วันพุธที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2567

มาเลเซียนำเรือตรวจการณ์ชั้น Kris เก่าที่ปลดไปแล้วกลับเข้าประจำการใหม่ท่ามกลางการขาดแคลนเรือ

Malaysia recommissions retired patrol boats amid dearth of assets







Royal Malaysian Navy KD Sri Sabah and KD Sri Sarawak , seen here at the vessels' recommisioning ceremony. (Royal Malaysian Navy/Bernama)



กองทัพเรือมาเลเซีย(RMN: Royal Malaysian Navy, TLDM: Tentera Laut Diraja Malaysia) ได้นำเรือตรวจการณ์ชั้น Kris เก่า 2ลำที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ที่ปลดประจำการไปแล้วในกลางปี 2000s กลับเข้าประจำการใหม่
ตามที่กองทัพเรือมาเลเซียยังคงเดินหน้าปรับแก้ไขปัญหาความต้องการการปฏิบัติการต่างๆที่เพิ่มขึ้นของตนโดยที่ขาดแคลนทรัพยากรทางเรือ(https://aagth1.blogspot.com/2023/10/maharaja-lela-lcs.html)

เรือตรวจการณ์ชายฝั่งชั้น Kris เก่า 2ลำเหล่านี้ ซึ่งขณะนี้เข้าประจำการแล้วในชื่อเรือตรวจการณ์ KD Sri Sabah หมายเลขเรือ 46 และเรือตรวจการณ์ KD Sri Sarawak หมายเลขเรือ 468
ได้ถูกทำพิธีขึ้นระวางประจำการใหม่ ณ ฐานทัพเรือ Tanjung Gelang ของกองทัพเรือมาเลเซียเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2024 ซึ่งเรือตรวจการณ์ KD Sri Sabah และเรือตรวจการณ์ KD Sri Sarawak เข้าประจำการในกองทัพเรือมาเลเซียครั้งแรกในปี 1966

เรือตรวจการณ์ KD Sri Sabah และเรือตรวจการณ์ KD Sri Sarawak ต่อมาได้ถูกโอนย้ายให้แก่สำนักงานบังคับใช้กฎหมายทางทะเลมาเลเซีย(MMEA: Malaysian Maritime Enforcement Agency) ในปี 2006 หลังถูกปลดประจำการจากกองทัพเรือมาเลเซีย
เรือตรวจการณ์ทั้งสองลำได้ถูกโอนย้ายให้แก่กองทัพเรือมาเลเซียอีกครั้งในปี 2019 และได้ทำการดำเนินงานซ่อมคืนสภาพ ณ อู่สร้างเรือบริษัท MSET Shipbuilding Corporation มาเลเซียตั้งแต่ปี 2020 ใน Kuala Terengganu

กองทัพเรือมาเลเซียไม่ได้ตอบสนองต่อการตั้งคำถามจาก Janes เกี่ยวกับงานซ่อมคืนสภาพเรือใหม่ว่าประกอบอะไรบ้าง อย่างไรก็ตามแถลงการณ์ที่เผยแพร่โดยกองทัพเรือมาเลเซียเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2024 อ้างถึงผู้บัญชาการกองทัพเรือมาเลเซีย พลเรือเอก Abdul Rahman bin Ayob 
กองทัพเรือมาเลเซียอธิบายถึงการขึ้นระวางประจำการใหม่ของทั้งเรือตรวจการณ์ KD Sri Sabah และ KD Sri Sarawak ว่าเป็นมาตรการคั่นระยะเพื่อเติมเต็มความต้องการการปฏิบัติการต่างๆที่กำลังเติบโตความท้าทายมากขึ้น

นอกจากนี้ การขึ้นระวางประจำการใหม่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการพัฒนาระยะยาวของกองทัพเรือมาเลเซีย ซึ่งจะมุ่งเน้นความสำคัญเกี่ยวกับการจัดหาทรัพยากรใหม่ แถลงการณ์เสริม
ในการตอบถามจากสื่อในพิธีขึ้นระวางประจำการใหม่ พลเรือเอก Abdul Rahman เปิดเผยว่าค่าใช้จ่ายการซ่อมคืนสภาพเรือใหม่มีมูลค่าที่วงเงินประมาณ 18 million Malaysian Ringgit($3.8 million)

