วันอังคารที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2561

เครื่องบินขับไล่ F-5ST Super Tigris กองทัพอากาศไทยจะติดอาวุธปล่อยนำวิถี IRIS-T

Thai F-5s to fight on with IRIS-T missiles
The Royal Thai Air Force is to arm its Northrop F-5 fighters with IRIS-T short-range air-to-air missiles, following the signature of a repeat order with German manufacturer Diehl Defence.
https://www.flightglobal.com/news/articles/thai-f-5s-to-fight-on-with-iris-t-missiles-449537/


Royal Thai Air Force F-5F Super Tigris Prototype Roll Out Ceremony at 211st Squadron, Win21 Ubon Ratchathani, 23 May 2018(https://www.facebook.com/ball.kittidej)

Royal Thai Air Force F-5ST Super Tigris SMART Weapons include IRIS-T, Python-5, Derby and LIZARD 3

กองทัพอากาศไทย(RTAF: Royal Thai Air Force) จะติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยใกล้ IRIS-T กับเครื่องบินขับไล่แบบที่ ๑๘ข/ค Northop F-5E/F-5F Tiger II
เมื่อวันที่ ๑๔ มิถุนายนที่ผ่านมากองทัพอากาศไทยได้มีการลงนามสัญญาจัดหาอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ IRIS-T เพิ่มเติมจากบริษัท Diehl Defence เยอรมนีที่ได้ประกาศเมื่อวันที่ ๑๘ มิถุนายน โดยไม่มีการเปิดเผยจำนวนและวงเงินการจัดหา

อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยใกล้ Diehl IRIS-T เยอรมนีได้รับการจัดหาโดยกองทัพอากาศไทยครั้งแรกสำหรับเป็นอาวุธของเครื่องบินขับไล่แบบที่ ๒๐/ก Saab Gripen C/D ฝูงบิน๗๐๑ กองบิน๗ สุราษฎร์ธานี ที่ปัจจุบันมี ๑๑เครื่อง
และรวมถึงเครื่องบินขับไล่แบบที่ ๑๙/ก Lockheed Martin F-16AM/BM EMLU ฝูงบิน๔๐๓ กองบิน๔ ตาคลี จำนวน ๑๘เครื่อง ซึ่งได้รับการปรับปรุงขีดความสามารถโดยบริษัท อุตสาหกรรมการบิน Thai Aviation Industries(TAI) ไทยที่ได้รับความร่วมมือการดำเนินงานจากสหรัฐฯ

บริษัท Diehl Defence เยอรมนีเน้นย้ำว่า "แผนการจัดหาใหม่เพื่อบูรณาการอาวุธเข้ากับ F-5 ได้ทำให้ IRIS-T เป็นอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศมาตรฐานของกองทัพอากาศไทย"
ซึ่ง IRIS-T จะถูกนำไปติดตั้งกับเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๘ข/ค F-5E/F ฝูงบิน๒๑๑ กองบิน๒๑ อุบลราชธานี ๑๔เครื่องที่เข้ารับการปรับปรุงขีดความสามารถ F-5ST SUPER TIGRIS โดยบริษัท Elbit System อิสราเอล และ TAI ไทย(http://aagth1.blogspot.com/2018/05/f-5ef-super-tigris.html)

Flight Fleets Analyzer แสดงข้อมูลว่ากองทัพอากาศไทยยังคงประจำการเครื่องบินขับไล่ที่นั่งเดี่ยว บ.ข.๑๘ข F-5E จำนวน ๓๐เครื่อง และเครื่องบินขับไล่สองที่นั่ง บ.ข.๑๘/ค F-5F จำนวน ๔เครื่อง ซึ่งมีอายุการใช้งานระหว่าง ๓๐-๔๐ปี
รวมถึงเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๙/ก F-16A/B Block 15 OCU ฝูงบิน๑๐๓ กองบิน๑ โคราช, F-16A/B ADF ฝูงบิน๑๐๒ กองบิน๑ และ F-16AM/BM EMLU ฝูงบิน๔๐๓ กองบิน๔ รวมทั้งสามฝูงบินจำนวน ๕๓เครื่อง(http://aagth1.blogspot.com/2018/06/f-16ab.html)

การสั่งจัดหาจากกองทัพอากาศไทยล่าสุดนับเป็นการบูรณาการอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยใกล้ IRIS-T เข้ากับเครื่องบินขับไล่ F-5 ที่มีอายุการใช้งานมาเป็นครั้ง โดยคาดว่าจะใช้งานร่วมกับหมวกบินติดจอแสดงผล DASH IV
การปรับปรุง F-5ST SUPER TIGRIS ยังรวมถึงขีดความสามารถในการใช้อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยใกล้ Rafael Python-5 อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยกลางนอกระยะสายตา Rafael I-Derby และระเบิดนำวิถี Laser แบบ Elbit LIZARD 3 อิสราเอลด้วย

IRIS-T เป็นอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยใกล้นำวิถีด้วย Infrared แบบ all-aspect มีมิติขนาดและน้ำหนักเท่ากับอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยใกล้ Raytheon AIM-9L/M Sidewinder แต่ IRIS-T มีพิสัยยิงไกลสุดถึง16nmi(25km) และทำงานร่วมกับหมวกติดศูนย์เล็งได้
โดยหลังการบูรณาการระบบเข้ากับ F-5E/F กองทัพอากาศไทยมีแผนที่จะนำอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ IRIS-T ทดแทน AIM-9 Sidewinder อย่างเต็มอัตราในอนาคต

นอกจากเครื่องบินขับไล่ Gripen C/D, F-16AM/BM EMLU และ F-5E/F Super Tigris กองทัพอากาศไทย อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ IRIS-T ยังถูกใช้งานกับเครื่องบินขับไล่ Boeing F/A-18, Eurofighter Typhoon และ Panavia Tornado ที่ประจำการในหลายประเทศทั่วโลก
ที่เป็นชาติยุโรปที่เป็นหุ้นส่วนโครงการพัฒนาคือเยอรมนี, อิตาลี, สเปน, นอร์เวย์, สวีเดน และกรีซ และส่งออกต่างประเทศคือ ออสเตรีย, แอฟริกาใต้ และซาอุดิอาระเบีย ตามที่ Diehl Defence กล่าวครับ

ทะยานสู่สิบล้านแล้วครับ!!!!!!!!!!

