วันอาทิตย์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2560

โครงการรถถังหลัก Altay ตุรกีประสบปัญหาเรื่องการถ่ายทอดเทคโนโลยีเครื่องยนต์

Turkey's Altay MBT project hit by engine technology transfer issues
Tümosan has cancelled a contract with AVL List to help develop a local engine for Turkey's Altay MBT, after the imposition of technology transfer restrictions by Austria. Source: Otokar
http://www.janes.com/article/67104/turkey-s-altay-mbt-project-hit-by-engine-technology-transfer-issues

แผนการสร้างรถถังหลัก Altay ของตุรกีประสบปัญหาติดขัดหลังจากที่บริษัท Tümosan ตุรกีซึ่งมีแผนจะเป็นผู้ผลิตเครื่องยนต์ยกเลิกสัญญาการสนับสนุนทางเทคนิคหลักกับบริษัท AVL List GmbH ออสเตรีย
การยกเลิกสัญญานี้มีตามมาจากการที่รัฐสภาออสเตรียมีมติเป็นเอกฉันท์รับรองการเคลื่อนไหวที่ไม่มีผลผูกพันในการกำหนดการห้ามส่งออกอาวุธให้ตุรกีเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2016 จึงเป็นเงื่อนไขในการะงับการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ตุรกี
โดยออสเตรียได้ดำเนินการมาตรการดังกล่าวเพื่อตอบโต้ความรุนแรงในการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เพิ่มสูงขึ้นของรัฐบาลพลเรือนตุรกีที่นำโดยประธานาธิบดีตุรกี Recep Tayyip Erdogan หลังความล้มเหลวในความพยายามจะก่อรัฐประหารโดยทหารส่วนหนึ่งในกองทัพตุรกีเมื่อเดือนกรกฎาคม 2016

Tümosan ได้รับงานจากสำนักงานปลัดกระทรวงเพื่ออุตสาหกรรมกลาโหม(Undersecretariat for Defense Industries: SSM) ในการพัฒนาเครื่องยนต์ที่สร้างภายในประเทศสำหรับรถถังหลัก Altay
Tümosan ได้ทำสัญญาจัดซื้อกับ AVL List ออสเตรียในปี 2015 เพื่อจัดหาการถ่ายทอดเทคโนโลยีและสนับสนุนการพัฒนาและบูรณาระบบเครื่องยนต์สำหรับรถถังหลัก Altay
เนื่องจากเงื่อนไขการลงโทษในห้ามการถ่ายทอดเทคโนโลยี Tümosan จึงยกเลิกสัญญากับ AVL List เมื่อวันที่ 17 มกราคมที่ผ่านมา

"เนื่องจากการยอมรับโดยรัฐบาลออสเตรีย(ของมาตรการ)เพื่อยืนยันในการส่งออกสิทธิบัตรที่มีเงื่อนไขว่าถูกแทรกแซงจากการเมืองภายในของตุรกี...สัญญาตามที่มีการบันทึกไว้และการรับประกันรายได้ที่ได้รับจากบริษัทจะถูกยกเลิก
มันเป็นที่เข้าใจได้ว่านี้จะเป็นอุปสรรคร้ายแรงที่(บริษัท)จะเผชิญหน้าในการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับส่วนประกอบย่อยที่สำคัญจากการถูกลงโทษคว่ำบาตรต่อตุรกีเมื่อเร็วๆนี้โดยเฉพาะจากประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป"
Tümosan แถลงในเอกสารที่มีการเผยแพร่โดยส่วนการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณชนของตุรกี(Public Disclosure Platform: KAP) เมื่อวันที่ 17 มกราคม แถลงการดังกล่าวยังเสริมด้วยว่า "Tümosan จะเดินหน้าเป็นผู้จัดส่งในการพัฒนาเครื่องยนต์ในประเทศให้ได้มากที่สุด" ครับ

วันเสาร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2560

Sig Sauer P320 เป็นผู้ชนะในโครงการจัดหาปืนพกใหม่ XM17 ของกองทัพบกสหรัฐฯ

For U.S. Army variant of Sig Sauer P320 9mm semi-automatic pistol will replace M9 Beretta
Sig Sauer P320 semi-automatic pistol 9x19 Parabellum caliber.

Sgt. Spencer Jimick, a squad leader with Special Purpose Marine Air-Ground Task Force Crisis Response-Africa aims his M9 Beretta at a target during a live-fire range near Naval Air Station Sigonella, Italy, Sept. 10, 2016.
http://armyrecognition.com/january_2017_global_defense_security_army_news_industry/for_u.s._army_variant_of_sig_sauer_p320_9mm_semi-automatic_pistol_will_replace_m9_beretta_12001171.html

บริษัท Sig Sauer Inc. สวิสเซอร์แลนด์-เยอรมนีสาขาสหรัฐฯซึ่งมีที่ตั้งใน Newington มลรัฐ New Hampshire ได้รับสัญญาจัดหาวงเงิน $580,217,000 สำหรับโครงการจัดหาปืนพก XM17 Modular Handgun System
โดยรวมในส่วนการจัดหาปืนพก, อุปกรณ์ประกอบ และกระสุนที่มีพื้นฐานจากปืนพก Sig Sauer P320 ขนาด 9x19mm Parabellum ส่งมอบให้กองทัพบกสหรัฐฯเพื่อทดแทนปืนพก Beretta M9 อิตาลี
ซึ่งกองทัพบกสหรัฐฯได้ประกาศว่า Sig Sauer เป็นผู้ชนะในโครงการจัดหาปืนพก XM17 MHS เมื่อวันที่ 19 มกราคมที่ผ่านมา ซึ่งก่อนหน้านี้กองทัพสหรัฐฯก็มีปืนพกของ Sig Sauer ใช้งานในหน่วยปฏิบัติบัติการพิเศษบ้าง เช่น Sig Sauer M11(P228) 9mm

โครงการจัดหาปืนพก XM17 มีการออกร่างเอกสารขอข้อเสนอในเดือนมิถุนายน 2015 เพื่อการจัดหาปืนพกที่มีประสิทธิภาพและอำนาจการสังหารมากกว่าปืนพกที่กองทัพบกสหรัฐฯมีประจำการในปัจจุบัน
ตามแผนกองทัพบกสหรัฐฯต้องการจัดหาปืนพกใหม่ 280,000กระบอกจากผู้จัดจำหน่ายรายเดียว โดยมีกำหนดการทดสอบการทำงานและการใช้งานภาคสนามในปี 2017 และจะเปิดสายการผลิตเต็มอัตราได้ในปี 2018
กองทัพบกสหรัฐฯยังมีแผนจัดซื้อปืนพกรุ่น Compact ในตระกูลเดียวกับปืนที่ชนะโครงการอีก 7,000กระบอก โดยในส่วนเหล่าทัพอื่นที่เข้าร่วมโครงการ XM17 เช่นนาวิกโยธินสหรัฐฯอาจจะจัดหาปืนพกเพิ่มเติมอีก 212,000กระบอก

