วันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

กองทัพอากาศไทยและสิงคโปร์เสร็จสิ้นการฝึกผสม AIR THAISING 2026




















The Royal Thai Air Force (RTAF) and the Republic of Singapore Air Force (RSAF) concluded the exercise AIR THAISING 2026 at Wing 23 Udon Thani RTAF base, Thailand from 6-16 July 2026. 
the bilateral exercise AIR THAISING 2025 participated with RTAF Beechcraft AT-6TH Wolverine light attack aircrafts of 411th Squadron, Wing 41 Chiang Mai; Dornier Alpha Jet TH of 231st Squadron, Wing 23; and RSAF Lockheed Martin F-16C/D/D+ Block 52 Fighting Falcon. (Royal Thai Air Force)

พิธีเปิดการฝึกผสม AIR THAISING 2026
วันอังคารที่ 7 กรกฏาคม 2569  นาวาอากาศเอก ปิยศักดิ์  สุเมตติกุล ผู้อำนวยการกองฝึกร่วมและผสม สำนักการฝึก กรมยุทธการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการฝึกผสม AIR THAISING 2026 ฝ่ายกองทัพอากาศ 
พร้อมด้วย SLTC Goh Seow Hong ผู้อำนวยการกองอำนวยการฝึกผสม AIR THAISING 2026 ฝ่ายกองทัพอากาศสาธารณรัฐสิงคโปร์ เป็นประธานร่วมในพิธีเปิดการฝึกผสม AIR THAISING 2026 ณ ห้องสิงห์ทอง หอประชุม กองบิน 23 จังหวัดอุดรธานี
การฝึกผสม AIR THAISING เป็นการฝึกผสมร่วมกันระหว่างกองทัพอากาศไทย และกองทัพอากาศสาธารณรัฐสิงคโปร์ ซึ่งดำเนินการฝึกครั้งแรกตั้งแต่ปี พ.ศ.2526 จนถึงปัจจุบัน  โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อกระชับระดับความร่วมมือทางทหาร และเชื่อมความสัมพันธ์อันดีที่มีด้วยกันมาอย่างยาวนานกองทัพอากาศทั้งสองชาติ 
การฝึกผสมในครั้งนี้ มุ่งเน้นการฝึกในภารกิจการโจมตีเป้าหมายภาคพื้น (Air-to-Surface Mission) ร่วมกับชุดควบคุมการรบของ ทอ. (Combat Control Team : CCT) โดยได้มีการอบรมแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ในมิติที่หลากหลาย อาทิ เช่น 
ภารกิจการสนับสนุนทางอากาศอย่างใกล้ชิด (Close Air Support) ภารกิจการโจมตีเป้าหมายเร่งด่วน (Dynamic Targeting) และ แนวคิดการต่อต้านอาวุธต่อสู้อากาศยาน (Counter Ground Base Air Defense) เพื่อเตรียมความพร้อมตอบสนองกับภารกิจด้านความมั่นคงของประเทศ สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนชาวไทย  และแสดงให้เห็นถึงความร่วมมืออันแน่นแฟ้นของกองทัพอากาศทั้ง 2 ประเทศ
สำหรับการฝึก AIR THAISING 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 6-16 กรกฎาคม 2569 ณ กองบิน 23 จังหวัดอุดรธานี

การฝึกผสม AIR THAISING 2026
การฝึกผสม AIR THAISING เป็นการฝึกประกอบกำลังทางอากาศ ระหว่างกองทัพอากาศไทย (Royal Thai Air Force: RTAF) และกองทัพอากาศสาธารณะรัฐสิงคโปร์ (Republic of Singapore Air Force: RSAF) ณ กองบิน 23 จังหวัดอุดรธานี ระหว่าง วันที่ 6 - 16 กรกฎาคม 2569
โดยการฝึกในครั้งนี้เน้นการฝึกในภารกิจการโจมตีเป้าหมายภาคพื้น (Air-to-Surface Mission) ร่วมกับชุดควบคุมการรบของ ทอ. (CCT) โดยได้มีการอบรมแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ในมิติที่หลากหลาย อาทิ เช่น 
ภารกิจการสนับสนุนทางอากาศอย่างใกล้ชิด (Close Air Support) ภารกิจการโจมตีเป้าหมายเร่งด่วน (Dynamic Targeting) และ แนวคิดการต่อต้านอาวุธต่อสู้อากาศยาน (Counter Ground Base Air Defense) เพื่อเตรียมความพร้อมตอบสนองกับภารกิจด้านความมั่นคงของประเทศ สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนชาวไทย  และแสดงให้เห็นถึงความร่วมมืออันแน่นแฟ้นของกองทัพอากาศทั้ง 2 ประเทศ 
นอกเหนือจากการฝึก ทางกองทัพอากาศ ยังได้จัดกิจกรรมกีฬาฟุตบอลสัมพันธ์ AIR THAISING 2026 ณ สนามฟุตบอลหญ้าเทียม กองบิน 23 โดยมีกำลังพลของทั้งสองประเทศเข้าร่วมกิจกรรมกันอย่างพร้อมเพรียง เพื่อสร้างความคุ้นเคยและกระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่างนักบินและเจ้าหน้าที่สนับสนุนของทั้งสองประเทศ

มิตรภาพดี ๆ บนฟ้า มาพร้อมการฝึกที่เข้มข้น
AIR THAISING 2026 บินเคียงข้าง พร้อมร่วมปฏิบัติทุกภารกิจ
กองทัพอากาศไทยและกองทัพอากาศสาธารณรัฐสิงคโปร์ ร่วมฝึกผสม AIR THAISING 2026 โดยมุ่งเน้นภารกิจโจมตีเป้าหมายภาคพื้น (Air-to-Surface Mission) ร่วมกับชุดควบคุมการรบของกองทัพอากาศ (Combat Control Team: CCT) ครอบคลุมการฝึกที่สำคัญ ได้แก่
การสนับสนุนทางอากาศโดยใกล้ชิด (Close Air Support : CAS)
การโจมตีเป้าหมายเร่งด่วน (Time Sensitive Target : TST)
การทำลายการป้องกันทางอากาศของข้าศึก (Destruction of Enemy Air Defense : DEAD)
การกดดันการป้องกันทางอากาศของข้าศึก (Suppression of Enemy Air Defense : SEAD)
การฝึกครั้งนี้มุ่งพัฒนาขีดความสามารถในการปฏิบัติการร่วม ทั้งการปฏิบัติภารกิจทางอากาศและการประสานงานกับกำลังภาคพื้น เพื่อเสริมสร้างความพร้อมในการปกป้องประเทศ พร้อมกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพอากาศทั้งสองชาติให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ตาบนพื้น ปีกบนฟ้า ภารกิจเดียวกัน
CCT เชื่อมโยงข้อมูลจากภาคพื้นสู่ AT-6TH เพื่อสนับสนุนภารกิจทางอากาศอย่างมีประสิทธิภาพ
AT-6TH ฝึกปฏิบัติร่วมกับชุดควบคุมการรบ (Combat Control Team: CCT) ในการฝึกผสม AIR THAISING 2026 โดยประสานข้อมูลเป้าหมายภาคพื้น เพื่อสนับสนุนการเข้าปฏิบัติและโจมตีเป้าหมายอย่างแม่นยำ
การฝึกครั้งนี้ กองทัพอากาศมุ่งพัฒนาขีดความสามารถด้านการส่งต่อข้อมูลเป้าหมาย การประสานการปฏิบัติระหว่างกำลังทางอากาศและกำลังภาคพื้น ตลอดจนเพิ่มความแม่นยำในการสนับสนุนภารกิจอย่างเป็นระบบ
"CCT คือ ผู้ที่เข้าใกล้เป้าหมายมากที่สุด 
เพื่อความแม่นยำของข้อมูล และความสำเร็จของภารกิจ"

