วันเสาร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2561

อังกฤษยังไม่ตัดสินใจการปรับปรุงเครื่องบินขับไล่ F-35B ด้วยระบบตรวจจับ DAS รุ่นใหม่

UK undecided on F-35 DAS upgrade
The first four of the 48 F-35Bs that the UK has so far committed to arrived in-country earlier in June. The government has yet to decide if it will retrofit its already delivered aircraft with a new DAS system in 2023. Source: Crown Copyright
http://www.janes.com/article/81196/uk-undecided-on-f-35-das-upgrade

สหราชอาณาจักรยังไม่ได้ตัดสินใจที่จะปรับปรุงเครื่องบินขับไล่ยุคที่5 F-35B Lightning II Joint Strike Fighter(JSF) ของตนให้ติดตั้งระบบตรวจจับ DAS(Distributed Aperture System) รุ่นใหม่ที่มีการประกาศเมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา
จากการตอบคำถามในสภาสามัญชน(House of Commons) สภาล่างของรัฐสภาอังกฤษ รัฐมนตรีกระทรวงการจัดซื้อจัดจ้างกลาโหม Guto Bebb ได้กล่าวต่อคำถามนี้ว่า

การตัดสินใจที่จะเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยนระบบตรวจจับ AN/AAQ-37 DAS ของบริษัท Northrop Grumman รุ่นก่อนที่ติดตั้งกับเครื่องปัจจุบันมาเป็นระบบตรวจจับ DAS รุ่นใหม่ที่พัฒนาโดยบริษัท Raytheon จะมีขึ้น
"ต่อเมื่อ(รัฐบาล)เข้าใจความหมายเกี่ยวข้องของเวลาและค่าใช้จ่าย ตามที่การปรับปรุงทั้งหมดนี่จะถูกดำเนินการในฐานะโครงการพัฒนาขีดความสามารถในอนาคต ค่าใช้จ่ายต่างๆยังไม่ได้มีการเจรจาหรือตกลง" รัฐมนตรี Bebb กล่าวเมื่อวันที่ 19 มิถุนายนที่ผ่านมา

ความเห็นของรัฐมนตรีการจัดซื้อจัดจ้างกลาโหม Bebb มาขึ้นห้าวันหลังจากที่บริษัท Lockheed Martin สหรัฐฯประกาศว่า เครื่องบินขับไล่ F-35 ในสายการผลิตตั้งแต่ Lot 15 ในปี 2023 จะเปลี่ยนผู้ผลิตระบบตรวจจับ DAS เพื่อ "ขยายขีดความสามารถและลดค่าใช้จ่าย"
ช่วงระยะเวลาดังกล่าวนี้สอดคล้องกับการเริ่มต้นส่งมอบเครื่องบินขับไล่ F-35 Block 4(ที่ปัจจุบันรู้จักในชื่อขั้นขีดความสามารถการพัฒนาและส่งมอบต่อเนื่อง C2D2: Continuous Capability Development and Delivery) รุ่นปรับแต่งการปฏิบัติการเต็มอัตราในช่วงต้นปี 2020s

ซึ่งเครื่องบินขับไล่ F-35 รุ่น Block 4 จะเป็นเครื่องมาตรฐานรุ่นแรกหลังเสร็จการทดสอบรุ่นมาตรฐานในขั้นการออกแบบและพัฒนาระบบ(SDD: System Design and Development)
F-35 Block 4 จะถูกเปิดตัวในการเพิ่มขีดความสามารถตั้งแต่ปี 2020 โดยรุ่นที่ปรับแต่งแบบเต็มอัตราจะพร้อมส่งมอบได้ในปี 2023(http://aagth1.blogspot.com/2018/04/f-35.html)

ภายในปี 2023 สหราชอาณาจักรจะได้รับมอบเครื่องบินขับไล่ F-35B รุ่นขึ้นลงระยะสั้นลงจอดทางดิ่ง (STOVL: Short Take-Off and Vertical Landing) จำนวน 42เครื่องจาก 48เครื่อง
โดยเครื่องบินขับไล่ F-35B ชุดแรก 4เครื่องของกองทัพอากาศสหราชอาณาจักร(RAF: Royal Air Force) ได้เดินทางถึงฐานทัพอากาศ RAF Marham ใน Norfolk เมื่อวันที่ 6 มิถุนายนที่ผ่านมา(http://aagth1.blogspot.com/2018/06/f-35b-marham.html)

เครื่องบินขับไล่ F-35B ที่จะเข้าประจำการในกองทัพอากาศสหอาณาจักร และกองทัพเรือสหราชอาณาจักร(Royal Navy) นี้เป็นส่วนหนึ่งของหลายโครงการร่วมกับนานาชาติที่มีการสั่งจัดหาและส่งมอบเครื่องบินขับไล่ F-35 ในทุกรุ่นรวมกว่า 951เครื่องในช่วงระยะเวลาเดียวกัน
การตัดสินว่าจะปรับปรุง F-35B ของอังกฤษด้วยระบบตรวจจับ DAS รุ่นใหม่หรือไม่นี้ จะเป็นส่วนหนึ่งของหลายแผนการปรับปรุงเครื่องบินขับไล่ F-35 ไปสู่มาตรฐาน Block 4/C2D2 รุ่นใหม่ล่าสุดครับ

วันศุกร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2561

Lockheed Martin เปิดตัวเครื่องบินขับไล่ F-35A ตุรกี ท่ามกลางการต่อต้านจากสมาชิกสภาสหรัฐฯ

Lockheed presents F-35 to Turkey amid US lawmaker opposition
Lockheed Martin officially presented the first F-35A fighters to Turkey in a 21 June rollout ceremony in Fort Worth, Texas.
https://www.flightglobal.com/news/articles/lockheed-presents-f-35-to-turkey-amid-us-lawmaker-op-449645/


บริษัท Lockheed Martin สหรัฐฯได้เปิดตัวเครื่องบินขับไล่ยุคที่5 F-35A Lightning II Joint Strike Fighter(JSF) ของกองทัพอากาศตุรกี(Turkish Air Force) เครื่องแรกอย่างเป็นทางการ
ในพิธีเปิดตัวที่โรงงานอากาศยานของ Lockheed Martin ที่ Fort Worth มลรัฐ Texas สหรัฐฯ เมื่อวันที่ 21 มิถุนายนที่ผ่านมา

