ซึ่งญี่ปุ่นเสนอเครื่องบินตรวจการณ์ทางทะเล Kawasaki P-1

ตามการอ้างคำกล่าวของรัฐมนตรีกลาโหมญี่ปุ่น นาย Itsunori Onodera ว่าขีดความสามารถของ C-2 ได้เป็นที่ดึงดูดความสนใจในตลาดอากาศยานนานาชาติ
และการตัดสินใจที่จะนำเครื่องไปจัดแสดงที่ตะวันออกกลางและนิวซีแลนด์นั้นเป็นโอกาสในการแสดงสาธิตความก้าวหน้าทางด้านวิทยาการความมั่นคงของญี่ปุ่น

เครื่องบินลำเลียง KHI C-2 เข้าประจำการในกองกำลังป้องกันตนเองทางอากาศญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนมีนาคม 2016 โดยปัจจุบันมีประจำการาว 4เครื่อง
แต่คาดว่าจะมีการสั่งจัดหาอีกประมาณ 60เครื่องเพื่อทดแทนเครื่องบินลำเลียงเก่า เช่น เครื่องบินลำเลียงสองเครื่องยนต์ไอพ่น Kawasaki C-1 ญี่ปุ่นและเครื่องบินลำเลียงสี่เครื่องยนต์ใบพัด C-130H สหรัฐฯ

ตามข้อมูลจาก Jane’s All The World's Aircraft: Development & Production เครื่องบินลำเลียง C-2 มีลำตัวยาว 44m ซึ่งเป็นเครื่องบินลำเลียงที่มีขนาดใหญ่ที่สุดที่ประจำการในกองกำลังป้องกันตนเองทางอากาศญี่ปุ่น
และมีพิสัยการบินไกลกว่าเครื่องบินลำเลียงเก่าที่จะถูกแทนที่อย่างมาก โดย C-2 มีพิสัยการบิน 3,024nmi(5,600km) เมื่อบรรทุกสัมภาระหนักสุด 30tons ครับ

วันจันทร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2560

รถถังหลัก K2 Black Panther เกาหลีใต้ใหม่จะใช้ระบบส่งกำลังจากต่างประเทศ

New K-2 battle tanks to use imported transmission: arms agency
The K-2 main battle tank produced by South Korea is shown in this photo provided by the Army. (Yonhap)
http://english.yonhapnews.co.kr/news/2017/10/13/0200000000AEN20171013004800315.html

สาธารณรัฐเกาหลีวางแผนที่จะเสร็จสิ้นสายการผลิตจำนวนมากและวางกำลังรถถังหลัง K2 Black Panther เพิ่มเติมภายในปี 2020 เป็นเวลา 3ปีที่ล่าช้าไปจากเป้าหมายกำหนดการดั้งเดิม เนื่องจากสาเหตุด้านความล้มเหลวทางเทคนิค
ตามที่ สำนักงานโครงการจัดหากลาโหม(DAPA: Defense Acquisition Program Administration) หน่วยงานด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ของรัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลีได้แถลงเมื่อ 13 ตุลาคมที่ผ่านมา

ในขั้นต้น DAPA ต้องการจะจัดหาระบบขับเคลื่อนที่พัฒนาสร้างเองภายในเกาหลีใต้ ซึ่งประกอบด้วยระบบส่งกำลังและเครื่องยนต์ สำหรับสายการผลิตจำนวนมากของรถถังหลัก K2 ระยะที่สอง
ในความเอนเอียงไปทางระบบขับเคลื่อนที่ออกแบบโดยเยอรมนีซึ่งถูกใช้ใน ถ.หลัก K2 ในสายการผลิตรอบแรกโดยบริษัท Hyundai Rotem สาธารณรัฐเกาหลีที่เริ่มมาตั้งปี 2013

แต่ระบบส่งกำลังอัตโนมัติที่พัฒนาโดยบริษัท S&T Dynamics สาธารณรัฐเกาหลีนั้น ล้มเหลวต่อการทดสอบในด้านความน่าเชื่อถือและความทนทาน
ซึ่งรถถังหลัก K2 ในสายการผลิตระยะที่สองมีแผนจะใช้เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 1,500HP ของบริษัท Doosan DSTสาธารณรัฐเกาหลีแทนเครื่องยนต์ดีเซล MTU-890 เยอรมนี

ในรายงานต่อคณะกรรมการกลาโหมของสมัชชาแห่งชาติเพื่อการตรวจสอบประจำปี DAPA กล่าวว่ามันเป็นการผลักดันสำหรับการจัดหาระบบส่งกำลังจากผู้รับสัญญาต่างประเทศ
และมันมีแผนที่จะนำเครื่องยนต์ที่พัฒนาและผลิตในเกาหลีใต้สำหรับระบบขับเคลื่อนของรถถังหลัก K2 อยู่ ซึ่งรถถังชุดแรกที่ใช้ ย.ดีเซล MTU-883 เยอรมนี และระบบส่งกำลัง Renk เยอรมนี

"สายการผลิตระยะที่สองและการนำเข้าประจำการจะเสร็จสิ้นได้ในช่วงระหว่างปี 2019-2020" ถ้าแผนดังกล่าวได้รับการอนุมัติโดยคณะกรรมการอุตสาหกรรมกลาโหมของรัฐบาลเกาหลีใต้
ซึ่งจะมีการแถลงการตัดสินใจในเดือนมกราคมปี 2018 ที่จะถึงนี้ ตามที่ DAPA เกาหลีใต้กล่าว