เรือตรวจการณ์ชั้น Kris มีความยาวเรือรวมที่ 31.4m และมีระวางขับน้ำเต็มที่ที่ราว 111tonnes เรือถูกสร้างโดยบริษัท Vosper สหราชอาณาจักร ณ อู่เรือที่ Portsmouth(ปัจจุบันเป็นของบริษัท Babcock International) และเรือแต่ละลำรองรับพลประจำเรือที่ลำละ 23นาย
เรือตรวจการณ์ชั้น Kris ติดตั้งอาวุธปืนกล Bofors 40mm/L70 หนึ่งกระบอกสองแท่นยิงซึ่งภายหลังถูกออกไปหนึ่งแท่นยิง และปืนกล  Browning M2HB 12.7mm สองกระบอก โดยถูกสร้างทั้งหมด 18ลำเข้าประจำการครั้งแรกในช่วงปี 1966-1968 ครับ

วันอังคารที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2567

PT PAL อินโดนีเซียทำพิธีวางกระดูกงูเรือยกพลขึ้นบกอู่ลอยชั้น Tarlac SSV ลำที่สามสำหรับฟิลิปปินส์

PT PAL lays down first modified variant of Tarlac-class LPD for the Philippines






PT PAL officials making final checks ahead of the keel-laying ceremony for the third SSV that will be delivered to the Philippine Navy. (PT PAL)



PT PAL รัฐวิสาหกิจผู้สร้างเรือของอินโดนีเซียได้ทำพิธีวางกระดูกงูเรือสำหรับเรือยกพลขึ้นบก SSV(Strategic Sealift Vessel) รูปแบบคล้ายเรือยกพลขึ้นบกอู่ลอย(LPD: Landing Platform Dock) ชั้น Tarlac ลำที่สาม
ที่จะส่งมอบให้แก่กองทัพเรือฟิลิปปินส์(PN: Philippine Navy)(https://aagth1.blogspot.com/2023/05/asean-fleet-review-2023.html, https://aagth1.blogspot.com/2019/09/kaav-ssv-tarlac.html)

พิธีวางกระดูกงูเรือยกพลขึ้นบกอู่ลอยชั้น Tarlac ลำที่สามมีขึ้นเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2024 ณ อู่เรือของ PT PAL ใน Surabaya ตัวแทนของ PT PAL อินโดนีเซียกล่าวกับ Janes ในวันเดียวกัน
รัฐบาลฟิลิปปินส์ใน Manila ได้ลงนามสัญญาจัดหาสำหรับเรือยกพลขึ้นบกอู่ลอยชั้น Tarlac SSV เพิ่มเติมอีก 2ลำกับ PT PAL อินโดนีเซียในเดือนมิถุนายน 2022

สัญญานี้แสดงถึงการสั่งจัดหาซ้ำอีกครั้งหลัง PT PAL อินโดนีเซียได้รับสัญญาวงเงิน $92 million ในเดือนมิถุนายน 2014 สำหรับการสร้างเรือยกพลขึ้นบก SSV สองลำเช่นเดียวกัน ซึ่งทั้งสองลำประจำการในกองทัพเรือฟิลิปปินส์ในชื่อเรือยกพลขึ้นบกอู่ลอยชั้น Tarlac
เรือลำแรก เรือยกพลขึ้นบกอู่ลอย LD-601 BRP Tarlac ถูกขึ้นระวางประจำการในเดือนมิถุนายน 2016 ขณะที่เรือลำที่สอง เรือยกพลขึ้นบกอู่ลอย LD-602 BRP Davao del Sur ถูกขึ้นระวางประจำการในเดือนพฤษภาคม 2017

