วันอาทิตย์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

กองทัพเรือไทยลาดตระเวนร่วมกับกองทัพเรืออินเดียในทะเลอันดามันและกองทัพเรือเวียดนามในอ่าวไทย




Royal Thai Navy's FFG-457 HTMS Kraburi, the Chao Phraya-class guided-missile frigate along with Indian Navy's P64 INS Karmul, the Kora-class corvette on 30th INDO-THAI COORDINATED PATROL (INDO-THAI CORPAT) at Andaman sea in 18-20 November 2020.








Royal Thai Navy's OPV-552 HTMS Prachuap Khiri Khan, the Krabi-class offshore patrol vessel and FS-533 HTMS Longlom, the Khamronsin-class corvette along with Vietnam People's Navy HQ-264 and HQ-265, the Project 10412 Svetlyak-class patrol boats
on 42th joint patrol and exchange exercise at Gulf of Thailand in 18-20 November 2020.

เรือหลวงกระบุรี และเรือรบกองทัพเรืออินเดีย ลาดตระเวนร่วมกันในพื้นที่ทะเลอันดามัน แบบ New Normal
ภาพการปฏิบัติการระหว่างเรือหลวงกระบุรี และเรือรบกองทัพเรืออินเดีย ขณะลาดตระเวนร่วมกัน ภายใต้รหัส INDO - THAI COORDINATED PATROL (INDO – THAI CORPAT) ครั้งที่ ๓๐ ระหว่างวันที่ ๑๘ - ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๓ ในพื้นที่ทะเลอันดามัน 
บริเวณแนวเขตแดนทางทะเลของทั้ง ๒ ประเทศ ภายใต้มาตรการ "New Normal"  อย่างเคร่งครัด นับว่าเป็นการกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างกองทัพเรือไทยและกองทัพเรืออินเดีย ให้มีความแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น

ลาดตระเวนร่วมไทย-เวียดนาม ครั้งที่ 42 
กองทัพเรือไทยและกองทัพเรือเวียดนามจัดการลาดตระเวนร่วมครั้งที่ 42 ในทะเลบริเวณพื้นที่เหลื่อมทับทางทะเล ไทย-เวียดนาม ที่มีเส้นแบ่งพื้นที่จากการตกลงร่วมกันเรียกว่าเส้น KC Line ระหว่างวันที่ 18-20 พ.ย.63 ที่ผ่านมา
นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2540 จากเวทีการประชุมระหว่างกองทัพเรือไทยและกองทัพเรือเวียดนาม เป็นต้นมา กองทัพเรือไทย และ กองทัพเรือเวียดนามได้จัดให้มีการลาดตระเวนร่วมในพื้นที่เหลือมทับระหว่างกันเป็นประจำ โดยในครั้งนี้เป็นครั้งที่ 42 
ทั้งนี้ในระหว่างการลาดตระเวนร่วมในพื้นที่ดังกล่าว ได้มีการจัดการฝึกระหว่างหมู่เรือลาดตระเวนเพื่อสร้างความเข้าใจในการปฏิบัติการร่วมกันในอนาคต โดยมีการฝึกการสื่อสารทางทัศนะ (SEMAPHOR) ได้แก่ ธงสองมือ และ โคมไฟสากล 
การฝึกพล๊อตตราทางเป้า (PLOTEX) การฝึกค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยในทะเล (SAREX) และ การฝึกใช้บรรณสารร่วมในอาเซียน (CUES) 
ในการลาดตระเวนร่วมในครั้งนี้ กองทัพเรือไทย ได้จัดเรือจากทัพเรือภาคที่ 1 คือ ร.ล.ประจวบคีรีขันธ์ และ ทัพเรือภาคที่ 2 คือ ร.ล.ล่องลม โดยมี น.อ.ศุภสิทธ์ บูรณะโอสถ เป็นผู้บังคับหมู่เรือ 
ส่วนกองทัพเรือเวียดนามได้จัดเรือจากภูมิภาคทหารเรือที่ 5 จำนวน 2 ลำ คือ เรือตรวจการณ์ชั้น Svetlyak จำนวน 2 ลำ คือ เรือ HQ-264 และ เรือ HQ-265 โดยการลาดตระเวนร่วมครั้งที่ 42 เป็นไปด้วยความเรียบร้อย
Admin Langsdorff



