วันพุธที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2569

โครงการพัฒนาเครื่องบินขับไล่ KF-21 เกาหลีใต้เสร็จสิ้นการบินทดสอบแล้ว

KF-21 development programme completes flight tests





The Korea Aerospace Industries KF-21 ‘Boramae' development programme conducted about 1,600 sorties over a 42-month period, while employing six prototypes. (Korea Aerospace Industries)



โครงการเครื่องบินขับไล่ยุคที่4.5 Korea Aerospace Industries(KAI) KF-21 Boramae ได้ประสบความสำเร็จการเสร็จสิ้นโครงการการพัฒนาทางการบินแล้วหลังจากการทดสอบเป็นเวลา 42เดือน
สำนักงานโครงการจัดหากลาโหม(DAPA: Defense Acquisition Program Administration) สาธารณรัฐเกาหลีกล่าวเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2026(https://aagth1.blogspot.com/2025/06/kai-hanwha-kf-21-f414.html)

การทดสอบทางการบินที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาขั้นสุดท้ายได้เสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2026 และมีส่วนร่วมของภารกิจการรับรองสมรรถนะการบินสำหรับเครื่องบินขับไล่ KF-21 004 เครื่องบินต้นแบบเครื่องที่สี่
สำนักงานโครงการจัดหากลาโหมสาธารณรัฐเกาหลี DAPA กล่าวโดยเสริมว่า เที่ยวบินทดสอบสุดท้ายได้รับการดำเนินการเหนือเกาะ Namhae ใกล้เมือง Sacheon ในจังหวัด South Gyeongsang ทางตอนใต้ของประเทศ

บริษัท Korea Aerospace Industries(KAI) สาธารณรัฐเกาหลีได้ทำการสร้างเครื่องบินขับไล่ KF-21 เครื่องต้นแบบจำนวน 6เครื่องสำหรับโครงการการพัฒนา รวมถึงเครื่องบินขับไล่สองที่นั่งจำนวน 2เครื่อง
"ด้วยการพัฒนาระบบของเครื่องบินขับไล่ KF-21 มีกำหนดที่จะเสร็จสิ้นในครึ่งแรกของปี 2026 การส่งมอบให้แก่กองทัพอากาศสาธารณรัฐเกาหลี(RoKAF: Republic of Korea Air Force) จะมีขึ้นในครึ่งหลังของปี 2026" DAPA กล่าว

ตามข้อมูลจาก DAPA เครื่องบินขับไล่ KF-21 เครื่องต้นแบบทั้ง 6เครื่อง(เครื่องที่นั่งเดียวหมายเลข "001" "002" "003" และ "005" และเครื่องสองที่นั่งหมายเลข "004" และ "006") ได้ทำการบินรวมเกิน 1,600เที่ยวบิน
"โดยปราศจากอุบัติเหตุ" ตั้งแต่ที่เครื่องบินขับไล่ KF-21 เครื่องต้นแบบเครื่องแรกทำการบินครั้งแรกในเดือนกรกฎาคม 2022(https://aagth1.blogspot.com/2022/07/kf-21.html)

มากกว่า 13,000 สถานการณ์การทดสอบต่างๆได้ถูกดำเนินการปฏิบัติระหว่างโครงการการบินทดสอบเพื่อประเมินเสถียรภาพและสมรรถนะของระบบอากาศยาน DAPA สาธารณรัฐเกาหลีกล่าว การบินได้ประเมินขีดความสามารถการรบต่างๆที่หลากหลาย
รวมถึงการยิงอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ(https://aagth1.blogspot.com/2023/11/dapa-offset.html), การเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ(https://aagth1.blogspot.com/2024/03/kf-21.html),

การดำเนินกลยุทธ์ความคล่องแคล่วการเคลื่อนที่ที่มุมปะทะสูง(HAOA: High-Angle-of-Attack), การการกู้คืนการควบคุมที่ระดับความสูงสุดขีดเพื่อสาธิตขีดความสามารถการรบของอากาศยานในฐานะเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 4.5 ตามข้อมูลจาก DAPA
"นอกเหนือจากนี้ การบินทดสอบได้ยืนยันสมรรถนะการปฏิบัติการของระบบ Avionic หลักต่างๆของระบบอากาศยาน เช่น Active Electronically Scanned Array(AESA) radar และอุปกรณ์ระบบสงคราม electronic(EW: Electronic Warfare)" DAPA กล่าว

นอกจากนี้ DAPA กล่าวว่ามี "การเพิ่มพูนประสิทธิภาพและของเขตของการทดสอบอย่างมีนัยสำคัญโดยการขยายสนามบินทดสอบจาก Sacheon ไปยัง Seosan และนำการเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศเข้ามาในการบินทดสอบเป็นครั้งแรกในเกาหลี"
สายการผลิตเครื่องบินขับไล่ KF-21 เครื่องแรกในการจัดหาระยะที่1 รวมจำนวน 40เครื่องได้เริ่มต้นในเดือนกรกฎาคม 2024(https://aagth1.blogspot.com/2024/07/kf-21-20.html) มีกำหนดที่จะส่งมอบเครื่องแรกแก่กองทัพอากาศสาธารณรัฐเกาหลีภายในปลายปี 2026 และต่อเนื่องจนถึงปี 2028 ครับ