พิธีปิดการฝึกผสม AIR THAISING 2026
นาวาอากาศเอก ปิยศักดิ์  สุเมตติกุล ผู้อำนวยการ กองฝึกร่วมและผสม สำนักการฝึก กรมยุทธการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการฝึกผสม AIR THAISING 2026 พร้อมด้วย SLTC Goh Seow Hong ผู้อำนวยการกองอำนวยการฝึกผสม AIR THAISING 2026 ฝ่ายกองทัพอากาศสาธารณรัฐสิงคโปร์ เป็นประธานร่วมในพิธีปิดการฝึกผสม AIR THAISING 2026  
โดยมีนักบิน จนท.ชุดควบคุมการรบ CCT และกำลังพลของทั้งสองประเทศ เข้าร่วมพิธีฯ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม 2569 ณ กองบิน 23 จังหวัดอุดรธานี
การฝึกผสม AIR THAISING 2026 เป็นการฝึกผสมร่วมกันระหว่างกองทัพอากาศไทย และกองทัพอากาศสาธารณรัฐสิงคโปร์ ซึ่งดำเนินการฝึกครั้งแรกตั้งแต่ปี พ.ศ.2526 จนถึงปัจจุบัน  โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อกระชับระดับความร่วมมือทางทหาร และเชื่อมความสัมพันธ์อันดีที่มีด้วยกันมาอย่างยาวนานกองทัพอากาศทั้งสองชาติ 
การฝึกผสมในครั้งนี้ มุ่งเน้นการฝึกในภารกิจการโจมตีเป้าหมายภาคพื้น (Air-to-Surface Mission) ร่วมกับชุดควบคุมการรบของ ทอ. (Combat Control Team : CCT) โดยได้มีการอบรมแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ในมิติที่หลากหลาย อาทิ เช่น 
ภารกิจการสนับสนุนทางอากาศอย่างใกล้ชิด (Close Air Support) ภารกิจการโจมตีเป้าหมายเร่งด่วน (Dynamic Targeting) และ แนวคิดการต่อต้านอาวุธต่อสู้อากาศยาน (Counter Ground Base Air Defense) เพื่อเตรียมความพร้อมตอบสนองกับภารกิจด้านความมั่นคงของประเทศ สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนชาวไทย  และแสดงให้เห็นถึงความร่วมมืออันแน่นแฟ้นของกองทัพอากาศทั้ง 2 ประเทศ

กองทัพอากาศไทย(RTAF: Royal Thai Air Force) และกองทัพอากาศสิงคโปร์(RSAF: Republic of Singapore Air Force) ได้เสร็จสิ้นการฝึกผสมทางอากาศ AIR THAISING 2026 ระหว่างวันที่ ๖-๑๖ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๖๙(2026) ณ กองบิน๒๓ อุดรธานี โดยพิธิเปิดการฝึกมีขึ้นเมื่อวันที่ ๗ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๖๙ และพิธีปิดเมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๖๙
การฝึกระดับทวิภาคีระหว่างกองทัพอากาศไทยและและกองทัพอากาศสิงคโปร์ที่ได้กลับมาจัดการฝึกอีกครั้งหลังยุติไปเมื่อเริ่มการฝึกผสมไตรภาคี Cope Tiger ครั้งแรกระหว่างไทย, สิงคโปร์ และกองทัพอากาศสหรัฐฯ(USAF: US Air Force) ในปี พ.ศ.๒๕๓๙(1996) หลังการฝึกผสม Cope Tiger 2026 ล่าสุดระหว่างวันที่ ๑๕-๒๗ มีนาคม พ.ศ.๒๕๖๙(https://aagth1.blogspot.com/2026/03/cope-tiger-2026.html)

เป็นครั้งที่สองที่กองทัพอากาศไทยได้นำเครื่องบินโจมตีแบบที่๘ บ.จ.๘ Beechcraft AT-6TH Wolverine ฝูงบิน๔๑๑ กองบิน๔๑ เชียงใหม่ เข้าร่วมการฝึกผสม AIR THAISING 2026 หลังจากที่เข้าร่วมครั้งแรกในการฝึกผสม AIR THAISING 2025 ที่ดำเนินในระหว่างวันที่ ๑๔-๒๕ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๖๘(2025)(https://aagth1.blogspot.com/2025/07/at-6th-air-thaising-2025.html)
และได้นำเครื่องบินโจมตีแบบที่๗ บ.จ.๗ Dornier Alpha Jet TH ฝูงบิน๒๓๑ กองบิน ๒๓ เข้าร่วมการฝึกผสม AIR THAISING 2026 ในปีนี้ด้วย ขณะที่กองทัพอากาศสิงคโปร์ได้นำเครื่องบินขับไล่ Lockheed Martin F-16C/D Block 52 Fighting Falcon ฝูงบิน143(143 Squadron) และฝูงบิน145(145 Squadron) ของตนเข้าร่วมการฝึก(https://aagth1.blogspot.com/2026/06/elta-ecm-f-16d-block-52.html)

ซึ่งการฝึกผสม AIR THAISING 2026 ในปีนี้มุ่งเน้นที่ภารกิจการโจมตีเป้าหมายภาคพื้นร่วมกับชุดควบคุมการรบ(CCT: Combat Control Team) จาก กรมปฏิบัติการพิเศษ อากาศโยธิน ปพ.อย.(SOR: Special Operations Regiment, SFC: Security Force Command) กองทัพอากาศไทย โดยทำการฝึก ณ สนามฝึกใช้อาวุธทางอากาศชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี
นอกจาการฝึกภายในประเทศไทยที่เสร็จสิ้นลงไปแล้ว กองทัพอากาศไทยและกองทัพอากาศสิงคโปร์ยังได้เข้าร่วมการฝึกผสมทางอากาศนานาชาติ Pitch Black 2026 ที่ออสเตรเลีย ระหว่างวันที่ ๒๐ กรกฎาคม-๗ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๖๙ นี่ด้วย ซึ่งปีนี้กองทัพอากาศไทยส่งเครื่องบินขับไล่แบบที่๑๙/ก บ.ข.๑๙/ก F-16AM/BM EMLU ฝูงบิน๔๐๓ กองบิน๔ ตาคลีเข้าร่วมการฝึกที่จัดขึ้นทุกสองปีออสเตรเลียครับ

วันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

เฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-64E Apache ออสเตรเลียฝึกยิงอาวุธด้วยกระสุนจริงครั้งแรก

Australian Apaches conduct first live-fire exercise





An Australian AH-64E Apache from the 1st Aviation Regiment conducts gunnery activities during Exercise ‘Possum Guns' at Townsville Field Training Area in July 2026. (Commonwealth of Australia/Sgt Samuel Miller)

เฮลิคอปเตอร์โจมตี Boeing AH-64E Apache ที่ปฏิบัติการโดยกองทัพบกออสเตรเลีย(Australian Army) ได้ดำเนินการฝึกการยิงอาวุธด้วยกระสุนจริงเป็นครั้งแรกในออสเตรเลีย 
กระทรวงกลาโหมออสเตรเลียกล่าวเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2026 ระหว่างการฝึกรหัส Possum Guns ในพื้นที่สนามฝึก Townsville เฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-64E Apache ได้ดำเนินการ

"ปฏิบัติภารกิจต่างๆที่สาธิตระบบอาวุธต่างๆที่หลากหลายของเฮลิคอปเตอร์โจมตีต่อเป้าหมายจำลองต่างๆ รวมถึงปืนใหญ่อากาศ 30mm, จรวดอากาศสู่พื้น, และอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น Hellfire" กระทรวงกลาโหมออสเตรเลียกล่าว
ผู้บัญชาการกองการบินกองทัพบกออสเตรเลีย(Australian Army Aviation) พลตรี David Hafner อธิบายการฝึกยิงด้วยกระสุนจริงในฐานะ "ก้าวย่างในการทำให้สมบูรณ์ของขีดความสามารถเฮลิคอปเตอร์โจมตีของกองทัพบกออสเตรเลีย"

