วันเสาร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2559

อินเดียลงนามสัญญาจัดหาปืนใหญ่ลากจูง M777A2 จากสหรัฐฯ และประกาศ 12โครงการพัฒนายุทโธปกรณ์ที่ล่าช้า

India Signs $737M Ultralight Howitzer Contract
NEW DELHI — India has signed a much awaited $737 million contract for the procurement of 145 M777A2 LW155 ultralight howitzers.
http://www.defensenews.com/articles/india-signs-737m-ultralight-howitzers-contract

หลังจากมีความล่าช้ามานานอินเดียได้ลงนามสัญญาจัดหาปืนใหญ่ลากจูงน้ำหนักเบา M777A2 ขนาด155mm/39caliber จำนวน 145กระบอก โดยมีการลงนามกับผู้ผลิตคือ BAE Systems สาขาสหรัฐฯเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายนที่ผ่านมา
ซึ่งในวันที่ 1 ธันวาคมที่ผ่านมารัฐบาลสหรัฐฯได้ลงนามข้อตกลงอนุมัติการซื้อขายแบบ Foreign Military Sales(FMS) ให้รัฐบาลอินเดีย ทั้งนี้ทางผู้บริหารระดับสูงของ BAE Systems ยังไม่ได้ให้ความเห็นใดๆในขณะนี้

กองทัพบกอินเดียมีความต้องการจัดหาปืนใหญ่สนามใหม่อย่างเร่งด่วนเพื่ออุดช่องว่างมาเป็นเวลานาน ซึ่งเป็นครั้งแรกใน 30ปีที่มีการจัดหาปืนใหญ่จากต่างประเทศ อย่างไรก็ตามไม่มีรายละเอียดทางการใดๆออกมาจากกระทรวงกลาโหมอินเดีย
โดย BAE Systems เป็นหุ้นส่วนร่วมกับบริษัท Mahindra Defence Systems อินเดียในการประกอบปืนใหญ่ลากจูง M777A2 จำนวน 120กระบอกในอินเดีย และอีก 25กระบอกนั้นจะถูกจัดส่งให้อินเดียในเดือนพฤษภาคม 2017 จนครบภายใน 3ปีข้างหน้า
ซึ่งกองทัพบกอินเดียมีความต้องการจัดหาปืนใหญ่น้ำหนักเบาทั้งหมด 220กระบอกภายใน 15ปีข้างหน้า ซึ่งตามเงื่อไขข้อตกลงทาง BAE Systems จะจัดตั้งการบูรณาการประกอบและสถานีทดสอบให้โรงงาน Mahindra ที่ New Delhi อินเดียด้วย

กระทรวงกลาโหมอินเดียมีโครงการจัดหาปืนใหญ่ลากจูง M777 ที่ค้างคาอยู่มาตั้งแต่ปี 2005 หลังจากที่ยกเลิกการแข่งขันจัดหาปืนใหญ่ลากจูงใหม่จากตัวแทนหลายประเทศทั่วโลกก่อนหน้านี้
โดยการแข่งขันที่มีผ่านมา Singapore Technology Kinetics(ST Kinetics)สิงคโปร์ถูกข้อกล่าวหาว่าดำเนินการทุจริต ทำให้กลุ่มอุตสาหกรรมความมั่นคงของสิงคโปร์ทั้งหมดถูกขึ้้นบัญชีดำจากรัฐบาลอินเดียครับ

India's MoD lists 12 delayed DRDO projects
India's Rustom-II MALE UAV (seen here) is among the 12 DRDO projects listed by the MoD as being delayed by an average of five years. Source: DRDO
http://www.janes.com/article/65820/india-s-mod-lists-12-delayed-drdo-projects

กระทรวงกลาโหมอินเดียได้เผยแพร่รายการ 12โครงการขององค์การวิจัยและพัฒนากลาโหม(DRDO: Defence Research and Development Organisation) ที่มีความล่าช้าเป็นเวลาเฉลี่ย 5ปี
นาย Subhash Bhamre รัฐมนตรีกลาโหมอินเดียกล่าต่อรัฐสภาอินเดียเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายนว่าเรียกโครงการเหล่านี้ว่า'โครงการแบบภารกิจ' Mission Mode Projects(MMPs)
ที่ได้รับการรอถูกตัดบัญชีค่าใช้จ่ายเนื่องจาก "ความท้าทายทางเทคโนโลยี" และ "ความซับซ้อนที่ไม่คาดคิด" เช่นเดียวกับการเปลี่ยนแปลงและความล่าช้าที่เกิดขึ้นจากการใช้งานเมื่อเสร็จสิ้นความต้องการด้านคุณภาพ

โครงการที่ถูกตัดบัญชีมีทั้งรุ่นปรับปรุงของเครื่องขับไล่ Tejas LCA(Light Combat Aircraft) สำหรับกองทัพอากาศอินเดียซึ่งตามกำหนดการควรจะต้องเสร็จตั้งแต่เดือนธันวาคมปี 2008 และโครงการพัฒนาเครื่องบินขับไล่ LCA รุ่นใช้งานทางทะเลบนเรือบรรทุกเครื่องบินระยะแรก ซึ่งเดิมตั้งเป้าว่าควรจะเสร็จตั้งแต่เดือนมีนาคมปี 2010
โครงการกลุ่ม MMP ที่ล่าช้าอื่นๆยังมี อากาศยานไร้คนขับเพดานบินปานกลางระยะทำการนาน Rustom-II MALE UAV(Medium-Altitude Long-Endurance Unmanned Aerial Vehicle),ระบบปืนใหญ่ลากจูงก้าวหน้าขนาด 155mm/52calibre, ระบบ Avionic แสดงผลระยะโจมตีและนำร่อง DARIN-III(Display Attack Ranging Inertial Navigation-III) สำหรับเครื่องบินโจมตี SEPECAT Jaguar กองทัพอากาศอินเดีย และระบบแจ้งเตือนทางอากาศและควบคุม AEW&C(Airborne Early Warning and Control)

โครงการที่ยังอยู่ในการพัฒนายังมีระบบสงคราม Electronic(EW: Electronic Warfare) สำหรับเครื่องบินขับไล่ Mikoyan MiG-29 กองทัพอากาศอินเดีย, ระบบสงคราม Electronic แบบ Samudrika EW สำหรับกองทัพเรืออินเดีย, อาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศพิสัยใกล้และพิสัยไกล, อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ Astra และ Torpedo เบาขั้นก้าวหน้า
โครงการของ DRDO อินเดียที่ล่าช้านานที่สุดคือการพัฒนาเครื่องยนต์ไอพ่น Kaveri สำหรับเครื่องบินขับไล่ LCA ที่ควรจะเสร็จสิ้นตั้งแต่ปี 1996
ตามข้อมูลของรัฐมนตรี Bhamre นั้น "การขาดประสบการณ์" ของ DRDO พร้อมกับการขาดโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศสำหรับเครื่องยนต์และการทดสอบระดับส่วนประกอบเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้โครงการนี้ล่าช้ามา 20ปี

รัฐมนตรีกลาโหมได้กำหนดมาตรการหลายรายการที่จะตั้งต้นเร่งความเร็วกลุ่มโครงการ MMP ที่ล่าช้า
ซึ่งรวมถึงการจัดตั้งคณะกรรมการติดตามโครงการสามระดับชั้น, การถือปฏิบัติตามการเข้าถึงทางวิศวกรรมพร้อมกัน และการสนับสนุนเงินทุนร่วมและการมีส่วนร่วม ในทุกโครงการของ DRDO ครับ

วันศุกร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2559

เยอรมนีทดสอบระบบอาวุธ Laser สาธิต และโปแลนด์ร้องขอการจัดซื้ออาวุธปล่อยนำวิถี JASSM-ER จากสหรัฐฯ

MBDA Germany trials new laser weapon system demonstrator
MBDA Germany's new laser weapon demonstrator. The green 'beam' is the illumination laser, not the high-energy laser effector. Source: MBDA
http://www.janes.com/article/65797/mbda-germany-trials-new-laser-weapon-system-demonstrator

บริษัท MBDA Germany เยอรมนีได้เข้าใกล้การนำระบบอาวุธ Laser(LWS: Laser Weapon System) ไปวางกำลังใช้งานในสนามจริงจากชุดการทดสอบระบบทั้งเวลากลางวันและกลางคืน
ตามการทดสอบที่สถานีฝึกภาคพื้นดินของกองทัพเยอรมนี(Bundeswehr) ที่ Putlos ในทะเล Baltic ระหว่างวันที่ 4-14 ตุลาคมที่ผ่านมา

การทดสอบได้มุ่งเน้นไปที่การทดสอบระบบลำแสงนำวิถีและระบบติดตามเป้าหมายของระบบอาวุธ Laser สาธิต โดยจำลองการเข้าโจมตีเป้าหมายทางอากาศ การยิง laser พลังงานสูง(High Energy Laser)ไม่ได้อยู่ในตารางการทดสอบ ซึ่งไม่ได้เนื่องมาจากไม่มีได้มีการติดตั้ง Sensor
Quadcopters ที่ติดตั้งตัวส่งสัญญาน GPS ทำหน้าที่เป็นเป้าทางอากาศสำหรับการทดสอบนี้โดยทำท่าทางการบินหลายรูปแบบในหลายระยะเพื่อพิสูจน์การทำงานโดยรวมของระบบและขีดความสามารถในปรับปรุงการติดตามเป้าหมายของระบบอาวุธ Laser
เป้าหมายถูกตั้งค่าไว้ล่วงหน้าและถูกติดตามโดย Laser ที่ฉายแสงเข้าสู่เป้าหมาย และตั้งจุดเล็งบนเป้าหมายเพื่อยืดระยะในการจำลองการทำลายภัยคุกคาม

"ระบบประสบความสำเร็จในการติดตามเป้าหมายทั้งหมดที่นำมาในการทดลอง ที่บางครั้งเป็นในสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวยที่รวมถึงฝนตกหนักและพายุ ระหว่างการทดสอบในเวลากลางคืนการสาธิตยังสมารถที่จะตรวจจับและติดตามเป้าหมายได้ แม้แต่ในสภาพที่มีวิสัยทัศน์แย่
นอกจากนี้มันยังประสบความสำเร็จในการวางกำลังเพื่อป้องกันต่อต้านการจำลองการโจมตีเป็นจำนวนมากซึ่งต้องการการสับเปลี่ยนระหว่างแต่ละเป้าหมายที่รวดเร็วที่มาจากหลายทิศทางพร้อมกัน"
Dr. Markus Martinstetter วิศวกรการขายระบบอาวุธอนาคต ของ MBDA Deutschland ให้ข้อมูลกับ Jane's

ระบบตรวจจับ Radar ภายนอกไม่ได้ถูกนำมาใช้ในการติดตามเป้าหมายเนื่องจาก "การทดสอบมุ่งเน้นไปยัง effector แต่ความตั้งใจที่จะให้มีความเหมาะสมในขีดความสามารถก่อนการตรวจจับเพื่อทดสอบระบบสาธิตในการติดตามเป้าหมายอัตโนมัติ
ดังนั้นเป้าหมายที่ติดตั้ง GPS ได้ส่งค่าตำแหน่ง GPS หยาบๆให้ระบบ Laser สาธิต ซึ่งใช้เป็นข้อมูลติดตามเป้าหมายด้วยตัวตรวจจับแบบหยาบๆของมัน" Dr.Martinstetter กล่าว ซึ่งคาดว่าจะมีการสาธิตการใช้ Laser พลังงานสูงในปี 2017 ครับ

