วันอังคารที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569

ญี่ปุ่นเริ่มต้นเจรจากับอินโดนีเซียเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการส่งมอบเรือพิฆาตชั้น Asagiri มือสอง

Japan, Indonesia begin talks on potential Asagiri-class destroyer transfer





Lead vessel Asagiri , seen here while it was in Joint Base Pearl Harbor-Hickam, Hawaii in 2014. (JMSDF)

กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นประกาศเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2026 ว่ารัฐบาลญี่ปุ่นในกรุง Tokyo และรัฐบาลอินโดนีเซียในนครหลวง Jakarta ได้เห็นชอบที่จะเริ่มต้นการเจรจาหารือต่างๆเกี่ยวกับความร่วมมือด้านยุทโธปกรณ์ป้องกันประเทศ
รวมถึงความเป็นได้ที่จะส่งมอบเรือพิฆาตชั้น Asagiri จำนวนหนึ่งให้แก่กองทัพเรืออินโดนีเซีย(Indonesian Navy, TNI-AL: Tentara Nasional Indonesia-Angkatan Laut)

ข้อตกลงมีขึ้นตามการประชุมร่วมกันในกรุง Tokyo ระหว่างรัฐมนตรีกลาโหมญี่ปุ่น Shinjiro Koizumi และคู่หุ้นส่วนของเขารัฐมนตรีกลาโหมอินโดนีเซีย Sjafrie Sjamsoeddin
ตามข้อมูลจากกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นทั้งสองฝ่ายจะใช้กรอบการทำงานระดับการปฏิบัติงานที่จัดตั้งขึ้นในเดือนพฤษภาคม 2026 เพื่อตรวจสอบในแง่มุมการฝึก, การซ่อมบำรุง, และการปฏิบัติการต่างๆของการส่งมอบที่เป็นไปได้ใดๆ 

การประกาศไม่ได้ถือเป็นการตัดสินใจการส่งมอบแต่เป็นการยืนยันว่าการเจรจาอย่างเป็นทางการต่างๆกำลังอยู่ในการดำเนินการเป็นครั้งแรกในความเป็นไปได้การส่งออกเรือพิฆาตญี่ปุ่นแก่อินโดนีเซีย
ความคืบหน้านี้มีขึ้นตามที่กองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่น(JMSDF: Japan Maritime Self-Defense Force) ได้เริ่มต้นการลดจำนวนกองเรือพิฆาตชั้น Asagiri ของตนลง

เรือพิฆาตชั้น Asagiri เป็นเรือพิฆาตอเนกประสงค์ที่ถูกขึ้นระวางประจำการในกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่นตั้งแต่ปลายปี 1980s เรือพิฆาตชั้น Asagiri ลำแรก เรือพิฆาต DD-151 JS Asagiri
ถูกขึ้นระวางประจำการในเดือนมีนาคม 1988 และถูกปลดระวางประจำการเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2026 หลังจากประจำการมา 38ปีทั้งให้ภารกิจการปฏิบัติการรบและเรือฝึก(https://aagth1.blogspot.com/2026/03/asagiri-dd-151-js-asagiri.html)

เรือพิฆาตชั้น Asagiri ทั้งหมดจำนวน 8ลำถูกต่อขึ้นระหว่างกลางปี 1980s ถึงต้นปี 1990s ประกอบด้วยลำแรก เรือพิฆาต DD-151 JS Asagiri ถูกส่งมอบในเดือนมีนาคม 1988 ในฐานะเรือพิฆาตชั้น Asagiri และภายหลังได้รับการเปลี่ยนแบบเป็นเรือฝึก TV-3516 JS Asagiri ในปี 2005 ก่อนได้รับการคืนกลับเป็นเรือรบแนวหน้าอีกครั้งในปี 2012
เรือพิฆาตชั้น Asagiri ลำที่สอง เรือพิฆาต DD-152 JS Yamagiri ถูกทำพิธีขึ้นระวางประจำการในเดือนมกราคม 1989 ภายหลังถูกเปลี่ยนแบบเป็นเรือฝึก TV-3515 JS Yamagiri ในปี 2004 ก่อนคืนสภาพเป็นเรือรบแนวหน้าในปี 2011 และเปลี่ยนกลับเป็นเรือฝึกอีกครั้งในปี 2025

เรือพิฆาตชั้น Asagiri ลำที่สาม เรือพิฆาต DD-153 JS Yugiri และเรือพิฆาตชั้น Asagiri ลำที่สี่ เรือพิฆาต DD-154 JS Amagiri ถูกทำพิธีขึ้นระวางประจำการในเดือนกุมภาพันธ์ 1989, เรือพิฆาตชั้น Asagiri ลำที่ห้า เรือพิฆาต DD-155 JS Hamagiri ถูกทำพิธีขึ้นระวางประจำการในเดือนมกราคม 1990
เรือพิฆาตชั้น Asagiri ลำที่หก เรือพิฆาต DD-156 JS Setogiri ถูกทำพิธีขึ้นระวางประจำการในเดือนกุมภาพันธ์ 1990, เรือพิฆาตชั้น Asagiri ลำที่เจ็ด เรือพิฆาต DD-157 JS Sawagiri ถูกทำพิธีขึ้นระวางประจำการในเดือนมีนาคม 1990 และเรือพิฆาตชั้น Asagiri ลำที่แปดและลำสุดท้าย เรือพิฆาต DD-158 JS Umigiri ถูกทำพิธีขึ้นระวางประจำการในเดือนมีนาคม 1991 

