วันอังคารที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

วิสัยทัศน์การบินนาวีสหรัฐฯมุ่งเน้นเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ CVN ในกำลังทางอากาศอนาคต

New US naval aviation vision emphasises nuclear-powered carriers in future air power







A F-35C taxis on the flight deck of Nimitz-class aircraft carrier USS Carl Vinson (CVN 70) in the South China Sea on October 2021. 
A new USN strategy document reaffirms the importance of CVNs to future air power despite the platform's vulnerability to advanced anti-ship missiles. (US Navy)



เอกสารยุทธศาสตร์ใหม่กองทัพเรือสหรัฐฯ(USN: US Navy) ได้ยืนยันซ้ำถึงความสำคัญของเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์(CVN) ต่อกำลังทางอากาศอนาคต
แม้ว่าจะมีจุดอ่อนของเรือบรรทุกเครื่องบินต่ออาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำขั้นก้าวหน้าก็ตาม(https://aagth1.blogspot.com/2021/08/cvn-78-uss-gerald-r-ford.html, https://aagth1.blogspot.com/2021/08/f-35c.html)

วิสัยทัศน์การบินนาวี(Navy Aviation Vision) 2030-2035 ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2021 กล่าวว่า เรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ดาดฟ้าบินขนาดใหญ่
เป็นสนามบินที่มีความอยู่รอด, ความคล่องแคล่ว, ความยืดหยุ่น และอำนาจการสังหารสูงสุดในสภาพแวดล้อมความมั่นคงปัจจุบันจะยังคงเป็นต่อไปสำหรับอนาคต

ขนาดที่ใหญ่ของเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์สรองรับกองบินนาวีด้วยจำนวนอากาศยานที่เพียงพอที่จะดำเนินภารกิจการแสดงกำลังระยะไกล, การควบคุมทะเล และตรวจการณ์อย่างต่อเนื่องในเกือบทุกสภาพแวดล้อมและระดับความคงทนทะเล sea state
เช่นเดียวกันรายงานกล่าวว่าพลังงานนิวเคลียร์ของเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ให้ความจุที่เพิ่มขึ้นของคลังสิ่งอุปกรณ์, อาวุธ และเชื้อเพลิงอากาศยาน เช่นเดียวกับคุณสมบัติความอยู่รอด ไม่เช่นนั้นพื้นที่อาจจะถูกใช้สำหรับเชื้อเพลิงระบบขับเคลื่อนในเรือพลังงานตามแบบ

ควบคู่ไปกับขนาดที่ใหญ่และพลังงานนิวเคลียร์ของเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ ทำให้เรือจะสามารถดำเนินการเคลื่อนที่เดินทางด้วยความสูงตลอดระยะทางที่ยาวไกล
และจากนั้นดำเนินปฏิบัติการทางทหารทั่วทั้งมากกว่าร้อยละ70 ของพื้นผิวของโลก สำหรับช่วงระยะเวลาที่ถูกเพิ่มขยายออกไปโดยปราศจากความจำเป็นสำหรับการส่งกำลังบำรุง

สหรัฐฯกำลังเตรียมการสำหรับความขัดแย้งต่อศัตรูที่มีขีดความสามารถเกือบทัดเทียมกันอย่างเช่นรัสเซียหรือจีน รายงานของกองงานวิจัยสภา Congress สหรัฐฯ(CRS: Congressional Research Service) เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2021 กล่าวว่า
ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับระดับกองกำลังเรือบรรทุกเครื่องบินอนาคตคือการคาดหวังถึงความอยู่รอดของเรือบรรทุกเครื่องบินต่อข้าศึกอย่างเช่นจีนที่มีขีดความสามารถอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำที่สูง

เรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ชั้น Nimitz ที่กองทัพเรือสหรัฐฯมีประจำการในปัจจุบัน 10ลำ จะเป็นกำลังหลักของกองเรือบรรทุกเครื่องบินโจมตี(CSG: Carrier Strike Group) ต่อไป
โดยเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ชั้น Gerald R. Ford ใหม่ที่มีการสร้างเสร็จแล้ว 1ลำ กำลังสร้าง 2ลำ และมีคำสั่งจัดหาแล้ว 2ลำ จะทยอยทดแทนเรือบรรทุกเครื่องบินชั้น Nimitz ต่อไปในอนาคตครับ

วันจันทร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

DTI และกองทัพบกไทยเปิดเผยภาพและข้อมูลการพัฒนาอากาศยานไร้คนขับขนาดกลาง D-eyes 04





Defence Technology Institute (DTI) and Army Research and Development Office (ARDO), Royal Thai Army (RTA)'s  Research and Development (R&D) for prototype of Medium Unmanned Aircraft System (UAS) for Army Aviation Center (AAC) based-on Chinese BEIHANG UAS Technology Co.,LTD Unmanned Aerial Vehicle (UAV) design has been assembled, photos have published on 'Royal Thai Army News' issue 3 November 2021.

