วันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

การบินมิตรภาพเครื่องบินขับไล่และฝึก บ.ขฝ.๒ T-50TH กองทัพอากาศไทยและ T-50B ฝูงบินผาดแผลง Black Eagles เกาหลีใต้
















The Royal Thai Air Force (RTAF) two Korea Aerospace Industries (KAI) T-50TH Golden Eagle of 401st Squadron, Wing 4 Takhli and the Republic of Korea Air Force (RoKAF) eight T-50B Black Eagles aerobatic team coducted Frienship Flight over Wing 41 Chiang Mai RTAF base in Thailand on 18 February 2026. (Tango Squadron Air Museum foundation)



วานนี้ (18 ก.พ. 69) กองทัพอากาศไทย โดยฝูงบิน 401 กองบิน 4 สร้างปรากฏการณ์ความร่วมมือทางอากาศครั้งสำคัญภายใต้แนวคิด "One Sky, One Soul, One Golden Eagle" ในกิจกรรม "Friendship Flight" 
ซึ่งเป็นการบินหมู่ร่วมกันเหนือท้องฟ้าไทยระหว่างเครื่องบินฝึกขับไล่/โจมตี บฝ.2 (T-50TH) และเครื่องบิน T-50B จากฝูงบินผาดแผลงระดับโลก "Black Eagles" ของกองทัพอากาศสาธารณรัฐเกาหลี เหนือบริเวณพื้นที่กองบิน 41 จังหวัดเชียงใหม่ 
การปฏิบัติภารกิจในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงศักยภาพของเครื่องบินตระกูล T-50 แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการกระชับความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างนักบินของทั้งสองประเทศ แม้จะต่างสัญชาติและพรมแดน ทว่ารวมเป็นหนึ่งด้วยสมรรถนะของอากาศยานรุ่นเดียวกัน และผูกพันกันด้วยจิตวิญญาณของนักบินขับไล่ที่ร่วมกันปฏิบัติภารกิจเพื่อมิตรภาพที่ยั่งยืน

"One Sky, One Soul, One Golden Eagle"
กองทัพอากาศไทย โดย ฝูงบิน 401 กองบิน 4 ร่วมกับ กองทัพอากาศสาธารณรัฐเกาหลี สร้างปรากฏการณ์ความร่วมมือทางอากาศครั้งสำคัญในกิจกรรม "Friendship Flight" ซึ่งเป็นการบินหมู่ร่วมกันระหว่างเครื่องบินฝึกขับไล่/โจมตี บฝ.2 (T-50TH) และเครื่องบิน T-50B จากฝูงบินผาดแผลงชื่อดังระดับชาติ "Black Eagles"
"แม้ต่างประเทศ ต่างพรมแดน แต่รวมกันด้วย T-50 และผูกพันด้วยห้วใจนักบิน "

Friendship Flight RTAF & ROKAF 
ระยะเครื่องในอากาศ อาจจะวัดค่าได้ 
แต่ระยะความไว้ใจ ไม่ต้องวัดค่า เพราะมีให้กันเกิน 100 %
กองทัพอากาศ จัดกิจกรรมการบินมิตรภาพ ร่วมกับฝูงบิน Black Eagles ของกองทัพอากาศสาธารณรัฐเกาหลี ณ กองบิน 41 จ.เชียงใหม่ โดยนำเครื่อง T-50TH ทำการบินร่วมกับ T-50B พร้อมแลกเปลี่ยนนักบินนั่งสังเกตการณ์ทั้ง 2 ประเทศ 
กิจกรรมในครั้งนี้ สะท้อนความเชื่อมั่นและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ในความร่วมมือทางทหารระหว่าง ไทย–สาธารณรัฐเกาหลี ที่มีความพร้อมปฏิบัติการร่วมกัน ในระดับยุทธวิธี รวมถึงการเสริมสร้างความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นในระดับยุทธศาสตร์ ที่สามารถยกระดับมาตรฐานการทำงานร่วมกัน บนฟ้าเดียวกันได้อย่างมืออาชีพ

กองทัพอากาศ ร่วมกับฝูงบิน Black Eagles จัดกิจกรรมการบินมิตรภาพ (Friendship Flight) เสริมสร้างความสัมพันธ์และขยายผลความร่วมมือทางทหาร ณ กองบิน 41
วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 กองทัพอากาศ จัดกิจกรรมการบินมิตรภาพ (Friendship Flight) ร่วมกับฝูงบิน Black Eagles ของ Republic of Korea Air Force ในโอกาสเดินทางกลับจากการเข้าร่วมงาน Saudi Arabia Air Show 2026 และแวะจอดพักค้างคืน ณ กองบิน 41 จังหวัดเชียงใหม่ 
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างกองทัพอากาศทั้งสองประเทศ และดำเนินการประชาสัมพันธ์ความสง่างามของ พระมหาธาตุนภเมทนีดล และ พระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ ณ ดอยอินทนนท์ ผ่านภาพถ่ายทางอากาศเพื่อเผยแพร่ไปสู่ระดับสากล
ในการปฏิบัติภารกิจครั้งนี้ กองทัพอากาศได้จัดเครื่องบินขับไล่และฝึก แบบที่ 2 (T-50TH) จำนวน 2 เครื่อง จากฝูงบิน 401 กองบิน 4 ร่วมทำการบินฝึกกับอากาศยานแบบ T-50B จำนวน 8 เครื่อง ของฝูงบิน Black Eagles Team 
โดยมีกิจกรรมสำคัญคือการแลกเปลี่ยนนักบินร่วมสังเกตการณ์ในตำแหน่งที่นั่งหลังของอากาศยานทั้งสองฝ่าย เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และเพิ่มพูนทักษะการปฏิบัติภารกิจร่วมกัน นอกจากกิจกรรมภาคอากาศ กองทัพอากาศได้จัดอากาศยานโจมตีแบบที่ 8 (AT-6TH) จากฝูงบิน 411 ร่วมจัดแสดงภาคพื้นประกอบกำลังกับอากาศยานของทั้งสองฝ่าย เพื่อบันทึกภาพประวัติศาสตร์ร่วมกัน
ความสำเร็จของกิจกรรม Friendship Flight ในครั้งนี้ ถือเป็นการขยายผลความร่วมมือจากการประชุมระดับผู้ปฏิบัติงานที่สำคัญยิ่ง ทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน อันเป็นรากฐานสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงที่แน่นแฟ้น ตลอดจนเป็นการกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือทางยุทธศาสตร์ที่ยั่งยืนระหว่างกองทัพอากาศไทยและกองทัพอากาศสาธารณรัฐเกาหลีสืบไป
ทั้งนี้ ภาพถ่ายทางอากาศที่บันทึกเหนือองค์พระมหาธาตุฯ ซึ่งถือเป็นภาพสำคัญและทรงคุณค่าทางสัญลักษณ์ จะมีการเผยแพร่อย่างเป็นทางการในเร็วๆ นี้ ขอเชิญติดตามรับชมอีกครั้งหนึ่งผ่านช่องทางประชาสัมพันธ์ของกองทัพอากาศต่อไป

