แสดงโพสต์โดยจัดเรียงตามความเกี่ยวข้องกับคำค้นหา s26t-project-636-kilo จัดเรียงตามวันที่ แสดงโพสต์ทั้งหมด
แสดงโพสต์โดยจัดเรียงตามความเกี่ยวข้องกับคำค้นหา s26t-project-636-kilo จัดเรียงตามวันที่ แสดงโพสต์ทั้งหมด

วันอังคารที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2560

เปรียบเทียบข้อมูลสมรรถนะเรือดำน้ำ S26T จีนและ Project 636 Kilo รัสเซีย

Submarine presentation of China Shipbuilding Industry Corporation(CSIC) and China Shipbuilding & offshore International(CSOC) at Ship Tech.III 2016 (My Own Photo)

Conventional Submarine model of China Shipbuilding Industry Corporation(CSIC) and China Shipbuilding & offshore International(CSOC) at Ship Tech.III 2016 (My Own Photo)

เรือดำน้ำแบบ S26T จีน
มิติขนาด: ยาว 79.5m กว้าง 8.6m สูง 9.2m
ระวางขับน้ำ: ที่ผิวน้ำ 2,660tons ขณะดำใต้น้ำประมาณ 3,660tons
ดำได้ลึกสุด: 300m ใน ๕๐๐วงรอบการดำ(500cycles)
ความลึกปฏิบัติการลึกสุด: 240m
ความลึกเมื่อใช้ระบบขับเคลื่อน AIP(Air-Independent Propulsion): 200m
ระดับความลึกกล้องตาเรือ(Periscope Depth): น้อยสุด 16.6m สูงสุด 30m
ระดับความลึกท่อ Snorkel: 17m
ความลึกปฏิบัติการน้อยสุด: 50m
ระดับความลึกปลอดภัย: 60m
ระบบขับเคลื่อน: เครื่องยนต์ดีเซล(สิทธิบัตร MTU เยอรมนี)สองเครื่อง และ Motor ไฟฟ้ากำลังขับ 5,515kW พร้อมระบบขับเคลื่อน AIP แบบวัฏจักร Stirling สามชุดให้กำลังชุดละ 75kW รวม 225kW
ความเร็วขณะดำใต้น้ำสูงสุดเมื่อใช้ Battery: 18knots ในเวลา ๑๐นาที 17knots ในเวลา ๑ชั่วโมง
ความเร็วขณะดำใต้น้ำสูงสุดเมื่อใช้ กล้องตาเรือ และท่อ Snorkel: 10knots
ความเร็วเงียบ(Silent Speed): 4knots เมื่อใช้ Battery และ 3.2knots เมื่อใช้ AIP
ความเร็วการดำเนินกลยุทธต่ำสุด: 3knots
ความเร็วเดินทาง: 8knots
พิสัยทำการไกลสุด(เมื่อใช้แหล่งความเร็วและพลังงานขับเคลื่อนผสมกันทั้งเครื่องดีเซล, Battery และ AIP): 8,000nmi
พิสัยทำการเมื่อดำใต้น้ำต่อเนื่อง: 260nmi ที่ความเร็ว 4knots โดยระดับพลังงาน Battary ลดจาก 100% เหลือ 20% ใช้กำลังไฟฟ้านอกจากระบบขับเคลื่อน(Hotel Load) 60kW
ระยะเวลาทำการ: ๖๐-๖๕วัน(60-65 days)
ดำน้ำได้นานที่สุด: มากกว่า ๒๐วัน, เมื่อใช้ AIP ต่อเนื่องที่ความเร็ว 3.2knots ๑๐วัน ใช้กำลังไฟฟ้านอกจากระบบขับเคลื่อน(Hotel Load) 75kW
จำนวนเป้าหมายสูงสุดของสถานีวิเคราะห์การเคลื่อนที่(Target Motion Analysis): ๖๔เป้าหมาย(64 Targets) กำหนดการยิงเป้าหมายได้ต่อเนื่อง ๔-๖เป้าพร้อมกัน โจมตีเป้าหมายได้พร้อมกันสูงสุด ๒เป้าหมาย
ระบบอาวุธ: ท่อ Torpedo ๖ท่อยิง สามารถใช้ได้ทั้ง Torpedo, อาวุธปล่อยนำวิถี และทุ่นระเบิด ประกอบด้วย
-Torpedo แบบ ET38(รุ่นส่งออกมีพื้นฐานจาก Yu-6) ทวิประสงค์ต่อต้านเรือดำน้ำและเรือผิวน้ำ นำวิถีด้วยเส้นลวด, เสียงและพลิ้วคลื่น(Fiber-Optic Wire-Guided+Passive/Active Acoustic Homing+Wake Homing) ระยะยิงประมาณ 45-50km ความเร็วสูงสุด 50-65knots(ไม่ทราบระยะยิงที่ความเร็วสูงสุด)
-อาวุธปล่อยนำวิถีแบบ CM-708UNB ระยะยิง 290km ยิงได้ทั้งเป้าหมายเรือผิวน้ำขนาด 3,000tons ที่ความเร็วไม่เกิน 30knots และเป้าหมายตรึงประจำที่ภาคพื้นดินชายฝั่ง(Surface Ships and Inshore fixed Targets)
ควบคุมการยิงได้พร้อมกัน ๔นัด และเตรียมข้อมูลได้พร้อมกันอีก ๒นัด ใช้ได้ที่ความลึก 100m ขึ้นไป
-ทุ่นระเบิด ๓๖ทุ่น แบบ Smart Mine, Bubble Shell, เป้าลวง Torpedo Decoy แบบ MSS-01
อายุการใช้งานตัวเรือ: ๒๕ปี(25 years)
กำลังพล: ประมาณ ๕๐นาย (การฝึกครอบคลุมกำลังพล ๑๗๖นาย ประกอบด้วยนายทหารชั้นประทวน ๑๐๕นาย, นายทหารสัญญาบัตรประจำแผนก ๒๘นาย, นายทหารบังคับบัญชา ๘นาย, ผู้บังคับการเรือ ๘นาย, ครูฝึก ๘นาย, ช่างซ่อมบำรุง ๑๓นาย, นายทหารแพทย์ใต้น้ำ ๔นาย และช่างเชื่อม ๒นาย)

B-261 Novorossiysk Project 636.3 Varshavyanka (Improved Kilo) Conventional Submarine, Black Sea Fleet, Russian Navy(wikipedia.org)

เรือดำน้ำชั้น Project 636 Varshavyanka (Improved Kilo) 
มิติขนาด: ยาว 73.8m กว้าง 9.9m สูง 6.2m
ระวางขับน้ำ: ที่ผิวน้ำ 2,350tons ขณะดำใต้น้ำ 3,950tons
ดำได้ลึกสุด: 300m
ความลึกปฏิบัติการลึกสุด: 240m
ระดับความลึกกล้องตาเรือ(Periscope Depth): 19m
ระดับความลึกท่อ Snorkel: 17m
ระดับความลึกปลอดภัย: มากกว่า 50m
ระบบขับเคลื่อน: เครื่องยนต์ดีเซลกำลังขับ 1,000kW สองเครื่อง และ Motor ไฟฟ้ากำลังขับ 4,100kW
ความเร็วขณะดำใต้น้ำสูงสุดเมื่อใช้ Battery: 20knots
ความเร็วขณะดำใต้น้ำสูงสุดเมื่อใช้ กล้องตาเรือ และท่อ Snorkel: 10knots
ความเร็วเดินทาง: 7knots
พิสัยทำการไกลสุด(เมื่อใช้แหล่งความเร็วและพลังงานขับเคลื่อนผสมกันทั้งเครื่องดีเซล และ Battery): 6,500nmi
พิสัยทำการเมื่อดำใต้น้ำต่อเนื่อง: 400nmi ที่ความเร็ว 3knots
ระยะเวลาทำการ: ๔๕วัน(45 days)
จำนวนเป้าหมายสูงสุดของสถานีวิเคราะห์การเคลื่อนที่(Target Motion Analysis): ๑๔เป้าหมาย(14 Targets)
ระบบอาวุธ: ท่อ Torpedo ๖ท่อยิง สามารถใช้ได้ทั้ง Torpedo และอาวุธปล่อยนำวิถี รวม ๑๘นัด ประกอบด้วย
-Torpedo แบบ TEST-71ME ต่อต้านเรือดำน้ำเท่านั้น(Anti-Submarine Only) นำวิถีด้วยเส้นลวดและเสียง(Wire-Guided+Acoustic Homing) ระยะยิง 20km ความเร็วสูงสุด 40knots
กับแบบ 53-65KE ต่อต้านเรือผิวน้ำเท่านั้น(Anti-Surface Ship Only) นำวิถีด้วยพลิ้วคลื่น(Wake Homing) ระยะยิง 19km ความเร็วสูงสุด 45knots
-อาวุธปล่อยนำวิถีแบบ Club-S รวม ๔นัด แบ่งเป็น 3M-54E1 สำหรับต่อต้านเรือผิวน้ำ และ 3M-14E สำหรับโจมตีเป้าหมายภาคพื้นดิน ระยะยิง 300km ใช้ได้ที่ความลึก 100m ขึ้นไป
-ทุ่นระเบิด ๒๔ทุ่น
อายุการใช้งานตัวเรือ: ไม่เกิน ๒๕-๓๐ปี(no more than 25-30 years)
กำลังพล: ๕๒นาย