Poland requests to buy 70 JASSM-ER missiles
Poland has made a request to the US to buy 70 JASSM-ER missiles, seen here being dropped by a USAF B-1B Lancer. Source: US Air Force
http://www.janes.com/article/65869/poland-requests-to-buy-70-jassm-er-missiles

ตามเอกสารของสำนักงานความร่วมมือด้านความปลอดภัยความมั่นคงสหรัฐฯ (DCSA: Defense Security Cooperation Agency) ที่ประกาศเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายนที่ผ่านมาระบุว่า
โปแลนด์ร้องขอการอนุมัติจัดซื้ออาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น Lockheed Martin AGM-158B Joint Air-to-Surface Standoff Missile-Extended Range(JASSM-ER) จำนวน 70นัดพร้อมการสนับสนุน, อุปกรณ์ และการฝึกที่เกี่ยวข้อง

อาวุธปล่อยนำวิถี JASSM-ER ติดตั้งระบบขับเคลื่อนเครื่องยนต์ Turbofan แบบ Williams International F107-WR-105 และเชื้อเพลิงจำนวนมากกว่าอาวุธปล่อยนำวิถี JASSM รุ่นมาตรฐาน
โดย JASSM-ER มีพิสัยการยิง 930km มากกว่า JASSM มาตรฐานที่มีพิสัยการยิง 370km ทั้งนี้มิติขนาดของอาวุธปล่อยนนำวิถีทั้งสองรุ่นนั้นมีขนาดเท่ากัน
อาวุธปล่อยนำวิถีตระกูล JASSM ถูกออกแบบมาสำหรับทำลายเป้าหมายที่มีคุณค่าสูง, มีการป้องกันหนาแน่นแข็งแรง ทั้งเป้าหมายประจำที่และเคลื่อนที่ได้ มีคุณสมบัติตรวจจับได้ยาก ติดตั้งหัวรบระเบิดแรงสูงเจาะเกราะหนัก 423kg

การอนุมัติความเป็นไปได้ในการจัดซื้อ JASSM-ER ของโปแลนด์นี้ประเมินว่าจะอยู่ที่วงเงิน $200 million ซึ่งรวมในแผนปรับปรุงการปฏิบัติการบินของเครื่องบินขับไล่ F-16C/D กองทัพอากาศโปแลนด์
ประกอบด้วย JASSM-ER, ชุดบรรจุอาวุธปล่อยนำวิถี, อะไหล่, ชิ้นส่วนซ่อมบำรุง, การสนับสนุนและอุปกรณ์ทดสอบ, คู่มือทางเทคนิค, การฝึกอบรมบุคลากรและอุปกรณ์การฝึก และส่วนประกอบอื่นๆที่เกี่ยวข้องในการสนับสุนการส่งกำลังบำรุงและโครงการ
โดยจะมีการจัดส่งอาวุธปล่อยนำวิถี AGM-158B JASSM-ER 70นัด, AGM-158B Flight Test Vehicle 2นัด, AGM-158B Mass Simulant Vehicle 2นัด, AGM-158B Flight Test Vehicle 1นัด, AGM-158B Separation Test Vehicle 3นัด และ AGM-158B Weapon System Simulator 2นัด

อาวุธปล่อยนำวิถี JASSM-ER ได้รับการอนุมัติให้เปิดสายการผลิตเต็มอัตราในปี 2014 โดยทำการผลิตโรงงานของบริษัท Lockheed Martin ใน Troy มลรัฐ Alabama สหรัฐฯ
ในสิ้นปี 2016 นี้คาดว่าจะเสร็จสิ้นการจัดส่งอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยใกล้ AIM-9X Sidewinder และอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยกลาง AIM-120 AMRAAM จากบริษัท Raytheon สหรัฐฯสำหรับกองทัพอากาศโปแลนด์โดยไม่ระบุจำนวน
Jane's ได้รับข้อมูลจากกองการตรวจสอบยุทธภัณฑ์โปแลนด์ว่า ในปี 2014 โปแลนด์ต้องการจัดหาอาวุธปล่อยนำวิถี JASSM/JASSM-ER รวม 200นัด
ปัจจุบันนอกจากกองทัพอากาศสหรัฐฯและกองทัพอากาศโปแลนด์แล้วอาวุธปล่อยนำวิถี JASSM ยังถูกส่งออกให้ติดตั้งใช้กับเครื่องบินขับไล่ F/A-18A/B กองทัพอากาศออสเตรเลีย และ F-18C/D กองทัพอากาศฟินแลนด์ด้วยครับ

วันพฤหัสบดีที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ความคืบหน้าโครงการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพไทยในปี ๒๕๕๙-๑๑



Carvalry Center Royal Thai Army demonstraed Fire Power include Upgraded M60A3 Main Battle Tank by Elbit Systems


กองทัพบกไทยได้รับมอบรถถัง M60 A3 ชุดแรกจำนวน 5 คัน หลังจากผ่านการรับรองและตรวจรับมอบ โดยทำการการปรับปรุงเครื่องควบคุมการยิงใหม่ จากระบบอะนาลอกมาเป็นระบบคอมพิวเตอร์และระบบขับเคลื่อนป้อมปืนใหม่  เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการยิงปืนใหญ่ขนาด 105 มม. ให้แม่นยำและรวดเร็วขึ้น การปรับปรุงรถถัง M60 A3 ดำเนินการปรับปรุงเมื่อปีที่แล้วโดยบริษัท Elbit Systems ประเทศอิสราเอล ได้ทำการปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพรถถัง M60 A3 แบบเบ็ดเสร็จ เพื่อให้รถถัง M60 A3 มีขีดความสามารถในการปฏิบัติการทั้งกลางวันและกลางคืน  โดยการเปลี่ยนแปลงระบบหลักสองระบบของรถถัง M60 A3 ได้แก่ ระบบควบคุมการยิงแบบเทอร์มอล (TIFCS) และระบบขับเคลื่อนรักษาระดับปืนและป้อมปืนด้วยไฟฟ้า (EGTDS) บนหลังคาป้อมปืนติดตั้งระบบ HMA (Head Mirror Assembly)  ซึ่งระบบเครื่องควบคุมการยิงเหล่านี้อิสราเอลได้นำไปใช้ติดตั้งในรถถังรุ่นใหม่ Merkava Mk IV  นอกจากนี้ยังมีระบบ Index Loader สำหรับการบรรจุกระสุน ทำให้พลบรรจุทำการบรรจุกระสุนได้ง่ายสะดวกรวดเร็วกว่าเดิม ในส่วนของปืนใหญ่ M68 105 มม. ได้มีการเปลี่ยนปลอกควบคุมอุณหภูมิแบบใหม่ด้วย  ซึ่ง 5 คันแรกเป็นของม.พัน 17 และกำลังดำเนินการอีก 5 คันจากม.พัน 5 https://www.youtube.com/user/MKT137

ตามข้อมูลล่าสุดนั้นกองทัพบกไทยได้รับมอบรถถังหลัก M60A3 ซึ่งได้รับการปรับปรุงโดยบริษัท Elbit Systems อิสราเอลชุดแรกจำนวน ๕คันซึ่งเป็นรถที่ประจำการใน กองพันทหารม้าที่๑๗ รักษาพระองค์ กองพลทหารม้าที่๒ รักษาพระองค์แล้ว
ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรายละเอียดการปรับปรุงนั้น ถ.หลัก M60A3 ของไทยไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงระบบอาวุธประจำรถใหม่แต่อย่าง โดยปืนใหญ่รถถัง M68 ขนาด 105mm ยังคงเป็นกระบอกเดิมแต่เปลี่ยนปลอกควบคุมอุณหภูมิแบบใหม่แทน

การปรับปรุงหลักจะเป็นระบบภายในตัวรถ เช่น ระบบควบคุมการยิงสร้างภาพความร้อน TIFCS(Thermal Imaging Fire Control System), ระบบขับเคลื่อนปืนและป้อมปืนด้วยไฟฟ้า EGTDS(Electric Gun and Turret Drive System),
กล้อง HMA(Head Mirror Assembly) ซึ่งประกอบได้ด้วย Laser วัดระยะ และกล้องสร้างภาพความร้อนพร้อมระบบรักษาการทรงตัวกระจก แทนกล้องเล็งเดิมบนหลังคาป้อมปืน รวมกับจอภาพแสดงผลสำหรับผู้บังคับการรถและพลยิง
รวมถึงระบบช่วยบรรจุกระสุน Index Loader ซึ่งจะปรับท้ายปืนใหญ่รถถังมาที่ตำแหน่ง ๓องศาตลอดทุกมุมหลังการยิง เพื่อทำให้พลบรรจุทำการบรรจุกระสุนใหม่ได้รวดเร็วและง่ายขึ้น
ระบบทั้งหมดที่ปรับปรุงโดย Elbit Systems นั้นเป็นมาตรฐานล่าสุดที่ใช้ในรถถังหลัก Merkava Mk.IV กองทัพบกอิสราเอล
ทำให้ M60A3 ที่ได้รับการปรับปรุงสามารถทำการรบได้ทั้งกลางวันและกลางคืน และมีความแม่นยำในการยิงถูกเป้าหมายในนัดแรกสูงมากขึ้น ทั้งเป้าประจำที่ เป้าเคลื่อนที่ หรือเป้าผ่านที่กำบัง

แผนของกองทัพบกไทยจะมีการปรับปรุงรถถังหลัก M60A3 ที่มีประจำการใน กองพันทหารม้าที่๑๗ รักษาพระองค์ และ กองพันทหารม้าที่๕ รักษาพระองค์ กองพลทหารม้าที่๒ รักษาพระองค์ เท่านั้น
โดย ม.พัน.๑๗ รอ.นั้นได้รับ ถ.หลัก M60A3 ชุดแรก ๕คันแล้ว และ M60A3 ของ ม.พัน.๕ รอ.กำลังดำเนินการปรับปรุงอยู่ ๕คัน ทั้งนี้จะปรับปรุงได้มากเท่าไรขึ้นอยู่กับงบประมาณที่จะได้รับครับ



Royal Thai Army Oplot-T Main Battle Tank 
https://www.facebook.com/Moo.pheromones

Oplot-T Main Battle Tanks shipping from Cargo Ship that arrived Thailand's Port, November 2016


Oplot-M Tank's Hull No.34 and Turret No.29 in manufacturing at Malyshev Plant, Kharkiv Ukraine 