กองทัพอากาศไทย(RTAF: Royal Thai Air Force) และกองทัพอากาศสาธารณรัฐเกาหลี(RoKAF: Republic of Korea Air Force) ได้จัดกิจกรรมการบินมิตรภาพ(Friendship Flight) เมื่อวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๖๙(2026) ระหว่างเครื่องบินขับไล่และฝึกแบบที่๒ บ.ขฝ.๒ Korea Aerospace Industries(KAI) T-50TH Golden Eagle ฝูงบิน๔๐๑ กองบิน๔ ตาคลี จำนวน ๒เครื่อง
และเครื่องบินฝึกไอพ่น T-50B กลุ่มสาธิตทางอากาศที่๕๓(53rd Air Demonstration Group) ที่รู้จักในชื่อฝูงบินผาดแผลง Black Eagles จำนวน ๘เครื่องจากกองบิน๔๑ เชียงใหม่ โดยมีการปล่อยควันสีเป็นสีธงไตร์รงค์ของไทย และถ้าภาพรวมกับเครื่องบินโจมตีแบบที่๘ บ.จ.๘  Beechcraft AT-6TH Wolverine ฝูงบิน๔๑๑ กองบิน๔๑ ซึ่งกลับมาปฏิบัติการบินอีกครั้งหลังงดบินจากอุบัติเหตุตกเมื่อวันที่ ๒๙ มกราคม พ.ศ.๒๕๖๙

เครื่องบินฝึกไอพ่น T-50B ฝูงบินผาดแผลง Black Eagles กองทัพอากาศสาธารณรัฐเกาหลีได้เดินทางออกจากกองบิน๔๑ เชียงใหม่ ทางตอนเหนือของไทยเมื่อวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๖๙ โดยจะมุ่งหน้าไปแวะพักที่ฟิลิปปินส์เป็นจุดหมายต่อไป ก่อนจะเดินทางกลับไปที่ตั้งหลัก ณ ฐานทัพอากาศ Wonju ในจังหวัด Gangwon สาธารณรัฐเกาหลี
ฝูงบินผาดแผลง Black Eagles ได้เสร็จสิ้นการแสดงในงานแสดงการป้องกันประเทศ World Defense Show(WDS) 2026 ที่จัดขึ้นในกรุง Riyadh ซาอุดีอาระเบียระหว่างวันที่ ๘-๑๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๖๙ ซึ่งในการเดินทางขาไปซาอุดีอาระเบียก่อนหน้าเครื่องบินฝึกไอพ่น T-50B Black Eagles ก็ได้มาแวะพักที่ท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ระหว่างวันที่ ๓๐-๓๑ มกราคม พ.ศ.๒๕๖๙

การเดินทางขาไปของเครื่องบินฝึกไอพ่น T-50B ฝูงบินผาดแผลง Black Eagles กองทัพอากาศสาธารณรัฐเกาหลียังเป็นครั้งแรกที่ได้ทำการแวะพักที่ฐานทัพอากาศ Naha ญี่ปุ่นและถ่ายรูปร่วมกับเครื่องบินฝึกไอพ่น Kawasaki T-4 ฝูงบินผาดแผลง Blue Impulse กองกำลังป้องกันตนเองทางอากาศญี่ปุ่น(JASDF: Japan Air Self-Defense Force) เมื่อวันที่ ๒๘ มกราคม พ.ศ.๒๕๖๙ 
ซึ่งมีขึ้นระหว่างการเดินทางเยือนญี่ปุ่นของรัฐมนตรีกลาโหมสาธารณรัฐเกาหลี Ahn Gyu-baek ที่มีการเข้าพบรัฐมนตรีกลาโหมญี่ปุ่น Shinjiro Koizumi ซึ่งทั้งสองชาติกำลังฟื้นฟูและกระชับความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงในภูมิภาคที่กำลังตึงเครียดขึ้นโดยเฉพาะภัยคุกคามร่วมกันจากกองทัพประชาชนเกาหลี(https://aagth1.blogspot.com/2026/02/600mm.html)