Defence Technology Institute and Army Aviation Center, Royal Thai Army signed Memorandum of Agreement (MoA) for Research and Development (R&D) on Medium Tactical Unmanned Aircraft System in 22 June 2021.



Elbit Systems Hermes 450 and Searcher MK II UAVs of Royal Thai Army.



การวิจัยและพัฒนาระบบอากาศยานไร้คนขับขนาดกลางของกองทัพบกไทย

ในปัจจุบันระบบอากาศยานไร้คนขับหรือ Unmanned Aircraft System (UAS) มีความสำคัญและบทบาทอย่างมากในสมรภูมิการรบ ดังนั้นตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๔๐(1997) เป็นต้นมา 
กองทัพบกไทย ทบ. ที่ได้ริเริ่มจัดหาระบบอากาศยานไร้คนขับให้บรรจุอยู่ในหน่วยดำเนินกลยุทธ์ หน่วยปฏิบัติการพิเศษ และหน่วยสนับสนุนการรบ ได้แก่ อากาศยานไร้คนขับขนาดกลางแบบ Searcher Mk I จำนวน ๑ ระบบ
ทำให้ ทบ. เป็นหน่วยงานแรกของประเทศ ที่ได้มีการนำเทคโนโลยีระบบอากาศยานไร้คนขับมาใช้งาน โดยบรรจุเข้าประจำการที่ กองร้อยค้นหาเป้าหมาย กองพลทหารปืนใหญ่ ร้อย คปม.พล.ป.
ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่นำไปสู่การพัฒนาระบบอากาศยานไร้คนขับของ ทบ. จนถึงปัจจุบัน โดยได้มีการจัดหาระบบอากาศยานไร้คนขับมาใช้งานอย่างต่อเนื่องในระดับยุทธการด้วยการสนับสนุนการรบให้แก่หน่วยดำเนินกลยุทธ์ในเขตปฏิบัติการของกองพลดำเนินกลยุทธ์ขึ้นไป
ซึ่งแนวโน้มความต้องการระบบอากาศยานไร้คนขับขนาดกลาง (Medium UAV) นั้นจะต้องติดตั้งระบบติดอาวุธแบบอากาศสู่พื้นที่มีความแม่นยำสูง รัศมีปฏิบัติการได้ไกล และระยะเวลาปฏิบัติการนานมากขึ้น
อ้างอิงจากแผนแม่บทโครงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบอากาศยานไร้คนขับที่ได้รับอนุมัติจากสภากลาโหม เมื่อวันที่ ๒๔ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๕(2012)

ดังนั้น สำนักงานวิจัยและพัฒนาการทางทหารกองทัพบก สวพ.ทบ. ซึ่งเป็นหน่วยรับผิดชอบงานวิจัยและพัฒนานวัตกรรมของ ทบ. จึงดำเนินงานตามนโยบายของผู้บัญชาการทหารบก ผบ.ทบ. ในการพึ่งพาตนเอง "ไทยทำ ไทยใช้"
โดยประสานความร่วมมือในการดำเนินโครงการวิจัยและพัฒนาระบบอากาศยานไร้คนขับขนาดกลางร่วมกันระหว่าง กองทัพบกไทย ทบ. กับ สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ สทป.
ซึ่งได้จัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการวิจัยและพัฒนาระบบอากาศยานไร้คนขับขนาดกลางสำหรับ ทบ. (Medium Unmanned Aircraft System) ระหว่าง ทบ. โดย ศูนย์การบินทหารบก ศบบ. เป็นหน่วยเจ้าของโครงการกับ สทป.
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการเสริมสร้างขีดความสามารถในการร่วมมือวิจัยและพัฒนาต้นแบบระบบอากาศยานไร้คนขับขนาดกลางร่วมกัน ทั้งนี้ได้กำหนดให้ต้นแบบระบบอากาศยานไร้คนขับขนาดกลางจะต้องผ่านการรับรองมาตรฐานสำหรับนำมาใช้ใน ทบ.