สำหรับความคืบหน้าของโครงการจัดหารถถังหลัก Oplot-T ของกองทัพบกไทยนั้น ล่าสุดเมื่อช่วงวันที่ ๑๐ พฤศจิกายนที่ผ่านมามีรายงานภาพว่ายูเครนได้จัดส่งรถถังหลัก Oplot ชุดใหม่อีก ๕คันทางเรือมาถึงไทยแล้ว
ซึ่งถ้ารวมกับการจัดส่ง ถ.หลัก Oplot ชุดที่๓ ๕คันในปีนี้ซึ่งรับมอบไปในช่วงเดือนกันยายนนั้น จะนับเป็นชุดที่๔ ทำให้ล่าสุด กองพันทหารม้าที่๒ กองพลทหารราบที่๒ รักษาพระองค์ฯ มีรถถังหลัก Oplot จำนวนรวม ๒๐คัน
ทั้งนี้ภาพล่าสุดจากสายการผลิตที่โรงงาน Malyshev ที่ยูเครนนั้นมีการผลิตชิ้นส่วนรถแคร่ฐานรถถังหลัก Oplot ถึงคันที่๓๔ ชิ้นส่วนป้อมปืนป้อมที่๒๙ แล้ว แต่ส่วนตัวคิดว่าน่าจะประกอบเสร็จสมบูรณ์ทั้งคันส่งมอบให้ไทยไม่ทันภายในปีนี้(2016)
แต่ก็หวังว่าทางยูเครนจะจัดส่งมาอีก ๒๙คัน ให้ครบตามจำนวนที่ลงนามจัดหาภายในเดือนมีนาคมปีหน้า(2017) ตามสัญหาที่เอกอัครราชทูตยูเครนและ Ukroboronprom รัฐวิสาหกิจด้านอุตสาหกรรมความมั่นคงของรัฐบาลยูเครนให้ไว้เสียที
เพราะในส่วนของรถหุ้มเกราะล้อยาง BTR-3E1 ที่กองทัพบกลงนามสัญญาจัดหาจากยูเครนชุดแรกในปี พ.ศ.๒๕๕๑(2008) ๙๖คัน และชุดที่สองในปี พ.ศ.๒๕๕๔(2011) ๑๒๑คัน นั้นกว่าจะได้รับมอบรถทุกแบบครบทั้งหมดตามสัญญา(๒๑๗คัน) ก็เป็นใน พ.ศ.๒๕๕๙(2016) นี้เอง
ซึ่งถัดไปในปี พ.ศ.๒๕๖๑(2018) จีนน่าจะส่งมอบรถถังหลัก VT4(MBT-3000) ชุดแรกจากที่ลงนามจัดหา ๒๘คันวงเงิน ๔,๙๘๔ล้านบาท ให้กองทัพบกไทยด้วยครับ

41st Aviation Battalion Aviation Regiment(former General Support Aviation Battalion)


ฮท.๑๗ Mi-17V5 กองพันบินที่๔๑  ศูนย์การบินทหารบก

ฮท.๖๐ UH-60L กองพันบินที่๙ ศูนย์การบินทหารบก
การฝึกการเคลื่อนย้ายหน่วยสุนัขทหารด้วยอากาศยาน
เมื่อวันที่ 24 - 25 พฤศจิกายน 2559 กองพันสุนัขทหาร จัดชุดปฏิบัติการสุนัขทหาร ทำการฝึกการเคลื่อนย้ายหน่วยสุนัขทหารด้วยอากาศยาน ร่วมกับ กองพันบินที่ 9 ศูนย์การบินทหารบก ณ กองพันสุนัขทหาร อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา
เราทำได้เหนือความคาดหมาย https://www.facebook.com/GeneralSupportAviationBattalion/photos/a.403267329750684.96366.403256659751751/1140559069354836/
https://www.facebook.com/nutcopter015/posts/1130228143757362
https://www.facebook.com/media/set/?set=a.1436658853018845.1073741949.295090937175648
https://www.facebook.com/GeneralSupportAviationBattalion
https://www.facebook.com/nutcopter015
https://www.facebook.com/กองพันสุนัขทหาร-295090937175648/

ตามที่เคยเสนอข้อมูลไปก่อนนั้น ตอนนี้การปรับโครงสร้างอัตราจัดของหน่วยงานอากาศยานของกองทัพบกไทยแบบใหม่เริ่มมีผลออกมาเป็นรูปธรรมแล้ว
ตัวอย่างเช่น ศูนย์การบินทหารบก มีการจัดตั้ง "กรมบิน"(Regiment) ขึ้นมามีหน่วยขึ้นตรงเป็น "กองพันบิน"(Aviation Battalion) จำนวน ๔กองพัน เช่น
กองบินสนับสนุนทั่วไป ศูนย์การบินทหารบก เปลี่ยนนามหน่วยเป็น "กองพันบินที่๔๑", กองบินปีกหมุนที่๒ ศูนย์การบินทหารบก เปลี่ยนนามหน่วยเป็น "กองพันบินที่๒๑", และ กองบินปีกหมุนที่๙(ผสม) ศูนย์การบินทหารบก เปลี่ยนนามหน่วยเป็น "กองพันบินที่๙" เป็นต้นครับ

Model of HTMS Trang Royal Thai Navy second Krabi class Offshore Patrol Vessel
https://www.youtube.com/user/ThaiPBS

เกี่ยวกับความคืบหน้าโครงการสร้างเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชุด ร.ล.กระบี่ ลำที่๒ ของกองทัพเรือไทยนั้น จากคำให้สัมภาษณ์ของ พลเรือตรี วิทยา ละออจันทร์ ผู้อำนวยการอู่ราชนาวีมหิดลอดุยเดช กรมอู่ทหารเรือ ในรายการ แสงจากพ่อ สถานีโทรทัศน์ Thai PBS กล่าวว่า
เรือตรวจการณ์ไกลฝั่งลำที่สองที่กำลังดำเนินการก่อสร้างอยู่นี้ได้รับพระราชทานนามว่า 'เรือหลวงตรัง' โดยขณะนี้ดำเนินการก่อสร้างในส่วน Block เรือไปแล้วสองถึงสามส่วน
จากแบบจำลองของเรือ ตกก.ลำที่๒ ที่แสดงในรายการจะเห็นว่าปืนใหญ่เรือ OTO Melara 76/62 นั้นเป็นทรง Stealth และลานจอดเฮลิคอปเตอร์ท้ายเรือหลังแท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำ Harpoon นั้นมี ฮ.ปด.๑ SH-60B จอดอยู่ครับ

Model of C13B Corvette of China Shipbuilding & offshore International at Ship Tech III 2016(My Own Photo)

จากที่เคยได้พูดคุยกับตัวแทนของบริษัทอู่กรุงเทพฯในงาน Ship Tech III งานแสดงนิทรรศการเทคโนโลยีเรือในทศวรรษหน้าครั้งที่๓ 
เรื่องการเลือกแบบเรือใหม่ในโครงการสร้างเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งเพิ่มอีก ๒ลำถัดจากโครงการสร้างเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชุด ร.ล.กระบี่ลำที่๒คือ ร.ล.ตรัง ที่กำลังดำเนินการสร้างอยู่นั้น 
มีกระแสข่าวออกมาล่าสุดตอนนี้ว่าแบบเรือที่เป็นไปได้ว่าอาจจะมีการเลือกคือเรือคอร์เวตชั้น Type 056 จากสาธารณรัฐประชาชนจีน 

People's Liberation Army Navy Type 056 Corvette 584 Meizhou 

เรือคอร์เวตชั้น Type 056 ของจีนนั้นมีตัวเรือยาว 90m ระวางขับน้ำ 1,500tons อาวุธประจำเรือมี ปืนใหญ่เรือ H/PJ-26 76mm(มีพื้นฐานจาก AK-176 รัสเซีย), ปืนใหญ่กล H/PJ-17 30mm ๒กระบอก, แท่นยิง Torpedo เบาปราบเรือดำน้ำ Yu-7 324mm แฝดสาม ๒แท่นยิง, อาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำ YJ-83 ๔นัด และแท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศพิสัยใกล้ HQ-10(FL-3000N) ๘ท่อยิง มีลานจอดเฮลิคอปเตอร์ท้ายเรือรองรับ ฮ.Z-9C แต่ไม่มีโรงเก็บในตัวเรือ 
ซึ่งเรือคอร์เวตชั้น Type 056A แบบล่าสุดได้ปรับปรุงเพิ่มระบบ Sonar ลากท้าย นอกจาก Sonar หัวเรือที่ติดตั้งในชั้น Type 056 เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการปราบเรือดำน้ำเพิ่มขึ้นด้วย
โดยนอกจากกองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีนที่ตอนนี้สร้างเรือคอร์เวตชั้น Type 056 และ Type 056A หรือที่ NATO กำหนดรหัสว่าชั้น Jiangdao เพื่อเข้าประจำการแล้วไม่ต่ำกว่า ๔๐ลำ 
จีนก็ได้สร้างเรือชั้นนี้สำหรับส่งออกต่างประเทศแล้วสองแบบเรือคือ เรือคอร์เวตแบบ C13B กองทัพเรือบังคลาเทศ ๒ลำซึ่งกำลังสั่งต่อเพิ่ม ๒ลำ โดยมีแผนจะจัดหารวมทั้งหมด ๘ลำ และเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งแบบ P18N กองทัพเรือไนจีเรีย ๒ลำ ซึ่งเรือส่งออกทั้งหมดต่อที่อู่ Wuchang

BAE Systems 99m Corvette Model at Defense & Security 2015(My Own Photo)

ดูเหมือนว่ากองทัพเรือจะต้องการเรือรบลักษณะเรือคอร์เวตติดอาวุธมากกว่าเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง ทดแทนเรือฟริเกตชุด ร.ล.ตาปี ทั้ง ๒ลำคือ ร.ล.ตาปี และ ร.ล.คีรีรัฐ ที่มีกำหนดจะปลดประจำในอีกราว ๒ปีข้างหน้า 
รวมถึงเรือคอร์เวตชุด ร.ล.รัตนโกสินทร์(ร.ล.รัตนโกสินทร์ และร.ล.สุโขทัย) ๒ลำ และเรือเร็วโจมตีติดอาวุธปล่อยนำวิถีชุด ร.ล.ปราบปรปักษ์(ร.ล.ปราบปักษ์, ร.ล.หาญหักศัตรู และ ร.ล.สู้ไพรินทร์) และชุด ร.ล.ราชฤทธิ์(ร.ล.ราชฤทธิ์, ร.ล.วิทยาคม และ ร.ล.อุดมเดช) รวม ๖ลำในอนาคตอันใกล้ด้วย
เพราะทางบริษัท BAE Systems ที่เป็นเจ้าของสิทธิบัตรแบบเรือ 90m Offshore Patrol Vessel ที่เป็นแบบเรือของเรือ ตกก.ชุด ร.ล.กระบี่ทั้ง ๒ลำ ที่เสนอแบบเรือ 99m Corvette แบบเดียวกับเรือคอร์เวตชั้น Khareef กองทัพเรือโอมาน ให้บริษัทอู่กรุงเทพเป็นหนึ่งในหลายแบบตัวเลือก
ตรงนี้ก็จึงมีความเข้าใจในเบื้องต้นว่าถ้ามีการเลือกแบบเรือจากจีนจริงก็น่าจะมีพื้นฐานจากเรือคอร์เวต Type 056 ที่เป็นเรือรบหลักในสงครามตามแบบเหมือน C13B บังคลาเทศ มากกว่าเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งอย่าง P18N ไนจีเรีย
ซึ่งแบบเรือ BAE Systems 90m OPV ที่มีกาารพัฒนาให้ติดอาวุธหนักใน ร.ล.ตรัง ที่กำลังสร้างนั้นดูจะมีข้อจำกัดในตัวแบบเรืออยู่สำหรับการใช้ในสงครามตามแบบมากกว่าภารกิจยามสงบ จึงเสนอแบบเรือ 99m Corvette ที่รองรับสงครามตามแบบโดยตรงและมีโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์ในตัวเรือ
และการที่เรียกชื่อแบบเรือโครงการใหม่ว่าเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งต่อเนื่องจาก ชุด ร.ล.กระบี่ ทั้งสองลำ ทั้งที่เรือ Type 056 และ BAE System 99mm Corvette ต่างเป็นเรือคอร์เวตหรือเรือฟริเกตเบา ก็คงเพื่อต้องการให้เป็นเรือรบที่ฟังดูเบาลงไม่หนักมาก 