การบินมิตรภาพครั้งแรกระหว่างเครื่องบินฝึกไอพ่น T-50B ฝูงบินผาดแผลง Black Eagles กองทัพอากาศสาธารณรัฐเกาหลี และเครื่องบินขับไล่และฝึก บ.ขฝ.๒ T-50TH ฝูงบิน๔๐๑ กองบิน๔ กองทัพอากาศไทยยังได้เห็นว่าเครื่องหมายเลข "40101" และ "40102" ติดเครื่องหมาย "bomb score marks" ที่แสดงการใช้อาวุธที่รวมถึงลูกระเบิดอากาศอเนกประสงค์ Mk82 ขนาด 500lbs ในการรบจริงด้วย
กองทัพอากาศไทยได้ประกาศว่าเครื่องบินขับไล่และฝึก บ.ขฝ.๒ T-50TH ได้มีส่วนร่วมในการใช้อาวุธทางอากาศระหว่างความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาในปี พ.ศ.๒๕๖๘(2025) ที่ผ่านมา ฝูงบิน๔๐๑ กองบิน๔ ซึ่งขณะนี้มี บ.ขฝ.๒ T-50TH ในประจำการจำนวน ๑๔เครื่องกำลังอยู่ระหว่างรอรับมอบเพิ่มเติมอีก ๒เครื่องรวมเป็น ๑๖เครื่องครับ(https://aagth1.blogspot.com/2025/06/rtaf-white-paper-2025.html)

วันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

เกาหลีเหนือแสดงจรวดหลายลำกล้องอัตตาจรขนาด 600mm แบบใหม่

North Korea showcases 600 mm multiple rocket launchers







North Korean leader Kim Jong-un stands in front of the MRL system test-fired by the country's Missile Administration in January. (Photo by KCNA via KNS/AFP via Getty Images)



กระทรวงอุตสาหกรรมเครื่องกระสุน(MID: Munitions Industry Department) ของรัฐบาลสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีได้จัดแสดงระบบจรวดหลายลำกล้อง(MRL: Multiple Rocket Launcher) 'ขนาดลำกล้องใหญ่' 600mm ของตน
ณ พิธีส่งมอบที่มีขึ้นในนครหลวง Pyongyang สำนักข่าว Korean Central News Agency(KCNA) ของรัฐบาลสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีรายงานเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2026

ชุดภาพถ่ายที่เผยแพร่โดยสำนักข่าว KCNA แสดงถึงระบบจรวดหลายลำกล้องอัตตาจรล้อยางขนาด 600mm จำนวนอย่างน้อย 50ระบบถูกจัดแสดงในส่งมอบซึ่งได้เชิญผู้นำสูงสุดของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี Kim Jong-un ร่วมพิธี
สำนักข่าว KCNA กล่าวว่าระหว่างพิธีกระทรวงอุตสาหกรรมเครื่องกระสุนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีได้นำเสนอระบบจรวดหลายลำกล้องอัตตาจรล้อยางขนาด 600mm อย่างเป็นทางการ

ต่อการประชุมสภาครั้งที่เก้าของพรรคแรงงานเกาหลี(WPK: Workers' Party of Korea) ซึ่งจากนั้นได้ส่งมอบจรวดหลายลำกล้องอัตตาจรขนาด 600mm ให้แก่กองทัพประชาชนเกาหลี(KPA: Korean People's Army)
สำนักข่าว KCNA ยังรายงานว่า Kim Jong-un ได้นำเสนอจรวดหลายลำกล้องอัตตาจรล้อยางขนาด 600mm แก่ผู้บัญชาการกองทัพประชาชนเกาหลี รองจอมพล(Vice Marshal) Ri Yong-gil

การวิเคราะห์ชุดภาพถ่ายของ Janes ตั้งข้อสังเกตว่าจรวดหลายลำกล้องอัตตาจร MRL ที่ถูกนำเสนอใหม่ล่าสุดเป็นรุ่นปรับปรุงของระบบจรวดหลายลำกล้องขนาดใหญ่ของสำนักงานอาวุธนำวิถี(Missile Administration) ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี
ที่ทำการทดสอบยิงในเดือนมกราคม 2026 การทดสอบยิงนี้ถูกดำเนินการเพื่อ "รับรองความมีประสิทธิภาพของระบบจรวดหลายลำกล้องขนาดใหญ่ที่ได้รับการปรับปรุงด้วยวิทยาการใหม่" KCNA รายงานเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2026

สำนักข่าว KCNA กล่าว ณ เวลานั้นว่า "การยิงจรวดสี่นัดพุ่งชนเป้าหมายในน้ำในระยะยิง 358.5km ห่างออกไปจากจุดทำการยิง" อ้างอิงจาก Kim Jong-un ซึ่งปรากฎตนในการยิงทดสอบพร้อมกับบุตรสาวของเขา Kim Ju-ae
KCNA รายงาน ณ เวลานั้นว่าระบบจรวดหลายลำกล้องที่ได้รับการปรับปรุงมีคุณลักษณะ "ควบคุมทิศทางได้ด้วยตนเอง, ระบบควบคุมวิถีโคจรนำวิถีความแม่นยำสูง ซึ่งสามารถเพิกเฉยต่อการแทรกแซงภายนอกใดๆได้"

ในการอ้างอิงต่อระบบควบคุมทิศทางได้ด้วยตนเองน่าจะบ่งชี้ว่าจรวดพื้นสู่พื้นขนาด 600mm น่าจะได้รับการติดตั้งด้วยระบบนำวิถีความแม่นยำสูงพื้นฐานระบบนำร่อง inertial navigation system(INS) พร้อมระบบควบคุมการบินโคจร 
"ดัชนีทั้งหมดได้รับการปรับปรุงเพื่อขีดความสามารถการโจมตีสูงสุดและความคล่องแคล่วการเคลื่อนที่, ข่าวกรอง, และความแม่นยำการพุ่งชนของจรวด โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้รับการปรับปรุงอย่างน่าทึ่ง ความคล่องแคล่วของรถแท่นยิงที่ได้รับการปรับปรุงความทันสมัยยังสมบูรณ์แบบ" Kim Jong-un กล่าวครับ

วันพฤหัสบดีที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

ซาอุดีอาระเบียเลือกจัดหาเครื่องบินลาดตระเวนทางทะเล C-27J MPA อิตาลี 4เครื่อง

Saudi Arabia selects C-27J for maritime patrol requirement





An artistʼs impression of the Leonardo C-27J MPA as it will feature in Saudi service fitted with an ASW and ASuW weapons package. (Leonardo, Xavier Vavasseur)