จากที่มีการเผยแพร่เอกสารการนำเสนอข้อมูลเรือดำน้ำแบบ S26T ของ CSOC สาธารณรัฐประชาชนจีนซึ่งเป็นเอกสารที่เสนอต่อคณะกรรมการคัดเลือกแบบเรือดำน้ำในช่วงการพิจารณาแบบเรือในปี พ.ศ.๒๕๕๘(2015) ที่น่าจะมีแหล่งที่มาจากเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องในกองทัพเรือเอง
(แต่น่าเสียดายที่ว่าถูกนำไปขยายผลโดยผู้ไม่หวังดีต่อกองทัพเรือไทย ในการโจมตีเรื่องความโปร่งใสในกระบวนการจัดหา และข้อกังขาในสมรรถนะของเรือดำน้ำที่ด้อยกว่าเรือดำน้ำแบบต่างๆของประเทศอื่นที่ส่งเข้าแข่งขัน ทั้งยังเสนอข้อมูลใส่ร้ายว่ากองทัพเรือโกหกประชาชนด้วย)
ในประเด็นสมรรถนะของเรือดำน้ำ S26T ที่มีพื้นฐานจากเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าโจมตีตามแบบชั้น Type 039B ที่ถูกสร้างเข้าประจำการในกองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีน(PLAN: People's Liberation Army Navy) นั้น
มักจะถูกอ้างอิงว่ามีเรือดำน้ำจีนที่เสนอให้ไทยสมรรถนะด้อยว่าเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าชั้น Project 877 Paltus (NATO กำหนดรหัส Kilo) และ Project 636 Varshavyanka (NATO กำหนดรหัส Improved Kilo) ที่กองทัพเรือรัสเซียมีประจำการและส่งออกได้หลายประเทศทั่วโลกรวมถึงจีน

อย่างไรก็ตามจากการเปรียบเทียบจากเอกสารที่เผยออกมาและแหล่งข้อมูลเปิดเผยของเรือดำน้ำทั้งสองชั้นนั้นพบว่า เรือทั้งสองชั้นมีข้อได้เปรียบ-เสียเปรียบแตกต่างกันไปในแต่ละจุด
โดยรวมเรือดำน้ำ S26T จีนจะมีจุดเดียวเหนือกว่าเรือดำน้ำ Kilo รัสเซียคือเรือดำน้ำจีนมี AIP ทำให้มีพิสัยทำการไกลกว่า ขณะที่ระบบ AIP ซึ่งรัสเซียเองยังพัฒนาไปใช้กับเรือดำน้ำชั้น Project 677 Lada ของตนเองไม่เสร็จเลย แต่จีนมีใช้และพร้อมจะส่งออกให้ไทยแล้ว
เรือดำน้ำชั้น Amur 1650 ที่รัสเซียเสนอส่งออกต่างประเทศนั้นมีการเสนอทางเลือกในการติดตั้งระบบ AIP แบบ Kristall-27E ซึ่งเป็นแบบ Fuel Cell(oxygen-hydrogen) ขณะที่ AIP ของ S26T เป็นแบบวัฏจักร Stirling
อย่างไรก็ตามปัจจุบันนี้ยังไม่มีเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าชั้นใดของรัสเซียที่ได้รับการติดตั้งระบบ AIP ตามที่เคยรายงานไปว่ากองทัพเรือรัสเซียยังไม่ได้ติดสินใจที่จะให้เรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าของตนติดตั้งระบบ AIP(http://aagth1.blogspot.com/2017/01/aip.html)

แต่ถึงตอนนี้เรือดำน้ำชั้น Lada เองก็ยังอยู่ในระหว่างการสร้างเพิ่มอีก ๒ลำ จากลำแรกที่มีปัญหาต้องแก้แบบเรือใหม่ โดยรัสเซียกำลังพัฒนาเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าใหม่แบบ Kalina
และตอนนี้รัสเซียก็ยังคงต่อเรือดำน้ำชั้น Kilo ใช้เองและส่งออกซึ่งไม่มี AIP อีกทั้งเรือชั้น Amur ก็ยังไม่มีลูกค้าเลย ซึ่งกองทัพเรือไทยน่าจะมีการศึกษาแล้วขณะที่รัสเซียเสนอเรือดำน้ำ Kilo Project 636 และ Amur 1650
แต่ทั้งนี้เนื่องจากเอกสารของ S26T ที่ออกมานั้นเป็นเอกสารในปี 2015 อีกทั้งยังไม่ครบถ้วนทั้งเล่ม ดังนั้นอาจจะมีข้อผิดพลาดและแตกต่างไปจากเรือดำน้ำ S26T ล่าสุดที่ได้รับการปรับแก้เพื่อเสนอให้กองทัพเรือไทยล่าสุดครับ
(ไม่ขอนำตัวเอกสารมาลงเผยแพร่ เนื่องจากดูแล้วเป็นเอกสารข้อมูลปกปิด ทั้งยังเป็นการ Scan ที่อาจจะถูกแก้ไขดัดแปลงได้ด้วยครับ)

วันพฤหัสบดีที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2560

อินโดนีเซียหารือการจัดหาเรือดำน้ำ Kilo รัสเซีย และอียิปต์รับมอบเรือดำน้ำ Type 209 เยอรมนีลำที่สอง

Russia, Indonesia still discussing delivery terms for Project 636 submarines
Russia's new Project 636.3 (Varshavyanka) diesel-electric submarine (SSK) "B-261 Novorossiysk" transiting in Belgium's EEZ. File Picture: Belgian Navy
https://navyrecognition.com/index.php/news/defence-news/2017/august-2017-navy-naval-forces-defense-industry-technology-maritime-security-global-news/5463-russia-indonesia-still-discussing-delivery-terms-for-project-636-submarines.html

อินโดนีเซียยังคงการเจรจาหารือกับรัสเซียในการจัดหาเรือดำน้ำโจมตีดีเซล-ไฟฟ้าตามแบบชั้น Project 636 Varshavyanka(NATO กำหนดรหัส Improved Kilo)
พร้อมกับการจัดหาอาวุธปล่อยนำวิถีร่อน Kalibr(NATO กำหนดรหัส SS-N-27 Sizzler) ตามที่ทูตอินโดนีเซียประจำรัสเซีย Wahid Supriyadi ให้สัมภาษณ์กับสื่อรัสเซีย Rambler News Service
"อินโดนีเซียต้องการจะจัดหาเรือดำน้ำชั้นนี้ แต่การพูดคุยเป็นเรื่องเกี่ยวกับแผนระยะยาวซึ่งยังมีประเด็นทางเทคนิคหลายอย่างที่ควรจะต้องหารือโดยทั้งสองประเทศ" Supriyadi ทูตอินโดนีเซียประจำรัสเซียตอบคำถามเรื่องแผนการจัดซื้อเรือดำน้ำรัสเซีย

ก่อนหน้านี้ผู้ช่วยที่ปรึกษาประธานาธิบดีรัสเซียด้านความร่วมมือทางทหารและเทคนิค Vladimir Kozhin กล่าวว่าเรือดำน้ำชั้น Project 636 ที่ติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีร่อน Kalibr เป็นความต้องการมากที่สุดของเรือดำน้ำในตลาดทั่วโลกปัจจุบันนี้
"อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์ และไทย และประเทศอื่นๆบางรายกำลังอยู่ในตามลำดับ นี่เป็นโครงการที่มีความต้องการมากที่สุด" นาย Kozhin กล่าวในงานแสดงยุทโธปกรณ์ทางทะเล  International Maritime Defense Show (IMDS 2017) ที่ Saint Petersburg เมื่อ 28 มิถุนายน-2 กรกฎาคม
ตามที่เขากล่าวรัสเซียได้ส่งมอบเรือดำน้ำชั้น Project 636 ให้กองทัพเรือประชาชนเวียดนาม(Vietnam People's Navy)ครบทั้ง 6ลำแล้วในปี 2017นี้ตามที่ได้รายงานไป(http://aagth1.blogspot.com/2017/01/5-5-kilo-6.html)

กองทัพเรืออินโดนีเซีย(TNI-AL: Tentara Nasional Indonesia–Angkatan Laut) มีเเรือดำน้ำชั้น Cakra(Type 209/1300) 2ลำจากเยอรมนี คือ KRI Cakra 401 และ KRI Nanggala 402 ซึ่งได้รับการปรับปรุงความทันสมัยเพื่อยืดอายุการใช้งานต่อไปแล้ว
และกำลังอยู่ในระหว่างการจัดหาเรือดำน้ำชั้น Nagapasa(DSME 1400T หรือ Type 209/1400) จากสาธารณรัฐเกาหลี 3ลำคือ KRI Nagapasa 403 ที่ได้รับมอบแล้ว, KRI Ardadedali 404 และ KRI Alugoro 405 ที่ลำสุดท้ายจะสร้างอินโดนีเซียตามการถ่ายทอด Technology
ทั้งนี้กองทัพเรืออินโดนีเซียมีความต้องการในการมีกองกำลังเรือดำน้ำรวมทั้งหมด 12 โดยกำลังพิจารณาแบบเรือจากหลายประเทศ ทั้ง Scorpene ฝรั่งเศส และ Type 214 เยอรมนีที่ต่อในตุรกีตามที่ได้รายงานไป(http://aagth1.blogspot.com/2017/04/dcns-pt-pal-dsme.html, http://aagth1.blogspot.com/2017/05/type-214-aip.html, http://aagth1.blogspot.com/2017/07/dsme1400.html)