คุณลักษณะของระบบอากาศยานไร้คนขับขนาดกลางของโครงการวิจัยและพัฒนาฯ เพื่อนำไปใช้ในภารกิจลาดตระเวน เฝ้าติดตามสถานการณ์ การหาข่าว ค้นหาและระบุที่ตั้งเป้าหมาย เพื่อการปรับการยิงปืนใหญ่ และอาวุธยิงสนับสนุนอื่นๆ ในการสนับสนุนหน่วยดำเนินกลยุทธ์
โดยระบบอากาศยานไร้คนขับขนาดกลางจากการวิจัยและพัฒนาร่วมนี้จะถูกออกแบบให้สามารถบินได้นาน มีระยะปฏิบัติการที่ไกลเกินกว่าขอบเขตของการปฏิบัติในระดับกองพล ประกอบกับสามารถติดตั้งอุปกรณ์ (Payload) ได้อย่างหลากหลาย
รวมทั้งติดตั้งระบบอาวุธปล่อยจากอากาศสู่พื้นแบบนำวิถีได้อีกด้วย ผลผลิตที่ ทบ. จะได้รับจากโครงการวิจัยและพัฒนาฯ ในปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๕(2022) คือระบบอากาศยานไร้คนขับขนาดกลางแบบลาดตระเวนและเฝ้าระวัง ๑ ระบบ
ซึ่งประกอบด้วยอากาศยานไร้คนขับขนาดกลาง จำนวน ๒ ลำ พร้อมระบบควบคุมปฏิบัติการภาคพื้นดิน (สถานีควบคุมภาคพื้นดิน) ๑ ระบบ และกล้องถ่ายภาพแบบกลางวัน (Electro Optical Camera) และแบบกลางคืน (Thermal Camera)
และติดตั้งอุปกรณ์ sensors Synthetic Aperture Radar (SAR) ทำให้มีขีดความสามารถในการลาดตระเวน เฝ้าตรวจสนามรบ และติดตามเป้าหมายในพื้นที่ โดยสามารถถ่ายภาพมุมสูงได้ในระยะไกล

โดยมีคุณลักษณะดังต่อไปนี้
๑. คุณลักษณะเฉพาะในการออกแบบ
๑.๑ ความยาวตลอดลำ (Length) 6.5 meters
๑.๒ ความกว้างปีก (Wing Span) 13.4 meters
๑.๓ ความสูง (Height) 2.5 meters
๑.๔ น้ำหนักรวม (Maximum Takeoff Weight) 750 kg
๒. คุณลักษณะเฉพาะในทางเทคนิค
๒.๑ รัศมีปฏิบัติการสูงสุด (Maximum Operation Radius) 200 km
๒.๒ เวลาปฏิบัติการสูงสุด (Maximum Operation Time) ๒๐ ชั่วโมง
๒.๓ เพดานบินสูงสุด (Maximum Ceiling) 24,000 feet
๒.๔ น้ำหนักบรรทุกสูงสุด (Maximum Weight Payload) 150 kg
๒.๕ ความเร็วเดินทาง (Cruise Speed) 150-180 km/h
๒.๖ รูปแบบการขึ้น-ลง โดยใช้สนามบินในพื้นที่การรบระยะทางวิ่งขึ้นไม่เกิน 1,300 meters
๒.๗ ติดตั้งกล้องถ่ายภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว กลางวัน/กลางคืน (EO/IR)
๒.๘ ติดตั้งอุปกรณ์ Synthetic Aperture Radar (SAR)

กระบวนการวิจัยและพัฒนาร่วมระบบอากาศยานไร้คนขับขนาดกลางเริ่มต้นจากการออกแบบ การผลิต การทดสอบและประเมินผล การซ่อมบำรุง ตลอดจนการฝึกอบรมแบบครบวงจร เพื่อให้สามารถขยายผลต่อยอดการผลิตและการซ่อมบำรุงระดับโรงงานได้ภายในประเทศ
ก่อให้เกิดความพร้อมรบ และความต่อเนื่องในการส่งกำลังซ่อมบำรุงให้กับ ทบ. ได้อย่างรวดเร็วและคุ้มค่า ประหยัด อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเป้าหมายหลัก (S-Curve 11)
เพื่อสร้างรายได้ให้กับประเทศเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจตามนโยบายของกระทรวงกลาโหมไทย กห. และนโยบายของรัฐบาลไทย ตามยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี

ที่มา: ข่าวทหารบก ฉบับที่ ๓ วันพุธที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๔

การเผยแพร่ภาพและข้อมูลโครงการวิจัยและพัฒนาระบบอากาศยานไร้คนขับขนาดกลางแบบ D-eyes 04 ร่วมระหว่าง สำนักงานวิจัยและพัฒนาการทางทหารกองทัพบก สวพ.ทบ. กองทัพบกไทย และ สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ สทป. ใน ข่าวทหารบก ฉบับที่ ๓ วันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๔
เป็นความคืบหน้าล่าสุดของโครงการตามหลังร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ(MOU: Memorandum of Understanding) เมื่อวันที่ ๗ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๖๓(2020) และลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ(MOA: Memorandum of Agreement) เมื่อวันที่ ๒๒ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๖๔
เพื่อการสร้างต้นแบบระบบอากาศยานไร้คนขับขนาดกลางแบบลาดตระเวนและเฝ้าระวัง สำหรับศูนย์การบินทหารบก โดยจากภาพที่เผยแพร่จะได้เห็นต้นแบบอากาศยานไร้คนขับขนาดกลาง D-eyes 04 อย่างน้อย ๑เครื่อง ถูกประกอบสร้างเสร็จในสถานที่ที่ไม่ถูกระบุว่าเป็นในไทยหรือที่จีน