ระหว่างวันที่ ๑๘-๒๐ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๖๓(2020) ซึ่งวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ของทุกปีเป็นวันกองทัพเรือไทยนั้น กองทัพเรือไทย(RTN: Royal Thai Navy) ได้ดำเนินการปฏิบัติการลาดตระเวนทางทะเลร่วมกับมิตรประเทศทั้งในฝั่งทะเลอ่าวไทยและฝั่งทะเลอันดามันพร้อมกัน
คือการลาดตระเวนร่วมในพื้นที่ทะเลอันดามันระหว่างเรือฟริเกตชุดเรือหลวงเจ้าพระยา คือ เรือหลวงกระบุรี(https://aagth1.blogspot.com/2019/04/c-802a.html) ในสังกัดกองเรือภาคที่๓(RTN 3rd Naval Area Command) 
ร่วมกับกองทัพเรืออินเดีย(Indian Navy) ที่ส่งเรือคอร์เวตชั้น Project 25A Kora คือ P64 INS Karmul ซึ่งเป็นเรือคอร์เวตติดอาวุธปล่อยนำวิถีที่อินเดียต่อเองในประเทศรวมทั้งหมดสี่ลำ มาลาดตระเวนร่วมกับไทย

และการลาดตระเวนร่วมในพื้นที่ทะเลอ่าวไทยระหว่างเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชุดเรือหลวงกระบี่ คือ เรือหลวงประจวบคีรีขันธ์(https://aagth1.blogspot.com/2019/09/blog-post_28.html
และเรือตรวจการณ์ปราบเรือดำน้ำชุดเรือหลวงคำรณสินธุ คือ เรือหลวงล่องลม(https://aagth1.blogspot.com/2020/04/msi-30mm.html) ในสังกัดกองเรือภาคที่๑(RTN 1st Naval Area Command)
ร่วมกับกองทัพเรือประชาชนเวียดนาม(VPN: Vietnam People's Navy) ที่ส่งเรือตรวจการณ์ชั้น Project 10412 Svetlyak สองลำจากที่จัดหาจากรัสเซียทั้งหมดหกลำ คือ เรือตรวจการณ์ HQ-264 และเรือตรวจการณ์ HQ-265 มาลาดตระเวนร่วมกับไทย

การลาดตระเวนร่วมในทะเลอันดามันระหว่างกองทัพเรือไทยและกองทัพเรืออินเดียภายใต้รหัส INDO-THAI CORPAT(INDO - THAI COORDINATED PATROL) ล่าสุดนี้นั้นเป็นครั้งที่๓๐ แล้ว 
ขณะที่การลาดตระเวนร่วมในอ่าวไทยระหว่างกองทัพเรือไทยและกองทัพเรือประชาชนเวียดนามล่าสุดเป็นครั้งที่๔๒ นับตั้งแต่ที่มีการประชุมสร้างความสัมพันธ์ใหม่ระหว่างกองทัพเรือทั้งสองชาติในปี พ.ศ.๒๕๔๐(1997) เป็นต้นมา
เป็นการแสดงให้เห็นถึงว่ากองทัพเรือไทยมีความพร้อมในการปฏิบัติการลาดตระเวนตรวจการณ์ทะเลของไทยตลอดเวลา และมีความร่วมมืออันดีกับกองทัพเรือมิตรประเทศทุกชาติรอบด้านของไทย เป็นกองทัพเรือที่ประชาชนเชื่อมั่นและภาคภูมิใจครับ

วันเสาร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

MBDA จะพัฒนาอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น MHT/MLP สำหรับเฮลิคอปเตอร์โจมตี Tiger ฝรั่งเศส

MBDA to develop MHT/MLP for French MAST-F requirement



The MHT/MLP missiles will equip the French Army’s Mk III standard upgrade Airbus Helicopters EC665 Tigre/Tiger Mk3 standard attack helicopters. (MBDA)



รัฐบาลฝรั่งเศสได้เลือกบริษัท MBDA ยุโรปเพื่อจะพัฒนาแนวคิดอาวุธปล่อยนำวิถีลำดับชั้นสูง/พิสัยไกล MHT/MLP(Missile Haut de Trame/Missile Longue Portée, High Tier Missile/Long Range Missile) ตามแนวทางออกที่ต้องการ
สำหรับโครงการอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นทางยุทธวิธีอนาคต MAST-F(Missile Air-Surface Tactique Futur, Future Tactical Air-Surface Missile) ของสำนักงานจัดหากลาโหมฝรั่งเศส(DGA: Direction Générale de l'Armement)

อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น MHT/MLP จะติดตั้งกับเฮลิคอปเตอร์โจมตีมาตรฐาน Airbus Helicopters EC665 Tigre/Tiger Mk3 มาตรฐานปรับปรุง Mk III ของกองทัพบกฝรั่งเศส(French Army, Armée de Terre) ซึ่งงานในกำหนดการปัจจุบันจะเริ่มต้นในกรอบระยะเวลาปี 2023
และจะทดแทนอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น Lockheed Martin AGM-114K1A/114N1A Hellfire II ที่ประจำการอยู่ในฐานะระบบอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นหลักของเฮลิคอปเตอร์โจมตี Tiger HAD(Hélicoptère d'Appui Destruction) ฝรั่งเศส

ในขั้นต้นการตัดสินใจของรัฐบาลฝรั่งเศสสืบเนื่องจากผลที่ตามมาของการประกาศสัญญาวงเงิน 1.657 million Euros($2 million) ในเดือนตุลาคม 2017 สำหรับศึกษารวบรวมการประเมินค่าทางเลือกแนวคิดอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นของ MBDA สามแบบ
MHT/MLP, European Modular Missile-Heavy(EMM-H) และ Brimstone 3 เพื่อสาธิตผ่านการวิเคราะห์และการจำลองสถานการณ์, ค่าสมรรถนะของแต่ละแนวคิดอาวุธต่อความต้องการการปฏิบัติการของกองทัพบกฝรั่งเศส

ตามมาด้วยการศึกษาการลดความเสี่ยงการประกอบย่อยต่างๆ(การเชื่อมโยงเครือข่าย datalink, ระบบขับเคลื่อน และการบูรณาการอาวุธปล่อยนำวิถีกับระบบเฮลิคอปเตอร์โจมตี Tiger)
ควบคู่ไปกับการสนับสนุนการพัฒนาวิทยาการจาก DGA อำนวยความสะดวกการเตรียมการของโครงการ MHT/MLP สำหรับการตัดสินใจโครงการ MAST-F

การประกาศการตัดสินใจโครงการอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น MAST-F เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2020 รัฐมนตรีกระทรวงกองทัพฝรั่งเศส นาง Florence Parly 
อธิบายคุณลักษณะอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น MHT/MLP ที่ยังไม่ได้รับการพัฒนาว่าเป็น 'อาวุธปล่อยนำวิถีที่แทบจะไม่มีทางผิดพลาด' สำหรับการปรับปรุง ฮ.โจมตี Tiger(https://aagth1.blogspot.com/2015/12/tiger-7.html)

แนวคิดอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น MHT/MLP จะถูกสร้างขึ้นโดยใช้พื้นฐานของอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้รถถัง MMP(Missile Moyenne Portée) ด้วยสถาปัตยกรรม modular ทำให้ง่ายต่อการการบูรณาการเข้ากับระบบต่างๆ(https://aagth1.blogspot.com/2018/04/mmp.html
MHT/MLP ที่มีระยะยิงมากกว่า 8km จะมีน้ำหนักน้อยกว่าอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นลักษณะเดียวกันในตลาดถึงร้อยละ20 หรือลดน้ำหนักลงไปเกือบ 100kg ทำให้ ฮ.โจมตี Tiger สามารถติดตั้งได้สูงสุด 8นัดโดยเพิ่มเชื้อเพลิงภายในได้มากขึ้นเพื่อเพิ่มระยะเวลาปฏิบัติการได้นานขึ้นครับ

วันศุกร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

ญี่ปุ่นทำพิธีปล่อยเรือฟริเกตอเนกประสงค์ใหม่ลำแรกลงน้ำ FFM-2 Kumano

Mitsui E&S launches first 3,900 tonne-class multirole frigate for JMSDF






On 19 November Japan’s Mitsui E&S Shipbuilding launched Kumano , the first of a planned fleet of 22 3,900 tonne-class multirole frigates for the JMSDF. (Mitsui E&S)





บริษัท Mitsui E&S Shipbuilding ญี่ปุ่นได้ทำพิธีปล่อยเรือลงน้ำของเรือฟริเกตอเนกประสงค์ลำแรกตามแผนกองเรือ 22ลำ สำหรับกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่น(JMSDF: Japan Maritime Self-Defense Force)
เรือฟริเกต FFM-2 JS Kumano (หมายเลขเรือ 2) ถูกปล่อยลงน้ำในพิธีที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2020 ณ อู่เรือ Tamano Works ของบริษัท Mitsui ทางตอนใต้ของจังหวัด Okayama และคาดว่าจะเข้าประจำการในเดือนมีนาคม 2022