เรือพิฆาตชั้น Asagiri ถูกออกแบบเป็นระบบเรือคุ้มกันพหุภารกิจ จัดตั้งเป็นองค์ประกอบหลักของกองกำลังกองเรือคุ้มกันอเนกประสงค์ของกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่นเป็นเวลามากกว่าสามทศวรรษ
เรือพิฆาตชั้น Asagiri แต่ละลำมีระวางขับน้ำเต็มที่ที่ประมาณ 4,900tonnes ความยาวเรือรวมที่ 137m และความกว้างที่ 14.6m ระบบขับเคลื่อนติดตั้งเครื่องยนต์ gas turbine แบบ Spey SM1C สี่เครื่องในรูปแบบ COGAG(Combined Gas and Gas) ทำความเร็วได้สูงสุดที่ 30knots 

เรือพิฆาตชั้น Asagiri รองรับกำลังพลประจำเรือที่ประมาณ 220นาย และได้รับการติดตั้งด้วยดาดฟ้าบินและโรงเก็บอากาศยานท้ายเรือรองรับเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทางทะเล Mitsubishi Heavy Industries(MHI)/Sikorsky SH-60J Seahawk หนึ่งเครื่อง(https://aagth1.blogspot.com/2024/01/sh-60l.html)
ในแง่ระบบอาวุธ เรือพิฆาตชั้น Asagiri ติดตั้งแท่นยิงจรวดปราบเรือดำน้ำ Mk 112 ASROC(Anti-Submarine Rocket) แปดท่อยิงสำหรับสงครามปราบเรือดำน้ำ(ASW: Anti‑Submarine Warfare), แท่นยิง Mk 29 แปดท่อยิงสำหรับอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ RIM-7 Sea Sparrow,

และอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นต่อต้านเรือผิวน้ำ RGM-84 Harpoon แท่นยิงสี่ท่อยิงสองแท่นยิง 8นัด ระบบอาวุธปืนรวมถึงปืนเรือหลัก Oto Melara 76mm/62 และระบบป้องกันระยะประชิด(CIWS: Close-In Weapon System) Phalanx สองแท่นยิง
ตามที่เรือพิฆาตชั้น Asagiri ลำแรก เรือพิฆาต DD-151 JS Asagiri ถูกปลดระวางประจำการแล้วทำให้เธอเป็นเรือหนึ่งลำที่พร้อมจะส่งออกให้แก่อินโดนีเซียได้ขณะนี้ เข้าใจว่ากองทัพเรืออินโดนีเซียน่าจะมีความต้องการที่จะจัดหาเรือมากกว่าหนึ่งลำครับ

วันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569

Airbus เปิดตัวเครื่องบินขับไล่ Eurofighter Typhoon โครงการ Quadriga เยอรมนีเครื่องแรกจาก 38เครื่อง

Airbus presents first ‘Quadriga' Eurofighter for Germany







The first of 38 Tranche 4 Project ‘Quadriga' Eurofighters for the Luftwaffe and a Taurus cruise missile were showcased during at Airbus' Defence Summit 2026 in Manching, Germany, on 20 May 2026. (Michaela Stache / AFP via Getty Images)

บริษัท Airbus Defence and Space DS) ยุโรปได้นำเสนอเครื่องบินขับไล่ EF-2000 Eurofighter Typhoon เครื่องแรกที่ถูกจัดหาไว้สำหรับกองทัพอากาศเยอรมนี(Luftwaffe) ภายใต้โครงการ Project 'Quadriga'
เครื่องบินขับไล่ Eurofighter Typhoon หมายเลข 34+03 ถูกเปิดตัว ณ การจัดงานครั้งแรกของการประชุมสุดยอดกลาโหม Airbus Defence Summit 2026 ใน Manching เยอรมนีเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2026

กองทัพอากาศเยอรมนีกำลังจัดหาเครื่องบินขับไล่ Eurofighter Typhoon Tranche 4 รุ่นที่นั่งเดี่ยวจำนวน 30เครื่อง และรุ่นสองที่นั่งจำนวน 8เครื่องภายใต้โครงการ Project Quadriga
เพื่อทดแทนเครื่องบินขับไล่ Eurofighter Typhoon Tranche 1 รุ่นเก่ากว่าทั้งรุ่นที่นั่งเดี่ยวและรุ่นสองที่นั่งรวมจำนวน 38เครื่องเท่ากันที่กำลังจะถูกปลดประจำการ(https://aagth1.blogspot.com/2022/11/eurofighter-typhoon-quadriga.html)

เครื่องบินขับไล่ Eurofighter Typhoon Tranche 4 สร้างใหม่เหล่านี้จะได้รับการติดตั้งด้วย AESA(Active Electronically Scanned Array) radar แบบ European Common Radar System(ECRS) Mk 1 Step 0
ที่โดยพื้นฐานแล้วเป็นมาตรฐานเดียวกับ AESA radar แบบ ECRS Mk 0 สำหรับคูเวต(https://aagth1.blogspot.com/2026/02/eurofighter-typhoon-1.html) และกาตาร์(https://aagth1.blogspot.com/2025/10/eurofighter-typhoon.html)

