วันพุธที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569

อินโดนีเซียได้รับมอบเครื่องบินขับไล่ Rafale ฝรั่งเศสชุดแรก 3เครื่องจาก 42เครื่องที่มาถึงประเทศตนแล้ว

Indonesia acquires first Rafale fighter aircraft







Indonesia seeks to acquire a total of 42 Rafale fighter aircraft from France. (France Aviation, Raphael Savry, Willy Josse)

อินโดนีเซียได้รับเครื่องบินขับไล่ Dassault Rafale ชุดแรกของตนจากฝรั่งเศสแล้ว(https://aagth1.blogspot.com/2026/01/dassault-rafale-2025.html) ในฐานะส่วนหนึ่งของแผนที่มีมายาวนาน
ที่จะฟื้นฟูขีดความสามารถกำลังรบทางอากาศของกองทัพอากาศอินโดนีเซีย(Indonesian Air Force, TNI-AU: Tentara Nasional Indonesia-Angkatan Udara)

"เครื่องบินขับไล่ Rafale จำนวน 3เครื่องได้มาถึงอินโดนีเซียแล้ว และขณะนี้อยู่ที่ฐานทัพอากาศ Roesmin Nurjadin" พลจัตวา Rico Sirait หัวหน้าสำนักงานสารสนเทศกลาโหม(Defence Information Bureau) ของกระทรวงกลาโหมอินโดนีเซีย
กล่าวในการแถลงการณ์ต่อสื่อเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2026 เครื่องบินขับไล่ Rafale สามเครื่องเป็นส่วนหนึ่งของการสั่งจัดหาระยะที่1 จำนวน 6เครื่องที่มีกำหนดส่งมอบในปี 2026

หลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการขั้นตอนทางการบริหารและการส่งมอบทางเทคนิคแล้วเครื่องบินขับไล่ Rafale ได้พร้อมสำหรับการใช้งานโดยกองทัพอากาศอินโดนีเซีย พลจัตวา Sirait เสริม
กองทัพอากาศอินโดนีเซียได้มองที่จะจัดหาเครื่องบินขับไล่ Rafale ฝรั่งเศสรวมทั้งหมดจำนวน 42เครื่อง(https://aagth1.blogspot.com/2024/01/rafale-42-18.html

โดยสัญญาสำหรับเครื่องบินขับไล่ Rafale ระยะที่1 จำนวน 6เครื่องได้มีผลบังคับใช้ในเดือนกันยายน 2022(https://aagth1.blogspot.com/2022/02/rafale-6-2026.html)
ในเดือนสิงหาคม 2023 อินโดนีเซียได้ประกาศว่าสัญญาการจัดหาเครื่องบินขับไล่ Rafale ระยะที่2 จำนวน 18เครื่องได้มีผลบังคับใช้แล้ว(https://aagth1.blogspot.com/2023/08/rafale-18.html)

ฐานทัพอากาศ Roesmin Nurjadin ซึ่งมีที่ตั้งทางยุทธศาสตร์อยู่ในจังหวัด Riau บนเกาะ Sumatra เป็นที่ตั้งของกองบินที่6(Air Wing 6, Wing Udara 6) ของกองทัพอากาศอินโดนีเซีย ซึ่งมีหน่วยขึ้นตรงสองฝูงบินรบ
หนึ่งฝูงบินคือฝูงบินที่16(Air Squadron 16, Skadron Udara 16) มีประจำการด้วยเครื่องบินขับไล่ Lockheed Martin F-16C/D Block 52(https://aagth1.blogspot.com/2021/06/2044.html)

อีกฝูงบินคือฝูงบินที่12(Air Squadron 12, Skadron Udara 12) เดิมมีประจำการด้วยเครื่องบินฝึกไอพ่นสองที่นั่ง BAE Systems Hawk Mk 109 และเครื่องบินโจมตีเบาไอพ่นที่นั่งเดี่ยว BAE Systems Hawk Mk 209 ที่เข้าประจำการมาตั้งแต่ปี 1996
กองทัพอากาศอินโดนีเซียได้ทำพิธีปลดประจำการเครื่องบินไอพ่น Hawk 109/Hawk 209 ของฝูงบินที่12 ไปเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2026 คาดว่าฝูงบินที่12 จะมีพิธีรับมอบเครื่องบินขับไล่ Rafale ใหม่เข้าประจำการอย่างเป็นทางการตามมาครับ

วันอังคารที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569

อังกฤษลงนามสัญญาการผลิตเต็มรูปแบบของ ECRS Mk2 radar ใหม่สำหรับเครื่องบินขับไล่ Eurofighter Typhoon

UK MoD contracts full production of ECRS Mk 2 radar for Typhoon





An ECRS Mk 2 radar fitted to a Typhoon testbed ahead of flight trials. The RAF is to equip 40 of its latest aircraft with the AESA radar from about 2030. (BAE Systems)



กระทรวงกลาโหมสหราชอาณาจักรได้ประกาศสัญญากับบริษัท BAE Systems สหราชอาณาจักรเป็นวงเงิน 453.5 million British pound sterling($609.5 million) สำหรับการผลิตเต็มรูปแบบของ radar แบบ Leonardo European Common Radar System Mk 2(ECRS Mk 2) 
ที่ติดตั้งในเครื่องบินขับไล่ Eurofighter Typhoon สำหรับกองทัพอากาศสหราชอาณาจักร(RAF: Royal Air Force)(https://aagth1.blogspot.com/2023/04/eurofighter-typhoon-ecrs-mk2-radar.html)