ตั้งแต่ที่ทำ Blogspot มาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2013 ล่าสุดในเดือนมิถุนายน 2018 นี้ยอดผู้ชมก็เข้าสู่ระดับเกิน 10ล้านรายแล้ว
รวมเวลาที่ทำ Blog นี้มาก็ 4ปี 7เดือน ผู้เขียนก็ต้องขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่เข้ามาเยี่ยมชมตลอดมาตั้งแต่สมัย Exteen จนถึงปัจจุบันไว้ ณ ที่นี้ครับ

วันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ยูเครนและไทยมองแผนการจัดตั้งโรงงานอุตสาหกรรมทางทหารร่วมกัน

Ukraine, Thailand look to establish joint industrial facility
Ukraine and Thailand are considering plans to expand defence industrial collaboration through a jointly run facility that could support maintenance, repair and overhaul (MRO) and possibly joint production activities.
http://www.janes.com/article/81136/ukraine-thailand-look-to-establish-joint-industrial-facility


Royal Thai Army has displayed Ukrainian BTR-3K Commader varriant of BTR-3E1 8x8 wheeled Armoured Personnel Carrier and T--84M Oplot-T Main Battle Tank
in Children's Day 2018 at 2nd Cavalry Division Royal Guard in Bangkok, 13 January 2018(My Own Photos)
http://aagth1.blogspot.com/2018/01/vt4-oplot-m60a3.html

UkrOboronProm has displayed BTR-4E 8x8 Armoured Personnel Carrier for first time in Thailand at Defense and Security 2017 exhibition in Bangkok on 6-9 November.(My Own Photo)
http://aagth1.blogspot.com/2017/11/btr-4e-oplot-t-2018.html

ยูเครนและประเทศไทยกำลังพิจารณาแผนการขยายความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมความมั่นคงตลอดการดำเนินการจัดโรงงานอุตสาหกรรมทหารร่วมกัน
ที่สามารถจะสนับสนุนการปรนนิบัติบำรุงรักษา, ซ่อมแซม และยกเครื่องใหม่(MRO: Maintenance, Repair and Overhaul) และเป็นไปได้ถึงกิจการสายการผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ทางทหารร่วมกันภายในไทย

สภากลาโหมและความมั่นคงแห่งชาติยูเครน(NSDCU: National Security and Defense Council of Ukraine) ได้กล่าวในการแถลงว่าข้อเสนอการจัดตั้งโรงงานซึ่งจะมีที่ตั้งในไทยเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของยานยนต์ทางทหารของยูเครนในไทย
ได้เป็นหัวข้อในการหารือระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงกลาโหมไทยและกระทรวงกลาโหมยูเครนที่มีขึ้นเมื่อวันที่ 15 มิถุนายนที่ผ่านมาที่ยูเครน

สภากลาโหมและความมั่นคงแห่งชาติยูเครนบ่งชี้ว่าขอบเขตของความร่วมมือควรน่าจะตั้งอยู่บนหลักการที่กองทัพไทย(Royal Thai Armed Forces) น่าจะมีการจัดหายุทโธปกรณ์จากยูเครนเพิ่มเติม
ตามที่รองเลขาธิการสภากลาโหมและความมั่นคงแห่งชาติยูเครน Oleg Hladkovskiy กล่าวว่า "การเน้นย้ำความสำคัญ(ต่อคณะตัวแทนของไทย)ว่ายูเครนเราได้พร้อมที่เดินหน้าการส่งออกยานเกราะแก่ไทย เช่นเดียวกับการขยายขอบเขตของผลิตภัณฑ์ทางทหาร(ที่จะจัดส่งให้กองทัพไทย)"

กองทัพบกไทย(Royal Thai Army)ได้จัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์แบบแรกจากยูเครนคือยานเกราะล้อยางลำเลียงพลตระกูล BTR-3E1 8x8 ชุดแรกในปี พ.ศ.๒๕๕๑(2008) และชุดที่สองปี พ.ศ.๒๕๕๔(2011) รวมมากกว่า ๒๒๐คัน
เพื่อเข้าประจำการใน กรมทหารราบที่๒ รักษาพระองค์ และ กรมทหารราบที่๒๑ รักษาพระองค์ กองพลทหารราบที่๒ รักษาพระองค์ เพื่อแปรสภาพให้ ร.๒ รอ. และ ร.๒๑ รอ. พล.ร.๒ รอ. เป็นหน่วยทหารราบยานเกราะทั้งกรมและทั้งกองพล

เช่นเดียวกับ นาวิกโยธิน กองทัพเรือไทย(Royal Thai Marine Corps, Royal Thai Navy) ที่จัดหายานเกราะล้อยางลำเลียงพล BTR-3E1 จำนวน ๑๒คัน เข้าประจำการใน กองร้อยยานเกราะ กองพันรถถัง กองพลนาวิกโยธิน
โดย UkrOboronProm รัฐวิสาหกิจอุตสาหกรรมความมั่นคงของรัฐบาลยูเครนได้กล่าวว่าทำการส่งมอบยานเกราะล้อยาง BTR-3E1 ให้กับไทยครบทุกรุ่นที่สั่งจัดหาในปี พ.ศ.๒๕๕๙-๒๕๖๐(2016-2017) แล้ว

ต่อมากองทัพบกไทยได้สั่งจัดหารถถังหลัก Oplot-T จำนวน ๔๙คัน วงเงิน ๗,๒๐๐ล้านบาท($240 million) จากยูเครน ในปี พ.ศ.๒๕๕๔(2011) เข้าประจำการใน กองพันทหารม้าที่๒ กองพลทหารราบที่๒ รักษาพระองค์ ซึ่งได้รับมอบรถรวมแล้วราว ๔๓คัน
ซึ่ง UkrOboronProm ยูเครนยืนยันจะส่งมอบรถถังหลัก  Oplot-T ให้กองทัพบกไทยครบตามสัญญาที่ล่าช้ามานานในปี พ.ศ.๒๕๖๑(2018) นี้(http://aagth1.blogspot.com/2018/04/oplot-t.html, http://aagth1.blogspot.com/2018/04/atlet.html)

แม้ว่าผลกระทบจากการที่รัสเซียผนวก Crimea และสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธทำสงครามกับกองกำลังความมั่นคงรัฐบาลยูเครนในภาค Donbass ตั้งแต่ปี 2014 จะมีผลต่อความล่าช้าในการผลิตยานเกราะล้อยาง BTR-3E1 และรถถังหลัก Oplot ให้ไทยอย่างมาก
อย่างไรก็ตามยูเครนยังมองเห็นถึงโอกาสในการส่งออกผลิตภัณฑ์ทางทหารอื่นๆของตนแก่ไทย รวมถึงยานเกราะล้อยางลำเลียงพล BTR-4E 8x8 พร้อมสิทธิบัตรสายการผลิตในไทยครับ

Saab สวีเดนวางตำแหน่งเครื่องบินขับไล่ Gripen สำหรับความต้องการของฟิลิปปินส์

Saab’s Gripen positioned for Philippines fighter requirement
Saab is positioning its Gripen to meet the Philippines’ Multi-Role Fighter requirement. Source: Saab
http://www.janes.com/article/80943/saab-s-gripen-positioned-for-philippines-fighter-requirement