Sig Sauer สามารถเอาชนะผู้แข่งขันในโครงการรายอื่นทั้ง Glock ออสเตรียสาขาสหรัฐฯ, FN Herstal เบลเยี่ยมสาขาสหรัฐฯ และ Barreta อิตาลีสาขาสหรัฐฯ โดยก่อนหน้านั้น Smith & Wesson สหรัฐฯ และหุ้นส่วน General Dynamics Ordnance Tactical Systems(GDOTS) สหรัฐฯ ถูกคัดออกไปก่อนแล้ว
โดยปืนพก XM17 นั้นจะถูกนำเข้าประจำการทดแทนปืนพก M9 ซึ่งมีพื้นฐานจากปืนพก Barreta 92FS ที่เข้าประจำการในกองทัพบกสหรัฐฯมาตั้งแต่ปี 1985 เป็นเวลากว่า 30ปี  ทดแทนปืนพก M1911A1 .45ACP และปืนลูกโม่ Smith & Wesson .38 ที่ใช้มาตั้งแต่สมัยสงครามโลก
ปืนพก Sig Sauer P320 เป็นปืนพกที่ออกแบบมาเป็นรูปแบบ Modular และปรับแต่งได้ มีด้ามจับที่เปลี่ยนขนาดให้เหมาะกับมือผู้ใช้ได้ มีขนาดกระสุนให้เลือกหลายชนิดทั้ง 9mm, .357SIG และ .40SGW เป็นต้น ครับ

วันศุกร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2560

อินโดนีเซียอนุมัติการจัดหาเครื่องบินลำเลียง Airbus A400M จำนวน 5เครื่อง

Indonesia approves acquisition of five Airbus A400Ms for USD2 billion
Indonesia has approved the acquisition of five A400M aircraft for the country's air force. Source: Airbus
http://www.janes.com/article/67064/indonesia-approves-acquisition-of-five-airbus-a400ms-for-usd2-billion

แหล่งข่าวในรัฐบาลและภาคอุตสาหกรรมความมั่นคงอินโดนีเซียได้ยืนยันข้อมูลกับ Jane's เมื่อวันที่ 18 มกราคมที่ผ่านมาว่า
รัฐบาลอินโดนีเซียได้อนุมัติการจัดหาเครื่องบินลำเลียงหนักเอนกประสงค์แบบ Airbus A400M Atlas จำนวน 5เครื่องวงเงิน $2 billion ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนปรับปรุงกำลังการขนส่งทางอากาศของกองทัพอินโดนีเซีย

โดย A400M 5เครื่องจะถูกสร้างในรูปแบบเครื่องบินลำเลียงและใช้งานทางธุรการซึ่งจะนำเข้าประจำการในฝูงบิน31 และฝูงบิน32 ของกองทัพอากาศอินโดนีเซีย(TNI-AU: Tentara Nasional Indonesia-Angkatan Udara)
โครงการจัดหาเครื่องบินลำเลียง A400M นี้ได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการกลาโหม, ข่าวกรอง และการต่างประเทศ(Komisi I) ของสภาผู้แทนราษฏรอินโดนีเซียตั้งแต่กลางเดือนมกราคม 2017
ซึ่งการอนุมัติการจัดหานี้มีเงื่อนไขหนึ่งคือ บ.ลำเลียง A400M 3เครื่องสุดท้ายจะดำเนินการประกอบสร้างในขั้นสุดท้ายที่โรงงานอากาศยาน PT Dirgantara ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจด้านอุตสากรรมอากาศยานของอินโดนีเซียใน Bandung ด้วย
ทาง Jane's เข้าใจว่าข้อกำหนดในสัญญาจะอนุญาตให้วิศวกรอินโดนีเซียทำการศึกษาและสังเกตการประกอบหลายๆชิ้นส่วนหลักของอากาศยาน รวมถึงปีกและโครงลำตัวเครื่องสำหรับ A400M 2เครื่องแรกที่ดำเนินการสร้างที่โรงงานอากาศยานของ Airbus ใน Seville สเปน

รัฐมนตรีกลาโหมอินโดนีเซีย Ryamizard Ryacudu ได้เปิดเผยครั้งแรกเมื่อกลางปี 2016 ว่ารัฐบาลอินโดนีเซียมีแผนพิจารณาจัดหาเครื่องบินลำเลียงหนัก A400M เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการลำเลียงและขนส่งทางอากาศของกองทัพอากาศอินโดนีเซีย แต่ไม่ได้ระบุรายละเอียดว่าจำนวนเท่าไร
ซึ่งปัจจุบันนอกจากเครื่องบินลำเลียงขนาดเบาและขนาดกลาง เช่น C-212, CN-235 และ C-295 ซึ่งจัดหาจากบริษัท Airbus(ตั้งแต่สมัยบริษัท CASA สเปน) เดิมที่มีสิทธิบัตรการผลิตและซ่อมบำรุงโดย PT Dirgantara อินโดนีเซียแล้ว
กองทัพอากาศอินโดนีเซียยังมีเครื่องบินลำเลียงหนักแบบ Lockheed C-130H 13เครื่อง และเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ L-100-30 4เครื่องจากสหรัฐฯ ซึ่งมีอายุการใช้งานมานานและเคยเกิดอุบัติเหตุตกจนสูญเสียไปแล้ว 4เครื่อง
ทั้งนี้อินโดนีเซียจะเป็นประเทศที่สองในกลุ่ม ASEAN ที่จัดหา A400M เข้าประจำการต่อจากกองทัพอากาศมาเลเซียที่ได้จัดหา A400M แล้ว 4เครื่อง

ตามข้อมูลของ Airbus เครื่องลำเลียงหนักสี่เครื่องยนต์ใบพัด A400M สามารถบรรทุกได้หนักสุด 37tons มีพื้นที่บรรทุกปริมาตร 340m3ในภารกิจส่งกำลังบำรุง ลำเลียงทหารหรือพลร่มพร้อมเครื่องสนามเต็มอัตราได้ 116นายในที่นั่งสี่แถวในภารกิจลำเลียงทางทหาร
เมื่อบรรทุกเต็มอัตรา A400M มีพิสัยทำการ 1,780nmi และเมื่อบรรทุกสัมภาระหนัก 25tons เครื่องสามารถบินขึ้นและลงจอดจากทางวิ่งที่จำกัดความยาวเพียง 750m ได้ครับ

วันพฤหัสบดีที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2560

กองทัพเรือไทยจะปลดประจำการเรือเร็วโจมตีติดอาวุธปล่อยนำวิถีชุด ร.ล.ปราบปรปักษ์ และชุด ร.ล.ราชฤทธิ์ ในอีกสิบปีข้างหน้า