ได้รับการประกาศโดยผู้รับสัญญาหลักบริษัท BAE Systems เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2026 ข้อตกลงรวมถึงสัญญาระยะแรกวงเงิน 204.6 million British pound sterling(https://aagth1.blogspot.com/2025/06/eurofighter-typhoon.html
สำหรับการผลิตและการบูรณาการของ Active Electronically Scanned Array(AESA) radar แบบ ECRS Mk 2 ที่ประกาศสัญญาในเดือนมิถุนายน 2025(https://aagth1.blogspot.com/2025/07/eurofighter-typhoon-warton.html)

"สัญญามีขึ้นตามความสำเร็จของโครงการการพัฒนาและทดสอบ ที่สามารถทำให้เกิดขึ้นได้ผ่านการลงทุนระยะยาวของสหราชอาณาจักร และเป็นเครื่องหมายถึงก้าวย่างหลักไปข้างหน้าของขีดความสามารถเครื่องบินขับไล่ Typhoon ของกองทัพอากาศสหราชอาณาจักร
radar อันล้ำยุคที่รู้จักในชื่อ ECRS Mk 2 จะมอบขีดความสามารถสงคราม electronic(EW: Electronic Warfare) ที่เพิ่มขยาย ทำให้เครื่องงบินขับไล่สามารถจะตรวจจับ, พิสูจน์ทราบ และติดตามได้หลายเป้าหมายในอากาศและบนพื้นดิน" บริษัท BAE Systems กล่าว

สัญญาครอบคลุมชุด ECRS Mk 2 radar ใหม่จำนวน 38ระบบซึ่งเมื่อผสมผสานกับชุด radar ทดสอบ 2ระบบที่เป็นการซ่อมคืนสภาพ(refurbished)(https://aagth1.blogspot.com/2025/04/eurofighter-typhoon-tranche-1.html)
จะได้เห็นเครื่องบินขับไล่ Eurofighter Typhoon Tranche 3 จำนวน 40เครื่องของของกองทัพอากาศสหราชอาณาจักรได้รับการปรับปรุงด้วยขีดความสามารถใหม่ภายในปี 2030(https://aagth1.blogspot.com/2025/07/mou-eurofighter-typhoon.html)

ECRS Mk 2 เป็นรุ่นเฉพาะของสหราชอาณาจักรในตระกูล AESA/electronically scanned(E-Scan) radar ที่ได้รับการพัฒนาโดยบริษัท Leonardo อิตาลี-สหราชอาณาจักรโดยการมีส่วนร่วมจากบริษัท Hensoldt เยอรมนี และบริษัท Indra สเปน
สำหรับหุ้นส่วนและลูกค้าส่งออกต่างๆของเครื่องบินขับไล่ Eurofighter Typhoon ภายใต้ชุดการปรับปรุงความทันสมัยสมรรถนะ Phase 4 Enhancement(P4E)(https://aagth1.blogspot.com/2025/10/eurofighter-typhoon.html)

กองทัพอากาศสหราชอาณาจักรมีประจำการด้วยเครื่องบินขับไล่ Eurofighter Typhoon Tranche 3 จำนวน 40เครื่องที่จะได้รับการติดตั้งขีดความสามารถใหม่ด้วย ECRS Mk 2 radar ใหม่(https://aagth1.blogspot.com/2025/12/loi-eurofighter-typhoon.html)
และยังมีประจำการด้วยเครื่องบินขับไล่ Eurofighter Typhoon Tranche 2 จำนวน 67เครื่อง ขณะที่เครื่องบินขับไล่ Eurofighter Typhoon Tranche 1 จำนวน 49เครื่องจากเดิม 53เครื่องได้ถูกตัดสินใจการปลดประจำการก่อนกำหนดในปี 2025 ครับ

วันจันทร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569

ภาพถ่ายดาวเทียมเปิดเผยจีนกำลังสร้างเรือฟริเกตชั้น Type 054B ใหม่ลำที่สาม

Satellite image shows China's third Type 054B under construction





Vantor imagery showing a Type 054B frigate under construction at the Hudong Changxingdao shipyard in China. (Satellite image 2026 Vantor/2026 Janes, China Military/Weibo)



ภาพถ่ายดาวเทียมที่จับภาพได้เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2026 บ่งชี้ว่าเรือฟริเกตติดอาวุธปล่อยนำวิถีชั้น Type 054B ใหม่อีกหนึ่งลำกำลังอยู่ในการสร้างสำหรับกองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีน(PLAN: People’s Liberation Army Navy) 
ณ อู่เรือ Hudong Changxingdao ในมหานคร Shanghai สาธารณรัฐประชาชนจีน ในภาพถ่ายที่น่าจะเป็นเรือฟริเกตชั้น Type 054B ถูกเห็นตัวเรืออยู่ภายในอู่แห้งข้างเรืออีกลำที่ขนาดใหญ่กว่า