บริษัท Saab สวีเดนได้รุกคืบการหารือของตนร่วมกับกองทัพอากาศฟิลิปปินส์(PAF: Philippine Air Force) ในฐานะส่วนส่วนหนึ่งของการดำเนินการ
เพื่อให้ตรงความต้องการจัดหาเครื่องบินขับไล่ใหม่ของกองทัพอากาศฟิลิปปินส์ที่จะมีขึ้นในอีกไม่กี่ปีที่จะถึงข้างหน้า

แผนการจัดหาเครื่องบินขับไล่ใหม่ที่รู้จักในฟิลิปปินส์ว่าโครงการเครื่องบินขับไล่พหุภารกิจ Multi-Role Fighter(MRF) นั้นยังไม่ได้มีการออกเอกสารขอข้อเสนอ(RFI: Request for Information) อย่างเป็นทางการออกมา
แต่ Saab สวีเดนได้พร้อมในการวางตำแหน่งอย่างแข็งแรงสำหรับระบบเครื่องบินขับไล่ Gripen ของตนเพื่อให้ตรงความต้องการของฟิลิปปินส์เมื่อถึงเวลาต้องเข้าแข่งขันในโครงการ

มีรายงานล่าสุดจากฟิลิปปินส์ว่า ประธานธิบดีฟิลิปปินส์ Rodrigo Duterte ขณะนี้ได้อนุมัติโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่ใหม่ MRF ในหลักการแล้ว
เป็นที่สังเกตุว่าอาจจะเป็นการมุ่งหน้าไปตามแผนโครงการปรับปรุงความทันสมัย Second Horizon ของกองทัพฟิลิปปินส์(AFP: Armed Forces of the Philippines) ที่มีกำหนดดำเนินการในช่วงปี 2018-2023 นี้

วงเงินงบประมาณสำหรับแผนปรับปรุงความทันสมันของกองทัพฟิลิปปินส์ Second Horizon ซึ่งรวมโครงการการจัดหาเครื่องบินขับไล่ MRF ในฐานะหนึ่งในโครงการจัดหาสำคัญได้รับการตั้งวงเงินที่ 289 billion Philippine Peso($5.46 billion)
ความเห็นจากรายงานความคืบหน้าโครงการ MRF โฆษกของ Saab กล่าวกับ Jane's เมื่อวันที่ 11 มิถุนายนว่า "มันมีการพัฒนาในเชิงบวกสำหรับเราในฟิลิปปินส์ และเราได้รับการสนับสนสนุนโดยความเคลื่อนไหวว่าตอนนี้มันถูกสร้างรอบโครงการ MRF"

โฆษกของ Saab เสริมว่า Saab ได้มีการหารือกับกองทัพอากาศฟิลิปปินส์และกองทัพฟิลิปปินส์เกี่ยวกับความต้องการทางทหารในประเทศเป็นเวลาหลายปี และนั่นมันได้มีการพูดคุยกับในอดีตเกี่ยวกับความต้องการโครงการ MRF
"เราได้เคยมีการหารือรายละเอียดกับกลุ่มงานเทคนิคของกองทัพอากาศฟิลิปปินส์ว่าได้มีการศึกษาทางเลือกสำหรับฟิลิปปินส์และ Saab มุ่งมั่นเต็มที่จะสนับสนุนเส้นทางการจัดหาใดๆก็ตามของฟิลิปปินส์ที่จะมีขึ้นตามมาข้างหน้า"

ตามรายงานโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่ MRF น่าจะดำเนินในฐานะความต้องการสำหรับการจัดหาสองฝูงบินมากกว่าสองชุด
แม้ว่าจำนวนเครื่องทั้งหมดที่จะมีการจัดหา และการจัดสรรวงเงินงบประมาณสำหรับโครงการจัดหาจะยังไม่ได้รับการการยืนยันจากรัฐบาลฟิลิปปินส์ในขณะนี้ก็ตามครับ

วันอาทิตย์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2561

สหรัฐฯจะเพิ่มความสามารถอาวุธปราบเรือดำน้ำเพดานบินสูงของเครื่องบินตรวจการณ์ทางทะเล P-8

US Navy progresses HAAWC high-altitude ASW capability for Poseidon
The LongShot kit fitted to an Mk 54 torpedo is designed to afford the Poseidon a high-altitude anti-submarine warfare capability. Boeing is to be awarded a sole-source contract for full-rate production of the Air Launch Accessory component of the system.
Source: Lockheed Martin
http://www.janes.com/article/80797/us-navy-progresses-haawc-high-altitude-asw-capability-for-poseidon

กองทัพเรือสหรัฐฯ(USN: US Navy) กำลังผลักดันการเดินหน้าแผนการพัฒนาเพิ่มขีดความสามารถอาวุธสงครามปราบเรือดำน้ำเพดานบินสูง(HAAWC:  High Altitude Anti-Submarine Warfare Weapon Capability)
ของเครื่องบินตรวจการณ์ทางทะเลพหุภารกิจ Boeing P-8A Poseidon(MMA: Maritime Multimission Aircraft) แม้ว่าจะมีความเห็นในทางตรงกันข้ามจากนายทหาระดับสูงในกองทัพเรือสหรัฐฯบางนายก็ตาม

จะมีผู้ผลิตอุปกรณ์ดั้งเดิม(OEM: Original Equipment Manufacture) ที่จะได้รับสัญญาจัดหาแหล่งเดียวสำหรับสายการผลิตเต็มอัตราของชุดประกอบเสริมปล่อยทางอากาศ HAAWC Air Launch Accessory(ALA)
สำหรับใช้ติดตั้งกับ Torpedo เบาปราบเรือดำน้ำ Raytheon Mk 54 ที่ยิงจากเครื่องบินตรวจการณ์ทางทะเล P-8A Poseidon MMA จากเพดานบินระดับสูง

เอกสารการแจ้งนี้ถูกเผยแพร่โดยทบวงกองทัพเรือเมื่อวันที่ 8 มิถุนายนที่ผ่านมา ตามที่ในเดือนมีนาคม 2017 กลุ่มผู้บัญชาการตรวจการณ์และลาดตระเวน(CPRG: Commander Patrol and Reconnaissance Group) กองทัพเรือสหรัฐฯ
ได้ถอนการรับรองของตนของขีดความสามารถสงครามปราบเรือดำน้ำ(ASW: Anti-Submarine Warfare) เพดานบินสูง

ตามที่ได้ย้ำในการชักชวนของกองทัพเรือสหรัฐฯ "ความต้องการขีดความสามาถหลัก HAAWC คือการเพื่อพิสัยการยิงนอกระยะยิงฝ่ายตรงข้าม(Stand-Off) และเพดานบินยิงอาวุธ
สำหรับเครื่องบินตรวจการณ์ทางทะเล P-8A Poseidon ระหว่างภารกิจปราบเรือดำน้ำสำหรับการใช้งาน Torpedo เบาต่อเป้าหมายเรือดำน้ำ"