DTI ไทยได้มีความร่วมมือกับบริษัท Beihang UAS Technology Co.,LTD สาธารณรัฐประชาชนจีน ในการออกแบบระบบอากาศยานไร้คนขับขนาดกลาง D-eyes 04 โดยมีพื้นฐานจากอากาศยานไร้คนขับขนาดกลางแบบ CY-9 UAS ของ Beihang
อย่างไรก็ตามจากชุดภาพที่ปรากฎจะเห็นได้ว่ารูปแบบของ DTI D-eyes 04 UAS เครื่องต้นแบบจริงมีความแตกต่างจากแบบจำลองของ Beihang CY-9 ที่ถูกนำมาจัดแสดงประกอบในพิธีลงนามระหว่าง DTI และกองทัพบกก่อนหน้านี้มาก(https://aagth1.blogspot.com/2021/01/blog-post.html)
โดยมีความคล้ายคลึงกับอากาศยานไร้คนขับตระกูล Wing Loong ของ Aviation Industry Corporation of China(AVIC) และอากาศยานไร้คนขับตระกูล CH-4 ของ China Aerospace Science and Technology Corporation(CASC) ซึ่งเป็น UAV สองแบบที่จีนประสบความสำเร็จในการส่งออก

ตามรายละเอียดที่มีการเปิดเผยก่อนหน้าเป็นที่เข้าใจว่า D-eyes 04 UAS จะถูกจัดหาสำหรับ กองร้อยทหารปืนใหญ่ค้นหาเป้าหมาย กองพลทหารปืนใหญ่ กองทัพบกไทย ทดแทนระบบเก่าเช่น Searcher II UAV อิสราเอล(https://aagth1.blogspot.com/2018/06/hermes-450-uav.html)
แต่จากการให้รายละเอียดล่าสุด หน่วยผู้ใช้งานของ D-eyes 04 UAS คือ ศูนย์การบินทหารบก ศบบ. ซึ่งคาดว่าจะถูกนำเข้าประจำการใน กองร้อยบินอากาศยานไร้คนขับ กองพันบินที่๒๑ กรมบิน ร่วมกับอากาศยานไร้คนขับ Hermes 450 UAV ของ Elbit Systems อิสราเอลที่มีประจำการก่อนหน้า
ต้นแบบอากาศยานไร้คนขับ DTI D-eyes 04 UAS ที่น่าจะถูกสร้างขึ้นอย่างน้อย ๒เครื่องสำหรับ ๑ระบบ น่าจะถูกใช้ในภารกิจข่าวกรอง ตรวจการณ์ และลาดตระเวน(ISR: Intelligence, Surveillance and Reconnaissance) เป็นหลักตามที่ภาพไม่ปรากฎสิ่งที่บ่งชี้ถึงขีดความสามารถการติดอาวุธ

แต่จากความต้องการที่ระบุถึงขีดความสามารถการใช้ระบบอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น ทำให้อากาศยานไร้คนขับขนาดกลาง D-eyes 04 น่าจะได้รับการบูรณาการด้วยระบบอาวุธตามมาระหว่างการพัฒนาและทดสอบ ซึ่งนับเป็นอากาศยานไร้คนขับแบบแรกของกองทัพบกไทยที่มีขีดความสามารถนี้
ด้วยระบบอาวุธที่จีนพัฒนาสำหรับอากาศยานไร้คนขับของตนที่ส่งให้แก่ต่างประเทศ เช่น อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น AR-1 และอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น AR-2 นำวิถีด้วย Semi-Active Laser(SAL) เป็นต้น(https://aagth1.blogspot.com/2021/04/ar-2-ch-4-uav.html)
ทั้งนี้กองทัพเรือไทย(RTN: Royal Thai Navy) ยังมีโครงการจัดซื้ออากาศยานไร้คนขับประจำฐานบินชายฝั่ง วงเงิน ๔,๐๗๐,๐๐๐,๐๐๐บาท($122,479,690) สำหรับ UAV ระดับเดียวกับ MQ-1 Predator สหรัฐฯ ๑ระบบ ๓เครื่อง เช่น CH-4B และ Wing Loong II จีน หรือ Hermes 900 อิสราเอลครับ

วันอาทิตย์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

ภาพเปิดเผยยูเครนสร้างยานเกราะล้อยางที่บังคับการ BTR-4CS-T สำหรับกองทัพเรือไทย




Made!
State Enterprise "Kiev Armored Plant" has completed the last stage of assembly of the first sample of the command and staff vehicle (CSM) BTR-4KSh-T based on BTR-4U.
The final presentation of the product to the customer (RTN: Royal Thai Navy) is scheduled for 12 November 2021, and shipment to the final customer in early December. We follow the events… 




Thailand Defence Technology Institute (DTI) with Ukrainian Ukroboronprom, French Thales and Thai company Datagate wheeled armoured command post carrier (ACPC) or BTR-3CS 8x8 for Royal Thai Army.