Thai Navy to retire Ratcharit-, Prabparapak-class missile boats over next 10 years
The Royal Thai Navy will retire its entire fleet of missile-capable patrol boats by 2026
http://www.janes.com/article/67028/thai-navy-to-retire-ratcharit-prabparapak-class-missile-boats-over-next-10-years

FAC-313 HTMS Soo Pirin, Prabbrorapak-class fast attack craft missile boat converted to fast attack craft gun boat

FAC-322 HTMS Vitiyakom, Ratcharit-class fast attack craft missile boat firing Exocet

ส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมของกองทัพเรือไทยเพื่อรองรับความท้าทายในการรักษาความมั่นคงทางทะเลในอนาคต กองทัพเรือไทยมีแผนที่จะดำเนินการปลดประจำการเรือเร็วโจมตีติดอาวุธปล่อยนำวิถีที่มีในปัจจุบันลงทั้งหมดในอีก ๑๐ปีข้างหน้า
ทั้งเรือเร็วโจมตีชุด ร.ล.ปราบปรปักษ์ ทั้ง ๓ลำคือ ร.ล.ปราบปรปักษ์ 311, ร.ล.หาญหักศัตรู 312 และ ร.ล.สู้ไพรินทร์ 313 กับชุด ร.ล.ราชฤทธิ์ คือ ร.ล.ราชฤทธิ์ 321, ร.ล.วิทยาคม 322 และ ร.ล.อุดมเดช 323 ทั้งหมดมีแผนจะปลดประจำการภายในปี พ.ศ.๒๕๖๙(2026)

นาวาเอก ประวุฒิ รอดมณี เสนาธิการ กองเรือดำน้ำ กองเรือยุทธการ ได้มีการนำเสนอในงาน UDT Asia 2017 ที่สิงคโปร์เมื่อวันที่ ๑๗ มกราคมที่ผ่านมาว่า
เรือเร็วโจมตีติดอาวุธปล่อยนำวิถีชุด ร.ล.ปราบปรปักษ์ ๓ลำที่เข้าประจำการมาในช่วงปี พ.ศ.๒๕๑๙-๒๕๒๐(1976-1977) ที่สร้างโดยอู่เรือ Singapore Technologies Marine สิงค์โปร์ ที่เดิมทีติดตั้งอาวุธปล่อยนำนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำแบบ Gabriel อิสราเอล ๕นัด แต่เมื่ออาวุธปล่อยนำวิถี Gabriel หมดอายุการใช้งานก็ถอดแท่นยิงออกปรับเป็นเรือเร็วโจมตีปืน
และเรือเร็วโจมตีติดอาวุธปล่อยนำวิถีชุด ร.ล.ราชฤทธิ์ ๓ลำที่เข้าประจำการมาในช่วงปี พ.ศ.๒๕๒๒-๒๕๒๓(1979-1980) ที่สร้างโดยอู่เรือ Cantiere Navale Breda อิตาลี ที่ติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำ Exocet MM38 ฝรั่งเศส ๔นัด
นั้นมีขีดความสามารถและสมรรถนะที่ด้อยเกินไปสำหรับการรับมือความท้าทายด้านความมั่นคงทางทะเลรูปแบบอสมาตรที่เพิ่มสูงขึ้น เช่น การก่อการร้ายทางทะเล และการกระทำอันเป็นโจรสลัด

ดังนั้นกองทัพเรือไทยจึงมีแผนที่จะปลดประจำการเรือเร็วโจมตีติดอาวุธปล่อยนำวิถีที่มีทั้งหมด ๖ลำลงภายในปี พ.ศ.๒๕๖๙(2026) โดยจะจัดหาเรือทดแทนที่มีขนาดใหญ่กว่า
เช่น เรือฟริเกต และเรืออู่ยกพลขึ้นบก(LPD: Landing Platform Dock) ทั้งที่กำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการจัดหาและมีแผนจะจัดหาในอนาคตอีกหลายปีข้างหน้าต่อไปครับ

วันอังคารที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2560

ไทยและรัสเซียเดินหน้าความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมความมั่นคงร่วมกัน และกองทัพเรือไทยวางแผนจะมีเรือดำน้ำครบ ๓ลำในปี พ.ศ.๒๕๖๙

Thailand and Russia move towards joint industry programme
Thailand is looking to procure the Mil Mi-17V-5 to replace its Boeing CH-47D Chinook fleet. Source: Russian Helicopters
http://www.janes.com/article/66994/thailand-and-russia-move-towards-joint-industry-programme

Mi-17V5 41st Aviation Battalion, Aviation Regiment, Army Aviation Center, Royal Thai Army
https://www.facebook.com/GeneralSupportAviationBattalion

ไทยและรัสเซียใกล้ที่จะบรรลุข้อตกลงโครงการความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมความมั่งคง โดยมีพื้นฐานจากการคาดว่ากองทัพบกไทยจะสั่งจัดหาเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงใช้งานทั่วไป ฮ.ท.๑๗ Mil Mi-17V5 จากรัสเซียเพิ่ม
เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงจากรัฐบาลรัสเซียและกองทัพไทยได้เข้าพบกันที่กรุงเทพฯเมื่อวันที่ ๑๖ มกราคมที่ผ่านมา เพื่อหารือเรื่องการกระชับความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมความมั่นคงร่วมกันของทั้งสองประเทศ
ซึ่งนำโดย พลเอก สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และ Kirill Barsky เอกอัครราชทูตสหพันธรัฐรัสเซียประจำประเทศไทย

แถลงการณ์กล่าวถึงส่วนที่จะนำผลให้ทั้งสองประเทศในการเพิ่มความแข็งแกร่งด้านความร่วมมือทางเทคนิคทางทหารตลอดจนความร่วมมือในส่วนรัฐบาลต่อรัฐบาลมากขึ้น
Jane's เข้าใจว่าข้อตกลงหนึ่งที่บรรลุผลแล้วคือการที่รัสเซียจะให้ไทยมีสถานะเป็นหุ้นส่วนในการจัดตั้งโรงงานผลิตและซ่อมบำรุงอาวุธยุทโธปกรณ์ร่วมกัน
ซึ่งนี่น่าจะหมายถึงการวางตำแหน่งเพื่อสนับสนุน ฮ.ท.๑๗ Mi-17V5 และความเป็นไปได้ของระบบยุทโธปกรณ์รัสเซียอื่นๆในไทย ทั้งยังเป็นไปได้ที่โรงงานซ่อมบำรุงในไทยนี้จะดำเนินการสนับสนุนผู้ใช้ ฮ.Mi-17V5 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รายอื่นๆด้วย

