วันพุธที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569

กองทัพเรือไทยจะจัดหา Radar ตรวจการณ์ทางอากาศแบบประจำที่ Indra Lanza สเปน ๑ระบบ

Royal Thai Navy to acquire Indra's Lanza surveillance radar





Indra will supply a Lanza 3D air surveillance radar (pictured) to the Royal Thai Navy. (Indra/Royal Thai Navy)



กองทัพเรือไทย(RTN: Royal Thai Navy) ได้ประกาศสัญญากับบริษัท Indra สเปนที่จะจัดหา radar ตรวจการณ์ทางอากาศพิสัยไกลสามมิติแบบประจำที่ Lanza 3D เพื่อเพิ่มขยายการป้องกันหนึ่งในฐานทัพที่ตั้งหลักของตน
Lanza 3D radar จะถูกวางกำลัง ณ ฐานทัพเรือสัตหีบของกองทัพเรือไทยที่ตั้งในอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ทางตอนเหนือของอ่าวไทยของประเทศไทย บริษัท Indra ประกาศเมื่อวันที่ ๖ เมษายน พ.ศ.๒๕๖๙(2026)

Lanza 3D radar สามารถตรวจจับภัยคุกคามต่างๆได้หลากหลายรูปแบบในน่านฟ้าและน่านน้ำโดยรอบที่เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่สำคัญของฐานทัพเรือสัตหีบที่เป็นฐานทัพเรือหลักหนึ่งของกองทัพเรือไทย
รวมถึงระบบอากาศยานต่างๆที่มีภาคตัดขวาง radar(RCS: Radar Cross-Section) ที่ต่ำอย่างเช่นอากาศยานไร้คนขับขนาดเล็ก(small UAV: Unmanned Aerial Vehicle) ต่างๆ Indra สเปนกล่าว

บริษัท Indra เสริมว่า "ระบบ radar ได้รับการเสริมโดยหลายสถานีการบัญชาการและควบคุม(C2: Command-and-Control) ที่ยังจะได้รับการจัดส่งโดย Indra สเปน ซึ่งมอบ...
ความยืดหยุ่นทางการปฏิบัติการและจะอำนวยความสะดวกการกระจายและการจัดลำดับความสำคัญหน้าที่ในคำคำสั่งเพื่อสร้างความมั่นใจในการป้องกันอย่างมีประสิทธิภาพของพื้นที่ชายฝั่งต่างๆและน่านฟ้าที่ใกล้เคียงกัน"

Lanza 3D เป็น radar ที่ทำงานในย่านความถี่ L-band ช่วงความถี่ 1-2GHz และ module รับ-ส่งสัญญาณ(TRM: Transmit/Receive Module) แบบ AESA(Active Electronically Scanned Array) บริษัท Indra กล่าว
Indra สเปนไม่ได้เปิดเผยว่ากองทัพเรือไทยได้ลงนามสัญญาจัดหา Lanza radar รุ่นใด ข้อมูลของ Janes แสดงรายละเอียดว่า Lanza radar ทุกรุ่นมีระยะทำการที่มากกว่า 300km

บริษัท Indra สเปนไม่ได้ตอบสนองต่อการร้องขอข้อมูลเพิ่มเติมจาก Janes ณ เวลาที่บทความนี้เผยแพร่ เช่นเดียวกับที่กองทัพเรือไทยยังไม่ได้ตอบกลับในขณะนี้ ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ ๑๑ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๖๗(2024)
บริษัท Indra สเปนได้ประกาศว่าตนได้รับสัญญาจากกองทัพอากาศไทย(RTAF: Royal Thai Air Force) สำหรับการจัดหา Lanza 3D radar ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาและปรับปรุงระบบป้องกันทางอากาศ (ระยะที่ ๙ สถานี radar สร.ภูเขียว)

ระบบ Lanza 3D radar สามารถตรวจจับเครื่องบินขับไล่ยุคที่ห้า, ขีปนาวุธ และอากาศยานไร้คนขับ UAV ต่างๆ ถูกออกแบบที่จะปฏิบัติงานได้อย่างราบลื่นในสภาพอากาศที่มีฝนตกซึ่งเป็นปกติในไทย บริษัท Indra กล่าว
ตามข้อมูลจาก Janes C4ISR & Mission Systems: Land ระบบ radar ตระกูล Lanza ที่ถูกส่งมอบให้กองทัพอากาศไทยก่อนหน้าที่สถานี radar สร.ดอยอินทนนท์ มีระยะทำการที่ประมาณ 470km ระบบมีความกว้าง 12m และสูง 7m ตามลำดับ

ความเห็นวิเคราะห์
มีการรายงานโดยสื่อท้องถิ่นของไทยก่อนหน้าว่า กรมอิเล็กทรอนิกส์ทหารเรือ อล.ทร.(Naval Electronics Department) กองทัพเรือไทยได้ทำพิธีลงนามสัญญาซื้อพร้อมติดตั้งระบบ radar ตรวจการณ์ทางอากาศพิสัยไกลสามมิติแบบประจำที่ 
จำนวน ๑ ระบบ ตราอักษร INDRA รุ่น LANZA LTR-20 กับ บริษัท Indra Sistemas, S.A. ราชอาณาจักรสเปน เมื่อวันที่ ๒๙ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๖๘(2025) ซึ่งบริษัท Indra ได้ประกาศถึงการลงนามสัญญานี้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ ๖ เมษายน พ.ศ.๒๕๖๙

การจัดหา radar ตระกูล Lanza จะเป็นการพัฒนาขีดความสามารถการป้องกันภัยทางอากาศร่วมกันระหว่างกองทัพเรือไทยและกองทัพอากาศไทย โดยอ้างว่าสามารถที่จะเชื่อมโยงระบบอาวุธนำวิถีพื้นสู่อากาศระยะปานกลางแบบเคลื่อนที่ FK-3(https://aagth1.blogspot.com/2023/04/fk-3-kronos-radar-accs.html) ของหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง สอ.รฝ.(ACDC: Air and Coastal Defence Command)
กับระบบป้องกันภัยทางอากาศ Barak MX(https://aagth1.blogspot.com/2025/12/iai-barak-mx.html, https://aagth1.blogspot.com/2025/12/barak-mx.html) ของกรมต่อสู้อากาศยาน(Anti-Aircraft Regiment) หน่วยบัญชาการอากาศโยธิน(SFC: Security Force Command) เข้าด้วยกันได้ในอนาคตครับ

วันอังคารที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569

มาเลเซียทดสอบการบินครั้งแรกของอากาศยานไร้คนขับ ANKA UAV ตุรกีใหม่ 3ระบบ

Malaysia operates newly acquired Anka UAVs





The Royal Malaysian Air Force has test-flown its Anka-S UAV platform for the first time. (Royal Malaysian Air Force)