ทางด้านกองทัพเรือฟิลิปปินส์(Philippine Navy) นั้นตามแผนการปรับปรุงกองทัพเรือ มีความต้องการในการจัดหาเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าประมาณ 3ลำ ภายในปี 2018-2023
อย่างไรก็ตามจากข้อจำกัดทางด้านงบประมาณกลาโหมของฟิลิปปินส์ ทำให้ยังจำเป็นต้องมีการจัดหาเรือประเภทต่างๆที่ยังความจำเป็นต้องการอีกมาก ทำให้โครงการจัดหาเรือดำน้ำของฟิลิปปินส์ยังไม่มีความแน่นอน
ส่วนกองทัพเรือไทย(Royal Thai Navy)ได้มีเลือกแบบเรือดำน้ำ S26T จากสาธารณรัฐประชาชนจีนที่เพิ่งจะมีการลงนามระยะที่๑ จำนวน ๑ลำเมื่อ ๕ พฤษภาคมที่ผ่านมา(http://aagth1.blogspot.com/2017/05/s26t.html) จากความต้องการทั้งโครงการ ๓ลำครับ

Second Type 209 sub handed over to Egypt
The second Type 209 submarine ordered by Egypt is handed over at the TKMS yard in Kiel on 8 August 2017. (Egyptian Ministry of Defence)
http://www.janes.com/article/72972/second-type-209-sub-handed-over-to-egypt

วันที่ 8 สิงหาคมที่ผ่านมา กองทัพเรืออียิปต์ได้รับมอบเรือดำน้ำ S42(หมายเลขเรือ 864) ซึ่งเป็นเรือดำน้ำชั้น Type 209/1400 ลำที่สองจาก 4ลำที่สั่งจัดหาจากบริษัทอู่ต่อเรือ ThyssenKrupp Marine Systems(TKMS) ใน Kiel เยอรมนี ตามการแถลงของกระทรวงกลาโหมอียิปต์
เรือดำน้ำ Type 209/1400 ลำแรกของกองทัพเรืออียิปต์คือ S41(861) ได้ถูกส่งมอบในเดือนธันวาคมปี 2016 และเดินทางถึงฐานทัพเรือ Alexandria เมื่อเดือนเมษายนตามที่ได้รายงานไป(http://aagth1.blogspot.com/2017/04/type-2091400-alexandria.html)
ทั้งนี้เรือดำน้ำ S41 ได้เข้าร่วมการฝึกผสมทางเรือ Medusa 2017 ระหว่างกองทัพเรืออียิปต์และกองทัพเรือกรีซ(Hellenic Navy) ระหว่างวันที่ 30 กรกฎาคม-3 สิงหาคมที่ผ่านมาด้วยครับ

วันอังคารที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

ภาพเปิดเผยเรือดำน้ำชั้น Kilo อินเดียที่จะส่งมอบให้กองทัพเรือพม่าในแม่น้ำ Yangon







Indian Navy's Sindhughosh class submarine (Project 877EKM Kilo) was spotted at Yangon river, Myanmar in 23 February 2020. it likely be former S58 INS Sindhuvir that to be deliver for Myanmar Navy.
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=835327750317574&id=100015210698938

ชุดภาพที่เผยแพร่ในสื่อสังคม Online ของพม่าช่วงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2020 ได้เปิดเผยถึงเรือดำน้ำชั้น Sindhughosh(Project 877EKM รัสเซีย NATO กำหนดรหัสชั้น Kilo) ที่เคยประจำการในกองทัพเรืออินเดีย(Indian Navy)
ปรากฎลอยลำในแม่น้ำ Yangon ซึ่งเป็นจุดบรรจบของแม่น้ำ Bago(Pegu) กับแม่น้ำ Myitmaka เป็นปากแม่น้ำในนคร Yangon ที่ออกไปยังอ่าว Martaban ทะเลอันดามัน ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญในการเดินเรือทางทะเลของประเทศ

เรือดำน้ำชั้น Kilo หนึ่งลำที่พบในแม่น้ำ Yangon พม่าล่าสุดถูกระบุว่าคือเรือดำน้ำ S58 INS Sindhuvir กองทัพเรืออินเดียที่มีกำหนดจะส่งมอบให้แก่กองทัพเรือพม่า(MN: Myanmar Navy, Tatmadaw Yei)
ซึ่งผ่านการปรับปรุงคืนสภาพ(refurbished) แล้ว ตามที่ได้มีการเจรจาบรรลุข้อตกลงระหว่างอินเดียและพม่าก่อนหน้าในปี 2019(https://aagth1.blogspot.com/2019/07/kilo.html)

เดิมมีการคาดการณ์ว่าเรือดำน้ำชั้น Kilo กองทัพเรืออินเดียจะมีพิธีรับมอบเรือในวันครบรอบ 72ปีการก่อตั้งกองทัพเรือพม่าเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2019 ที่ผ่านมา(https://aagth1.blogspot.com/2019/12/kilo.html)
ควบคู่กับเรืออู่ยกพลขึ้นบก (LPD: Landing Platform Dock) ลำแรกของกองทัพเรือพม่า UMS Moattama หมายเลขเรือ 1501(https://aagth1.blogspot.com/2019/12/lpd-ums-moattama.html) แต่ก็ยังไม่มีการรับมอบเรือดำน้ำอย่างเป็นทางการ

การคาดการณ์ล่าสุดนั้นพิธีรับมอบและขึ้นระวางประจำการเรือดำน้ำชั้น Kilo อินเดียแก่กองทัพเรือพม่าอาจจะมีขึ้นที่ฐานทัพเรือ Yangon ในช่วงเดือนมีนาคมใกล้กับวันกองทัพแห่งชาติพม่า(Tatmadaw Day) ครบรอบปีที่75 ที่จะมีขึ้นในวันที่ 27 มีนาคม 2020
โดยจากชุดภาพจะเห็นได้ว่าเรือดำน้ำชั้น Kilo ยังคงชักธงกองทัพเรืออินเดียและมีเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง P50 INS Sukanya ติดตามมา ซึ่งเข้าใจว่าในพิธีรับมอบเรือจะมีการชักธงนาวีอินเดียลงและส่งมอบคืนให้ตัวแทนรัฐบาลอินเดีย ก่อนที่จะชักธงกองทัพเรือพม่าและนำกำลังพลประจำเรือขึ้นเรือต่อไป

INS Sindhuvir เป็นเรือดำน้ำชั้น Sindhughosh ลำที่สี่ ที่เข้าประจำการในกองทัพเรืออินเดียเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 1988 มีระวางขับน้ำ 3,000tonnes ความยาวเรือ 73m ความกว้างเรือ 10m มีระยะปฏิบัติการใต้น้ำราว 400nmi ดำน้ำได้ลึกสุด 300m สามารถปฏิบัติการใต้น้ำได้ราว 45วัน
กำลังพลประจำเรือประกอบด้วยนายทหาร 11นาย และกลาสี 52นาย มีท่อยิง Torpedo ขนาด 533mm หกท่อยิง รองรับ Torpedo หนักต่อต้านเรือผิวน้ำแบบ Type 53, อาวุธปล่อยนำวิถียิงจากเรือดำน้ำใต้น้ำ 3M-54E Club-S และทุ่นระเบิดแบบ DM-1

กองทัพเรือพม่ามีจุดประสงค์ในการจัดหาเรือดำน้ำมือสองจากอินเดียเพื่อใช้สำหรับการฝึกเพื่อจัดตั้งขีดความสามารถสงครามใต้น้ำของตน ซึ่งตามแผนที่วางไว้คาดว่ากองทัพเรือพม่ามีความต้องการเรือดำน้ำอย่างน้อย 4ลำ
ที่มีความเป็นไปได้ว่าอาจจะจัดหาเรือดำน้ำชั้น Project 877 มือสองจากรัสเซียเพิ่มเติม หรืออาจจะสั่งจัดซื้อเรือดำน้ำชั้น Project 636(NATO กำหนดรหัสชั้น Improved Kilo) สร้างใหม่จากรัสเซียครับ(https://aagth1.blogspot.com/2017/05/s26t.html)

วันอังคารที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2562

กองทัพเรือพม่าได้รับมอบเรือดำน้ำชั้น Kilo จากอินเดียแล้ว




Indian Naval Ship Sindhuvir, the fourth of the Sindhughosh class submarines, was commissioned into the Indian Navy on 11 June 1988.(https://www.facebook.com/IndianNavy)

India delivers Kilo class submarine to Myanmar Navy
https://www.defseca.com/regional/india-delivers-kilo-class-submarine-to-myanmar-navy/