เรือฟริเกต FFM-2 Kumano จริงๆแล้วเป็นเรือลำที่สองของชั้นที่ได้รับการสั่งจัดหาจากกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่น(https://aagth1.blogspot.com/2018/11/mitsubishi-2.html) โดยเรือลำแรกของชั้นซึ่งยังไม่ได้รับการเปิดเผยชื่อเรือเดิมมีกำหนดจะปล่อยลงน้ำในเดือนพฤศจิกายน 2020
แต่การสร้างเรือฟริเกตแบบ FFM ลำแรก ณ อู่เรือของบริษัท Mitsubishi Heavy Industries(MHI) ญี่ปุ่นในเมือง Nagasaki มีความล่าช้าเนื่องจากปัญหาที่เกิดกับระบบเครื่องยนต์ gas turbine ของเรือฟริเกต

กองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่นยังคงให้การยึดถือว่าเรือฟริเกต FFM-2 Kumano เป็นเรือลำที่สองของชั้น แม้ว่าเธอจะเป็นเรือลำแรกถูกที่ปล่อยเรือลงน้ำก่อนเรือพี่สาวคือเรือฟริเกต FFM-1 ที่จะเป็นเรือลำแรกของชั้นก็ตาม (Kumano ถูกตั้งเป็นชื่อเรือมาแล้วสองครั้งคือ
เรือลาดตระเวนหนักชั้น Mogami ลำที่สี่ในชั้นย่อยเรือลาดตระเวนหนัก Suzuya โดยเรือลาดตระเวนหนัก Kumano จมในการรบที่ฟิลิปปินส์เดือนพฤศจิกายน 1944 ต่อมาหลังสงครามถูกตั้งเป็นชื่อเรือพิฆาตคุ้มกันชั้น Chikugo โดยเรือพิฆาตคุ้มกัน DE-224 JDS Kumano ปลดประจำการในปี 2001)

ตามข้อมูลจากกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่น เรือฟริเกต Kumano จะมีกำลังพลประจำเรือประมาณ 90นาย ระวางขับน้ำปกติที่ 3,900 tonnes, ความยาวเรือ 132.5m, กว้าง 16.3m และกินน้ำลึก 9m
โฆษกกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่นกล่าวกับ Janes ว่าเรือฟริเกตชั้นใหม่นี้จะต้องการจำนวนลูกเรือน้อยกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับเรือฟริเกตชั้นอื่นๆ และค่าใช้จ่ายในการสร้างนั้นจะต่ำกว่าเนื่องจากขนาดที่กะทัดรัดของเรือ

โดยใช้กำลังจากระบบขับเคลื่อนแบบ CODAG(Combined Diesel and Gas) ประกอบด้วยเครื่องยนต์ดีเซล MAN 12V28/33D STC สองเครื่อง และเครื่องยนต์ gas turbine แบบ Rolls-Royce MT30 หนึ่งเครื่อง
เรือฟริเกต Kumano คาดว่าจะมีขีดความสามารถในการคงการทำความเร็วได้สูงสุดที่อย่างน้อย 30knots โดยมีระวางขับน้ำสูงสุดที่ราว 5,500-6,000 tonnes

ตามข้อมูลจากกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่น เรือฟริเกตแบบ FFM ใหม่ซึ่งมีจุดประสงค์ในการดำเนินภารกิจตรวจการณ์ในน่านน้ำรอบหมู่เกาะญี่ปุ่น จะได้รับการติดตั้งด้วยการขยายขีดความสามารถอย่างพหุภารกิจ รวมถึงขีดความสามารถในการปฏิบัติการสงครามต่อต้านทุ่นระเบิด
เรือฟริเกตแบบ FFM แต่ละลำจะรองรับการปฏิบัติการและวางกำลังเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทางทะเล Mitsubishi SH-60L Seahawk ไปกับเรือได้ 1เครื่อง เช่นเดียวกับยานผิวน้ำไร้คนขับ(USV: Unmanned Surface Vehicle) และยานใต้น้ำไร้คนขับ(UUV: Unmanned Underwater Vehicle) 