ซาอุดีอาระเบียได้เลือกเครื่องบินลาดตระเวนทางทะเล Leonardo C-27J MPA(Maritime Patrol Aircraft) เพื่อเติมเต็มความต้องการการลาดตระเวนทางทะเลทางอากาศของตน บริษัท Leonardo อิตาลีประกาศเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2026
ซาอุดีอาระเบียจะได้รับมอบเครื่องบินลำเลียง C-27J จำนวน 4เครื่องในรูปแบบสำหรับภารกิจลาดตระเวนทางทะเล ซึ่งจะรวมชุดระบบอาวุธสงครามปราบเรือดำน้ำ(ASW: Anti‑Submarine Warfare) และสงครามต่อต้านเรือผิวน้ำ(ASuW: Anti-Surface Warfare) ต่างๆ

"บริษัท Leonardo จะส่งมอบเครื่องบินลาดตระเวนทางทะเล C-27J MPA จำนวน 4เครื่องแก่กระทรวงกลาโหมแห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย เป็นการมอบขีดความต่างๆที่จำเป็นที่จะรับมือกับภัยคุกคามเรือดำน้ำและเรือผิวน้ำในทะเลสมัยใหม่ต่างๆ 
ที่จะรับประกันการปฏิบัติงานภารกิจค้นหาและกู้ภัย(SAR: Search-and-Rescue) ต่างๆอย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อจะดำเนินการปฏิบัติการภารกิจลำเลียงและส่งทางอากาศต่างๆ" Leonardo อิตาลีกล่าว

บริษัท Leonardo เสริมว่าการส่งมอบเครื่องบินลาดตระเวนทางทะเล C-27J MPA แก่กองทัพเรือซาอุดีอาระเบีย(RSNF: Royal Saudi Naval Forces) คาดว่าจะเริ่มต้นขึ้นในปี 2029
ขณะที่ซาอุดีอาระเบียจะกลายเป็นผู้ใช้งานนานาชาติทั่วโลกรายที่21 ของเครื่องบินลำเลียง C-27J Spartan(https://aagth1.blogspot.com/2024/12/c-27j-spartan.html) ซาอุดีอาระเบียจะเป็นลูกค้าเปิดตัวสำหรับ C-27J MPA รุ่นติดอาวุธทางทะเล

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2026 บริษัท WASS Submarine Systems อิตาลี ในเครือบริษัท Fincantieri อิตาลีได้ประกาศระหว่างงานแสดงการป้องกันประเทศ World Defense Show(WDS) 2026 
ที่จัดขึ้นในกรุง Riyadh ซาอุดีอาระเบียระหว่างวันที่ 8-12 กุมภาพันธ์ 2026 ว่าตนได้รับสัญญาจากซาอุดีอาระเบียสำหรับการจัดหา torpedo เบาปราบเรือดำน้ำแบบ MU90 LWT(Lightweight Torpedo)

WASS Submarine Systems อิตาลีและกระทรวงกลาโหมซาอุดีอาระเบียได้ลงนามสัญญาจัดหา torpedo เบาปราบเรือดำน้ำ MU90 เป็นวงเงินรวมมากกว่า 200 million Euros ทำให้นี่เป็นคำสั่งซื้อครั้งใหญ่ที่สุดของ WASS อิตาลีในประวัติศาสตร์รอบ 150ปี 
ต่อจากกองทัพเรืออินเดีย(IN: Indian Navy) ที่สั่งจัดหา Torpedo หนักแบบ Black Shark จำนวน 48ลูกสำหรับเรือดำน้ำชั้น Kalvari(Scorpene) ของตนในเดือนมกราคม 2026(https://aagth1.blogspot.com/2023/07/kalvari-3.html)

torpedo เบา MU90 คาดว่าจะส่งมอบแก่ซาอุดีอาระเบียได้ในระหว่างปี 2029-2030 บริษัท Fincantieri กล่าว MU90 สามารถติดตั้งได้กับระบบยิงหลายแบบตั้งแต่เรือผิวน้ำ, เฮลิคอปเตอร์ และเครื่องบินปีกนิ่งที่รวมถึง C-27J MPA
เครื่องบินลาดตระเวนทางทะเล C-27J MPA ยังคาดว่าจะได้รับการติดตั้งด้วยอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นต่อต้านเรือผิวน้ำ MBDA Marte ER(Extended Range) ด้วยครับ(https://aagth1.blogspot.com/2024/05/h215m-marte-er.html)

วันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

อินเดียมีความคืบหน้าการจัดหาเครื่องบินขับไล่ Rafale เพิ่ม 114เครื่องและเครื่องบินลาดตระเวนทางทะเล P-8I Neptune เพิ่ม 6เครื่อง

India progresses procurements of additional Rafale, P-8I aircraft



The IAF has already inducted 36 Rafale fighter aircraft between 2019 and 2022. (Indian Air Force)


The Indian Navy has already inducted 12 P-8I Neptune maritime patrol aircraft between 2013 and 2022. (Indian Navy)



หลังจากล่าช้ามาหลายปีรัฐบาลอินเดียได้อัดฉีดแรงผลักดันใหม่แก่โครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่อเนกประสงค์(MRFA: Multi-Role Fighter Aircraft) ของตนโดยสภาการจัดหากลาโหม(DAC: Defence Acquisition Council) ของอินเดีย
ได้อนุมัติการจัดซื้อจัดจ้างเครื่องบินขับไล่ Dassault Rafale ฝรั่งเศสเพิ่มเติมจำนวน 114เครื่องสำหรับกองทัพอากาศอินเดีย(IAF: Indian Air Force) เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2026