Website Defseca.com บังคลาเทศได้รายงานว่าตัวแทนของอินเดียได้ส่งมอบเรือดำน้ำชั้น Sindhughosh(Project 877EKM รัสเซีย NATO กำหนดรหัสชั้น Kilo) ที่เคยประจำการในกองทัพเรืออินเดีย(Indian Navy) ซึ่งผ่านการปรับปรุงคืนสภาพ(refurbished) แล้ว
คือเรือดำน้ำ S58 INS Sindhuvir แก่กองทัพเรือพม่า(MN: Myanmar Navy, Tatmadaw Yei) ตามที่ได้บรรลุผลข้อตกลงก่อนหน้า(https://aagth1.blogspot.com/2019/07/kilo.html)

คาดว่าเรือดำน้ำโจมตีดีเซล-ไฟฟ้า(SSK) ลำแรกของพม่านี้จะมีพิธีเข้าประจำการอย่างเป็นทางการในวันที่ 24 ธันวาคม 2019 ซึ่งเป็นวันครบรอบ 72ปีการก่อตั้งกองทัพเรือพม่า ที่น่าจะรวมถึงเรืออู่ยกพลขึ้นบก (LPD: Landing Platform Dock) ใหม่ลำแรกของกองทัพเรือพม่า
คือเรืออู่ยกพลขึ้นบก LPD-1501 UMS Moattama ถูกสร้างโดยอู่เรือบริษัท Daesun Shipbuilding & Engineering ใน Busan สาธารณรัฐเกาหลี ที่เพิ่งเดินทางมาถึงพม่าเมื่อเร็วนี้ๆด้วย(https://aagth1.blogspot.com/2019/11/lpd-ums-moattama-vladivostok.html)

INS Sindhuvir เป็นเรือดำน้ำชั้น Sindhughosh ลำที่สี่ ที่เข้าประจำการในกองทัพเรืออินเดียเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 1988 มีระวางขับน้ำ 3,000tonnes ความยาวเรือ 73m ความกว้างเรือ 10m มีระยะปฏิบัติการใต้น้ำราว 400nmi ดำน้ำได้ลึกสุด 300m สามารถปฏิบัติการใต้น้ำได้ราว 45วัน
กำลังพลประจำเรือประกอบด้วยนายทหาร 11นาย และกลาสี 52นาย มีท่อยิง Torpedo ขนาด 533mm หกท่อยิง รองรับ Torpedo หนักต่อต้านเรือผิวน้ำแบบ Type 53, อาวุธปล่อยนำวิถียิงจากเรือดำน้ำใต้น้ำ 3M-54 Kalibr และทุ่นระเบิดแบบ DM-1

อย่างไรก็ตามกองทัพเรือไม่น่าจะจัดหาอาวุธปล่อยนำวิถีสำหรับยิงจากเรือดำน้ำจากรัสเซียแต่อย่างใด โดยแหล่งข้อมูลข่าวกรองทางเรือยังระบุด้วยว่ากองทัพเรือพม่ามีความต้องการจะใช้ Torpedo หนักเช่นแบบ Varunastra ที่อินเดียผลิตและพัฒนาเองในประเทศเพื่อลดค่าใช้จ่าย
โดยก่อนหน้านี้อินเดียได้ส่งมอบ Torpedo เบาปราบเรือดำน้ำ Shyena ขนาด 324mm แก่กองทัพเรือพม่าที่ถูกนำมาติดตั้งกับเรือฟริเกตชั้น Kyan Sitthar ทั้งสองลำที่พม่าสร้างเองในประเทศ(https://aagth1.blogspot.com/2019/07/torpedo-shyena.html)

กองทัพเรือพม่ามีจุดประสงค์ในการจัดหาเรือดำน้ำมือสองจากอินเดียเพื่อใช้สำหรับการฝึกเพื่อจัดตั้งบขีดความสามารถสงครามใต้น้ำของตน ซึ่งตามแผนที่วางไว้คาดว่ากองทัพเรือพม่ามีความต้องการเรือดำน้ำอย่างน้อย 4ลำ
ที่มีความเป็นไปได้ว่าอาจจะจัดหาเรือดำน้ำชั้น Project 877 มือสองจากรัสเซียเพิ่มเติม หรืออาจจะสั่งจัดซื้อเรือดำน้ำชั้น Project 636(NATO กำหนดรหัสชั้น Improved Kilo) สร้างใหม่จากรัสเซีย(https://aagth1.blogspot.com/2017/05/s26t.html)

ปัจจุบันกองทัพเรือพม่ามีขีดความสามารถจำกัดการปฏิบัติการเขตชายฝั่งเป็นส่วนใหญ่(Green-water Navy) นอกจากเรือฟริเกตชั้น Kyan Sitthar สองลำคือ F12 UMS Kyan Sitthar(พระเจ้าจานสิตา) และ F14 UMS Sin Phyushin(พระเจ้ามังระ)
และเรือฟริเกต F11 UMS Aung Zeya(พระเจ้าอลองพญา) ที่ต่อเองในพม่า 3ลำ ยังมีเรือฟริเกตชั้น Type 053H1 จีนมือสองที่ได้รับการปรับปรุง 2ลำคือ F22 UMS Mahar Bandoola(มหาพันธุละ) และ F23 UMS Mahar Thiha Thura(มหาสีหสุระ หรือ อะแซหวุ่นกี้) รวม 5ลำ

รวมถึงเรือคอร์เวตชั้น Anawratha คือ 771 UMS Anawratha(พระเจ้าอโนรธา), 772 UMS Bayinnaung(พระเจ้าบุเรงนอง) และ 773 UMS Tabinshwehti(พระเจ้าตะเบ็งชเวตี้) ที่ต่อเองในประเทศ 3ลำ(https://aagth1.blogspot.com/2016/12/stealth.html)
กับเรือเร็วโจมตีชั้น5 จำนวนมาก เรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง(OPV: Offshore Patrol Vessel) 54 UMS Inlay(https://aagth1.blogspot.com/2017/12/ums-inlay-opv.html) เรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่ง เรือตรวจการณ์ชายฝั่ง และเรือระบายพลขนาดต่างๆที่ต่อเองในพม่าเป็นจำนวนมาก

ประเทศเพื่อนบ้านที่มีน่านน้ำติดกับพม่านอกจากอินเดียคือ กองทัพเรือบังคลาเทศ(Bangladesh Navy) ได้รับมอบเรือดำน้ำชั้น Type 035G (NATO กำหนดรหัสชั้น Ming) มือสองจากจีน 2ลำเข้าปะจำการแล้ว(https://aagth1.blogspot.com/2017/03/type-035-2.html)
ขณะที่กองทัพเรือไทย(RTN: Royal Thai Navy) กำลังอยู่ระหว่างจัดหาเรือดำน้ำแบบ S26T จีน ๑ลำที่ทำพิธีวางกระดูกงูเรือเมื่อวันที่ ๕ กันยายน ๒๕๖๒(https://aagth1.blogspot.com/2019/09/s26t.html) คาดว่าจะถูกส่งมอบเข้าประจำการได้ในปี พ.ศ.๒๕๖๖(2023)

แต่ทว่าการจัดหาเรือดำน้ำ S26T ลำที่ ๒ และลำที่๓ เพิ่มเติมของกองทัพเรือไทยกำลังเผชิญความพยายามในการยกเลิกโครงการจากขั้นตอนกระบวนการทางกฎหมายผ่านทางฝ่ายการเมืองในรัฐสภาไทย โดย พลเรือโท ประชาชาติ ศิริสวัสดิ์ รองเสนาธิการทหารเรือและโฆษกกองทัพเรือ ได้เผยว่า
กองทัพเรือภาคที่๓ กองทัพเรือไทย จะต้องเร่งหาวิธีการรับมือกับสถานการณ์ใหม่ต่อไป เมื่อพม่าได้เพิ่มและขยายขีดความสามารถทางสงครามใต้น้ำของตนซึ่งยังคงมีข้อพิพาทด้านพรมแดนทางฝั่งทะเลอันดามันกับไทยอยู่ เช่นที่จังหวัดระนองครับ

วันพฤหัสบดีที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2562

กองทัพเรือไทยลงนามจัดหาเรืออู่ยกพลขึ้นบก Type 071E LPD จีน

Thailand signs for variant of Type 071 amphibious assault ship


The Royal Thai Navy (RTN) has signed a construction agreement with China for a variant of the Type 071 landing platform dock (LPD).
https://www.janes.com/article/91060/thailand-signs-for-variant-of-type-071-amphibious-assault-ship

Thailand signs for Chinese landing platform dock
The Royal Thai Navy (RTN) has signed a contract to procure from China a Type 071E (Yuzhao)-class landing platform dock (LPD). The deal was signed in Beijing on 9 September and is reportedly worth THB4 billion (USD130 million).
https://www.janes.com/article/91063/thailand-signs-for-chinese-landing-platform-dock