กองทัพอากาศมาเลเซีย(RMAF: Royal Malaysian Air Force, TUDM: Tentera Udara Diraja Malaysia) ได้ทำบินทดสอบระบบอากาศยานไร้คนขับ(UAV: Unmanned Aerial Vehicle) 
อากาศยานไร้คนขับ Turkish Aerospace Anka-S UAV ตุรกีที่จัดหามาใหม่ของตนเป็นครั้งแรก การบินครั้งแรกของอากาศยานไร้คนขับ Anka-S UAV ในประจำการกองทัพอากาศมาเลเซีย

ได้ถูกดำเนินการจากฐานทัพอากาศ Labuan ในรัฐ Sabah ทางตะวันออกของมาเลเซียเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2026 กองทัพอากาศมาเลเซียกล่าวเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2026 
การทำการบินทดสอบได้ยืนยันการนำเข้าประจำการของระบบ Anka-S UAV ของกองทัพอากาศมาเลเซีย ซึ่งได้รับการกำหนดแบบเป็นอากาศยานไร้คนขับ Anka-THS ในประจำการกองทัพอากาศมาเลเซีย 

"การบินทดสอบเป็นเวลา 3ชั่วโมงบินเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมการสำหรับการส่งมอบยุทโธปกรณ์ใหม่ต่างๆแก่กองทัพอากาศมาเลเซีย" กองทัพอากาศมาเลเซียเสริม
มาเลเซียได้สั่งจัดหาอากาศยานไร้คนขับ Anka-S UAV จำนวน 3ระบบเป็นวงเงิน 423.8 million Malaysian Ringgit($104 million) ที่ประกาศสัญญาในปี 2023(https://aagth1.blogspot.com/2023/06/anka-uav-3.html)

มาเลเซียได้รับมอบอากาศยานไร้คนขับ Anka-S UAV ทั้ง 3ระบบในเดือนมกราคม 2026 โฆษกของบริษัท Turkish Aerospace ตุรกีกล่าวกับ Janes เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2026 
กระบวนการการทดสอบภาคพื้นดินต่างๆและการตรวจรับจากสถาบันรับรองต่างๆได้เสร็จสิ้นลงแล้ว โฆษก Turkish Aerospace ตุรกีเสริม(https://aagth1.blogspot.com/2023/08/anka-uav.html)

อากาศยานไร้คนขับ Anka-THS UAV สามารถได้ถูกนำเข้าประจำการในฝูงบินที่11(No 11 Squadron) ณ ฐานทัพอากาศ Labuan กองทัพอากาศมาเลเซียกล่าวโดยเสริมว่า
การวางกำลัง Anka-THS จะเพิ่มขีดความสามารถข่าวกรอง, ตรวจการณ์, ตรวจจับเป้าหมาย, และลาดตระเวน(ISTAR: Intelligence, Surveillance, Target Acquisition, and Reconnaissance) ต่างๆของตน

ในภูมิภาคทางตะวันออกและเหนือทะเลจีนใต้ กองทัพอากาศมาเลเซียยังอธิบายถึงฐานทัพอากาศ Labuan ในฐานะที่ตั้งทางยุทธศาสตร์สำหรับมาเลเซีย เนื่องจากที่ตั้งฐานบินอยู่ใกล้กับทะเลจีนใต้
Anka เป็นอากาศยานไร้คนขับเพดานบินปานกลางระยะทำการนาน(MALE UAV: Medium-Altitude, Long-Endurance Unmanned Aerial Vehicle) 

ระบบอากาศยานไร้คนขับ Anka มีความเร็วระดับสูงสุดที่ 140knots, น้ำหนักบินขึ้นสูงสุด(MTOW: Maximum Take-Off Weight) ที่ 1,700kg, รัศมีการปฏิบัติการที่ 135nmi และทำการบินได้นาน 30ชั่วโมง
ในรูปแบบ Anka-S ได้รวมถึงการติดตั้งระบบสื่อสารผ่านดาวเทียม SATCOM(Satellite Communication), การสื่อสารเข้ารหัส, และระบบตรวจจับ EO/IR(Electro-Optic/Infrared) ตามข้อมูลจาก Janes ครับ

วันจันทร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569

เครื่องบินขับไล่แบบที่๑๗ บ.ข.๑๗ F-86F Sabre ฝูงบิน๑๓ กองทัพอากาศไทย








Review: Fujimi North American Rockwell F-86F Sabre J.A.S.D.F No.25018 / Blue Impulse No.25021 1/72
Assembled and painted as F-86F-40 "1331" serial number 52-5134 of 13th Fighter Bomber Squadron, Wing 1 Don Muang, Royal Thai Air Force (RTAF) in 1961-1968. (My Own Photos)

เครื่องบินขับไล่แบบที่ ๑๗ บ.ข.๑๗ North American F-86F Sabre เป็นเครื่องบินขับไล่เครื่องยนต์ไอพ่นแบบที่สองและเป็นเครื่องบินขับไล่ไอพ่นปีกลู่หลัง (swept-wing) แบบแรกของกองทัพอากาศไทย(RTAF: Royal Thai Air Force) ซึ่งได้รับมอบจากสหรัฐฯภายใต้โครงการความช่วยเหลือทางทหาร Military Assistance Program (MAP) และจากมิตรประเทศต่างๆทั้งหมดจำนวน ๕๕ เครื่อง
แบ่งเป็นเครื่องบินขับไล่ F-86F-1-NA ในปี พ.ศ.๒๕๐๓(1960) ซึ่งไม่ได้ถูกนำเข้าประจำการแต่ถูกใช้ในการฝึกศึกษา, เครื่องบินขับไล่ F-86F-30-NA Sabre จำนวน ๔๐ เครื่องในปี พ.ศ.๒๕๐๔(1961) และเครื่องบินขับไล่ F-86F-25-NA Sabre จำนวน ๑๔ เครื่องในปี พ.ศ.๒๕๐๖(1963) ซึ่งทั้งหมดได้รับการปรับปรุงปีกยาวใหม่แบบ 6-3 แบบยาวขึ้นและแคบขึ้นเป็นมาตรฐานเครื่องบินขับไล่ F-86F-40-NA Sabre
โดยถูกนำเข้าประจำการฝูงบินที่ ๑๓ กองบิน ๑ ดอนเมือง และฝูงบินที่ ๑๒ กองบิน ๑ ดอนเมืองต่อจาก เครื่องบินขับไล่แบบที่ ๑๖ บ.ข.๑๖ Republic F-84G Thunderjet(https://aagth1.blogspot.com/2025/08/f-84g-honey-sam.html) ซึ่งต่อมาฝูงบินที่ ๑๒ ได้รับมอบเครื่องบินขับไล่แบบที่ ๑๗ก บ.ข.๑๗ก North American F-86L Sabre Dog จำนวน ๒๐ เครื่องเข้าประจำการในช่วงปี พ.ศ.๒๕๐๖-๒๕๐๙(1963-1966)
ฝูงบิน ๔๓ กองบิน ๔ ตาคลีได้รับมอบ บ.ข.๑๗ F-86F จากฝูงบินที่๑๒ ในปี พ.ศ.๒๕๐๖ หลังปลดประจำการเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๖ F-84G และได้รับมอบเครื่องที่เหลือเพิ่มเติมในปี พ.ศ.๒๕๐๙(1966) เมื่อฝูงบินที่๑๓ ได้รับมอบเครื่องบินขับไล่แบบที่ ๑๘/ก บ.ข.๑๘/ก Northrop F-5A/B Freedom Fighter โดย บ.ข.๑๗ F-86F เครื่องสุดท้ายถูกปลดประจำการลงในปี พ.ศ.๒๕๑๕(1972) รวมระยะเวลาประจำการราว ๑๑ปี 