คาดว่าตุรกีจะยังไม่รับมอบเครื่องบินขับไล่ F-35A เพื่อทำการบินปฏิบัติการในน่านฟ้าของตนจนกว่าจะถึงปี 2020 ตามที่นักบินของกองทัพอากาศตุรกีจะเริ่มทำการฝึกบินกับเครื่องบินใหม่นี้ที่ฐานทัพอากาศ Luke มลรัฐ Arizona ในสิ้นเดือนมิถุนายนนี้
ขณะที่ช่างอากาศยานของกองทัพอากาศตุรกีได้เริ่มทำการฝึกกับเครื่องบินขับไล่ F-35 ที่ฐานทัพอากาศ Eglin มลรัฐ Florida แล้ว

พิธีเปิดตัวเครื่องบินขับไล่ F-35A ของตรุกีอย่างเป็นทางการมีขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากที่สมาชิกวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร สภา Congress สหรัฐฯได้เคลื่อนไหวเพื่อที่จะระงับการส่งมอบ F-35A แก่ตุรกี
วุฒิสภาสหรัฐฯได้ผ่านรัฐบัญญัติการอนุมัติงบประมาณการป้องกันประเทศ National Defense Authorisation Act 2019 เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน โดยมีจุดประสงค์เพื่อที่จะระงับการส่งมอบ F-35A แก่ตุรกี

การผ่านการอนุมัติงบประมาณมีขึ้นสามวันหลังจากที่กลุ่มผู้แทนราษฎรจากสองพรรคการเมืองทั้งพรรค Republicans และพรรค Democrats ยื่นจดหมายต่อรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ James Mattis เพื่อขอให้เขาระงับการส่งมอบ F-35A ให้ตุรกี
สมาชิกสภา Congress รวมถึงเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯได้อธิบายถึงเหตุผลว่า ประธานาธิบดีตุรกี Recep Tayyip Erdogan มีพฤติกรรมที่ไม่คำนึงถึงหลักนิติธรรม, ลดเสรีภาพส่วนบุคคล, รวบอำนาจ และตัดสินใจยุทธศาสตร์ทางทหารที่ออกจากแนวทางผลประโยชน์ของสหรัฐฯ

ปัญหาที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับเจ้าหน้าที่สหรัฐฯและสมาชิกสภา Congress คือการที่ตุรกีได้ลงนามข้อตกลงกับรัสเซียในการจัดหาระบบป้องกันภัยทางอากาศ Almaz-Antey S-400 Triumf ซึ่งเป็นระบบอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศที่ก้าวหน้าที่สุดในตลาดส่งออกอาวุธ
ซึ่งทาง Rosoboronexport หน่วยงานด้านจัดการส่งออกยุทโธปกรณ์รัสเซียกล่าวว่า S-400 สามารถต่อต้านเครื่องบินที่มีคุณสมบัติตรวจจับได้ยาก Stealth ได้ถึงระยะ 150km(http://aagth1.blogspot.com/2017/10/s-400.html, http://aagth1.blogspot.com/2017/12/s-400.html)

อย่างไรก็ตามมันไม่มีการกล่าวอ้างถึงข้อขัดแย้งที่ร้าวลึกระหว่างตุรกีและสหรัฐฯในพิธีเปิดตัว โดยทั้งสองฝ่ายได้ตอกย้ำการสานต่อผลประโยชน์รวมกันในระยะยาวซึ่งรวมถึงภูมิศาสตร์ของตุรกีที่มีความสำคัญในฐานะชาติสมาชิก NATO
และภาคอุตสาหกรรมความมั่นคงตุรกีกว่า 10บริษัทที่มีส่วนร่วมกับ F-35 เช่น อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นร่อน Roketsan SOM-J ที่จัดแสดงในงานพร้อมระเบิดนำวิถีดาวเทียม Boeing JDAM สหรัฐฯ โดยตุรกีมีแผนที่จะจัดหาเครื่องบินขับไล่ F-35A จำนวน 100เครื่อง

"มันมีส่วนหนึ่งซึ่งได้รับการผลิตโดยภาคอุตสาหกรรมตุรกีบน F-35 ที่ทำการบินตอนนี้ ดังนั้นเราจึงภูมิใจอย่างยิ่งที่เราได้เป็นหุ้นส่วนของโครงการนี้และเราเป็นเจ้าของระบบอาวุธนี้"
Serdar Demirel รองรัฐมนตรีทบวงอุตสาหกรรมป้องกันประเทศตุรกี(Undersecretariat for Defence Industries, SSM: Savunma Sanayii Müsteşarlığı) กล่าว

Demirel ยังได้สรุปการปราศัยของเขาโดยกล่าวว่าเขายินดีที่พายุฝนฟ้าคะนองที่เข้าพื้นที่ Fort Worth Texas เมื่อคืนก่อนนั้นได้ผ่านไปก่อนที่พิธีส่งมอบ F-35 จะเริ่มขึ้น
"วันนี้มันมีแสงสว่างเจิดจ้าอยู่ข้างนอก ดังนั้นผมหวังว่านี่จะเป็นสัญญาณว่าพระอาทิตย์จะฉายแสงต่อความร่วมมือด้านความมั่นคงของชาติระหว่างตุรกีกับสหรัฐฯและชาติอื่นๆทุกประเทศ" Demirel กล่าวครับ

รถรบยิงสนับสนุนรถถัง BMPT Terminator รัสเซียจะใช้กระสุนแบบตั้งค่าการยิงได้

Russia’s ‘Terminator’ advanced combat vehicles to get smart shells
The ‘Terminator’ tank support combat vehicle is armed with two 30mm 2A42 guns with a combat load of 900 rounds
Valeriy Sharifulin/TASS
http://tass.com/defense/1010434

รถรบยิงสนับสนุนรถถัง BMPT Terminator ขั้นก้าวหน้าของรัสเซียที่ล่าสุดได้ถูกนำเข้าประจำการในกองทัพรัสเซียจะมีขีดความสามารถในการยิงกระสุนปืนใหญ่กลขนาด 30mm ที่สามารถตั้งค่าการระเบิดแตกอากาศได้
ตามที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของ Techmash Scientific and Production Association ผู้ผลิตเครื่องกระสุน จรวด ระเบิด และอาวุธนำวิถีของรัสเซียกล่าวกับ TASS เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน

งานพัฒนากระสุนปืนใหญ่กลขนาด 30x165mm แบบใหม่ดังกล่าวนั้นอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายแล้ว ตามที่ Techmash รัสเซียกล่าว
เช่นเดียวกับกระสุนแบบตั้งค่าการระเบิดแตกอากาศได้ของชาติตะวันตก กระสุนแบบใหม่นี้จะถูกใช้ในการยิงทำลายกำลังพลข้าศึกในที่กำบังแข็งแรง, อาวุธปล่อยนำวิถี และอากาศยานไร้คนขับขนาดเล็ก

"ในความสนใจของกองทัพบกรัสเซีย งานพัฒนาขณะนี้ใกล้จะเสร็จสิ้นสำหรับรถรบยิงสนับสนุนรถถังเพื่อสร้างระบบกระสุน 30mm ที่ควบคุมการระเบิดแตกอากาศได้" Techmash กล่าวโดยไม่ได้ระบุถึงการออกแบบกระสุน
จนถึงขณะนี้ รถรบยิงสนับสนุน Terminator สามารถยิงกระสุนปืนใหญ่กล 30mm ที่ใช้ชนวนกระทบแตกแบบปกติทั่วไป ซึ่งจะระเบิดเมื่อกระสุนกระทบกับสิ่งกีดขวาง

กระสุนปืนใหญ่กลขนาดกลาง(30mm และ 35mm) ซึ่งตั้งค่าการระเบิดแตกอากาศได้ มีการพัฒนามาก่อนหน้านี้แล้วโดยบริษัท Oerlikon สวิตเซอร์แลนด์(ปัจจุบันอยู่ในเครือ Rheinmetall เยอรมนี)
กระสุนแบบครบนัดจะระเบิดแตกสะเก็ดตามเวลาที่คำนวนการตั้งค่าไว้โดยระบบควบคุมการยิง ดังนั้นจึงสามารถทำการยิงทำลายเหนือสนามเพลาะข้าศึกเพื่อทำลายกำลังพลข้าศึกที่ซ่อนตัวในที่กำบังจากการยิงโดยตรง

กระสุน smart แบบดังกล่าวยังมีความน่าเชื่อถือในการใช้ทำลายเป้าหมายทางอากาศที่รวมถึงอากาศยานไร้คนขับขนาดเล็กหรืออาวุธปล่อยนำวิถี (กองทัพบกไทย(Royal Thai Army) ได้จัดหาปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานลากจูง Oerlikon GDF-007 35mm แฝดสอง
และ Radar ควบคุมการยิง Skyguard 3 พร้อมกระสุนแบบตั้งค่าการยิงได้แบบ AHEAD จากบริษัท Rheinmetall Defence เยอรมนี-สวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งสามารถทำลายเครื่องบินบังคับวิทยุที่ใช้เป็นเป้าบินอย่างรวดเร็วและแม่นยำ http://aagth1.blogspot.com/2018/06/blog-post.html)

ข้อมูลการตั้งเวลาระเบิดจะถูกป้อนเข้าสู่กระสุนโดยอุปกรณ์ตั้งค่าที่ติดตั้งที่ปลายสุดของลำกล้องปืนใหญ่กล เช่น รถรบทหารราบสายพาน Puma เยอรมนีซึ่งใช้ปืนใหญ่กล MK30-2/ABM ขนาด 30mm
กระสุนแตกอากาศขนาด 30x173mm NATO มีสะเก็ดระเบิดย่อยทรงกระบอก 162ชิ้น ที่จะพุ่งทำลายเป้าหมายด้วยพลังงานจลน์ในพื้นที่ที่ลูกกระสุนถูกยิงเหนือเป้าหมายที่ตั้งค่าเวลาระเบิดไว้(ด้วยขนาดกระสุนไม่สามารถจะบรรจุดินระเบิดกำลังสูงได้และมีจำนวนสะเก็ดระเบิดย่อยจำกัด)

รถรบยิงสนับสนุนรถถัง Terminator ติดตั้งปืนใหญ่กล 2A42 ขนาด 30x165mm สองกระบอก โดยมีกระสุนพร้อมรบ 900นัด, อาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้รถถัง Ataka-T, เครื่องยิงลูกระเบิดอัตโนมัติ 30mm และปืนกลร่วมแกนขนาด 7.62mm
โดยรถถูกออกแบบเพื่อการยิงสนับสนุนสำหนับหน่วยยานเกราะในการรุก โดยเฉพาะการทำลายล้างกำลังพลติดอาวุธของข้าศึกที่มีระบบอาวุธต่อสู้รถถังแบบพกพาเคลื่อนย้ายได้ด้วยบุุคคล

มีการประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนเมษายน 2018 ที่ผ่านมาว่า รถรบยิงสนับสนุนรถถัง BMPT Terminator ได้ถูกยอมรับการนำเข้าประจำการในกองทัพบกรัสเซียแล้ว(http://aagth1.blogspot.com/2018/04/bmpt-terminator.html)
แหล่งข่าวในภาคอุตสาหกรรมความมั่นคงรัสเซียกล่าวกับ TASS ก่อนหน้านี้ว่า รถรบยิงสนับสนุนรถถัง Terminator จำนวน 10คันได้ถูกส่งมอบให้กับกองทัพบกรัสเซียแล้วครับ

วันพฤหัสบดีที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2561

BAE Systems-Iveco เป็นผู้ชนะโครงการยานเกราะล้อยางสะเทินน้ำสะเทินบก ACV 1.1 นาวิกโยธินสหรัฐฯ

BAE Systems wins competition for US Marine Corps’ ACV 1.1
BAE Systems, teamed with Iveco Defence Vehicles, rolled out its ACV 1.1 variant in December 2016. Source: BAE Systems
http://www.janes.com/article/81182/bae-systems-wins-competition-for-us-marine-corps-acv-1-1

นาวิกโยธินสหรัฐฯ(USMC: US Marine Corps) ได้เลือกบริษัท BAE System สหราชอาณาจักรสาขาสหรัฐฯ เป็นผู้ชนะในโครงการจัดหายานเกราะล้อยางสะเทินน้ำสะเทินบก Amphibious Combat Vehicle 1.1(ACV 1.1)
เพื่อทดแทนรถสะเทินน้ำสะเทินบก AAV7A1(Assault Amphibious Vehicle) ซึ่งเข้าประจำการในนาวิกโยธินสหรัฐฯมาตั้งแต่ปี 1971