"ALA จะถูกใช้เป็นพิเศษเฉพาะกับ Torpedo เบาปราบเรือดำน้ำ Mk 54 MOD 0 และ MOD 1 และจะถูกนำไปติดตั้งและยิงจากห้องเก็บอาวุธภายในลำตัวของ P-8A Poseidon
กองทัพเรือสหรัฐฯต้องการขีดความสามารถในการติดตั้งและทำการยิงอาวุธปราบเรือดำน้ำเพดานบินสูง HAAWC จำนวน 5นัดบน P-8A" เอกสารกล่าว

HAAWC เป็นการบูรณาการชุดเสริม ALA กับระบบนำวิถีดาวเทียม GPS และปีกร่อนแบบพับได้เข้ากับ Torpedo เบาปราบเรือดำน้ำ Mk 54 มาตรฐาน เพื่อทำให้ Torpedo สามารถบินไปจากจุดยิงและเพดานบินที่ตั้งค่าไว้ ก่อนจะปลดตนเองจากชุดปีกร่อน
หลังจากนั้น Torpedo จะร่วงลงสู่พื้นน้ำโดยมีร่มชูชีพหน่วงความเร็วตามมาตรฐาน และเมื่อลงใต้น้ำ Torpedo จะเริ่มต้นค้นหาและพุ่งเข้าทำลายเป้าหมายเรือดำน้ำตามที่ออกแบบไว้เช่นเดิม

ชุดเสริมปีกบิน LongShot ของบริษัท Lockheed Martin สหรัฐฯ ได้ถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถอาวุธปราบเรือดำน้ำเพดานบินสูง HAAWC สำหรับ P-8A Poseidon
โดยบริษัท Boeing สหรัฐฯซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องบินตรวจการณ์ทางทะเล P-8 จะได้รับสัญญาแหล่งเดียวสำหรับสายการผลิตเต็มอัตราของชุดประกอบเสริม ALA สำหรับระบบดังกล่าวครับ

วันเสาร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2561

KNDS ฝรั่งเศส-เยอรมนีเปิดตัวรถถังหลักใหม่ EMBT

EU tank breaks cover [ES18D5]




After being kept under wraps, the French-German KNDS Group (Krauss-Maffei Wegmann + Nexter Defense Systems) has unveiled its first joint project, the EMBT, or European Main Battle Tank.
http://www.janes.com/article/81083/eu-tank-breaks-cover-es18d5


หลักจากที่ถูกปกปิดภายใต้การหุ้มห่อ บริษัท KNDS Group ฝรั่งเศส-เยอรมนี ที่ก่อตั้งขึ้นจากการรวมกิจการระหว่างบริษัท Krauss-Maffei Wegmann(KMW) เยอรมนี กับบริษัท Nexter Defense Systems ฝรั่งเศส(http://aagth1.blogspot.com/2015/12/kmw-nexter.html)
ได้เปิดตัวโครงการพัฒนาร่วมครั้งแรกของตนคือรถถังหลัก EMBT หรือ European Main Battle Tank ต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรกในงานแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ Eurosatory 2018 ณ Paris ฝรั่งเศสระหว่างวันที่ 11-15 มิถุนายน ที่ผ่านมา

รถถังหลัก EMBT ใหม่นี้เป็นรถต้นแบบเพื่อการสาธิตทาง Technology เป็นหลัก โดยจะมีการพัฒนาต่อไปอีก "EMBT เป็นการตอบสนองในระยะสั้นเพื่อความต้องการปฏิบัติการของตลาดสำหรับรถถังหลักที่มีความแข็งแกร่งสูง"
ถ.หลัก EMBT เป็นการนำรถแคร่ฐานของรถถังหลัก KMW Leopard 2A7 เยอรมนี มาประกอบรวมกับป้อมปืนของรถถังหลัก Nexter Leclerc ฝรั่งเศส

สองชิ้นส่วนของจากสองรถถังหลักดังกล่าวได้ถูกนำมาบูรณาการเข้าด้วยกันที่โรงงานของ Nexter ใน Roanne ฝรั่งเศส ซึ่งเป็นสถานที่ดำเนินสายการผลิตรถถังหลัก Leclerc ดั้งเดิม
จากนั้น ถ.หลัก EMBT ได้ดำเนินการทดสอบสมรรถนะการขับเคลื่อนและการยิงภายหลังที่โปรตุเกส โดยทำการยิงกระสุน 22นัด จากปืนใหญ่รถถังลำกล้องเรียบขนาด 120mm

รถถังหลัก Leopard 2A7 เยอรมนีแบบมาตรฐานถูกติดตั้งป้อมปืนแบบมีพลประจำภายใน 3นายโดยใช้พลบรรจุกระสุนปืนใหญ่รถถังลำกล้องเรียบ Rheinmetall 120mm L/55 ด้วยมือ
ขณะที่ป้อมปืนรถถังหลัก Leclerc ฝรั่งเศสติดตั้งปืนใหญ่รถถังลำกล้องเรียบ GIAT CN120-26/52 ขนาด 120mm พร้อมระบบบรรจุกระสุนอัตโนมัติที่รวดเร็ว

นั่นทำให้นอกจากป้อมปืน ถ.หลัก Leclerc จะมีพลประจำภายในป้อมเพียงสองนายแล้ว ยังมีน้ำหนักที่เบาและมีขนาดกะทัดรัดกว่า ซึ่งสามารถทำให้ลดน้ำหนักรถเมื่อนำมาประกอบกันได้ถึง 6tons
ตามข้อมูลจาก KNDS รถถังต้นแบบสาธิต EMBT นั้นเป็นการผสมผสานทักษะที่จะทำให้เกิดความชอบธรรมทางกฎหมายและผู้เล่นทางอุตสาหกรรมที่จำเป็นของโครงการระหว่างฝรั่งเศส-เยอรมันทั้งสองประเทศในอนาคต

สิ่งแรกที่จะตามมาภายหลังเพื่อทดแทนรถถังหลัก Leopard 2/Leclerc ซึ่งถูกเรียกว่าโครงการรถถังหลัก Main Ground Combat System นั้นมีศักยภาพที่เป็นไปได้ว่าจะเข้าประจำการในปี 2035
รถถังหลักแบบใหม่นี้จะเป็นการออกแบบที่ก้าวข้ามไปข้างหน้า เพราะว่าการออกแบบรถถังหลักทั้ง Leopard 2 และ Leclerc นั้นเป็นสิ่งที่เก่ามาหลายปีมาก และใกล้ถึงจุดที่ไม่สามารถจะทำการปรับปรุงไปได้มากไปกว่านี้ได้แล้ว

โครงการที่สองคือระบบปืนใหญ่อัตตาจรยุคอนาคตที่เรียกว่า Common Indirect Fire System โครงการนี้มีองค์ประกอบหลายส่วนด้วยกัน
ที่รวมถึงการนำมาทดแทนระบบปืนใหญ่อัตตาจรสายพาน PzH 2000 ขนาด 155mm/52cal เยอรมนี และระบบปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง CAESAR 6x6 ขนาด 155mm/52cal ฝรั่งเศส ครับ