ประวัติการรบเครื่องบินขับไล่ F-86F Saber ของกองทัพอากาศสหรัฐได้ถูกนำมาใช้ในสงครามเกาหลีปี พ.ศ.๒๔๙๓-๒๔๙๖(1950-1953) และประสบความสำเร็จในการรบทางอากาศเหนือฝ่ายตรงข้ามในอัตราการสังหารที่สูง รวมถึงการต่อสู้กับเครื่องบินขับไล่ไอพ่น Mikoyan-Gurevich MiG-15 ที่เป็นคู่ปรับที่สร้างโดยรัสเซีย ซึ่งประสบการที่ได้รับจากสงครามเกาหลีได้ถูกนำมาพัฒนาปีกลู่หลังแบบ 6-3
F-86F เป็นเครื่องบินขับไล่ทางยุทธวิธีเครื่องยนต์ไอพ่นความเร็วต่ำกว่าเสียงถูกออกแบบสำหรับการรบอากาศสู่อากาศด้วยอาวุธปืน โดยติดตั้งศูนย์เล็งกึ่งอัตโนมัติแบบ A-4 และ radar วัดระยะแบบ AN/APG-30 พร้อมปืนกลอากาศ M3 .50cal หกกระบอกความจุกระสุนรวม ๑,๘๐๐ นัด ซึ่งนับว่าทันสมัยมากถ้าเทียบกับเครื่องบินขับไล่ในยุคเดียวกันอย่างเครื่องบินขับไล่ MiG-15 รัสเซียยังใช้ที่ศูนย์เล็งปรับด้วยมืออยู่
F-86F ยังได้รับการปรับปรุงในปลายทศวรรษปี 1950s ให้สามารถใช้อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยใกล้นำวิถีด้วยความร้อน GAR-8 หรือต่อมากำหนดแบบหลังปี พ.ศ.๒๕๐๕(1962) เป็นอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ AIM-9B Sidewinder ได้ ๒นัด โดยเป็นเครื่องบินขับไล่แบบแรกที่ทำยิงอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศในการรบจริงโดยกองทัพอากาศไต้หวันในวิกฤตการณ์ช่องแคบไต้หวันปี พ.ศ.๒๕๐๑(1958)
F-86F ยังสามารถใช้ในการโจมตีภาคพื้นดินด้วยจรวดอากาศสู่พื้น HVAR(High Velocity Aircraft Rocket) ขนาด 5" ได้ถึง ๑๖ นัด และลูกระเบิดอากาศ AN-M64 ขนาด 500lbs ได้ ๒ ลูก F-86 Sabre เป็นเครื่องบินขับไล่ที่ถูกส่งออกในกว่าสามสิบประเทศทั่วโลก โดยมีจำนวนการสร้างสูงถึง ๙,๘๖๐ เครื่อง และถูกใช้ในหลายความขัดแย้งทั่วโลกในช่วงต้นสงครามเย็น ซึ่งโบลิเวียเป็นชาติสุดท้ายที่ปลดประจำการในปี พ.ศ.๒๕๓๗(1994)

สำหรับกองทัพอากาศไทยเครื่องบินขับไล่แบบที่ ๑๗ บ.ข.๑๗ F-86F Sabre ได้มีส่วนร่วมในการฝึกและการปฏิบัติการทางทหารต่างๆของไทยในช่วงที่เข้าประจำการการตั้งแต่การฝึกร่วมผสมทางอากาศ Flying Brothers 1961 ที่ฐานทัพอากาศ Clark Air Base ฟิลิปปินส์ ในปี พ.ศ.๒๕๐๔ ที่มีกองทัพอากาศสหรัฐฯ(USAF: US Air Force) ร่วมกับกองทัพอากาศหลายชาติในเอเชีย-แปซิฟิก เช่นฟิลิปปินส์และไต้หวัน
กองทัพอากาศไทยยังเคยวางกำลังเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๗ F-86F ณ สนามบินเชียงใหม่ในฐานะส่วนหนึ่งของกองกำลังองค์การสนธิสัญญาป้องกันภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สปอ. SEATO(Southeast Asia Treaty Organization) ในการป้องกันภัยทางอากาศทางภาคเหนือของไทยจากการรุกล้ำน่านฟ้าของอากาศยานต่างชาติทางชายแดนพม่าและลาวในช่วงสงครามกลางเมืองในพม่าและสงครามเวียดนาม-ลาวตึงเครียด
เครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๗ F-86F กองทัพอากาศไทยยังมีภารกิจการสกัดกั้นทางอากาศที่เผชิญภัยคุกคามที่เป็นไปได้จากเครื่องบินขับไล่ MiG-17 รัสเซียและเครื่องบินขับไล่ Shenyang J-5 จีน(ลอกแบบจาก MiG-17) ซึ่งรัสเซียและจีนส่งออกให้แก่กองทัพอากาศประชาชนเวียดนาม(VPAF: Vietnam People's Air Force) และกัมพูชาในช่วงที่กรณีพิพาทเขาพระวิหาร(Preah Vihear) ทวีความตึงเครียดในปี พ.ศ.๒๕๐๘(1965) รวมถึงปฏิบัติการในการต่อต้านการก่อความไม่สงบของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ผกค. 
ขณะที่ บ.ข.๑๗ก F-86L ที่เป็นเครื่องบินขับไล่แบบแรกของกองทัพอากาศไทยที่ติด radar ควบคุมการยิงแบบ AN/APG-36 มีระยะเวลาประจำการเพียง ๓ปีเนื่องจากระบบอาวุธจรวดอากาศสู่อากาศไม่นำวิถี Mighty Mouse 2.75" ๒๔ นัดที่ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ และอุปกรณ์ประจำเครื่องที่เสื่อมภาพจากสภาพอากาศร้อนชื้นของไทย เมื่อได้รับมอบ บ.ข.๑๘ F-5A ที่้เป็นเครื่องบินขับไล่ความเร็วเหนือแบบแรกของกองทัพอากาศไทยที่สมรรถสูงกว่าในการเผชิญหน้ากับเครื่องบินขับไล่ MiG-19 รัสเซียและ Shenyang J-6 จีน(ลอกแบบ MiG-19) ที่เวียดนามเหนือ(ในเวลานั้น)ได้รับมอบมา บ.ข.๑๗ F-86F ที่ผ่านการใช้งานมานานก็ถึงกำหนดโครงสร้างอากาศยาน(airframe)หมดอายุที่ราว ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ ชั่วโมงบินแล้ว