กองทัพเรือไทย(RTN: Royal Thai Navy) ได้ลงนามสัญญาข้อตกลงกับสาธารณรัฐประชาชนจีนสำหรับการสร้างเรืออู่ยกพลขึ้นบก(LPD: Landing Platform Dock) ชั้น Type 071 หนึ่งลำ และมีรายงานว่ามีวงเงินที่ราว ๔,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐บาท($130 million) ราคาโดยรวมทั้งหมดน่าจะอยู่ที่ ๖,๑๐๐,๐๐๐,๐๐๐บาท($200,460,066.6)
พิธีลงนามสัญญาจัดสร้างเรืออู่ยกพลขึ้นบกชั้น Type 071E สำหรับกองทัพเรือไทยจัดขึ้น ณ นครหลวง Beijing จีน เมื่อวันที่ ๙ กันยายน พ.ศ.๒๕๖๒(2019) โดยมี พลเรือเอก ช่อฉัตร กระเทศ ที่ปรึกษาพิเศษกองทัพเรือ เป็นประธานคณะกรรมการฝ่ายกองทัพเรือไทยที่ลงนามสัญญากับจีน

Type 071E เป็นการกำหนดแบบสำหรับรุ่นส่งออกของเรือยกพลขึ้นบกชั้น Type 071(NATO กำหนดรหัสชั้น Yuzhao) ที่ประจำการในกองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีน(PLAN: People’s Liberation Army Navy) ซึ่งตั้งแต่ปี 2007-2019 มีเรือหกลำที่ถูกนำเข้าประจำการแล้ว
คือ LPD-998 Kunlun Shan(2007), LPD-999 Jinggang Shan(2011), LPD-989 Changbai Shan(2012), LPD-988 Yimeng Shan(2016), LPD-980 Longhu Shan(2018) และ LPD-987 Wuzhi Shan(2019) ขณะที่เรืออีกสองลำถูกปล่อยลงน้ำระหว่างเดือนธันวาคม 2018 และมิถุนายน 2019

เรืออู่ยกพลขึ้นบกชั้น Type 071 มีความยาวเรือรวม 210m ความกว้างรวม 28m ตัวเรือกินน้ำลึก 8m และมีระวางขับน้ำปกติประมาณ 20,000tonnes ทำความเร็วได้สูงสุด 25knots มีพิสัยทำการ 8,000nmi ที่ความเร็วมัธยัสถ์ 18knots มีกำลังพลประจำเรือ ๑๕๖นาย รวมนายทหาร ๒๓นาย
อู่ลอย(Well Deck) ท้ายเรือสามารถรองรับยานเบาะอากาศชั้น Type 726A LCAC(Landing Craft Air-Cushion) ได้ ๒-๔ลำ(https://aagth1.blogspot.com/2017/12/type-726a-lcac.html) มีลานจอดเฮลิคอปเตอร์ท้ายเรือรองรับ ฮ.ขนาดกลาง เช่น Sikorsky SH-60B Seahawk หรือ MH-60S Knighthawk ได้ ๒-๓เครื่อง และโรงเก็บรองรับ ฮ.ได้ ๒-๔เครื่อง

เรืออู่ยกพลขึ้นบก Type 071 LPD ทุกลำถูกสร้างที่อู่เรือ Hudong-Zhonghua Shipbuilding ในมหานคร Shanghai ในเครือ China State Shipbuilding Corporation(CSSC) หนึ่งในสองกลุ่มรัฐวิสาหกิจอุตสาหกรรมการต่อเรือของจีน
นอกจากเรือ LPD ชั้น Type 071 ใหม่สองลำที่ถูกปล่อยลงน้ำแล้ว อู่เรือ Hudong-Zhonghua กำลังอยู่ระหว่างการสร้างเรืออู่ยกพลขึ้นบกบรรทุกเฮลิคอปเตอร์(LHD: Landing Helicopter Dock) ชั้น Type 075 สองลำ ซึ่งเป็นเรือประเภทนี้แบบแรกที่จีนสร้างเองในประเทศ

แหล่งข่าวในกรุงเทพฯยืนยันข้อตกลงการจัดหาเรือ Type 071E กับ Jane's เมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๖๒ แต่ทางกองทัพเรือไทยยังไม่ได้ให้รายละเอียดที่เป็นทางการใดๆในขณะนี้ Jane's เข้าใจว่ากองทัพเรือไทยได้มองที่จะได้รับงบประมาณเพื่อการจัดหาเรืออู่ยกพลขึ้นบกใหม่มาหลายปีแล้ว
งบประมาณการจัดหาเรืออู่ยกพลขึ้นบกแบบ Type 071E จากจีนนำมาจากงบประมาณกลาโหมประจำปี พ.ศ.๒๕๖๓(2020) ซึ่งได้ประกาศก่อนหน้าในเดือนกันยายนนี้ว่า งป.กลาโหมปี ๒๕๖๓ มีวงเงินที่ ๒๓๓,๓๕๐,๐๐๐,๐๐๐บาท($7.6 billion)

เรืออู่ยกพลขึ้นบก Type 071E ใหม่จากจีนที่มีขีดความสามารถในการปฏิบัติการร่วมกับเฮลิคอปเตอร์ได้คาดว่าจะได้รับมอบในต้นปี 2020s(ราวปี 2022-2023) และจะนำเข้าประจำการ ณ กองเรือยกพลขึ้นบกและยุทธบริการ กองเรือยุทธการ(Amphibious Squadron, Royal Thai Fleet)
โดยเรืออู่ยกพลขึ้นบกใหม่จะถูกนำไปใช้ปฏิบัติการในฐานะเรือเอนกประสงค์ เช่น การลาดตระเวนและตรวจการณ์น่านน้ำอาณาเขต, การฝึก, การส่งกำลังบำรุงและการขนส่งกำลังพล และการบรรเทาภัยพิบัติต่างๆแก่ประชาชน

Type 071E ที่จีนส่งออกให้ไทยเป็นประเทศแรก จะเป็นเรืออู่ยกพลขึ้นบก LPD ชุดที่สองของกองทัพเรือไทย ที่ช่วยแบ่งเบาภาระเรือหลวงอ่างทอง(ลำที่๓) ซึ่งเป็นเรืออู่ยกพลขึ้นบก LPD ชุดแรกและลำเดียวของกองทัพเรือไทยในขณะนี้
ร.ล.อ่างทอง(ลำที่๓) ถูกสร้างโดยอู่เรือบริษัท ST Marine สิงคโปร์ วงเงิน ๔,๙๐๐,๐๐๐,๐๐๐บาท($135 million) เข้าประจำการในปี พ.ศ.๒๕๕๕(2012) และถูกนำมาใช้ในหลายภารกิจทั้งการฝึกยกพลขึ้นบกและการบรรเทาสาธารณภัย(https://aagth1.blogspot.com/2017/01/h145m.html)

มีข้อสังเกตุในพิธีลงนามว่าภาพพื้นหลังที่เป็นแบบจำลองสามมิติของเรือ Type 071E LPD นั้นปรากฏว่ามีตัวเรือมี Crane ขนาดใหญ่ที่หน้าโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์ และมีเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าแบบ S26T จอดเทียบข้างกราบขวาเรือท้ายเรือโดยมีลูกโป่งยางกันกระแทก(Balloon Mooring Rubber Fenders) สองจุดด้วย
จากข้อมูลคุณสมบัติของเรือดำน้ำ S26T ที่กองทัพเรือไทยสั่งจัดหาระยะที่๑ จำนวน ๑ลำ(https://aagth1.blogspot.com/2017/05/s26t.html) ว่ามีความยาวตัวเรือ 78m(https://aagth1.blogspot.com/2017/04/s26t-project-636-kilo.html) แสดงให้เห็นว่าเรือ Type 071E มีขนาดใหญ่มาก

นั่นทำให้ข้อมูลที่ว่ากองทัพเรือไทยมีแผนที่จะให้เรืออู่ยกขึ้นบก Type 071E LPD จีนถูกใช้เป็นเรือพี่เลี้ยงเรือดำน้ำ(Submarine Tender) ด้วย ตามแผนที่กองทัพเรือไทยกำลังผลักดันการจัดหาเรือดำน้ำ S26T จีนลำที่๒(https://aagth1.blogspot.com/2019/08/s26t-lpd.html)
ล่าสุดเมื่อวันที่ ๕ กันยายน ๒๕๖๒ พลเรือเอก ลือชัย รุดดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารเรือและคณะได้เดินทางไปจีนเพื่อทำพิธีวางกระดูกงู(keel laying ceremony) เรือดำน้ำ S26T ลำแรก ที่ได้ทำพิธีตัดเหล็กแผ่นแรกในวันที่ ๔ กันยายน ๒๔๖๑(2018) ซึ่งเป็น 'วันเรือดำน้ำไทย' ครับ(https://aagth1.blogspot.com/2018/09/s26t.html)

วันจันทร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2559

ความคืบหน้าโครงการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพไทยในปี ๒๕๕๙-๗

ออท.ยูเครน ประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคำนับ รอง นรม. และ รมว.กห.

พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษก กห. กล่าวว่า เมื่อ 6 ก.ค.59 เวลา 09.00 น. นาย Andriy Beshta (อันดรีย์เบชตา) ออท.ยูเครน/ไทย เข้าเยี่ยมคำนับและหารือกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนรม.และ รมว.กห. ณ ศาลาว่าการกลาโหม

ทั้งสองฝ่ายได้หารือร่วมกันถึงพัฒนาการความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ โดยออท.ยูเครนมีความเข้าใจสถานการณ์ของประเทศไทย พร้อมทั้งสนับสนุนและให้กำลังใจรัฐบาลในการเดินหน้าสู่เป้าหมายตามโรดแมปที่กำหนด 
ขณะเดียวกัน ก็ได้รายงานให้ทราบถึงสถานการณ์ความไม่มั่นคงของประเทศที่ผ่านมา เป็นเหตุให้ยูเครนไม่สามารถดำเนินอุตสาหกรรมป้องกันประเทศได้ตามกำหนดที่ทำความตกลงกับนานาประเทศรวมทั้งประเทศไทย 
ซึ่งปัจจุบันสถานการณ์ความรุนแรงภายในประเทศลดลง ส่งผลให้ยูเครนสามารถเริ่มดำเนินอุตสาหกรรมป้องกันประเทศต่อได้แล้ว โดยพร้อมจะทำการผลิตและส่งมอบยุทโธปกรณ์ ประเภทรถถัง ตามที่ได้ลงนามความตกลงกับกองทัพบก ภายใน มี.ค.60

ในขณะเดียวกัน ก็พร้อมที่จะสนับสนุนการขยายความเป็นหุ้นส่วนด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศกับไทย ในการถ่ายทอดเทคโนโลยีทางทหาร รวมทั้งแนวคิดการจัดตั้งโรงงานผลิตและซ่อมบำรุงยุทโธปกรณ์ประเภทยานเกราะร่วมกับไทยในอนาคต 
พร้อมกับได้ใช้โอกาสนี้ เรียนเชิญ รอง นรม.และ รมว.กห. เดินทางไปเยือนยูเครน ในฐานะแขกของ กห. ยูเครน เพื่อส่งเสริมและพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่าง กห. ทั้งสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นต่อไป
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=489438577929644&id=304086039798233
https://www.facebook.com/โฆษกกระทรวงกลาโหม-304086039798233/

http://www.malyshevplant.com/uk/content/kursanti-kozhedubivci-znayomstvo-z-tankami-nazhivo

ในส่วนความคืบหน้าของโครงการจัดหารถถังหลัก Oplot จากยูเครนนั้นทางเอกอัครราชทูตยูเครนประจำประเทศไทยก็ได้ชี้แจ้งทางไทยตามข้อมูลในข้างต้น
คือทางยูเครนจะพยายามผลิตและส่งมอบรถถังหลัก Oplot ที่เหลืออีก ๓๙คันจากจำนวนที่กองทัพบกไทยสั่งจัดหา ๔๙คันให้ครบตามสัญญาภายในเดือนมีนาคม พ.ศ.๒๕๖๐(2017)
เพิ่มเติมจากการแถลงของ พันเอก วินธัย สุวารี ที่กองบัญชาการกองทัพบกเมื่อช่วงต้นเดือนกรกฎาคมว่ารถถังหลัก Oplot ชุดใหม่ ๕คันกำลังขนส่งทางเรือเดินทางมาไทย และอีก ๕คันกำลังตรวจรับมอบรถรอการขนส่งทางเรือมาไทยแล้ว
เหมือนเช่นที่เคยจัดส่งมาในชุดแรก ๕คันเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๗(2014) และชุดที่สองอีก ๕คันเมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๘(2015)

อย่างไรก็ตามถึงจะทางโรงงาน Malyshev และมีเผยแพร่ภาพประชาสัมพันธ์ว่าโรงงานกำลังผลิตและทดสอบรถถังหลัก Oplot ที่ผลิตใหม่อย่างต่อเนื่องในช่วงปีนี้
แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมาก็ยังไม่สามารถจะรับประกันได้อยู้ดีว่า กองพันทหารม้าที่๒ กองพลทหารราบที่๒ รักษาพระองค์ฯ จะได้รถถังหลัก Oplot ประจำการครบอัตราหรือไม่
รวมถึงความคืบหน้าแนวคิดโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมโรงงานผลิตและซ่อมบำรุงยานเกราะที่ยูเครนจะถ่ายทอด Technology ให้ไทยด้วยว่าจะเป็นรูปธรรมจริงหรือไม่
เพราะตอนนี้กองทัพบกไทย และนาวิกโยธิน กองทัพเรือ ก็เป็นผู้ใช้งานรถหุ้มเกราะล้อยางตระกูล BTR-3E1 รวมจำนวนหลายคัน ถ้ามีการผลิตและซ่อมบำรุงได้ในประเทศไทยจะเป็นผลดีมากถ้าทำได้จริงครับ

แบบจำลองเรือดำน้ำดีเซลไฟฟ้า(Conventional Submarine) ของ China Shipbuilding Industry Corporation(CSIC) และ China Shipbuilding & offshore International(CSOC) 
ในงานแสดงนิทรรศการเทคโนโลยีเรือในทศวรรษหน้าครั้งที่๓ Ship Technology for the Next Decade หรือ Ship Tech.III (My Own Photo)

กรณีโครงการจัดหาเรือดำน้ำแบบ S26T จากสาธารณรัฐประชาชนจีนนั้นยังไม่มีความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมอะไรมากนอกจากคำให้สัมภาษณ์ของผู้ที่เกี่ยวข้องในโครงการทั้งทางตรงและอ้อม
ทั้งนี้ข้อมูลเพิ่มเติมออกมาเล็กน้อยเกี่ยวกับคุณสมบัติเรือว่าเรือดำน้ำ S26T ที่นั้นเป็นแบบเรือดำน้ำที่เป็นรุ่นส่งออกของเรือดำน้ำชั้น Type 039A/Type 039B(NATO กำหนดรหัส Yuan) โดยตรง
ซึ่งนอกจากระบบขับเคลื่อน AIP แล้ว ระวางขับน้ำเมื่อดำใต้น้ำ(submerged displacement)จะอยู่ที่ประมาณ 3,600tons ไม่ใช่ 2,600tons ตามที่สื่อส่วนใหญ่มักจะรายงาน

แบบเรือรบที่จีนออกแบบสร้างขึ้นมาสำหรับส่งออกในปัจจุบันจะกำหนดชื่อรหัสแบบตามประเภทเรือและระวางขับน้ำพื้นฐาน เช่น
เรือฟริเกตแบบ F25T หรือเรือฟริเกตชุด ร.ล.นเรศวร ๒ลำของกองทัพเรือไทย มีระวางขับน้ำปกติ(ตามคุณสมบัติ) 2,500tons ระวางขับน้ำปกติ(จริง) 2,800tons ระวางขับน้ำเต็มอัตรา 2,985tons ซึ่งเป็นเรือรบสำหรับส่งออกแบบแรกจีนที่ใช้ระบบผสมระหว่างจีนและตะวันตก
เรือฟริเกตแบบ F22P หรือเรือฟริเกตชั้น Zulfiquar ของกองทัพเรือปากีสถาน มีระวางขับน้ำปกติ 2,500tons ระวางขับน้ำเต็มอัตรา 3,144tons
เรือคอร์เวต Type 056 รุ่นส่งออกมีสองแบบคือ P18N เป็นรุ่นเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งของกองทัพเรือไนจีเรีย ตัวเรือยาว 95m ระวางขับน้ำปกติ 1,800tons และ C13B เป็นรุ่นเรือคอร์เวตของกองทัพเรือบังคลาเทศ ตัวเรือยาว 89m ระวางขับน้ำปกติ 1,330tons
เรือรบสำหรับส่งออกของจีนอีกแบบคือเรือคอร์เวตแบบ C28A ของกองทัพเรือแอลจีเรีย ระวางขับน้ำปกติ 2,880tons ระวางขับน้ำเต็มอัตรา 3,000tons

จากข้างต้นอาจจะอนุมานได้ว่าการกำหนดรหัสแบบเรือคือ P คือ Patrol ,C คือ Corvette และ F คือ Frigate
ตามด้วยสองเลขหน้าของระวางขับน้ำปกติของแบบเรือ(ตามการออกแบบขั้นต้นไม่ใช่ระวางขับน้ำเรือจริง)คือ 13 จาก 1,330tons, 18 จาก 1,800tons, 25 จาก 2,500tons และ 28 จาก 2,880tons
ตัวอักษรท้ายคือแบบเรือสำหรับประเทศนั้นๆ P= Pakistan, N=Nigeria, B=Bangladesh และ A=Algeria
สำหรับเรือดำน้ำแบบ S26T ถ้าใช้หลักการกำหนดชื่อแบบเรือที่จีนส่งออกในข้างต้น S= Submarine, 26= 2,6xxtons และ T=Thailand

แบบจำลองเรือคอร์เวต C13B Corvette ของ China Shipbuilding Industry Corporation(CSIC) และ China Shipbuilding & offshore International(CSOC) 
ในงานแสดงนิทรรศการเทคโนโลยีเรือในทศวรรษหน้าครั้งที่๓ Ship Technology for the Next Decade หรือ Ship Tech.III (My Own Photo)