เรือยกพลขึ้นบกอู่ลอยชั้น Tarlac ทั้งสองลำได้ใช้รูปแบบพื้นฐานหลักจากเรืออเนกประสงค์ขนาด 122-125m ที่ประจำการในกองทัพเรืออินโดนีเซีย(Indonesian Navy, TNI-AL: Tentara Nasional Indonesia-Angkatan Laut)
ซึ่งในทางกลับกันมีพื้นฐานการออกแบบจากบริษัท Dae Sun Shipbuilding สาธารณรัฐเกาหลี(https://aagth1.blogspot.com/2023/03/lpd-pt-pal.html)

เรือยกพลขึ้นบกอู่ลอยชั้น Tarlac SSV ลำที่สามและลำที่สี่จะมีคุณลักษณะความยาวตัวเรือรวมยาวกว่าเล็กน้อยที่ 124m เมื่อเปรียบเทียบกับเรือสองลำแรกที่มีความยาวเรือ 123m
พิธีตัดเหล็กแผ่นแรกของเรือยกพลขึ้นบกอู่ลอยชั้น Tarlac SSV ลำที่สามมีขึ้นในเดือนสิงหาคม 2023 ที่ผ่านมาที่อู่เรือของ PT PAL ใน Surabaya เช่นเดียวกัน

เรือยกพลขึ้นบกอู่ลอยชั้น Tarlac SSV ลำที่สามและลำที่สี่มีระวางขับน้ำปกติที่ราว 7,200tonnes และมีระยะเวลาปฏิบัติการราว 30วันด้วยกำลังพลประจำเรือมาตรฐาน ตามข้อมูลจาก PT PAL
PT PAL ไม่ได้ให้รายละเอียดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นผลลัพธ์ในการเพิ่มความยาวของเรือยกพลขึ้นบก SSV สองลำล่าสุด อย่างไรก็ตาม Janes เข้าใจว่านี่จะเป็นการเพิ่มความยาวในส่วนดาดฟ้าบินท้ายเรือเพื่อรองรับจุดลงจอดของเฮลิคอปเตอร์ขนาดกลางเพิ่มเป็น 3เครื่องจากเดิม 2เครื่องครับ

วันจันทร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2567

ญี่ปุ่นลงนามจดหมายตอบรับสำหรับการจัดหาอาวุธปล่อยนำวิถีร่อน Tomahawk สหรัฐฯ

Japan inks letter of acceptance for Tomahawk missiles





The Arleigh Burke-class guided-missile destroyer USS Barry is seen here launching a Tomahawk cruise missile. The JMSDF will soon be equipped with this capability. (US Navy)

ญี่ปุ่นได้เสร็จสิ้นการลงนามจดหมายตอบรับ(LOA: Letter of Acceptance) ที่เป็นการปูทางสำหรับญี่ปุ่นที่จะจัดหาอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นร่อน Tomahawk และสิ่งอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องจากสหรัฐฯ
เหตุการณ์สำคัญการจัดหานี้ได้เสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2024 ที่ผ่านมา กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นได้ประกาศในวันเดียวกัน(https://aagth1.blogspot.com/2023/08/jassm-er.html

อาวุธปล่อยนำวิถีร่อน Tomahawk จะถูกจัดหาภายใต้รูปแบบการขาย Foreign Military Sales(FMS) และการจัดซื้อจัดจ้างอาวุธจะมีขึ้นระหว่างปีงบประมาณ 2025-2027 กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นเสริม
กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นประกาศครั้งแรกในเดือนตุลาคม 2023 ว่าตนกำลังเร่งความพยายามที่จะจัดหาอาวุธยิงโจมตีนอกระยะยิงฝ่ายตรงข้าม(stand-off) รวมถึงอาวุธปล่อยนำวิถีร่อน Tomahawk  ท่ามกลางสถานะภาพความทั่คงที่ย่ำแย่งลงในภูมิภาค

รัฐบาลญี่ปุ่นใน Tokyo เดิมที่กำหนดที่จะรับมอบรุ่น Block V ของอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นร่อน Tomahawk ในปีงบประมาณ 2026-2027 ขณะที่อาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นร่อน Tomahawk Block V ยังคงจะได้รับการจัดหาตามกำหนดการส่งมอบเดิม
รัฐบาลญี่ปุ่นได้ตัดสินใจที่จะจัดหารุ่น Block IV ของอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นร่อน Tomahawk ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2025 กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นเปิดเผย ณ เวลานั้น