ตามแผนพัฒนากองทัพเรือเดิมเมื่อราวปี พ.ศ.๒๕๔๔(2001) ช่วงที่มีการจัดหาเรือชุด ร.ล.ปัตตานีนั้น กองทัพเรือต้องการตรวจการณ์ไกลฝั่งรวมทั้งหมด ๖ลำแทนเรือรบรุ่นเก่าสมัยสงครามโลกครั้งที่๒
(เช่น ร.ล.แม่กลอง ร.ล.ท่าจีน ร.ล.ประแส ร.ล.โพสามต้น ที่ปลดประจำการไปแล้ว และ ร.ล.ปิ่นเกล้า ที่ไม่ได้เป็นเรือรบทางยุทธการของกองทัพเรือแล้ว)
ซึ่งปัจจุบันนี้จัดหาเข้าประจำการแล้ว ๓ลำ และกำลังสร้างอีก ๑ลำ(ชุด ร.ล.ปัตตานี คือ ร.ล.ปัตตานี และ ร.ล.นราธิวาส กับชุด ร.ล.กระบี่ คือ ร.ล.กระบี่ และ ร.ล.ตรัง) 
ในอนาคตเมื่อมีการปลดประจำการเรือฟริเกตชุด ร.ล.ตาปีทั้ง ๒ลำ(ร.ล.ตาปี และ ร.ล.คีรีรัฐ) ก็จะทำให้ กองเรือฟริเกตที่๑ ขาดกำลังทางเรือไป 
อย่างไรก็ตามเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งที่สังกัด กองเรือตรวจอ่าวทั้ง ๒ชุดนั้นเป็นเรือที่ไม่มีขีดความสามารถในการปราบเรือดำน้ำ(Anti-Submarine Warfare)แต่อย่างใด
ถ้าเรือคอร์เวต Type 056 จากจีนทั้ง ๒ลำนั้นจะเป็นเรือคอร์เวตสำหรับสงครามตามแบบสามมิติทดแทนชุด ร.ล.ตาปี ก็ควรจะนำเข้าประจำการใน กฟก.๑ ไม่ใช่ กตอ. 
แต่ถ้าจัดการมาในรูปแบบเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งในยามสงบที่ไม่มีความสามารถในการปราบเรือดำน้ำ ก็คงจะเข้าประจำการใน กตอ.เช่นเดิม

มีข้อมูลว่าทางกองทัพเรือตั้งการจะเริ่มโครงการสร้างเรือฟริเกตสมรรถนะสูงลำที่๒ ภายในไทย ซึ่งเข้าใจว่าน่าจะยังเป็นแบบเรือ DSME DW3000H ของบริษัท Daewoo Shipbuilding & Marine Engineering สาธารณรัฐเกาหลีเหมือนเรือฟริเกตสมรรถนะสูงลำแรกอยู่ 
โดยจะสร้างทั้งลำในอู่ของไทย หรือการใช้โดยการต่อเป็นชิ้นส่วน Block เรือที่สร้างมาก่อนจากเกาหลีใต้แล้วบางส่วนมาประกอบในไทย ซึ่งวิธีหลังจะทำให้การสร้างเรือมีความรวดเร็วกว่าการสร้าง ร.ล.กระบี่ ที่ผ่านมา และ ร.ล.ตรังที่กำลังดำเนินการสร้างตอนนี้ด้วย
ทั้งนี้เพื่อทำให้กลุ่มอุตสาหกรรมทางเรือและกองทัพไทยมีประสบการณ์ในการต่อเรือรบสำหรับสงครามตามแบบที่มีสมรรถนะสูงกว่าเรือ ตกก.ชุด ร.ล.กระบี่โดยเร็วหลังเสร็จสิ้นโครงการสร้าง ร.ล.ตรัง 
จึงเป็นไปได้มากว่าเพื่อความรวดเร็วการจัดหาเรือคอร์เวต Type 056 ใหม่ทั้ง ๒ลำตัวเรือหลักอาจจะดำเนินสร้างในจีนไม่ใช่ในไทย ก็ขึ้นอยู่กับว่าโครงการเรือใหม่ ๒ลำนี้ยังเป็นในส่วนของอู่กรุงเทพกับกรมทหารเรืออยู่ หรือเป็นผู้รับสัญญารายอื่น
แต่ระบบอาวุธและอุปกรณ์ของเรือสำหรับกองทัพเรือไทยนั้นยังบอกไม่ได้ว่าจะใช้อุปกรณ์และอาวุธจีนล้วน หรือเป็นระบบตะวันตกแบบเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชุด ร.ล.ปัตตานี คงต้องมาติดตามกันต่อไปในอนาคตถ้ามีข้อมูลมากกว่านี้
ก็ขึ้นอยู่กับว่าโครงการสร้างเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งใหม่เพิ่มอีกสองลำนี้เพราะว่าถ้าจะต่อในจีนทั้งสองลำเหมือนไนจีเรียกับบังคลาเทศก็เป็นไปได้มากกว่าจะติดระบบอาวุธอุปกรณ์จีนล้วน หรือไม่ก็ต่อเฉพาะตัวเรือที่จีนแล้วมาติดตั้งอาวุธและอุปกรณ์ให้ครบในไทยเหมือนชุด ร.ล.ปัตตานีครับ

Royal Thai Navy new Frigate to be named HTMS Tachin in construction at Daewoo Shipbuilding & Marine Engineering(DSME) Okpo-Dong shipyard, Geoje, South Gyeongsang, Republic of Korea (DW3000H based on KDX-I Gwanggaeto the Great class destroyers)

ความคืบหน้าล่าสุดของโครงการจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูงระยะที่๑ ลำแรกที่กำลังต่อที่อู่ต่อเรือบริษัท DSME ที่ Okpo Dong สาธารณรัฐเกาหลีนั้น ก็เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ครับว่ามีกำหนดจะทำพิธีปล่อยเรือลงน้ำในวันที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๖๐(2017) 
ซึ่งนับว่าการก่อสร้างตัวเรือค่อนข้างเร็วตั้งแต่ทำพิธีกระดูงูเรือเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยมีเพิ่มเติมคือเรือจะเริ่มติดตั้งระบบอาวุธและอุปกรณ์ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๖๐(2017) และมีกำหนดส่งมอบให้กองทัพเรือไทยในเดือนสิงหาคม พ.ศ.๒๕๖๑(2018)
ตรงนี้ก็เข้าใจว่าเรือฟริเกตสมรรถนะสูงลำใหม่นี้ได้มีการพระราชทานนามชื่อเรือแล้ว เห็นว่าจะชื่อ 'เรือหลวงท่าจีน' ครับ โดยเรือฟริเกต ร.ล.ท่าจีน ลำใหม่นี้นับเรือลำที่๓ ของราชนาวีไทยแล้วที่ได้รับพระราชทานนามนี้

ร.ล.ท่าจีน(ลำที่๑) นั้นเป็นเรือสลุปชุดเดียวกับ ร.ล.แม่กลอง ซึ่งต่อที่อู่ต่อเรือ Uraga ญี่ปุ่นที่เข้าประจำการเมื่อปี พ.ศ.๒๕๘๐(1937) 
ต่อมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่๒ ร.ล.ท่าจีน(ลำที่๑) ถูกเครื่องบินฝ่ายสัมพันธมิตโจมตีทางอากาศจนท้องเรือทะลุ ต่อมาสำรวจตรวจสอบสภาพเรือแล้วว่าไม่สามารถจะซ่อมแซมเพื่อนำกลับเข้าประจำการได้จึงต้องปลดประจำการไป
เมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๔๙๔(1951) กองทัพเรือไทยได้รับมอบ ร.ล.ท่าจีน(ลำที่๒) ซึ่งเดิมคือเรือฟริเกตตรวจการณ์ชั้น Tacoma PF-36 USS Glendale กองทัพเรือสหรัฐฯ ซึ่งรับมอบพร้อมกับ ร.ล.ประแส(ลำที่๒) คือ PF-47 USS Gallup ที่ฐานทัพเรือ Yokosuka 
ซึ่งสหรัฐฯส่งมอบเรือเป็นการช่วยเหลือทางทหารแก่กองทัพเรือไทยที้่สูญเสีย ร.ล.ประแส(ลำที่๑) ที่เดิมเป็นเรือคอร์เวตชั้น Flower กองทัพเรืออังกฤษชื่อ HMS Betony ซึ่งรับมอบพร้อม ร.ล.บางประกง(ลำที่๑) ที่เดิมคือ HMS Burnet เมื่อ ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๙๐(1947)  
ในสงครามเกาหลีกองทัพเรือไทยได้สูญเสีย ร.ล.ประแส(ลำที่๑) ในเดือนมกราคม พ.ศ.๒๔๙๔(1951) จากการเกยตื้นและถูกข้าศึกล้อมระดมยิงใส่ระหว่างภารกิจยิงสนับสนุนชายฝั่งในพายุหิมะ จนต้องมีคำสั่งสละเรือใหญ่และให้เรือพิฆาตสหรัฐฯยิงทำลายเรือทิ้งเพื่อไม่ให้ตกในมือข้าศึก
ร.ล.ท่าจีน(ลำที่๒) และ ร.ล.ประแส(ลำที่๒) นั้นได้ประจำการมาจนปลดประจำการวันที่ ๒๒ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๔๓(2000) ปัจจุบัน ร.ล.ท่าจีน นำไปจัดแสดงเป็นเรือพิพิธภัณฑ์ที่โรงเรียนเตรียมทหาร และ ร.ล.ประแส ที่ปากน้ำประแส จังหวัดระยอง

ทั้งนี้ก็จึงมีความเป็นไปได้สูงว่าโครงการจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูงระยะที่๒ ที่จะดำเนินการสร้างในไทยโดยกรมอู่ทหารเรือที่ได้รับการถ่ายทอด Technology และการปรับปรุงอู่ราชนาวีมหิดลอดุยเดช จากบริษัท DSME เกาหลีใต้นั้น
ส่วนตัวคิดว่าคงน่าจะได้รับพระราชทานนามชื่อเรือว่า 'เรือหลวงแม่กลอง' เป็น ร.ล.แม่กลอง ลำที่๒ คู่กับ ร.ล.ท่าจีนลำใหม่ครับ


Airbus Helicopters H145M Royal Thai Navy commissioning ceremony and Search and Rescue(SAR) demonstration, 10 November 2016


Model of Airbus Helicopter H145M Royal Thai Navy show Heavy Machine Gun pod and Rocket Pod