แบบจำลองเครื่องบินขับไล่แบบที่ ๑๗ บ.ข.๑๗-๑๙/๐๔ F-86F-30-NA Sabre หมายเลข "1331" หมายเลขสายการผลิต 52-5134 เป็นหนึ่งใน ๒๐ เครื่องที่ประจำการในฝูงบิน๑๓ กองบิน๑ ดอนเมือง ช่วงปี พ.ศ.๒๕๐๔-๒๕๑๐(1961-1967) ตัวนี้ใช้ชุดแบบจำลอง Fujimi North American Rockwell F-86F Sabre J.A.S.D.F Blue Impulse 1/72 ที่กล่องรุ่นแรกออกมาตั้งแต่ปี 1986 ที่ผู้เขียนได้มาในราคา ๓๕๐ บาท
โดยใช้รูปลอกน้ำ Siam Scale F-86F-40 Royal Thai Air Force 1/72 ราคา ๑๙๐ บาท ซึ่งเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๗ F-86F-40 1331 ลวดลายนี้จะเป็นช่วงที่ประจำการในฝูงบิน๑๓ ช่วงท้ายๆราว พ.ศ.๒๕๐๗-๒๕๐๙(1964-1966) ถ้าดูจากชุดภาพการฝึก Flying Brothers 1961 ที่ฟิลิปปินส์ ที่เครื่องที่เข้าร่วมทำลวดลายสีเขียวเข้มหน้ากระจกบังลมฝาครอบห้องนักบิน Windshield และสีแดงบานเย็นที่หัวเครื่องและปลายปีก
การประกอบทำสีและติดรูปลอกใช้บริการจากร้านค้า "โลกใบจิ๋ว" ในราคา ๑,๙๙๐ บาทไม่รวมค่าจัดส่ง ซึ่งใช้เวลาส่งถึงที่พักผู้เขียนภายใน ๑๕ วันหลังจากสั่งซื้อในสภาพที่ไม่น่าพอใจ คือไม่มีการติดฐานล้อ,ฝาพับ,หรือแม้แต่ชิ้นส่วนเล็กๆอย่างสายอากาศอะไรเลย แต่แยกมาเป็นชิ้นๆที่ไม่สมบูรณ์กับคู่มือที่ถูกตัดเป็นแผ่นเล็กๆให้กลับมาประกอบเอาเอง(ซึ่งมีบางชิ้นที่ติดไม่ได้) ตัวแบบจำลองอยู่ในกล่องที่มีลวดรัดซึ่งสะดวกสำหรับคนส่งแต่เอาออกยากสำหรับผู้รับ
เครื่องถูกทำสีพื้นหลักเป็นโลหะ duraluminium เปลือย(bare metal) ซึ่งหม่นและกึ่งเงากึ่งด้านเหมือนเครื่องที่ถูกจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์มากกว่าช่วงที่ยังประจำการ มีการทำสีแผงปืนกลอากาศ light gun metal และปลายท่อไอพ่น bunt iron แต่ติดรูปลอกตราสัญลักษณ์ต่างๆผิดจากตำแหน่งจริงไปบ้างและไม่ติดคำเตือนย่อยใดๆเลย ที่บ่งชี้ว่างานประกอบทำอย่างเร่งรีบเกินไปคือช่องเสียบฐานล้อหลักหลังที่เบี้ยวผิดตำแหน่ง การเจาะรูบางจุดก็คับไปบางจุดก็หลวมไปจนติดชิ้นส่วนไม่ได้หรือติดแล้วบิดเบี้ยว ต้องแก้ไขเองหลายวันและไม่ดีด้วย ทำให้ผู้เขียนไม่ค่อยพึงพอใจกับบริการที่ได้รับจากร้านนี้ครับ

วันอาทิตย์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569

Rheinmetall และ Boeing ร่วมเสนออากาศยานไร้คนขับ MQ-28 Ghost Bat แก่เยอรมนี

Rheinmetall and Boeing partner MQ-28 Ghost Bat for Germany





A Boeing MQ-28 Ghost Bat Collaborative Combat Aircraft. (Boeing)



บริษัท Boeing Australia ออสเตรเลีย-สหรัฐฯ และบริษัท Rheinmetall เยอรมนีได้เริ่มต้นการเป็นหุ้นส่วนเพื่อจะเสนออากาศยานรบทำงานร่วมกัน(CCA: Collaborative Combat Aircraft) แบบ MQ-28 Ghost Bat แก่เยอรมนี
ตามที่กองทัพเยอรมนี(Bundeswehr) มองที่จะจัดหาอากาศยานรบทำงานร่วมกัน CCA หลายระบบภายในปี 2029(https://aagth1.blogspot.com/2025/12/mq-28a-ghost-bat-aim-120-amraam.html)

กองทัพเยอรมนีมองที่จะเพิ่มปริมาตรการรบด้วยอากาศยานไร้คนขับ(UAV: Unmanned Aerial Vehicle) แบบ CCA จำนวนหลายระบบ(ซึ่งยังถูกเรียกว่า 'คู่บินภักดี' Loyal Wingman)
ตามที่ในปี 2030 กำหนดการปลดประจำการของฝูงบินเครื่องบินขับไล่โจมตี Panavia Tornado ของกองทัพอากาศเยอรมนี(Luftwaffe) ได้เข้ามาถึง(https://aagth1.blogspot.com/2024/05/tornado.html)