รถถังหลัก K2 Black Panther เป็นรถถังที่เป็นเอกลักษณ์ของเกาหลีใต้ ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อทดแทนรถถังหลัก K1 ที่เป็นรถถังหลักแบบแรกที่ออกแบบผลิตในเกาหลีใต้
K2 เป็นหนึ่งในรถถังหลักที่มีความก้าวหน้ามากที่สุดในโลก โดยเกาหลีใต้หวังที่จะส่งออกรถถังหลัก K2 ของตนในราคาคันละราว $7.5 million ครับ

วันอาทิตย์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2560

รัสเซียซ่อมเฮลิคอปเตอร์โจมตี Mi-35P กองทัพอากาศพม่าเครื่องแรกเสร็จแล้ว

Russian Helicopters repairs Mi-24P helicopter for Myanmar Air Force
A team of specialists will arrive at Myanmar in October to repair three remaining helicopters
http://tass.com/defense/970640

Myanmar Air Force Mi-35P Attack Helicopter with Rocket Pod(mmmilitary.blogspot.com)

Russian Helicopters กลุ่มอุตสาหกรรมผู้ผลิตเฮลิคอปเตอร์ของรัสเซียได้เสร็จสิ้นการซ่อมเฮลิคอปเตอร์โจมตี Mil Mi-35P(Mi-24P รุ่นส่งออก NATO กำหนดรหัส Hind-F) กองทัพอากาศพม่า(Myanmar Air Force: Tatmadaw Lay) เครื่องแรกจากทั้งหมด 4เครื่อง
ภายใต้สัญญาที่ได้รับการดำเนินการก่อนหน้านี้ ที่จะดำเนินการซ่อม ฮ.โจมตี Mi-35P กองทัพอากาศพม่า 1เครื่องในรัสเซีย และอีก 3เครื่องในพม่า ตามที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของ Russian Helicopters กล่าวเมื่อวันที่ 13 ตุลาคมที่ผ่านมา

"สัญญานี้มีความสำคัญยิ่งสำหรับเรา เพราะนี่เป็นครั้งแรกเมื่อเรากำลังดำเนินการใช้รูปแบบการซ่อมยกเครื่อง(overhaul)ของเฮลิคอปเตอร์โจมตี ด้วยการนำผู้เชี่ยวชาญของบริษัทเดินทางไปยังดินแดนของประเทศลูกค้า
ความสำเร็จในการเสร็จสิ้นกิจการทั้งหมดจะเป็นพื้นฐานสำหรับการเดินหน้าความร่วมมือต่อไป และการลงนามในข้อตกลงใหม่กับหุ้นส่วนของเราจากพม่า" Russian Helicopters กล่าว

ทีมผู้เชี่ยวชาญของ Russian Helicopters จะเดินทางถึงพม่าในเดือนตุลาคมนี้เพื่อซ่อมเฮลิคอปเตอร์โจมตี Mi-35P ที่เหลืออีก 3เครื่อง "โรงงานและอุปกรณ์อากาศยานได้รับซ่อมแซมแล้วในสหพันธรัฐรัสเซีย
และการฟื้นฟูความสามารถการปฏิบัติการของเฮลิคอปเตอร์ Mi-35 ได้ถูกส่งมอบให้ลูกค้าแล้วในเวลาขณะนี้ ด้วยการรับมอบหมายของครั้งหน้าระหว่างการยกเครื่องและอายุการใช้งานสำหรับพวกมัน" Russian Helicopters กล่าว

ปัจจุบันกองทัพอากาศพม่ามีเฮลิคอปเตอร์รัสเซียประจำการอยู่หลายแบบ นอกจากเฮลิคอปเตอร์โจมตี Mi-35P จำนวนราว 9-10เครื่อง
คือเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป Mil Mi-2 จำนวนราว 21เครื่องซึ่งบางเครื่องสามารถติดอาวุธโจมตีภาคพื้นดินได้ และเฮลิคอปเตอร์ลำเลียง Mil Mi-17 จำนวน 12เครื่อง(จัดหามารวม 13เครื่อแต่เกิดอุบัติเหตุตกไป 1เครื่อง)

ทั้งนี้จากภาพที่เปิดเผยล่าสุด มีเฮลิคอปเตอร์โจมตี Mi-35P ของกองทัพอากาศพม่าอย่างน้อย 1เครื่องได้รับการปรับปรุงติดตั้งกล้องตรวจการณ์ชี้เป้าหมาย EO/FLIR ใหม่ที่น่าจะเป็นแบบ Controp iSky-50HD(DSP-HD) อิสราเอล(http://aagth1.blogspot.com/2017/10/mi-35p-tvflir.html)
โดยตั้งแต่จัดหามาในช่วงปี 2010-2011 กองทัพอากาศพม่าได้นำ ฮ.โจมตี Mi-35P ไปใช้ในปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่อกองกำลังติดอาวุธกลุ่มชาติพันธุ์มาแล้วหลายครั้ง เช่น กองกำลังติดอาวุธคะฉิ่น KIA ในรัฐคะฉิ่นทางตอนเหนือติดพรมแดนจีนปี 2013 และในรัฐฉาน เป็นต้นครับ

วันเสาร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ญี่ปุ่นทำพิธีปล่อยเรือพิฆาตชั้น Asahi ลำที่สอง DD-120 Shiranui ลงน้ำ

Japan MHI launched the Second 25DD/Asahi-class ASW Destroyer "Shiranui" for JMSDF