โดยมี crane ยกขนาดหนักหลายตัวตั้งพาดผ่านกลางพื้นที่อู่เรือ และการต่อเรือต่างๆพร้อมกันอีกหลายๆลำโดยรอบเรือรบที่น่าจะเป็นเรือฟริเกตชั้น Type 054B(https://aagth1.blogspot.com/2025/12/blog-post.html)
ตัวเรือที่ปรากฎว่าน่าจะเป็นเรือฟริเกตชั้น Type 054B อยู่ในสถานะการประกอบสร้างที่มีความคืบหน้า โดยส่วนดาดฟ้ายก(superstructure) ของเรือได้เสร็จสมบูรณ์ไปแล้วบางส่วนและส่วนหัวเรือถูกเห็นได้อย่างชัดเจน

การออกแบบรูปทรงตัวเรือที่เรียวยาวและส่วนหัวเรือแบบปิดหุ้มไว้ของเรือได้สอดคล้องกับคุณลักษณะที่ตรวจจับได้ยากขึ้น(stealth)ที่เกี่ยวข้องกับเรือฟริเกตชั้น Type 054B เสริมความหนักแน่นของข้อสันนิษฐานที่ว่า
เรือลำนี้คือเรือฟริเกตชั้น Type 054B ลำที่สามของกองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีน ใกล้กันนั้นมีนั่งร้านก่อสร้างและชิ้นส่วนประกอบ modular ต่างๆบ่งชี้ว่ากำลังมีการทำงานเกิดขึ้นในส่วนบนของดาดฟ้าเรือ

ขณะที่การปรากฏขึ้นของ crane ขนาดใหญ่และรถสนับสนุนที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมการก่อสร้างระยะสุดท้ายตั้งข้อสังเกตว่าเรือฟริเกตชั้น Type 054B ลำที่สามอาจจะถูกปล่อยเรือลงน้ำในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า 
การปรากฎขึ้นของการสร้างเรือรบใหม่ที่น่าจะเป็นเรือฟริเกตชั้น Type 054B ลำที่สามนี้ตั้งข้อสังเกตว่าจีนได่เริ่มต้นสายการผลิตจำนวนมากของเรือฟริเกตชั้น Type 054B ใหม่(https://aagth1.blogspot.com/2025/04/blue-strike-2025.html)

หลังจากที่กองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีนได้ประกาศการทำพิธีขึ้นระวางประจำการเรือฟริเกตชั้น Type 054B ลำแรก เรือฟริเกต FFG-545 Luohe(ตั้งชื่อตามเมือง "Luohe" (漯河)) ในเดือนมกราคม 2025
และเรือฟริเกตชั้น Type 054B ลำที่สอง เรือฟริเกต FFG-555 Qinzhou(ตั้งชื่อตามเมือง "Qinzhou" (钦州)) ในเดือนเมษายน 2025(https://aagth1.blogspot.com/2025/01/type-054b-ffg-545-luohe.html)

เรือฟริเกตชั้น Type 054B ได้นำรูปแบบตัวเรือขนาดใหญ่ขึ้น, ระบบอาวุธที่หนักขึ้น, และระบบตรวจจับต่างที่มีขีดความสามารถมากขึ้นมาใช้ ส่งสัญญาณถึงความทะเยอทะยานของรัฐบาลจีนในนครหลวง Beijing ที่จะวางกำลังเรือรบผิวน้ำขนาดใหญ่เหล่านี้เพื่อขยายการปฏิบัติการต่างๆในทะเลน้ำลึก bluewater 
ขณะที่คุณลักษณะอย่างเป็นทางการยังคงไม่เปิดเผย ภาพถ่ายและรายงานของสื่อของรัฐของจีนบ่งชี้ว่าเรือฟริเกตชั้น Type 054B มีความยาวเรือประมาณ 147m และกว้าง 18m เปรียบเทียบกับเรือฟริเกตชั้น Type 054A ทีมีมิติขนาดตัวเรือยาว 134m และกว้าง 16m ครับ

วันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569

กองทัพบกสหรัฐฯเปิดตัวรถถังหลัก M1E3 Abrams ใหม่ต้นแบบคันแรก

US Army unveils early Abrams prototype at North American International Auto Show







The U.S. Army unveiled the first M1E3 Abrams early prototype at the North American International Auto Show in Detroit 2026. (Photo Credit: U.S. Army)



กองทัพบกสหรัฐฯ(US Army) เปิดตัวรถต้นแบบระยะแรกของรถถังหลัก M1E3 Abrams รุ่นใหม่ ณ งานแสดงยานยนต์นานาชาติอเมริกาเหนือ North American International Auto Show 2026(Detroit Auto Show 2026) ในมหานคร Detroit มลรัฐ Michigan ระหว่างวันที่ 14-25 มกราคม 2026
การออกแบบทางนวัตกรรมที่ก้าวล้ำยุคที่นำโดยกองทัพบกสหรัฐฯนี้ถูกผลิตในความร่วมมือกับบริษัท Roush สหรัฐฯ โดยนำบทเรียนต่างๆมาใช้จากกิจกรรมการลดความเสี่ยงต่างๆก่อนหน้าและแสดงความมุ่งมั่นของกองทัพบกสหรัฐฯที่จะเคลื่อนไหวด้วยความเร็วที่จะทำให้สามารถส่งมอบวิทยาการหลักต่างๆ, ชุดคำสั่ง, ความคล่องคล่วการเคลื่อนที่ และอำนาจการสังหาร สู่มือของเหล่าทหารอย่างรวดเร็ว