Airbus Helicopter H145M Royal Thai Navy Side Door Machine Gun Turret 

ตามที่ได้เสนอพิธีการรับมอบเฮลิคอปเตอร์ลำเลียง ฮ.ลล.๖ H145M(EC645 T2) ฝูงบิน๒๐๒ กองบิน๒ กองการบินทหารเรือ กองทัพเรือไทย ซึ่งมีการสาธิตการค้นหาและกู้ภัยทางอากาศด้วยนั้น 
ฮ.ลำเลียงใหม่นี้จะมาทำภารกิจทดแทน ฮ.ลล.๒ Bell 212 ที่ประจำการมานานหลายสิบปีและใกล้จะปลดประจำการทั้งภารกิจสนับสนุนกำลังทางเรือร่วมกับเรือผิวน้ำที่มาลานจอดเฮลิคอปเตอร์ จนถึงการค้นหากู้ภัยทางทะเลและบนบก ตลอดจนการส่งกลับทางสายแพทย์
สนับสนุนกำลังนาวิกโยธินและหน่วยสงครามพิเศษทางเรือทั้งการลำเลียงกำลังพลและติดอาวุธได้ตั้งแต่ แท่นยิงปืนกล FN MAG 58F ข้างประตูเครื่อง และคานอาวุธเอนกประสงค์สำหรับกระเปาะปืนกลหนัก FN HMP400 .50cal และกระเปาะจรวด FZ220 หรือ FZ223 70mm ความจุ ๗นัด

โดยในวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๙ ก็ได้มีการทดสอบการปฏิบัติการในทะเลของ ฮ.H145M กับเรืออู่ยกพลขึ้นบก(LPD: Landing Platform Dock) ร.ล.อ่างทอง ที่มีลานจอดและโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์ขนาดใหญ่
และในวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๙ ก็ได้มีการทดสอบการลงจอดปฏิบัติการกับ ร.ล.ตากสิน ซึ่งเป็นเรือฟริเกตชุด ร.ล.นเรศวร ที่มีลาดจอดลานจอดและโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์ขนาดเล็ก
แต่ก็น่าเสียใจที่ว่ายังมีกระแสสังคมทางด้านลบที่มองว่ากองทัพเรือจัดหา ฮ.ราคาแพงที่จะต้องเกิดอุบัติเหตุแน่นอนในอนาคตไม่คุ้มค่าต่อการใช้งานและไม่เป็นประโยชน์กับประชาชน ซึ่งไม่เป็นธรรมกับกองทัพเรือมากๆครับ

พล.ร.ต. บุญเรือง หอมขจร ผอ.สวพ.ทร. เป็นประธานในการประชุม คณะทำงานโครงการวิจัยและพัฒนาร่วมระบบจรวดหลายลำกล้องนำวิถีแบบ ติดตามเป้าหมายสำหรับภารกิจต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง ระหว่าง ทร. กับ สทป. เมื่อ ๒๑ พ.ย. ๕๙ ณ ห้องประชุม สวพ.ทร. ชั้น ๕
http://www.nrdo.navy.mi.th/Main/Activities/60/Rocket60/Rocket60.html

Royal Thai Army DTI-1G 302mm Guided Multiple Launch Rocket System
https://www.facebook.com/dtithailand/photos/a.367102006783139.1073741830.364043297089010/541562566003748/
https://www.facebook.com/dtithailand

เคยมีรายงานก่อนหน้านี้มาหลายปีแล้วว่ากองทัพเรือไทยมีความต้องการจัดหาระบบเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้องสำหรับใช้งานใน หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน และหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง
โดยในส่วนของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ สทป.(DTI: Defence Technology Institute) นั้นโครงการจรวดหลายลำกล้องนำวิถีที่พัฒนาเสร็จแล้วขณะนี้ก็มีเพียงเครื่องจรวดหลายลำกล้องนำวิถี DTI-1G ที่ส่งมอบให้กองทัพบกแล้ว ๓ระบบ
แต่ตรงนี้ก็ไม่แน่ใจว่ากองทัพเรือต้องการเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้องทางยุทธวิธีขนาด 122mm แบบเดียวกับ SR4 และ DTI-2 ของกองทัพบกหรือไม่ หรืออาจจะเป็นระบบจรวดนำวิถีแบบอื่น
เพราะถ้าเป็นจรวดนำวิถี DTI-1G ขนาด 302mm ๔ท่อยิง มีระยะยิงที่ 150km และขนาดหัวรบจรวดหนักพอที่จะใช้แทนอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำฐานยิงชายฝั่งได้ ซึ่งมีรายงานว่ากองทัพเรือกำลังศึกษาความต้องการเพื่อทดแทนระบบปืนใหญ่สนามของ สอ.รฝ. อยู่

แต่ความต้องการโครงการจัดหาระบบอาวุธปล่อยนำวิธีพื้นสู่พื้นของหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่งเอง ก็ดูจะเป็นคนละส่วนกับโครงการวิจัยพัฒนาระบบจรวดหลายลำกล้องนำวิถีร่วมกับ DTI นี้
ทั้งนี้เองโครงการวิจัยและพัฒนาร่วมระบบจรวดหลายลำกล้องนำวิถีก็ไม่ใช่โครงการร่วมระหว่างกองทัพเรือและ DTI เพียงโครงการเดียว ยังมีโครงการยานเกราะล้อยาง 8x8 สำหรับนาวิกโยธิน และโครงการอากาศยานไร้คนขับ UAV หลากหลายรูปแบบ และโครงการอื่นๆอีกด้วย
อีกทั้งยังมีข้อมูลว่าทาง กรมสรรพาวุธทหารเรือเอง ก็มีการศึกษาวิจัยวิศวกรรมย้อนกลับอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำ C-801 มาได้สักระยะแล้ว ซึ่งก็ไม่ทราบจะถึงขั้นสร้างพัฒนาระบบขึ้นมาเองเหมือนอย่างอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำ Noor อิหร่านหรือไม่ครับ

นาวาอากาศเอก พุทธพงศ์ ผลชีวิน รองผู้บังคับการกองบิน ๗ (๒) เป็นประธานในพิธีเปิด โครงการอบรมอุปกรณ์กระเปาะชี้เป้า Litening Targeting Pod ตามโครงการศึกษาในประเทศของกองทัพอากาศประจำปี ๒๕๕๙ 
โดยมีหัวหน้าหน่วยขึ้นตรงกองบิน ๗ เข้าร่วมพิธีฯ ณ ห้องประชุมโรงซ้อม ฝูง ๗๐๑ เมื่อ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๙

ข่าวประชาสัมพันธ์นี้ก็เป็นการยืนยันล่าสุดว่าเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๒๐ Gripen C/D ฝูงบิน๗๐๑ กองบิน๗ กองทัพอากาศไทยนั้นได้มีการจัดหากระเปาะชี้เป้า Rafael LITENING III มาใช้งานแล้ว
ซึ่งทำให้ขณะนี้นอกจากเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๙ F-16AM/BM EMLU ฝูงบิน๔๐๓ กองบิน๔ ซึ่งมีกระเปาะชี้เป้า Lockheed Martin Sniper Advanced Targeting Pod แล้ว 
Gripen C/D จะเป็นเครื่องบินขับไล่อีกแบบของกองทัพอากาศไทยที่มีขีดความสามารถในการใช้อาวุธโจมตีความแม่นยำสูงสุดครับ

Fleet of C-130H Royal Thai Air Force

BT-67 Royal Thai Air Force Firefighter mission

ในส่วนของกำลังเครื่องบินลำเลียงทางยุทธวิธีของกองทัพอากาศไทยนั้นมีรายงานว่ามีการอนุมัติโครงการซ่อมโครงสร้างระดับโรงงานของ บ.ล.๘ C-130H ๑๒เครื่องวงเงินประมาณ ๕๔๐ล้านบาท และ บ.ล.๒ก BT-67 ๗เครื่องวงเงินประมาณ ๘๒ล้านบาท
ปัจจุบัน C-130H และ C-130H-30 ฝูงบิน๖๐๑ กองบิน๖ ทั้ง ๑๒เครื่องนั้นเริ่มเข้าประจำการมาตั้งปี พ.ศ.๒๕๒๓(1980) เช่นเดียวกับ BT-67 ฝูงบิน๔๖๑ กองบิน๔๖ ซึ่งปรับปรุงจาก บ.ล.๒ C-47 รวม ๑๒เครื่อง ที่เริ่มเข้าประจำการมตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๔๑(1998)
สำหรับ บ.ล.๘ C-130H จะเข้าประจำการครบ ๔๐ปีในอีก ๔ปีข้างหน้าคือ พ.ศ.๒๕๖๓(2020) ส่วน บ.ล.๒ก BT-67 นั้นจะมีอายุการใช้งานนับจากปรับปรุงอย่างน้อย ๒๕ปีคืออาจจะต้องปลดประจำการในปี พ.ศ.๒๕๖๖(2023)
ดังนั้นก่อนที่จะมีการเริ่มโครงการจัดหาเครื่องบินลำเลียงทางยุทธวิธีใหม่ซึ่งคงจะอีกหลายปีข้างหน้ากองทัพอากาศก็จำเป็นต้องใช้งาน C-130H และ BT-67 ไปอีกนานหลายปีครับ

Royal Thai Air Force AIM-9P Sidewinder Air to Air Missile

มีข้อมูลออกมาว่ากองทัพอากาศมีโครงการปรับปรุงอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยใกล้นำวิถีความร้อน Infrared แบบ Sidewinder รุ่น AIM-9P3 และ AIM-9P4 ให้เป็นมาตรฐาน AIM-9P5
ซึ่งอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศตระกูล Sidewinder ที่มีใช้งานในกองทัพอากาศไทยปัจจุบันนั้นเท่าที่ทราบจะมีสองรุ่นหลักคือ
AIM-9P Sidewinder ซึ่งเป็นรุ่นที่พื้นที่ต่อตีด้วยอาวุธ(WEZ: Weapon Engagement Zone) มีย่านจับความร้อนจากเป้าหมายเฉพาะด้านท้าย(Rear Aspect) เช่นท่อเครื่องยนต์ไอพ่นท้ายเครื่อง
และ AIM-9M Sidewinder ซึ่งเป็นรุ่นที่มีพื้นที่ WEZ ย่านตรวจจับความร้อนได้รอบเป้าหมาย(All Aspect) ทำให้มีความคล่องตัวในการเข้าต่อตีเป้าหมายสูงกว่า
ยกตัวอย่างเช่นกรณีสงคราม Falklands ปี 1982 ที่เครื่องบินขับไล่ Sea Harrier FRS.1 กองทัพเรืออังกฤษที่ความเร็วเร็วต่ำกว่าเสียงใช้ AIM-9L ซึ่งเป็น All Aspect Sidewinder รุ่นแรก
ยิงเครื่องบินขับไล่อาเจนตินาที่มีความเร็วเหนือเสียงอย่าง Mirage III และ Dagger ตกเป็นจำนวนมากโดยที่อังกฤษไม่เสีย Harrier จากการรบทางอากาศแม้แต่เครื่องเดียว
ซึ่ง AIM-9P4 และ AIM-9P5 นั้นต่างจาก AIM-9P3 คือมีการปรับปรุงระบบจุดชนวนใหม่และระบบตรวจจับความร้อน Infrared ให้เป็นแบบ All Aspect ครับ