จากนั้นในเดือนพฤศจิกายน 2023 กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯได้เปิดเผยว่าตนได้อนุมัติความเป็ฯไปได้ในการขายอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นร่อน Tomahawk Block IV และ Block V และสิ่งอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องแก่ญี่ปุ่น
เอกสารแจ้งที่เผยแพร่โดยสำนักงานความร่วมมือความมั่นคงกลาโหมสหรัฐฯ(DSCA: Defense Security Cooperation Agency) เกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการขายนั้นประมาณการณ์ว่ามีมูลค่าที่วงเงินราว $2.35 billion

รัฐบาลญี่ปุ่นได้ร้องขอที่จะจัดซื้ออาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นร่อน Tomahawk Block IV จำนวน 200นัด และอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นร่อน Tomahawk Block V จำนวน 200นัด
และหน่วยระบบควบคุมอาวุธ Tomahawk ที่ยุทธวิธี(Tactical Tomahawk Weapon Control System) จำนวน 14ระบบ DSCA กล่าวในเอกสารแจ้งเตือนของตน

นอกเหนือจากการจัดหาอาวุธปล่อยนำวิถีร่อน Tomahawk ญี่ปุ่นยังเร่งการจัดหาอาวุธปล่อยนำโจมตีนอกระยะยิงฝ่ายตรงข้ามที่พัฒนาในประเทศด้วย(https://aagth1.blogspot.com/2023/10/railgun.html)
เป็นที่เข้าใจว่าอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นร่อน Tomahawk จะถูกนำมาติดตั้งกับเรือพิฆาตของกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่น(JMSDF: Japan Maritime Self-Defense Force) ที่ติดตั้งด้วยแท่นยิงแนวดิ่ง Mk 41 VLS( Vertical Launch System) ครับ

วันอาทิตย์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2567

เนเธอร์แลนด์จะนำเฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-64D Apache ชุดสุดท้ายไปผลิตใหม่เป็นมาตรฐาน AH-64E ล่าสุด

Netherlands to induct final Apaches into remanufacturing process







The Netherlands is upgrading its 28 AH-64D (pictured) helicopters to the latest AH-64E standard. (Janes/Patrick Allen)

เฮลิคอปเตอร์โจมตี Boeing AH-64D Apache Longbow เครื่องสุดท้ายของกองทัพอากาศเนเธอร์แลนด์(RNLAF: Royal Netherlands Air Force, Koninklijke Luchtmacht) 
ที่จะถูกผลิตใหม่(remanufacture)เป็นมาตรฐานเฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-64E Apache Guardian ล่าสุดกำลังจะถูกขนส่งไปยังสหรัฐฯในเร็วๆนี้(https://aagth1.blogspot.com/2022/10/boeing-ah-64e.html)

กองทัพอากาศเนเธอร์แลนด์กล่าวว่าเฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-64D Apache Longbow สองเครื่องสุดท้ายจากทั้งหมด 28เครื่องที่จะได้รับการดำเนินการผลิตใหม่(https://aagth1.blogspot.com/2022/05/apache-ah-64e.html)
ได้ทำการบินผ่านอำลาเหนือเนเธอร์แลนด์เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2024 ที่ผ่านมาก่อนหน้าการขนส่งไปโรงงานอากาศยาน Mesa ของบริษัท Boeing สหรัฐฯในมลรัฐ Arizona "ภายในหนึ่งเดือน"