ข้อมูลล่าสุดในเดือนมีนาคม 2026 อากาศยานไร้คนขับ MQ-28 Ghost Bat(https://aagth1.blogspot.com/2025/09/boeing-mq-28a-ghost-bat.html) มีความเป็นไปได้ที่จะต้องทำการแข่งขันการจัดซื้อจัดจ้างกับระบบคู่แข่งอื่นอีกสองราย
อากาศยานไร้คนขับ XQ-58A Valkyrie ที่ได้รับการพัฒนาโดยบริษัท Airbus ยุโรป และบริษัท Kratos สหรัฐฯ และอากาศยานไร้คนขับ CA-1 Europa ที่ได้รับการพัฒนาโดยบริษัท Helsing เยอรมนีและบริษัท Grob เยอรมนี

นาวิกโยธินสหรัฐฯได้เลือกอากาศยานไร้คนขับ XQ-58A ในฐานะระบบ CCA ในประจำการแบบแรกของตนในเดือนมกราคม 2026 อากาศยานไร้คนขับ MQ-28 ได้ทำการบินส่วนใหญ่ของสามระบบราว 150เที่ยวบินแล้วในเดือนมีนาคม 2026
ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการบินทดสอบการปฏิบัติการและประเมินค่า(OT&E: Operational Test and Evaluation) ต่างๆสำหรับกองทัพอากาศออสเตรเลีย(RAAF: Royal Australian Air Force) ซึ่งเป็นลูกค้าเปิดตัวรายแรกของ MQ-28

อากาศยานไร้คนขับ MQ-28 สามารถปฏิบัติภารกิจต่างๆได้รวมถึงการลาดตระเวน, สงคราม Electronic (EW: Electronic Warfare) และโจมตี ขณะที่ในการจัดรูปแบบทีมมีคนบังคับ-ไร้คนขับ(MUM-T: Manned-Unmanned Teaming) 
กับระบบอากาศยานแบบมีนักบินบังคับต่างๆ(https://aagth1.blogspot.com/2025/06/mq-28a-ghost-bat.html) บริษัท Rheinmetall กล่าวในสื่อประสัมพันธ์ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2026

Rheinmetall เยอรมนีกล่าวว่าภายใต้ความเป็นหุ้นส่วนตนจะเป็นผู้จัดการระบบสำหรับอากาศยานไร้คนขับ MQ-28 ในเยอรมนี กำกับดูแลการบูรณาการระบบกับระบบการบัญชาการและควบคุมต่างๆของกองทัพเยอรมนี และมอบการซ่อมและส่งกำลังบำรุง
บริษัท Rheinmetall อ้างถึงประสบการณ์ในการผลิตเครื่องบินขับไล่ยุคที่5 ผ่านหน้าที่การสร้างโครงสร้างลำตัว(fuselage) และซ่อมบำรุงในห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกของเครื่องบินขับไล่ Lockheed Martin F-35 Lightning II(https://aagth1.blogspot.com/2026/03/f-35a-35.html)

และระบบไร้คนขับต่างๆ ผู้อำนวยการบริหาร Rheinmetall เยอรมนี Armin Papperger กล่าวว่าเขามองเห็นศักยภาพทางรายได้ที่เป็นไปได้ผ่านความเป็นหุ้นส่วนในช่วงวงเงินถึงหลักร้อยล้าน Euros
สิ่งที่บริษัท Rheinmetall เรียกว่า "สภาพแวดล้อมทาง digital อุทิศ" จะถูกจัดตั้งขึ้นในเยอรมนีสำหรับบรรดาวิศวกรจากทั้งในเยอรมนีและจากออสเตรเลียเพื่อที่จะทดสอบชุดคำสั่ง software และสิ่งอุปกรณ์ hardware ใหม่ครับ

วันเสาร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569

เกาหลีใต้เริ่มการวางกำลังปฏิบัติงานเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทางทะเล MH-60R สหรัฐฯ 12เครื่อง

South Korea's navy begins operational deployment of MH-60R Seahawks







A Sikorsky MH-60R Seahawk deployed with the Republic of Korea Navy's 62 Maritime Helicopter Group at Jinhae. (DAPA)



กองทัพเรือสาธารณรัฐเกาหลี(RoKN: Republic of Korea Navy) ได้วางกำลังปฏิบัติงานเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทางทะเลอเนกประสงค์ Sikorsky MH-60R Seahawk ของตนแล้ว
ตามพิธีตรวจรับเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2026 สำนักงานโครงการจัดหากลาโหม(DAPA: Defense Acquisition Program Administration) สาธารณรัฐเกาหลีกล่าวว่า

เฮลิคอปเตอร์ใช้งานทางทะเลอเนกประสงค์ MH-60R Seahawk ชุดแรกจำนวน 2เครื่องได้ถูกส่งมอบให้แก่กองบินเฮลิคอปเตอร์ทางทะเลที่62(62nd Maritime Helicopter Group) ณ Jinhae 
โดยเฮลิคอปเตอร์ MH-60R เครื่องที่เหลือจะทยอยเข้าประจำการตามมา พลเรือโท Kim Kyung-ryul ผู้บัญชาการกองทัพเรือสาธารณรัฐเกาหลี(CNO: Chief of Naval Operations) กล่าวว่า

เฮลิคอปเตอร์ใช้งานทางทะเลอเนกประสงค์ MH-60R Seahawk ได้เริ่มต้นการปฏิบัติการต่างๆอย่างเต็มรูปแบบแล้วในวันเดียวกันมื่อวันที่ 1 เมษายน 2026 สำนักงานโครงการจัดหากลาโหมสาธารณรัฐเกาหลี DAPA กล่าวว่า
เฮลิคอปเตอร์ใช้งานทางทะเล MH-60R จะถูกใช้งานในภารกิจสงครามปราบเรือดำน้ำ(ASW: Anti‑Submarine Warfare), การต่อต้านเรือผิวน้ำ เช่นเดียวกับการค้นหาและกู้ภัย(SAR: Search-and-Rescue)

สาธารณรัฐเกาหลีได้สั่งจัดหาเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทางทะเลอเนกประสงค์ MH-60R Seahawk จำนวน 12เครื่องในเดือนธันวาคม 2020(https://aagth1.blogspot.com/2020/12/mh-60r.html)
ภายใต้โครงการเฮลิคอปเตอร์ปฏิบัติการทางทะเลที่หนึ่ง(MOH I: Maritime Operation Helicopter I) ผ่านรูปแบบการขาย Foreign Military Sales(FMS) ของรัฐบาลสหรัฐฯ