แต่ทั้งนี้เรือดำน้ำนั้นจะมีระวางขับน้ำตัวเรือที่ต่างกันคือเมื่อเรือลอยอยู่ผิวน้ำ(surfaced displacement)และเมื่อตัวเรือดำอยู๋ใต้น้ำ(submerged displacement)
เช่น เรือดำน้ำชั้น Kilo รัสเซียซึ่งเป็นเรือดำน้ำแบบตัวเรือสองชั้น(light hull ชั้นนอก และ pressure hull ชั้นใน) จะมีระวางขับน้ำที่ผิวน้ำและใต้น้ำต่างกันมากคือ ระวางขับน้ำ 2,300-2,350tons ที่ผิวน้ำ และ3,000-4,000tons ที่ใต้น้ำ 
ต่างจากเรือดำน้ำแบบตัวเรือชั้นเดียวซึ่งเป็นรูปแบบเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าตามแบบที่ใช้แพร่หลายในกองทัพเรือตะวันวนตกที่จะมีถังดำหลัก(main ballast tank) กลางเรือ และถังปรับสมดุลหน้าและท้ายเรือ(foreward/rear trim tank) 
เช่น เรือดำน้ำ Type 214 ของเยอรมนีสำหรับส่งออก จะมีระวางขับที่ผิวน้ำและขณะดำใต้น้ำไม่ต่างกันมากนักคือ ระวางขับน้ำ 1,690tons ที่ผิวน้ำ และ1,860tons ที่ใต้น้ำ 
ฉะนั้นถ้าจะกล่าวว่าเรือดำน้ำแบบ S26T จะมีระวางขับน้ำที่ผิวน้ำปกติที่ 2,6xxtonsหรือมากกว่าบ้าง และมีระวางขับน้ำเมื่อดำใต้น้ำที่ 3,600tons เช่นเดียวกับเรือดำน้ำชั้น Type 039A/B ที่เป็นแบบพื้นฐานซึ่งใช้ตัวเรือสองชั้นก็น่าจะมีความเป็นไปได้ครับ

นั่นก็ทำให้ข้อวิจารณ์ที่ว่าเรือดำน้ำแบบ S26T นั้นเป็นเรือดำน้ำที่ออกแบบใหม่จากกระดาษเปล่า(Clean Sheet) ดูมีน้ำหนักน้อยลงไปเพราะน่าจะเป็นแบบเรือมีพื้นฐานจากเรือดำน้ำชั้น Type 039A/B/C ที่สร้างและใช้งานในกองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีนแล้วในปัจจุบัน
ในทางกลับกันข้อวิจารณ์สำคัญที่ตามมาคือสภาพภูมิศาสตร์ทางเรือในอ่าวไทยนั้นเรือดำน้ำที่มีระวางขับน้ำขณะดำใต้นั้นประมาณ 3,600tons นั้นถือว่าใหญ่เกินไปหรือไม่ แต่ที่ฝั่งทะเลอันดามันคงไม่เป็นปัญหานักเพราะเป็นมหาสมุทรเปิดขนาดใหญ่
แต่ทั้งนี่เองกองทัพเรือไทยก็ได้ทำการฝึกรวมกับกองทัพเรือสหรัฐฯที่นำเรือดำน้ำโจมตีพลังงานนิวเคลียร์ชั้น Los Angeles ที่มีระวางขับน้ำขณะดำใต้น้ำเกือบ 7,000tons มาฝึกที่ฝั่งอ่าวไทยและฝั่งอันดามันมาหลายครั้งแล้ว

หรือเมื่อยกตัวอย่างกองทัพเรือประเทศที่มีภูมิศาสตร์ทางทะเลที่ใกล้เคียงกับไทย เช่น
กองทัพเรืออิหร่านเป็นประเทศเดียวในกลุ่มอ่าวเปอร์เซียที่มีเรือดำน้ำประจำการคือเรือดำน้ำดีเซลไฟฟ้าชั้น Project 877EKM Kilo ๓ลำ รวมกับเรือดำน้ำขนาดเล็กอย่างชั้น Ghadir ที่อิหร่านสร้างเอง
โดยอ่าว Persia มีพื้นที่ ๒๕๑,๐๐๐ตารางกิโลเมตร มีความลึกเฉลี่ย 50m มีส่วนลึกที่สุด 90m ใกล้เคียงกับอ่าวไทยที่มีพื้นที่ ๓๒๐,๐๐๐ตารางกิโลเมตร มีความลึกเฉลี่ย 58m มีส่วนลึกที่สุด 85m
หรือทะเล Baltic ที่มีพื้นที่ ๑,๖๔๑,๖๕๐ตารางกิโลเมตร มีความลึกเฉลี่ย 55m มีส่วนลึกที่สุด 459m นอกจากจากกองทัพเรือเยอรมนีที่มีเรือดำน้ำชั้น Type 212A(U212A) ๖ลำ ระวางขับน้ำใต้น้ำ 1,830tons, 
กองทัพเรือสวีเดนที่มีเรือดำน้ำชั้น A17 Sodermanland ๒ลำ ระวางขับน้ำใต้น้ำ 1,500tons และเรือดำน้ำชั้น A19 Gotland ๓ลำ ระวางขับน้ำใต้น้ำ 1,600tons 
และกองทัพเรือโปแลนด์ที่มีโครงการจัดหาเรือดำน้ำใหม่แทนเรือดำน้ำชั้น Project 877E Kilo คือ ORP Orzel ๑ลำ กับเรือดำน้ำชั้น Kobben(Type 207) มือสองจากกองทัพเรือนอร์เวย์เดิม ๔ลำแล้ว
อู่ต่อเรือ Admiralty Shipyard มหานคร Saint Petersburg รัสเซียเป็นสถานที่สร้างเรือดำน้ำชั้น Project 877 Kilo กับ Project 636 Improved Kilo มีระวางขับน้ำใต้น้ำมากกว่า 3,000tons และ Project 677 Lada ที่มีระวางขับน้ำใต้น้ำ 2,700tons
ซึ่งเรือดำน้ำดีเซลไฟฟ้ารัสเซียที่ประจำการในกองเรือ Balitic กองทัพเรือรัสเซีย ก็เคยมีรายงานการอ้างว่าเรือดำน้ำรัสเซียลุกล้ำน่านน้ำประเทศเป็นกลางในเขตทะเลบอลติกทั้งสวีเดนและฟินแลนด์ซึ่งถูกตรวจจับและต่อต้านได้ยากมาแล้ว

นั่นอาจจะพิสูจน์ได้บ้างว่าเรือดำน้ำดีเซลไฟฟ้าขนาดใหญ่ก็สามารถปฏิบัติการได้อย่างมีประสิทธิภาพในเขตทะเลน้ำตื้นในอ่าวปิดได้ ถ้ากองทัพเรือไทยสามารถจัดหาเรือดำน้ำจีนได้จริงก็คงจะได้ทราบผลการปฏิบัติการจริงว่าใช้ปฏิบัติงานในอ่าวไทยได้จริงหรือไม่ครับ
(ถ้าสามารถจัดหาเรือมาได้ แต่ส่วนตัวเกรงอย่างเดียวว่าโครงการอาจจะไม่ประสบความสำเร็จเสียมากกว่า เพราะมีการต่อต้านและปัจจัยความเสี่ยงอีกมาก
แม้ว่ากระแสการวิจารณ์จากสื่อมวลชนกระแสหลักและภาคประชาชนมีผลน้อยมากๆที่จะทำโครงการยุติได้ แต่กระบวนการล้มโครงการจัดหาเรือดำน้ำที่ผ่านๆมาก็เห็นจะมาจากกลุ่มบุคคลวงในที่เกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อมด้วยกันนี่ละ
หรืออาจจะมีแม้แต่ในเจ้าหน้าที่ใน กดน.เองบางนายหรือบางส่วนที่มีความคิดส่วนบุคคลต่อต้านการจัดหาเรือดำน้ำจีนด้วยซ้ำไป ซึ่งไม่ได้จากความคิดอคติส่วนบุคคลแต่จากประสบการณ์การใช้งานเรือจีนของกองทัพเรือ และการศึกษาวิจัยเปรียบเทียบข้อมูลแบบเรือที่ผ่านมา
รวมถึงความไม่ถูกต้องของกระบวนการจัดหา ซึ่งกลุ่มนายทหารรุ่นใหม่ส่วนหนึ่งดูจะไม่ยอมรับความคิดของทหารรุ่นก่อนที่ว่า "ให้อะไรมาก็ใช้ ใช้ไปจนกว่าจะพัง พังก็ซ่อม ซ่อมไม่ได้ก็จำหน่าย" แล้วครับ)