"การฝึกยิงด้วยกระสุนจริงเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งของการเตรียมการกำลังพลทางการบินของเราสำหรับการปฏิบัติการต่างๆ การปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอในออสเตรเลียช่วยดำรงความชำนาญระดับสูงที่จำเป็นต่อการปฏิบัติการอย่างมีประสิทธิภาพ
นักบิน, ช่างอากาศยาน และกำลังพลสนับสนุนของเราขณะนี้จะดำเนินการฝึกยิงด้วยกระสุนจริงตามวงรอบและเดินหน้าการบูรณาการขีดความสามารถขั้นก้าวหน้าต่างๆของเฮลิคอปเตอร์โจมตี Apache เข้าสู่การปฏิบัติการกองกำลังร่วมต่างๆ" พลตรี Hafner กล่าวเสริม

กระทรวงกลาโหมออสเตรเลียกล่าวว่าการฝึก Possum Guns "ทำให้นักบิน, ช่างอากาศยาน และกำลังพลสนับสนุนจะพัฒนาและทดสอบขั้นตอนการทำงานที่จำเป็นเพื่อความปลอดภัยในการฝึก, การดำรงสภาพ, และการวางกำลัง" ฝูงบิน ฮ.โจมตี Apache
พันโท Jason Perrins ผู้บังคับการกรมบินที่1(1st Aviation Regiment) กล่าวว่าเฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-64E Apache "เป็นก้าวย่างไปอีกขั้นจากสิ่งที่กองทัพบกออสเตรเลียเคยมีในอดีต"(https://aagth1.blogspot.com/2023/07/1-ah-64e-apache.html)

"เนื่องจากเฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-64E Apache ทำให้เราสามารถที่จะพิสูจน์ทราบเป้าหมายต่างๆได้ไกลมากขึ้นด้วยการกวาดค้นหาของระบบตรวจจับ, ด้วยการวางกำลังระบบอาวุธต่างๆที่หลากหลายที่ยังโจมตีได้ไกลขึ้น"
ในเดือนมิถุนายน 2026  พันโท Perrins กล่าวว่า เฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-64E Apache ทำให้นักบินได้รับการมอบด้วย "การหยั่งรู้สถานการณ์ที่มากขึ้นต่อกำลังรบบูรณาการที่ไม่สามารถทำได้โดยเฮลิคอปเตอร์โจมตี Tiger ARH" ที่กำลังถูกทดแทน

กองทัพบกออสเตรเลียกำลังจัดหาเฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-64E Apache ทั้งหมดจำนวน 29เครื่องเพื่อที่จะทดแทนเฮลิคอปเตอร์โจมตี Airbus Helicopters Tiger ARH(Armed Reconnaissance Helicopter) ของตน
บริษัท Boeing สหรัฐฯกำลังอยู่ระหว่างการส่งมอบเฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-64E Apache ที่ตนผลิตแก่กองทัพบกออสเตรเลีย(https://aagth1.blogspot.com/2025/10/boeing-ah-64e-apache-29.html) โดยมีกำหนดจะถูกส่งมอบครบภายในปี 2029 ครับ

วันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

ภาพล่าสุดของเรือยกพลขึ้นบกบรรทุกเฮลิคอปเตอร์อู่ลอยชั้น Type 076 ลำแรก LHD-51 Sichuan จีนแสดงความเป็นเรือบรรทุกอากาศยานไร้คนขับ UAV อย่างชัดเจนที่สุด

Type 076 footage offers clearest glimpse yet of China's UAV carrier ambitions



China's first Type 076 amphibious assault ship, Sichuan, is seen at its sea trials. (China Military)



ภาพวีดิทัศน์ที่เผยแพร่ใหม่ล่าสุดของเรือยกพลขึ้นบกจู่โจม(Amphibious Assault Ship) เรือยกพลขึ้นบกบรรทุกเฮลิคอปเตอร์อู่ลอยชั้น Type 076 (LHD: Landing Helicopter Dock) ลำแรกของกองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีน(PLAN: People's Liberation Army Navy)
เรือยกพลขึ้นบกบรรทุกเฮลิคอปเตอร์อู่ลอย LHD-51 Sichuan ได้มอบการบ่งชี้ที่ชัดเจนที่สุดที่เคยมีมาว่าเรือมีวัตถุประสงค์ที่จะปฏิบัติการอากาศยานไร้คนขับปีกนิ่งในฐานะองค์ประกอบหลักของกองบินประจำเรือของตน

ภาพวีดิทัศน์ที่เผยแพร่ที่เผยแพร่ครั้งแรกโดย China National Radio สื่อวิทยุและโทรทัศน์ของรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2026 และต่อมาได้เผยแพร่ออกไปโดยอีกหลายๆสื่อของรัฐบาลจีน
บ่งชี้ว่าส่วนด้านบนของเรือยกพลขึ้นบกบรรทุกเฮลิคอปเตอร์อู่ลอย LHD-51 Sichuan ได้สร้างเสร็จแล้วเป็นส่วนใหญ่และเรือน่าจะส่งมอบให้แก่กองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีนได้ภายในปี 2027

คุณลักษณะต่างๆที่เห็นได้ในภาพเคลื่อนไหวรวมถึงการทำเครื่องหมายต่างๆบนดาดฟ้าบิน, ระบบส่งอากาศยานขึ้นบินรางดีด catapult แม่เหล็กไฟฟ้า(EMALS: Electro-Magnetic Aircraft Launch System) และระบบรับอากาศยานกลับด้วยลวดเกี่ยวตะขอเมื่อลงจอด(arresting gear) ที่ใกล้กับท้ายเรือ
ภาพถ่ายดาวเทียมและภาพนิ่งที่บันทึกได้ระหว่างพิธีปล่อยเรือลงน้ำ(https://aagth1.blogspot.com/2024/12/type-076-lhd-51-sichuan.html) และตามมาด้วยการทดลองเรือในทะเลได้เปิดเผยการแสดงถึงระบบส่งอากาศยานขึ้นบินรางดีดแม่เหล็กไฟฟ้า EMALS แล้ว

อย่างไรก็ตามคุณลักษณะต่างๆที่เห็นได้ในภาพวีดิทัศน์ล่าสุดมอบหลักฐานที่หนักแน่นที่สุดที่เคยมีมาจนถึงตอนนี้ว่าสถาปัตยกรรมระบบรับ-ส่งอากาศยานของเรือได้ให้ความสำคัญไปที่อากาศยานไร้คนขับ(UAV: Unmanned Aerial Vehicle) แบบปีกนิ่ง
สิ่งต่างๆเหล่านี้รวมถึงการขาดหายไปอย่างต่อเนื่องของการทำเครื่องหมายบนดาดฟ้าบินที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการด้วยอากาศยานปีกหมุนอย่างเช่นเส้นขีดจำกัดระยะห่างท้ายเครื่อง(tail clearance lines, T-lines) ที่กำหนดข้อจำกัดการบินลอยตัว hover ที่ปลอดภัย