แยกออกไปต่างหากอีกโครงการ เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2026 กระทรวงกลาโหมอินเดียได้ลงนามสัญญาใหม่กับ Hindustan Aeronautics Limited(HAL) รัฐวิสาหกิจผู้ผลิตอากาศยานของอินเดีย
ที่จะจัดหาเครื่องบินลาดตระเวนทางทะเล Dornier 228 (Do228) เพิ่มเติมจำนวน 8เครื่องสำหรับหน่วยยามฝั่งอินเดีย(ICG: Indian Coast Guard) เป็นวงเงิน 23.12 billion Indian Rupee($257 million)

การตัดสินใจอนุมัติการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่ Rafale เพิ่มเติม(https://aagth1.blogspot.com/2025/10/su-57-rafale.html) ถูกจัดตั้งขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของหลากหลายชุดการยอมรับที่จำเป็น(AoN: Acceptance of Necessity)
ที่ผ่านการอนุมัติความเห็นชอบโดยสภาการจัดหากลาโหมอินเดีย DAC ครอบคลุมข้อเสนอการจัดซื้อจัดจ้างต่างๆของอินเดียมูลค่ารวมเป็นวงเงิน 3.60 trillion Indian Rupee($39.7 billion)

นอกเหนือจากเครื่องบินขับไล่ Rafale เพิ่มเติมจำนวน 114เครื่องสำหรับกองทัพอากาศอินเดีย การอนุมัติต่างๆได้รวมถึงเครื่องบินลาดตระเวนทางทะเล Boeing P-8I Neptune เพิ่มเติมจำนวน 6เครื่้องสำหรับกองทัพเรืออินเดีย(IN: Indian Navy) รวมเป็น 18เครื่อง
การซ่อมทำใหญ่(overhaul) ของยานเกราะแบบต่างๆของกองทัพบกอินเดีย(IA: Indian Army) เช่นเดียวกับระบบอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นใหม่ และเรือเหาะเพดานบินสูงเสมือนดาวเทียม(AS-HAPS: Air-Ship Based High Altitude Pseudo Satellite) สำหรับกองทัพอากาศอินเดีย

การอนุมัติการยอมรับที่จำเป็น AoN เป็นก้าวแรกในกระบวนการการจัดซื้อจัดจ้างทางการเงิน บ่งชี้ว่าสภาการจัดหากลาโหมอินเดีย DAC ที่เป็นประธานโดยรัฐมนตรีกลาโหมอินเดีย Rajnath Singh
ได้ยอมรับการเห็นชอบอย่างเป็นทางการในความจำเป็นสำหรับอาวุธยุทโธปกรณ์กลาโหมโดยเฉพาะเจาะจง เป็นการสร้างการริเริ่มกระบวนการการจัดซื้อจัดจ้างต่างๆได้(https://aagth1.blogspot.com/2019/09/sitmex-2019.html)

กระทรวงกลาโหมอินเดียกล่าวว่า "การจัดซื้อจัดจ้างของโครงการเครื่องบินขับไล่อเนกประสงค์ MRFA จะเพิ่มขยายขีดความสามารถของการดำเนินภารกิจการครองอากาศตลอดทั่วทั้งมิติภาคส่วนความขัดแย้ง
และส่งเสริมขีดความสามารถการป้องปรามอย่างมีนัยสำคัญของกองทัพอากาศอินเดียด้วยการโจมตีเชิงรุกจากระยะไกลต่างๆ" ตามข้อมูลจากกระทรวงกลาโหมอินเดีย เครื่องบินขับไล่ Rafale ส่วนใหญ่ที่จะถูกจัดหาภายใต้โครงการ MRFA จะถูกผลิตในอินเดีย

เครื่องบินขับไล่ Rafale ใหม่ 114เครื่องเหล่านี้ 12เครื่องแรกจะถูกผลิตโดยโรงงานอากาศยานของบริษัท Dassault Aviation ฝรั่งเศส ขณะที่อีก 96เครื่องมองจะถูกประกอบสร้างในอินเดียโดยใช้ชิ้นส่วนและองค์ประกอบต่างๆภายในประเทศถึงร้อยละ50
เมื่อรวมกับเครื่องบินขับไล่ประจำเรือบรรทุกเครื่องบิน Rafale M 26เครื่องสำหรับกองทัพเรืออินเดียที่ลงนามจัดหาในเดือนเมษายน 2025(https://aagth1.blogspot.com/2025/04/rafale-m-26.html) จะทำให้อินเดียกลายเป็นผู้ใช้งานส่งออกรายใหญ่ที่สุดสำหรับเครื่องบินขับไล่ Rafale

กองทัพอากาศอินเดียได้จัดหาเครื่องบินขับไล่ Rafale จำนวน 36 เครื่องจากฝรั่งเศสในปี 2016 โดยได้รับมอบในช่วงปี 2019-2022 เข้าประจำการในสองฝูงบิน(https://aagth1.blogspot.com/2026/01/rafale-eh-bs-001.html)
กองทัพเรืออินเดียได้จัดหาเครื่องบินลาดตระเวนทางทะเล P-8I Neptune ระยะแรกจำนวน 8เครื่องในปี 2009 โดยได้รับมอบเครื่องแรกในปี 2013 และระยะที่สองเพิ่มเติม 4เครื่องในปี 2016 และได้รับมอบในช่วงปี 2021-2022 ครับ

วันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

เครื่องบินขับไล่ทิ้งระเบิด Su-34 ม้างานที่ยืนยงของรัสเซียเหนือยูเครน

Special Report: Su-34, Russia's enduring workhorse over Ukraine





The Su-34 is the stalwart of Russian combat operations over Ukraine where, despite suffering relatively heavy losses in the early stages of the war, it continues to provide airborne strike primarily through the use of stand-off weapons. (Ministry of Defence of the Russian Federation)

ตั้งแต่ที่รัสเซียเริ่มต้นการรุกรานยูเครนอย่างเต็มรูปแบบในเดือนกุมภาพันธ์ 2022 เครื่องบินขับไล่ทิ้งระเบิด Sukhoi Su-34(NATO กำหนดรหัส 'Fullback')(https://aagth1.blogspot.com/2022/03/su-34.html)
ได้กลายเป็นม้างานของกองทัพอากาศรัสเซีย(Russian Aerospace Forces, VKS: Vozdushno-Kosmicheskiye Sily) ในภารกิจโจมตีทางลึกและการลาดตระเวนระยะไกลต่างๆ