วันอังคารที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2569

Lockheed Martin สหรัฐฯส่งมอบเครื่องบินขับไล่ F-35 แล้ว 191เครื่องในปี 2025

Lockheed Martin delivers record number of F-35s in 2025, surpasses 2021 total





Lockheed Martin said it delivered 191 F-35 Lightning II aircraft in 2025, marking the company's largest delivery year so far. (Lockheed Martin Aeronautics)



บริษัท Lockheed Martin สหรัฐฯประกาศเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2026 ว่าตนได้ส่งมอบเครื่องขับไล่ F-35 Lightning II ไปแล้วจำนวน 191เครื่องในปี 2025(https://aagth1.blogspot.com/2025/10/lockheed-martin-f-35-300.html)
เกินจำนวนในรายการบันทึกของบริษัท Lockheed Martin ที่ส่งมอบเครื่องขับไล่ F-35 Lightning II ไปแล้วจำนวน 142เครื่องในปี 2021(https://aagth1.blogspot.com/2025/03/f-35-1.html)

Lockheed Martin สหรัฐฯกล่าวว่าขณะนี้มีเครื่องขับไล่ F-35 Lightning II จำนวนเกือบ 1,300เครื่องในประจำการ 12ประเทศทั่วโลก "ความต้องการนานาชาติสำหรับเครื่องบินขับไล่ F-35 ยังคงแข็งแกร่ง
ในไตรมาสสุดท้าย(ของปี 2025) เดนมาร์กได้เพิ่มการสั่งซื้อเครื่องบินขับไล่ F-35A อีก 16เครื่องในรายการโครงการของตน(https://aagth1.blogspot.com/2025/10/f-35a-16-43.html)"

"และเบลเยียมประกาศความตั้งใจของตนที่จะจัดหาเครื่องบินขับไล่ F-35A เพิ่มอีก 11เครื่อง(https://aagth1.blogspot.com/2025/07/f-35a-11.html) ความต้องการที่คงที่จากพันธมิตรนานาชาติของเราสำหรับเครื่องขับไล่ F-35
ทำให้เรามั่นใจในสายการผลิตระยะยาวที่ยั่งยืน" Evan Scott ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน(CFO: Chief Financial Officer) ของบริษัท Lockheed Martin กล่าวระหว่างการประกาศผลประกอบการไตรมาสที่สาม(Q3) ของปี 2025

มากไปกว่านั้น อิตาลีได้สั่งจัดหาเครื่องบินขับไล่ F-35A เพิ่ม 15เครื่อง และเครื่องบินขับไล่ F-35B เพิ่ม 10เครื่องรวม 25เครื่อง(https://aagth1.blogspot.com/2025/12/jassm-er.html),
ฟินแลนด์เปิดตัวเครื่องบินขับไล่ F-35A เครื่องแรกของตน(https://aagth1.blogspot.com/2025/12/lockheed-martin-f-35a-64.html) และนอร์เวย์เสร็จสิ้นการรับมอบเครื่องบินขับไล่ F-35A ครบทุกฝูงตามแผนในปี 2025(https://aagth1.blogspot.com/2025/05/jsm-f-35a.html)

บริษัท Lockheed Martin และสำนักงานโครงการร่วม F-35(F-35 JPO: Joint Program Office) กระทรวงการสงครามสหรัฐฯ Pentagon ในเดือนกันยายน 2025 ได้บรรลุผลข้อตกลงสายการผลิต Lot 18 และ Lot 19
สำหรับเครื่องขับไล่ F-35 จำนวนถึง 296เครื่อง Lockheed Martin สหรัฐฯ และ F-35 JPO ยังเห็นชอบที่จะประกาศสัญญาการดำรงสภาพอากาศยาน(Air Vehicle Sustainment Contract) ในปี 2025

ในปี 2025 โครงการเครื่องขับไล่ F-35 ยังเข้าถึงการทำชั่วโมงบินรวมหนึ่งล้านชั่วโมงบินและเสร็จสิ้นรูปแบบ Technology Refresh 3(TR-3) การปรับปรุงระบบ avionic ต่างๆที่จะนำไปสู่งขีดความสามารถยุคอนาคตในรุ่นเครื่องขับไล่ F-35 Block 4
บริษัท Lockheed Martin กล่าวในเดือนมิถุยายน 2025 ว่าหนึ่งในขีดความสามารถการรบซึ่งตนไม่ได้ระบุในเวาลานั้นยังคงที่จะต้องได้รับการตรวจสอบรับรองก่อนการทดสอบจะเสร็จสิ้นครับ(https://aagth1.blogspot.com/2025/12/f-35a-meteor.html)

วันจันทร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2569

สหรัฐฯอนุมัติการขายอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น AGM-114R Hellfire 100นัดแก่เดนมาร์ก

US approves Hellfire missiles for Denmark



A Royal Danish Air Force MH-60R helicopter. (Royal Danish Navy)