แต่ AESA radar แบบ ECRS Mk 1 Step 0 จะมีการดัดแปลงต่างๆบางส่วน ก่อนจะทำการปรับปรุงเป็นรุ่น ECRS Mk 1 Step 1 ด้วยสิ่งอุปกรณ์ hardware และชุดคำสั่ง softwere ที่ได้รับการปรับปรุง 'เตรียมพร้อมเพื่ออนาคต'(future-proof)
กองทัพเยอรมนี(Bundeswehr) กล่าวกับ Janes ก่อนหน้านี้ว่าเครื่องบินขับไล่ Eurofighter Typhoon Tranche 4 จำนวน 15เครื่องจาก 38เครื่องภายใต้โครงการ Project Quadriga

จะถูกติดตั้งด้วยกระเปาะสงคราม electronic (EW: Electronic Warfare) แบบ Saab Arexis ที่ตำแหน่งปลายปีกภายใต้ขั้นระยะที่หนึ่ง Step 1 ของโครงการเครื่องบินขับไล่โจมตีสงคราม electronic(EA: Electronic Attack)
แบบ Eurofighter EK(Elektronischer Kampf: Electronic Combat) ของกองทัพอากาศเยอรมนี(https://aagth1.blogspot.com/2025/10/typhoon-tranche-5-eurofighter-ek-20.html)

เครื่องบินขับไล่ Eurofighter Typhoon หมายเลข 34+03 ที่ถูกจัดแสดงในงานประชุม Airbus Defence Summit 2026 ติดตั้งกระเปาะสงคราม electronic แบบ EuroDASS มาตรฐานที่ปลายปีกเช่นเดียวกับเครื่องบินขับไล่ Eurofighter รุ่นต่างๆที่มีอยู่
ตั้งข้อสังเกตว่ากระเปาะสงคราม electronic แบบ Arexis จะได้รับการนำมาติดตั้งใหม่หลังจากที่เครื่องบินอยู่ในประจำการแล้ว(https://aagth1.blogspot.com/2023/12/eurofighter-ek.html)

เหตุการณ์สำคัญการนำเสนอเครื่องบินขับไล่ Typhoon Tranche 4 โครงการ Project Quadriga เครื่องแรกมีขึ้นราว 3ปี 6ปีหลังจากการผลิตได้เริ่มต้นที่สายการประกอบของโรงงานอากาศยาน Manching ในเดือนพฤศจิกายน 2022 ในเวลานั้นกำหนดการนำเข้าประจำการคาดว่าจะเป็นปี 2025 
เครื่องบินขับไล่ Typhoon หมายเลข 34+03 ยังถูกจัดแสดงในงานร่วมกับอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นร่อน Taurus KEPD 350 และอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น MBDA Brimstone ด้วยครับ(https://aagth1.blogspot.com/2024/01/eurofighter-typhoon-brimstone.html)

วันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569

นาวิกโยธินสหรัฐฯปลดประจำการเครื่องบินโจมตี AV-8B Harrier II ฝูงบินสุดท้าย

VMA-223 celebrates sundown as Marine Corps’ final Harrier squadron



















A U.S. Marine Corps (USMC)  AV-8B Harrier II with Marine Attack Squadron (VMA) 223, Marine Aircraft Group 14, 2nd Marine Aircraft Wing, sits in front of a crowd at Marine Corps Air Station Cherry Point, June 3, 2026. (U.S. Marine Corps photo by Lance Cpl. Bryan Giraldo)



ฝูงบินโจมตีนาวิกโยธินที่223(Marine Attack Squadron 223, VMA-223) 'the Bulldogs', กลุ่มอากาศยานนาวิกโยธินที่14(MAG 14: Marine Aircraft Group 11), กองบินอากาศยานนาวิกโยธินที่2(2nd MAW: 2nd Marine Aircraft Wing), นาวิกโยธินสหรัฐฯ(USMC: US Marine Corps)
ได้เฉลิมฉลองบทสรุปของประวัติศาสตร์การปฏิบัติการเป็นเวลาเกือบ 40ปีกับเครื่องบินโจมตี McDonnell Douglas AV-8B Harrier II ระหว่างพิธีต่อสาธารณชน ณ สถานีอากาศนาวิกโยธิน(MCAS: Marine Corps Air Station) Cherry Point ในมลรัฐ North Carolina เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2026