กองทัพบกไทยต้องการจัดหาเฮลิคอปเตอร์ Mi-17V5 เพิ่มเติมอย่างน้อย ๑๒เครื่อง เพื่อทดแทนเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงหนัก ฮ.ล.๔๗ Boeing CH-47D ที่มีอายุการใช้งานมานาน
โดยปัจจุบันกองทัพบกไทยได้จัดหา ฮ.ท.๑๗ Mi-17V5 แล้วรวม ๕เครื่อง โดยสั่งจัดหาชุดแรก ๓เครื่องในปี พ.ศ.๒๕๕๑(2008) และชุดที่สอง ๒เครื่องในปี พ.ศ.๒๕๕๗(2014) เข้าประจำการใน กองพันบินที่๔๑ กรมบิน ศูนย์การบินทหารบก
Jane's เข้าใจว่ากองทัพบกได้ออกเอกสารขอข้อเสนอสำหรับการจัดหาเฮลิคอปเตอร์ใหม่ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๕๙(2016) แล้ว อย่างไรก็ตามยังไม่ชัดเจนว่างบประมาณจัดหาได้รับการอนุมัติหรือยังซึ่งน่าจะมีตามมาภายหลังสำหรับการจัดหา ฮ.ใหม่หลายระยะชุดละ ๓-๔เครื่องครับ

Thailand aims to operate fleet of three submarines by 2026
http://www.janes.com/article/66998/thailand-aims-to-operate-fleet-of-three-submarines-by-2026

Chinese Conventional Submarine model at Royal Thai Navy Ship Tech.III 2016 (My Own Photo)

กองทัพเรือไทยได้ระบุกรอบความต้องการการปฏิบัติการสำหรับแผนการจัดหาเรือดำน้ำ ๓ลำให้พร้อมปฏิบัติการภายในปี พ.ศ.๒๕๖๙(2026) ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนส่งการขอข้อเสนออนุมัติให้รัฐบาลไทยแล้ว
เรื่องนี้ถูกเปิดเผยโดย นาวาเอก ประวุฒิ รอดมณี เสนาธิการ กองเรือดำน้ำ กองเรือยุทธการ ระหว่างการนำเสนอในงาน UDT Asia 2017 ที่สิงคโปร์เมื่อวันที่ 17 มกราคม
น.อ.ประวุฒิ ได้บรรยายสุรปถึงแผนของกองทัพเรือไทยในอนาคตรวมถึงข้อมูลล่าสุดของแผนการจัดตั้งกำลังกองเรือดำน้ำเข้าประจำการในกองทัพเรือไทย

กองทัพเรือไทยได้เลือกจัดหาเรือดำน้ำโจมตีดีเซล-ไฟฟ้าแบบ S26T(Thailand) จากสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นรุ่นส่งออกที่มีพื้นฐานมาจากเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าชั้น Type 039A/B (NATO กำหนดรหัสชั้น Yuan) ที่ประจำการในกองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีน
กองทัพเรือไทยมีแผนต้องการจะจัดหาเรือดำน้ำ S26T จำนวน ๓ลำวงเงิน ๓๖,๐๐๐ล้านบาท แต่ได้มีการวางแผนแบ่งการจัดหาใหม่เป็นขั้นต้นระยะที่๑ จำนวน ๑ลำ วงเงิน ๑๓,๕๐๐ล้านบาท
โดยจะดำเนินการทยอยจัดหาจนกว่าจะครบในแผนงบประมาณผูกพันต่อเนื่องเป็นระยะเวลา ๑๑ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๐(2017) นี้ ซึ่งจะมีการเสนอคณะรัฐมนตรีให้มีการอนุมัติงบประมาณภายในปีนี้ครับ

Leonardo จะพัฒนาเฮลิคอปเตอร์โจมตีใหม่ทดแทน A129 Mangusta และจะสร้างเครื่องบินฝึกไอพ่น M345 HET ให้กองทัพอิตาลี

Leonardo to develop Mangusta replacement for Italy
The Italian Army is looking to replace its Mangusta helicopters that have been in service since 1990 with a new type to be developed by Leonardo under the NEES programme. Source: Italian Army
http://www.janes.com/article/66970/leonardo-to-develop-mangusta-replacement-for-italy

บริษัท Leonardo อิตาลีได้ประกาศข่าวเมื่อวันที่ 13 มกราคมที่ผ่านมาว่าบริษัทได้รับสัญญาในการพัฒนาเฮลิคอปเตอร์แบบใหม่เพื่อทดแทนเฮลิคอปเตอร์โจมตีลาดตระเวนติดอาวุธ A129 Mangusta
เป็นสัญญาผูกผันหลายปีเพื่อการศึกษา, การพัฒนา, การเข้าสู่กระบวนการอุตสาหกรรม, การผลิต และการทดสอบเครื่องต้นแบบและเครื่องในสายการผลิตขั้นต้นภายใต้โครงการ 'เฮลิคอปเตอร์สำรวจและคุ้มกันใหม่' (NEES: New Exploration and Escort Helicopter) สำหรับกองทัพบกอิตาลี(EI: Esercito Italiano)

ตามข้อมูลของ Leonardo กองทัพบกอิตาลีต้องการเฮลิคอปเตอร์โจมตีใหม่ 48เครื่องเพื่อทดแทนเฮลิคอปเตอร์โจมตี A129 Mangusta ที่มีประจำการในปัจจุบันซึ่งมีแผนจะปลดประจำการภายในปี 2025
ยังไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ฮ.ใหม่ หรือโครงการพัฒนาออกมาจากบริษัทในการประกาศ ยกเว้นแต่ที่กล่าวว่ามันจะสร้าง "ผลิตภัณฑ์ที่มีความก้าวหน้าทางวิทยาการมากยิ่งขึ้น ด้วยสมรรถนะที่มากกว่าและมีค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการต่ำกว่า เพื่อตอบสนองความต้องการที่จะเกิดขึ้นต่อสถานการณ์ที่มีพัฒนาไปในอีก 30ปีข้างหน้า"

กองทัพบกอิตาลีได้รับมอบ ฮ.โจมตี A129 Mangusta จำนวน 66เครื่อง(กำหนดแบบเป็น EA-1 ในกองทัพอิตาลี) เข้าประจำการระหว่างปี 1990-2004 ซึ่งปัจจุบันยังคงประจำการอยู่ 49เครื่อง
Mangusta เป็น ฮ.โจมตีสองที่นั่งเรียงกันซึ่งได้รับการปรับปรุงมาหลายครั้งตั้งแต่เข้าประจำการมา ซึ่งกองทัพบกอิตาลีได้ส่งเข้าร่วมปฏิบัติมาแล้วหลายสมรภูมิเช่นในอัฟกานิสถาน โดยการปลดประจำการ ฮ.โจมตี Mangusta ในปี 2025 นับเป็นระยะเวลาประจำการนาน 35ปีครับ

Italian Air Force signs for M-345 trainer aircraft
Seen at the Paris Air Show in 2013, the M-345 has been enhanced with the HET-variant that is billed as being a low-cost trainer and operational platform. Italy has signed for the first five of an expected 45-aircraft order. (IHS/Patrick Allen)
http://www.janes.com/article/66975/italian-air-force-signs-for-m-345-trainer-aircraft