Seen being carried by US Navy MH-60R helicopters, the Hellfire has been approved for sale to Denmark for likely use aboard the same platform. (US Navy)

รัฐบาลสหรัฐฯได้อนุมัติการขายอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น Lockheed Martin AGM-114R Hellfire แก่เดนมาร์กเป็นวงเงินประมาณ $45 million ประกาศโดยสำนักงานความร่วมมือความมั่นคงกลาโหมสหรัฐฯ(DSCA: Defense Security Cooperation Agency)
เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2026 กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯได้อนุมัติความเป็นไปได้ในการขายครอบคลุมอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น AGM-114R Hellfire จำนวน 100นัด เช่นเดียวกับอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง, การฝึก, และการสนับสนุน

"ข้อเสนอการขายจะเพิ่มพูนขีดความสามารถของเดนมาร์กเพื่อให้ตรงต่อภัยคุกคามในปัจจุบันและอนาคตต่างๆโดยการสร้างความมั่นใจการทำงานร่วมกันของกองกำลังทางอากาศต่างๆกับกองทัพสหรัฐฯและพันธมิตรอื่นๆ
เช่นเดียวกับขีดความสามารถของพวกมันที่จะมีส่วนช่วยต่อภารกิจของผลประโยชน์ร่วมกันต่างๆโดยการส่งมอบการสนับสนุนและการดำรงสภาพตามมา" สำนักงานความร่วมมือความมั่นคงกลาโหมสหรัฐฯ DSCA กล่าว

"โดยการปฏิบัติการอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น AGM-114R Hellfire เดนมาร์กมีส่วนร่วมเสริมความแข็งแกร่งต่อความพร้อมทั่วโลกและเพิ่มขยายขีดความสามารถสำหรับกองทัพสหรัฐฯในการปฏิบัติการทั่วโลกเคียงข้างกับพวกตน" DSCA สหรัฐฯเสริม
ขณะที่เอกสารประกาศแจ้งของ DSCA ไม่ได้เปิดเผยระบบสำหรับจะติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น Hellfire พวกมันน่าจะติดตั้งกับอากาศยานที่ประจำการในกองทัพอากาศเดนมาร์ก(RDAF: Royal Danish Air Force, Flyvevåbnet)

ได้ทั้งเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทางทะเล Lockheed Martin MH-60R Seahawk(https://aagth1.blogspot.com/2023/03/nh90-mh-60r.html) หรืออากาศยานไร้คนขับ(UAV: Unmanned Aerial Vehicle)
แบบ General Atomics Aeronautical Systems Inc(GA-ASI) MQ-9B SeaGuardian(https://aagth1.blogspot.com/2025/01/mq-9b-seaguardian-23.html) ซึ่งอากาศยานทั้งสองแบบกองทัพเดนมาร์กสั่งจัดหาจากสหรัฐฯ

อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น AGM-114R เป็นอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นตระกูล Hellfire รุ่นล่าสุดที่พร้อมสำหรับส่งออก ซึ่งมีขีดความสามารถที่สามารถให้นักบินเลือกระดับการสังหารของอาวุธก่อนทำการยิง
ทำให้มีอำนาจการทำลายทางพลังงานจลน์(kinetic effect)ที่จะมีความเหมาะสมเพื่อลดความเสี่ยงต่อความเสียหายข้างเคียง(collateral damage) ให้น้อยที่สุด(https://aagth1.blogspot.com/2025/02/boeing-ah-6i.html)

ข้อได้เปรียบเพิ่มเติมของอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น Hellfire รุ่น 'Romeo' นั่นคือเมื่อทำการยิงอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น AGM-114R สามารถทำการบินไปยังพื้นที่ก่อนการจับเป้าหมายได้
ทำให้ระบบอากาศยานเพดานบินสูงสามารถที่จะโจมตีเป้าหมายต่างๆหนือพวกมันโดยปราศจากความจำเป็นสำหรับการเคลื่อนที่ดำเนินกลยุทธ์เพิ่มเติมครับ(https://aagth1.blogspot.com/2024/10/boeing-ah-6i.html)

วันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2569

กองทัพเรือไทยได้รับมอบแท่นยิงปืนกล SENTINEL 30 สเปนสำหรับเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งชุด ต.997 ทั้ง ๒ลำ


Escribano Mechanical and Engineering (EM&E Group) displayed its SENTINEL 30 Naval Remote Controlled Weapon Station (RCWS) at the Defense & Security 2025 show in Bangkok. (My Own Photos) 










Naval Ordnance Department (NORDD), Royal Thai Navy hand-on and inspecting two SENTINEL 30 naval remote stations equipped with Mk44 Bushmaster II chain guns, and two OTEOS electro-optical systems as fire control and observation systems from EM&E Group on 5 January 2026.
The Naval Remote Controlled Weapon Stations SENTINEL 30 and the Electro Optics Systems OTEOS to be equipped in the Tor 997 and Tor 998 patrol boats of the Royal Thai Navy. (Royal Thai Navy)