พิธีย่ำพระสุริย์ศรี(sundown ceremony) เป็นเครื่องหมายถึงช่วงเวลาที่สำคัญในประวัติศาสตร์สำหรับฝูงบินโจมตีนาวิกโยธิน VMA-223 และยังส่งสัญญาณการสิ้นสุดของยุคสมัยเครื่องบินโจมตี AV-8B Harrier II สำหรับการบินนาวิกโยธินตามที่นาวิกโยธินสหรัฐฯเดินหน้าที่จะเปลี่ยนผ่านไปไปสู่ฝูงบินทางยุทธวิธีเครื่องขับไล่ยุคที่ห้าล้วนทั้งหมด
"ฝูงบิน The Bulldogs ภาคภูมิใจอย่างที่สุดที่ได้ดำเนินการปฏิบัติงานเครื่องบินโจมตี AV-8B Harrier II เป็นหน่วยสุดท้ายสำหรับนาวิกโยธินสหรัฐฯ" นาวาโท(Lieutenant Colonel นาวิกโยธิน) John B. Cumbie ผู้บังคับการฝูงบินโจมตีนาวิกโยธิน VMA-223 กล่าว

"ตามที่เครื่องบินโจมตี AV-8B Harrier II นั้นได้ถูกวางกำลังในส่วนหน้าทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง เครื่องบินโจมตี Harrier จะถูกจดจำสำหรับมรดกการรบอันโดดเด่นของเครื่อง, ขีดความสามารถการบินขึ้นและลงจอดทางดิ่ง/ระยะสั้น(V/STOL: Vertical/Short Take Off and Landing) ในตำนาน และบรรดานาวิกโยธินและกลาสีที่สร้างชุมชนที่พิเศษนี้" นาวาโท Cumbie เสริม
พิธีย่ำพระสุริย์ศรีเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2026 ได้เชิญผู้คนมากกว่า 5,000คนเข้าร่วม รวมถึงผู้บัญชาการอาวุโสนาวิกโยธินสหรัฐฯ, เจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐบาลกลางสหรัฐฯและท้องถิ่น, เจ้าหน้าที่นาวิกโยธินสหรัฐฯในประจำการ, สมาชิกชุมชนท้องถิ่น, ครอบครัวและเพื่อนของกำลังพลฝูงบิน VMA-223 และเหล่าทหารผ่านศึกที่มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับชุมชนเครื่องบินโจมตี Harrier

พิธีย่ำพระสุริย์ศรีรวมถึงการบินหมู่ห้าเครื่องของเครื่องบินโจมตี AV-8B Harrier II+(Harrier II Plus) และการแสดงการบินลงจอดในแนวดิ่งที่แสดงขีดความสามารถการบินขึ้นลงทางดิ่ง/ระยะสั้น V/STOL อันเป็นเอกลักษณ์ของเครื่องบินโจมตีตระกูล Harrier
เครื่องบินโจมตีตระกูล AV-8 Harrier ได้ดำรงความภาคภูมิใจและเรื่องราวอันเป็นตำนานมาตลอด 55ปีในประจำการนาวิกโยธินสหรัฐฯ ในปี 1971 นาวิกโยธินสหรัฐฯได้นำเครื่องบินโจมตี Hawker Siddeley AV-8A Harrier เข้าประจำการในรายการอาวุธยุทโธปกรณ์ของตน

ในปี 1985 ฝูงบินโจมตีนาวิกโยธิน VMA-331 ที่มีฐานที่ตั้งในสถานีอากาศนาวิกโยธิน MCAS Beaufort มลรัฐ South Carolina กลายเป็นฝูงบินปฏิบัติการเครื่องบินโจมตี AV-8B Harrier II ฝูงบินแรกของนาวิกโยธินสหรัฐฯ ฝูงบินโจมตีนาวิกโยธิน VMA-223 ได้เริ่มต้นทำการบินเครื่องบินโจมตี AV-8B ในต้นปี 1987 ตั้งแต่เข้าประจำการในนาวิกโยธินสหรัฐฯ เครื่องบินโจมตี Harrier II ได้เป็นเครื่องมือในหลายปฏิบัติการรบ
รวมถึง ยุทธการ Desert Shield และ Desert Storm ปี 1990-1991, ยุทธการ Allied Force ปี 1999, ยุทธการ Enduring Freedom ปี 2001, ยุทธการ Iraqi Freedom ปี 2003, ยุทธการ Odyssey Dawn ปี 2011, ยุทธการ Inherent Resolve ปี 2014, และการปฏิบัติการต่างๆในวิกฤตการณ์ทะเลแดง Red Sea

ครั้งแล้วครั้งเล่าที่เครื่องบินโจมตี Harrier ได้แสดงความโดดเด่นของตนเองในฐานะระบบอากาศยานทางยุทธวิธีที่มีอำนาจการสังหาร, มีประสิทธิภาพ และอเนกประสงค์ รู้จักโดยทั่วไปในชื่อเครื่องบิน 'jump jet' สำหรับขีดความสามารถของเครื่องบินที่จะบินขึ้นและลงจอดภายในระยะทางที่สั้นได้
AV-8B เป็นเครื่องบินโจมตีบินขึ้นและลงจอดทางดิ่ง/ระยะสั้นที่ถูกออกแบบเพื่อสนับสนุนผู้บัญชาการกองกำลังเฉพาะกิจอากาศภาคพื้นดินนาวิกโยธิน(MAGTF: Marine Air-Ground Task Force) โดยการทำลายเป้าหมายภาคพื้นดินต่างๆและให้การคุ้มกันอากาศยานฝ่ายเดียวกัน