เรือยกพลขึ้นบกบรรทุกเฮลิคอปเตอร์อู่ลอย LHD-51 Sichuan ถูกคาดว่าจะกลายเป็นเรือยกพลขึ้นบกจู่โจมลำแรกของโลกที่ติดตั้งด้วยทั้งระบบส่งอากาศยานขึ้นบินรางดีดแม่เหล็กไฟฟ้า EMALS และระบบรับอากาศยานกลับด้วยลวดเกี่ยวตะขอเมื่อลงจอด
การประมาณขนาดระวางขับน้ำที่ระหว่าง 40,000-50,000tonnes เรือยกพลขึ้นบกบรรทุกเฮลิคอปเตอร์อู่ลอยชั้น Type 076 ถือครองความเฉพาะกลุ่มระหว่างระบบเรือยกพลขึ้นบกจู่โจมและเรือบรรทุกเครื่องบินเบา

การวัดขนาดความยาวตัวเรือที่อย่างน้อย 250m และติดตั้งด้วยอู่ลอย(well deck) ที่น้ำเข้าไปภายในท้องเรือได้ เรือยกพลขึ้นบกบรรทุกเฮลิคอปเตอร์อู่ลอยชั้น Type 076 น่าจะยังสร้างขึ้นเพื่อรองรับการวางกำลังของนาวิกโยธินด้วย การวิเคราะห์ก่อนหน้าโดย Janes 
เรือยกพลขึ้นบกบรรทุกเฮลิคอปเตอร์อู่ลอย LHD-51 Sichuan มีภาพเปิดเผยถึงการนำแบบจำลองขนาดเท่าของจริง(mock-up) ของอากาศยานรบไร้คนขับ(UCAV: Unmanned Combat Aerial Vehicle) แบบ Hongdu GJ-11 รุ่นใช้งานบนเรือที่ถูกเรียกโดยสื่อจีนว่า GJ-21 มาทดสอบการวางบนเรือครับ

วันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

เครื่องบินขับไล่ Eurofighter Typhoon โครงการ Quadriga เยอรมนีเครื่องแรกจาก 38เครื่องทำการบินครั้งแรก

Airbus flies first ‘Quadriga' Eurofighter for Germany



The first of 38 Project Quadriga Eurofighters for the Luftwaffe departing Airbus' Manching production facility on its maiden flight. (Airbus)

บริษัท Airbus Defence and Space (DS) ยุโรปได้ทำการบินเครื่องบินขับไล่ EF-2000 Eurofighter Typhoon เครื่องแรกที่ถูกจัดหาไว้สำหรับกองทัพอากาศเยอรมนี(Luftwaffe) ภายใต้โครงการ Project 'Quadriga'
เครื่องบินขับไล่ Eurofighter Typhoon หมายเลข 34+02 ได้ทำการบินออกจากศูนย์อากาศยานทหาร(Military Aircraft Centre) ของบริษัท Airbus ใน Manching เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2026

เพื่อการทำการทดสอบการตรวจรับการบินสายการผลิต(PFAT: Production Flight Acceptance Test) ครั้งแรกของตนเป็นเวลา 1ชั่วโมงบิน ก่อนหน้าการส่งมอบให้แก่กองทัพอากาศเยอรมนีภายหลังในปี 2026 นี้
กองทัพอากาศเยอรมนีกำลังจัดหาเครื่องบินขับไล่ Eurofighter Typhoon Tranche 4 รุ่นที่นั่งเดี่ยวจำนวน 30เครื่อง และรุ่นสองที่นั่งจำนวน 8เครื่องภายใต้โครงการ Project Quadriga

เพื่อทดแทนเครื่องบินขับไล่ Eurofighter Typhoon Tranche 1 รุ่นเก่ากว่าทั้งรุ่นที่นั่งเดี่ยวและรุ่นสองที่นั่งรวมจำนวน 38เครื่องเท่ากันที่กำลังจะถูกปลดประจำการ(https://aagth1.blogspot.com/2026/06/airbus-eurofighter-typhoon-quadriga-38.html)
เครื่องบินขับไล่ Eurofighter Typhoon Tranche 4 สร้างใหม่เหล่านี้จะได้รับการติดตั้งด้วย AESA(Active Electronically Scanned Array) radar แบบ European Common Radar System(ECRS) Mk 1 Step 0

ที่โดยพื้นฐานแล้วเป็นมาตรฐานเดียวกับ AESA radar แบบ ECRS Mk 0 สำหรับคูเวต(https://aagth1.blogspot.com/2026/02/eurofighter-typhoon-1.html) และกาตาร์(https://aagth1.blogspot.com/2025/10/eurofighter-typhoon.html)
แต่ AESA radar แบบ ECRS Mk 1 Step 0 จะมีการดัดแปลงต่างๆบางส่วน ก่อนจะทำการปรับปรุงเป็นรุ่น ECRS Mk 1 Step 1  'เตรียมพร้อมเพื่ออนาคต'(future-proof)ด้วยสิ่งอุปกรณ์ hardware และชุดคำสั่ง softwere ที่ได้รับการปรับปรุง

กองทัพเยอรมนี(Bundeswehr) กล่าวกับ Janes ก่อนหน้านี้ว่าเครื่องบินขับไล่ Eurofighter Typhoon Tranche 4 จำนวน 15เครื่องจาก 38เครื่องภายใต้โครงการ Project Quadriga จะถูกติดตั้งด้วยกระเปาะสงคราม electronic (EW: Electronic Warfare) แบบ Saab Arexis 
ที่ตำแหน่งปลายปีกภายใต้ขั้นระยะที่หนึ่ง Step 1 ของโครงการเครื่องบินขับไล่โจมตีสงคราม electronic(EA: Electronic Attack) แบบ Eurofighter EK(Elektronischer Kampf: Electronic Combat) ของกองทัพอากาศเยอรมนี

ร่วมไปกับเครื่องบินขับไล่ Eurofighter Typhoon Tranche 5 จำนวน 20เครื่องที่ได้รับการสั่งจัดหาในปี 2025(https://aagth1.blogspot.com/2025/10/typhoon-tranche-5-eurofighter-ek-20.html)
เครื่องบินขับไล่ Eurofighter Typhoon Tranche 4 ใหม่ในโครงการ Project Quadriga เหล่านี้จะจะช่วยดำรงสภาพกำลังรบเครื่องบินขับไล่ Eurofighter จำนวนหลายเครื่องของกองทัพอากาศเยอรมนีไปได้จนถึงปี 2060s ครับ

วันพุธที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

เครื่องบินขับไล่ F-15K เกาหลีใต้จะปรับปรุงติดระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ EPAWSS ใหม่

BAE Systems wins EPAWSS contract for South Korean F-15Ks



The AN/ALQ-250 Eagle Passive Active Warning Survivability Systems (EPAWSS) is designed to build a comprehensive, 360-degree picture of the battlespace. (BAE Systems)

บริษัท BAE Systems สหราชอาณาจักรสาขาสหรัฐฯได้รับสัญญาจากบริษัท Boeing สหรัฐฯเพื่อจะส่งมอบระบบสงคราม Electronic(EW: Electronic Warfare) แบบ AN/ALQ-250 EPAWSS(Eagle Passive Active Warning and Survivability System)
สำหรับโครงการปรับปรุงเครื่องบินขับไล่ F-15K Slam Eagle ของกองทัพอากาศสาธารณรัฐเกาหลี(RoKAF: Republic of Korea Air Force)(https://aagth1.blogspot.com/2026/02/boeing-f-15k.html)

สัญญาครอบคลุมการบูรณาการระบบสงคราม Electronic (EW) แบบ AN/ALQ-250 EPAWSS แก่เครื่องบินขับไล่ F-15K Slam Eagle ทั้งหมดจำนวน 59เครื่อง บริษัท BAE Systems กล่าวเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2026
AN/ALQ-250 EPAWSS เป็นชุดระบบมาตรการต่อต้านทาง Electronic แบบ digital ทั้งหมดที่มอบขีดความสามารถการป้องกันตนเองและการโจมตี Electronic(EA: Electronic Attack) สำหรับเครื่องบินขับไล่ F-15EX/F-15E