25DD-class ASW Destroyer Shiranui (hull number 120) was launched during a ceremony at MHI Nagasaki shipyard. Picture via ship spotter colleague @toma_san @tamotaro
https://navyrecognition.com/index.php/news/defence-news/2017/october-2017-navy-naval-forces-defense-industry-technology-maritime-security-global-news/5634-japan-mhi-launched-the-second-25dd-asahi-class-asw-destroyer-shiranui-for-jmsdf.html


อู่ต่อเรือบริษัท Mitsubishi Heavy Industries(MHI) ที่ Nagasaki ได้ทำพิธีตั้งชื่อเรือและปล่อยเรือลงน้ำของเรือพิฆาตชั้น Asahi(25DD) ลำที่สอง DD-120 JS Shiranui(26DD) ซึ่งเป็นลำสุดท้ายของชั้น
โดยเรือพิฆาต DD-120 Shiranui คาดว่าจะเข้าประจำการในกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่น(JMSDF: Japan Maritime Self Defense Force) ในปี 2019
ตามเรือพี่สาวของเธอ DD-119 JS Asahi ที่ทำพิธีปล่อยเรือลงน้ำเมื่อ 19 ตุลาคม 2016 เริ่มการทดลองเรือในทะเลเมื่อเดือนกรกฎาคม 2017 และจะเข้าประจำการในเดือนมีนาคม 2018

เรือพิฆาตชั้น Asahi เป็นเรือพิฆาตปราบเรือดำน้ำ(ASW: Anti-Submarine Warfare Destroyer) ที่มีพื้นฐานพัฒนาจากเรือพิฆาตชั้น Akizuki(19DD) ซึ่งถูกออกแบบมาเน้นด้านการเป็นเรือพิฆาตป้องกันภัยทางอากาศ(Anti-Air Warfare Destroyer) มากกว่า
เรือพิฆาตชั้น Akizuki ทั้ง 4ลำประกอบด้วย DD-115 Akizuki เข้าประจำการเมื่อ 14 มีนาคม 2012, DD-116 Teruzuki เข้าประจำการเมื่อ 7 มีนาคม 2013,
DD-117 Suzutsuki เข้าประจำการเมื่อ 12 มีนาคม 2014 และ DD-118 Fuyuzuki เข้าประจำการเมื่อ 13 มีนาคม 2014

เรือพิฆาตชั้น Asahi มีระวางขับน้ำมากกว่า 5,000tons ความยาวเรือ 151m กว้าง 18.3m และกินน้ำลึก 5.4m ขับเคลื่อนด้วยระบบเครื่องยนต์แบบ COGLAG(Combined Gas Turbine Electric and Gas Turbine)
ประกอบด้วยเครื่องยนต์กังหัน Gas Turbine แบบ General Electric/IHI LM2500IEC กำลัง 2,100MW/2,800HP สองเครื่อง กับ Motor ไฟฟ้ากำลัง 2.5MW/3,400HP สองเครื่อง
ซึ่งเป็นเรือลำแรกของกองกำลังป้องกันทางทะเลญี่ปุ่นที่ติดตั้งระบบ COGLAG ซึ่งเป็นระบบขับเคลื่อนแห่งอนาคตที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าระบบแบบเดิมอย่างมาก

เรือพิฆาตชั้น Asahi ติดตั้งระบบตรวจจับแบบต่างๆที่มีความล้ำสมัยสูง เช่น Radar เอนกประสงค์แบบ GaN-AESA(Gallium Nitride-Active Electronically Scanned Array) รุ่นใหม่ที่พัฒนาจาก AESA radar แบบ FCS-3A
โดย FCS-3A เช่นที่ติดตั้งบนเรือพิฆาตชั้น Akizuki นั้นมีจานสัญญาณตรึง4ด้าน(หน้าสอง หลังสอง)ทำงานย่านความถี่ C-Band (เป็นเรือรบชั้นแรกของญี่ปุ่นที่ติดตั้ง GaN-AESA radar และเป็นชั้นที่สองของโลกต่อจากเรือฟริเกตแบบ F125 ชั้น Baden-Württemberg กองทัพเรือเยอรมนีที่ติดตั้ง Radar แบบ TRS-4D)
เรือพิฆาตชั้น Asahi ยังติดตั้งระบบ Sonar ประกอบด้วย Sonar ที่ใต้ตัวเรือแบบ OQQ-24 และ Sonar ชักหย่อนด้านท้ายเรือปรับระดับความลึกได้แบบ OQR-4

ระบบอาวุธของเรือพิฆาตชั้น Asahi ประกอบด้วยเช่น แท่นยิงแนวดิ่ง Mk41 VLS(Vertical Launching System) 32ท่อยิงด้านหน้าเรือสำหรับอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ RIM-162 ESSM และจรวดปราบเรือดำน้ำ Type 07 VL-ASROC,
อาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นต่อต้านเรือผิวน้ำ Type 90 แท่นยิง 8นัด และแท่นยิง Torpedo เบาปราบเรือดำน้ำแฝดสาม 2แท่นยิง ระบบอาวุธที่จะได้รับการติดตั้งในอนาคตอาจจะมีเช่น
อาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำ XSSM, อาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ XRIM-4(ใช้ระบบตรวจจับ AESA radar เพื่อแทน ESSM), กระสุนปืนใหญ่เรือระยะยิงไกล และ Torpedo เบาปราบเรือดำน้ำแบบ Type 12(G-RX5) ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการพัฒนา

เรือพิฆาตชั้น Asahi ถูกออกแบบมาเพื่อมุ่งเน้นการลดค่าใช้จ่ายในการจัดหาขณะที่คงการพัฒนาและเติบโตต่อไปในอนาคต นั่นทำให้เรือชั้นนี้มีรูปแบบความคล้ายคลึงกับเรือพิฆาตชั้น Akizuki
คาดว่าเรือพิฆาต DD-119 Asahi มีกำหนดจะเข้าประจำการในเดือนมีนาคม 2018 โดยจะประจำการที่ฐานทัพเรือ Sasebo สังกัด หมวดเรือคุ้มกันที่2 กองเรือคุ้มกันที่2 ของกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่น
ทั้งนี้หลังจากนี้ญี่ปุ่นมีแผนจะสร้างเรือพิฆาตแบบ 33DD ใหม่ที่ออกแบบโดยบริษัท Kawasaki Heavy Industries โดยเรือลำแรกจะได้รับงบประมาณในปี 2021 และปล่อยเรือลงน้ำได้ในปี 2024 ซึ่งเรือพิฆาต 33DD มีขนาดใหญ่กว่าเรือชั้น Asahi และมีเสากระโดงแบบบูรณาการพร้อมตัวเรือแบบ CFRP ครับ

วันศุกร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2560

กองทัพสหรัฐฯจะส่งรถหุ้มเกราะล้อยาง Stryker รุ่นติดอาวุธหนักใหม่ไปยุโรป

AUSA 2017: Two new, more heavily armed Stryker variants heading to Europe
GDLS Stryker fitted with the Kongsberg MC-RCT armed with the latest Orbital ATK Armament Systems 30 mm XM813 dual feed automatic cannon. Source: GDLS
http://www.janes.com/article/74789/ausa-2017-two-new-more-heavily-armed-stryker-variants-heading-to-europe


AUSA 2017: US Army mulls new short-range air defence solutions
http://www.janes.com/article/74818/ausa-2017-us-army-mulls-new-short-range-air-defence-solutions


Boeing-General Dynamics Land Systems Stryker Mobile SHORAD Launcher(taskandpurpose.com, breakingdefense.com)

กองทัพบกสหรัฐฯ(US Army) จะนำรถหุ้มเกราะล้อยางลำเลียงพล Stryker Infantry Carrier Vehicle Dragoon รุ่นติดป้อมปืนใหญ่กล 30mm และรุ่นติดป้อมปืนพร้อมอาวุธปล่อยนำวิถี Javelin คันแรกของทั้งสองรุ่นไปทำการทดสอบการปฏิบัติการที่ยุโรปในเดือนธันวาคม
ตามที่เจ้าหน้าที่ได้กล่าวในระหว่างานแสดงยุทโธปกรณ์ Association of the US Army 2017 (AUSA 2017) ที่ Washington D.C ระหว่างวันที่ 9-11 ตุลาคมที่ผ่านมา
โดยผู้นำกองทัพบกสหรัฐฯได้เรียกแบบรถหุ้มเกราะล้อยาง Stryker ICV รุ่นติดป้อมปืนใหญ่กล 30mm ว่า 'Dragoon' และกำหนดแบบเป็น XM1296 Stryker ICV Dragoon

ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจบริษัท General Dynamics Land Systems(GDLS) นาย Mike Peck กล่าวกับ Jane's ว่าบริษัทกำลังสร้างรถหุ้มเกราะล้อยาง Stryker Dragoon ในอัตรา 10คันต่อเดือน และคาดว่าจะมีรถทั้งหมด 83คันที่สร้างเสร็จในเดือนพฤษภาคม 2018
ในเดือนธันวาคมที่จะถึงนี้ทหารกองทัพบกสหรัฐฯจะเริ่มได้รับ 'อุปกรณ์การฝึกใหม่' พร้อมกับรถหุ้มเกราะล้อยาง Stryker รุ่นติดปืนใหญ่กล นาย Peck กล่าว
การเพิ่มอำนาจการยิงนี้ถูกขับเคลื่อนผ่านการแถลงความต้องการปฏิบัติการจาก กรมทหารม้าที่2(2nd Cavalry Regiment หรือที่รู้จักในชื่อ Dragoons) ที่มีฐานที่ตั้งที่ Vilseck ในเยอรมนี ผู้นำกองทัพบกสหรัฐฯได้อนุมัติแผนนี้ในปี 2015

พันเอก Glenn Dean ผู้จัดการโครงการสำหรับชุดรบกองพลน้อย Stryker(Stryker Brigade Combat Team) กล่าวกับ Jane's ว่า กรมทหารม้าที่2 จะได้รับมอบรถเกราะ Stryker Dragoon 83คัน และ Stryker CROWS-J 87คัน
CROWS-Javelin หรือ CROWS-J เป็นการบูรณาการนำอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้รถถัง Raytheon-Lockheed Martin FGM-148 Javelin เข้ากับป้อมปืน Remote แบบ Kongsberg CROWS II (Common Remotely Operated Weapon Station) นอร์เวย์
สำหรับ Dragoon บริษัท Orbital ATK Armament Systems ได้ส่งมอบปืนใหญ่กล XM813 Bushmaster ขนาด 30x173mm ป้อนกระสุนสองทาง ในความจริงจังต่อโครงการ