วันที่ 13 มกราคมที่ผ่านมาเช่นกัน กองทัพอากาศอิตาลี(AMI: Aeronautica Militare Italiana) ได้ลงนามสัญญากับบริษัท Leonardo ในการจัดหาเครื่องบินฝึกไอพ่น Alenia Aermacchi M-345 High Efficiency Trainer aircraft(HET) ขั้นต้น 5เครื่องจากจำนวนที่ต้องการจัดหา 45เครื่อง
สัญญาจัดหาเครื่องบินฝึกไอพ่น M-345(กำหนดแบบเป็น T-345 ในกองทัพอิตาลี) จะถูกนำมาทดแทนเครื่องบินฝึกไอพ่น MB-339 จำนวน 137เครื่องที่ประจำการในกองทัพอากาศอิตาลีขณะที่มีเครื่องบินฝึกไอพ่น M-346 อยู่แล้ว 18เครื่อง การส่งมอบ M-345 ชุดแรก 5เครื่องจะมีขึ้นในปี 2019

ข่าวสัญญาจัดหานี้มีขึ้นหลังการขึ้นทำการบินครั้งแรกของเครื่องบินฝึกไอพ่น M-345 HET เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2016 จากที่ได้มีการเปิดตัวครั้งแรกในปี 2013
M-345 HET มีพื้นฐานพัฒนามาจากเครื่องบินฝึกไอพ่น M-345 ซึ่งเป็นการเปลี่ยนเรียกแบบของเครื่องบินฝึกไอพ่น Aermacchi M-311 เดิม(ซึ่งพัฒนาจากเครื่องบินฝึกไอพ่น Aermacchi S-211)

M-345 HET ถูกออกแบบให้รอบรับการฝึกนักบินขั้นประถมถึงขั้นมัธยมโดยลดค่าใช้จ่ายลง รวมถึงมีขีดความสามารถนำไปใช้ในปฏิบัติการ(รบ)ได้ด้วย
นอกจากอิตาลีแล้ว M-345 HET ยังได้รับความสนใจจากชิลีซึ่งได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจแล้ว อย่างไรก็ตามการเสนอเครื่องให้ฝรั่งเศสยังไม่ไดเกิดขึ้นตอนนี้ครับ

วันจันทร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2560

หน่วยรบพิเศษเยอรมนีมองหาปืนเล็กยาวจู่โจมใหม่ และ Rheinmetall-Steyr Mannlicher เปิดตัวปืนเล็กยาวจู่โจม RS556

Germany seeks new special forces assault rifle
Germany's special forces are looking to buy a replacement for their current G36. Source: Bundeswehr
http://www.janes.com/article/66924/germany-seeks-new-special-forces-assault-rifle

หน่วยรบพิเศษกองทัพเยอรมนีกำลังมองหาปืนเล็กยาวจู่โจมใหม่ตามที่สำนักงานจัดซื้อจัดจ้างกลาโหมเยอรมนี(BAAINBw) ได้ออกเอกสารการประกวดราคาสำหรับการจัดซื้อ
โดยตามเอกสารการประกวดราคาของ BAAINBw กองทัพเยอรมนีสนใจจะจัดหาปืนเล็กยาวใหม่จำนวนรวม 1,750กระบอก
ปืนเล็กยาวใหม่นี้คาดว่าจะถูกนำมาทดแทนปืนเล็กยาว G36 ที่ปัจจุบันถูกใช้โดยหน่วยรบพิเศษ KSK(Kommando Spezialkräfte) กองทัพบกเยอรมนี(Heer) และหน่วยรบพิเศษ KSM(Kommando Spezialkräfte Marine) กองทัพเรือเยอรมนี(Marine)
เส้นตายการยื่นข้อเสนอมีกำหนดในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ โดยการจัดส่งจะเริ่มขึ้นในวันที่ 10 กันยายน และเสร็จสิ้นในวันที่ 28 มิถุนายน 2019 วงเงินสัญญาคาดว่าจะอยู่ที่ 11 million Euros($11.6 million)

ตามความต้องการคุณสมบัติของปืนเล็กยาวในอนาคตของหน่วยรบพิเศษเยอรมนีในเอกสารประกวดราคา จะต้องเป็นปืนระบบการทำการด้วยแก๊ซ ใช้กระสุนขนาด 5.56x45mm NATO สามารถทำการยิงที่ละนัดและอัตโนมัติได้
ปืนจะต้องมีรางติดอุปกรณ์เสริมมาตรฐาน STANAG 4694 NATO Accessory Rail(NAR) ที่ด้านบนโครงปืน โดยตำแหน่งของราง NAR อื่นอยู่ที่ปลอกกรองมือ และติดท่อเก็บเสียงได้
ความยาวตัวปืนโดยไม่มีท่อเก็บเสียงอยู่ที่น้อยกว่า 900mm น้ำหนักปืนไม่เกิน 3.8kg(โดยไม่มีซองกระสุน, กระสุน และกล้องเล็ง) อายุการใช้งานลำกล้องอยู่ที่อย่างน้อย 10,000นัด อายุการใช้งานโครงปืนอยู่ที่ 30,000นัดหรือมากกว่า
ปืนจะต้องสามารถทำการควบคุมได้ทั้งผู้ใช้ที่ถนัดมือซ้ายและมือขวา สัญญาจัดหายังรวมถึงการจัดหาอุปกรณ์ชี้เป้า Laser, ไฟฉาย และการนำพา
ปืนเล็กยาว 1,750กระบอกนั้นรวมปืน 5แบบแบละกระบอกที่จะถูกคัดเลือกในการทดสอบแข่งขัน(ส่งมอบก่อนลงนามสัญญา), 40กระบอกสำหรับการทดสอบการรับรองคุณภาพและตรวจสอบความเข้ากันได้กับกล้องเล็ง และ 1,705กระบอกในสายการผลิตส่งมอบครับ

Rheinmetall and Steyr Mannlicher unveil RS556 assault rifle
The rifle will be offered in a variety of barrel lengths, with the standard issue featuring a 406 mm barrel. (Steyr Mannlicher)
http://www.janes.com/article/66709/rheinmetall-and-steyr-mannlicher-unveil-rs556-assault-rifle

บริษัท Rheinmetall เยอรมนี และบริษัท Steyr Mannlicher ออสเตรียได้รวมเป็นหุ้นส่วนกันในการนำเสนอปืนเล็กยาวจู่โจม RS556 ขนาด 5.56x45mm แก่กองทัพเยอรมนี(Bundeswehr) เพื่อทดแทนปืนเล็กยาว G36 ในฐานะปืนเล็กยาวประจำกายมาตรฐาน
RS556(ย่อมาจาก Rheinmetall Steyr 5.56mm calibre) มีพื้นฐานปืนเล็กยาวตระกูล AR-15 โดยเป็นรุ่นหนึ่งของปืนเล็กยาว Steyr STM556 ที่เปิดตัวในปี 2012 และเข้าสู่สายการผลิตตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2016