เจ้ากรมสรรพาวุธทหารเรือ ตรวจรับพัสดุระบบปืนกล 30 มม. และระบบควบคุมการยิง ณ ศูนย์ซ่อมสร้างสรรพาวุธ กรมสรรพาวุธทหารเรือ
เมื่อวันจันทร์ที่ 5 มกราคม 2569 พลเรือโท อนุรัตน์ ศิริวงศ์ เจ้ากรมสรรพาวุธทหารเรือ พร้อมด้วยคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ โครงการจัดซื้อระบบปืนกล 30 มิลลิเมตร พร้อมอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 2 ระบบ และโครงการจัดซื้อระบบควบคุมการยิง พร้อมอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 2 ระบบ 
ดำเนินการตรวจนับพัสดุตามสัญญา ณ โรงงานซ่อมบำรุงปืนที่ 3  แผนกปืน กองทดสอบสรรพาวุธ ศูนย์ซ่อมสร้างสรรพาวุธ กรมสรรพาวุธทหารเรือ อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ

กรมสรรพาวุธทหารเรือ สพ.ทร.(Naval Ordnance Department) กองทัพเรือไทย(RTN: Royal Thai Navy) ได้ตรวจรับระบบปืนเรือ Naval Remote Controlled Weapon Station(RCWS) แบบ SENTINEL 30 จำนวน ๒แท่นยิง ติดตั้งด้วยปืนกล Northrop Grumman Mk44 Bushmaster กระสุนขนาด 30x173mm ความจุกระสุนที่ ๒๐๐นัดต่อหนึ่งกล่องกระสุน
และระบบกล้อง Electro Optics System(EOS) แบบ OTEOS จำนวน ๒ระบบ ซึ่งจะถูกใช้เป็นระบบควบคุมการยิง(FCS: Fire Control System) จากบริษัท Escribano Mechanical and Engineering (EM&E Group) สเปน เมื่อวันที่ ๕ มกราคม พ.ศ.๒๕๖๙(2026) กรมสรรพาวุธทหารเรือ กองทัพเรือไทย ประกาศในช่องทางสื่อสังคม online ทางการของตนให้หลังเมื่อเมื่อวันที่ ๖ มกราคม พ.ศ.๒๕๖๙

โครงการจัดซื้อระบบปืนกล 30mm แบบ SENTINEL 30 จำนวน ๒ ระบบ และโครงการจัดซื้อระบบควบคุมการยิงแบบ OTEOS จำนวน ๒ ระบบ พร้อมอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง จากบริษัท EM&E Group สเปนของกองทัพเรือไทยได้รับการประกาศเมื่อวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๖๘(2025)(https://aagth1.blogspot.com/2025/02/em-sentinel-30-997.html)
โดยแท่นยิงปืนเรือ SENTINEL 30 RCWS และระบบควบคุมการยิงกล้อง EOS แบบ OTEOS จะถูกติดตั้งในเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งชุดเรือ ต.997 สองลำคือ เรือ ต.997 และเรือ ต.998 ของกองทัพเรือไทย ซึ่งมีพิธีรับมอบเมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ.๒๕๖๖(2023) และถูกนำมาใช้วางกำลังการปฏิบัติการแล้ว(https://aagth1.blogspot.com/2023/09/997-998.html)

เรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งชุดเรือ ต.997 ทั้งสองลำคือ เรือ ต.997 และเรือ ต.998 ถูกนำเข้าประจำการในกองเรือยามฝั่ง กยฝ.(CGS: Coast Guard Squadron) กองเรือยุทธการ กร.(RTF: Royal Thai Fleet) กองทัพเรือไทย ถูกสร้างโดยบริษัท มาร์ซัน จำกัด (มหาชน)(Marsun Public Company Limited) อู่ต่อเรือเอกชนไทย 
ซึ่งมีพื้นฐานแบบเรือร่วมกับเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งชุดเรือ ต.991 และเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งชุดเรือ ต.994 ที่เข้าประจำการไปแล้วก่อนหน้า ซึ่งเดิมกองทัพเรือไทยเคยมองที่จะติดตั้งเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งชุดเรือ ต.997 ทั้งสองลำด้วยปืนกล AK-306 พร้อมระบบควบคุมการยิง Antares Mod.9 จากรัสเซีย(https://aagth1.blogspot.com/2019/07/ak-306-30mm.html)

อย่างไรก็ตามจากสถานการณ์ระบาด Covid-19 ในปี พ.ศ.๒๕๖๓(2020) และตามมาด้วยสงครามรัสเซีย-ยูเครนตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๖๕(2022) เป็นต้นมาทำให้กองทัพเรือไทยไม่สามารถดำเนินการจัดหาระบบอาวุธจากรัสเซียได้ ปัจจุบันเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งชุดเรือ ต.997 ทั้งสองลำได้ติดตั้งปืนกล Oerlikon GAM-CO1 ขนาด 20x128mm เป็นปืนหลัก ซึ่งเป็นแท่นยิงที่ควบคุมด้วยมือ(manual) ที่ถอดมาจากเรือที่ปลดประจำการไปแล้ว
EM&E Group สเปนได้ส่งมอบระบบปืนกล SENTINEL 30 จำนวน ๒ระบบ และระบบควบคุมการยิงแบบ OTEOS จำนวน ๒ระบบแก่กองทัพเรือไทยภายในเวลาราว ๑๑เดือน ซึ่งในห้วงปี พ.ศ.๒๕๖๘ ที่ผ่านมากองทัพเรือไทยได้ส่งคณะตัวแทนนายทหารระดับสูงเดินทางเยือนสเปนเพื่อติดตามความคืบหน้าโครงการ ณ โรงงานของบริษัท EM&E Group เป็นระยะ