ระบบอาวุธที่คาดว่าจะติดตั้งประกอบด้วยอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศพิสัยกลาง Type 03(Chu-SAM Kai), ปืนเรือหลัก Mk45 Mod4  5"/62cal, แท่นยิงแนวดิ่ง Mk41 VLS(Vertical Launch System) 16ท่อยิง, 
อาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำ Type 17(SSM-2) แท่นยิง 8นัด, Torpedo เบาปราบเรือดำน้ำแบบ Type 12 ในแท่นยิง 3ท่อสองแท่น และระบบป้องกันระยะประชิด(CIWS: Close-In Weapon System) อาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ SeaRAM ครับ

Embraer บราซิลได้รับสัญญาการขายเครื่องบินลำเลียง KC-390 แก่ฮังการี

Embraer secures Hungarian KC-390 airlifter sale


Hungary is to become the third operator of the KC-390, after Brazil and Portugal. The country is to receive two aircraft between 2023 and 2024. (Janes/Gareth Jennings)


The KC-390 for Hungary will be particularly configured for air-to-air refuelling of the service’s Saab Gripen C/D fighters.







บริษัท Embraer Defense and Security บราซิล จะส่งมอบเครื่องบินลำเลียงทางยุทธวิธีสองเครื่องยนต์ไอพ่น KC-390 Millennium จำนวน 2เครื่องแก่กองทัพอากาศฮังการี(HuAF: Hungarian Air Force, Magyar Légierő) โดยการส่งมอบจะมีขึ้นระหว่างปี 2023-2024 
บริษัท Embraer บราซิลประกาศเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2020 สัญญาที่ไม่เปิดเผยจำนวนวงเงินได้รับการลงนามกับรัฐบาลฮังการีในวันเดียวกันยังรวมถึงการฝึกนักบินและช่างอากาศยาน เช่นเดียวกับการสนับสนุนการส่งกำลังบำรุงและสิ่งอุปกรณ์อื่นๆ

เครื่องบินลำเลียง KC-390 Millennium สำหรับฮังการีจะได้รับการปรับแต่งรูปแบบโดยเฉพาะสำหรับการปฏิบัติการลำเลียงทางยุทธวิธี, การเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศแก่เครื่องบินขับไล่ Saab Gripen C/D ของกองทัพอากาศฮังการี
และสำหรับภารกิจการส่งกลับทางสายแพทย์ เครื่องบินลำเลียง KC-390 ฮังการีจะเป็นเครื่องบิบแบบแรกของรุ่นที่รวมการจัดเตรียมอุปกรณ์และเครื่องมือสำหรับพื้นที่ห้องผู้ป่วยหนัก(ICU: Intensive Care Unit)

ฮังการีเป็นลูกค้าส่งออกรายที่สองสำหรับเครื่องบินลำเลียง KC-390 บราซิล ตามหลังโปรตุเกสลงนามสัญญาจัดหาวงเงิน 827 million Euros($920 million) เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2019 สำหรับ KC-390 จำนวน 5เครื่อง
โดยการส่งมอบให้แก่ฝูงบิน 501 'Bisontes'(Squadron 501, Esquadra 501) กองทัพอากาศโปรตุเกส(Portuguese Air Force, FAP: Força Aérea Portuguesa) มีกำหนดการเกิดขึ้นระหว่างปี 2023-2027(https://aagth1.blogspot.com/2019/07/embraer-kc-390.html)

บราซิลได้สั่งจัดซื้อเครื่องบินลำเลียง KC-390 ในสายการผลิตจำนวน 28เครื่องก่อนหน้าแล้ว โดย 3เครื่องได้รับมอบแล้วเครื่องที่4 มีกำหนดจะเข้าประจำการในปลายปี 2020 การส่งมอบเครื่องมีกำหนดจะเสร็จสิ้นในปี 2027 
ตามแผนปัจจุบันของกองทัพอากาศบราซิล(Brazilian Air Force, FAB: Força Aérea Brasileira)(https://aagth1.blogspot.com/2019/12/kc-390.html, https://aagth1.blogspot.com/2019/09/embraer-kc-390.html)

เครื่องบินลำเลียง KC-390 Millennium มีมีพื้นที่บรรทุกภายใน 170ลูกบาศก์เมตร(รวมประตูท้าย) มีน้ำหนักบรรทุกสูงสุด 23tonnes(หรือน้ำหนักบรรทุกสูงสุด 26tonnes เมื่อรวมสัมภาระไว้ที่จุดศูนย์ถ่วง)
KC-390 มีขีดความสามารถในการบินขึ้นลงจอดจากสนามบินขรุขระ ทำให้สามารถลงจอดบนทางวิ่งที่มีพื้นผิวดินอ่อนตามการทดสอบ California Bearing Ratio(CBR) ระดับ 4 ได้ 