เจ้าหน้าที่ของนาวิกโยธินสหรัฐฯได้กล่าวต่อสื่อเมื่อวันที่ 19 มิถุนายนที่ผ่านมาว่าได้ให้สิทธิดำเนินการ "หลายทางเลือก" แก่ BAE Systems สำหรับการผลิตยานเกราะล้อยางสะเทินน้ำสะเทินบก ACV 1.1 สายการผลิตระดับต่ำ 30คันสำหรับที่จะเริ่มการส่งมอบได้ในสิ้นปี 2019
ทางเลือกเหล่านี้มีวงเงินที่ $198 million รัฐมนตรีช่วยด้านการวิจัยพัฒนาและจัดหากองทัพเรือสหรัฐฯ James ‘Hondo’ Geurts ได้ออกแผนการตัดสินใจสายการผลิตหลักขั้น Milestone C สำหรับโครงการ ACV 1.1 เมื่อวันที่ 18 มิถุนายนที่ผ่านมา

ตามที่ได้มีการคัดเลือกผู้เข้าแข่งขันจาก 5รายในปี 2015 นาวิกโยธินสหรัฐฯได้ออกสัญญาในขั้นการพัฒนาทางวิศวกรรมและการผลิต(EMD: Engineering and Manufacturing Development) แก่บริษัท BAE Systems และบริษัท Science Applications International Corporation(SAIC) สหรัฐฯ
โดย BAE System ได้ร่วมทีมกับบริษัท Iveco Defence Vehicles อิตาลีเสนอยานเกราะล้อยาง SuperAV ขณะที่ SAIC ร่วมทีมกับ Singapore Technologies Kinetics (ST Kinetics) สิงคโปร์เสนอยานเกราะล้อยาง Terrex 2

ซึ่งทีม BAE Systems-Iveco และทีม SAIC-ST Kinetics ได้ทำการผลิตและส่งมอบยานเกราะล้อยาง SuperAV และ Terrex 2 แบบละ 16คันสำหรับการทดสอบโดยนาวิกโยธินสหรัฐฯ(http://aagth1.blogspot.com/2015/11/bae-systems-saic-acv.html)
ตามที่ John Garner ผู้บริหารโครงการสำหรับระบบอาวุธทางบกกล่าว นาวิกโยธินสหรัฐฯได้ "ทำการตัดสินใจอย่างคุ้มค่าที่สุด" บนพื้นฐานจากสมรรถนะทางเทคนิคของชุดรถต้นแบบที่ทดสอบในขั้น EMD

โครงการจัดหายานเกราะล้อยางสะเทินน้ำสะเทินบก ACV 1.1 จะทำให้นาวิกโยธินสหรัฐฯได้รับมอบ "ยานเกราะล้อยางลำเลียงพล 8x8 ที่ก้าวหน้า" Garner กล่าว นาวิกโยธินสหรัฐฯได้ใช้วิธีแบ่งแผนการจัดหาโครงการ ACV เป็นขั้นๆ โดย ACV Increment 1.1 มีจุดประสงค์เพื่อ
"การส่งนาวิกโยธินพร้อมรบจากยานเบาะอากาศแบบใหม่ Ship-to-Shore Connector(SSC) จากเรือยกพลขึ้นบกสู่ฝั่ง" เพื่ออำนวยความสะดวกในการรวมกลุ่มกำลังรบก่อนจะดำเนินการรุกเข้าสู่ภายในแผ่นดิน

เอกสารงบประมาณสหรัฐฯประจำปี 2019 บ่งชี้ว่าโครงการ ACV 1.1 ได้"ออกแบบเพื่อทำให้เกิดขีดความสามารถขั้นต้นของการลำเลียงพล การวางแผนการทำงานขั้นตอนตามมาจะเป็นเพื่อขยายขีดความสามารถการเป็นรถลำเลียงพล และจะพัฒนาขีดความสามารถเพิ่มเติมเป็นรถที่ควบคุมและบัญชาการ และรถกู้ซ่อมทางยุทธวิธี"
นาวิกโยธินสหรัฐฯมีแผนที่จะเริ่มการทดแทนรถสะเทินน้ำสะเทินบก AAV7A1 เก่าทั้งหมดด้วยยานเกราะล้อยางสะเทินน้ำสะเทินบก ACV 1.1 ภายในสิ้นปี 2020 ครับ

วันพุธที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2561

GDELS ยุโรปเปิดตัวรถถัง ASCOD MMBT ASCOD IFV และยานเกราะล้อยาง PANDUR 6x6 EVO

Eurosatory 2018: GDELS unveils four new armoured vehicles
The GDELS ASCOD MMBT, armed with the Leonardo HITFACT turret sporting a 120 mm smoothbore main gun, made its debut at Eurosatory 2018. Source: IHS Markit/Patrick Allen

The latest ASCOD IFV can be fitted with a range manned and unmanned turrets, the latter including the Elbit UT30MK2 unmanned turret armed with an Orbital ATK Armament Systems 30 mm MK44 dual feed cannon and 7.62 mm co-axial machine gun. Source: Christopher F Foss
http://www.janes.com/article/81036/eurosatory-2018-gdels-unveils-four-new-armoured-vehicles


The new PANDUR 6x6 EVO at Eurosatory featured a protection package provided by IBD Deisenroth. (Photo: DPM)
http://www.monch.com/mpg/news/land/3670-euro-gdels-8.html

บริษัท General Dynamics European Land Systems(GDELS) ยุโรปได้จัดแสดงผลิตภัณฑ์ยานเกราะใหม่สี่แบบในงานแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ Eurosatory 2018 ณ Paris ฝรั่งเศสระหว่างวันที่ 11-15 มิถุนายน ที่ผ่านมา
เป็นการเปิดตัวรถรบหุ้มเกราะ(AFV: Amoured Fighting Vehicle) ในตระกูลยานเกราะสายพาน ASCOD Common Base Platform(CBP) สองแบบในรุ่นยิงตรงและรถรบทหาราบ(IFV: Infantry Fighting Vehicle) รวมกับยานเกราะล้อยางตระกูล Pandur ใหม่ และรถวางสะพานขนาดกลางใหม่

รถถังหลักขนาดกลาง ASCOD Medium Main Battle Tank(MMBT) ออสเตรีย-สเปนที่จัดแสดงติดตั้งป้อมปืนใหญ่รถถัง Leonardo HITFACT อิตาลี
ประกอบด้วยปืนใหญ่รถถังลำกล้องเรียบขนาด 120mm พร้อมปืนกลร่วมแกน 7.62mm, แท่นยิงปืนกล 7.62mm และป้อมปืน Remote Weapon Station สำหรับปืนกลหนัก 12.7mm บนหลังคาป้อมปืน