อำนาจการสังหารและขีดความสามารถการบินขึ้นลงทางดิ่ง/ระยะสั้น V/STOL ของเครื่องบินโจมตี AV-8B ทำให้เครื่องบินมีเอกลักษณ์เฉพาะที่เหมาะสมสำหรับการวางกำลังในการสนับสนุนหน่วยนาวิกโยธินโพ้นทะเล(MEU: Marine Expeditionary Unit) ต่างๆ
หน่วยบินแยก(detachment) ของเครื่องบินโจมตี AV-8B Harrier II+ หน่วยสุดท้ายของฝูงบินโจมตีนาวิกโยธิน VMA-223 ได้เดินทางกลับที่ตั้งสถานีอากาศนาวิกโยธิน MCAS Cherry Point ในเดือนพฤษภาคม 2026 หลังการสนับสนุนการปฏิบัติการต่างๆของหน่วยนาวิกโยธินโพ้นทะเลที่22(22nd MEU: 22nd Marine Expeditionary Unit) ในภูมิภาค Caribbean

ในปีงบประมาณ 2028 ฝูงบินโจมตีนาวิกโยธิน VMA-223 มีกำหนดที่จะถูกจัดตั้งหน่วยใหม่เปลี่ยนชื่อเป็นฝูงบินขับไล่โจมตีนาวิกโยธินที่223(Marine Fighter Attack Squadron 223, VMFA-223) และฝูงบินขับไล่โจมตีนาวิกโยธิน VMFA-223 จะเริ่มต้นทำการบินกับเครื่องบินขับไล่ Lockheed Martin F-35B Lightning II
ฝูงบินโจมตีนาวิกโยธิน VMA-223 เป็นฝูงบินสุดท้ายของนาวิกโยธินสหรัฐฯที่ปฏิบัติการเครื่องบินโจมตี AV-8B Harrier II+ ที่จะถูกทดแทนด้วยเครื่องบินขับไล่ F-35B รุ่นบินขึ้นระยะสั้นและลงจอดทางดิ่ง(STOVL: Short Take-Off and Vertical Landing) ครับ(https://aagth1.blogspot.com/2026/04/f-35.html)

วันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569

Saab สวีเดนเปิดตัวเครื่องบินขับไล่สองที่นั่ง Gripen F เครื่องแรกสำหรับบราซิล

Saab rolls out its first Gripen F fighter for Brazilian air force customer



Brazilian air force chief General Marcelo Kanitz Damasceno (left), with Gripen F and Saab Aeronautics head Lars Tossman. Source: Saab




Swedish-built aircraft already sports its Brazilian air force markings. Source: Saab



เครื่องบินขับไล่สองที่นั่ง Saab Gripen F เครื่องแรกได้ถูกเปิดตัวจากสายการประกอบขั้นสุดท้ายของโรงอากาศยานของบริษัท Saab สวีเดนใน Linköping เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2026 ที่ผ่านมา
โดยถูกพบในการทำเครื่องหมายและลวดลายของกองทัพอากาศบราซิล(Brazilian Air Force, FAB: Força Aérea Brasileira) ที่ได้รับการกำหนดแบบในประจำการกองทัพบราซิลเป็นเครื่องบินขับไล่สองที่นั่ง F-39F

เครื่องบินขับไล่เครื่องยนต์ไอพ่นเดี่ยวสองที่นั่ง F-39F Gripen F หมายเลขแพนหาง 4000 เครื่องแรกสำหรับกองทัพอากาศบราซิลยังไม่ได้ทำการบินครั้งแรกของตน "เครื่องบินขับไล่ Gripen F จะถูกเคลื่อนย้ายไปยังศูนย์ทดสอบการบินของบริษัท Saab ในสวีเดนที่ซึ่งเครื่องบินจะเริ่มการอุทิศการรณรงค์การบินทดสอบ" ก่อนหน้าที่จะส่งมอบให้แก่กองทัพอากาศบราซิล Saab สวีเดนกล่าว
บริษัท Saab เน้นว่าเครื่องบินขับไล่ Gripen F รุ่นสองที่นั่ง "ได้รับการพัฒนาเพื่อให้ตรงความต้องการการฝึกและการปฏิบัติการต่างๆของกองทัพอากาศสมัยใหม่โดยผสมผสานขีดความสามารถการฝึกเปลี่ยนแบบและการรบในระบบเดียวกัน" กระบวนการดังกล่าวนั้นรวมงานการออกแบบร่วมอย่างเข้มงวดที่ดำเนินการหุ้นส่วนภาคอุตสาหกรรมของบราซิล บริษัท Embraer บราซิล

ถูกพัฒนาจากเครื่องบินขับไล่ที่นั่งเดี่ยว Gripen E ที่อยู่ในประจำการกองทัพอากาศบราซิล(https://aagth1.blogspot.com/2025/12/meteor-gripen-e.html) และกองทัพอากาศสวีเดน(SwAF: Swedish Air Force, Svenska flygvapnet) แล้ว(https://aagth1.blogspot.com/2025/10/gripen-e-60.html)
เครื่องบินขับไล่ Gripen F มีคุณลักษณะที่บริษัท Saab อธิบายว่าเป็น "ห้องนักบินที่สองที่เป็นอิสระอย่างเต็มรูปแบบ ที่ทำให้ครูการบินชี้แนวทางภารกิจต่างๆในการปฏิบัติการเครื่องบินขับไล่เต็มรูปแบบ มอบสถานะภารกิจจริงที่สมจริงแก่เหล่าศิษย์การบิน"