ภาพเคลื่อนไหววีดิทัศน์ที่เผยแพร่ทาง online เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2022 ได้แสดงถึงเครื่องบินขับไล่ทิ้งระเบิด Su-34 ทำการบินต่ำเหนือภูมิภาค Kharkiv ของยูเครน
บ่งชี้ว่าเครื่องบินขับไล่ทิ้งระเบิดสองเครื่องยนต์ไอพ่นสองที่นั่งเคียงกัน Su-34 ได้เข้าสู่ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน(https://aagth1.blogspot.com/2025/06/fpv-drone.html)

บุคคลที่ทำการบันทึกภาพยนตร์เคลื่อนไหวได้ยินการกล่าวว่านี่เป็นเครื่องบินเครื่องที่เจ็ดที่ทำการบินเหนือเขา โดยปราศจากการกล่าวว่าเครื่องบินแบบอื่นๆที่เคยบินผ่านเป็นเครื่องบินแบบใด
ตั้งแต่ที่ถูกนำมาใช้ปฏิบัติการในยุทธบริเวณ เครื่องบินขับไล่ทิ้งระเบิด Su-34 ได้ถูกเห็นว่าประสบความสำเร็จและล้มเหลวในบางครั้งในการกระจายอำนาจทางอากาศของกองทัพอากาศรัสเซียลึกเข้าไปในดินแดนของยูเครน

แต่ราคาที่ต้องแลกมาคือเครื่องบินขับไล่ทิ้งระเบิด Su-34 น่าจะเป็นหนึ่งในอากาศยานที่มีอัตราการสูญเสียสูงที่สุดของกองทัพอากาศรัสเซีย(https://aagth1.blogspot.com/2025/03/ka-52-mi-28.html)
เครื่องบินขับไล่ทิ้งระเบิด Su-34 ได้ถูกออกแบบมาเพื่อทดแทนเครื่องบินขับไล่ทิ้งระเบิด Sukhoi Su-24(NATO กำหนดรหัส 'Fencer') โดยได้รับการประกาศการเข้าประจำการปฏิบัติการโดยกองทัพอากาศรัสเซียในปี 2014

เครื่องบินขับไล่ทิ้งระเบิดความเร็วเหนือเสียง Su-34 เป็นหนึ่งในระบบเครื่องบินรบที่มีความทันสมัยที่สุดและมีขีดความสามารถมากที่สุดในรายการอาวุธยุทโธปกรณ์ในประจำการของกองทัพอากาศรัสเซีย
เป็นชิ้นส่วนศูนย์กลางที่สำคัญหนึ่งของโครงการการปรับปรุงความทันสมัยของกองทัพรัสเซียที่จะทดยุทโธปกรณ์ยุคอดีตสหภาพโซเวียที่ล้าสมัยของตนด้วยเครื่องบินรบ, เฮลิคอปเตอร์โจมตี, เครื่องบินฝึก และเครื่องบินลำเลียงใหม่ต่างๆมากกว่า 200เครื่อง

เครื่องบินขับไล่ทิ้งระเบิด Su-34 ได้รับการติดตั้งด้วยระบบชี้เป้าหมายด้วย laser และ TV ต่างๆ และมีคุณลักษณะตำบลอาวุธจุด 12จุดแข็งภายนอกลำตัวที่ไม่เพียงบรรทุกอาวุธอากาศสู่พื้นหลักต่างๆ แต่ยังรวมถึงอาวุธอากาศสู่อากาศเพื่อป้องกันตัวบางส่วนด้วย
ระบบอาวุธไม่นำวิถีหรือ 'dumb weapons' ที่สามารถติดตั้งโดยเครื่องบินขับไล่ทิ้งระเบิด Su-34 ได้ประกอบด้วยลูกระเบิดอากาศ FAB-500T, BETAB-500ShP, ODAB-500PM, OFAB-250-270, ODAB-100-120, และ P-50T

เช่นเดียวกับจรวดอากาศสู่พื้นไม่นำวิถีขนาด 80mm แบบ S-8OM, S-8BM, S-8KOM จรวดอากาศสู่พื้นไม่นำวิถีขนาด 122mm แบบ S-13OF จรวดอากาศสู่พื้นไม่นำวิถีขนาด 340mm แบบ S-25OFM-PU
อาวุธนำวิถีหรือ 'smart weapons' ประกอบด้วย อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยกลาง R-27R1(ER1), อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศกลาง R-27T1(ET1), อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยใกล้ R-73E และอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยไกล RVV-AE

อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น Kh-59ME, อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น Kh-31A, อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น Kh-31P, อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น Kh-29T(TE), อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น Kh-29L และจรวดอากาศสู่พื้นนำวิถี S-25LD
ระเบิดนำวิถี laser แบบ KAB-500Kr, KAB-500L, KAB-1500KR, KAB-1500L และระเบิดอมภัณฑ์ย่อย RBK-500 SPBE-D เครื่องบินขับไล่ทิ้งระเบิด Su-34 ยังติดตั้งปืนใหญ่อากาศ GSh-301 ขนาด 30mm ความจุกระสุน 150นัดด้วยครับ

วันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

HAL อินเดียมั่นใจว่าการผลิตเครื่องบินขับไล่ Tejas จะตรงตามเป้าหมายในปี 2026

HAL upbeat on meeting Tejas production targets in 2026





The first-production Tejas Mk 1A prepares for take-off from the HAL airport in Bangalore on 28 March 2023. (HAL)