แท่นยิงปืนกล SENTINEL 30 ยังจะได้รับการติดตั้งบนเรือยกพลขึ้นบกอู่ลอย เรือหลวงช้าง(ลำที่๓)(https://aagth1.blogspot.com/2025/04/navantia-type-071et-lpd.html) และบนเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชุดเรือหลวงปัตตานีทั้งสองลำ ร.ล.ปัตตานี และเรือหลวงนราธิวาส(https://aagth1.blogspot.com/2025/08/navantia-opv.html) ที่สร้างโดยจีน
ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปรับปรุงขีดความสามารถที่ยังรวมถึงระบบอำนวยการรบ(CMS: Combat Management System) แบบ CATIZ และระบบควบคุมการยิง(FCS) แบบ DORNA จากบริษัท Navantia สเปนด้วยครับ(https://aagth1.blogspot.com/2025/11/thales.html)

วันเสาร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2569

Dassault ฝรั่งเศสรายงานการส่งมอบเครื่องบินขับไล่ Rafale ที่เพิ่มขึ้นในปี 2025

Dassault reports increased Rafale deliveries for 2025





Dassault increased the delivery rate of its Rafale combat aircraft for 2025. (Dassault/French Air and Space Force)



บริษัท Dassault Aviation ฝรั่งเศสได้รายงานการส่งมอบที่เพิ่มขึ้นของเครื่องบินขับไล่พหุภารกิจ Rafale ของตนในปี 2025 โดยมีการส่งมอบมากกว่า 5เครื่องกว่าในปี 2024 ก่อนหน้า
Dassault ฝรั่งเศสเปิดเผยว่าการส่งมอบที่เพิ่มขึ้นเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2026 เน้นว่าเครื่องบินขับไล่ Rafale จำนวน 26เครื่อง(11เครื่องสำหรับฝรั่งเศส และ 15เครื่องสำหรับลูกค้าส่งออกต่างๆ)

ได้ถูกส่งมอบไปแล้วในตลอดปี 2025 ที่ผ่านมาเปรียบเทียบกับเครื่องบินขับไล่ Rafale จำนวน 21เครื่อง (14เครื่องสำหรับฝรั่งเศส และ 7เครื่องสำหรับลูกค้าส่งออกต่างๆ) ที่ถูกส่งมอบในปี 2024
บริษัท Dassault เสริมว่าตนได้ส่งมอบเครื่องบินขับไล่ Rafale เกิน 1เครื่องมากกว่าแผนแดิมที่วางไว้สำหรับปี 2025(https://aagth1.blogspot.com/2025/06/rafale-f5.html)

นอกเหนือจากจำนวนการส่งออกประจำปีแล้ว มีเครื่องบินขับไล่ Rafale จำนวน 26เครื่องที่ได้รับการสั่งจัดหาโดยลูกค้าส่งออกต่างๆในปี 2025 เปรียบเทียบกับจำนวน 30เครื่องในปี 2024
ขณะที่ยอดคำสั่งจัดหารวมทั้งหมดที่ยังค้างรอการส่งมอบไว้ในวันที่ 31 ธันวาคม 2025 อยู่ที่ 220เครื่อง (45เครื่องสำหรับฝรั่งเศส และ 175เครื่องสำหรับลูกค้าส่งออกต่างๆ)

เปรียบเทียบกับเครื่องบินขับไล่ Rafale จำนวน 220เครื่องในปี 2024 (56เครื่องสำหรับฝรั่งเศส และ 164เครื่องสำหรับลูกค้าส่งออกต่างๆ)(https://aagth1.blogspot.com/2024/12/thales-ai-talios-rafale.html)
ยอดขายสุทธิสำหรับบริษัท Dassault ฝรั่งเศสในปี 2025(รวมถึงเครื่องบินโดยสารธุรกิจ Falcon) มีมูลค่าวงเงินรวมที่ 7 billion Euros($8.2 billion)(https://aagth1.blogspot.com/2024/10/rafale-f5.html)

นอกจากกองทัพอากาศและอวกาศฝรั่งเศส(French Air and Space Force, AAE: Armée de l'Air et de l'Espace) ผู้ใช้งานหลักรวมถึงรุ่นเครื่องบินขับไล่ Rafale F5 มาตรฐานใหม่ที่เครื่องแรกจะถูกส่งมอบภายในปี 2027
และกองทัพเรือฝรั่งเศส(French Navy, Marine nationale) สำหรับรุ่นเครื่องบินขับไล่ประจำเรือบรรทุกเครื่องบิน Rafale M(https://aagth1.blogspot.com/2025/12/pa-ng.html)