EC725 Royal Thai Air Force at Airbus Helicopters Factory
คณะกรรมการตรวจรับเฮลิคอปเตอร์แบบ EC725 เครื่องที่ ๕ และ เครื่องที่ ๖
พลอากาศตรี อภิรุม จันทรกุล เสนาธิการกรมช่างอากาศ ในฐานะประธานกรรมการตรวจรับทางเทคนิคและพลอากาศตรี ยุทธชัย วัชรสิงห์ เสนาธิการกรมสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์ทหารอากาศ/กรรมการตรวจรับพัสดุ 
ของโครงการจัดหาเฮลิคอปเตอร์ขนาดกลางสำหรับค้นหาและช่วยชีวิตในพื้นที่การรบ (ระยะที่ ๒) และคณะกรรมการฯ ร่วมเดินทางไปตรวจรับเทคนิคเฮลิคอปเตอร์แบบ EC725 เครื่องที่ ๕ และ เครื่องที่ ๖ 
ซึ่งผลิตโดยบริษัท Airbus Helicopters ระหว่างวันที่ ๑๓ - ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๙ ณ สาธารณรัฐฝรั่งเศส
โครงการจัดหาเฮลิคอปเตอร์ขนาดกลางสำหรับค้นหาและช่วยชีวิตในพื้นที่การรบ มีวัตถุประสงค์ เพื่อจัดหาเฮลิคอปเตอร์ขนาดกลางค้นหาและช่วยชีวิต 
ทดแทนเฮลิคอปเตอร์ปฏิบัติภารกิจค้นหาและช่วยชีวิตในปัจจุบันเพื่อให้กองทัพอากาศดำรงศักยภาพและขีดความสามารถในการค้นหาและช่วยชีวิตในภาพรวมทั้งทางทหารและพลเรือน ในฐานะเป็นหน่วยหลักด้านกำลังทางอากาศของประเทศทั้งนี้ 
โครงการจัดหาเฮลิคอปเตอร์ขนาดกลางฯ (ระยะที่ ๒) เป็นการจัดหา เฮลิคอปเตอร์แบบ EC725 จำนวน ๒ เครื่อง ซึ่งกำหนดส่งมอบทั้ง ๒ เครื่องให้กองทัพอากาศภายในเดือนธันวาคม ๒๕๕๙
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=10211396411004099&set=a.1536942381618.78377.1176621495

ตามโครงการจัดหาฮลิคอปเตอร์ขนาดกลางสำหรับค้นหาและช่วยชีวิตในพื้นที่การรบระยะที่๒ ฮ.๑๑ EC725 จำนวน๒เครื่อง คือเครื่องที่ ๕ และเครื่องที่๖ ที่ลงนามจัดหาในปี พ.ศ.๒๕๕๗(2014) นั้นก็จะได้รับมอบในเดือนธันวาคม ปีพ.ศ.๒๕๕๙(2016)นี้
ซึ่งเมื่อรวมกับ ฮ.๑๑ EC725 ในโครงการระยะที่๑ จำนวน ๔เครื่อง ที่ลงนามจัดหาในปี พ.ศ.๒๕๕๕(2012) ได้รับมอบแล้วในปี พ.ศ.๒๕๕๘(2015) กองทัพอากาศไทยก็จะมี EC725 รวมทั้งหมด ๖เครื่อง
และตามที่ได้รายงานไปว่าปี พ.ศ.๒๕๕๙(2016) นี้ก็ได้มีการลงนามจัดหา EC725 ในโครงการระยะที่๓ อีก ๒เครื่อง ซึ่งจะได้รับมอบในปี พ.ศ.๒๕๖๒(2019) รวมเป็น ๘เครื่องในอนาคตครับ

คติคำคมจาก สารวัตรนักเรียนเดนนรก-๒(ปลย.๑๑ HK33)

ไม่ได้วาดปืนเล็กยาว ปลย.๑๑ Heckler & Koch HK33A3 ติดกล้องเล็ง Hensoldt FERO ZF Z24 4X เสียนาน คิดถึงเรื่องยาวชุดนี้จริงๆครับ

ปลย.๑๑/๕๖ HK33 with new Barrel, Pincatinny Rail and Magpul Magazine

พอกล่าวถึง ปลย.๑๑ ก็ทำให้นึกถึงโครงการพัฒนาปืนกลมือ ปกม.๔๘ ขนาด 9x19mm ที่มาจาการศึกษาแบบ ปลย.๑๑ HK33 5.56x45mm และปืนกลมือ HK MP5 9mm Parabellum ครับว่า
ถ้ามีการพัฒนา ปลย.๑๑ ให้ทันสมัยขึ้นอย่างการเปลี่ยนลำกล้องใหม่ให้ยิงกระสุน M885 แทนกระสุน M193 เก่า กับติดราง Pincatinny สำหรับติดตั้งอุปกรณ์เสริมแบบ ปกม.๔๘ ปืนต้นแบบได้ พร้อมซองกระสุนแบบ Magpul กับพานท้ายยืดหดพับได้แบบใหม่
ก็น่าจะดีในการนำปืนเก่ากลับมาใช้ใหม่เป็นการประหยัดงบประมาณและเพิ่มทักษะด้านงานช่างสรรพาวุธของกองทัพไทยครับ

วันอังคารที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

กองทัพอากาศพม่าอาจจะจัดหาเครื่องบินลำเลียง Y-9 จีน


Commander in Chief of Myanmar Armed Force Senior General Min Aung Hlaing visited CATIC's Shaanxi Y-9 Transport Aircraft Production Factory, 29 October 2016.(defence.pk)

Myanmar to buy new Chinese Y-9E transport aircraft
http://defence-blog.com/news/myanmar-to-buy-new-chinese-y-9e-transport-aircraft.html

มีรายงานข่าวว่ากองทัพอากาศพม่าได้สั่งจัดซื้อเครื่องบินลำเลียงแบบ Y-9E จากสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นรุ่นส่งออกของเครื่องบินลำเลียง Y-9 ที่ประจำการในกองทัพอากาศปลดปล่อยประชาชนจีน(PLAAF: People's Liberation Army Air Force)
โดยก่อนหน้านี้ในช่วงปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา พลเอกอาวุโส Min Aung Hlaing ผู้บัญชาการสูงสุดกองทัพแห่งชาติพม่า(Tatmadaw) และคณะได้เดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน
ซึ่งหนึ่งในการเยี่ยมชมคือคือสายการผลิตเครื่องบินลำเลียง Y-9 ที่โรงงานอากาศยานของ CATIC(China National Aero-Technology Import & Export Corporation) รัฐวิสาหกิจกลุ่มอุตสาหกรรมอากาศยานด้านการนำเข้าและส่งออกของรัฐบาลจีน ที่มีบริษัท Shaaxi ผู้ออกแบบพัฒนา Y-9 ในเครือ

Y-9 เป็นเครื่องบินลำเลียงทางยุทธวิธีขนาดกลางสี่เครื่องยนต์แบบใหม่ล่าสุดของกองทัพอากาศปลดปล่อยประชาชนที่เข้าประจำการมาตั้งแต่ปี 2012 ที่มีพื้นฐานพัฒนามาจากเครื่องบินลำเลียง Y-8 ที่ลอกแบบเครื่องบินลำเลียง Antonov An-12 อดีตสหภาพโซเวียต(ปัจจุบันคือยูเครน)
โดย Y-9 ได้ปรับปรุงโครงสร้างตัวอากาศยาน, ระบบเครื่องยนต์และ Avionic ใหม่ให้มีสมรรถนะสูงขึ้นกว่า Y-8 เทียบเท่าได้กับเครื่องบินลำเลียง Lockheed Martin C-130J สหรัฐฯที่มีใช้งานในกองทัพอากาศหลายประเทศทั่วโลก
ปัจจุบันกองทัพอากาศพม่ามีเครื่องบินลำเลียง Y-8 ประจำการอยู่รวม 6เครื่อง แบ่งเป็น Y-8D ที่จัดหามาในช่วงปี 1990s 4เครื่อง และ Y-8F-200W ใหม่ 2เครื่องที่เพิ่งเข้าประจำการไปเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2016 ที่ผ่านมา

ยังไม่มีรายงานเพิ่มเติมถึงรายละเอียดว่ากองทัพอากาศพม่าจะจัดหาเครื่องบินลำเลียง Y-9E กี่เครื่องและในวงเงินเท่าไร ถ้ารายงานนี้เป็นความจริง พม่าจะเป็นลูกค้าต่างประเทศรายแรกที่จีนส่งออก Y-9 ให้
ทั้งนี้ยังมีรายงานว่ากองทัพอากาศเวเนซุเอลาซึ่งมี Y-8 ประจำการเช่นกัน และหลายประเทศในแถบแอฟริกากำลังให้ความสนใจ Y-9 รวมถึงกองทัพอากาศไทยที่อาจจะประเมินค่า Y-9 เป็นตัวเลือกเครื่องบินลำเลียงทางยุทธวิธีใหม่ทดแทน C-130H ด้วยครับ
(ติดตามรายละเอียดการวิเคราะห์โอกาสของเครื่องบินลำเลียง Y-9 ในกองทัพอากาศไทยได้จากบทความนี้ครับ http://aagth1.blogspot.com/2016/09/blog-post_9.html)

นอร์เวย์จะจัดหาเครื่องบินตรวจการณ์ทางทะเล P-8A Poseidon 5เครื่อง และอิสราเอลจะจัดหาเครื่องบินขับไล่ F-35 เพิ่ม 17เครื่อง

Norway to buy five new P-8A Poseidon maritime patrol aircraft
https://www.regjeringen.no/no/aktuelt/foreslar-a-kjope-fem-nye-p-8a-poseidon-maritime-patruljefly/id2521783/

U.S. Navy’s P-8A Poseidon flying alongside Lockheed P-3 Orion(wikipedia.org)

รัฐบาลนอร์เวย์อนุมัติความเป็นไปได้ในการจัดหาเครื่องบินตรวจการณ์ทางทะเล Boeing P-8A Poseidon จำนวน 5เครื่องจากสหรัฐฯ วงเงินราว 9,825 million Norwegian Kroner($1.15 billion) โดยคาดว่าจะได้รับมอบในช่วงปี 2021-2022
โดยรัฐมนตรีกลาโหมนอร์เวย์ นาง Ine Marie Eriksen Soreide ให้รายละเอียดว่า P-8A จะถูกใช้ในภารกิจลาดตระเวนในมหาสมุทรน่านน้ำของนอร์เวย์เพื่อความมั่นคงทางทหารและความปลอดภัยของพลเรือนนอร์เวย์
ซึ่ง P-8A Poseidon นั้นติดตั้งระบบอาวุธโจมตีเรือผิวน้ำและปราบเรือดำน้ำและอุปกรณ์ตรวจจับที่ทันสมัยสำหรับการลาดตระเวนทางทะเลและการลาดตระเวนตรวจการณ์ข่าวกรอง(ISR: Intelligence, Surveillance and Reconnaissance)
ปัจจุบันกองทัพอากาศนอร์เวย์มีเครื่องบินตรวจการณ์ทางทะเล P-3 Orion 6เครื่อง แบ่งเป็น P-3N 2เครื่อง(จัดหาในปี 1969) และ P-3C 4เครื่อง(จัดหาในปี 1989) ประจำการในฝูงบิน333 กองบิน133 สถานีอากาศยาน Andoya ทางตอนเหนือของประเทศ
และเครื่องบินสงคราม Eletronic แบบ DA-20 Jet Falcon 3เครื่อง(ดัดแปลงจาก Dassault Falcon 200) ประจำการในฝูงบิน717 กองบิน137 สถานีอากาศยาน Rygge ทางตอนใต้ของประเทศ ซึ่ง P-8A Poseidon ที่จะจัดหา 5เครื่องจะมาทดแทนอากาศยานทั้งสองแบบนี้ครับ