วันศุกร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2561

กองทัพบกไทยเตรียมการจัดหาเฮลิคอปเตอร์โจมตีใหม่ทดแทน AH-1F

Royal Thai Army prepares attack helicopter acquisition
The Royal Thai Army is looking to procure new attack helicopters, with several platforms under review including the Kamov Ka-52 from Russia. Source: Russian Helicopters
http://www.janes.com/article/81021/royal-thai-army-prepares-attack-helicopter-acquisition

กองทัพบกไทย(RTA: Royal Thai Army) กำลังเตรียมการจัดตั้งโครงการจัดหาเฮลิคอปเตอร์โจมตีแบบใหม่อย่างน้อย ๖เครื่อง เพื่อทดแทนเฮลิคอปเตอร์โจมตี ฮ.จ.๑ Bell AH-1F Cobra ที่มีอายุการใช้งานมานาน
โดยงบประมาณสำหรับโครงการจัดหา ฮ.โจมตีใหม่ของกองทัพบกไทยได้ถูกบรรจุเป็นส่วนหนึ่งของงบประมาณกลาโหมประจำปี พ.ศ.๒๕๖๒(2019)

แผนงานดังกล่าวได้รับการยืนยันในการประชุมร่วมกับสื่อเมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายนที่ผ่านมา พลตรี วีรยุทธ อินทร์วร ผู้บัญชาการศูนย์การบินทหารบก ศบบ. กล่าวว่า
กองทัพบกไทยได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกแบบโครงการจัดหา ซึ่งขณะนี้ได้มีการประเมินค่าข้อเสนอแบบเฮลิคอปเตอร์โจมตีจากหลายประเทศ

Jane's เข้าใจว่าแบบเฮลิคอปเตอร์โจมตีที่อยู่ในการพิจารณามีเช่น จากรัสเซียคือ Mil Mi-28 และ Kamov Ka-52, จากสหรัฐฯคือ Bell AH-1Z Viper และ Boeing AH-64E Apache, Airbus Helicopters Tiger ฝรั่งเศส-เยอรมนี,
Leonardo/AgustaWestland AW129 Mangusta อิตาลี(ซึ่งน่าสงสัยว่าที่จริงควรจะเป็น Turkish Aerospace Industries(TAI) T-129 ATAK ตุรกีที่เสนอให้ไทย http://aagth1.blogspot.com/2017/11/tai-t-129-atak.html และส่งออกให้ปากีสถานมากกว่า http://aagth1.blogspot.com/2018/05/t129-30.html)

และ Z-19E Black Whirlwind ที่พัฒนา Harbin Aircraft Industry Group(HAIG) สาธารณรัฐประชาชนจีน(ซึ่งน่าสงสัยว่าทำไมจึงไม่ใช่เฮลิคอปเตอร์โจมตี Z-10 จีนเช่นเดียวกับที่ปากีสถานทดลองใช้ http://aagth1.blogspot.com/2017/09/mi-35m-ah-1z.html
เพราะ เฮลิคอปเตอร์ลาดตระเวนติดอาวุธ/โจมตี Z-19 ที่ประจำการในจีนและรุ่นส่งออก Z-19E นั้นไม่ติดปืนใหญ่อากาศ http://aagth1.blogspot.com/2017/05/z-19e.html และเป็น ฮ.คนละประเภทกับ ฮ.โจมตีแท้ ไม่น่าจะตรงตามความต้องการของกองทัพบกไทย)

ศูนย์การบินทหารบก ซึ่งมีที่ตั้ง ณ ค่ายสมเด็จพระศรีนครินทรา ตำบลเขาพระงาม อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี ปัจจุบันมีเฮลิคอปเตอร์ ฮ.จ.๑ AH-1F จำนวน ๗เครื่องประจำการใน กองพันบินที่๓(กองบินปีกหมุนที่๓ เดิมที่เปลี่ยนนามหน่วยตามโครงสร้างใหม่) กรมบิน ศูนย์การบินทหารบก
ฮ.จ.๑ AH-1F ชุดแรก ๔เครื่องเข้าประจำการในปี พ.ศ.๒๕๓๔(1991) โดยมี ๑เครื่องสูญเสียไปจากอุบัติเหตุในปี พ.ศ.๒๕๔๓(2000) ต่อมามีการจัดหา AH-1F EDA ที่เคยประจำการในกองทัพบกสหรัฐฯ(US Army) แล้วปรับปรุงสภาพใหม่อีก ๔เครื่องในปี พ.ศ.๒๕๕๕(2012)

แต่ทว่าเฮลิคอปเตอร์โจมตี ฮ.จ.๑ AH-1F ชุดแรกจำนวน ๓เครื่องซึ่งประจำการมาได้ ๒๗ปีนั้นมีกำหนดที่จะต้องปลดประจำการลงในอนาคตอันใกล้ ตามที่ พล.ต. วีรยุทธ อินทร์วร ผบ.ศบบ.กล่าวต่อสื่อ
ทั้งนี้โครงการจัดหาเฮลิคอปเตอร์โจมตีใหม่เป็นความต้องการที่มีมานานของกองทัพบกไทย แต่ที่ผ่านมาก่อนหน้านั้นไม่สามารถที่จะดำเนินการได้เนื่องจากถูกขัดขวางจากการขาดแคลนงบประมาณที่เพียงพอเป็นเวลาหลายปี

ตามที่เมื่อวันที่ ๗ มิถุนายนที่ผ่านมา รัฐบาลไทยผ่านทางสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สนช.ได้อนุมัติงบประมาณกลาโหมประจำปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๒(2019) เป็นวงเงิน ๒๒๗,๖๗๐ล้านบาท($7.1 billion) เพิ่มขึ้นจาก งป.กลาโหมปี ๒๕๖๑(2018) เพียง ๙,๑๖๐ล้านบาท หรือเพียงร้อยละ๔.๒
ซึ่ง งป.กห.ปี๒๕๖๒ นั้นคิดเป็นเพียงร้อยละ๗.๖ ของงบประมาณประจำปี๒๕๖๒ และคิดเป็นเพียงร้อยละ๑.๔ ต่อรายได้มวลรวมประชาชาติ(1.4% per GDP) เท่านั้น ทั้งนี้การเพิ่ม งป.กลาโหมของไทยในแต่ละปีที่ผ่านมานั้นเป็นไปอย่างเล็กน้อยเพื่อสอดคล้องกับค่าใช้จ่ายต่างๆที่เพิ่มสูงขึ้นครับ

วันพฤหัสบดีที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ความคืบหน้าแผนจัดตั้งโรงงานอุตสาหกรรมร่วมไทย-จีน สนับสนุนรถถังหลัก VT4 และยานเกราะล้อยาง VN1