"รถถังหลัก M1E3 Abrams แสดงถึงก้าวย่างไปข้างหน้าที่ชัดเจนในการออกแบบยานยนต์สมัยใหม่ ผสมผสานการป้องกันขั้นก้าวหน้า, การลดน้ำหนักรถ, และร่องรอยการส่งกำลังบำรุงที่ขนาดเล็กลงเพื่อให้ตรงต่อความท้าท้ายต่างๆของสนามรบของพรุ่งนี้" Michelle Link รองผู้อำนวยการโครงการขีดความสามารถระบบการรบภาคพื้นดิน(Ground-Combat Platforms) กล่าว
ไม่เหมือนกับการออกแบบต่างๆก่อนหน้าที่ทำให้เหมาะสมกับภูมิประเทศต่างๆหรือภัยคุกคามเฉพาะต่างๆ รถถังหลัก M1E3 Abrams ถูกสร้างเพื่อปรับแต่งต่อภัยคุกคามต่างๆที่หลายหลายรูปแบบ รวมถึงการเพิ่มสูงขึ้นของการใช้ยานไร้คนขับ drone ต่างๆ และอาวุธความแม่ยำสูงพิสัยไกลต่างๆ

เพื่อต่อต้านความท้าท้ายต่างๆเหล่านี้ รถถังหลัก M1E3 Abrams ได้บูรณาการระบบความอยู่รอดอันล้ำยุคต่างๆซึ่งเพิ่มขยายขีดความสามารถของรถที่จะปกป้องพลประจำรถและภารกิจ "รถถังหลัก Abrams ยุคอนาคตนี้ถูกออกแบบเพื่อเปลี่ยนรูปแบบวิธีการปฏิบัติการทั่วโลกของหน่วยยานเกราะต่างๆ
โดยการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำรงสภาพที่จำเป็นของรถให้ดียิ่งขึ้น, และเพิ่มความเร็วในการวางกำลัง รถถังหลัก M1E3 Abrams สร้างความมั่นใจในความการเคลื่อนที่ที่รวดเร็วจากท่าเรือต่างๆสู่แนวหน้าต่างๆ ทำให้รถมีความว่องไวมากและสามารถเข้าถึงได้ในทุกๆสภาพแวดล้อม" Link กล่าว

การพัฒนาของรถถังหลัก M1E3 Abrams ได้รับข้อมูลจากการทดสอบอย่างเข้มงวดและผลตอบรับต่างอย่างกว้างขวาง รวมถึงข้อมูลเชิงลึกจากบรรดาทหารในภาคสนาม ความพยายามต่างๆเหล่านี้ได้ทำให้ระบบควบคุมรถ digital ขั้นก้าวหน้า และระบบสถาปัตยกรรมเปิดที่รัฐบาลสหรัฐฯเป็นเจ้าของเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาซึ่งสามารถทำให้ปรับปรุงชุดคำสั่ง software และสิ่งอุปกรณ์ hardware ได้อย่างรวดเร็ว
ความยืดหยุ่นนี้ทำให้มั่นใจว่าระบบสามารถพัฒนาเพื่อให้ตรงความต้องการต่างๆในอนาคตได้ กองทัพบกสหรัฐฯยังได้ดึงจิตวิญญาณด้านนวัตกรรมของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่แพร่หลายของ Detroit และ Michigan ความเป็นหุ้นส่วนกับบริษัทต่างๆที่ไม่ได้อยู่ในภาคส่วนนี้ดั้งเดิมเพื่อนำแนวความคิดสดใหม่และความเชี่ยวชาญมาสู่การออกแบบและผลิตของรถถังหลัก M1E3 Abrams

หุ้นส่วนต่างๆเหล่านี้หลายรายได้ได้รับการพิสูจน์จากประวัติการทำงานกับกองทัพบกสหรัฐฯเพื่อรับรองวิทยาการที่มีความสำคัญยิ่งต่างๆ, ทำให้พวกตนเป็นผู้มีส่วนร่วมด้านแนวความคิดสำหรับโครงการที่ทะเยอทะยานนี้ ที่หัวใจหลักของรถถังหลัก M1E3 Abrams คือชุดของเครื่องมือทางวิศวกรรม digital ปัญญาประดิษฐ์(AI: Artificial Intelligence) ต่างๆ
รวมถึงปัญญาประดิษฐ์แบบรู้สร้าง(GenAI: Generative Artificial Intelligence) ซึ่งสามารถทำให้บูรณาการวิทยาการและระบบสถาปัตยกรรมเปิดต่างๆได้อย่างรวดเร็ว ความก้าวหน้าต่างๆเหล่านี้ไม่เพียงแต่เพิ่มขยายอำนาจการสังหารของรถแต่ยังสร้างความมั่นใจว่ารถถังหลักยังความเป็นแนวทางแก้ไขปัญหาที่ล้ำสมัยสำหรับสงครามยุคใหม่

การเปิดตัวของรถถังหลัก M1E3 Abrams รถต้นแบบระยะแรกเป็นเหตุการณ์สำคัญที่เป็นสะพานเชื่อมโยงโลกของการป้องกันประเทศและนวัตกรรม มันเน้นย้ำความสำคัญถึงขีดความสามารถของกองทัพบกสหรัฐฯที่จะเรียนรู้, ปรับตัวและส่งมอบวิทยาการขั้นก้าวหน้าต่างๆด้วยความรวดเร็วและแม่นยำ
สร้างความมั่นใจว่าเหล่าทหารจะได้รับการติดตั้งด้วยเครื่องมือต่างที่พวกตนจำเป็นเพื่อที่จะประสบความสำเร็จมีชัยชนะในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ(https://aagth1.blogspot.com/2022/10/gdls-abramsx-strykerx-hybrid.html, https://aagth1.blogspot.com/2021/10/m1-abrams-2023.html)