บัญชี Facebook ของ Kiev Armored Plant รัฐวิสาหกิจผู้สร้างยานเกราะของยูเครนในเครือ Ukroboronprom รัฐวิสาหกิจกลุ่มอุตสาหกรรมความมั่นคงยูเครนได้เผยแพร่ภาพการเสร็จสิ้นการประกอบยานเกราะล้อยางตระกูล BTR-4 รุ่นใหม่ของตนเมื่อวันที่ ๕ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๖๔(2021)
ถูกกำหนดแบบเป็นยานเกราะล้อยางที่บังคับการ BTR-4CS-T(หรือ BTR-4KSh-T ตามอักษรภาษายูเครน) โดยมีพื้นฐานจากยานเกราะล้อยางลำเลียงพล BTR-4U 8x8 APC(Armoured Personnel Carrier) รุ่นส่งออก(https://aagth1.blogspot.com/2019/03/btr-4u-2s1u.html)
ที่ออกแบบโดยสำนักออกแบบ Kharkiv Morozov Machine Building Design Bureau(KMDB) ยูเครนในเครือ Ukroboronprom มีกำหนดจะนำเสนอขั้นสุดท้ายแก่ลูกค้าในวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ และการส่งมอบแก่ลูกค้าสุดท้ายจะมีขึ้นในต้นเดือนธันวาคม ๒๕๖๔

ไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติมในขณะที่เขียนนี้ แต่สื่อท้องถิ่นของยูเครนรายงานว่า ยานเกราะล้อยางที่บังคับการ BTR-4CS-T 8x8 ที่ปรากฎภาพว่าสร้างเสร็จแล้วอย่างน้อย ๑คันดังกล่าวสร้างขึ้นสำหรับกองทัพเรือไทย(RTN: Royal Thai Navy) ที่ถูกระบุว่าเป็นลูกค้า
โดยผลิตขึ้นตามเอกสารทางเทคนิคที่พัฒนาโดยนักออกแบบของ Kiev Armored Plant และ KMDB ในปี พ.ศ.๒๕๖๓(2020) ซึ่งที่ใช้งานในกองทัพยูเครนเองถูกกำหนดแบบเป็นยานเกราะล้อยางที่บังคับการ BTR-4KShM
ยานเกราะล้อยางที่บังคับการ BTR-4KShM มีการขยายส่วนตัวรถเพื่อรองรับการติดตั้งอุปกรณ์สื่อสาร การบัญชาการและควบคุม เครือข่ายทางยุทธวิธี รวมถึงสายอากาศ สำหรับใช้เป็นรถที่บังคับการเคลื่อนที่ รองรับพลประจำรถ ๘นาย(รวมผู้บังคับรถและพลขับ) พร้อมป้อมปืน Remote ขนาด 12.7mm

สภากลาโหมและความมั่นคงแห่งชาติยูเครน(NSDCU: National Security and Defense Council of Ukraine) เคยแถลงเมื่อวันที่ ๑๐ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๖๑(2018) ว่านาวิกโยธินไทย(RTMC: Royal Thai Marine Corps) กองทัพเรือไทย
ได้แสดงความสนใจยานเกราะล้อยางลำเลียงพลสะเทินน้ำสะเทินบก BTR-4MV1 รุ่นใหม่ล่าสุดจากยูเครน แต่ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะมีการจัดหามาจริงหรือไม่ในขณะนั้น(https://aagth1.blogspot.com/2018/10/btr-4mv1.html)
ปัจจุบันกองร้อยยานเกราะ กองพันรถถัง กองพลนาวิกโยธิน มียานเกราะล้อยางลำเลียงพล BTR-3E1 8x8 APC ยูเครนประจำการแล้ว ๑๒คัน ถ้ายานเกราะล้อยางที่บังคับการ BTR-4CS-T มีการยืนยันว่าลูกค้าคือกองทัพเรือไทยจริงจะเป็นการจัดหาอาวุธจากยูเครนครั้งล่าสุดของไทย

ในงานแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์นานาชาติ Defense and Security 2019 สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ สทป.(DTI: Defence Technology Institute) ได้จัดแสดงเปิดตัวยานเกราะล้อยางที่บังคับการ ACPC หรือ BTR-3CS 8x8 ที่มีพื้นฐานจากยานเกราะล้อยาง BTR-3E1 APC ยูเครน
ที่รถต้นแบบพัฒนาโดยความร่วมมือของ DTI และ Ukroboronprom ยูเครน สำหรับกองทัพบกไทย(RTA: Royal Thai Army) และจัดซื้อระบบควบคุมบังคับบัญชา(BMS: Battle Management System) จากบริษัท ดาต้าเกท จำกัด(Datagate co.,Ltd.) ไทย และบริษัท Thales ฝรั่งเศส
ติดตั้งเข้ากับชุดประกอบ Kit ของรถมาสร้างภายใต้สิทธิบัตรในไทยที่โรงงานในจังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งกองทัพบกไทยมีความต้องการมากกว่า ๖๐คัน จึงเป็นที่เข้าใจว่า BTR-4CS-T สำหรับกองทัพเรือไทยเองจะถูกสร้างขึ้นเป็นต้นแบบเพื่อทำการถ่ายทอดวิทยาการให้แก่ไทยเช่นกันครับ