Israel to Acquire 17 More F-35s
TEL AVIV — Israeli Prime Minister Benjamin Netanyahu and his security cabinet on Sunday evening unanimously approved the purchase of another 17 F-35I fighters, boosting the strength of Israel’s stealth force to 50.
http://www.defensenews.com/articles/israel-to-acquire-17-additional-f-35s

วันที่ 27 พฤศจิกายนที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีอิสราเอล นาย Benjamin Netanyahu และคณะรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงมีมติเป็นเอกฉันท์ในการอนุมัติการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่ F-35I Adir เพิ่มอีก 17เครื่อง
ตามรายงานสรุปที่แถลงจากสำนักนายกรัฐมนตรีอิสราเอลไม่ได้มีการะบุว่าการจัดหานี้ใช้งบประมาณเท่าใด แต่มีแหล่งข่าวในอุตสาหกรรมความั่นคงระบุว่าการจัดหามีวงเงินมากกว่า $2.5 billion ซึ่งรวมอุปกรณ์สนับสนุนด้วย
คณะรัฐมนตรีอิสราเอลได้อนุมัติการจัดหาเครื่องบินขับไล่ F-35(F-35A) ที่ผลิตโดย Lockheed Martin สหรัฐฯมาเป็นระยะที่3แล้ว โดยก่อนหน้านี้สภา Congress และหน่วยงานของรัฐบบาลสหรัฐฯได้อนุมัติความเป็นไปได้ในขาย F-35 ให้อิสราเอล 75เครื่อง
ซึ่งอิสราเอลได้สั่งจัดหา F-35I ชุดแรก 19เครื่องในปี 2010 วงเงิน $2.7 billion ที่ 2เครื่องแรกมีกำหนดจะส่งมอบให้อิสราเอลในสัปดาห์ที่จะถึงนี้ ตามด้วยการจัดหาชุดที่สอง 14เครื่องวงเงิน $2.82 billion ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2015
การที่รัฐบาลอิสราเอลอนุมัติการจัดหา F-35I ชุดที่สามนี้จะทำให้จำนวน F-35I ของกองทัพอากาศอิสราเอลจะเพิ่มเป็นรวม 50เครื่องครับ

วันจันทร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

กองทัพเรือเดนมาร์กตั้งการจัดซื้ออาวุธปล่อยนำวิถี SM-2 เป็นความสำคัญเพื่อปรับปรุงการป้องกันขีปนาวุธของเรือฟริเกตชั้น Iver Huitfeldt

Royal Danish Navy sets SM-2 buy as priority, mulls frigate BMD upgrade
The Royal Danish Navy's three Iver Huitfeldt-class frigates. Fitting the ships with SM-2 medium-range missiles is the top procurement priority for the navy. Source: Royal Danish Navy
http://www.janes.com/article/65700/royal-danish-navy-sets-sm-2-buy-as-priority-mulls-frigate-bmd-upgrade

การระดมทุนเพื่อจัดหาอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศพิสัยการ Standard Missile-2 (SM-2) Block IIIA จำนวนหนึ่งสำหรือเรือฟริเกตชั้น Iver Huitfeldt เป็นความสำคัญลำดับสูงสุดของกองทัพเรือเดนมาร์ก
ตามที่เจ้าหน้าอาวุโสที่ประจำการให้ข้อมูลกับ Jane's ในการพูดบนเรือฟริเกชั้น Iver Huitfeldt คือ F362 HDMS Peter Willemoes ระหว่างการเยือนท่าเรือ Baltimore มลรัฐ Maryland สหรัฐฯ
นอกจากนี้ผู้บัญชาการทหารเรือเดนมาร์ก พลเรือตรี Frank Trojahn ยังชี้ให้เห็นว่าการตัดสินใจแผนเแนวทางการปรับปรุงการป้องกันขีปนาวุธ(BMD: Ballistic Missile Defence) จะมีขึ้นในปี 2018
ที่ปัจจุบันด้วยข้อจำกัดด้านงบประมาณทำให้กองทัพเรือเดนมาร์กยังไม่ได้มีการจัดหาอาวุธปล่อยนำวิถี SM-2 มาติดตั้งกับเรือฟริเกตชั้น Iver Huitfeldt แม้ว่าเรือจะมีขีดความสามารถรองรับก็ตาม

เรือฟริเกตชั้น Iver Huitfeldt มีความยาวเรือ 138.7m ระวางขับน้ำ 6,645tons ทั้ง 3ลำได้เข้าประจำการในกองทัพเรือเดนมาร์กช่วงเดือนมกราคม 2014 ถึงเดือนมีนาคม 2015 คือ F361 HDMS Iver Huitfeldt, F362 HDMS Peter Willemoes และ F362 HDMS Niels Juel
โดยบริษัท Thales Nederland เนเธอร์แลนด์ได้จัดส่งระบบป้องกันภัยทางอากาศ(AAWS: Anti Air Warfare System) ติดตั้งกับเรือชั้นนี้โดยทำงานร่วมกับระบบอุปกรณ์และอาวุธประจำเรือเช่น
Radar เอนกประสงค์แบบ APAR(Active Phased Array Multifunction Radar) ย่าน I/J-band, Radar ตรวจการณ์ SMART-L(Signaal Multibeam Acquisition Radar for Targeting) ย่าน D-band, Sonar แบบ Atlas ASO 94 เยอรมนี, Radar ควบคุมการยิง Saab CEROS 200 สวีเดน และระบบอำนวยการรบ Terma C-Flex เดนมาร์ก
ระบบอาวุธปืนใหญ่เรือ OTO Melara 76/62mm, ระบบป้องกันยะยะประชิด CIWS ปืนใหญ่กล Oerlikon Millennium 35mm, อาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำ Harpoon Block II และแท่นยิง Torpedo เบาแฝดสอง MU90
ทั้งยังติดตั้งแท่นยิงแนวดิ่ง Mk41 VLS(Vertical Launching System) 8-cell รุ่นความลึก Strike 4ระบบ 32ท่อยิง ซึ่งรองรับอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ Standard มีโรงเก็บและลานจอดเฮลิคอปเตอร์ท้ายเรือ

เช่นเดียวกับระบบป้องกันภัยทางอากาศที่ติดตั้งกับเรือฟริเกตป้องกันภัยทางอากาศและบัญชาการชั้น De Zeven Provinciën กองทัพเรือเนเธอร์แลนด์ และเรือฟริเกตป้องกันภัยทางอากาศชั้น F124 Sachsen กองทัพเรือเยอรมนี
Radar แบบ APAR มีขีดความสามารถในการโจมตีภัยคุกคามทางอากาศได้ต่อเนื่องพร้อมกันหลายเป้าหมายด้วยอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ semi-active radar homing แบบ RIM-162 ESSM(Evolved SeaSparrow Missile) และ SM-2 Block IIIA
ซึ่งอาวุธปล่อยนำวิถีทั้งสองแบบได้รับการปรับปรุงให้มีความเข้ากันได้กับระบบนำวิถี ICWI(Interrupted Continuous Wave Illumination) ที่ใช้ประโยชน์จากความสามารถของ APAR radar
ในการฉายคลื่นแบบไม่ต่อเนื่องที่สับเปลี่ยนด้วยความรวดเร็วไปยังหลายเป้าหมาย ทำให้สามารถจัดการพลังงานที่จำเป็นในการนำวิถีจรวดเข้าหาแต่ละเป้าหมายได้หลายๆเป้าพร้อมๆกันครับ

วันอาทิตย์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

กองทัพอากาศฝรั่งเศสประสบปัญหาเครื่องบินลำเลียง C-130 มีอัตราความพร้อมต่ำ

French C-130 Hercules fleet suffering low availability rates
France's C-130s are only available a quarter of the time, according to recently released official figures. Source: French Air Force
http://www.janes.com/article/65752/french-c-130-hercules-fleet-suffering-low-availability-rates

รายงานตัวเลขอย่างเป็นทางการระบุว่าฝูงบินเครื่องบินลำเลียงทางยุทธวิธี Lockheed Martin C-130 Hercules ของกองทัพอากาศฝรั่งเศสนั้นมีอัตราจำนวนเครื่องที่พร้อมปฏิบัติการเพียงหนึ่งในสี่เท่านั้น
ตามจำนวนตัวเลขความพร้อมของเครื่องบินลำเลียง C-130 กองทัพอากาศฝรั่งเศสจำนวน 14เครื่องถึงขีดต่ำสุดในปี 2015 คือตกลงไปที่อัตราความพร้อมเพียงร้อยละ 26.2
ซึ่งเท่ากับว่ามี C-130 เพียง 3-4เครื่องเท่านั้นที่ทำการบินได้ตลอดเวลา จึงกล่าวได้ว่าตัวเครื่องเองก็จะใช้ปฏิบัติการได้ต่อเนื่องเพื่อตอบสนองภารกิจที่มีกำหนดการใน 6ชั่วโมง

ฝูงบิน C-130 กองทัพอากาศฝรั่งเศสที่ประจำการมาแล้วราว 30ปี เคยมีอัตราความพร้อมที่ร้อยละ 72 ในปี 2011 แต่หลังจากนั้นอัตราความพร้อมก็ลดลงเรื่อยๆ
อย่างไรก็ตามโครงการปรับปรุงเครื่อง C-130 ได้ถูกตัดสินใจเมื่อกลางปีนี้ โดยจะมีการส่งมอบเครื่องที่ได้รับการปรับปรุงแล้วคาดว่าจะเป็นในปี 2019-2025
จำนวนตัวเลขดังกล่าวนี้ได้ถูกนำมาตั้งคำถามโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในรัฐสภาฝรั่งเศส รวมถึงมีการให้รายละเอียดบางส่วนของฝูงบินอากาศยานแบบอื่นในกองทัพอากาศฝรั่งเศส
เช่น ฝูงบินเครื่องบินลำเลียง C-160 Transall ซึ่งประจำการมานานกว่า(อายุการใช้งานเฉลี่ย 36ปี) แต่มีอัตราความพร้อมของจำนวนเครื่องสูงกว่าคือร้อยละ 45.6 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 40.1 ในปี 2014
นั่นจึงกล่าวได้ว่าเครื่องบินลำเลียง C-160 Transall ลดจำนวนเครื่องที่พร้อมทำการบินจาก 46เครื่องในปี 2011 เป็น 24เครื่องในปี 2015 ซึ่งปัจจัยนี้น่ามีผลมาจากสถานการณ์ชิ้นส่วนอะไหล่เครื่องที่ลดลง