ระบบ EPAWSS มอบ "การตรวจจับและมาตรการต่อต้านภัยคุกคาม 360องศา ทำให้นักบินจะดำเนินภารกิจต่างๆในสภาพแวดล้อมที่เป็นศัตรูและมีสัญญาณแม่เหล็กไฟฟ้าหนาแน่นต่างๆ" บริษัท BAE Systems กล่าว
Phillip Casalegno ผู้อำนวยการโครงการเครื่องบินขับไล่ F-15 นานาชาติของบริษัท BAE Systems กล่าวว่า บริษัทกำลัง "ทำงานอย่างใกล้ชิด" กับบริษัท Boeing, กองทัพอากาศสาธารณรัฐเกาหลี และทีมทางอุตสาหกรรมในภูมิภาคเพื่อที่จะส่งมอบระบบ

ตามข้อมูลจากบริษัท BAE Systems "การปรับปรุงจะเพิ่มพูนขีดความสามารถของสาธารณรัฐเกาหลีที่จะต่อต้านภัยคุกคามต่างๆในปัจจุบันและอนาคตและสร้างความมั่นในการทำงานร่วมกันกับกองทัพสหรัฐฯ" บริษัทไม่ได้เปิดเผยมูลค่าของสัญญา
การรวมระบบ AN/ALQ-250 EPAWSS เข้าไปในโครงการปรับปรุงเครื่องบินขับไล่ F-15K ของกองทัพอากาศสาธารณรัฐเกาหลีจัดตั้งขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาวงเงิน $2.8 billion ที่กระทรวงการสงครามสหรัฐฯประกาศในเดือนมกราคม 2026

เพื่อที่จะออกแบบและพัฒนา "ชุดบูรณาการของระบบอากาศยานต่างๆ" สำหรับเครื่องบินขับไล่ F-15K Slam Eagle ในนามของสำนักงานโครงการจัดหากลาโหม(DAPA: Defense Acquisition Program Administration) สาธารณรัฐเกาหลี โครงการมีกำหนดจะเสร็จสิ้นภายในเดือนธันวาคมปี 2037 
ตามข้อมูลจากบริษัท BAE Systems ระบบ EPAWSS ปัจจุบันอยู่ในสายการผลิตเต็มอัตราสำหรับเครื่องบินขับไล่ F-15EX Eagle II สร้างใหม่ทุกเครื่อง(https://aagth1.blogspot.com/2026/02/boeing-f-15ex-24.html

และเครื่องบินขับไล่ F-15E Strike Eagle ที่กำลังได้รับการดัดแปลงปรับปรุง(https://aagth1.blogspot.com/2025/01/f-15e-epawss.html) "ระบบได้รับการวางกำลังในการในการตั้งค่าการปฏิบัติการต่างๆแล้ว" บริษัท BAE Systems กล่าว
โดยเสริมว่าการเพิ่มขยายขีดความสามารถต่างๆได้ถูกส่งมอบแล้วผ่านการปรับปรุงชุดคำสั่ง software และ firmware ต่างๆครับ(https://aagth1.blogspot.com/2026/05/f-35i-f-15ia.html, https://aagth1.blogspot.com/2026/01/boeing-f-15ia-25.html)

วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

เยอรมนีอนุมัติการจัดหาเรือฟริเกต F128 แบบเรือ MEKO A-200 ใหม่ 4ลำ

Germany approves TKMS MEKO A-200 frigate design, naval laser production
A computer generated image of TKMS' future MEKO A-200 DEU frigate foe the Germany Navy. (TKMS)




F218 Mecklenburg-Vorpommern, the German Navy's fourth and newest Brandenburg-class (F123) ASW frigates, which was commissioned in December 1996. (Bundeswehr)

กระทรวงกลาโหมเยอรมนี(Federal Ministry of Defence, BMVg: Bundesministerium der Verteidigung) ประกาศเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2026 ว่าคณะกรรมาธิการงบประมาณของรัฐสภาเยอรมนี(Bundestag)
ได้เห็นชอบอนุมัติการจัดซื้อจัดจ้างเรือฟริเกตสงครามปราบเรือดำน้ำ F128 ASW(anti-submarine warfare) แบบเรือฟริเกต MEKO A-200 DEU(German) จากบริษัท TKMS เยอรมนี้จำนวน 4ลำแล้ว

การอนุมัติปูทางสำหรับการลงนามสัญญามูลค่าวงเงิน 6.3 billion Euros($7.38 billion) สำหรับการสร้างเรือฟริเกตชั้น F128 ใหม่จำนวน 4ลำและตัวเลือกสำหรับอีก 4ลำเพิ่มเติมรวม 8ลำ
การดำเนินการปฏิบัติตัวเลือกสำหรับเรือฟริเกต MEKO A-200 DEU เพิ่มเติม 4ลำจำเป็นต้องได้รับการยื่นมติแยกออกไปต่อคณะกรรมาธิการงบประมาณรัฐสภาเยอรมนี กระทรวงกลาโหมเยอรมนีกล่าวในสื่อประชาสัมพันธ์

เรือฟริเกตชั้น F123 Brandenburg จำนวน 4ลำของกองทัพเรือเยอรมนี(German Navy, Deutsche Marine) ลำแรกเรือฟริเกต F215 Brandenburg, ลำที่สองเรือฟริเกต F216 Schleswig-Holstein, ลำที่สามเรือฟริเกต F217 Bayern, 
และลำที่สี่เรือฟริเกต F218 Mecklenburg-Vorpommern ที่ใหม่ที่สุดที่ขึ้นระวางประจำการในเดือนธันวาคม 1996 เรือทั้งหมดยังประจำการอยู่ในเดือนกรกฎาคม 2026 และจำเป็นต้องได้รับการทดแทน

เริ่มต้นในเดือนสิงหาคม 2025 กระทรวงกลาโหมเยอรมนีและกองทัพเยอรมนี(Bundeswehr) ได้พิจารณาแบบเรือฟริเกต MEKO A-200 DEU ของบริษัท TKMS ในฐานะเรืออุดช่องว่างระหว่าเรือฟริเกต F126 ที่ล่าช้าจะมา กองทัพเยอรมนีกล่าวในสื่อประชาสัมพันธ์เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2026
เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2026 กระทรวงกลาโหมเยอรมนีและกองทัพเยอรมนีได้ยกเลิกโครงการเรือฟริเกต F126 เนื่องจากความล่าช้าที่มากเกินไปและค่าใช้จ่ายที่สูงเพิ่มขึ้น โดยการกำหนดแบบ F126 ได้หายไปกับโครงการนี้(https://aagth1.blogspot.com/2026/06/f126-6-meko-200-8.html)

เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2026 บริษัท Damen เนเธอร์แลนด์ ซึ่งมีอู่เรือบริษัท Damen Schelde Naval Shipbuilding ในเครือเดิมเป็นผู้นำโครงการเรือฟริเกต F126 กล่าวในแถลงการณ์ว่า ตนได้บรรลุผลการยุติคำสั่งจัดหากับกระทรวงกลาโหมเยอรมนีแล้วตามยกเลิกโครงการเรือฟริเกต F126
บริษัท Damen เสริมว่าสามบริษัทหุ้นส่วนได้เห็นชอบเกี่ยวกับข้อตกลงไตรภาคีที่จะส่งมอบโครงการให้แก่หุ้นส่วนของเยอรมนี บริษัท NVL เยอรมนี(ปัจจุบันถูกเข้าซื้อกิจการโดยบริษัท Rheinmetall เยอรมนี) ในฐานะผู้รับสัญญาใหม่