ป้อมปืนใหญ่รถถัง Leonardo HITFACT ปถ.ได้รับการติดตั้งควบคู่กับระบบควบคุมการยิง Computer ทำให้ผู้บังคับการรถและพลยิงใช้งานกล้องเล็งกลางวัน/สร้างภาพความร้อบแบบรักษาการทรงตัวร่วมกับ Laser วัดระยะได้
รถถังหลักกลาง ASCOD MMBT มีน้ำหนักตัวรถที่ 42ตัน ได้ความสนใจโดยเฉพาะกับกลุ่มลูกค้าในภาคตะวันออกไกลซึ่งมีภาพแวดล้อมภูมิประเทศไม่เหมาะสมกับการนำรถถังหลักขนาดน้ำหนัก 60-70tons ไปใช้งาน

จากพูดคุยกับ Jane's เมื่อวันที่ 12 มิถุนายนที่ผ่านมา Manuel J Serrano ผู้อำนวยการอาวุโสสำหรับแผนกยานเกราะล้อยางของบริษัท GDELS กล่าวว่า
"เรากำลังพูดถึงรถถังเบา สิ่งนี้เป็นที่ต้องการอย่างมากในตลาด และดังนั้นเราได้พัฒาสิ่งนี้ซึ่งเป็นสมาชิกล่าสุดที่มีประสิทธิภาพยิ่งในตระกูล ASCOD"

Serrano เน้นย้ำเสริมว่าขีดความสามารถในการขนส่งเป็นการพิจารณาหลักในการออกแบบรถถังหลักกลาง ASCOD MMBT(รถสามารถทำการขนส่งทางอากาศโดยเครื่องบินลำเลียงหนัก Airbus A400M หรือ Boeing C-17 ได้)
พร้อมไปกับค่าใช้จ่ายตลอดอายุการใช้งานของ ASCOD MMBT ที่เขากล่าวว่าน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของค่าใช้จ่ายตลอดอายุการใช้งานของของรถถังหลักมาตรฐาน

รถรบทหารราบ ASCOD IFV เป็นยานเกราะสายพานตระกูล ASCOD ที่พัฒนาจากรุ่นที่มีประจำการในออสเตรียและสเปน และพัฒนาเพิ่มเติมเป็นยานเกราะสายพานตระกูล Ajax สำหรับกองทัพบกสหราชอาณาจักร(British Army)
ASCOD IFV สามารถติดตั้งป้อมปืนแบบมีพลประจำภายในป้อมและไม่มีพลประจำ รวมถึงป้อมปืนไร้พลประจำป้อมแบบ Elbit UT30MK2 อิสราเอลพร้อมปืนใหญ่กลป้อนกระสนุนสองทาง Orbital ATK Armament Systems MK44 30mm สหรัฐฯ และปืนกลร่วมแกน 7.62mm

ยานเกราะล้อยางลำเลียงพล PANDUR 6X6 EVO (APC: Armored Personnel Carrier) เป็นยานเกราะล้อยางในตระกูล Pandur รุ่นล่าสุดที่ได้รับเลือกเข้าประจำการในกองทัพบกออสเตรียจำนวน 34คัน
PANDUR 6X6 EVO APC มีพลประจำรถ 3นาย และบรรทุกทหารไปกับรถได้ 8นาย ติดตั้งป้อมปืน Remote ปืนกลหนัก 12.7mm ครับ

วันอังคารที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2561

เครื่องบินขับไล่ F-5ST Super Tigris กองทัพอากาศไทยจะติดอาวุธปล่อยนำวิถี IRIS-T

Thai F-5s to fight on with IRIS-T missiles
The Royal Thai Air Force is to arm its Northrop F-5 fighters with IRIS-T short-range air-to-air missiles, following the signature of a repeat order with German manufacturer Diehl Defence.
https://www.flightglobal.com/news/articles/thai-f-5s-to-fight-on-with-iris-t-missiles-449537/


Royal Thai Air Force F-5F Super Tigris Prototype Roll Out Ceremony at 211st Squadron, Win21 Ubon Ratchathani, 23 May 2018(https://www.facebook.com/ball.kittidej)

Royal Thai Air Force F-5ST Super Tigris SMART Weapons include IRIS-T, Python-5, Derby and LIZARD 3

กองทัพอากาศไทย(RTAF: Royal Thai Air Force) จะติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยใกล้ IRIS-T กับเครื่องบินขับไล่แบบที่ ๑๘ข/ค Northop F-5E/F-5F Tiger II
เมื่อวันที่ ๑๔ มิถุนายนที่ผ่านมากองทัพอากาศไทยได้มีการลงนามสัญญาจัดหาอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ IRIS-T เพิ่มเติมจากบริษัท Diehl Defence เยอรมนีที่ได้ประกาศเมื่อวันที่ ๑๘ มิถุนายน โดยไม่มีการเปิดเผยจำนวนและวงเงินการจัดหา

อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยใกล้ Diehl IRIS-T เยอรมนีได้รับการจัดหาโดยกองทัพอากาศไทยครั้งแรกสำหรับเป็นอาวุธของเครื่องบินขับไล่แบบที่ ๒๐/ก Saab Gripen C/D ฝูงบิน๗๐๑ กองบิน๗ สุราษฎร์ธานี ที่ปัจจุบันมี ๑๑เครื่อง
และรวมถึงเครื่องบินขับไล่แบบที่ ๑๙/ก Lockheed Martin F-16AM/BM EMLU ฝูงบิน๔๐๓ กองบิน๔ ตาคลี จำนวน ๑๘เครื่อง ซึ่งได้รับการปรับปรุงขีดความสามารถโดยบริษัท อุตสาหกรรมการบิน Thai Aviation Industries(TAI) ไทยที่ได้รับความร่วมมือการดำเนินงานจากสหรัฐฯ

บริษัท Diehl Defence เยอรมนีเน้นย้ำว่า "แผนการจัดหาใหม่เพื่อบูรณาการอาวุธเข้ากับ F-5 ได้ทำให้ IRIS-T เป็นอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศมาตรฐานของกองทัพอากาศไทย"
ซึ่ง IRIS-T จะถูกนำไปติดตั้งกับเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๘ข/ค F-5E/F ฝูงบิน๒๑๑ กองบิน๒๑ อุบลราชธานี ๑๔เครื่องที่เข้ารับการปรับปรุงขีดความสามารถ F-5ST SUPER TIGRIS โดยบริษัท Elbit System อิสราเอล และ TAI ไทย(http://aagth1.blogspot.com/2018/05/f-5ef-super-tigris.html)