วันเสาร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

นาวิกโยธินสหรัฐฯวางแผนเลิกใช้รถสะเทินน้ำสะเทินบก AAV7 ปูทางสู่การขายต่อต่างประเทศ

USMC plans AAV divestment, plots way to support vehicles sold to foreign nations







An AAV7 amphibious assault vehicle. The USMC is planning to divest from the legacy platform in the coming years. (USMC)



นาวิกโยธินสหรัฐฯ(USMC: US Marine Corps) มีแผนที่จะปลดประจำการตระกูลรถสะเทินน้ำสะเทินบก AAV(Assault Amphibious Vehicle) ในอีกหลายปีข้างหน้า โดยมีแผนเบื้องต้นที่จะขายรถรุ่นดั้งเดิมแก่ต่างประเทศ
ตามการปูแนวทางการเลิกใช้งานรถสะเทินน้ำสะเทินบก AAV ขณะนี้กำลังมีการประเมินความสนใจของภาคอุตสาหกรรมในการดำรงสภาพรถเหล่านี้เพื่อขายในข้อตกลงรูปแบบการขาย Foreign Military Sales(FMS) แก่ต่างประเทศ

ในปลายเดือนตุลาคม 2021 นาวิกโยธินสหรัฐฯได้ออกการแจ้งการแสวงหาแหล่งที่มาในการมองหาผู้ขายที่สามารถส่งมอบชิ้นส่วนและส่วนประกอบของรถสะเทินน้ำสะเทินบก AAV
และผู้ที่ยังสนใจในการเป็นผู้บูรณาการระบบนำ(LSI: Lead Systems Integrator) สำหรับลูกค้าต่างประเทศในรูปแบบการขาย FMS ที่จัดหารถสะเทินน้ำสะเทินบก AAV เหล่านี้ที่ออกแบบเพื่อเคลื่อนย้ายกำลังพลจากเรือสู่ฝั่ง

"ด้วยการเริ่มนำยานเกราะล้อยางสะเทินน้ำสะเทินบก ACV(Amphibious Combat Vehicle) เข้าประจำการ (นาวิกโยธินสหรัฐฯ)อาจจะทยอยเลิกใช้งานขีดความสามารถรถสะเทินน้ำสะเทินบก AAV จนถึงปีงบประมาณ 2027
รถสะเทินน้ำสะเทินบก AAV จากหน่วยนาวิกโยธินสหรัฐฯอาจจะพิสูจน์ทราบ, ซ่อมคืนสภาพ และขายแก่ลูกค้า FMS" นาวิกโยธินสหรัฐฯเขียนในเอกสารแจ้ง(https://aagth1.blogspot.com/2021/09/acv.html)

"รถที่ขายในรูปแบบการขาย FMS จะเข้าสู่การผ่านกระบวนการคืนสู่สถานะรหัส alpha(RCCA: Return-to-Condition Code Alpha) ที่รวมถึงการถอดประกอบรถ, การตรวจสภาพ(inspection), การซ่อมแก้(repair)
และการเสร็จสิ้นการติดตั้งตัวรถและส่วนติดประกอบ, การประกอบรถกลับ จะรวมการทดแทนของชิ้นส่วนที่จำเป็นต้องเปลี่ยนและใช้งานไม่ได้, การทดสอบรถ และการเตรียมการสำหรับการส่งมอบ" นาวิกโยธินสหรัฐฯอธิบาย

นาวิกโยธินสหรัฐฯประจำการรถสะเทินน้ำสะเทินบกตระกูล AAV มาตั้งแต่ปี 1972(LVTP-7) โดยรุ่นที่ประจำการในปัจจุบัน AAV7A1 (LVTP-7A1) ประจำการมาตั้งแต่ปี 1982 ผู้ใช้งานต่างประเทศรวมถึงอาร์เจนตินา, บราซิล, อินโดนีเซีย, อิตาลี, ญี่ปุ่น(https://aagth1.blogspot.com/2016/04/aav7a1-bae-systems.html), ฟิลิปปินส์(https://aagth1.blogspot.com/2019/09/kaav-ssv-tarlac.html), ไต้หวัน(https://aagth1.blogspot.com/2018/06/bae-systems-aav7a1-36.html), สเปน, สาธารณรัฐเกาหลี 

และนาวิกโยธินไทย(RTMC: Royal Thai Marine Corps) กองทัพเรือไทย(RTN: Royal Thai Navy) โดยกองพันรถสะเทินน้ำสะเทินบก กองพลนาวิกโยธิน พัน.รนบ.พล.นย เคยมีรถสะเทินน้ำสะเทินบก LVTP7 ๑๒คัน และรถสะเทินน้ำสะเทินบก AAV7A1 ๒๔คัน
ปัจจุบัน กองพันยานเกราะสะเทินน้ำสะเทินบก กองพลนาวิกโยธิน มีรถสะเทินน้ำสะเทินบก AAV7A1 ๑๒คัน ซึ่งได้รับการปรับปรุงความทันสมัยโดยบริษัท Chaiseri ไทย ร่วมกับยานเกราะโจมตีสะเทินน้ำสะเทินบก VN16 ๓คันครับ(https://aagth1.blogspot.com/2021/10/dti-aav.html, https://aagth1.blogspot.com/2021/09/vn16.html)