คุณลักษณะสำคัญของรถถังหลัก M1E3 Abrams รวมถึงน้ำหนักรวมของรถที่เหลือเพียง 54.5tons ลดลงไปเกือบราว 20tons จากรถถังหลัก M1A2 SEPv3 ที่มีน้ำหนักรถกว่า 73.6tons(https://aagth1.blogspot.com/2025/11/m1a2t-abrams-108.html, https://aagth1.blogspot.com/2024/12/m1a2-abrams-sepv3.html)
กำลังพลประจำรถยังลดลงเหลือ 3นาย(ผู้บังคับรถถัง, พลยิง และพลขับ) โดยการนำป้อมปืนใหญ่รถถังแบบไร้พลประจำป้อมนมาใช้และระบบขับเคลื่อนดีเซลไฟฟ้า Hybrid(เครื่องยนต์ดีเซล Caterpillar และเครื่องเปลี่ยนความเร็ว SAPA) รวมถึงระบบระบบบรรจุกระสุนอัตโนมัติ(autolader) สำหรับปืนใหญ่รถถังแบบใหม่, ระบบป้อมปืน remote บนหลังคารถ, และระบบป้องกันเชิงรุก(APS: Active Protection System) ขั้นก้าวหน้าเพื่อต่อต้านอาวุธปล่อยนำวิถีและ drone ครับ

วันเสาร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2569

รถถังหลัก Challenger 3 อังกฤษทำการยิงด้วยกระสุนจริงโดยพลประจำรถครั้งแรก

IAV 2026: Challenger 3 MBT conducts first crewed live firing





The Challenger 3 MBT has conducted its first crewed live firing. (RBSL)



รถถังหลัก Challenger 3 MBT(Main Battle Tank) ที่จะประจำการในกองทัพบกสหราชอาณาจักร(British Army) ในอนาคตได้ทำการยิงด้วยกระสุนจริงโดยพลประจำรถเป็นครั้งแรกในแคว้น Scotland
Janes ทราบในวันแรกของการสัมมนายานเกราะนานาชาติ International Armoured Vehicles 2026(IAV 2026) โดย Defence iQ ที่จัดขึ้นใน Farnborough สหราชอาณาจักร ระหว่างวันที่ 20-22 มกราคม 2026

การยิงปืนใหญ่รถถังของรถถังหลัก Challenger 3 เป็นการยิงด้วยกระสุนจริงโดยพลประจำรถครั้งแรกในสหราชอาณาจักรในรอบ 30ปีที่ผ่านมาด้วย(https://aagth1.blogspot.com/2022/02/challenger-3.html)
ต่อมาเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2026 กองยุทโธปกรณ์และการสนับสนุนกลาโหม(DE&S: Defence Equipment and Support) สหราชอาณาจักร และบริษัท Rheinmetall เยอรมนีได้ประกาศถึงการยิงด้วยกระสุนจริง

โดยกล่าวว่าการยิงด้วยกระสุนจริงเป็นส่วนหนึ่งของการรับประกันความคืบหน้าของขีดความสามารถและระบบต่างๆของรถถังหลัก Challenger 3 ก่อนการเข้าประจำการตามโครงการตามขั้นระยะอย่างระมัดระวัง
การเริ่มต้นด้วยการปฏิบัติการจากระยะไกลก่อนเดินหน้าไปสู่การยิงโดยพลประจำรถโดยเจ้าหน้าที่ของบริษัท Rheinmetall BAE Systems Land(RBSL) สหราชอาณาจักร-เยอรมนี

กองยุทโธปกรณ์และการสนับสนุนกลาโหมสหราชอาณาจักร DE&S และบริษัท Rheinmetall เน้นว่ารถถังหลัก Challenger 3 ได้ติดตั้งด้วยปืนใหญ่รถถังลำกล้องเรียบ L55A1 120mm ของ Rheinmetall เยอรมนี
ที่สามารถยิงกระสุนต่อสู้รถถังพลังงานจลน์และกระสุนอเนกประสงค์แบบตั้งค่ากำหนดได้(https://aagth1.blogspot.com/2021/05/challenger-3-148.html)

กองยุทโธปกรณ์และการสนับสนุนกลาโหมสหราชอาณาจักร DE&S และบริษัท Rheinmetall กล่าวว่าการยิงด้วยกระสุนยิงจะตามมาด้วยการทดสอบเพิ่มเติมต่างๆของรถถังหลัก Challenger 3
รถถังหลัก Challenger 3 จำนวนทั้งหมด 148คันรวมถึงรถถังต้นแบบจำนวน 8คันจะถูกผลิตโดยบริษัท RBSL สหราชอาณาจักร-เยอรมนี ภายใต้สัญญามูลค่าวงเงินกว่า 800 million British pound sterling($1 billion)