Flight Fleets Analyzer แสดงข้อมูลว่ากองทัพอากาศไทยยังคงประจำการเครื่องบินขับไล่ที่นั่งเดี่ยว บ.ข.๑๘ข F-5E จำนวน ๓๐เครื่อง และเครื่องบินขับไล่สองที่นั่ง บ.ข.๑๘/ค F-5F จำนวน ๔เครื่อง ซึ่งมีอายุการใช้งานระหว่าง ๓๐-๔๐ปี
รวมถึงเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๙/ก F-16A/B Block 15 OCU ฝูงบิน๑๐๓ กองบิน๑ โคราช, F-16A/B ADF ฝูงบิน๑๐๒ กองบิน๑ และ F-16AM/BM EMLU ฝูงบิน๔๐๓ กองบิน๔ รวมทั้งสามฝูงบินจำนวน ๕๓เครื่อง(http://aagth1.blogspot.com/2018/06/f-16ab.html)

การสั่งจัดหาจากกองทัพอากาศไทยล่าสุดนับเป็นการบูรณาการอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยใกล้ IRIS-T เข้ากับเครื่องบินขับไล่ F-5 ที่มีอายุการใช้งานมาเป็นครั้ง โดยคาดว่าจะใช้งานร่วมกับหมวกบินติดจอแสดงผล DASH IV
การปรับปรุง F-5ST SUPER TIGRIS ยังรวมถึงขีดความสามารถในการใช้อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยใกล้ Rafael Python-5 อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยกลางนอกระยะสายตา Rafael I-Derby และระเบิดนำวิถี Laser แบบ Elbit LIZARD 3 อิสราเอลด้วย

IRIS-T เป็นอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยใกล้นำวิถีด้วย Infrared แบบ all-aspect มีมิติขนาดและน้ำหนักเท่ากับอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยใกล้ Raytheon AIM-9L/M Sidewinder แต่ IRIS-T มีพิสัยยิงไกลสุดถึง16nmi(25km) และทำงานร่วมกับหมวกติดศูนย์เล็งได้
โดยหลังการบูรณาการระบบเข้ากับ F-5E/F กองทัพอากาศไทยมีแผนที่จะนำอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ IRIS-T ทดแทน AIM-9 Sidewinder อย่างเต็มอัตราในอนาคต

นอกจากเครื่องบินขับไล่ Gripen C/D, F-16AM/BM EMLU และ F-5E/F Super Tigris กองทัพอากาศไทย อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ IRIS-T ยังถูกใช้งานกับเครื่องบินขับไล่ Boeing F/A-18, Eurofighter Typhoon และ Panavia Tornado ที่ประจำการในหลายประเทศทั่วโลก
ที่เป็นชาติยุโรปที่เป็นหุ้นส่วนโครงการพัฒนาคือเยอรมนี, อิตาลี, สเปน, นอร์เวย์, สวีเดน และกรีซ และส่งออกต่างประเทศคือ ออสเตรีย, แอฟริกาใต้ และซาอุดิอาระเบีย ตามที่ Diehl Defence กล่าวครับ

ทะยานสู่สิบล้านแล้วครับ!!!!!!!!!!

ตั้งแต่ที่ทำ Blogspot มาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2013 ล่าสุดในเดือนมิถุนายน 2018 นี้ยอดผู้ชมก็เข้าสู่ระดับเกิน 10ล้านรายแล้ว
รวมเวลาที่ทำ Blog นี้มาก็ 4ปี 7เดือน ผู้เขียนก็ต้องขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่เข้ามาเยี่ยมชมตลอดมาตั้งแต่สมัย Exteen จนถึงปัจจุบันไว้ ณ ที่นี้ครับ

วันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ยูเครนและไทยมองแผนการจัดตั้งโรงงานอุตสาหกรรมทางทหารร่วมกัน

Ukraine, Thailand look to establish joint industrial facility
Ukraine and Thailand are considering plans to expand defence industrial collaboration through a jointly run facility that could support maintenance, repair and overhaul (MRO) and possibly joint production activities.
http://www.janes.com/article/81136/ukraine-thailand-look-to-establish-joint-industrial-facility


Royal Thai Army has displayed Ukrainian BTR-3K Commader varriant of BTR-3E1 8x8 wheeled Armoured Personnel Carrier and T--84M Oplot-T Main Battle Tank
in Children's Day 2018 at 2nd Cavalry Division Royal Guard in Bangkok, 13 January 2018(My Own Photos)
http://aagth1.blogspot.com/2018/01/vt4-oplot-m60a3.html

UkrOboronProm has displayed BTR-4E 8x8 Armoured Personnel Carrier for first time in Thailand at Defense and Security 2017 exhibition in Bangkok on 6-9 November.(My Own Photo)
http://aagth1.blogspot.com/2017/11/btr-4e-oplot-t-2018.html

ยูเครนและประเทศไทยกำลังพิจารณาแผนการขยายความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมความมั่นคงตลอดการดำเนินการจัดโรงงานอุตสาหกรรมทหารร่วมกัน
ที่สามารถจะสนับสนุนการปรนนิบัติบำรุงรักษา, ซ่อมแซม และยกเครื่องใหม่(MRO: Maintenance, Repair and Overhaul) และเป็นไปได้ถึงกิจการสายการผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ทางทหารร่วมกันภายในไทย

สภากลาโหมและความมั่นคงแห่งชาติยูเครน(NSDCU: National Security and Defense Council of Ukraine) ได้กล่าวในการแถลงว่าข้อเสนอการจัดตั้งโรงงานซึ่งจะมีที่ตั้งในไทยเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของยานยนต์ทางทหารของยูเครนในไทย
ได้เป็นหัวข้อในการหารือระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงกลาโหมไทยและกระทรวงกลาโหมยูเครนที่มีขึ้นเมื่อวันที่ 15 มิถุนายนที่ผ่านมาที่ยูเครน

สภากลาโหมและความมั่นคงแห่งชาติยูเครนบ่งชี้ว่าขอบเขตของความร่วมมือควรน่าจะตั้งอยู่บนหลักการที่กองทัพไทย(Royal Thai Armed Forces) น่าจะมีการจัดหายุทโธปกรณ์จากยูเครนเพิ่มเติม
ตามที่รองเลขาธิการสภากลาโหมและความมั่นคงแห่งชาติยูเครน Oleg Hladkovskiy กล่าวว่า "การเน้นย้ำความสำคัญ(ต่อคณะตัวแทนของไทย)ว่ายูเครนเราได้พร้อมที่เดินหน้าการส่งออกยานเกราะแก่ไทย เช่นเดียวกับการขยายขอบเขตของผลิตภัณฑ์ทางทหาร(ที่จะจัดส่งให้กองทัพไทย)"