วันศุกร์ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

เครื่องบินขับไล่ F-35 สหรัฐฯเตรียมการแข่งขันเสนอแก่ลูกค้าใหม่ในยุโรปรวมสเปนและสาธารณรัฐเช็ก

F-35 being pitched to new European customers



Seen in US Marine Corps service, the F-35 is competing several European fighter tenders. (US Air Force)




The Spanish tender covers both the air force for 25 F-35A CTOL to replace F/A-18 (EF-18) Hornet and the navy for 25 F-35B STOVL to to replace AV-8B Harrier II+ (VA.2). (Ministry of Defense of Spain)




The Czech requirement is for as many as 40 aircraft with the F-35A variant (seen here in US Air Force service) being offered. (US Air Force)




The Czech Air Force currently operates with 14 Gripen C/D and 24 L-159. (Czech Air Force)

เจ้าหน้าที่ได้ให้ข้อมูลการรณรงค์การขายที่มีขึ้นใหม่ในยุโรปสำหรับเครื่องบินขับไล่ Lockheed Martin F-35 Lightning II Joint Strike Fighter(JSF) สหรัฐฯ ในการพูดคุยภายใต้กฎ Chatham House Rule ที่ไม่มีการเปิดเผยตัวตน 
นอกจากการแข่งขันที่เป็นที่ทราบในฟินแลนด์(https://aagth1.blogspot.com/2020/10/f-35a-fa-18ef-ea-18g.html) และกรีซ(https://aagth1.blogspot.com/2019/04/f-35a-f-16cd.html)

เจ้าหน้าที่กล่าวว่าเครื่องบินขับไล่ F-35 ขณะนี้กำลังมีส่วนร่วมในการรณรงค์ที่ยังไม่มีการประกาศจนถึงบัดนี้ในสองประเทศยุโรป "จำนวนประเทศ(ยุโรป)อื่นที่ได้แสดงอย่างเป็นทางการ
และนั่นคือสเปน, กรีซ และสาธารณรัฐเช็ก (ประเทศเหล่านี้)อยู่ในการรณรงค์ที่กำลังเกิดขึ้น" เจ้าหน้าที่กล่าวเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2021

ตามข้อมูลทางการ การแข่งขันของสเปนครอบคลุมทั้งกองทัพอากาศสเปน(Spanish Air Force, Ejército del Aire) สำหรับเครื่องบินขับไล่ F-35A รุ่นขึ้นลงตามแบบ(CTOL: Conventional Take-Off and Landing) จำนวน 25เครื่อง
เพื่อทดแทนเครื่องบินขับไล่ Boeing F/A-18A/B Hornet(เครื่องบินขับไล่ EF-18AM/BM ในประจำการในกองทัพสเปน(Spanish Armed Forces, Fuerzas Armadas de España)) เดิมที่มี

และกองทัพเรือสเปน(Spanish Navy, Armada Española) สำหรับเครื่องบินขับไล่ F-35B รุ่นบินขึ้นระยะสั้นลงจอดทางดิ่ง(STOVL: Short Take-Off and Vertical-Landing) จำนวน 25เครื่อง
เพื่อทดแทนเครื่องบินโจมตี McDonnell Douglas AV-8B Harrier II/II+(VA.2 ในประจำการกองทัพสเปน) ที่มีก่อนหน้า การเลือกแบบมีแผนจะมีขึ้นในปี 2025 โดยการส่งมอบจะเริ่มขึ้นตั้งแต่ราวปี 2027

ความต้องการของกองทัพอากาศสาธารณรัฐเช็ก(Czech Air Force, Vzdušné síly) สำหรับเครื่องบินขับไล่จำนวนมากถึง 40เครื่องในระยะเวลาเดียวกัน โดยเครื่องบินขับไล่ F-35A ได้ถูกเสนอให้
(รัฐบาลสาธารณรัฐเช็กยังร้องขอข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องบินขับไล่ F-16 แต่บริษัท Lockheed Martin สหรัฐฯเลือกที่จะมุ่งเน้นการเข้าแข่งขันของตนที่เครื่องบินขับไล่ F-35A)

ตามที่ปัจจุบันกองทัพเรือสเปนปัจจุบันปฏิบัติการเครื่องบินโจมตี EAV-8B Harrier II+ บนเรืออู่ยกพลขึ้นบกบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ L61 Juan Carlos I
เป็นที่ทราบมานานว่ากองทัพเรือสเปนจำเป็นที่จะจัดหาเครื่องบินขับไล่ F-35B ในฐานะที่เป็นอากาศยาน STOVL อื่นเพียงแบบเดียว เมื่อกองทัพเรือสเปนทยอยปลดประจำการเครื่องบินโจมตี Harrier II ในต้นปี 2030s