ปืนเล็กยาว RS556 ใช้ระยยลูกสูบแก๊ซช่วงชักสั้นต่อตรงกับกับแหนบรับแรงถอยส่งแรงไปชุดลูกเลื่อนด้านท้ายและปิดขัดกลอนลูกเลื่อนหมุนตัว โครงปืนส่วนล่างและส่วนบนทำจาก Aluminium เสริมความแข็งแรงด้วยโครงนำลูกเลื่อนเหล็กกล้าเพื่อป้องกันลูกเลื่อนเอียง
คันปรับบังคับการยิง, ปุ่มปลดซองกระสุน และปุ่มปลดลูกเลื่อนอยู่ข้างเดียวกันทั้งสองด้านของปืนเพื่อให้ใช้ได้ทั้งทั้งผู้ถนัดซ้ายและถนัดขวา RS556 ยังติดพานท้ายแบบ Polymer แบบปรับยืดหดได้ 7ระดับด้วย
ใช้ลำกล้องแบบเปลี่ยนได้เร็วหล่อจากโลหะทุบเย็นชุบ Chrome ซึ่งผู้ยิงสามารถเปลี่ยนลำล้องได้อย่างรวดเร็วในไม่กี่วินาทีโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือใดๆ ซึ่งมีพื้นฐานออกแบบจากปืนเล็กยาว Bullpup แบบ Steyr AUG
ลำกล้องและส่วนที่โลหะปืนเคลือบ Mannox coated ตำแหน่งปรับแก๊ซสี่ระดับสำหรับการใช้ปกติ, การใช้หนัก, ใช้ท่อเก็บเสียง และปิดแก๊ซ

RS556 ได้เสนอความยาวลำกล้องหลายแบบตั้งแต่ 293mm และ 330mm(อาวุธป้องกันเฉพาะบุคคล), 370mm(ปืนเล็กสั้น), 406mm และ 455mm(ปืนเล็กยาว) และ 505 และ 550mm(ปืนสำหรับนักแม่นปืน) ความยาวลำกล้องอื่นสามารถนำปรับมาใช้ได้
ยังมีแผนการเสนอ RS556 ใขนาดลำกล้องอื่นเช่น 7.62x35mm(.300 BLK), .300 Whisper และ 7.62x39mm และลำกล้อง "Heavy Duty" เพื่อใช้กับกระสุนแกนหนัก
RS556 ยังใช้โครงปืนส่วนบนแบบ Modular ติดราง NAR ในตำแหน่งหน้าถึงท้ายโครงปืน และรางอุปกรณ์เสริมอื่นอยู่ที่ด้านล่างของปลอกกรองมือครับ

วันอาทิตย์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2560

เครื่องบินขับไล่ Gripen กองทัพอากาศไทยตกนักบินเสียชีวิต

RTAF Gripen C 70108 at Wing 56 RTAFB Hat Yai Childern's Day 2016 Air Show

Royal Thai Air Force Gripen C  701st Squadron, Wing 7 crash during Childern's Day 2017 Air Show at Wing 56 RTAFB Hat Yai with Pilot kill in action
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=1898167720420425


ตามที่ เครื่องบินของกองทัพอากาศ เกิดอุบัติเหตุขณะทำการบินแสดงในงานวันเด็กแห่งชาติ ณ กองบิน ๕๖ จังหวัดสงขลา เมื่อวันเสาร์ที่ ๑๔ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๐ เวลาประมาณ ๐๙.๒๗ น. มีรายละเอียดเบื้องต้น ดังนี้

- เครื่องบิน : เครื่องบินแบบขับไล่แบบที่ ๒๐ (Gripen 39C)
- ชื่อนักบิน : นาวาอากาศตรี ดิลกฤทธ์ ปัทวี
- ตำแหน่ง นักบินประจำหมวดบิน ๓ ฝ่ายยุทธการ ฝูงบิน ๗๐๑ กองบิน ๗ (นักเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ ๔๓ นักเรียนนายเรืออากาศ รุ่นที่ ๕๐)

พลอากาศเอก จอม รุ่งสว่าง ผู้บัญชาการทหารอากาศ ได้แสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในส่วนของการดำเนินการ ได้สั่งการให้คณะกรรมการสอบสวนอากาศยานอุบัติเหตุ และหน่วยเกี่ยวข้องเข้าพื้นที่เพื่อสอบสวนหาสาเหตุต่อไป

สำหรับรายละเอียดอื่น ๆ จะแจ้งให้ทราบต่อไป ทั้งนี้ขอให้ติดตามข้อมูลข่าวสารจากกองทัพอากาศเท่านั้น
-------------------------------
พลอากาศตรี พงษ์ศักดิ์ เสมาชัย โฆษกกองทัพอากาศ วันที่ ๑๔ มกราคม พ.ศ.๒๕๖๐ เวลา ๑๐.๔๕ น.
https://th-th.facebook.com/RTAFpage/

ระหว่างการแสดงการบินที่ กองบิน๕๖ หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เครื่องบินขับไล่ บ.ข.๒๐ Gripen C หมายเลข 70108 ฝูงบิน๗๐๑ เกิดอุบัติเหตุตกขณะทำการบินผ่านสนามบินในการแสดงการบินครั้งสุดท้ายก่อนลงจอด โดยเครื่องตกกระแทกพื้นที่บริเวณหัวทางวิ่งที่๒๖ ฝั่งท่าอากาศยานหาดใหญ่ ทำให้นักบินคือ นาวาอากาศตรี ดิลกฤทธ์ ปัทวี เสียชีวิต
อุบัติเหตุครั้งนี้นับเป็นอุบัติเหตุครั้งแรกของ บ.ข.๒๐ Gripen C/D นับตั้งแต่เข้าประจำการในกองทัพอากาศไทยเมื่อปี พ.ศ.๒๕๕๔(2011) และเป็นอุบัติเหตุทางอากาศของกองทัพอากาศไทยครั้งร้ายแรงที่สุดที่เกิดขึ้นในงานแสดงการบินวันเด็กในรอบหลายสิบปีนี้ที่มีเครื่องบินขับไล่ไอพ่นตก