บันทึกทางการยังแสดงถึงอัตราความพร้อมของเครื่องบินขับไล่ Dassault Rafale ที่ร้อยละ 48.5 ในปี 2015(จากจำนวน 93เครื่องที่ประจำการในกองทัพอากาศฝรั่งเศส) ซึ่งใช้งบประมาณค่าใช้จ่ายการบำรุงรักษาที่ 343.9 million Euros($364.56 million)
เครื่องบินขับไล่ Mirage 2000D ยังได้ผลกระทบจากการใช้งานอย่างหนักเพื่อโจมตีกลุ่มติดอาวุธก่อการร้ายในยุทธการ Chammal(ในตะวันออกกลาง) และยุทธการ Barkhane(ในเขตพื้นที่ Sahel แอฟริกาเหนือ) คือมีอัตราพร้อมต่ำที่ร้อยละ 32.9
ส่วนเครื่องบินขับไล่ Mirage 2000B(7เครื่อง) และ Mirage 2000C(15เครื่อง) แม้ว่าจะมีอายุการใช้งานนานกว่า(เฉลี่ย 23ปี เทียบกับ Mirage 2000D ที่มีอายุการใช้งาน 18ปี) แต่ก็มีความพร้อมสูงกว่าที่ร้อยละ 45.6
โดยค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาฝูงบินขับไล่ Mirage 2000 (ทุกรุ่นรวม 150เครื่อง) อยู่ที่ประมาณ 309.8 million Euros ในปี 2015 ครับ

วันเสาร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

รัสเซียกำลังพัฒนาระบบอาวุธขั้นก้าวหน้าที่มีพื้นฐานจากหลักการทางกายภาพใหม่

Russia developing advanced weapons based on 'new physical principles'
Russian Defense Minister Sergei Shoigu
Russia's Defense Ministry press service/TASS
This year, this system’s resources were primarily aimed at ensuring the operation of the air and naval task forces of the Russian grouping in Syria
http://tass.com/defense/914563

รัฐมนตรีกลาโหมรัสเซีย Sergei Shoigu กล่าวเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายนว่า รัสเซียกำลังพัฒนาระบบอาวุธที่มีแนวโน้มว่าใช้พื้นฐานบนหลักการทางกายภาพใหม่
"คุณก็ทราบดีว่ามาตรการการวางแผนกำลังดำเนินไปภายใต้โครงการการปรับปรุงทางเทคนิคของกองทัพบกและกองทัพเรือ การแบ่งปันยุทโธปกรณ์ทางทหารสมัยใหม่ในกำลังรบเรากำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มันจะเทียบเท่ามากกว่าร้อยละ50 ในสิ้นปี 2016
งานเชิงรุกกำลังดำเนินไปเพื่อสร้างระบบอาวุธที่มีแนวโน้มว่าจะใช้หลักการทางกายภาพใหม่ ระบบของการควบคุมกำลังทหารที่หลากหลายระดับกำลังถูกเพิ่มพูนขึ้น และปัญหาการคุ้มครองทางสังคมของเจ้าหน้าที่ประจำการจะได้รับการแก้ไขอย่างมีคุณภาพ"
รัฐมนตรีกลาโหมรัสเซียกล่าวในการประชุมทางวิทยาศาสตร์และการปฏิบัติในการปรับปรุงระบบการทำงานร่วมกันภายในระหว่างแต่ละภาคส่วน

รัฐมนตรีกลาโหมรัสเซียกล่าวว่าในปีนี้ทรัพยากรของระบบถูกมุ่งเน้นเพื่อวัตถุประสงค์หลักในการสร้างความมั่นใจให้กับกองกำลังเฉพาะกิจทางอากาศและทางเรือของรัสเซียที่ปฏิบัติการในซีเรีย
ในการนำโครงการมาใช้กับกำลังรบ, ติดตั้งอาวุธใหม่, และรวมถึงการให้ความช่วยเหลือไปยังเจ้าหน้าที่หน่วยงานในระดับภูมิภาคเพื่อการขจัดล้างสถานการณ์ฉุกเฉิน
"การทำงานของระบบนี้มีพื้นฐานโดยใช้แนวทางแก้ไขปัญหาทางเทคนิคที่ก้าวหน้าที่สุดภายในประเทศ ความเป็นไปได้ที่มีอยู่ช่วยให้การจัดหาข้อมูลที่จำเป็นต่อกองทัพของประเทศ และความเป็นผู้นำทางการเมือง และร่างของเหล่าทหารที่ควบคุมปฏิบัติการ" นาย Shoigu กล่าว
'หลักการทางกายภาพใหม่' เป็นคำศัพท์ทางความคิดที่จะเน้นย้ำว่าปัจจัยการทำลายล้ายของอาวุธนั้นมีพื้นฐานบนกระบวนการและปรากฎการณ์ก่อนหน้านี้ที่ไม่ได้ถูกใช้สำหรับวัตถุประสงค์ทางทหารครับ

วันศุกร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

Airbus Helicopters ส่งมอบเฮลิคอปเตอร์ AS565 MBe Panther อินโดนีเซียชุดแรก 3เครื่อง

Airbus Helicopters delivers first three AS565 MBe Panther to Indonesia


Marignane – Airbus Helicopters has delivered the first three of the 11 AS565 MBe Panther helicopters to Indonesia, ahead of contract schedule, at a ceremony at Airbus Helicopters’ headquarters in Marignane, in the presence of representatives from Indonesia’s Ministry of Defence and the Indonesian Navy.
http://www.airbushelicopters.com/website/en/press/Airbus-Helicopters-delivers-first-three-AS565-MBe-Panther-to-Indonesia_2046.html

บริษัท Airbus Helicopters ได้ส่งมอบเฮลิคอปเตอร์ AS565 MBe ชุดแรกจำนวน 3เครื่องจาก 11เครื่องของอินโดนีเซีย ตามกำหนดการในสัญญาเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายนที่ผ่านมา
โดยมีพิธีรับมอบเครื่องที่สำนักงานใหญ่ของ Airbus Helicopters ที่ Marignane ซึ่งมีตัวแทนจากกระทรวงกลาโหมอินโดนีเซียและกองทัพเรืออินโดนีเซีย(TNI-AL: Tentara Nasional Indonesia-Angkatan Laut)ร่วมงาน
สัญญาการจัดหาที่ลงนามร่วมกับ PT Dirgantara รัฐวิสาหกิจอุตสาหกรรมอากาศยานอินโดนีเซียเมื่อปี 2014 การส่งมอบ ฮ.AS565 MBe ทั้ง 11เครื่องสำหรับกองทัพเรืออินโดนีเซียจะมีขึ้นจนถึงปี 2018

"เรารู้สึกตื่นเต้นที่ได้เป็นสักขีพยานในการส่งมอบเฮลิคอปเตอร์ AS565 MBe 3เครื่องแรกให้กับหุ้นส่วนของเราในวันนี้
AS565 MBe ได้ถูกพัฒนาขึ้นโดยใช้ขั้นตอนที่นำสมัยและนี่เป็น ฮ.Panther รุ่นที่ขยายให้มีน้ำหนักบินขึ้นสูงสุดที่ 4,500kg นี่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถภารกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภารกิจปราบเรือดำน้ำที่คาดว่าจะปฏิบัติการด้วยเครื่องเหล่านี้"
Janick Blanc หัวหน้าฝ่ายโครงการหุ้นส่วนของ Airbus Helicopters กล่าว

ภายใต้ข้อตกลง Airbus Helicopters จะจัดส่งเฮลิคอปเตอร์ AS565 MBe ให้ PT Dirgantara อินโดนีเซียเพื่อดำเนินการประกอบและติดตั้งในประเทศในการทำหน้าที่เป็นผู้มีอำนาจในการออกแบบ
ซึ่งครอบคลุมถึงการติดตั้งระบบปราบเรือดำน้ำ(ASW: Anti-Submarine Warfare) ที่รวม Sonar ชักหย่อน และระบบยิง Torpedo เพื่อให้กองทัพเรืออินโดนีเซียปฏิบัติการภารกิจตามความต้องการภารกิจที่สำคัญที่สุดได้
โครงการ MBe Panther ของอินโดนีเซียเป็นความสัมพันธ์ระยะยาวล่าสุดระหว่าง Airbus Helicopters และ PT Dirgantara ที่เพิ่งฉลองการเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ร่วมกันครบ 40ปีไปไม่กี่เดือนก่อน
ซึ่งทั้งสองบริษัทได้ส่งมอบเฮลิคอปเตอร์รวมกันมากกว่า 190เครื่องในโครงการร่วมต่างๆตลอดช่วง 40ปีนี้

"เราได้ทำงานร่วมกับ Airbus Helicopters ในโครงการจำนวนมากสำหรับหลายปีจนถึงบัดนี้ และนี่เป็นวันสำคัญที่แสดงถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองบริษัทที่ก้าวต่อไปในโครงการนี้
เรามองไปข้างหน้าเพื่อจะรับมอบเฮลิคอปเตอร์ใหม่เหล่านี้ที่ Bandung ที่ที่เราพร้อมจะเริ่มการติดตั้งอุปกรณ์ภารกิจ และการตรวจสอบคุณภาพและการรับรองที่จะตามมาของเฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำในอนาคตของเรา"
Budi Santoso ผู้อำนวยการบริหารและประธาน PT Dirgantara อินโดนีเซียกล่าว

ตามข้อมูลที่ได้รับ PT Dirgantara อินโดนีเซียดำเนินการติดตั้งระบบสงครามปราบเรือดำน้ำ ASW Suit ที่พัฒนาร่วมกับ Rotorcraft Services Group(RSG) สหรัฐฯ ในโรงงานอากาศยานที่ Bundung อินโดนีเซีย
ซึ่งระบบปราบเรือดำน้ำนี้ประกอบด้วย Sonar ชักหย่อนแบบ DS-100 HELRAS ของ L-3 Ocean Systems และแท่นยิง Torpedo เบา ซึ่งสามารถติดตั้ง Torpedo เบาปราบเรือดำน้ำแบบ Mk46 หรือ A244/S และระบบควบคุมของเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ
โดย PT Dirgantara อินโดนีเซีย จะดำเนินการทดสอบเครื่องหลังการติดตั้งอุปกรณ์จนผ่านการรับรองก่อนที่จะส่งมอบให้กองทัพเรืออินโดนีเซียที่เป็นผู้ใช้งานต่อไป

AS565 MBe Panther ถูกจัดเป็นเฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำขนาดเบา/กลางที่มีขีดความสามารถสูงสุดแบบหนึ่งของโลก
โดยติดตั้งเครื่องยนต์ Safran Arriel 2N สองเครื่องซึ่งสามารถทำงานในสภาพแวดล้อมที่สูงและร้อน ทำความเร็วได้สูงสุด 165knots พิสัยทำการ 780km
เพิ่มเติมด้วยชุด Gear Box ใหม่, ชุดใบพัดหางแบบใหม่ล่าสุด และระบบ Autopilot 4แกนเพื่อลดภาระความเหนื่อยล้าของนักบินและทำให้ปฏิบัติการภารกิจได้ตรงตามความต้องการมากขึ้นครับ