ลูกค้าส่งออกของเครื่องบินขับไล่ Dassault Rafale ฝรั่งเศสทั่วโลกรวมถึง โครเอเชีย(https://aagth1.blogspot.com/2024/04/rafale-6-12.html), อียิปต์(https://aagth1.blogspot.com/2021/05/rafale-30.html),

อินโดนีเซีย(https://aagth1.blogspot.com/2024/01/rafale-42-18.html) ซึ่งได้รับมอบเครื่องบินขับไล่ Rafale ชุดแรกจำนวน 3เครื่องของตนในเดือนพฤศจิกายน 2025 และจะบินเดินทางมาถึงอินโดนีเซียในต้นปี 2026 นี้, 
กาตาร์(https://aagth1.blogspot.com/2019/06/rafale.html), เซอร์เบีย(https://aagth1.blogspot.com/2024/09/rafale-12.html) และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ครับ(https://aagth1.blogspot.com/2025/01/rafale-80.html)

วันศุกร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2569

อินโดนีเซียมองที่จะรื้อฟื้นสัญญาเพื่อจัดหาเครื่องบินขับไล่ KF-21 Block 2 เกาหลีใต้รุ่นใหม่กว่า 16เครื่อง

Indonesia looks to revive KF-21 contract with Block 2 acquisition





A model of the KF-21 on display at Indo Defence 2025. (DEFENSE STUDIES)

การมีส่วนร่วมของอินโดนีเซียในโครงการเครื่องบินขับไล่ KF-21 Boramae ของสาธารณรัฐเกาหลี(https://aagth1.blogspot.com/2025/06/kai-hanwha-kf-21-f414.html) มองที่จะมีความลึกซึ้งยิ่งขึ้นด้วยข้อบ่งชี้ใหม่ล่าสุดต่างๆว่า
รัฐบาลอินโดนีเซียในนครหลวง Jakarta อาจจะจัดหาเครื่องบินขับไล่ KF-21 Block 2 รุ่นใหม่ในฐานะส่วนหนึ่งของชุดที่จะรื้อฟื้นสัญญาที่หยุดชะงักมานาน(https://aagth1.blogspot.com/2025/06/kai-kf-21.html)

ความคืบหน้านี้อุบัติขึ้นจากการประชุมแบบปิดประตู ณ กระทรวงกลาโหมอินโดนีเซียในนครหลวง Jakarta เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2026 ซึ่งได้จัดขึ้นตามข้อเสนอที่มีการเสนอโดยประธานาธิบดีอินโดนีเซีย Prabowo Subianto
แก่คู่เจรจาของเขาประธานาธิบดีสาธารณรัฐเกาหลี Lee Jae-myung ระหว่างประชุมเป็นการส่วนตัว ณ การประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก Asia-Pacific Economic Cooperation(APEC) Summit 2025 ในเดือนตุลาคม 2025

ตามข้อมูลจากเอกสารต่างๆที่มอบให้แก่ Janes การประชุมเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2026 ได้รับการนำโดยประธานฝ่ายโครงการและการประเมินค่า(Programme and Evaluation) สำนักงานการส่งกำลังบำรุงกลาโหม(Defence Logistics Agency) กระทรวงกลาโหมอินโดนีเซีย
พลอากาศจัตวา Jon Ginting และยังได้เชิญตัวแทนจากบริษัท Korea Aerospace Industries(KAI) สาธารณรัฐเกาหลี และ PT Dirgantara Indonesia(PTDI) รัฐวิสาหกิจอุตสาหกรรมการบินอินโดนีเซียเข้าร่วมการประชุม

ตามที่ถูกเน้นในการหารือ การประชุมมีศูนย์กลางที่การคาดการณ์ว่ารัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลีควรจะขยายการอำนวยความสะดวกสินเชื่อการส่งออกผ่านธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งเกาหลี(Exim Bank of Korea)
เพื่อการสนับสนุนทางการเงินของอินโดนีเซียต่อข้อผูกผันเครื่องบินขับไล่ KF-21 สำหรับกองทัพอากาศอินโดนีเซีย(Indonesian Air Force, TNI-AU: Tentara Nasional Indonesia-Angkatan Udara)

ส่วนหนึ่งของการอำนวยความสะดวกจะยังถูกใช้เพื่อเป็นเงินทุนการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่ KF-21 Block 2 จำนวน 16เครื่อง ด้วยจำนวนเครื่องเท่านี้จะทำให้ฝูงบินขับไล่ถูกเติมเต็มฝูงบินภายใต้อัตราจัดกำลังของกองทัพอากาศอินโดนีเซีย
ไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติมที่ถูกมอบให้ที่เกี่ยวข้องกับการอำนวยความสะดวกสินเชื่อการส่งออกที่อาจจะถูกเพิ่มขยายได้(https://aagth1.blogspot.com/2025/04/kf-21.html)