ปัจจุบันถ้าไม่นับอุบัติเหตุของเครื่องต้นแบบทดสอบ กองทัพอากาศประเทศอื่นที่นำเครื่องบินขับไล่ JAS-39 Gripen เข้าประจำการนั้นต่างก็ประสบอุบัติเหตุมาแล้วหลายครั้งตัวอย่างเช่น
กองทัพอากาศสวีเดน
-วันที่ 20 กันยายน 1999 JAS-39A Gripen หมายเลข 39-156 กองบิน F7 ตกระหว่างการฝึก นักบินดีดตัวออกและได้รับการช่วยเหลืออย่างปลอดภัย
-วันที่ 1 มิถุนายน 2005 JAS-39A Gripen หมายเลข 39-184 กองบิน F17 ตกระหว่างการฝึก นักบินดีดตัวออกและได้รับการช่วยเหลืออย่างปลอดภัย
-วันที่ 19 เมษายน 2007 JAS-39C Gripen หมายเลข 39-259 กองบิน F21 ตกที่สนามบิน Vidsel ทางตอนเหนือของสวีเดน นักบินดีดตัวออกและได้รับการช่วยเหลืออย่างปลอดภัย
กองทัพอากาศฮังการี
-วันที่ 19 พฤษภาคม 2015 Gripen D หมายเลข 42 ไถล่ออกนอกทางวิ่งที่ฐานทัพอากาศ Caslav ในสาธารณรัฐเชค นักบินทั้งสองนายดีดตัวออกปลอดภัย
-10 มิถุนายน 2015 Gripen C หมายเลข 30 ตกกระแทกพื้นขณะลงจอดที่ฐานทัพอากาศ Kecskemet ในฮังการี นักบินดีดตัวออกและได้รับบาดเจ็บ

สำหรับอุบัติเหตุ Gripen C กองทัพอากาศไทยตกในวันที่ ๑๔ มกราคม 2017 นั้นเป็นอุบัติเหตุครั้งแรกของ Gripen ที่มีนักบินเสียชีวิตนับตั้งแต่เข้าประจำการในกองทัพอากาศประเทศต่างๆอย่างเป็นทางการ
ตามข้อมูลทางการของกองทัพอากาศไทยได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุดังกล่าวในข้างต้นแล้ว
นอกจากการสูญเสียชีวิตนักบินขับไล่พร้อมซึ่งถือเป็นทรัพยากรอันมีค่าแล้ว การสูญเสียเครื่องจากอุบัติเหตุนี้ทำให้ฝูงบิน ๗๐๑ ซึ่งมีเดิมเครื่องบินขับไล่ Gripen C/D ประจำการอยู่ ๑๒เครื่อง จะเหลือเครื่องใช้งานอยู่เพียง ๑๑เครื่อง
อีกทั้งเมื่อกองทัพอากาศไทยยังไม่มีโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่ Gripen เพิ่มเติมในเร็วๆนี้ ก็จะทำให้กำลังรบของกองทัพอากาศไทยถูกลดระดับขีดความสามารถลงไปด้วย

วันที่ ๑๕ มกราคม พ.ศ.๒๕๖๐ พลอากาศเอก จอม รุ่งสว่าง ผู้บัญชาการทหารอากาศ ได้แถลงข่าวต่อกรณีอุบัติเหตุก่อนพิธีรับศพนักบิน Gripen จากกองบิน๕๖ มากองบิน๖ ดอนเมือง โดยเครื่องบินลำเลียง บ.ล.๘ C-130H ช่วงเวลาประมาณ ๑๓๐๐ ว่า
ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุได้ ซึ่งการสอบสวนหาสาเหตุของคณะกรรมการที่จัดตั้งขึ้นต้องใช้เวลาอย่างน้อยสองเดือน
โดย Gripen เป็นเครื่องบินขับไล่ที่ดี นักบินที่การบินก็มีชั่วโมงบินสูงมีประสบการณ์เพียงพอที่จะทำการบิน การแสดงการบินที่เห็นนั้นไม่ใช่การบินผาดเแผลงที่รุนแรงแต่เป็นการบินแบบการบินฝึกปกติ

นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้สั่งกำชับให้ดูแลสิทธิกำลังพลต่อนักบินที่เสียชีวิตเป็นอย่างดีให้สมเกียรติเนื่องจากเป็นการเสียชีวิตในหน้าที่
นอกจากเงินค่าณาปนกิจสงเคราะห์และการดูแลครอบครัวแล้วจะมีการขอพระราชทานเลื่อนยศนักบินที่เสียชีวิตเป็น พลอากาศโท ดิลกฤทธ์ ปัทวี พร้อมการของพระราชทานเพลิงศพ

ผบ.ทอ.เน้นย้ำว่ากองทัพอากาศจะไม่กลัวการบิน การแสดงการบินไม่ใช้การบินด้วยท่าทางรุนแรง แต่เป็นแสดงภาพให้เด็กเยาวชนเห็นภาพถึงศักยภาพด้านกำลังรบทางอากาศและแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยเป็นประเทศเสรีมีเอกราชมีกองทัพของตนเอง
การบินผาดแผลงจริงๆจะใช้นักบินที่ฝึกและมาทำการบินโดยเฉพาะ ซึ่งการแสดงการบินของ Gripen ที่เกิดอุบัติเหตุนั้นไม่ใช่การบินผาดแผลงเป็นการแสดงกำลังตามการฝึกบินปกติ แต่จะมีการกำชับให้มีความระมัดระวังในการบินมากขึ้น

ในส่วนที่กระแสการโจมตีกองทัพอากาศเรื่องโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๒๐ Gripen C/D(Peace Suvarnabhumi) นั้น ว่าเรื่องนี้กองทัพอากาศเคยมีการชี้แจงไปก่อนหน้ามานานแล้ว
ในระนาบของเครื่องบินขับไล่ด้วยกัน Gripen เป็นเครื่องที่ดีและไม่ได้มีราคาแพงแต่อย่างใด ราคา Flyaway coat ที่บางสื่อระบุนั้นผิดหมดเป็นการโกหกทั้งสิ้น ประเทศไทยได้ประโยชน์อย่างยิ่งในโครงการจัดหา Gripen ซึ่งทั้งหมดเคยมีการชี้แจงไปแล้ว
สำหรับการจัดหาเครื่องบินขับไล่ Gripen เพิ่มเติมให้ครบหนึ่งฝูง(๑๖-๑๘เครื่อง)นั้น ขึ้นอยู่กับสถานะภาพงบประมาณ ซึ่งตอนนี้ยังคงมีเครื่องใช้งานเพียงพอ และโครงการจัดหานั้นจะทำให้รัฐบาลมีภาระทางด้านงบประมาณครับ

(ในอีกด้านหนึ่งอุบัติเหตุของกองทัพอากาศไทยในครั้งนี้เราก็เหตุความเลวร้ายของสื่อมวลชนบางรายและสื่อสังคม Online ทั้ง Facebook Youtube Twitter และอื่นๆ
ที่ส่งข้อความ ภาพนิ่ง และภาพวิดิทัศน์แสดงความเห็นโจมตีใส่ร้ายนักบินไทยที่เสียชีวิตและกองทัพอากาศไทยอย่างไร้จรรยาบรรณ ไม่มีเหตุผล และขาดความเคารพให้เกียรติในฐานะที่มนุษย์พึ่งมีด้วย
วันเด็กปีนี้เราได้เห็นอะไรบ้างอย่างที่ก่อตัวในสังคมไทยมาได้สักระยะแล้วและกำลังถูกส่งต่อให้เยาวชนอนาคตของชาตินั่นคือ 'ความเกลียดชังและหวาดกลัว' ที่มีต่ออาชีพทหาร-ตำรวจครับ)