กองทัพบกไทย(Royal Thai Army)ได้จัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์แบบแรกจากยูเครนคือยานเกราะล้อยางลำเลียงพลตระกูล BTR-3E1 8x8 ชุดแรกในปี พ.ศ.๒๕๕๑(2008) และชุดที่สองปี พ.ศ.๒๕๕๔(2011) รวมมากกว่า ๒๒๐คัน
เพื่อเข้าประจำการใน กรมทหารราบที่๒ รักษาพระองค์ และ กรมทหารราบที่๒๑ รักษาพระองค์ กองพลทหารราบที่๒ รักษาพระองค์ เพื่อแปรสภาพให้ ร.๒ รอ. และ ร.๒๑ รอ. พล.ร.๒ รอ. เป็นหน่วยทหารราบยานเกราะทั้งกรมและทั้งกองพล

เช่นเดียวกับ นาวิกโยธิน กองทัพเรือไทย(Royal Thai Marine Corps, Royal Thai Navy) ที่จัดหายานเกราะล้อยางลำเลียงพล BTR-3E1 จำนวน ๑๒คัน เข้าประจำการใน กองร้อยยานเกราะ กองพันรถถัง กองพลนาวิกโยธิน
โดย UkrOboronProm รัฐวิสาหกิจอุตสาหกรรมความมั่นคงของรัฐบาลยูเครนได้กล่าวว่าทำการส่งมอบยานเกราะล้อยาง BTR-3E1 ให้กับไทยครบทุกรุ่นที่สั่งจัดหาในปี พ.ศ.๒๕๕๙-๒๕๖๐(2016-2017) แล้ว

ต่อมากองทัพบกไทยได้สั่งจัดหารถถังหลัก Oplot-T จำนวน ๔๙คัน วงเงิน ๗,๒๐๐ล้านบาท($240 million) จากยูเครน ในปี พ.ศ.๒๕๕๔(2011) เข้าประจำการใน กองพันทหารม้าที่๒ กองพลทหารราบที่๒ รักษาพระองค์ ซึ่งได้รับมอบรถรวมแล้วราว ๔๓คัน
ซึ่ง UkrOboronProm ยูเครนยืนยันจะส่งมอบรถถังหลัก  Oplot-T ให้กองทัพบกไทยครบตามสัญญาที่ล่าช้ามานานในปี พ.ศ.๒๕๖๑(2018) นี้(http://aagth1.blogspot.com/2018/04/oplot-t.html, http://aagth1.blogspot.com/2018/04/atlet.html)

แม้ว่าผลกระทบจากการที่รัสเซียผนวก Crimea และสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธทำสงครามกับกองกำลังความมั่นคงรัฐบาลยูเครนในภาค Donbass ตั้งแต่ปี 2014 จะมีผลต่อความล่าช้าในการผลิตยานเกราะล้อยาง BTR-3E1 และรถถังหลัก Oplot ให้ไทยอย่างมาก
อย่างไรก็ตามยูเครนยังมองเห็นถึงโอกาสในการส่งออกผลิตภัณฑ์ทางทหารอื่นๆของตนแก่ไทย รวมถึงยานเกราะล้อยางลำเลียงพล BTR-4E 8x8 พร้อมสิทธิบัตรสายการผลิตในไทยครับ

Saab สวีเดนวางตำแหน่งเครื่องบินขับไล่ Gripen สำหรับความต้องการของฟิลิปปินส์

Saab’s Gripen positioned for Philippines fighter requirement
Saab is positioning its Gripen to meet the Philippines’ Multi-Role Fighter requirement. Source: Saab
http://www.janes.com/article/80943/saab-s-gripen-positioned-for-philippines-fighter-requirement

บริษัท Saab สวีเดนได้รุกคืบการหารือของตนร่วมกับกองทัพอากาศฟิลิปปินส์(PAF: Philippine Air Force) ในฐานะส่วนส่วนหนึ่งของการดำเนินการ
เพื่อให้ตรงความต้องการจัดหาเครื่องบินขับไล่ใหม่ของกองทัพอากาศฟิลิปปินส์ที่จะมีขึ้นในอีกไม่กี่ปีที่จะถึงข้างหน้า

แผนการจัดหาเครื่องบินขับไล่ใหม่ที่รู้จักในฟิลิปปินส์ว่าโครงการเครื่องบินขับไล่พหุภารกิจ Multi-Role Fighter(MRF) นั้นยังไม่ได้มีการออกเอกสารขอข้อเสนอ(RFI: Request for Information) อย่างเป็นทางการออกมา
แต่ Saab สวีเดนได้พร้อมในการวางตำแหน่งอย่างแข็งแรงสำหรับระบบเครื่องบินขับไล่ Gripen ของตนเพื่อให้ตรงความต้องการของฟิลิปปินส์เมื่อถึงเวลาต้องเข้าแข่งขันในโครงการ

มีรายงานล่าสุดจากฟิลิปปินส์ว่า ประธานธิบดีฟิลิปปินส์ Rodrigo Duterte ขณะนี้ได้อนุมัติโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่ใหม่ MRF ในหลักการแล้ว
เป็นที่สังเกตุว่าอาจจะเป็นการมุ่งหน้าไปตามแผนโครงการปรับปรุงความทันสมัย Second Horizon ของกองทัพฟิลิปปินส์(AFP: Armed Forces of the Philippines) ที่มีกำหนดดำเนินการในช่วงปี 2018-2023 นี้

วงเงินงบประมาณสำหรับแผนปรับปรุงความทันสมันของกองทัพฟิลิปปินส์ Second Horizon ซึ่งรวมโครงการการจัดหาเครื่องบินขับไล่ MRF ในฐานะหนึ่งในโครงการจัดหาสำคัญได้รับการตั้งวงเงินที่ 289 billion Philippine Peso($5.46 billion)
ความเห็นจากรายงานความคืบหน้าโครงการ MRF โฆษกของ Saab กล่าวกับ Jane's เมื่อวันที่ 11 มิถุนายนว่า "มันมีการพัฒนาในเชิงบวกสำหรับเราในฟิลิปปินส์ และเราได้รับการสนับสนสนุนโดยความเคลื่อนไหวว่าตอนนี้มันถูกสร้างรอบโครงการ MRF"