KC-390 มีความเร็วเดินทางสูงสุดที่ 470knots(870km/h) มีเพดานบินสูงสุด 36,000feet มีพิสัยทำการไกลสุด(เมื่อบรรทุกสัมภาระหนัก 23tonnes) ที่ 1,380nmi(2,556km) หรือบินได้ไกลสุดโดยใช้ถังเชื้อเพลิงภายในลำตัวที่ 4,640nmi 
พิสัยทำการสามารถขยายเพิ่มได้โดยการเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ KC-390 การปรับแต่งเครื่องในรูปแบบภารกิจปกติตามที่ให้มาโดยกองทัพอากาศบราซิล KC-390 สามารถติดตั้งแผ่นรองสัมภาระมาตรฐาน 463L จำนวน 7แผ่น(2.74x2.23m), แผ่น 463L จำนวน 6แผ่น 

บวกทหาร 36นาย หรือพลร่ม 30นาย, ทหาร 80นาย หรือพลร่ม 66นาย,รถยนต์บรรทุกขนาดเดียวกับ รยบ.HMMWV(High-Mobility Multipurpose Wheeled Vehicle) จำนวน 3คัน, เฮลิคอปเตอร์ Sikorsky UH-60 Black Hawk จำนวน 1เครื่อง และยานเกราะล้อยาง LAV-25 8x8 จำนวน 1คัน
อย่างไรก็ตามด้วยลูกค้าอย่างเป็นทางการสามรายในขณะนี้ การล่มสลายของข้อตกลงกลุ่มร่วมทุน Boeing-Embraer สหรัฐฯ-บราซิล ในเดือนเมษายน 2020 น่าจะทำให้การทำตลาดของ KC-390 มีความยุ่งยากมากขึ้นครับ(https://aagth1.blogspot.com/2020/04/boeing-embraer.html)

วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

Walkaround ยานเกราะล้อยาง VN1 8x8 กองทัพบกไทย

Walkaround: Royal Thai Army's Norinco VN1 8x8 wheeled armoured vehicle at Cavalry Center, Fort Adisorn, Saraburi province, Thailand in November 2020.

Royal Thai Army's VN1 and Norinco VT4 main battle tank.

VN1 ทบ.ไทยวิ่งโชว์ในภูมิประเทศ .....Photo Sompong Nondhasa

เขี้ยวเล็บสำคัญทบ.ไทย......รถถังหลัก VT4 เคียงคู่เป็นครั้งแรก กับยานเกราะล้อยาง VN1 ผลิตโดย นอรินโค ประเทศจีน ...Photo Sompong Nondhasa

ชมรอบตัวภายในภายนอกของ VN1 คร้้งแรก!...มีอะไรบ้าง? ...หลังจากที่ยานเกราะล้อยาง 8X8 VN1 ได้เข้าประจำการในกองทัพบกไทยมาสักระยะหนึ่ง เราไม่ค่อยได้มีโอกาสเห็นรายละเอียดของยานรบที่ผลิตโดย NORINCO ประเทศจีนกันมากนัก 
อีกทั้งกองทัพบกยังไม่ได้เปิดตัว VN1 อย่างเป็นทางการ ดังนั้น Battlefield Defense จึงพาชมภายใน-ภายนอก ให้ชมกันว่ายานรบ VN1 เฃีีัยวเล็บใหม่ของทบ.ไทยมีหน้าตาเป็นอย่างไรและมีอะไรน่าสนใจกันโดยเฉพาะภายในตัวรถ ...Photo Sompong Nondhasa

ด้านหน้าตัวรถออกแบบอย่างเรียบง่าย

ภาพถ่ายมุมสูงแสดงรูปร่างภายนอกด้านซ้ายของรถ VN1 ซึ่งตัวรถและป้อมปืนทำจากแผ่นเกราะที่มีความแข็งสูง

ตัวรถนอกจากมีแผ่นเหล็กเกราะแล้วยังเสริมด้วยเกราะคอมโพสิต ทำให้เกิดการป้องกันที่มีประสิทธิภาพ