Damen เนเธอร์แลนด์กล่าวว่าตนได้ทำการเตรียมการที่เดินหน้าการสนับสนุนทั้งสองโครงการในฐานะผู้รับสัญญาหลักใหม่หลังการโอนย้ายดังกล่าวแล้ว ตามข้อมูลจากบริษัท TKMS แบบเรือฟริเกต MEKO A-200 มีความยาวตัวเรือที่ 121m และระวางขับน้ำที่ 3,950tonnes 
มีขนาดเล็กกว่าเรือฟริเกตชั้น Niedersachsen(Type 126/F126) จำนวน 6ลำที่ถูกยกเลิกไปซึ่งมีความยาวตัวเรือที่ 166m และระวางขับน้ำถึง 10,000tonnes ครับ(https://aagth1.blogspot.com/2023/12/f126.html)

วันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

RV Connex, Chaiseri และ Narac ไทยร่วมมือในการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย




Chaiseri's the Jackal 4x4 high-mobility armoured vehicle, was seen displayed at opening ceremony of THAILAND Defence Industry Exhibition 2026 (THAIDEF-EX 2026) show, with attended Prime Minister of Thailand Mr.Anutin Charnvirakul and Minister of Defence of thailand Lieutenant General Adul Boonthamcharoen on 8 July 2026. (Ministry of Defence of Thailand)
The first THAIDEF-EX 2026 show was held at Srisamarn building of the Office of the Permanent Secretary for Defence (Si Saman), Nonthaburi, Thailand from  8 to 10 July 2026.






RV Connex's TITUM M2-200 quad-rotor drone testing arming with Narac's 81mm, 120mm and 105mm munitions. (RV Connex)



RV Connex and Chaiseri Announce Strategic Collaboration to Develop Mobile Radar and C2 Systems for Tactical Armoured Platforms Advancing Thailand's Indigenous Defence Capability at THAIDEF-EX 2026
Nonthaburi, 8 July 2026 — R V Connex Co., Ltd. and Chaiseri Metal and Rubber Co., Ltd. today announced their formal strategic collaboration at the Thailand Defence Industry Exhibition 2026 (THAIDEF-EX 2026), held at the Office of the Permanent Secretary for Defence (Si Saman), Nonthaburi, Thailand. 
Senior executives from both companies commemorated the occasion with an official photo session.
The collaboration aims to jointly develop and deliver a vehicle-mounted mobile radar system integrated with a Command and Control (C2) platform, designed to support low-altitude air surveillance, early warning, and air defence missions for the Royal Thai Army's Air Defense Artillery Battalion and other air defense units.
The system comprises four core components: the Radar Control Panel incorporating RV Connex's Command and Control (C2) system; the advanced battle proven exMHR AESA radars by DRS RADA Technologies Ltd.; a power generator; and a tactical vehicle platform supplied by Chaiseri. 
The system is designed as a fully mobile, vehicle-mounted solution for field deployment. The collaboration is scheduled to run from 2027 to 2029.
Group Captain Kanputt Mungklasiri, Vice Executive Chairman of R V Connex Co., Ltd., stated: "This collaboration with Chaiseri represents a defining moment for Thailand's defence industry — proof that Thai companies can integrate advanced defence capabilities end-to-end, 
from armoured platforms to command systems, demonstrating Thailand's ability to transform advanced defence technologies into an indigenous operational capability. This is what true defence sovereignty looks like."
Ms. Nardwadee Watanakij, VP Innovation of R V Connex Co., Ltd., added: "The C2 system we have developed is more than software — it is the intelligence layer that fuses radar and sensor data into a single real-time operational picture. 
Developing this in Thailand, integrated onto a Thai-built platform, means we can evolve, maintain, and upgrade the system throughout its entire lifecycle with reduced reliance on foreign technologies and suppliers."
This announcement marks a significant step in Thailand's strategic push to strengthen its domestic defence supply chain — reducing dependence on foreign technologies and equipping the Royal Thai Armed Forces with systems designed, developed, and integrated by Thai expertise.

Thai Drone Meets Thai Munition — RV Connex and Narac Forge Thailand's Indigenous Armed UAS System
Nonthaburi, 10 July 2026 — R V Connex Co., Ltd. and Narac Arms Industry Co., Ltd. announced a strategic collaboration at the Thailand Defence Industry Exhibition 2026 (THAIDEF-EX 2026), held at the Office of the Permanent Secretary for Defence (Si Saman), Nonthaburi, Thailand. Senior executives from both companies marked the occasion with an official photo session.
The collaboration integrates RV Connex's TITUM M2-200 quad-rotor multi-solution drone platform with a jointly developed munition-release mechanism, designed to carry and deploy Narac's 120mm and 105mm munitions. 
The two companies conducted a joint test at Narac Arms Industry's facility in Ban Pong District, Ratchaburi Province — covering drop-release trials, fuze functionality testing, and system interoperability validation between the drone and munition platforms.
Ms. Nardwadee Watanakij, VP Innovation of R V Connex Co., Ltd., stated: "This collaboration with Narac represents exactly what Thailand's defence industry needs — Thai companies with complementary expertise coming together to build something neither could achieve alone. 
RV Connex brings the UAV platform and software intelligence; Narac brings unmatched munitions expertise. When these capabilities converge, the result is a fully operational, end-to-end system — built by Thais, for Thailand."
Mr. Tanabordi Lusawat, Deputy Director of Commercial at R V Connex Co., Ltd., added: "The fact that Thai private sector companies can now jointly develop, test, and validate an armed drone system entirely within the country is a milestone. 
It proves that Thailand's defence industry is ready for the next level — and that the path to strategic self-reliance runs through Thai-to-Thai collaboration."
This announcement reflects a broader momentum in Thailand's defence technology ecosystem — connecting domestic industry players, strengthening the national defence supply chain, and reducing reliance on foreign systems through meaningful partnerships built on shared expertise and shared purpose.
Both companies intend to continue advancing the system's capabilities with a clear ambition toward operational field deployment — delivering a battle-ready, fully indigenous armed UAS solution to meet the long-term needs of the Royal Thai Armed Forces.