ปืนใหญ่กล XM813 Bushmaster 30mm ได้ถูกนำมาติดตั้งกับป้อมปืน MC-RCT(Medium Calibre Remote Controlled) ของบริษัท Kongsberg นอร์เวย์ และบูรณาการเข้ากับรถหุ้มเกราะล้อยาง Stryker ของบริษัท GDLS
Orbital ATK Armament Systems ได้รับสัญญาในการจัดส่งปืนใหญ่กล XM813 จำนวน 95กระบอกให้ GDLS ซึ่งการส่งมอบได้เริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา และมีกำหนดจะเสร็จสิ้นในเดือนมีนาคม 2018
ตามที่พันเอก Dean กล่าว กรมทหารม้าที่2 Dragoons กองทัพบกสหรัฐฯยังจะได้รับมอบรถหุ้มเกราะล้อยาง Stryker Scout ซึ่งติดตั้งระบบตรวจการณ์และตัวถังแบบสองชั้นรูปตัวV(double v-hull) ที่ดีกว่าสำหรับภารกิจลาดตระเวนด้วย

ในงาน AUSA 2017 บริษัท Boeing สหรัฐฯ และ General Dynamics Land Systems ยังได้ร่วมทีมเพื่อเสนอกองทัพบกสหรัฐฯในโครงการจัดหาระบบป้องกันภัยทางอากาศพิสัยใกล้ (SHORAD: Short-Range Air Defence) เพื่อทดแทนระบบ Avenger บนรถยนต์บรรทุก HMMWV
โดย Boeing-GDLS ได้เปิดตัว Stryker MSL(Mobile SHORAD Launcher) ซึ่งเป็นการปรับปรุงแท่นยิง AN/TWQ-1 Avenger ของ Boeing เข้ากับรถเกราะล้อยาง Stryker 8x8 พร้อมระบบอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศแบบใหม่
เช่น Raytheon FIM-92 Stinger นำวิถี IR รุ่นปรับปรุงใหม่ในท่อยิง 4นัด, Lockheed Martin Longbow Hellfire นำวิถี radar 4นัด และ Raytheon AI-3 ซึ่งพัฒนาจากอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ AIM-9 Sidewinder นำวิถี IR 2นัดครับ

วันพฤหัสบดีที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2560

บราซิลเผยแผนการผลิตเครื่องบินขับไล่ Gripen E/F สวีเดน และแคนาดาสนใจ F/A-18A/B ออสเตรเลีย

Brazil reveals Gripen production schedule, Embraer’s manufacturing role
Brazil has signed for 36 Gripen E/F fighters under an initial contract. The Gripen E is shown here in a rendering. Source: Saab
http://www.janes.com/article/74696/brazil-reveals-gripen-production-schedule-embraer-s-manufacturing-role

กองทัพอากาศบราซิล(FAB, Brazilian Air Force) ได้เปิดเผยรายละเอียดแผนสายการผลิตสำหรับเครื่องบินขับไล่ SAAB Gripen E/F(หรือ F-39 ในกองทัพอากาศบราซิล) สวีเดน 36เครื่องที่ได้สั่งจัดหาในปี 2014 วงเงิน $5.4 billion
และได้กล่าวกับ Jane's เมื่อวันที่ 5 ตุลาคมที่ผ่านมาว่า การส่งมอบเครื่องบินขับไล่ Gripen E/F จะมีขึ้นในช่วงปี 2019-2024

เครื่องบินขับไล่ Gripen ของบราซิลจะเริ่มขั้นตอนการรับรองอากาศยานในเดือนมกราคม 2019 และ Gripen E รุ่นที่นั่งเดี่ยว และ Gripen F รุ่นสองที่นั่งที่เป็นเครื่องเที่ยวบินกับทดสอบเครื่องวัดประกอบการบินจะทำการบินครั้งแรกในเดือนกรกฎาคม 2019 และตุลาคม 2021 ตามลำดับ
บริษัท SAAB สวีเดนจะทำการผลิตเครื่องบินขับไล่ Gripen แบบเต็มทั้งเครื่องจำนวน 13เครื่อง และที่เหลืออีก 23เครื่องจะดำเนินการผลิตโดยที่บราซิลมีส่วนร่วม

สายการผลิตเครื่องบินขับไล่รุ่นที่นั่งเดี่ยว Gripen E ชุดแรก 11เครื่องจะมีการส่งมอบได้ในช่วงเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน 2021 และที่เหลืออีก 8เครื่องจะมีการสร้างขั้นต้นโดย Saab พร้อมกับการฝึกคนงานชาวบราซิลและประกอบขั้นสุดท้ายในบราซิล
ช่างอากาศยานบราซิลมากกว่า 350คนจะได้รับการฝึกที่สวีเดนจนถึงปี 2024 ตามที่โฆษกของ Saab กล่าวกับ Jane's

บริษัท Embraer Defense and Security บราซิลจะมีบทบาทสำคัญในโครงการและจะดำเนินการสายการผลิต Gripen E ที่นั่งเดี่ยว 8เครื่อง และ Gripen F สองที่นั่ง 7เครื่องแบบเต็มอัตราได้ในเดือนมิถุนายน 2020
โดยเครื่องบินขับไล่ Gripen E เครื่องแรกที่ประกอบโดย Embraer บราซิลจะส่งมอบได้ในเดือนสิงหาคม 2022 และ Gripen F เครื่องแรกที่ประกอบโดย Embraer จะส่งมอบได้ในเดือนกันยายน 2023 ครับ

Canada cements interest in Australian Hornets
Canada has formally expressed interest in Australia’s used Boeing F/A-18A/B Hornets, marking a significant development in the Royal Canadian Air Force’s search for a fighter that could temporarily fill the CF-18’s mission.
https://www.flightglobal.com/news/articles/canada-cements-interest-in-australian-hornets-441980/