Thailand, China progress plans to establish joint industrial facility
Thailand and China have advanced plans to establish a facility to support Chinese-made military vehicles in Thailand such as the VT4 MBT seen here. Source: NORINCO
http://www.janes.com/article/80945/thailand-china-progress-plans-to-establish-joint-industrial-facility

Royal Thai Army has displayed Chinese NORINCO VT4(MBT-3000) Main Battle Tank for first time in Children's Day 2018 at 2nd Cavalry Division Royal Guard in Bangkok, 13 January 2018(My Own Photos)
http://aagth1.blogspot.com/2018/01/vt4-oplot-m60a3.html

China North Industries Corporation or NORINCO has showcased Model of VN1 8x8 Armoured Personnel Carrier with new Unmaned Remote Weapon Station Turret for Royal Thai Army
at Defense and Security 2017 exhibition in Bangkok Thailand on 6-9 November.(My Own Photo)
http://aagth1.blogspot.com/2017/11/norinco-vn1.html

ประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีนได้มีความคืบหน้าในแผนการจัดตั้งโรงงานภาคอุตสาหกรรมความมั่นคงร่วมกันในไทยซึ่งเป็นกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ชาติ ASEAN
ที่จะมุ่งเน้นไปยังการสนับสนุนระบบอาวุธยุทโธปกรณ์จีนที่ถูกใช้ปฏิบัติงานโดยกองทัพบกไทย(RTA: Royal Thai Army)

สำนักข่าวของรัฐบาลไทยได้รายงานว่าโรงงานอุตสาหกรรมความมั่นคงร่วมไทย-จีนจะถูกจัดตั้งขึ้นภายในปี พ.ศ.๒๕๖๑(2018) นี้ โดยหัวข้อดังกล่าวได้มีการประชุมหารือระดับทวิภาคีระหว่างกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน(PLA: People's Liberation Army)
และผู้บัญชาการทหารบกไทย พลเอก เฉลิมชัย สิทธิสาท เมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน ระหว่างการเยือนนครหลวง Beijing จีน

รายงานข่าวยังได้เสริมว่า พล.อ.เฉลิมชัย ยังได้หารือกับหุ้นส่วนจีนสำหรับความคืบหน้าสองโครงการจัดหาหลักของกองทัพบกไทย คือการจัดหารถถังหลัก VT4(MBT-3000) และแผนการจัดหายานเกราะล้อยางลำเลียงพล VN1 8x8
ซึ่งทั้งรถถังหลัก VT4 ชุดแรก ๒๘คันที่เข้าประจำการใน กองพันทหารม้าที่๖ ขอนแก่น และกองพันทหารม้าที่๒๑ ร้อยเอ็ด กรมทหารม้าที่๖ กองพลทหารม้าที่๓ กับยานเกราะล้อยาง VN1 ที่กำลังอยู่ระหว่างการจัดหานั้นเป็นผลิตภัณฑ์ของ China North Industries Corporation หรือ NORINCO

กองทัพบกไทยได้สั่งจัดหารถถังหลัก VT4 ระยะที่๑ ๒๘คัน วงเงิน ๔,๙๘๔ล้านบาท($147 million) ในปี พ.ศ.๒๕๕๙(2016) โดยได้รับมอบเมื่อเดือนตุลาคม ๒๕๖๐(2017)(http://aagth1.blogspot.com/2017/10/vt4-ah-1f.html, http://aagth1.blogspot.com/2017/07/vt4-norinco.html)
ต่อมาสั่งจัดหาระยะที่๒ ๑๑คันวงเงินราว ๒,๐๐๐ล้านบาท($60 million)ในปี พ.ศ.๒๕๖๐(2017) รวม ๓๙คันวงเงิน ๗,๐๐๐ล้านบาท($218 million) และคาดว่าในปี พ.ศ.๒๕๖๑(2018) นี้จะมีการดำเนินการสั่งจัดหาในระยะที่๓ อีกราว ๑๐คัน รวมทั้งหมด ๔๙คัน

Jane's ได้คาดว่ากองทัพบกไทยมีแผนที่จะจัดหารถถังหลักใหม่รวมทั้งหมดราว ๑๐๐คัน ซึ่งเป็นไปตามแผนการปรับโครงสร้างอัตรากำลังเหล่าทหารม้าใหม่
โดยเฉพาะในส่วน พล.ม.๓ ซึ่งยังมีกองพันทหารม้ารถถังหน่วยขึ้นตรงในกรมทหารม้าของกองพลที่ต้องการรถถังหลักใหม่ รวมถึงการทดแทนรถถังเบา M41A3 สหรัฐฯที่ประจำการมาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๐๕(1962)

กองทัพบกไทยได้เลือกยานเกราะล้อยาง NORINCO VN1 8x8 ระยะที่๑ จำนวน ๓๔คันวงเงินประมาณ ๒,๓๐๐ล้านบาท($68 million) ติดป้อมปืนใหญ่กล 30mm และปืนกลร่วมแกน 7.62mm พร้อมการจัดหากระสุน
คาดว่าหน่วยที่จะได้รับมอบ VN1 น่าจะเป็นกองพันทหารม้าลาดตระเวนหน่วยขึ้นตรงของ กรมทหารม้า๒ กองพลทหารม้าที่๑ เพื่อทดแทนยานเกราะล้อยาง V-150 4x4 คือ กองพันทหารม้าที่๑๐ และ กองพันทหารม้าที่๗ ส่วนกองพันทหารม้าที่๑๒ นั้นคาดว่าจะมีการจัดหาในระยะต่อไป

Jane's เข้าใจว่าแม้ว่ารัฐบาลไทยจะได้อนุมัติงบประมาณในการจัดหายานเกราะล้อยาง VN1 8x8 แล้ว แต่ทางกองทัพบกไทยยังไม่ได้มีการลงนามสัญญาจัดหากับจีนในขณะนี้
โดยในส่วนการจัดหา ถ.หลัก VT4 จะมี ๑คันที่ศูนย์การทหารม้า และอีก ๑คันที่กรมสรรพาวุธทหารบกเพื่อใช้ในการฝึกศึกษา รวมถึงรถกู้ซ่อมอีก ๑คัน สอดคล้องกับแผนการจัดตั้งโรงงานศูนย์ซ่อมบำรุงที่ขอนแก่นครับ(http://aagth1.blogspot.com/2018/01/vt4-vn1.html)

วันพุธที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2561

พิธีครบรอบ ๓๐ปี เครื่องบินขับไล่ F-16A/B กองทัพอากาศไทย










Royal Thai Air Force's Ceremony of 30th Anniversary Peace Naresuan F-16A/B Fighting Falcon, 13 June 2018




Royal Thai Air Force F-16B Block 15 OCU 10301 (Peace Naresuan I) 30th Anniversary tail




Royal Thai Air Force F-16A ADF Block 15 10209 (Peace Naresuan IV) 30th Anniversary tail



Royal Thai Air Force F-16AM EMLU 40313 (Peace Naresuan III) 30th Anniversary tail