ภายในเดือนพฤศจิกายน 2025 กองทัพเรือสาธารณรัฐเกาหลีได้รับมอบเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทางทะเลอเนกประสงค์ MH-60R Seahawk แล้วจำนวน 6เครื่อง
บริษัท Lockheed Martin สหรัฐฯกล่าวในเวลานั้นว่าการส่งมอบเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทางทะเล MH-60R แก่กองทัพเรือสาธารณรัฐเกาหลีจะเสร็จสิ้นลงในไตรมาสแรกของปี 2026

ตามข้อมูลจาก DAPA เฮลิคอปเตอร์ใช้งานทางทะเล MH-60R มีระยะเวลาปฏิบัติการนาน 4ชั่วโมงเมื่อติดตั้งถังเชื้อเพลิงเสริมและติดตั้งด้วยชุดระบบตรวจการณ์และลาดตระเวนต่างๆ
รวมถึง Radar ตรวจการณ์ทางทะเล, อุปกรณ์ตรวจจับกล้อง digital Electro-Optic/Infrared(EO/IR), และอุปกรณ์สงคราม electronic(ESM: Electronic Support Measures)

เมื่อมีเอกสารแจ้งต่อสภา Congress สหรัฐฯของข้อเสนอการขายในปี 2019 สำนักงานความร่วมมือความมั่นคงกลาโหมสหรัฐฯ (DSCA: Defense Security Cooperation Agency) กล่าวว่าเฮลิคอปเตอร์ MH-60R จะติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆรวมถึง
ระบบกำหนดเป้าหมาย AN/AAS-44C(V) Multi-Spectral Targeting System, วิทยุพร้อมการสื่อสารรักษาความปลอดภัย(COMSEC: Communications Security) แบบ AN/ARC-210 RT-1990A(C), วิทยุความถี่สูง AN/ARC-220 High Frequency, และระบบพิสูจน์ฝ่าย AN/APX-123 IFF(Identification Friend or Foe) 

DSCA สหรัฐฯกล่าวว่าระบบหลักอื่นๆรวมถึงระบบนำร่องดาวเทียม EGI/INS(Embedded Global Positioning System/Inertial Navigation System) พร้อมระบบเข้ารหัสต่อต้านการปลอมแปลง SAASM(Selective Availability/Anti-Spoofing Module)
และระบบเครือข่าย daralink แบบ Link 16 MIDS-LVT(Multifunctional Information Distribution Systems-Low Volume Terminals) Block Upgrade Two Terminals รุ่นปรับปรุงใหม่ครับ

วันศุกร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569

ญี่ปุ่นเริ่มการใช้งานระบบอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นพิสัยไกล Type 25 ใหม่สองแบบที่พัฒนาในประเทศ

Japan activates domestically developed Type 25 stand-off missile systems



Japan's Type 25 Hyper Velocity Gliding Projectile has been deployed at JGSDF Camp Fuji in Shizuoka Prefecture. (JGSDF)



กองกำลังป้องกันตนเองทางบกญี่ปุ่น(JGSDF: Japan Ground Self-Defense Force) ได้ประกาศเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2026 ว่าตนได้เริ่มต้นการปฏิบัติงานระบบอาวุธปล่อยนำวิถีระยะยิงไกลเกินพิสัยโจมตีฝ่ายตรงข้าม"(stand-off)
ที่กำหนดแบบและพัฒนาเองในประเทศใหม่สองแบบ ในฐานะส่วนหนึ่งของพัฒนาการขีดความสามารถการโจมตีตอบโต้กลับ(counterstrike)ของญี่ปุ่น(https://aagth1.blogspot.com/2024/12/type-12.html)

ถูกเรียกโดยรวมว่าระบบอาวุธแบบ Type 25 ประกอบด้วยระบบอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นต่อต้านเรือผิวน้ำ Type 25 SSM(Surface-to-Ship Guided Missile) และระบบอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นร่อนความเร็วสูงมาก Type 25 HGP(Hyper Velocity Gliding Projectile)
ระบบอาวุธปล่อยนำวิถีทั้งสองแบบเป็นที่รู้จักก่อนหน้าในชื่ออาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นต่อต้านเรือผิวน้ำ Type 12 SSM และลูกกระสุนร่อนความเร็วสูงมาก(HVGP: Hyper Velocity Gliding Projectile) ตามลำดับ(https://aagth1.blogspot.com/2020/03/hypersonic.html)

โดยกองกำลังป้องกันตนเองทางบกญี่ปุ่นยืนยันการเปลี่ยนแปลงการกำหนดแบบของระบบอาวุธปล่อยนำวิถีทั้งสองแบบดังกล่าวในวันเดียวกัน ในแถลงการณ์กองกำลังป้องกันตนเองทางบกญี่ปุ่นกล่าวว่า
"ในการตอบสนองต่อการเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรงของสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงโดยรอบญี่ปุ่น กองกำลังป้องกันตนเองทางบกญี่ปุ่นได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาขีดความสามารถการป้องกันระยะยิงไกล stand-off ต่างๆ"

กองกำลังป้องกันตนเองทางบกญี่ปุ่นเสริมว่าการวางกำลังอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำ Type 25 SSM และอาวุธปล่อยนำวิถีร่อนความเร็วสูงมาก Type 25 HGP จะเพิ่มขยายขีดความสามารถการป้องปรามและการตอบสนองของญี่ปุ่น
อาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นต่อต้านเรือผิวน้ำ Type 25 SSM ได้ถูกวางกำลังประจำการที่ค่าย Camp Kengun ในจังหวัด Kumamoto ขณะที่อาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นร่อนความเร็วสูงมาก Type 25 HGP ได้ถูกวางกำลังประจำการที่ค่าย Camp Fuji ในจังหวัด Shizuoka

ค่าย Camp Kengun มีที่ตั้งอยู่ในทางตะวันตกเฉียงใต้ของญี่ปุ่นซึ่งเป็นแนวกระนาบและเผชิญหน้ากับทะเลจีนตะวันออก ค่าย Camp Fuji มีที่ตั้งอยู่ใกล้กับเมือง Gotemba ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะ Honshu
ค่าย Camp Fuji ได้ถูกใช้งานในฐานะสถานที่การฝึกหลักของทั้งกองกำลังป้องกันตนเองทางบกญี่ปุ่น(https://aagth1.blogspot.com/2024/09/type-10.html) และนาวิกโยธินสหรัฐฯ(USMC: US Marine Corps)