Three Royal Australian Air Force F/A-18A Hornet s in 2013(wikipedia.org)

แคนาดาได้แสดงความสนใจอย่างเป็นทางการในการจัดหาเครื่องบินขับไล่ Boeing F/A-18A/B Hornet ที่ผ่านการใช้งานแล้วของกองทัพอากาศออสเตรเลีย(RAAF: Royal Australian Air Force)
เป็นการแสดงพัฒนาการที่สำคัญของกองทัพอากาศแคนาดา(RCAF: Royal Canadian Air Force) ในการจัดหาเครื่องบินขับไล่ขั้นระยะชั่วคราวเพื่อเติมเต็มภารกิจของเครื่องบินขับไล่ CF-18 Hornet(CF-188 ในกองทัพอากาศแคนาดา)

เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมารัฐมนตรีกลาโหมแคนาดา Harjit Sajjan ได้แสดงความสนใจที่จะจัดหาเครื่องบินขับไล่ F/A-18A/B Hornet มือสองจากออสเตรเลียที่มีประจำการวมราว 71เครื่อง ซึ่งจะถูกทดแทนโดยเครื่องบินขับไล่ Lockheed Martin F-35A Lightning II
ซึ่งเดิมกองทัพอากาศออสเตรเลียได้จัดหา F/A-18A 57เครื่อง และ F/A-18B 18เครื่อง รวม 75เครื่องในช่วงปี 1984-1990 โดยส่วนใหญ่ทำการประกอบโดยโรงงานอากาศยานรัฐบาลออสเตรเลีย(GAF: Government Aircraft Factories)

ตามการแถลงของรัฐบาลแคนนาดาเมื่อ 9 ตุลาคมที่ผ่านมา แคนาดาได้ยื่นการประกาศอย่างเป็นทางการในการแสดงถึงความสนใจนี้ต่อออสเตรเลีย โดยแคนาดาคาดว่าจะได้รับการตอบกลับภายในสิ้นปี 2017 เกี่ยวกับรายละเอียดของราคาเครื่องและจำนวนเครื่องที่จะจัดหาได้
โดยหลังที่รัฐบาลพรรคเสรีนิยมภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีแคนาดา Justin Trudeau ต้องการที่ถอนตัวจากโครงการ Joint Strike Fighter(JSF) ในการจัดหาเครื่องบินขับไล่ F-35A ทดแทน CF-18

แคนาดาได้แสดงความต้องการจัดหาเครื่องบินขับไล่ Boeing F/A-18E/F Super Hornet ตามรายงานที่รัฐบาลสหรัฐฯได้อนุมัติความเป็นไปได้ในการขายให้(http://aagth1.blogspot.com/2017/09/fa-18ef-super-hornet.html)
แต่รัฐบาลแคนาดาได้ระงับการเจรจากับบริษัท Boeing สหรัฐหลังที่บริษัทกล่าวหาว่าบริษัท Bombardier แคนาดาทำการทุ่มตลาดเครื่องบินโดยสารไอพ่น CSeries ของตนในตลาดสหรัฐฯ

ทำให้กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯกำลังสอบสวนเพื่อตรวจสอบว่าบริษัท Bombardier แคนาดาได้รับเงินทุนอุดหนุนอย่างไม่เป็นธรรมจากรัฐบาลแคนาดาหรือไม่
อย่างไรก็ตามความสัมพันธ์ดังกล่าวคาดว่าจะไม่ทวีความร้อนแรงขึ้น หลังจากที่กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯตัดสินใจที่จะเพิ่มภาษีอีกร้อยละ80 ในสัปดาห์ที่แล้ว หลังจากที่ได้เรียกเก็บภาษีอากรขาเข้าจากการนำเข้าเครื่องบินโดยสาร CS100 เป็นร้อยละ220 ครับ

วันพุธที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2560

กองทัพบกสหรัฐฯนำรถถังหลัก M1A2 ติด Trophy APS อิสราเอล และรับมอบเฮลิคอปเตอร์ UH-72A Lakota เครื่องสุดท้าย

US Army M1A2 Sep V2 MBT tanks fitted with Israeli Trophy active protection system 
Rafael Trophy active protection system mounted on Abrams M1A2 main battle tank

Israeli army Merkava IV main battle tank equipped with Rafael Trophy active protection ystem (Photo source Rafael)
https://www.armyrecognition.com/october_2017_global_defense_security_news_industry/us_army_m1a2_sep_v2_mbt_tanks_fitted_with_israeli_trophy_active_protection_system.html

กองทัพบกสหรัฐฯ(US Army) ได้ตัดสินใจขั้นสุดท้ายในการติดตั้งระบบป้องกันเชิงรุก(APS: Active Protection System) แบบ Trophy ของบริษัท Rafael อิสราเอลเข้ากับรถถังหลัก M1A2 SEPV2 Abrams เพื่อตอบสนองความต้องการเร่งด่วน
ในเดือนกันยายน 2017 รัฐบาลสหรัฐฯได้เผยแพร่ใน Website ทางการถึงการประกาศสัญญากับบริษัท General Dynamics Land Systems Inc. เพื่อบูรณาการติดตั้งระบบ Rafael Trophy APS กับ ถ.หลัก M1A2 SEPV2 ของชุดรบกองพลน้อยยานเกราะ(Armor Brigade Combat Team)