การตอบสนองต่อการวิจารณ์เกี่ยวกับอัตราการผลิตของเครื่องบินขับไล่ Tejas Mk 1A จาก Hindustan Aeronautics Limited(HAL) รัฐวิสาหกิจผู้ผลิตอากาศยานของอินเดียกล่าวว่า
ตนคาดว่าจะเสร็จสิ้นการผลิตเครื่องบินขับไล่ Tejas Mk 1A จำนวน 16เครื่องภายในสิ้นปีงบประมาณ 2025 ของอินเดียในเดือนมีนาคม 2026 นี้(https://aagth1.blogspot.com/2025/08/tejas-mk-1a-97.html)

เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2026 HAL กล่าวใน post บนบัญชีทางการ X(Twitter เดิม) ของตนว่าเครื่องบินขับไล่ Tejas Mk 1A จำนวน 5เครื่องได้ "พร้อมเต็มอย่างเต็มรูปแบบสำหรับการส่งมอบ"
และได้รวมขีดความสามารถหลักต่างๆทั้งหมดเข้าไว้ในเครื่องบินตามที่ได้รับสัญญาจากกองทัพอากาศอินเดีย(IAF: Indian Air Force)(https://aagth1.blogspot.com/2025/02/hal-tejas-mk-1a-2025.html)

เครื่องบินขับไล่ Tejas Mk 1A เพิ่มเติมอีกจำนวน 9เครื่องได้มีความสมควรเดินอากาศ(airworthy) แล้ว ขณะที่เครื่องบินเพิ่มเติมอีก 2เครื่องกำลังอยู่ในการผลิต แหล่งข่าวของ HAL กล่าวกับ Janes
อย่างไรก็ตาม Janes เข้าใจว่า HAL อินเดียยังไม่ได้รวมขีดความสามารถรองมาเข้ากับเครื่อง ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงชุดคำสั่ง software ต่างๆที่เกี่ยวข้องโดยกองทัพอากาศอินเดียเข้าสู่ระบบเครื่องบินขับไล่ Tejas Mk 1A

แต่อย่างไรก็ตามเครื่องบินขับไล่ Tejas Mk 1A จำนวน 5เครื่องแรกได้ "พร้อมเต็มรูปแบบ" สำหรับการตรวจรับโดยกองทัพอากาศอินเดียสำหรับการทดสอบต่างเพื่อนำเข้าประจำการ แหล่งข่าวของ HAL กล่าว
"การปรับปรุง software ต่างๆสามารถที่จะเพิ่มเข้าสู่เครื่องบินตามแต่ละความต้องการต่างๆตลอดช่วงระยะเวลาการทดสอบ" แหล่งข่าวเสริมต่ออีกว่า HAL ปัจจุบันได้เกิดค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับกับการดำรงสภาพต่างๆตามที่เครื่องบินยังคงจอดรอเดินเครื่องยนต์ในโรงเก็บ

กองทัพอากาศอินเดียไม่ได้ให้ความเห็นอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับกำหนดการตรวจรับของเครื่องบินขับไล่ Tejas Mk 1A ตามข้อมูลจาก HAL อินเดียตนกำลังอยู่ใน
"การหารืออย่างกระตือรือร้นกับกองทัพอากาศอินเดียที่จะส่งมอบเครื่องบินโดยเร็วที่สุด" Janes ไม่สามารถเข้าถึงโฆษกของกองทัพอากาศอินเดียเพื่อขอความเห็นได้ ณ เวลาที่บทความนี้เผยแพร่

จำนวนพร้อมใช้งานที่จำกัดของเครื่องยนต์ไอพ่น turbofan แบบ F404-GE-IN20 ได้หมายความว่าเครื่องบินขับไล่ Tejas Mk 1A เพิ่มเติม 9เครื่องที่ถูกผลิตแล้วยังไม่พร้อมสำหรับส่งมอบแก่กองทัพอากาศอินเดีย แหล่งข่าวของ HAL กล่าว
HAL อินเดียมองที่จะได้รับเครื่องยนต์ไอพ่น F404-GE-IN20 จำนวน 12เครื่องในปีงบประมาณ 2025 ซึ่งจะสิ้นสุดในวันที่ 31 มีนาคม 2026 โฆษกบริษัท General Electric(GE) สหรัฐฯยืนยันกับ Janes เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2025 ว่าตนจะส่งมอบเครื่องยนต์ชุดแรก 12เครื่องแก่อินเดียครับ

วันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

กองทัพอากาศไทยทดสอบระบบสื่อสารผ่านดาวเทียม SATCOM กับอากาศยานไร้คนขับ SIKAN UAV ที่พัฒนาในประเทศ


The Research and Development Center for Space and Aeronautical Science and Technology (RDC), Royal Thai Air Force (RTAF) developed SIKAN radio-controlled trainer aircraft displayed at the Defense & Security 2025 show in Bangkok. (My Own Photos)






Air Chief Marshal  Seksan Kantha, the Commander-in-Chief of the Royal Thai Air Force (RTAF) visited the satellite communication (SATCOM) system testing on SIKAN Unmanned Aerial Vehicle (UAV) developed by RDC RTAF with THAICOM PUBLIC COMPANY LIMITED, at RTAF Small Airfield (Thung Sikan) on 12 February 2026. (Royal Thai Air Force)