ความพร้อมปฏิบัติการขั้นต้น(IOC: Initial Operational Capability) ของรถถังหลัก Challenger 3 ได้รับการวางแผนว่าจะมีขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2027 และความพร้อมปฏิบัติการเต็มอัตรา(FOC: Full Operational Capability) ในเดือนพฤศจิกายน 2030
การนำ Challenger 3 MBT เข้าประจำการจะทำให้กองทัพบกสหราชอาณาจักรมีรถถังหลักที่ใช้ปืนใหญ่รถถัง Rheinmetall L55A1 120mm ซึ่งใช้กระสุนร่วมกันกับรถถังหลักส่วนใหญ่ในกลุ่มชาติ NATO ได้ครับ

วันศุกร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569

สหรัฐฯอนุมัติการขายเครื่องบินลาดตระเวนทางทะเล P-8A Poseidon 4เครื่องและตอร์ปิโดเบา Mk 54 8ลูกแก่สิงคโปร์

US approves sale of P-8s, torpedoes to Singapore





Boeing P-8A Poseidon maritime patrol aircraft with air-launched Mk 54 lightweight torpedoes. (Boeing/US Navy)

รัฐบาลสหรัฐฯได้อนุมัติการขายวงเงินหลายพันล้านเหรียญสหรัฐฯของเครื่องบินลาดตระเวนทางทะเล Boeing P-8A Poseidon ใหม่เช่นเดียวกับ Torpedo เบายิงจากอากาศยานแบบ Mk 54 จำนวนน้อยแก่สิงคโปร์
สำนักงานความร่วมมือความมั่นคงกลาโหมสหรัฐฯ(DSCA: Defense Security Cooperation Agency) กล่าวเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2026 ว่ากระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯให้อนุมัติการร้องขอจากรัฐบาลสิงคโปร์

ที่จะจัดหาเครื่องบินลาดตระเวนทางทะเล P-8A Poseidon จำนวน 4เครื่อง และ torpedo เบา Mk 54 MOD 0 แบบครบนัด(AUR: All Up Round) จำนวน 8ลูก ภายใต้รูปแบบการขายโครงการ Foreign Military Sales(FMS)
การประกาศนี้มีขึ้นสี่เดือนให้หลังจากรัฐมนตรีกลาโหม Chan Chun Sing รายงานว่ารัฐบาลสิงคโปร์ตัดสินใจที่จะจัดซื้อเครื่องบินลาดตระเวนทางทะเล P-8A Poseidon สหรัฐฯ

ที่มีขึ้นตามการเข้าพบหารือกับรัฐมนตรีกระทรวงการสงครามสหรัฐฯ Pete Hegseth ในนครหลวง Washington, DC สหรัฐฯในเดือนกันยายน 2025(https://aagth1.blogspot.com/2025/09/p-8a-poseidon-4.html)
เครื่องบินลาดตระเวนทางทะเล P-8A Poseidon ซึ่งประกอบขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของระยะที่1 ของการปรับเปลี่ยนขีดความสามารถการรักษาความมั่นคงทางทะเลของกองทัพสิงคโปร์(SAF: Singapore Armed Forces)

เครื่องบินลาดตระเวนทางทะเล P-8A Poseidon จะทดแทนฝูงเครื่องบินลาดตระเวนทางทะเล Fokker 50 MPA(Maritime Patrol Aircraft) จำนวน 5เครื่องของของกองทัพอากาศสิงคโปร์(RSAF: Republic of Singapore Air Force)
ตามข้อมูลจากกระทรวงกลาโหมสิงคโปร์(MINDEF, Singapore Ministry of Defence) เครื่องบินลาดตระเวนทางทะเล Fokker 50 MPA ได้ถูกนำเข้าประจำการในกองทัพอากาศสิงคโปร์ตั้งแต่ปี 1993

ข้อเสนอการขายยังรวมระบบหลักต่างๆรวมถึง ชุดประกอบตัวส่งสัญญาณ laser transmitter assemblies แบบ Guardian จำนวน 7ระบบ เช่นเดียวกับระบบประมวลผล 7ระบบ(โดยมีความพร้อมใช้แบบเลือกได้สำหรับ module ต่อต้านการปลอมแปลง anti-spoofing)
สำหรับระบบมาตรการต่อต้าน AN/AAQ-24(V)N DAIRCM(Distributed Aperture Infrared Countermeasures) ของเครื่องบินลาดตระเวนทางทะเล P-8A ตามข้อมูลในเอกสารของ DSCA สหรัฐฯ

ระบบที่เกี่ยวข้องอื่นๆของ P-8A ที่ได้รับการอนุมัติการขายรวมถึง ชุดคำสั่งภารกิจเปิดทางยุทธวิธี, ระบบตรวจจับ EO/IR(Electro-Optical and Infrared) แบบ MX-20HD, ระบบตรวจจับการแจ้งเตือนอาวุธปล่อยนำวิถีสำหรับระบบมาตรการต่อต้าน DAIRCM
ระบบตรวจจับและวิเคราะห์สัญญาณเสียง AN/AQQ-2(V), ระบบ radar AN/APY-10, ระบบจัดการการแจ้งเตือนล่วงหน้า ALQ-213 early warning management system, อุปกรณ์พิสูจน์ฝ่ายเข้ารหัส KIV-78 Cryptographic Appliques,