รัฐมนตรีกลาโหมญี่ปุ่น Shinjirou Koizumi กล่าวในการบรรยายสรุปต่อสื่อว่าทั้งสองระบบเป็นเครื่องหมายถึง "การวางกำลังครั้งแรกของอาวุธปล่อยนำวิถีพิสัยไกลที่ผลิตในประเทศแก่หน่วยต่างๆของกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่น(JSDF: Japan Self-Defense Forces)" เขาเสริมว่า
ขีดความสามารถการป้องกันระยะไกลเป็นการริเริ่มที่สำคัญสำหรับท่าทีการป้องปรามและตอบสนองของญี่ปุ่น ตามที่ทำให้กองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่นจะจัดการกับกองกำลังฝ่ายปรปักษ์ต่างๆจากนอกขอบเขตภัยคุกคามของตน ขณะที่ช่วยที่จะสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยของกำลังพลครับ

จีนเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมต่างๆของเรือฟริเกตชั้น Type 054B ใหม่

China reveals enhanced sensors, ASW role for Type 054B frigate





The PLAN's second Type 054B frigate, Qinzhou during exercise at sea. (CCTV)



สื่อของรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมต่างๆของเรือฟริเกตติดอาวุธปล่อยนำวิถีชั้น Type 054B (NATO กำหนดรหัสชั้น "Jiangkai III") ของกองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีน(PLAN: People’s Liberation Army Navy)
ระบุถึงการเพิ่มขยายต่างๆที่มีจุดประสงค์ที่จะสนับสนุนปฏิบัติการสงครามผิวน้ำระยะไกล, สงครามปราบเรือดำน้ำ(ASW: Anti‑Submarine Warfare) และการป้องภัยทางอากาศต่างๆ(https://aagth1.blogspot.com/2026/01/type-054b.html)

อ้างอิงข้อมูลจากสถานีโทรทัศน์ China Central Television(CCTV) และหนังสือพิมพ์ Global Times สื่อในความควบคุมของรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่รายงานเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2026 ว่า
เรือฟริเกตชั้น Type 054B ได้นำสถาปัตยกรรมที่ได้รับการปรับปรุงมาใช้โดยมีคุณลักษณะระบบอาวุธต่างๆที่เพิ่มขยาย, การออกแบบที่ลดการแพร่สัญญาณ, ระบบบัญชาการที่ปรับปรุง และการเพิ่มสมรรถนะระบบขับเคลื่อน

กองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีนได้ทำพิธีขึ้นระวางประจำการเรือฟริเกตชั้น Type 054B ลำแรก เรือฟริเกต FFG-545 Luohe ในเดือนมกราคม 2025(https://aagth1.blogspot.com/2025/01/type-054b-ffg-545-luohe.html)
และเรือฟริเกตชั้น Type 054B ลำที่สอง เรือฟริเกต FFG-555 Qinzhou ในเดือนพฤษภาคม 2025 ตามลำดับ หนังสือพิมพ์ Global Times จีนรายงานว่าเรือฟริเกต FFG-545 Luohe ได้เข้าสู่ความพร้อมปฏิบัติการขั้นต้น(IOC: Initial Operational Capability) แล้ว

เปรียบเทียบกับเรือฟริเกตติดอาวุธปล่อยนำวิถีชั้น Type 054A (NATO กำหนดรหัสชั้น "Jiangkai II") ซึ่งเข้าประจำการในกองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีนตั้งแต่ปี 2008(https://aagth1.blogspot.com/2025/04/blue-strike-2025.html)
เรือฟริเกตชั้น Type 054B ได้นำระบบตรวจจับแบบบูรณาการและรูปทรงตัวเรือที่ได้รับการปรับปรุงมาใช้โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดภาคตัดขวาง radar(RCS: Radar Cross‑Section) หนังสือพิมพ์ Global Times รายงาน

เรือฟริเกตชั้น Type 054B ยังมี "ระบบขับเคลื่อนที่มีประสิทธิภาพมากว่าอย่างมหาศาล, การสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่ต่ำ, ระยะทำการที่เพิ่มขยาย และรัศมีการรบที่เพิ่มขยาย" หนังสือพิมพ์ Global Times เสริม
รายงานกล่าวว่าการปรับปรุงต่างๆเหล่านี้มีวัตถุประสงค์ที่จะสนับสนุนการปฏิบัติการต่างที่พิสัยไกลจากจีนแผ่นดินใหญ่มากขึ้น หนังสือพิมพ์ Global Times ยังรายงานว่าเรือฟริเกตชั้น Type 054B ได้นำสถาปัตยกรรมการบัญชาการแบบ "แบนราบ" มาใช้

ที่ได้รับการสนับสนุนด้วยเครื่องมือ computer, algorithm และปัญญาประดิษฐ์(AI: Artificial Intelligence) ขั้นก้าวหน้าต่างๆ ระบบต่างๆเหล่านี้มีจุดประสงค์เพื่อลดการถูกตรวจจับและโจมตีจุดบอดในการปฏิบัติการป้องกันภัยทางอากาศ รายงานกล่าว
ตามข้อมูลจาก Global Times เรือฟริเกต FFG-555 Qinzhou ได้ถูกทดลองเรือร่วมไปกับเรือพิฆาตชั้น Type 055 เรือพิฆาต DDG-107 Zunyi และเรือพิฆาตชั้น Type 052D เรือพิฆาต DDG-172 Kunming,

และเรือยกพลขึ้นบกอู่ลอยชั้น Type 071 LPD(Landing Platform Dock) และเรือยกพลขึ้นบกบรรทุกเฮลิคอปเตอร์อู่ลอยชั้น Type 075 LHD(Landing Helicopter Dock) โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อทำงานในฐานะ "การปกป้องคุ้มกัน" ระหว่าภารกิจสงครามปราบเรือดำน้ำต่างๆ
ในแง่ของระบบอาวุธ Global Times รายงานว่าเรือฟริเกตชั้น Type 054B เป็นเรือรบที่มีความสมดุลทั้งขีดความสามารถการต่อต้านเรือดำน้ำ, การต่อต้าเรือผิวน้ำ และการป้องกันภัยทางอากาศด้วยการนำวิทยาการใหม่ต่างๆที่มอบประสิทธิภาพสูงในค่าใช้จ่ายที่ประหยัด แต่ไม่ได้ระบุถึงแบบอาวุธต่างๆที่ได้รับการติดตั้งโดยตรงครับ

วันพฤหัสบดีที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569

พม่าเปิดตัวยานเกราะล้อยาง BTR-4 8x8 ยูเครนที่ผลิตในประเทศ






Myanmar Army unveiled locally assembled Ukrainian BTR-4 8x8 Armoured Personnel Carriers (APCs) for first time during 81st anniversary of Myanmar Armed Forces Day at Nay Pyi Taw on 27 March 2026. (MRTV) 