โครงการผลิตใหม่วงเงิน $1.191 billion รวมถึงการข้ามรุ่น(cross-decking)เหล่านี้ได้ถูกชำระค่าใช้จ่ายแล้ว และสิ่งอุปกรณ์ราคาแพงอย่างเช่น ระบบกล้องตรวจจับและกำหนดเป้าหมายปรับปรุงความทันสมัย AN/ASQ-170 MTADS(Modernized Target Acquisition Designation Sight)/
ระบบตรวจจับมองกลางคืนนักบิน AN/AAR-11 PNVS(Modernized  Pilot Night Vision Sensor) นั้นมีความร่วมเหมือนกันในมาตรฐานเฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-64D Block 2 และ AH-64E ข้ามจากโครงสร้างอากาศยานปัจจุบันไปสู่โครงสร้างอากาศยานสร้างใหม่ 

ขณะที่ในเวลาเดียวกันมีการเปลี่ยนทดแทนอุปกรณ์ที่ไม่มีความร่วมกันในสองมาตรฐานเหล่านี้อย่างเช่น เครื่องยนต์ไอพ่น tuboshaft แบบ T700-GE-701D รุ่นล่าสุด และยังรวมถึงการติดตั้งกลีบใบพัดประธานวัสดุผสม composite ด้วย การนำเครื่องยนต์รุ่นใหม่มาใช้หมายความว่า 
radar ควบคุมการยิงแบบ AN/APG-78 Longbow ที่ติดตั้งบนแท่นติดอุปกรณ์ mast-mounted sight เหนือใบพัดประธานจะสามารถถูกติดตั้งได้ระหว่างปฏิบัติการในพื้นที่ 'ร้อนและสูง'(hot and high) เมื่อเทียบกับก่อนหน้าที่จำเป็นต้องถอดออกเนื่องจากข้อจำกัดด้านน้ำหนัก

เนเธอร์แลนด์ได้เริ่มต้นการขนส่งเฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-64D ไปยัง Mesa สหรัฐฯสำหรับการซ่อมทำใหญ่(overhaul)และการผลิตใหม่เป็นมาตรฐานเฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-64E รุ่นล่าสุดในเดือนพฤศจิกายน 2020
โดยเฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-64E สองเครื่องแรกที่ได้รับการผลิตใหม่ได้เดินทางกลับมาถึงเนเธอร์แลนด์ในเดือนธันวาคม 2023 อีก 2เครื่องมีกำหนดที่จะส่งมอบในสัปดาห์นี้เริ่มต้นวันที่ 22 มกราคม 2024

จากเฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-64E จำนวน 28ที่ได้รับการปรับปรุงแล้ว เฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-64E จำนวน 20เครื่องจะถูกส่งมอบกลับมายังเนเธอร์แลนด์
โดยเฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-64E จำนวน 8เครื่องที่เหลือจะยังคงอยู่ในสหรัฐฯสำหรับใช้ในการฝึก ณ ฐานทัพค่าย Fort Cavazos(เดิมชื่อค่าย Fort Hood) ในมลรัฐ Texas ครับ

วันเสาร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2567

ผู้บังคับการเรือกล่าวไม่ยุติธรรมที่จะเปรียบเทียบเรือบรรทุกเครื่องบินชั้น Ford ใหม่กับเรือชั้น Nimitz เก่า

'Unfair' to compare new class to Nimitz carriers, says Ford commanding officer







USS Gerald R Ford returned to Norfolk, Virginia, after an eight-month deployment that tested the ship's new technologies. (Janes/Michael Fabey)

ระหว่างการวางกำลังระยะเวลา 8เดือนรวมถึงการปฏิบัติการในทะเล Mediterranean เรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ CVN-78 USS Gerald R Ford กองทัพเรือสหรัฐฯ(USN: US Navy) ได้ตรงการคาดการณ์การปฏิบัติการสำหรับเรือบรรทุกเครื่องบินชั้นใหม่
ที่จะบดบังเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ชั้น Nimitz ที่เรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ชั้น Ford ใหม่กำลังจะทดแทน ตามที่กล่าวโดย นาวาเอก Rick Burgess ผู้บังคับการเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Gerald R Ford