ตัวส่งสัญญาณระบบพิสูจน์ฝ่าย(IFF: Identification Friend-or-Foe) แบบ AN/APX-123A, ตัวตั้งค่ากำหนด(programmer)ระบบจ่ายเป้าลวง AN/ALE-47 CMDS(Countermeasures Dispenser System),
และอุปกรณ์จัดเก็บและรับส่งข้อมูลแบบเข้ารหัสแบบพกพา AN/PYQ-10 Simple Key Loader(SKL) ข้อเสนอการขายมีวงเงินที่ประมาณ $2.316 billion DSCA สหรัฐฯกล่าวเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2026 ครับ

วันพฤหัสบดีที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569

กาตาร์ประกาศข้อตกลงจัดซื้อเรือฟริเกตชั้น Istanbul ตุรกีสำหรับอินโดนีเซีย 2ลำ

DIMDEX 2026: Qatar announces Indonesian frigate agreement





The first MİLGEM frigate Istanbul . (Ozan Kose, Anadolu via Getty Images)

กระทรวงกลาโหมกาตาร์ได้ประกาศเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2026 ระหว่างงานนิทรรศการและสัมมนาการป้องกันประเทศทางทะเลนานาชาติ DIMDEX 2026(Doha International Maritime Defence Exhibition & Conference 2026)
ที่จัดขึ้น ณ กรุง Doha กาตาร์ ระหว่างวันที่ 19-22 มกราคม 2026 ว่า บริษัท Barzan Holdings กาตาร์ได้ลงนามข้อตกลงจัดซื้อวงเงิน $1 billion กับบริษัท Tais Shipyards ตุรกีสำหรับเรือฟริเกตจำนวน 2ลำสำหรับลูกค้านานาชาติที่ไม่ได้ระบุ

บริษัท Tais ตุรกีได้เผยแพร่ post ใน LinkedIn ว่าตนได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ(MOU: Memorandum of Understanding) กับ Barzan Holdings กาตาร์ที่เกี่ยวข้องกับโครงการเรือฟริเกตที่ไม่ระบุมูลค่าวงเงิน
Tais ตุรกีปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเพิ่มเติมเมื่อสอบถามถึงรายละเอียดมากขึ้นโดย Janes ในวันต่อมาเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2026 บริษัท Barzan Holdings ใช้บัญชี Instagram ของตนเพื่อระบุว่า

กองทัพอินโดนีเซีย(Indonesian National Armed Forces, TNI: Tentara Nasional Indonesia) เป็นลูกค้าสำหรับข้อตกลงการจัดซื้อจัดจ้างวงเงิน $1 billion ที่ตนได้ลงนามกับ Tais ตุรกีโดยปราศจาการกล่าวว่าข้อตกลงครอบคลุมอะไรบ้าง
ระหว่างงานนิทรรศการและการประชุมการป้องกันประเทศ Indo Defence Expo and Forum (Indo Defence) 2025 ในนครหลวง Jakarta อินโดนีเซีย ระหว่างวันที่ 11-14 มิถุนายน 2025

Barzan Holdings กาตาร์ได้ประกาศว่าตนได้ลงนามสัญญาและข้อตกลงต่างๆที่จะจัดส่งอาวุธและเครื่องกระสุนต่างๆแก่กองทัพอินโดนีเซียเป็นมูลค่าวงเงิน 5 billion Qatari riyal($1.37 billion)
สำนักงานอุตสาหกรรมกลาโหมตุรกี(Turkish Secretariat of Defence Industries, SSB: Savunma Sanayii Başkanlığı) ได้มีการประกาศเช่นเดียวกัน(https://aagth1.blogspot.com/2025/07/istanbul-2.html)

ระหว่างงานแสดงอุตสาหกรรมป้องกันประเทศนานาชาติ International Defence Industry Fair(IDEF) 2025 ที่จัดขึ้นในมหานคร Istanbul ตุรกี ระหว่างวันที่ 22-27 กรกฎาคม 2025(https://aagth1.blogspot.com/2025/01/istanbul-f-516-tcg-izmir-f-517-tcg-izmit.html)
กล่าวว่า Tais ตุรกีได้ลงนามสัญญากับกระทรวงกลาโหมอินโดนีเซียสำหรับเรือฟริเกตชั้น Istanbul(เรือฟริเกตชั้น MİLGEM İstif) จำนวน 2ลำสำหรับกองทัพเรืออินโดนีเซีย(Indonesian Navy, TNI-AL: Tentara Nasional Indonesia-Angkatan Laut)

เรือฟริเกตชั้น İstif โครงการเรือฟริเกต MİLGEM ลำแรก เรือฟริเกต F-515 TCG Istanbul ถูกสร้างโดยอู่เรือ Istanbul Shipyard และถูกขึ้นระวางประจำการในกองทัพเรือตุรกี(Turkish Naval Forces) ในเดือนมกราคม 2024(https://aagth1.blogspot.com/2024/01/istanbul.html)
Tais เป็นกิจการค้าร่วม(consortium) ที่รวมถึงอู่เรือบริษัท Anadolu ตุรกี, บริษัท Sedef ตุรกี และบริษัท Sefine ตุรกี ที่ปัจจุบันกำลังสร้างเรือฟริเกตชั้น Istanbul ลำที่สองเรือฟริเกต F-516 TCG Izmir, ลำที่สามเรือฟริเกต F-517 TCG Izmit, และลำที่สี่เรือฟริเกต F-518 TCG İçel สำหรับกองทัพเรือตุรกี(https://aagth1.blogspot.com/2025/09/istanbul-f-518-tcg-icel.html)