พิธีเฉลิมฉลองการครบรอบ 81ปีการก่อตั้งกองทัพพม่า(Myanmar Armed Forces, Tatmadaw) ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2026 ณ นครหลวง Nay Pyi Taw ซึ่งได้เชิญ พลเอกอาวุโส Min Aung Hlaing ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา(รักษาการ) 
ตลอดจนผู้บัญชาการสูงสุดกองทัพพม่า ผู้บัญชาการกองทัพบกพม่า ผู้บัญชาการกองทัพอากาศพม่า ผู้นำระดับสูงและแขกผู้ร่วมงานอื่นๆรับชมการสวนสนาม ซึ่งรวมการจัดแสดงของอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆที่พม่าพัฒนาเองในประเทศและจัดหาจากต่างประเทศ

ในการสวนสนามอาวุธยุทโธปกรณ์ทางบกของกองทัพบกพม่า(Myanmar Army, Tatmadaw Kyi)  เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นยานเกราะล้อยาง BTR-4 8x8 ที่พม่าทำการประกอบสร้างในประเทศโดยกรมการอุตสาหกรรมกลาโหม(DI: Directorate of Defence Industries) พม่าร่วมการสวนสนามด้วย
ยานเกราะล้อยาง BTR-4 8x8 จำนวน 3คันได้อยู่ในขบวนสวนสนามยานยนต์รวมไปกับยุทโธปกรณ์ที่ผลิตเองในประเทศที่กองทัพพม่าเปิดตัวไปก่อนหน้ารวมถึงจรวดหลายลำกล้องอัตตาจรล้อยาง MAM-03 และรถถังเบา MMT-40(https://aagth1.blogspot.com/2023/01/mam-03-mmt-40.html)

ตามข้อมูลที่มีรายงานก่อนหน้าในปี 2018 Ukrspecexport หน่วยงานด้านการจัดการนำเข้าส่งออกอาวุธยุทโธปกรณ์ในเครือ Ukroboronprom รัฐวิสาหกิจด้านอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศของรัฐบาลยูเครนได้ลงนามข้อตกลงการร่วมทุนกับพม่า(https://aagth1.blogspot.com/2019/03/btr-4u-2s1u.html)
สำหรับการสร้างโรงงานสายการผลิตประกอบสร้างยานเกราะในพม่าที่รวมถึงยานเกราะล้อยางลำเลียงพล BTR-4U 8x8 APC(Armoured Personnel Carrier) ที่พบล่าสุด และปืนใหญ่อัตตาจรสายพาน 2S1U ขนาด 122mm ซึ่งใช้พื้นฐานรถแคร่ฐานรถสายพาน MT-LB ที่ถูกนำมาใช้ในรถถังเบา MMT-40 ที่เปิดตัวต่อสาธารณะในปี 2023

ก่อนหน้านี้กองทัพพม่าได้จัดหาอาวุธจากยูเครนหลายแบบรวมถึงยานเกราะล้อยาง BTR-3U 8x8 ที่ยูเครนส่งออกให้กับกองทัพบกพม่าช่วงปี 2003-2006 จำนวนราว 92คัน และรถเกราะสายพานลำเลียงพล MT-LBMSh ติดตั้งป้อมปืน Shturm พร้อมปืนใหญ่กลขนาด 30mm และปืนกลร่วมแกน 7.62mm
อย่างไรก็ตามมีข้อสังเกตุว่าจากทั้งในสถานการณ์พม่าและยูเครนตั้งแต่หลังการรัฐประหารรัฐบาลพลเรือนจากการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2021 และต่อมาเมื่อรัสเซียได้รุกรานยูเคนในเดือนกุมภาพันธ์ 2022  ประกอบกับที่พม่าเข้าหาการสนับสนุนรัสเซียที่เป็นคู่สงครามของตนมากขึ้นในช่วงหลัง ทำให้ความร่วมมือในด้านนี้ระหว่างพม่าและยูเครนน่าจะหยุดชะงักและล่าช้าลง

เช่นเดียวกับยานเกราะล้อยางลำเลียงพล BTR-3U 8x8 APC ที่ออกแบบโดยสำนักออกแบบสร้างเครื่องจักร Kharkiv Morozov Machine Building Design Bureau(KMDB) ยูเครน ที่เป็นส่วนหนึ่งของเครือ Ukroboronprom ยูเครน(https://aagth1.blogspot.com/2021/11/btr-4cs-t.html)
ยานเกราะล้อยางลำเลียงพล BTR-4U 8x8 APC เป็นรุ่นส่งออกยานเกราะล้อยางตระกูล BTR-4 8x8 ซึ่งเป็นยานเกราะล้อยางรุ่นใหม่ล่าสุดของยูเครนที่เป็นการพัฒนาขึ้นมาใหม่ทั้งคัน ไม่ได้มีพื้นฐานจากยานเกราะล้อยางของรัสเซีย เช่น ตระกูลยานเกราะล้อยาง BTR-80 8x8 ที่พัฒนาเป็นยานเกราะล้อยาง BTR-3 ที่มีมิติขนาดใหญ่ขึ้นและสมรถนะสูงขึ้น

ยานเกราะล้อยาง BTR-4 8x8 ของกองทัพพม่าที่พบเห็นในการสวนสนามที่นครหลวง Nay Pyi Taw ล่าสุดน่าจะถูกผลิตแล้วอย่างน้อย 3คัน พร้อมการฝึกกำลังพลสำหรับการปฏิบัติงานพื้นฐานแล้ว โดยมีรูปแบบตัวรถพื้นฐานโดยรวมเหมือนกับรถที่กองทัพยูเครนใช้เองและส่งออกต่างประเทศอย่าง อิรัก อินโดนีเซีย และไนจีเรีย โดยมีจุดแตกต่างเล็กน้อยเช่นตำแหน่งกระจกมองข้างและไฟส่องสว่าง
อย่างไรก็ตาม BTR-4 8x8 ของพม่านั้นติดตั้งป้อมปืน combat module แบบใหม่ที่ไม่เคยเห็นมาก่อนโดยมีอาวุธประกอบด้วยปืนกลหนักขนาด 12.7mm หรือเครื่องยิงลูกระเบิดกลขนาด 30mm และปืนกลร่วมแกนขนาด 7.62mm และมีพื้นที่ห้องโดยสารที่สูงกว่า แสดงให้เห็นว่ารถมีภารกิจเป็นรถเกราะลำเลียงพล APC เพื่อสนับสนุน มากกว่าจะเป็นรถรบทหารราบ IFV(Infantry Fighting Vehicle) ในการรบปะทะโดยตรงครับ