ไฟส่องสว่างด้านหน้ามีซี่เหล็กป้องกันไว้ด้วย

มุมมองด้านข้างซ้ายของ VN1 จะเห็นลวดลายพรางสี่สีด้วยกันอย่างชัดเจน

มุมมองด้านข้างและด้านหลังของ VN1



บนหลังคารถติดตั้งป้อมปืนอัตโนมัติ ประกอบด้วยอาวุธ ปืนใหญ่อัตโนมัติ ขนาด 30mm ปืนกลร่วมแกน 7.62mm เครื่องยิงลูกระเบิดอัตโนมัติ 40mm เครื่องยิงลูกระเบิดควัน 76mm ทั้งหมดนี้ควบคุมทำการยิงจากภายในตัวรถ
นอกจากอาวุธที่กล่าวมาทั้งหมดแล้ว ยังสามารถติดตั้งอาวุธเสริมเป็นอาวุธนำวิถีต่อสู้รถถัง Red Arrow 73D ได้อีกสามนัด

ภาพด้านหลังของป้อมปืนอัตโนมัติจะเห็นกล่องบรรจุกระสุนได้อย่างชัดเจน

VN1 ใช้ยาง Runflat ทำให้ปฏิบัติการต่อไปได้แม้ยางจะไม่มีลม

มุมมองด้านท้ายรถ มีประตูปิด-เปิดบานใหญ่ สามารถเข้า-ออกจากภายในตัวรถได้อย่างสะดวกสบาย ด้านข้างท้ายรถติดตั้งระบบขับเคลื่อนในน้ำด้วย

ระบบขับเคลื่อนในน้ำติดตั้งท้ายรถ ซึ่งเป็นคุณลักษณะของรถสะเทินน้ำสะเทินบก ความเร็วเคลื่อนที่ในน้ำ 8km/h

มีระบบเติมลมยางอัตโนมัติสามารถเติมลม/ปล่อยลมและตรวจสอบลมยางได้อัตโนมัติ ระบบพยุงตัวรถเป็นแบบอิสระ เพลาขับมีอุปกรณ์ล็อคเฟืองท้าย ช่วยให้รถมีสมรรถนะยอดเยี่ยมในการใช้งานในภูมิประเทศ

หัวใจสำคัญของยานเกราะล้อยาง VN1 ก็คือการติดตั้งระบบควบคุมการยิงอาวุธอัตโนมัติซึ่งพลยิงสามารถทำการยิงและควบคุมการยิงได้จากภายในตัวรถ

ภายในห้องพลขับซึ่งใช้ควบคุมการเคลื่อนที่ของ VN1 ด้านบนมีฝาเปิดสำหรับโผล่หัวออกมาดูทัศนะวิสัยจากภายในได้ หรือใช้เป็นทางเข้า-ออกของพลขับก็ได้เช่นกัน

มุมมองจากพลยิงอาวุธไปยังด้านหน้าซึ่งเป็นห้องของพลขับ ซึ่งสามารถเดินไปมาได้

ภายในติดตั้งระบบวิทยุสื่อสารที่ทันสมัย ด้านข้างมีเก้าอี้เสริมอีกหนึ่งตัวซึ่งสามารถพับเก็บแนบกับด้านข้างตัวรถ

ภายในตัวรถด้านขวาติดตั้งเก้าอี้แบบพับแนบกับตัวรถได้จำนวนหกที่นั่ง

มีระบบ นชค.(NBC: Nuclear, Biological and Chemical) และระบบดับเพลิงอัตโนมัติเพื่อเพิ่มความอยู่รอดในสนามรบ

ภายในตัวออกแบบมาให้มีพื้นที่ว่างและกว้างขวางมีที่นั่งรวมทั้งหมด ๑๓ที่นั่ง สำหรับบรรทุกทหารได้หนึ่งหมู่(๑๑นาย) เก้าอี้สีดำคือที่นั่งของพลควบคุมการยิงอาวุธ

ระบบสื่อสารติดตั้งไว้ด้านข้างซ้ายของตัวรถ มีเก้าอี้หนึ่งตัวสำหรับปฏิบัติการ

ภายในตัวรถมีระบบปรับอากาศ โดยใช้ลมหมุนเวียนที่กำเนิดจากเครื่องยนต์ ติดตั้งไว้ด้านบนรอบตัวรถ เพิ่มความสบายให้กับกำลังพลและพลประจำรถ