อู่เรือ PT PAL รัฐวิสาหกิจผู้สร้างเรือของอินโดนีเซียปัจจุบันกำลังสร้างเรือฟริเกต Merah Putih('แดงขาว' Red White) ลำแรกจาก 2ลำที่มีขนาดใหญ่กว่าอย่างมีนัยสำคัญที่มีพื้นฐานจากแบบเรือฟริเกต Arrowhead 140 ของบริษัท Babcock สหราชอาณาจักร
ที่มีการใช้ระบบตรวจจับและระบบการรบและอาวุธต่างๆของตุรกีบนเรืออย่างมาก เรือฟริเกตชั้น Balaputradewa โครงการ Merah Putih ลำแรกเรือฟริเกต KRI Balaputradewa ถูกปล่อยลงน้ำในเดือนธันวาคม 2025 ครับ(https://aagth1.blogspot.com/2025/12/pt-pal-merah-putih-kri-balaputradewa.html)

วันพุธที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569

Edge สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ยืนยันการบูรณาการระเบิดนำวิถี Desert Sting กับอากาศยานไร้คนขับ Bayraktar TB2 UAV ตุรกี

DIMDEX 2026: Edge confirms Desert Sting integration on UAE TB2, Jernas-S succeeds Reach-S



A still taken from a promotional video released on 31 December 2025 shows a Bayraktar TB2 UAV, almost certainly at Liwa Air Base in the west of the UAE. (Edge Group)


Edge's Jernas-S UAV is the successor to its Reach-S UAV. (Edge Group)



การบูรณาการของระเบิดนำวิถีขนาดเล็ก Desert Sting 16 ของบริษัท Edge Group สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์(UAE: United Arab Emirates) เข้ากับอากาศยานไร้คนขับ Baykar Bayraktar TB2 UAV(Unmanned Aerial Vehicle) ตุรกี
ขณะนี้ได้ "เสร็จสิ้นแล้ว" ผู้อำนวยการการจัดการและผู้อำนวยการบริหารของ Edge Group สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ Hamad Al Marar กล่าวกับ Janes เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2026

ณ งานนิทรรศการและสัมมนาการป้องกันประเทศทางทะเลนานาชาติ DIMDEX 2026(Doha International Maritime Defence Exhibition & Conference 2026) ที่จัดขึ้น ณ กรุง Doha กาตาร์ ระหว่างวันที่ 19-22 มกราคม 2026
บริษัท Edge Group ประกาศในเดือนมกราคม 2024 ว่าตนได้บูรณาการระบบอาวุธกับอากาศยานไร้คนขับ Bayraktar TB2 UAV ในความร่วมมือกับบริษัท Baykar ตุรกี(https://aagth1.blogspot.com/2025/01/baykar-akinci-uav.html)

อากาศยานไร้คนขับ Bayraktar TB2 UAV ที่ผลิตโดย Baykar ตุรกี ได้ถูกจัดแสดงเป็นครั้งแรก ณ ฐานทัพอากาศ Liwa ทางตะวันตกของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
ของกองทัพอากาศและป้องกันภัยทางอากาศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์(UAE AFAD: United Arab Emirates Air Force and Air Defence) ในวีดิทัศน์ที่บริษัท Edge เผยแพร่เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2025

Marar ได้ยืนยันว่า อากาศยานไร้คนขับ Jernas-S UAV ของ Edge สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นระบบใหม่ที่เป็นผู้สืบทอดแทนที่อากาศยานไร้คนขับ Reach-S UAV ขณะได้กล่าวว่า Reach-S UAV ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของข้อเสนอของบริษัท Edge 
เขาเสริมว่า "อากาศยานไร้คนขับ Jernas-S มีประสิทธิภาพต่อราคาที่มากกว่าสำหรับข้อเสนอของเรา มันมีค่าใช้จ่ายการจัดหาที่ร้อยละ20 ของอากาศยานไร้คนขับ Reach-S"

อากาศยานไร้คนขับ Jernas-S UAV มีน้ำหนักบินขึ้นสูงสุด(MTOW: Maximum Take-Off Weight) ที่ 630kg เปรียบเทียบกับอากาศยานไร้คนขับ Reach-S UAV ที่มีน้ำหนักบินขึ้นสูงสุดที่ 640kg
อากาศยานไร้คนขับ Jernas-S UAV มีน้ำหนักภารกรรมบรรทุกได้ที่ 155kg เปรียบเทียบกับอากาศยานไร้คนขับ Reach-S UAV ที่มีน้ำหนักภารกรรมบรรทุกได้ที่ 120kg

Jernas-S UAV มีเพดานบินปฏิบัติการที่ 24,000feet เปรียบเทียบกับ Reach-S UAV ที่มีเพดานบินปฏิบัติการที่ 22,000feet, Jernas-S มีความเร็วเดินทางที่ 220km/h เปรียบเทียบกับ Reach-S ที่มีความเร็วเดินทางที่ 150 km/h
และ Jernas-S มีระยะเวลาปฏิบัติการที่น้อยกว่าที่ 15ชั่วโมงเปรียบเทียบกับ Reach-S ที่มีระยะเวลาปฏิบัติการที่ 24ชั่วโมงตามข้อมูลจาก Edge บริษัทกล่าวว่า Jernas-S มีระยะควบคุมในระยะสายตา(LOS: Line-of-Sight) ที่ 200km ครับ