โฆษกของ Saab เสริมว่า Saab ได้มีการหารือกับกองทัพอากาศฟิลิปปินส์และกองทัพฟิลิปปินส์เกี่ยวกับความต้องการทางทหารในประเทศเป็นเวลาหลายปี และนั่นมันได้มีการพูดคุยกับในอดีตเกี่ยวกับความต้องการโครงการ MRF
"เราได้เคยมีการหารือรายละเอียดกับกลุ่มงานเทคนิคของกองทัพอากาศฟิลิปปินส์ว่าได้มีการศึกษาทางเลือกสำหรับฟิลิปปินส์และ Saab มุ่งมั่นเต็มที่จะสนับสนุนเส้นทางการจัดหาใดๆก็ตามของฟิลิปปินส์ที่จะมีขึ้นตามมาข้างหน้า"

ตามรายงานโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่ MRF น่าจะดำเนินในฐานะความต้องการสำหรับการจัดหาสองฝูงบินมากกว่าสองชุด
แม้ว่าจำนวนเครื่องทั้งหมดที่จะมีการจัดหา และการจัดสรรวงเงินงบประมาณสำหรับโครงการจัดหาจะยังไม่ได้รับการการยืนยันจากรัฐบาลฟิลิปปินส์ในขณะนี้ก็ตามครับ

วันอาทิตย์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2561

สหรัฐฯจะเพิ่มความสามารถอาวุธปราบเรือดำน้ำเพดานบินสูงของเครื่องบินตรวจการณ์ทางทะเล P-8

US Navy progresses HAAWC high-altitude ASW capability for Poseidon
The LongShot kit fitted to an Mk 54 torpedo is designed to afford the Poseidon a high-altitude anti-submarine warfare capability. Boeing is to be awarded a sole-source contract for full-rate production of the Air Launch Accessory component of the system.
Source: Lockheed Martin
http://www.janes.com/article/80797/us-navy-progresses-haawc-high-altitude-asw-capability-for-poseidon

กองทัพเรือสหรัฐฯ(USN: US Navy) กำลังผลักดันการเดินหน้าแผนการพัฒนาเพิ่มขีดความสามารถอาวุธสงครามปราบเรือดำน้ำเพดานบินสูง(HAAWC:  High Altitude Anti-Submarine Warfare Weapon Capability)
ของเครื่องบินตรวจการณ์ทางทะเลพหุภารกิจ Boeing P-8A Poseidon(MMA: Maritime Multimission Aircraft) แม้ว่าจะมีความเห็นในทางตรงกันข้ามจากนายทหาระดับสูงในกองทัพเรือสหรัฐฯบางนายก็ตาม

จะมีผู้ผลิตอุปกรณ์ดั้งเดิม(OEM: Original Equipment Manufacture) ที่จะได้รับสัญญาจัดหาแหล่งเดียวสำหรับสายการผลิตเต็มอัตราของชุดประกอบเสริมปล่อยทางอากาศ HAAWC Air Launch Accessory(ALA)
สำหรับใช้ติดตั้งกับ Torpedo เบาปราบเรือดำน้ำ Raytheon Mk 54 ที่ยิงจากเครื่องบินตรวจการณ์ทางทะเล P-8A Poseidon MMA จากเพดานบินระดับสูง

เอกสารการแจ้งนี้ถูกเผยแพร่โดยทบวงกองทัพเรือเมื่อวันที่ 8 มิถุนายนที่ผ่านมา ตามที่ในเดือนมีนาคม 2017 กลุ่มผู้บัญชาการตรวจการณ์และลาดตระเวน(CPRG: Commander Patrol and Reconnaissance Group) กองทัพเรือสหรัฐฯ
ได้ถอนการรับรองของตนของขีดความสามารถสงครามปราบเรือดำน้ำ(ASW: Anti-Submarine Warfare) เพดานบินสูง

ตามที่ได้ย้ำในการชักชวนของกองทัพเรือสหรัฐฯ "ความต้องการขีดความสามาถหลัก HAAWC คือการเพื่อพิสัยการยิงนอกระยะยิงฝ่ายตรงข้าม(Stand-Off) และเพดานบินยิงอาวุธ
สำหรับเครื่องบินตรวจการณ์ทางทะเล P-8A Poseidon ระหว่างภารกิจปราบเรือดำน้ำสำหรับการใช้งาน Torpedo เบาต่อเป้าหมายเรือดำน้ำ"

"ALA จะถูกใช้เป็นพิเศษเฉพาะกับ Torpedo เบาปราบเรือดำน้ำ Mk 54 MOD 0 และ MOD 1 และจะถูกนำไปติดตั้งและยิงจากห้องเก็บอาวุธภายในลำตัวของ P-8A Poseidon
กองทัพเรือสหรัฐฯต้องการขีดความสามารถในการติดตั้งและทำการยิงอาวุธปราบเรือดำน้ำเพดานบินสูง HAAWC จำนวน 5นัดบน P-8A" เอกสารกล่าว

HAAWC เป็นการบูรณาการชุดเสริม ALA กับระบบนำวิถีดาวเทียม GPS และปีกร่อนแบบพับได้เข้ากับ Torpedo เบาปราบเรือดำน้ำ Mk 54 มาตรฐาน เพื่อทำให้ Torpedo สามารถบินไปจากจุดยิงและเพดานบินที่ตั้งค่าไว้ ก่อนจะปลดตนเองจากชุดปีกร่อน
หลังจากนั้น Torpedo จะร่วงลงสู่พื้นน้ำโดยมีร่มชูชีพหน่วงความเร็วตามมาตรฐาน และเมื่อลงใต้น้ำ Torpedo จะเริ่มต้นค้นหาและพุ่งเข้าทำลายเป้าหมายเรือดำน้ำตามที่ออกแบบไว้เช่นเดิม

ชุดเสริมปีกบิน LongShot ของบริษัท Lockheed Martin สหรัฐฯ ได้ถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถอาวุธปราบเรือดำน้ำเพดานบินสูง HAAWC สำหรับ P-8A Poseidon
โดยบริษัท Boeing สหรัฐฯซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องบินตรวจการณ์ทางทะเล P-8 จะได้รับสัญญาแหล่งเดียวสำหรับสายการผลิตเต็มอัตราของชุดประกอบเสริม ALA สำหรับระบบดังกล่าวครับ