ปัจจุบันกองทัพอากาศสาธารณรัฐเช็กมีประจำการด้วยเครื่องบินขับไล่ Saab JAS-39C/D Gripen จำนวน 14เครื่อง ซึ่งจัดหาจากสวีเดนในรูปแบบการเช่าซึ่งจะหมดอายุสัญญาในปี 2027 โดยมีตัวเลือกต่ออายุไปได้จนถึงปี 2029(https://aagth1.blogspot.com/2014/11/gripen_14.html)
และเครื่องบินฝึกไอพ่นขั้นก้าวหน้า/โจมตีเบา Aero L-159 จำนวน 24เครื่อง(https://aagth1.blogspot.com/2018/07/fa-259-l-39ng.html) การคัดเลือกแบบจะมีขึ้นในปี 2025 ก่อนการส่งมอบในปี 2027 เช่นกันครับ

วันพฤหัสบดีที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

รถถังหลัก Leopard 2 เยอรมนีทดสอบระบบป้องกันเชิงรุก Trophy APS อิสราเอลเป็นครั้งแรก

German Leopard 2 tested with Trophy APS for first time



The MoDs of Israel and Germany have completed the first series of live firing tests in Germany of the Trophy APS integrated into a Leopard 2 MBT. (IMOD)



กระทรวงกลาโหมอิสราเอลประกาศเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2021 ว่าตนและเยอรมนีผู้เป็นหุ้นส่วนได้เสร็จสิ้นการทดสอบยิงด้วยอาวุธจริงชุดแรกในเยอรมนี
ของระบบป้องกันเชิงรุก (APS: Active-Protection System) แบบ Rafael Trophy ที่บูรณาการเข้ากับรถถังหลัก Leopard 2(https://aagth1.blogspot.com/2019/10/leopard-2a7v.html)  

การทดสอบดำเนินการในความร่วมมือกับบริษัท Rafael อิสราเอล และบริษัท Krauss-Maffei Wegmann(KMW) เยอรมนี สาธิตการบูรณาการระบบ Trophy เข้ากับรถถังหลัก Leopard 2 
ด้วยอัตราความสำเร็จการสกัดกั้นภัยคุกคามที่สูงเกินร้อยละ90 ตามข้อมูลกระทรวงกลาโหมอิสราเอล(https://aagth1.blogspot.com/2021/02/trophy-aps-leopard-2.html)

สำนักงานยุทโธปกรณ์, สารสนเทศ, วิทยาการ และการสนับสนุนระหว่างประจำการกองทัพสหพันธรัฐเยอรมนี(BAAINBw: Bundesamt für Ausrüstung, Informationstechnik und Nutzung der Bundeswehr) 
ได้ลงนามข้อตกลงรัฐบาลต่อรัฐบาลกับอิสราเอลในเดือนกุมภาพันธ์ 2021 สำหรับการบูรณาการระบบ Trophy APS เข้ากับรถถังหลัก Leopard 2

โครงการได้นำโดยกรมวิจัยและพัฒนาทางกลาโหม(MAFAT) กระทรวงกลาโหมอิสราเอลและบริษัท Rafael Advanced Defense Systems อิสราเอล
และครอบคลุมการจัดส่งระบบสำหรับกองร้อยรถถัง, ตัวสกัดกั้น(interceptor), อะไหล่ และการฝึกการปฏิบัติงานและทางเทคนิค ระบบจะถูกส่งมอบตลอดช่วงเวลาในอีกหลายปีข้างหน้า

Rafael อิสราเอลได้รับการประกาศสัญญาสำหรับระบบ Trophy APS ชุดขั้นต้น และ KMW เยอรมนียังได้รับการประกาศสัญญา สองกองร้อยรถถังจะบูรณาการและติดตั้งระบบ Trophy กับรถถังหลัก Leopard 2 และระบบอื่นๆในอนาคต
KMW เยอรมนีจะติดตั้งระบบ Trophy กับรถถังหลัก Leopard 2A6MA3 ไปจนถึงปี 2023 โดยมีการกำหนดแบบรถถังที่ได้รับการปรับปรุงแล้วว่ารถถังหลัก Leopard 2A7MA1

เมื่อสัญญาได้ถูกประกาศ Rafael อิสราเอลคาดว่าเยอรมนีจะจัดหาระบบ Trophy APS เพิ่มเติมเพื่อติดตั้งกับรถถังหลัก Leopard 2 ส่วนใหญ่ของตน
กองทัพบกเยอรมนี(German Army, Deutsches Heer) กองทัพสหพันธรัฐเยอรมนี(Bundeswehr) จะได้รับมอบรถถังหลัก Leopard 2A7V ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ครบ 104คันภายในปี 2023 ครับ