เช่นเดียวกัน ยังไม่มีรายละเอียดใดๆเกี่ยวกับข้อตกลงก่อนหน้าสำหรับอินโดนีเซียที่จะจัดหาเครื่องบินขับไล่ KF-21 Block 1 จำนวน 48เครื่องว่าจะถูกแก้ไขเพื่อสะท้อนต่อการพิจารณาสำหรับเครื่องบินขับไล่ KF-21 Block 2 จำนวน 16เครื่องนี้หรือไม่
สำนักงานโครงการจัดหากลาโหม(DAPA: Defense Acquisition Program Administration) สาธารณรัฐเกาหลีประกาศว่าอินโดนีเซียได้ลงนามการแก้ไขข้อตกลงการมีส่วนร่วมของตนในโครงการ KF-21 ระหว่างงาน Indo Defence 2025 ที่ Jakatar อินโดนีเซียในเดือนมิถุนายน 2025 ครับ

วันพฤหัสบดีที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2569

เครื่องบินโจมตีสงครามอิเล็กทรอนิกส์ EA-18G Growler สหรัฐฯช่วยปิดระบบป้องกันภัยทางอากาศของเวเนซุเอลา

EA-18Gs helped disable Venezuelan air defences during US attack





EA-18G aircraft, like the one shown here deployed on aircraft carrier USS Gerald R Ford, were used in the US attack on Venezuela. (US Navy)

ระบบโจมตีสงคราม electronic(EA: Electronic Attack) ทางอากาศแบบเดียวของกองทัพสหรัฐ เครื่องบินโจมตีสงคราม Electronic แบบ Boeing EA-18G Growler กองทัพเรือสหรัฐฯ(USN: US Navy)
ได้เป็นส่วนหนึ่งของกองกำลังที่ปูทางสำหรับการโจมตีของสหรัฐฯต่อเวเนซุเอลาเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2026(https://aagth1.blogspot.com/2024/03/fa-18ef-super-hornet-17.html)

ที่นำไปสู่การจับกุมและคุมขังประธานาธิบดีเวเนซุเอลา Nicolás Maduro และภรรยาของเขา ตามข้อมูลจาก พลเอก Dan Caine หัวหน้าคณะเสนาธิการทหารร่วม(JCS: Joint Chiefs of Staff) กองทัพสหรัฐฯ
เครื่องบินโจมตีสงคราม Electronic แบบ EA-18G Growler เป็นส่วนหนึ่งของ "องค์ประกอบร่วมทางอากาศที่เริ่มต้นการกวาดล้างและปิดการทำงานระบบป้องกันภัยทางอากาศในเวเนซุเอลา"

"การวางกำลังระบบอาวุธต่างๆเพื่อให้มั่นใจความปลอดภัยในการบินผ่านของเฮลิคอปเตอร์ต่างๆเข้าสู่พื้นที่เป้าหมาย" พลเอก Caine กล่าวในแถลงการณ์ต่อสาธารณะของเขาเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2026
เกี่ยวกับภารกิจทางทหารที่ถูกเรียกว่ายุทธการ(Operation) 'Absolute Resolve' การพูดคุยต่อ Janes เกี่ยวกับกองกำลังรบเครื่องบินโจมตีสงคราม Electronic แบบ EA-18G Growler

นักวิเคราะห์ด้านการป้องกันประเทศ, เช่นเดียวกับแหล่งข่าวต่างๆในภาคอุตสาหกรรมหรือทางทหารในอดีตและปัจจุบันที่มีความคุ้นเคยกับเครื่องบินโจมตีสงคราม Electronic แบบ EA-18G Growler
เน้นว่าเป็นไปไดhมากที่เครื่องบินโจมตีสงคราม Electronic แบบ EA-18G ที่ถูกใช้สำหรับปฏิบัติการน่าจะถูกส่งขึ้นบินจากเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ CVN-78 USS Gerald R Ford(https://aagth1.blogspot.com/2024/01/ford-nimitz.html)

ซึ่งเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ชั้น Ford ลำแรก เรือบรรทุกเครื่องบิน CVN-78 USS Gerald R Ford ได้เปลี่ยนเส้นทางเข้าสู่ภูมิภาคอเมริกาใต้จากทะเล Mediterranean ในเดือนตุลาคม 2025 ตามข้อมูลทางการของกองทัพเรือสหรัฐฯ
ฝูงบินโจมตี Electronic VAQ-142(Electronic Attack Squadron 142) "The Gray Wolves" ที่ประจำการด้วยเครื่องบินโจมตีสงคราม Electronic แบบ EA-18G Growler ถูกวางกำลังบนเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Gerald R Ford

EA-18G ที่วางกำลังบนเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Gerald R Ford ติดตั้งด้วยระบบก่อกวนสัญญาณทางยุทธวิธี AN/ALQ-99 TJS(Tactical Jamming System) กระเปาะโจมตีสงคราม Electronic(EW: Electronic Warfare) ทางอากาศที่ติดตั้งภายนอกเครื่อง
ถูกใช้ในการต่อต้านเป้าหมาย radar และการสื่อสารต่างๆเพื่อกดดันระบบป้องกันภัยทางอากาศบูรณาการของข้าศึก นักวิเคราะห์และแหล่งข่าวต่างๆในภาคอุตสาหกรรมหรือทางทหารในปัจจุบันและอดีตที่คุ้นเคยกับการปฏิบัติการของ Growler กล่าวกับ Janes ครับ