กองทัพบกอิสราเอล(Ground Arm of Israel Defense Forces) ได้ติดตั้งระบบป้องกันเชิงรุก Trophy กับรถถังหลัก Merkava Mark IV ตั้งแต่ปี 2009
รวมถึงติดตั้งกับรถเกราะสายพานลำเลียงพลหนัก Namer และรถหุ้มเกราะล้อยาง Eitan 8x8 ที่มีกำหนดจะนำเข้าประจำการในกองพันทหารราบกองทัพอิสราเอลในปีหน้า

Trophy เป็นระบบหยั่งรู้สถานการณ์และระบบป้องกันเชิงรุกแบบ Hard-Kill ซึ่งสามารถนำมาติดตั้งกับรถรบได้สามรูปแบบคือ HV(รถรบหุ้มเกราะหนัก), MV(รถหุ้มเกราะขนาดกลาง) และ LV(รถหุ้มเกราะเบา)
ระบบทุกรูปแบบจะเพิ่มขีดความสามารถด้านความอยู่รอดและเพิ่มขีดความสามารถในการดำเนินกลยุทธของกำลังชุดรบได้มากยิ่งขึ้น

Trophy-HV สำหรับรถรบหนักมากกว่า 30tons และรถรบขนาดกลางน้ำหนักมากกว่า 15tons สามารถปกป้องรถจากภัยคุกคามได้ทั้ง จรวดต่อสู้รถถัง, อาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้รถถัง(ATGM: Anti-Tank Guided Missile) และกระสุนระเบิดแรงสูงต่อสู้รถถัง(HEAT: High-Explosive Anti-Tank)
Trophy-HV ครอบคลุมการป้องกันรอบตัว 360องศาและขยายไปวังมุมยกขึ้น ขณะที่ยังคงพื้นที่ปลอดภัยต่อกำลังฝ่ายเดียวกันที่อยู่ใกล้รถ ขั้นตอนการทำลายภัยคุกคามจะมีขึ้นต่อเมื่อระบบประเมินแล้วว่าอาวุธจะยิงถูกรถเท่านั้น

ความสำเร็จในการนำไปใช้งานจริงของระบบ Trophy APS มีขึ้นในวันที่ 1 มีนาคม 2011 โดยระบบสามารถทำลายจรวด RPG(Rocket-Propelled Grenade) ที่ยิงใส่รถถังหลัก Merkava IV ในระยะใกล้ขณะปฏิบัติการในฉนวน Gaza ได้
ระบบ Trophy ยังคงได้รับการพิสูจน์การใช้งานจริงยังมีประสิทธิภาพหลายครั้ง เช่นในยุทธการ Protective Edge ปี 2014 ซึ่งไม่มีรถถังอิสราเอลสูญเสียแม้แต่คันเดียวในฉนวน Gaza ครับ

US Army completes Lakota deliveries
In the US Army service the Lakota is used for pilot training and 'behind-the-lines' support work. Source: US Army
http://www.janes.com/article/74722/us-army-completes-lakota-deliveries

กองทัพบกสหรัฐฯได้รับมอบเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป Airbus Helicopters UH-72A Lakota เครื่องที่ 400 ซึ่งเป็นเครื่องสุดท้ายสำหรับเป็นระบบฝึกและสนับสนุน ตามที่บริษัท Airbus Helicopters ประกาศเมื่อ 9 ตุลาคมที่ผ่านมา
เสร็จการส่งมอบเป็นเวลารวม 11ปีจากที่เฮลิคอปเตอร์รุ่นพลเรือน Eurocopter EC145(ปัจจุบันคือ Airbus Helicopters H145) ได้รับเลือกโดยกองทัพบกสหรัฐฯสำหรับเป็นเฮลิคอปเตอร์ฝึกนักบิน

ขณะที่การปฏิบัติในแนวหน้าจะใช้งานเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไปเช่น Sikorsky UH-60 Black Hawk ได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องแบ่งจำนวนเครื่องมาใช้งานในแนวหลังอย่างในแผ่นดินใหญ่สหรัฐฯ
การจัดหา ฮ.UH-72A Lakota ทำให้กองทัพบกสหรัฐฯสามารถปลดประจำการเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไปรุ่นเก่าอย่าง Bell UH-1 Huey และ OH-58A Kiowa ออกไปได้

จากที่ได้รับมอบ ฮ.UH-72A ชุดแรกในเดือนตุลาคม 2008 กองทัพบกสหรัฐฯได้ตั้งโครงการปรับปรุงจำนวนมากในสองปีให้หลังสำหรับนำไปใช้บทบาทการรักษาความั่นคงและการสนับสนุน(S&S: Security and Support) เช่น
การสนับสนุนการรักษากฏหมาย, การค้นหาและกู้ภัย, การแพทย์ฉุกเฉิน, การขนส่งบุคคลสำคัญ, การต่อต้านยาเสพติด, และการใช้งานธุรการทั่วไป

โดย ฮ.UH-72A Lakota ได้รับการติดตั้งกล้องตรวจการณ์ EO/IR(Electro-Optical Infrared) ที่กลางหัวเครื่อง, ไฟฉายค้นหากำลัง 30ล้านแรงเทียน, ระบบเชื่อมโยงวีดิทัศน์ analogue/digital, แผงควบคุมผู้ตรวจการณ์หลังพร้อมจอแสดงผล 15นิ้ว,
ชุดขยายการสื่อสารทางยุทธวิธี, รอกกว้านนอกตัวเครื่อง, ระบบบันทุกภาพวีดีทัศน์ digital, จอแสดงผลช่วย 10.4นิ้่วสำหรับนักบินที่1และนักบินที่2 และระบบบริหารจัดการภาพวีดิทัศน์