แผ่นประตูปิด-เปิด ด้านหลังรถ มีช่องมองและช่องยิงอาวุธจากภายใน 1 ช่อง

แสดงด้านนอกของช่องมองและช่องยิงอาวุธจากภายในรถด้านข้าง

การสาธิตสมรรถนะและอำนาจการยิงของเหล่าทหารม้า กองทัพบกไทย(RTA: Royal Thai Army) แก่นักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ วปอ.สปท.(Thailand National Defence College)
ณ ค่ายอดิศร ศูนย์การทหารม้า จังหวัดสระบุรี ในช่วงเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๖๓(2020) ที่ผ่านมาน่าจะเป็นครั้งแรกที่กองทัพบกไทยได้เปิดตัวยานเกราะล้อยาง Norinco VN1 8x8 ให้สาธารณชนชมอย่างใกล้ชิด
เป็นความคืบหน้าล่าสุดนับตั้งแต่ที่  China North Industries Corporation(Norinco) สาธารณรัฐประชาชนจีนผู้ผลิตได้เปิดเผยวีดิทัศน์ประชาสัมพันธ์การการทดสอบรถที่จีน(https://aagth1.blogspot.com/2019/11/defense-security-2019-norinco-vn1.html) และเริ่มส่งมอบมายังไทย

กองทัพบกไทยได้จัดหายานเกราะล้อยาง VN1 ระยะที่๑ วงเงินประมาณ ๒,๓๐๐ล้านบาท($68 million) ในปี พ.ศ.๒๕๖๐(2017) ประกอบด้วยรถเกราะลำเลียงพล VN1 APC ๓๔คัน,ยานเกราะกู้ซ่อม VS27 ๒คัน, รถซ่อมบำรุงเครื่องมือทางกล ๑คัน และรถซ่อมบำรุงอุปกรณ์ไฟฟ้า ๑คัน
และระยะที่๒ วงเงิน ๒,๒๕๑,๙๒๘,๐๘๖บาท($66,233,17) ประกอบด้วยรถเกราะลำเลียงพล VN1 APC ๓คัน, รถเกราะติดตั้งเครื่องยิงลูกระเบิดหนักขนาด 120mm SM4A ๑๒คัน, รถเกราะกู้ซ่อม VS27 8x8 Recovery Vehicle ๙คัน,
รถเกราะที่บังคับการ(Reconnaissance and Command Vehicle) VE36 ๑๒คัน, รถเกราะพยาบาล VN1 Ambulance ๓คัน และรถซ่อมบำรุง ๒คัน รถซ่อมบำรุงเครื่องมือทางกล ๑คัน และรถซ่อมบำรุงอุปกรณ์ไฟฟ้า ๑คัน พร้อมกระสุนต่างๆ รวมจำนวนที่สั่งจัดหาในทุกรุ่นเป็น ๗๕คัน

กองพันทหารม้าที่๑๐ กรมทหารม้าที่๒ กองพลทหารม้าที่๑ น่าจะเป็นหน่วยแรกที่ได้รับมอบ VN1 8x8 ทดแทนรถเกราะล้อยาง V-150 4x4 และยานเกราะล้อยาง BTR-3E1 8x8 ที่โอนย้ายไปกรมทหารราบที่๒ รักษาพระองค์ และ กรมทหารราบที่๒๑ รักษาพระองค์ กองพลทหารราบที่๒ รักษาพระองค์
เป็นที่เข้าใจว่าหน่วยขึ้นตรงของ ม.๒ พล.ม.๑ อีกสองกองพันคือ กองพันทหารม้าที่๗ และกองพันทหารม้าที่๑๒ น่าจะได้รับมอบรถในระยะต่อไป ตามการจัดหาสองระยะ(https://aagth1.blogspot.com/2020/09/vn1-vt4.html, https://aagth1.blogspot.com/2019/12/vn1-stryker-rta-icv.html)
การเปลี่ยนผ่านอัตราจัดกำลังของ ม.๒ พล.ม.๑ จากทหารม้าลาดตระเวนเป็นทหารม้าบรรทุกยานเกราะ โดยใช้รถเกราะล้อยาง VN1 นั้นถือว่ามีการออกแบบตัวรถและระบบอาวุธและอุปกรณ์ที่ค่อนข้างทันสมัยอยู่บ้าง(ดีกว่า BTR-3 ยูเครนมาก แต่ยังไม่เท่า Stryker สหรัฐฯ) ในภาพรวมน่าพอใจระดับหนึ่งครับ