"ด้วยเหตุนี้การเปลี่ยนแบบนักบินและการฝึกเตรียมพร้อมสามารถที่จะเร่งให้เร็วขึ้นได้อย่างมหาศาลเมื่อเปรียบเทียบกับระยะเวลาตามแบบ ขณะที่เพิ่มขยายประสิทธิภาพการปฏิบัติการในสภาพแวดล้อมภัยคุกคามสูงต่างๆผ่านการแบ่งภาระงานและปรับปรุงการบัญชาการภารกิจ" Saab สวีเดนเสริม
"การเปิดตัวเครื่องบินขับไล่ Gripen F แสดงถึงการแบ่งปันการบรรลุความสำเร็จระหว่าง Saab สวีเดน, ภาคอุตสาหกรรมบราซิล และกองทัพอากาศบราซิล สะท้อนความเชื่อมั่นอันลึกซึ้งที่เราได้สร้างรวมกันเป็นเวลาหลายปี" Lars Tossman หัวหน้าแผนก Saab Aeronautics กล่าว

"มันแสดงถึงไม่เพียงเฉพาะเครื่องบินขับไล่ขีดความสามารถสูงสำหรับกองทัพอากาศบราซิล แต่ยังเป็นผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรมของการพัฒนาร่วมที่ยั่งยืนและการแบ่งปันความทะเยอทะยานร่วมกันด้วย" Tossman เสริม เขาได้นำเสนอเครื่องบินขับไล่สองที่นั่ง Gripen F เครื่องแรกแก่ผู้บัญชาการกองทัพอากาศบราซิล พลอากาศเอก Marcelo Kanitz Damasceno ระหว่างพิธีเปิดตัว
"ผ่านโครงการการถ่ายทอดทอดวิทยาการอย่างจริงจัง บราซิลได้ทำการฝึกวิศวกรและช่างเทคนิคมากกว่าร้อยคนแล้ว ขณะที่เสริมความแข็งแกร่งความเชี่ยวชาญการพัฒนาและออกแบบขั้นก้าวหน้าภายในพื้นฐานด้านอุตสาหกรรมแห่งชาติของบราซิล" Saab สวีเดนเน้น

ภายใต้สัญญาที่ลงนามในปี 2014 กองทัพอากาศบราซิลจะรับมอบเครื่องบินขับไล่ที่นั่งเดียว F-39E Gripen E จำนวน 28เครื่อง และเครื่องบินขับไล่สองที่นั่ง F-39F Gripen F จำนวน 8เครื่อง รวมจำนวน 36เครื่อง(https://aagth1.blogspot.com/2022/04/f-39e-gripen-e.html
Saab สวีเดนกล่าวว่าจนถึงขณะนี้กองทัพอากาศบราซิลได้รับมอบเครื่องบินขับไล่ Gripen E แล้วจำนวน 11เครื่อง ขณะเดียวกันเครื่องบินขับไล่ Gripen E เครื่องแรกที่ประกอบในบราซิลได้ถูกเปิดตัวในเดือนมีนาคม 2026 ที่ผ่านมา(https://aagth1.blogspot.com/2026/03/gripen-e.html)

เครื่องบินขับไล่สองที่นั่ง Gripen F สำหรับประเทศลูกค้าทุกเครื่องจะถูกประกอบสร้างที่โรงงานอากาศยาน Linköping ในสวีเดน บราซิลจะเป็นลูกค้ารายแรกจากสามชาติที่เป็นลูกค้าที่ได้รับการยืนยันแล้วว่าจะจัดหาเครื่องบินขับไล่ Gripen F
โดยกองทัพอากาศไทย(RTAF: Royal Thai Air Force)(https://aagth1.blogspot.com/2025/08/saab-gripen-ef.html) และโคลอมเบีย(https://aagth1.blogspot.com/2025/12/saab-gripen-ef-17.html) ได้ลงนามสัญญาจัดหาเครื่องบินขับไล่ Gripen E/F แล้วในปี 2025

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกองทัพอากาศสวีเดนกำลังจัดหาเฉพาะเครื่องบินขับไล่ที่นั่งเดียว JAS-39E Gripen E เท่านั้นโดยสั่งจัดหาจำนวน 60เครื่อง ล่าสุดยูเครนยังมีความคืบหน้าความสนใจของตนในการจัดหาฝูงบินผสมเครื่องบินขับไล่ Gripen E/F รุ่นใหม่ และเครื่องบินขับไล่ Gripen C/D รุ่นก่อนหน้า
แผนที่ได้รับการเปิดเผยซึ่งจะนำให้รัฐบาลยูเครนในนครหลวง Kyiv จัดหาเครื่องบินขับไล่ Gripen C/D มือสองจำนวน 16เครื่อง(https://aagth1.blogspot.com/2026/05/gripen-c-2-4-18.html) จากรัฐบาลสวีเดนในกรุง Stockholm ควบคู่ไปกับเครื่องบินขับไล่ Gripen E/F สร้างใหม่จำนวน 20เครื่องครับ

วันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569

สหรัฐอนุมัติข้อตกลงการสนับสนุนเครื่องบินลำเลียง C-130 Hercules แก่เวียดนามบ่งชี้ความเป็นไปได้ในการจัดหา

US clears Vietnam C-130 support deal, indicating potential acquisition





The USAF is preparing to retire its C-130H fleet, which could be made available to US security partners. RTX has unveiled a C-130H upgrade suite that includes the NP2000 eight-bladed propeller, as seen on this US Air National Guard Hercules. (Collins Aerospace/USAF)

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯได้อนุมัติข้อเสนอวงเงิน $100 million ที่จะจัดส่งสิ่งอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องและการสนับสนุนเครื่องบินลำเลียง Lockheed Martin C-130 Hercules แก่เวียดนาม
ส่งสัญญาณว่ารัฐบาลเวียดนามในนครหลวง Hanoi อาจจะกำลังเตรียมการที่จะจัดหาเครื่องบินลำเลียง C-130 Hercules จากสหรัฐฯ(https://aagth1.blogspot.com/2026/02/c-130h-hercules.html)

ข้อเสนอการขายที่เป็นไปได้ที่มีการแจ้งเตือนเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2026 คลอบคลุมการบริการการดำรงสภาพต่างๆและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องภายใต้กลไกรูปแบบการขาย Foreign Military Sales(FMS) ของรัฐบาลสหรัฐฯ
"ข้อเสนอการขายจะเพิ่มพูนขีดความสามารถของเวียดนามเพื่อให้ตรงต่อภัยคุกคามต่างๆในปัจจุบันและอนาคตโดยการสร้างความมั่นใจความพร้อมการปฏิบัติการฝูงบินเครื่องบินลำเลียง C-130" กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯกล่าว

กองทัพอากาศประชาชนเวียดนาม(VPAF: Vietnam People's Air Force) ไม่ได้เป็นผู้ใช้งานเครื่องบินลำเลียงตระกูล C-130 Hercules ตามข้อมูลจาก Janes All the World's Air Forces
ฝูงบินเครื่องบินลำเลียงของกองทัพอากาศประชาชนเวียดนามประกอบด้วยเครื่องบินลำเลียง NC212i จำนวน 3เครื่อง และเครื่องบินลำเลียง C-212 จำนวน 1เครื่องที่จัดหาจาก PT Dirgantara Indonesia รัฐวิสาหกิจอุตสาหกรรมการบินอินโดนีเซีย,

และเครื่องบินลำเลียงขนาดกลาง Airbus C295 จำนวน 3เครื่อง(https://aagth1.blogspot.com/2026/05/c295-eoir.html, https://aagth1.blogspot.com/2026/05/c295.html) กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯกล่าวว่าชุดข้อเสนอที่ถูกเสนอรวมถึง
ใบพัดเครื่องยนต์เครื่องบินลำเลียง C-130 ส่วนประกอบอากาศยาน ชิ้นส่วน และอุปกรณ์เสริมต่างๆ, อุปกรณ์การจัดการภาคพื้นดิน, และชิ้นส่วนอะไหล่และวัสดุสิ้นเปลืองต่างๆ ยังรวมถึงการฝึก, การซ่อม, การสนับสนุนการส่งกำลังบำรุงต่างๆ และเอกสาร

"ข้อเสนอการขายจะเพิ่มพูนขีดความสามารถการลำเลียงทางอากาศทางยุทธศาสตร์และการตอบสนองต่อภัยพิบัติ/เหตุการณ์ฉุกเฉินของเวียดนามโดยการสร้างความมั่นใจของฝูงบินเครื่องบินลำเลียง C-130 ของตน" 
กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯกล่าว ไม่มีประกาศก่อนหน้าถึงการอนุมัติการขายเครื่องบินลำเลียง C-130 แก่เวียดนามภายใต้โครงการรูปแบบการขาย FMS(https://aagth1.blogspot.com/2026/02/c-130j-10.html)

ในเอกสารแจ้งระยะแรกของตน กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯให้รายชื่อบริษัท RTX Corporation สหรัฐฯใน Arlington มลรัฐ Virginia ในฐานะผู้รับสัญญาตามหลักการ มีการแก้ไขเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2026 เป็นบริษัท Lockheed Martin สหรัฐฯใน Marietta มลรัฐ Georgia
ตามข้อมูลจากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ตนไม่ทราบถึงข้อตกลงการชดเชยทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม(offset) ใดๆที่ถูกเสนอในการเชื่อมโยงกับความเป็นไปได้ในการขาย(https://aagth1.blogspot.com/2021/02/c-130h.html)

ก่อนหน้านี้บริษัท RTX สหรัฐฯได้เปิดตัวชุดการปรับปรุงเครื่องบินลำเลียง C-130H Hercules ซึ่งรวมถึงใบพัดแบบแปดกลีบ NP2000 ที่พบในเครื่องบินที่ได้รับการปรับปรุงของกองกำลังรักษาดินแดนทางอากาศสหรัฐฯ(ANG: Air National Guard)
กองทัพอากาศสหรัฐฯ(USAF: US Air Force) กำลังเตรียมการที่จะปลดประจำการฝูงบินเครื่องบินลำเลียง C-130H ของตนซึ่งสร้างความเป็นไปได้ที่เครื่องบินจะพร้อมที่ส่งมอบให้แก่ชาติหุ้นส่วนความมั่นคงของสหรัฐฯรวมถึงเวียดนามครับ

วันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569

เกาหลีใต้มีความคืบหน้าการพัฒนารถสะเทินน้ำสะเทินบก KAAV-II

South Korea advances KAAV-II development







Hanwha Aerospace unveiled a prototype of its KAAV-II, in late May. (Hanwha Aerospace/bemil.chosun.com)

บริษัท Hanwha Aerospace สาธารณรัฐเกาหลีได้เปิดตัวต้นแบบรถสะเทินสะเทินบกยุคอนาคต Korean Amphibious Assault Vehicle ของตน ที่ถูกกำหนดแบบเป็นรถสะเทินน้ำสะเทินบก KAAV-II ในปลายเดือนพฤษภาคม 2026
โฆษกบริษัท Hanwha Aerospace กล่าวกับ Janes ว่า รถสะเทินน้ำสะเทินบก KAAV-II สำหรับนาวิกโยธินสาธารณรัฐเกาหลี(ROKMC: Republic of Korea Marine Corps) ปัจจุบันกำลังอยู่ในขั้นระยะการพัฒนา

"ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาล(สาธารณรัฐเกาหลี)ในอนาคต การพัฒนาระบบได้รับการคาดการณ์ว่าจะเสร็จสิ้นในปี 2030s" โฆษก Hanwha Aerospace สาธารณรัฐเกาหลีกล่าวโดยเสริมว่าบริษัทไม่สามารถให้ความเห็นเกี่ยวกับสมรรถนะของรถได้
โฆษกบริษัท Hanwha Aerospace กล่าวว่าบริษัทได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานการพัฒนาทางกลาโหม(ADD: Agency for Defense Development) สาธารณรัฐเกาหลีในขั้นระยะการพัฒนาเชิงสำรวจ

ตามที่บริษัท Hanwha Aerospace เริ่มทำการสร้างต้นแบบรถสะเทินน้ำสะเทินบก KAAV-II ตั้งแต่ปี 2018(https://aagth1.blogspot.com/2025/06/hanwha-ocean-ghost-commander-ii.html)
สำนักงานการพัฒนาทางกลาโหมสาธารณรัฐเกาหลี ADD เป็นหน่วยงานในสังกัดสำนักงานโครงการจัดหากลาโหม(DAPA: Defense Acquisition Program Administration) สาธารณรัฐเกาหลี

Janes ทำการวิเคราะห์ชุดภาพถ่ายของรถสะเทินน้ำสะเทินบก KAAV-II ที่เผยแพร่โดย Yoo Yong-won สมาชิกคณะกรรมาธิการกลาโหมแห่งรัฐสภาสาธารณรัฐเกาหลี(National Assembly Defense Committee)
บ่งชี้ว่าด้วยตัวถังรถรูปทรงกล่องโดยมีความลาดเอียงด้านบนตัวรถที่ตื้นและมีความลาดชันในส่วนใต้ท้องรถที่สูงมาก ทำให้รถสะเทินน้ำสะเทินบก KAAV-II มีส่วนหน้ารถเป็นทรงเหลี่ยม

มีด้านบนหลังคารถที่แบนราบ และแต่ละข้างของตัวรถมีเจ็ดล้อกดสายพานที่เว้นระยะห่างไว้บนระบบกันกระเทือน hydro-pneumatic รถยังปรากฎว่าน่าจะใช้สายพานหุ้มยางแบบวัสดุผสม(CRT: Composite Rubber Tracks) เพื่อเพิ่มความคล่องแคล่วการเคลื่อนที่
ป้อมปืนแบบไร้พลประจำที่ติดตั้งบนรถมีคุณลักษณะติดตั้งแผ่น radar ที่เหมือนว่า radar เหล่านี้จะถูกใช้เป็นระบบป้องกันเชิงรุก(APS: Active Protection System) การขาดการพบเห็นแท่นยิงระบบ hard-kill ตั้งข้อสังเกตว่าระบบอาจจะพึ่งพามาตรการต่อต้านแบบ soft-kill อย่างแท่นยิงลูกระเบิดควันแทน

ป้อมปืนแบบไร้พลประจำติดตั้งปืนกล CTA(Cased Telescope Armament) ขนาด 40mm ที่ด้านหน้าของรถสะเทินน้ำสะเทินบก KAAV-II ติดตั้งแผ่นบังคลื่นที่หัวรถที่ทำงานด้วยระบบ hydraulic
เมื่อถูกพับแผ่นบังคลื่นจะอยู่ในรูปทรงเหลี่ยมของส่วนหน้ารถ ช่วยเพิ่มการลอยตัวและลดแรงต้าน แผ่นบังคลื่นจะถูกกางออกก่อนที่รถจะลงสู่น้ำเพื่อเพิ่มสมรรถนะการสะเทินน้ำสะเทินบกครับ