กองทัพบกไทย(Royal Thai Army)ได้เป็นประเทศส่งออกรายแรกนอกจากกองทัพบกสหรัฐฯที่จัดหาเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป ฮ.ท.๗๒ UH-72A Lakota จำนวน ๖เครื่องในรูปการขายแบบ Foreign Military Sale(FMS)
กองทัพบกไทยได้รับมอบ ฮ.ท.๗๒ UH-72A ๖เครื่องในเดือนเมษายน พ.ศ.๒๕๕๘(2015) แต่เกิดอุบัติเหตุตก ๑เครื่องเมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๙(2016) ปัจจุบันมีประจำการใน กองพันบินที่๔๑ กรมบิน ศูนย์การบินทหารบก ๕เครื่องครับ

วันอังคารที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ตุรกีอาจจะยกเลิกสัญญาจัดหา S-400 ถ้ารัสเซียปฏิเสธแนวคิดการผลิตร่วม

Turkey says it may annul S-400 contract if Russia rejects idea of joint production
The Turkish foreign minister said that if some anti-Russia-minded countries do not want Turkey to purchase S-400 from it, then they must provide their alternative
Vitaliy Nevar/TASS
http://tass.com/defense/969633

รัฐบาลตุรกีอาจจะต้องล้มเลิกความตั้งใจที่จะจัดหาระบบป้องกันภัยทางอากาศอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศพิสัยไกล S-400 จากรัสเซีย ถ้าข้อตกลงการผลิตร่วมในตุรกีไม่ได้รับการบรรลุผล
ตามที่รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศตุรกี นาย Mevlut Cavusoglu กล่าวในการให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ Aksam ตุรกี เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม

"เราได้ทราบว่าไม่มีการปฏิเสธอย่างเป็นทางการในเรื่องนั้น (ประธานาธิบดีรัสเซีย) Vladimir Putin เคยบอกเราว่าเราอาจจะนำสู่ก้าวต่อไปสำหรับการผลิตร่วม องค์ความรู้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก แต่ถ้าทัศนะคติของรัสเซียเป็นไปในเชิงลบ เราอาจจะต้องหันไปเปิดข้อตกลงกับประเทศอื่น
เราจำเป็นต้องจัดซื้อพวกมัน(S-400) แต่ถ้าบางประเทศที่มีแนวคิดต่อต้านรัสเซียไม่ต้องการให้ตุรกีจัดซื้อ S-400 จากรัสเซีย ดังนั้นพวกเขาก็ต้องเสนอที่จะส่งมอบระบบทางเลือกของพวกเขาให้เรา" รัฐมนตรี Cavusoglu กล่าว

ก่อนหน้านี้ในวันที่ 12 กันยายน ประธานาธิบดีตุรกี Recep Tayyip Erdogan ว่ารัฐบาลตุรกีได้ลงนามสัญญาจัดหากับรัฐบาลรัสเซียในการจัดซื้อระบบป้องกันทางอากาศ S-400 และมีการวางวงเงินมัดจำแล้ว
ผู้ช่วยประธานธิบดีรัสเซียด้านเทคนิคทางทหาร Vladimir Kozhin ยืนยันเรื่องนี้ในเดือนกันยายน โดยเสริมว่าการส่งมอบองค์ความรู้ด้านการผลิตให้ตุรกีไม่ได้อยู่ในวาระการประชุม

ทั้งนี้ในอดีตเมื่อเดือนกันยายนปี 2013 ตุรกีได้เลือกที่จะจัดหาระบบอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศพิสัยไกล FD-2000 จาก China Precision Machinery Export-Import Corp(CPMEIC) สาธารณรัฐประชาชนจีน
ซึ่งเป็นรุ่นส่งออกของอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศพิสัยไกล HQ-9(มีพื้นฐานจาก S-300 รัสเซีย) ที่ประจำการในกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน พร้อมการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตในตุรกีจากจีน

แต่จากการที่ NATO กังวลว่าการจัดหาระบบป้องกันภัยทางอากาศจากจีนของตุรกี จะทำให้จีนสามารถเข้าถึงข้อมูลสำคัญของระบบป้องกันภัยทางอากาศ NATO ได้ ทำให้ตุรกีต้องกลับมาพิจารณาถึงตัวเลือกระบบของประเทศกลุ่ม NATO
คือ Patriot จากบริษัท Raytheon กับ Lockheed Martin สหรัฐฯ และ Eurosam SAMP/T จาก MBDA/Thales Group ยุโรป จนต่อมาตุรกีแสดงความสนใจที่จะจัดหาอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศพิสัยไกล S-400 จากบริษัท Almaz-Antey รัสเซีย

นอกจากกองทัพรัสเซียที่เป็นผู้ใช้งานหลักของระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-400 รัสเซียยังได้ส่งออก S-400 ให้เบลารุส ซึ่งมีการส่งมอบแล้ว, จีนและอินเดียซึ่งมีการลงนามสัญญาจัดหาไปเมื่อช่วงปี 2015 และ 2016 ตามลำดับ
ล่าสุดซาอุดิอาระเบียและรัสเซียได้ลงนามบันทึกความเข้าใจในการจัดหาระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-400 ซึ่งรวมการสร้างในซาอุดิอาระเบียตามที่ได้รายงานไปด้วยครับ(http://aagth1.blogspot.com/2017/10/thaad-s-400.html)