“กระทรวงกลาโหม” เปิดเวที THAIDEF-EX 2026 ครั้งแรกของไทย ผนึกภาครัฐ–เอกชน–นักวิจัย สร้างพลังอุตสาหกรรมป้องกันประเทศสู่การพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน
ในวันพุธที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๖๙ เวลา ๐๘.๐๐ นาฬิกา พลเอก ธราพงษ์  มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหม ได้ให้การต้อนรับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในโอกาสเดินทางมาเป็นประธานในพิธีเปิด “การจัดงานนิทรรศการอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย ๒๕๖๙” 
หรือ THAILAND Defence Industry Exhibition 2026 : THAIDEF-EX 2026 ซึ่งสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ ๘ - ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๖๙ ณ อาคารอเนกประสงค์ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม (พื้นที่ศรีสมาน)
บรรยากาศภายในพิธีเปิดเป็นไปอย่างคึกคักและยิ่งใหญ่ โดยมีรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานภาครัฐ ผู้บัญชาการเหล่าทัพ  ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ตลอดจนผู้ประกอบการและเครือข่ายอุตสาหกรรมป้องกันประเทศจากหลากหลายภาคส่วนเข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง 
สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือและความมุ่งมั่นร่วมกันในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยสู่อนาคต
การจัดงาน THAIDEF-EX 2026 ถือเป็นการจัดนิทรรศการอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยครั้งแรก ภายใต้แนวคิด “Power of Self Reliance : พลังแห่งการพึ่งพาตนเอง” ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลและแนวทางการดำเนินงานของกระทรวงกลาโหมที่มุ่งเสริมสร้างความมั่นคงของประเทศควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจ 
ผ่านการยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมภายในประเทศ การส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี ตลอดจนการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของประเทศและก้าวสู่การพึ่งพาตนเองอย่างเป็นรูปธรรม
การจัดงานครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงเวทีในการจัดแสดงศักยภาพด้านความมั่นคงของประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการไทย นักวิจัย และผู้พัฒนาเทคโนโลยี ได้นำองค์ความรู้และนวัตกรรมมาต่อยอดสู่การผลิตและการใช้งานจริง 
อันจะนำไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ การส่งเสริมการจ้างงาน และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในเวทีสากล
ภายในงานได้รวบรวมการจัดแสดงผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมป้องกันประเทศและผลงานวิจัยที่มีศักยภาพในการพัฒนาสู่การผลิตจริงจากทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน พร้อมกิจกรรมสำคัญที่มุ่งสร้างองค์ความรู้และเครือข่ายความร่วมมือในหลากหลายมิติ ได้แก่ การปาฐกถาพิเศษจากผู้บริหารระดับประเทศและผู้ทรงคุณวุฒิในหลากหลายสาขา อาทิ
  “ทิศทางอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย” โดย  พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม  “การปรับตัวอุตสาหกรรมไทยและทางเลือกใหม่ในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ” โดย นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม 
และ “การพัฒนาผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมป้องกันประเทศและ Dual-use” โดย ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
นอกจากนี้ ยังมีการจัดเวทีเสวนาในหัวข้อ “โอกาสและปัจจัยสู่ความสำเร็จในการขยายตลาดสู่ต่างประเทศ” โดยผู้แทนจากบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรม ได้แก่ บริษัท ชัยเสรี จำกัด บริษัท มาร์ซัน จำกัด และบริษัท อุตสาหกรรมการบิน จำกัด เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ประสบการณ์ และแนวทางการพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมไทยสู่ระดับนานาชาติ
พร้อมกันนี้ ภายในงานยังมีการสาธิตเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงกิจกรรมจับคู่ทางธุรกิจ หรือ Business Matching เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ นักวิจัย และผู้พัฒนาเทคโนโลยี ได้พบปะ สร้างเครือข่าย และต่อยอดความร่วมมือไปสู่การพัฒนาและการลงทุนในอนาคต
สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมเชื่อมั่นว่า THAIDEF-EX 2026 จะเป็นอีกก้าวสำคัญในการรวมพลังของทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน พร้อมสร้างสมดุลระหว่างมิติด้านความมั่นคง เทคโนโลยี และการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ อันจะนำไปสู่เป้าหมายการพึ่งพาตนเองอย่างเป็นรูปธรรม และการรักษาผลประโยชน์ของชาติในระยะยาว

อาร์วี คอนเน็กซ์ และชัยเสรี ประกาศความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ พัฒนาระบบเรดาร์เคลื่อนที่และระบบบัญชาการควบคุมบนแพลตฟอร์มยานเกราะ เสริมแกร่งอุตสาหกรรมป้องกันประเทศไทยบนเวที THAIDEF-EX 2026
นนทบุรี, 8 กรกฎาคม 2569 — บริษัท อาร์ วี คอนเน็กซ์ จำกัด และ บริษัท ชัยเสรี เมทัลแอนด์รับเบอร์ จำกัด ประกาศความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก ณ งาน Thailand Defence Industry Exhibition (THAIDEF-EX 2026) สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม (ศรีสมาน) จังหวัดนนทบุรี โดยมีผู้บริหารระดับสูงของทั้งสองบริษัทร่วมบันทึกภาพในพิธีดังกล่าว
ความร่วมมือในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมกันพัฒนาและนำเสนอระบบเรดาร์เคลื่อนที่บนแพลตฟอร์มยานยนต์ยุทธวิธี พร้อมระบบบัญชาการและควบคุม (Command and Control: C2) เพื่อรองรับภารกิจแจ้งเตือนภัยทางอากาศระดับต่ำของ กองพันทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน (พัน.ปตอ.) และหน่วยป้องกันภัยทางอากาศของกองทัพบกไทย
โครงการดังกล่าวประกอบด้วยระบบหลัก 4 ส่วน ได้แก่ แผงควบคุมเรดาร์พร้อมระบบบัญชาการและควบคุม (Radar Control Panel พร้อมระบบ C2) ซึ่งพัฒนาโดย อาร์วี คอนเน็กซ์, ระบบเรดาร์ AESA รุ่น exMHR ที่ผ่านการพิสูจน์ในสนามรบจริงจาก DRS RADA Technologies Ltd., เครื่องกำเนิดไฟฟ้า และยานยนต์ยุทธวิธีสำหรับติดตั้งระบบ ซึ่งชัยเสรีเป็นผู้จัดหา 
โดยระบบทั้งหมดได้รับการออกแบบในลักษณะเคลื่อนที่ (Mobile Configuration) ติดตั้งบนรถยนต์ยุทธวิธีเพื่อรองรับการปฏิบัติการภาคสนามอย่างคล่องตัว ระยะเวลาความร่วมมือตามสัญญาอยู่ในช่วงปี พ.ศ. 2570–2572
น.อ.กันต์พัฒน์ มังคละศิริ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท อาร์ วี คอนเน็กซ์ จำกัด กล่าวว่า "ความร่วมมือกับชัยเสรีในครั้งนี้คือก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมป้องกันประเทศไทยสามารถบูรณาการขีดความสามารถจากภาคเอกชนไทยด้วยกันเองได้อย่างสมบูรณ์ ตั้งแต่แพลตฟอร์มยานเกราะไปจนถึงระบบบัญชาการ 
สะท้อนศักยภาพของผู้ประกอบการไทยในการบูรณาการเทคโนโลยีขั้นสูงให้เป็นระบบป้องกันประเทศที่ตอบโจทย์การใช้งานของไทย นี่คือความหมายที่แท้จริงของอธิปไตยด้านการป้องกันประเทศ"
นางสาวนาฏวดี วัฒนกิจ รองประธานฝ่ายนวัตกรรม บริษัท อาร์ วี คอนเน็กซ์ จำกัด กล่าวเสริมว่า "ระบบ C2 ที่เราพัฒนาขึ้นไม่ได้เป็นเพียงซอฟต์แวร์ แต่คือสมองที่เชื่อมโยงข้อมูลจากเรดาร์และเซนเซอร์ทุกชนิดเข้าสู่ภาพสถานการณ์เดียวกันแบบเรียลไทม์ การที่ระบบนี้ถูกพัฒนาโดยคนไทยและติดตั้งบนแพลตฟอร์มของไทย 
คือการรับประกันว่าเราสามารถพัฒนา ปรับปรุง และดูแลระบบได้ตลอดอายุการใช้งานโดยลดการพึ่งพาเทคโนโลยีและผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ"
การประกาศความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงทิศทางที่ชัดเจนของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศไทย ในการเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานด้านความมั่นคงภายในประเทศ ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติ และยกระดับขีดความสามารถของกองทัพไทยด้วยระบบที่ได้รับการออกแบบ บูรณาการ และต่อยอดโดยผู้เชี่ยวชาญไทย