วันเสาร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2560

นาวิกโยธินจีนอาจนำรถหุ้มเกราะล้อยางสะเทินน้ำสะเทินบกติดปืนใหญ่รถถัง ZTL-11 เข้าประจำการแล้ว

PLA possibly equipping marine corps with ZTL-11 amphibious assault vehicle
Posted on 11 January this image shows a NORINCO ZTL-11 amphibious assault vehicle painted in PLA Marine Corps camouflage. Source: Via Weibo
http://www.janes.com/article/66923/pla-possibly-equipping-marine-corps-with-ztl-11-amphibious-assault-vehicle

ภาพที่เผยแพร่ใน Online Forums จีนเมื่อต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมานั้นทำให้เกิดการตั้งข้องสังเกตว่า นาวิกโยธินกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน(PLAMC: People's Liberation Army Marine Corps) อาจจะนำรถหุ้มเกราะล้อยางสะเทินน้ำสะเทินบกติดปืนใหญ่รถถังแบบ NORINCO ZTL-11 เข้าประจำการแล้ว
ภาพที่เผยแพร่ใน Weibo สื่อสังคม Online จีนเมื่อวันที่ 11 มกราคมนั้นเป็นภาพรถหุ้มเกราะล้อยางซึ่งปัจจุบันประจำการในหน่วยยานเกราะเบาของกองทัพบกปลดปล่อยประชาชนจีน(PLAGF: People's Liberation Army Ground Forces) ที่ทำสีลายพรางของนาวิกโยธินจีนวิ่งบนถนนซึ่งถูกระบุว่าเป็นที่เกาะ Hainan ของจีน

ตามอัตราจัดกำลังปัจจุบันกองพลน้อยนาวิกโยธิน 2กองพลของจีนนั้นมีสายการบังคับบัญชาขึ้นตรงกับกองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีน(PLAN: People's Liberation Army Navy)
ซึ่งนาวิกโยธินจีนมีรถหุ้มเกราะสายพานสะเทินน้ำสะเทินบกประจำการอยู่สำหรับภารกิจยึดหัวหาดในปฏิบัติการยกพลขึ้นบกอย่างเช่นรถรบทหาราบสายพานสะเทินน้ำสะเทินบก ZBD-05 และรถถังเบาสะเทินน้ำสะเทินบก ZTD-05
ดังนั้นภาพถ่ายที่ถูกเผยแพร่ออกมาล่าสุดนี้จึงเป็นที่ตั้งข้อสังเกตว่านาวิกโยธินจีนได้รับมอบรถหุ้มเกราะล้อยางจู่โจม ZTL-11 เข้าประจำการแล้ว

รถหุ้มเกราะล้อยางติดปืนใหญ่รถถัง ZTL-11 ถูกพบครั้งแรกในปี 2012 โดยมีพื้นฐานจากรถหุ้มเกราะล้อยาง 8x8 แบบ ZBL-08(หรือที่รู้จักอีกชื่อว่า ZBL-09)
แต่ ZTL-11 ย้ายตำแหน่งที่ตั้งห้องเครื่องยนต์ไปด้านท้ายของรถเพื่อเพิ่มเสถียรภาพให้สูงขึ้น(ตัดขีดความสามารถในการบรรทุกกำลังพล) โดยติดตั้งป้อมปืนใหญ่รถถังขนาด 105mm ครับ

วันศุกร์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2560

กองทัพเรือไทยพิสูจน์ประสิทธิภาพเฮลิคอปเตอร์ H145M ในภารกิจบรรเทาสาธารณภัยที่ภาคใต้

RTN proves out new H145M helicopters in actual HADR missions over southern Thailand
















HTMS Angthong, which has been conducting flood relief missions in southern Thailand since 9 January 2017 with two embarked H145M helicopters. Source: Royal Thai Navy
http://www.janes.com/article/66882/rtn-proves-out-new-h145m-helicopters-in-actual-hadr-missions-over-southern-thailand
https://th-th.facebook.com/prthainavy

กองทัพเรือไทยได้วางกำลังเฮลิคอปเตอร์ลำเลียง ฮ.ลล.๖ Airbus Helicopters H145M ๒เครื่องบนเรืออู่ยกพลขึ้นบก(LPD: Landing Platform Dock) ร.ล.อ่างทอง(ลำที่๓) (LPD-791 HTMS Angthong)
เข้าร่วมภารกิจ หมู่เรือเฉพาะกิจบรรเทาสาธารณภัยทางทะเล กองทัพเรือ เพื่อทำภารกิจช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ของไทย
ร.ล.อ่างทองได้เดินทางถึงนอกชายฝั่งจังหวัดนครศรีธรรมราชเมื่อวันที่ ๙ มกราคม และเริ่มทำภารกิจช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยในพื้นที่ภาคใต้ ทั้งการส่งกลับทางสายแพทย์ และการขนส่งอาหารและยารักษาโรค

กองประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกองทัพเรือไทย ได้ยืนยันว่าเมื่อวันที่ 12 มกราคมว่า นี่เป็นครั้งแรกของ ฮ.H145M ที่ถูกวางกำลังในปฏิบัติการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและบรรเทาภัยพิบัติ(HADR: Humanitarian Aid and Disaster Relief) จริง
"เฮลิคอปเตอร์นี้ช่วยเพิ่มความเร็วของเราและยังทำให้เราสามารถเข้าถึงพื้นที่ที่ถูกตัดขาดจากน้ำท่วมและถนนที่พังได้" กองประชาสัมพันธ์กองทัพเรือไทยกล่าว
โดยยังเสริมด้วยว่าเรือระบายพลขนาดใหญ่(LCU Landing Craft Utility) ๓ลำได้ถูกวางกำลังจาก ร.ล.อ่างทองเพื่อสนับสนุนภารกิจของกองทัพเรือไทยในการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยด้วย

ฮ.ลล.๖ H145M ที่ร่วมปฏิบัติการนี้เป็นส่วนหนึ่งของ ฮ.H145M จำนวน ๕เครื่องที่กองทัพเรือไทยลงนามสัญญาจัดหาจากบริษัท Airbus Helicopters ในปี พ.ศ.๒๕๕๗(2014) ซึ่งได้รับมอบเข้าประจำการเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๙(2016) ตามที่เคยรายงานไป
โดยเฮลิคอปเตอร์ H145M ของกองทัพเรือไทยถูกออกแบบมาสำหรับภารกิจส่งกลับทางสายแพทย์, ค้นหาและกู้ภัย(SAR: Search and Recue) และภารกิจลาดตระเวน
รัฐบาลไทยแถลงอย่างเป็นทางการว่า จากฝนที่ตกหนักตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ภาคใต้ของไทยได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมและดินถล่มจนมีประชาชนผู้ประสบภัยรวมอย่างน้อย ๓๗๐,๐๐๐หลังคาเรือน หรือ ๑ล้านคน ซึ่งมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย ๓๐รายแล้วครับ