"มันเป็นการเปรียบเทียบที่ไม่ยุติธรรม" นาวาเอก Burgess กล่าวเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2024 ระหว่างการบรรยายสรุปริมท่าเทียบเรือกับสื่อในช่วงเวลาที่เรือบรรทุกเครื่องบิน USS Gerald R Ford จอดเทียบท่าฐานทัพเรือ Norfolk มลรัฐ Virginia ฐานที่ตั้งของเรือ
หลังการวางกำลังของเรือซึ่งถูกเพิ่มขยายออกไป 75วันเพื่อสนับสนุนปฏิบัติการในทะเล Mediterranean ในความขัดแย้งที่ปะทุขึ้นในอิสราเอล(https://aagth1.blogspot.com/2023/10/iron-dome-mdtf.html)

ระหว่างช่วงเวลาการวางกำลัง 239วันดำเนินไปอยู่ เรือบรรทุกเครื่องบิน USS Gerald R Ford และลูกเรือได้เนินการรับส่งกำลังบำรุง 43เครื่อง, ปูมเรือบันทึกการปฏฺิบัติการบินอย่างน้อย 17,826ชั่วโมงบิน และ 10,396เที่ยวบิน,
เดินเรือเป็นระยะทางอย่างน้อย 83,476nmi และลำเลียงเชื้อเพลิง 20.7 million gallons(78.4 million litres) โดยปราศจากอุบัติเหตุ(https://aagth1.blogspot.com/2021/08/cvn-78-uss-gerald-r-ford.html)

เรือบรรทุกเครื่องบิน USS Gerald R Ford ยังได้ดำเนินการเคลื่อนย้ายอากาศยานบนดาดฟ้าบิน 33,444ครั้ง, การเคลื่อนย้ายอากาศยานในโรงเก็บอากาศยาน 3,124ครั้ง, การเคลื่อนย้ายอากาศยานบน lift 2,883ครั้ง,
การพัฒนาการการเติมเชื้อเพลิงอากาศยาน 16,351ครั้ง และการขนส่งแผ่นรอง pallets ของสัมภาระและจดหมาย 8,850ครั้ง(https://aagth1.blogspot.com/2023/04/nimitz-lcs-independence.html)

การปฏฺิบัติการต่างๆเหล่านี้นำไปสู่การทดสอบระบบส่งอากาศยานบินขึ้นและรับกลับมาลงจอด, lift ยกอาวุธ, การออกแบบดาดฟ้า, วิทยาการเครื่องกำเนิดพลังงานขับเคลื่อน และระบบและอุปกรณ์ใหม่อีกหลายรายการของเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Gerald R Ford
ที่มีความหมายถึงการทำให้เรือบรรทุกเครื่องบินเคลื่อนย้ายอากาศยาน, สิ่งปัจจัย และอาวุธได้เร็วขึ้นกว่าอย่างมากกว่าเรือบรรทุกเครื่องบินชั้น Nimitz(https://aagth1.blogspot.com/2023/04/cvn-68-uss-nimitz.html)

นาวาเอก Burgess และพลเรือตรี Erik Eslich ผู้บัญชาการกองเรือบรรทุกเครื่องบินโจมตีที่12(CSG-12, Carrier Strike Group 12) ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์จอดทอดสมอเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Gerald R Ford 
กล่าวกับสื่อระหว่างการบรรยายสรุปว่าระบใหม่ต่างๆของเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Gerald R Ford ปฏิบัติงานได้ตามที่ออกแบบไว้ครับ(https://aagth1.blogspot.com/2021/11/cvn.html)

วันศุกร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2567

เครื่องบินขับไล่ F-16 Block 70 บัลแกเรียเครื่องแรกจาก 16เครื่องเริ่มการสร้างแล้ว

Bulgarian F-16 build begins







Work on the first of 16 F-16 Block 70 aircraft for Bulgaria was officially launched on 16 January. (Lockheed Martin)

บริษัท Lockheed Martin สหรัฐฯได้เริ่มต้นการสร้างเครื่องบินขับไล่ F-16 Block 70 Fighting Falcon เครื่องแรกสำหรับบัลแกเรีย ณ โรงงานอากาศยาน Greenville ของตนในมลรัฐ South Carolina
บริษัท Lockheed Martin ประกาศเหตุการณ์สำคัญเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2024 กล่าวว่าเครื่องบินขับไล่ F-16 Block 70 จำนวน 7เครื่องสำหรับบัลแกเรียขณะนี้ได้กำลังอยู่ในหลากหลายขั้นระยะของการผลิต