โดรนไทยพบกระสุนไทย — อาร์วี คอนเน็กซ์ และ เนแรค ผนึกกำลังสร้างระบบ UAS ติดอาวุธฝีมือไทย
นนทบุรี, 10 กรกฎาคม 2569 — บริษัท อาร์ วี คอนเน็กซ์ จำกัด และ บริษัท เนแรค อาร์มส อินดัสตรี จำกัด ร่วมประกาศความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ ณ งาน Thailand Defence Industry Exhibition 2026 (THAIDEF-EX 2026) สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม (ศรีสมาน) จังหวัดนนทบุรี โดยมีผู้บริหารระดับสูงของทั้งสองบริษัทร่วมบันทึกภาพในโอกาสนี้
ความร่วมมือครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อบูรณาการขีดความสามารถของทั้งสองบริษัท โดย อาร์วี คอนเน็กซ์ นำโดรนอเนกประสงค์รุ่น TITUM M2-200 ติดตั้งร่วมกับชุดอุปกรณ์จับยึดและปล่อยที่พัฒนาร่วมกัน เพื่อรองรับการใช้งานกระสุนขนาด 120 มม. และ 105 มม. ของเนแรค 
โดยทั้งสองฝ่ายได้ดำเนินการทดสอบร่วมกัน ณ สถานที่ตั้งของ บริษัท เนแรค อาร์มส อินดัสตรี จำกัด อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ซึ่งครอบคลุมการทดสอบการทิ้งตัวของกระสุน การทำงานของชนวนหัว และความสามารถในการใช้งานร่วมกันของระบบ
นางสาวนาฏวดี วัฒนกิจ รองประธานฝ่ายนวัตกรรม บริษัท อาร์ วี คอนเน็กซ์ จำกัด กล่าวว่า "ความร่วมมือกับเนแรคในครั้งนี้คือภาพที่เราอยากเห็นในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศไทย นั่นคือบริษัทไทยที่มีความเชี่ยวชาญต่างด้านมาเสริมพลังซึ่งกันและกัน อาร์วี คอนเน็กซ์ นำมาซึ่งแพลตฟอร์ม UAV และระบบซอฟต์แวร์ 
ขณะที่เนแรคนำความเชี่ยวชาญด้านอาวุธยุทโธปกรณ์มาเติมเต็ม เมื่อสองสิ่งนี้มาบรรจบกัน เราได้ระบบที่สมบูรณ์ พร้อมปฏิบัติการ และเป็นของคนไทยอย่างแท้จริง"
นายธนบดี ลุสวัสดิ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายการค้า บริษัท อาร์ วี คอนเน็กซ์ จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า "การที่ภาคเอกชนไทยสามารถพัฒนาและทดสอบระบบโดรนติดอาวุธร่วมกันได้เองภายในประเทศ ถือเป็นก้าวสำคัญที่พิสูจน์ให้เห็นว่าอุตสาหกรรมป้องกันประเทศไทยพร้อมก้าวขึ้นสู่ระดับถัดไปแล้ว"
ความร่วมมือนี้สะท้อนทิศทางที่ชัดเจนของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศไทย ในการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานด้านความมั่นคงที่แข็งแกร่ง ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติ และยกระดับขีดความสามารถการป้องกันประเทศของไทยจากภายในประเทศอย่างยั่งยืน
ทั้งสองบริษัทมีแผนที่จะพัฒนาและขยายขีดความสามารถของระบบร่วมกันอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งสู่การนำไปใช้งานจริงในภาคสนาม เพื่อตอบสนองความต้องการของกองทัพไทยในระยะยาว

งานนิทรรศการอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย ๒๕๖๙ THAILAND Defence Industry Exhibition 2026(THAIDEF-EX 2026) ที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรก ณ อาคารอเนกประสงค์ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม(Office of The Permanent Secretary for Defence) ศรีสมาน ระหว่างวันที่ ๘-๑๐ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๖๙(2026) ที่มีพิธีเปิดงานเมื่อวันที่ ๘ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๖๙
ได้เห็นการแสดงความพยายามในการพึ่งพาตนเองด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยที่หลากหลายรูปแบบเป็นจำนวนมากทั้งจาก กองทัพบกไทย(RTA: Royal Thai Army), กองทัพเรือไทย(RTN: Royal Thai Navy), กองทัพอากาศไทย(RTAF: Royal Thai Air Force), หน่วยงานของกระทรวงกลาโหมไทยและของรัฐบาลไทย สถาบันการศึกษาของไทย และภาคเอกชนไทยต่างๆ

หนึ่งในการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยที่เกิดขึ้นในงานคือความร่วมมือระหว่างบริษัท RV Connex ไทยและบริษัท ชัยเสรี เม็ททอล แอนด์ รับเบอร์ จำกัด(Chaiseri metal & rubber Co. Ltd.) ไทย ในความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์เพื่อพัฒนาระบบ radar เคลื่อนที่และระบบบัญชาการควบคุม(C2: Command and Control) บนยานเกราะเมื่อวันที่ ๘ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๖๙ ที่ยังไม่มีการให้รายละเอียดว่า
ระบบยานเกราะที่จะถูกนำมาติดตั้งกับ AESA(Active Electronically Scanned Array) radar แบบ exMHR(Extended Multi-Mission Hemispheric Radar) ของบริษัท DRS RADA Technologies อิสราเอล ในเครือบริษัท Leonardo DRS สหรัฐฯ ซึ่งบริษัท Chaiseri ไทยมีประสบการณ์ในการบรูณาการระบบอำนวยการสนามรบ(BMS: Battle Management System) แบบ MFoCS II เข้ากับยานเกราะล้อยางลำเลียงพล Stryker RTA ICV 8x8 กองทัพบกไทยมาแล้ว(https://aagth1.blogspot.com/2025/11/chaiseri-bms-stryker-8x8.html) นั้นเป็นรถแบบใด

แต่เป็นที่เข้าว่าระบบยานเกราะที่เป็นไปได้อาจจะรวมถึงรถเกราะล้อยาง Jackal 4x4 ที่ Chaiseri ไทยเปิดตัวครั้งแรกในงานนิทรรศการแสดงยุทโธปกรณ์และเทคโนโลยีป้องกันประเทศ Defense & Security 2025 ที่ IMPACT เมืองทองธานี กรุงเทพฯ ประเทศไทย ระหว่างวันที่ ๑๐-๑๓ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๖๘(2025)(https://aagth1.blogspot.com/2025/11/chaiseri.html)
ซึ่งต่อมาถูกพบว่ามีรถเกราะล้อยาง Jackal 4x4 อย่างน้อย ๑คันถูกส่งมอบให้กองทัพบกไทยไปทดลองใช้งาน และพบว่าถูกวางกำลังปฏิบัติการภาคสนามระหว่าการปะทะตามชายแดนไทย-กัมพูชาช่วงเดือนธันวาคม พ.ศ.๒๕๖๙ ซึ่งระยะเวลาความร่วมมือตามสัญญาระหว่างปี พ.ศ.๒๕๗๐-๒๕๗๒(2027-2029) คาดหวังที่จะได้เห็นการสร้างต้นแบบรถยนต์ทางยุทธวิธีพร้อมงระบบ radar และระบบ C2 ออกมา

ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๐ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๖๙ บริษัท RV Connex ไทยและและบริษัท Narac Arms Industry ไทยได้ลงนามความร่วมมือในการบูรณาการระบบอากาศยานไร้คนขับ(UAS: Unmanned Aircraft System) แบบ TITUM M2-200 ที่ติดตั้งชุดอุปกรณ์จับยึดและปล่อยที่พัฒนาร่วมกันเพื่อรองรับการใช้กระสุน(เครื่องยิงลูกระเบิด)ขนาด 120mm และ(ปืนใหญ่) 105mm ที่ดัดแปลงให้ปล่อยทางอากาศที่ผลิตโดย Narac ไทย
อากาศยานไร้คนขับปีกหมุน quad-rotor แบบ TITUM M2-200 เป็นหนึ่งในระบบ UAS หลายแบบที่พัฒนาโดย RV Connex ไทย(https://aagth1.blogspot.com/2025/05/rv-connex-diehl-defence-jrv-01-iris-t.html) เช่นเดียวกับอากาศยานไร้คนขับมุมมองบุคคลที่หนึ่ง FPV drone แบบ T-OR(ต่อ) ที่ใช้ในค้นหาและยืนยันเป้าหมาย และแบบ TANN(แตน) ที่ใช้ในการโจมตีเป้าหมายครับ