ผบ.ทอ.เยี่ยมชมการทดสอบระบบสื่อสารผ่านดาวเทียม (SATCOM) กับอากาศยานไร้คนขับแบบ  "SIKAN" ของ ศวอ.ทอ. 
พลอากาศเอก เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ เยี่ยมชมการทดสอบระบบสื่อสารผ่านดาวเทียม (SATCOM) กับอากาศยานไร้คนขับแบบ SIKAN ซึ่งเป็นผลงานการวิจัยและพัฒนาโดยศูนย์วิจัยพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีการบินและอวกาศกองทัพอากาศ (ศวอ.ทอ.) ร่วมกับ บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) 
โดยมี พลอากาศโท ชเนนทร์ สุขวารี ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีการบินและอวกาศกองทัพอากาศ พร้อมด้วยคณะผู้บังคับบัญชา ให้การต้อนรับและบรรยายสรุป
การทดสอบในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของการบูรณาการขีดความสามารถทั้ง 3 มิติ คือมิติทางอากาศ (Air Domain) มิติไซเบอร์ (Cyber Domain) และมิติอวกาศ (Space Domain) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้อากาศยานไร้คนขับ (UAV) ของกองทัพอากาศ 
โดยใช้ช่องทางการสื่อสารที่มีการเข้ารหัส (Encryption) ผ่านดาวเทียมไทยคม 4 (Thaicom 4) ทำให้ก้าวข้ามขีดจำกัดด้านระยะทางของการส่งสัญญาณแบบ Line-of-Sight (LOS) สามารถควบคุมและสั่งการอากาศยานไร้คนขับได้จากระยะไกลและครอบคลุมพื้นที่ปฏิบัติการทั้งหมด
ณ สนามบินเล็กกองทัพอากาศ (ทุ่งสีกัน) เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569

Unlock ขีดจำกัดด้านพิสัยการปฏิบัติการบินของ UAV
ขยายพื้นที่ปฏิบัติการให้ไกลกว่าเดิม
กองทัพอากาศ โดย ศูนย์วิจัยพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีการบินและอวกาศกองทัพอากาศ บูรณาการขีดความสามารถ 3 มิติ 
Air Domain = UAV
Cyber Domain = Encryption
Space Domain = Satcom
ทำให้สามารถเพิ่มระยะการควบคุมและสั่งการ UAV ได้สำเร็จ 
การพัฒนาครั้งนี้ เป็นก้าวสำคัญอย่างมาก ซึ่งเป็นไปตามเจตนารมณ์ของ ผบ.ทอ. ในการนำความรู้ไปต่อยอด สู่การปฏิบัติการร่วมระหว่าง 3 เหล่าทัพ ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ และความปลอดภัยของประชาชน

ตามข้อมูลจาก ศูนย์วิจัยพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีการบินและอวกาศกองทัพอากาศ ศวอ.ทอ.(RDC: Research and Development Center for Space and Aeronautical Science and Technology) กองทัพอากาศไทย(RTAF: Royal Thai Air Force)
ณ นิทรรศการแสดงยุทโธปกรณ์และเทคโนโลยีป้องกันประเทศ Defense & Security 2025 ที่ IMPACT เมืองทองธานี กรุงเทพฯ ประเทศไทย ระหว่างวันที่ ๑๐-๑๓ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๖๘(2025)(https://aagth1.blogspot.com/2025/11/kb-uav.html)

อากาศยานไร้คนขับ(UAV: Unmanned Aerial Vehicle) แบบ SIKAN (สีกัน) เป็นเครื่องบินฝึกบังคับด้วยวิทยุที่นำมาใช้เป็นเครื่องช่วยฝึกสำหรับการฝึกผู้บังคับอากาศยานภายนอก(External Pilot) ก่อนที่จะทำการฝึกกับระบบอากาศยานไร้คนขับ(UAS: Unmanned Aircraft System) ที่ใช้ในภารกิจจริง เพื่อเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายสำหรับการฝึก
อากาศยานไร้คนขับ SIKAN UAV มีคุณลักษณะความยาว 3.58m ปีกกว้าง 4.58m สูง 1.16m ติดตั้งระบบขับเคลื่อนเครื่องยนต์ลูกสูบสองจังหวะขนาด 170cc กำลัง 17.5hp ติดตั้งด้วย motor ติดเครื่อง มีน้ำหนักเครื่องเปล่าที่ 65kg น้ำหนักบินขึ้นสูงสุด(MTOW: Maximum Take-Off Weight) ที่ 80kg

อากาศยานไร้คนขับ SIKAN UAV มีความเร็วเดินทางที่ 110km/h ความเร็วสูงสุดที่ 180km ระยะเวลาทำการบินนาน ๑ชั่วโมง เพดานบินสูงสุด 1,000m ระยะปฏิบัติการ 2km ระบบควบคุมการบิน(FLCS: Flight Control System) ด้วยคลื่นวิทยุย่านความถี่ 2.4GHz และ 900Hz
อากาศยานไร้คนขับ SIKAN UAV ถูกผลิตและนำเข้าประจำการ ณ ศูนย์การฝึกอากาศยานไร้คนขับกองทัพอากาศ(RTAF-UTC: Royal Thai Air Force-Unmanned Aircraft System Training Center) ที่ กองบิน๓ วัฒนานคร ในจังหวัดสระแก้ว ประเทศไทย ซึ่งเป็นกองบินอากาศยานไร้คนขับ UAV หน่วยแรกของกองทัพอากาศไทย

การทดสอบการติดตั้งระบบสื่อสารผ่านดาวเทียม(SATCOM: Satellite Communication) กับอากาศยานไร้คนขับ SIKAN ที่มีขึ้น ณ สนามบินเล็กกองทัพอากาศ(ทุ่งสีกัน) แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๖๙(2026) โดยมีพลอากาศเอก เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศไทยเยี่ยมชม
เป็นความร่วมมือระหว่าง ศวอ.ทอ.กับบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน)(Thaicom PLC) ไทยในการติดตั้งระบบสื่อสารผ่านดาวเทียม SATCOM ที่ใช้ช่องทางการสื่อสารแบบเข้ารหัส(Encryption) ดาวเทียมไทยคม๔(Thaicom 4) เพื่อข้ามขีดจำกัดระยะทางการส่งสัญญาณ(LOS: Line-of-Sight) ที่จะต่อยอดไปสู่การพัฒนาเพื่อประยุกต์ใช้กับอากาศยานไร้คนขับ UAV แบบอื่นๆที่กองทัพอากาศไทยพัฒนาเองในประเทศต่อไปครับ