หนึ่งในเครื่องบินขับไล่ F-16 Block 70 สำหรับบัลแกเรียเหล่านี้คือเครื่องรหัสโรงงาน MY-01 ได้ถูกลงลายเซ็นชื่อบนชิ้นส่วนตัวเครื่องโดยรัฐมนตรีกลาโหมบัลแกเรีย Todor Tagarev
เครื่องบินขับไล่ F-16 Block 70 เครื่องแรกของบัลแกเรียมีกำหนดจะทำการบินครั้งแรกของตนภายหลังในปี 2024 การส่งมอบมาถึงบัลแกเรียถูกระบุว่าจะดำเนินขึ้นในปี 2025

บัลแกเรียได้ลงนามนามจัดหาเครื่องบินขับไล่ F-16C/D Block 70 จำนวน 8เครื่องภายใต้สัญญาขั้นต้น โดยมีสัญญาตามมาสำหรับเพิ่มอีก 8เครื่องโดยการส่งมอบจะดำเนินการตั้งแต่ปี 2027
เครื่องบินขับไล่ F-16C/D Block 70 จำนวน 16เครื่องเหล่านี้จะประจำการในกองทัพอากาศบัลแกเรีย(BuAF: Bulgarian Air Force) โดยเต็มทั้งฝูงบิน(https://aagth1.blogspot.com/2023/09/lockheed-martin-f-16-block-70-8.html)

การฝึกนักบินและช่างอากาศยานของบัลแกเรียได้มีขึ้นในสหรัฐฯกับเครื่องบินขับไล่สองที่นั่ง F-16D ที่บริจาคให้ภายใต้รูปแบบยุทโธปกรณ์ส่วนเกิน Excess Defense Articles(EDA)(https://aagth1.blogspot.com/2022/04/f-16v-block-70-8.html)
ตามที่เป็นรุ่นที่ทันสมัยที่สุดของเครื่องบินขับไล่ตระกูล F-16 Fighting Falcon เครื่องบินขับไล่ F-16 Block 70 ติดตั้งเครื่องยนต์ไอพ่น turbofan แบบ General Electric F100-GE-129D

(เครื่องบินขับไล่ F-16 Block 72 ติดตั้งเครื่องยนต์ไอพ่น turbofan แบบ Pratt & Whitney F100-PW229EEP ขณะที่เครื่องบินขับไล่ F-16V เป็นการกำหนดแบบหมายถึงการนำโครงสร้างอากาศยานเครื่องเดิมมาสร้างใหม่ที่ได้ทำให้มีมาตรฐานเดียวกัน)
เครื่องบินขับไล่ F-16 Block 70/72 ติดตั้ง AESA(Active Electronically Scanned Array) radar แบบ Northrop Grumman AN/APG-83 มีพื้นฐานพัฒนาจาก radar แบบ AN/APG-80 ที่ติดตั้งในเครื่องบินขับไล่ F-16E/F Block 60 และยังรู้จักในชื่อ SABR(Scalable Agile Beam Radar)

ระบบ computer ภารกิจใหม่ของ Raytheon, เครือข่าย Link 16 datalink, จอแสดงผลห้องนักบินสมัยใหม่, ระบบสงคราม electronic(EW: Electronic Warfare) ที่เพิ่มขยาย และระบบหลีกเลี่ยงการบินชนพื้น(GCAS: Ground-Collision Avoidance System)
เมื่อถูกส่งมอบเครื่องบินขับไล่ F-16C/D Block 70 จำนวน 16เครื่องจะทดแทนจะทดแทนเครื่องบินขับไล่ Mikoyan MiG-29(NATO กำหนดรหัส Fulcrum) กองทัพอากาศบัลแกเรีย ซึ่งประจำการมาตั้งแต่ยุค Warsaw Pact ที่เก่าและล้าสมัยซึ่งได้บริจาคให้ยูเครนครับ