วันพุธที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2569

เยอรมนีสั่งจัดหากระสุนปืนกล 30mm สำหรับรถรบทหารราบ Puma IFV เพิ่ม

Bundeswehr orders more 30 mm IFV ammunition





A Bundeswehr Puma IFV. (Rheinmetall)

กองทัพเยอรมนี(Bundeswehr) ได้วางคำสั่งจัดหากับบริษัท Rheinmetall เยอรมนีเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2026 สำหรับกระสุนปืนใหญ่กลขนาด 30mm เพิ่มเติม
สำหรับรถรบทหารราบ Puma IFV(Infantry Fighting Vehicle, SPz: Schützenpanzer) ของกองทัพบกเยอรมนี(German Army, Heer)(https://aagth1.blogspot.com/2022/12/puma-nato.html

คำสั่งซื้อที่มีมูลค่าเป็นวงเงินหลายร้อยล้าน Euros เป็นการเพิ่มขยายสัญญากรอบการทำงานในเดือนธันวาคม 2022 สำหรับการจัดส่งกระสุนปืนใหญ่กลขนาด 30x173mm สัญญากรอบการทำงานจะดำเนินไปจนถึงปี 2029 
จนถึงขณะนี้ได้เห็นการส่งมอบกระสุน 30mm "จำนวนหลักแสนกลางๆ" นัดแล้ว ขณะนี้จะเห็นกระสุนเพิ่มเติมอีกหลายแสนนัดมูลค่าวงเงินราว 1 billion Euros($1.2 billion) ที่จะถูกส่งมอบ

เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2025 สำนักงานยุทโธปกรณ์, สารสนเทศ, วิทยาการ และการสนับสนุนระหว่างประจำการกองทัพสหพันธรัฐเยอรมนี(Federal Office of Bundeswehr Equipment, Information Technology and In-Service Support ,BAAINBw: Bundesamt für Ausrüstung, Informationstechnik und Nutzung der Bundeswehr)
ได้ขยายสัญญากรอบการทำงานที่ลงนามในเดือนพฤษภาคม 2023 เพื่อจะว่าจ้าง บริษัท Projekt System & Management GmbH(PSM) เยอรมนี กิจการร่วมค้า(JV: Joint Venture) ระหว่างบริษัท Rheinmetall และบริษัท KNDS Deutschland(KNDS) เยอรมนี

ที่จะส่งมอบรถรบทหารราบ Puma IFV เพิ่มเติมจำนวนมากกว่า 200คันเพื่อขยายขนาดกำลังของกองทัพเยอรมนี คำสั่งซื้อขั้นต้นสำหรับสัญญาในเดือนพฤษภาคม 2023 คือสำหรับรถรบทหารราบ Puma IFV จำนวน 50คัน
การจัดซื้อจัดจ้างรถรบทหารราบ Puma IFV มีมูลค่ารวมที่วงเงิน 4.2 billion Euros ซึ่งวงเงิน 2.1 billion Euros จะถูกจ่ายให้แก่บริษัท KNDS และวงเงิน 2.1 billion Euro จะถูกจ่ายให้แก่บริษัท Rheinmetall Landsysteme GmbH เยอรมนีซึ่งเป็นบริษัทย่อยในเครือ Rheinmetall เยอรมนี 

กำหนดการส่งมอบจะได้เห็นรถรบทหารราบ Puma IFV ชุดแรกถูกส่งมอบในไตรมาสที่สองของปี 2028 รถรบทหารราบ Puma IFV ติดตั้งปืนใหญ่กล MK30-2/ABM(Airburst Munition) ของ Rheinmetall 
ปืนใหญ่กล MK30-2/ABM ขนาด 30x173mm สามารถทำการยิงกระสุนแบบตั้งค่ากำหนดได้ที่เกิน 2,000m ต่อเป้าหมายบนพื้น, ในอากาศ และในทะเล บริษัท Rheinmetall กล่าวในสื่อประชาสัมพันธ์เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2026 

Rheinmetall เยอรมนีทำการผลิตและส่งมอบกระสุนสองแบบสำหรับรถรบทหารราบ Puma IFV กระสุนพลังงานจลน์ชนวนเวลา(KE-TF: Kinetic Energy Time Fuse) แบบ DM21 และกระสุนพลังงานจลน์ (KE: Kinetic Energy) แบบ DM33 ทั้งสองแบบเป็นกระสุนปืนกลขนาด 30x173mm
กระสุน DM21 KE-TF แบบตั้งค่าได้ถูกออกแบบเพื่อทำให้รถรบทหารราบ Puma IFV สามารถที่จะโจมตีเป้าหมายผิวบางขนาดใหญ่และเป้าหมายผิวกึ่งแข็ง หรืออากาศยานไร้คนขับ(UAV: Unmanned Aerial Vehicle) ต่างๆได้ครับ