 Royal Thai Air Force F-16A ADF Block 15 10209, F-16B Block 15 OCU 10301 and F-16AM EMLU 40313 in 30th Anniversary tails

๑๓ มิถุนายน ๒๕๖๑ ๓๐ปี บ.ข.๑๙/ก แสนยานุภาพเหนือน่านฟ้าไทย F-16 Fighting Falcon

งานเกียรติยศเนื่องในโอกาสครบรอบ ๓๐ ปี เครื่องบินขับไล่แบบที่ ๑๙/ก (F-16 A/B)
นับตั้งแต่ เครื่องบินขับไล่แบบที่ ๑๙/ก (F-16A/B) ได้บรรจุเข้าประจำการครั้งแรกในกองทัพอากาศ ณ ฝูงบิน ๑๐๓ กองบิน ๑ เมื่อวันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๓๑ ซึ่งต่อมากองทัพอากาศ ได้จัดหา F-16A/B เพิ่มเติมเข้าประจำการยังฝูงบิน ๔๐๓ กองบิน ๔ และฝูงบิน ๑๐๒ กองบิน ๑ ตามลำดับ 
ซึ่งในปีนี้ เครื่องบินขับไล่แบบที่ ๑๙/ก (F-16A/B) ได้เข้าประจำการ ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องคุ้มครองน่าฟ้าไทยมาแล้วครบ ๓๐ ปี

กองทัพอากาศ จึงได้จัดงาน “๓๐ ปี บ.ข.๑๙/ก แสนยานุภาพเหนือน่านฟ้าไทย” ขึ้นเพื่อเป็นเกียรติและ สร้างความภาคภูมิใจให้แก่นักบิน ข้าราชการ ลูกจ้าง พนักงานราชการ และผู้เกี่ยวข้องที่ได้ปฏิบัติงานกับ บ.ข.๑๙/ก ของทั้ง ๓ ฝูงบิน 
โดยการจัดงานได้จัดให้มีการแสดงการบินสวนสนามของ เครื่องบินขับไล่แบบที่ ๑๙/ก (F-16A/B) ทั้ง ๓ ฝูงบิน รวมถึงได้เรียนเชิญอดีตผู้บังคับบัญชา และข้าราชการของทั้ง ๓ ฝูงบินมาร่วมงาน โดยมี พลอากาศเอก จอม รุ่งสว่าง ผู้บัญชาการทหารอากาศ เป็นประธานในพิธี

สำหรับ เครื่องบินขับไล่แบบที่ ๑๙/ก (F-16A/B) เข้าประจำการในกองทัพอากาศไทยครั้งแรกโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเป็นการป้องปรามและพร้อมตอบโต้การรุกรานของลัทธิคอมมิวนิสต์จากประเทศรอบข้าง 
กองทัพอากาศจึงได้จัดหาเครื่องบินรบที่ทันสมัยเข้าประจำการโดยมีชื่อโครงการ Peace Naresuan โดยบรรจุเข้าประจำการทั้งหมด ๓ ฝูงบิน ได้แก่ 
ฝูงบิน ๑๐๓ กองบิน ๑ นามเรียกขาน “LIGHTNING” เป็นฝูงบินแรก ต่อมาเข้าประจำการยังฝูงบิน ๔๐๓ กองบิน ๔ นามเรียกขาน “COBRA” และประจำการยังฝูงบิน ๑๐๒ กองบิน ๑ นามเรียกขาน “STARS” ตามลำดับ 
จนถึงวันนี้ เครื่องบินขับไล่แบบที่ ๑๙/ก (F-16A/B) ได้ทำหน้าที่ปกป้องคุ้มครองน่านฟ้าไทยเป็นเวลากว่า ๓๐ ปี
https://www.facebook.com/RTAFpage/posts/2074409129255333
https://www.facebook.com/AirlineWeek/posts/1603975709699860
https://www.facebook.com/rach2511/posts/10216715632661316
https://www.facebook.com/rach2511/posts/10216715643461586
https://www.facebook.com/rach2511/posts/10216715656061901

สำหรับอนาคตของเครื่องบินขับไล่แบบที่ ๑๙/ก General Dynamics F-16A/B Block 15 OCU Fighting Falcon ของกองทัพอากาศไทยซึ่งมีชื่อโครงการจัดหาว่า 'Peace Naresuan' นั้น
ในส่วนของเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๙/ก F-16A/B Block 15 ADF ฝูงบิน๑๐๒ กองบิน๑ โคราช ซึ่งจัดหามาในโครงการ Peace Naresuan IV เมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๕(2002) นั้น แม้ว่าจะจัดหามาหลังสุดแต่เป็นเครื่องที่เคยประจำการใน Air National Guard(ANG) กองทัพอากาศสหรัฐฯมาก่อน
เครื่องจึงเหลือชั่วโมงบินไม่มากต้องปลดประจำการไปก่อนเป็นฝูงแรก อย่างไรก็ตามส่วนตัวมองว่าเนื่องจากข้อจำกัดด้านงบประมาณที่ยังไม่สามารถจะตั้งโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่ใหม่ได้เร็วๆนี้ กองทัพอากาศอาจจะต้องยืดระยะเวลาการประจำการออกไปสักระยะก่อนเพื่อคงความพร้อมขั้นต่ำไว้

ส่วน บ.ข.๑๙/ก F-16AM/BM EMLU ฝูงบิน๔๐๓ กองบิน๔ ตาคลี ซึ่งจัดหามาในโครงการ Peace Naresuan III เมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๙(1996) ที่ผ่านการปรับปรุงความทันสมัยมาแล้วนั้น
ถ้าดูจากแนวโน้มการใช้งานตามโครงการปรับปรุงขีดความสามารถ F-5 SUPER TIGRIS ของเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๘ Northrop F-5E/F Tiger II ฝูงบิน๒๑๑ กองบิน๒๑ อุบลราชธานี แล้ว(http://aagth1.blogspot.com/2018/05/f-5ef-super-tigris.html)
ซึ่งมีอายุโครงสร้างที่ผ่านการปรับปรุง Falcon UP/STAR แล้วที่ ๘,๐๐๐ชั่วโมงบิน คาดว่าจะประจำการไปจนถึงครบรอบ ๔๕ปีหรือราว ปี พ.ศ.๒๕๘๔(2041) เป็นอย่างต่ำเลยทีเดียว

โดยเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๙/ก F-16A/B Block 15 OCU ฝูงบิน๑๐๓ กองบิน๑ ซึ่งจัดหามาในโครงการ Peace Naresuan I ปี พ.ศ.๒๕๓๑(1988) และ Peace Naresuan II พ.ศ.๒๕๓๔(1991) เครื่องที่เคยประจำการในกองทัพอากาศสิงคโปร์(Peace Carvin I) ในปี พ.ศ.๒๕๔๗(2004)
ซึ่งผ่านการปรับปรุงอายุโครงสร้างโครงการ Falcon UP/STAR แล้วเช่นกัน คาดว่าจะประจำการไปจนถึงครบรอบ ๔๕ปีหรือราว ปี พ.ศ.๒๕๗๖(2033) เป็นอย่างต่ำเลยทีเดียวเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม F-16A/B ฝูงบิน๑๐๓ นั้นยังไม่ได้รับการปรับปรุงความทันสมัยทำให้มีขีดความสามารถทางการรบที่ด้อยสมรรถนะกว่า F-16AM/BM EMLU ฝูง๔๐๓ และเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๒๐ SAAB Gripen ฝูงบิน๗๐๑ สุราษฎร์ธานี และอีกฝูงบินขับไล่ที่เหลือมากพอควร

ดังนั้นถ้ากองทัพอากาศจะยังคงประจำการ บ.ข.๑๙/ก F-16A/B Block 15 OCU ฝูงบิน๑๐๓ กองบิน๑ ต่อไปถึง ๔๐-๔๕ปีในข้างต้น การพิจารณาโครงการปรับปรุงความทันสมัยอาจจะเป็นสิ่งที่จำเป็นเมื่อคำนึงถึงภัยคุกคามในปัจจุบันและอนาคต
แม้ว่าที่ผ่านมาด้วยข้อจำกัดด้านงบประมาณจะทำให้กองทัพอากาศเลือกปรับปรุงความทันสมัยเฉพาะฝูงบินที่มีอายุการใช้งานน้อยที่สุดมาตลอด ถ้าดูจากโครงการปรับปรุงขีดความสามารถของ F-5T Tigris เฉพาะฝูงบิน๒๑๑ ไม่รวมฝูงบิน๗๐๑ จนถึง F-16A/B ฝูงบิน๔๐๓ ก็ตาม
แต่ทว่าการที่ F-16A/B ฝูงบิน๑๐๓ ใช้ได้เฉพาะอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยใกล้ AIM-9M Sidewinder และระเบิดนำวิถี Laser ตระกูล Paveway II เช่น GBU-12 กับ GBU-10 ร่วมกับกระเปาะชี้เป้า ATLIS II ซึ่งไม่มีระบบสร้างภาพความร้อนทำให้ใช้งานเวลากลางคืนและสภาพอากาศปิดไม่ได้ และกระเปาะนำร่อง RUBIS ซึ่งไม่มีระบบชี้เป้าหมายในตัวครับ

สหรัฐฯอนุมัติการขายเฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-64E Apache ให้อินเดียเพิ่มเติม 6เครื่อง

State Department approves sale of six AH-64E Apaches to India
The State Department approved a possible direct commercial sale of six Boeing AH-64E Apache helicopters to India for an estimated cost of $930 million on 12 June.
https://www.flightglobal.com/news/articles/state-department-approves-sale-of-six-ah-64e-apaches-449395/

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯได้อนุมัติความเป็นไปได้ในการขายเฮลิคอปเตอร์โจมตี Boeing AH-64E Apache จำนวน 6เครื่องวงเงินประมาณ $930 million ให้อินเดีย ในรูปแบบการขาย Foreign Military Sale ที่สนับสนุนข้อเสนอการขายแบบ direct commercial sale
ตามที่เอกสารของสำนักงานความร่วมมือด้านความปลอดภัยความมั่นคงสหรัฐฯ(DSCA: Defense Security Cooperation Agency) ประกาศเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน ที่ผ่านมา

รัฐบาลอินเดียได้ร้องขอการจัดซื้อเฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-64E Apache 6เครื่อง พร้อมเครื่องยนต์ Turboshaft แบบ General Electric T700-GE-701D 14เครื่อง, Radar ควบคุมการยิง AN/APG-78 4ระบบ, ระบบหน่วยไฟฟ้า Radar Electronic Unit(REU) Block III 4ระบบ,
ระบบตรวจจับพิสูจน์ทราบความถี่คลื่น Radar AN/APR-48B Modernized Radar Frequency Interferometer(M-RFI) 4ระบบ, กล้องตรวจจับเป้าหมาย/มองกลางคืนนักบิน Modernized Target Acquisition Designation Sight/Pilot Night Vision Sensors(MTADS-PNVS) 7ระบบ,

ระบบนำร่องดาวเทียม/แรงเฉื่อย  Embedded GPS Inertial Navigation Systems(EGI) 14ระบบ รวมถึงอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นนำวิถีด้วย Radar AGM-114L-3 Hellfire Longbow 180นัด,อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นนำวิถีด้วย Laser AGM-114R-3 Hellfire II 90นัด
อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ AIM-92H Stinger Block I 200นัด, จรวดอากาศสู่พื้น Hydra 70 2.75", อาวุธปล่อยนำวิถีลูกฝึกและ dummy, กระสุนปืนใหญ่อากาศ 30x113mmB, เครื่องฝึกจำลองการบิน, อุปกรณ์ทดสอบการฝึก การฝึกกำลังพล เอกสารประกอบและการสนับสนุนอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

"การสนับสนุนสำหรับ AH-64E นี้จะทำให้เพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันตนเองของอินเดียเพื่อต่อต้านภัยคุกคามจากยานเกราะภาคพื้นดินและปรับปรุงความทันสมัยของกองทัพ
อินเดียจะไม่มีความยุ่งยากในการนำเฮลิคอปเตอร์และอุปกรณ์สนับสนุนเข้าสู่กองทัพของตน" เอกสารของ DSCA ตามการแถลงของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯกล่าว

บริษัท Boeing สหรัฐฯได้จัดตั้งการลงทุนร่วมกับบริษัท Tata Sons ในเครือ Tata Group อินเดียในปี 2008 ในชื่อ Tata Boeing Aerospace
เพื่อการผลิตชิ้นส่วนลำตัว ฮ.โจมตี Apache ที่โรงงานอากาศยานใน Hyderabad เมื่อเดือนมีนาคม 2018 ที่ผ่านมา และได้มีการส่งมอบโครงสร้างอากาศยานชุดแรกเมื่อ 8 มิถุนายนที่ผ่านมา

การจัดหาเฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-64E Apache 6เครื่องนี้เป็นส่วนของกองทัพบกอินเดีย(Indian Army) ซึ่งสภาการจัดซื้อจัดจ้างกลาโหมอินเดีย(Defence Acquisition Council) ได้อนุมัติการจัดซื้อไปเมื่อเดือนสิงหาคม 2017
ซึ่งจะเป็นการเพิ่มเติมจาก ฮ.โจมตี AH-64E Apache 22เครื่องของกองทัพอากาศอินเดีย(Indian Air Force) ที่คณะรัฐมนตรีด้านความมั่นคงอินเดีย(Cabinet Committee on Security) อนุมัติไปเมื่อเดือนกันยายน 2015 โดยเครื่องชุดแรกมีกำหนดการจะได้รับมอบในปี 2019 ครับ