วันพฤหัสบดีที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2567

DRDO อินเดียจะเปิดตัวต้นแบบรถถังเบา Zorawar

DRDO rolls out light tank prototype





The DRDO showcased a scale model of the Zorawar light tank at Defexpo 2022 held in October 2022 in Gandhinagar. (Janes/Kapil Kajal)

องค์การวิจัยและพัฒนากลาโหมอินเดีย(DRDO: Defence Research and Development Organisation) ได้ "ประสบความสำเร็จ" การพัฒนาต้นแบบที่มีการทำงานเต็มรูปแบบของรถถังเบา Zorawar
Vipin Kumar Kaushik ผู้อำนวยการกองการต่อประสานสาธารณะ(Directorate of Public Interface) ของ DRDO อินเดียกล่าวกับ Janes เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2024

"ต้นแบบของรถถังเบาขณะนี้จะเข้าสู่การดำเนินการทดสอบการพัฒนาภายใน DRDO และการทดลองโดยผู้ใช้งานโดยกองทัพบกอินเดีย(Indian Army) จะเริ่มต้นในสิ้นปี 2024 หรือต้นปี 2025" Kaushik
DRDO อินเดียจะจัดแสดงต้นแบบของรถถังเบา Zorawar ณ งานแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ Defexpo 2024 ที่จัดขึ้นใน Ahmedabad ในวันที่ 15 มีนาคม 2024 นี้เขาเสริม

DRDO อินเดียได้พัฒนารถถังเบา Zorawar ในความร่วมมือกับบริษัท Larsen & Toubro(L&T) อินเดียสำหรับความต้องการรถถังเบาของกองทัพบกอินเดีย ที่จะวางกำลังในเทือกเขา Himalayas 
ตลอดแนวเส้นควบคุมแท้จริง(LAC: Line of Actual Control) กับจีน(https://aagth1.blogspot.com/2022/10/drdo-zorawar.html, https://aagth1.blogspot.com/2022/09/zorawar.html)

กองทัพบกอินเดียได้ออกเอกสารขอข้อมูล(RFI: Request for information) ในเดือนเมษายน 2021 เพื่อที่จะจัดหารถถังจำนวน 354คันที่ผลิตในประเทศสำหรับการวางกำลังในภูมิประเทศที่ท้าทาย
ตามเอกสารขอข้อมูล RFI น้ำหนักของรถถังควรจะต้องไม่เกิน 25tons และจะต้องมีความสามารถที่จะบรรทุกกำลังพลประจำรถได้ 3นาย รถถังต้องมีคุณลักษณะติดตั้งอาวุธหลักปืนใหญ่รถถังขนาด 105mm และอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้รถถัง(ATGM: Anti-Tank Guided Missile) ยุคที่3

รถถังจะต้องติดตั้งระบบป้องกันเชิงรุก APS(Active Protection System), เกราะปฏิกิริยาแรงระเบิด ERA(Explosive Reactive Armour), ระบบมาตรการต่อต้าน elctronic(ECM: Electronic Countermeasures) เชิงรุกและเชิงรับ,
ระบบแจ้งเตือนอาวุธปล่อยนำวิถี, ระบบป้องกันนิวเคลียร์ ชีวะ เคมี(NBC: Nuclear, Biological, Chemical), กล้องกลางวันและกลางคืน 360degrees, ระบบอำนวยการสนามรบ(BMS: Battle Management System) และระบบนำร่อง hybrid

DRDO ได้จัดแสดงแบบจำลองย่อขนาดของรถถังเบา Zorawar ณ งานจัดแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ Defexpo 2022 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 18-22 ตุลาคม 2022 ใน Gandhinagar, รัฐ Gujarat อินเดีย
บริษัท L&T อินเดียได้รับคำสั่งจัดหาจากกระทรวงกลาโหมอินเดียสำหรับการผลิตรถถังหลัก Zorawar ระยะแรกจำนวน 59คันสำหรับกองทัพบกอินเดียแล้วครับ