๒๘ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๙ พลอากาศตรี กฤษดา จันทร์อินทร์ ผู้บังคับศูนย์อำนวยการเครื่องบินพระราชพาหนะ 
เป็นประธานในพิธีต้อนรับเที่ยวบินนำส่ง เครื่องบินลำเลียงแบบ Sukhoi Superjet 100LR (model RRJ – 95LR) จำนวน ๑ เครื่อง ณ ท่าอากาศยานทหาร ๒ กองบิน ๖ ดอนเมือง
การจัดหาเครื่องบินลำเลียงแบบ SSJ-100LR เพื่อรองรับการปฏิบัติภารกิจลำเลียงทางอากาศ ที่มีแนวโน้มความต้องการใช้งานเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่เครื่องบินสำหรับปฏิบัติภารกิจมีจำนวนจำกัด 
โดยได้ดำเนินการจัดหา จำนวน ๒ เครื่อง และอยู่ระหว่างการจัดหาเพิ่มเติมอีก ๑ เครื่อง พร้อมอุปกรณ์สนับสนุนภาคพื้น อะไหล่ และการฝึกอบรม จากบริษัท Joint Stock Company “Sukhoi Civil Aircraft” 
สำหรับการบินนำส่งเครื่องบิน SSJ-100LR เครื่องที่ ๒ จะมีการบินนำส่งถึงประเทศไทยในช่วงต้นเดือนสิงหาคม ๒๕๕๙
อนึ่ง กองทัพอากาศ กำหนดประกอบพิธีบรรจุเข้าประจำการเครื่องบินดังกล่าว ในช่วงปลายเดือนสิงหาคม ๒๕๕๙

เครื่องบินโดยสาร Sukhoi Superjet 100 ซึ่งออกแบบผลิตโดย Sukhoi Civil Aircraft รัสเซียในเครือ United Aircraft Corporation รัสเซีย รวมกับหุ้นส่วนทางธุรกิจบริษัทตะวันตก เช่น Alenia Aermacchi ในเครือ Leonardo-Finmeccanica อิตาลี
นับเป็นอากาศยานแบบแรกของรัสเซียที่กองทัพอากาศไทยจัดหาเข้าประจำการ ถึงแม้ว่าจะออกแบบสร้างในรัสเซียแต่เครื่อง Sukhoi Superjet 100 ก็ใช้ระบบภายในต่างๆหลายส่วนจากตะวันตก และมีผู้ใช้งานเช่นสายการบินต่างๆอยู่จำนวนมากพอควรครับ

วันอังคารที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2558

จีนเสนอเรือดำน้ำแบบ S26T ให้กองทัพเรือไทย

บริษัท CSOC สาธารณรัฐประชาชนจีน เข้ามาบรรยายสรุปข้อมูลเรือดำน้ำแบบ S26T (Yuan Class) โดยมี พล.ร.อ.ธนะรัตน์ อุบล เสนาธิการทหารเรือ เป็นประธานเข้ารับฟัง เมื่อ 12 ม.ค.58




https://www.facebook.com/pages/Submarine-Squadron-กองเรือดำน้ำ-กองเรือยุทธการ/222887361082619

จีนนับเป็นประเทศแรกในปี ๒๕๕๘ นี้ที่ส่งตัวแทนบริษัทมาเสนอแบบเรือดำน้ำให้กองทัพเรือครับ
โดย CSOS(China Shipbuilding & offshore International Co., Ltd) นั้นก็เป็นบริษัทด้านการสร้างเรือรบในเครือของ CSIC(China Shipbuilding Industry Corporation)
ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจด้านอุตสาหกรรมต่อเรือรายใหญ่ของจีน

เรือดำน้ำแบบ S26T ก็น่าจะเป็นแบบเรือสำหรับการส่งออกโดยเฉพาะเหมือนเรือดำน้ำแบบ S20 ที่เคยมีการนำเสนอข้อมูลให้กองทัพเรือไทยไปครับ
โดย S26T นี่ดูจากการตั้งชื่อรุ่นแบบเรือแล้วน่าจะเป็นที่ออกแบบมาสำหรับเพื่อส่งออกให้กองทัพเรือไทยโดยเฉพาะ
เพราะการตั้งชื่อรุ่นแบบเรือนี้เป็นอย่างเดียวกับเรือฟริเกต Type 053T ชุด ร.ล.เจ้าพระยา, Type 053HT ชุด ร.ล.กระบุรี และ F25T ชุด ร.ล.นเรศวร เป็นต้น
ซึ่ง S26T นี่ก็น่าจะเหมือนกับ S20 ที่มีพื้นฐานที่ย่อส่วนมาจากเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าแบบ Type 039A Yuan ของกองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีน
เรือชั้น Yuan เป็นเรือดำน้ำลาดตระเวนเดินสมุทรขนาดใหญ่ระวางขับน้ำ 3,600tons ยาว 75m มี Torpedo ๖ท่อยิง กำลังพล ๖๕นาย ซึ่งใช้ Technology ขั้นสูงเช่นระบบ AIP เป็นต้น
แต่คุณสมบัติแบบเรือ S26T ตอนนี้ยังค้นข้อมูลไม่ได้ครับ แต่ถ้าที่ CSOS เสนอข้อมูลว่าคือเรือชั้น Yuan สำหรับกองทัพเรือไทย
ก็ไม่แน่ใจว่าเรือแบบ S26T นี่จะมีความใกล้เคียงกับเรือชั้น Yuan ที่จีนใช้เองมากที่สุดและก้าวหน้าที่สุดในรุ่นส่งออกหรือไม่ครับ
(คงต้องรอข้อมูลเพิ่มเติมจากกองเรือดำน้ำก่อน)

ตรงนี้โดยความเห็นส่วนตัวเองแล้วมองว่ากองทัพเรือไม่ควรจะจัดหาเรือดำน้ำจากจีนครับ ด้วยสองเหตุผลหลักคือ
ประการแรกปัจจุบันจีนมีนโยบายที่จะไม่ส่งออกระบบอาวุธที่ใช้งานในกองทัพปลดปล่อยประชาชนเองให้กับประเทศอื่นยกเว้นมิตรประเทศที่ใกล้ชิดมากๆแต่ก็เพียงบางระบบเท่านั้น
ซึ่งเฉพาะในส่วนระบบเรือดำน้ำจีนเองก็แทบจะไม่มีลูกค้าประเทศอื่นที่สนใจจะจัดหาไปใช้เลยแม้ว่าจะทำการตลาดประชาสัมพันธ์มานานหลายปีแล้ว
ตามที่เคยรายงานไปก็มีบังคลาเทศที่จะจัดหาเรือดำน้ำ Type 035 Ming มือสองสองลำซึ่งเก่าและล้าสมัยมากพอสมควร
หรือปากีสถานที่จะจัดหาเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าจากจีน ๖ลำ ตอนนี้ก็ยังไม่มีการต่อและส่งมอบ
การที่กองทัพเรือไทยจะเลือกจัดหาเรือดำน้ำจากจีนซึ่งเป็นเรือแบบใหม่ที่ยังไม่เคยมีการสร้างจริงมากและที่ผ่านมาแทบจะไม่มีลูกค้าเลยเป็นเรื่องที่ค่อนข้างเสี่ยงเกินไปมาก

ประการที่สองคือที่ผ่านมาตั้งแต่ที่กองทัพเรือจัดหาเรือรบจากจีนมาในช่วง ๒๕ปีมานี้กองทัพเรือก็ประสบปัญหาการใช้งานที่ไม่น่าพอใจของเรือรบจีนหลายชุด
เช่นชุด ร.ล.เจ้าพระยา และชุด ร.ล.กระบุรีที่ตัวเหล็กเรือคุณภาพไม่ดี เคยมีรายงานเรือชนขยะที่ลอยในทะเลขณะเดินเรือจนเรือบุบน้ำทะเลรั่วเข้าเรือในห้องพักลูกเรือ แต่โชคดีอุดปะค้ำยันได้ทันเรือจึงไม่จม
ระบบอำนวยการของเรือชุด ร.ล.เจ้าพระยา และชุด ร.ล.กระบุรี เช่น ZJK-3 ก็ล้าสมัยลงอย่างรวดเร็ว
โดยในส่วนระบบควบคุมปืนใหญ่เรือของเรือชุด ร.ล.เจ้าพระยานั้นกองทัพเรือได้พัฒนาระบบ Software ควบคุมการยิงใหม่แทนระบบจีนเดิมที่เสื่อมสภาพใช้งานไม่ได้แล้ว
ส่วนของชุด ร.ล.กระบุรีนั้นมีการปรับปรุงติดตั้งระบบใหม่ เช่น อาวุธปล่อยนำวิถี C-802A ปืนใหญ่เรือ 100mm แฝดสอง และปืนใหญ่กลรอง 37mm แฝดสองระบบควบคุมการยิงใหม่จากจีนไปแล้ว
แต่เนื่องจากเรือทั้งสองชุดเป็นเรือรุ่นเก่าจึงมีพื้นที่จำกัดติดตั้งปรับปรุงอะไรใหม่ไม่ได้มาก
ด้านเรือชุด ร.ล.นเรศวรทั้ง ๒ลำเองที่เดิมเป็นระบบผสมระหว่างระบบจีนและระบบตะวันตกก็มีปัญหาการบูรณาการระบบที่ล่าช้ากว่าเรือจะมีความพร้อมรบหลังรับมอบเรือที่ต่อเสร็จจากจีนมา
จนต่อมาจึงมีโครงการปรับปรุงเรือใหม่เอาระบบจีนออกหมด เช่น ระบบอำนวยการรบ ZJK-5, Radar ตรวจการณ์ Type 360, ปืนใหญ่กลรอง Type 76A 37mm แฝดสอง กับระบบควบคุมการยิง Type 347G
และติดตั้งระบบตะวันตกใหม่ทั้งหมด เช่น ระบบอำนวยการรบ SAAB 9LV, Radar ตรวจการณ์สามมิติ SAAB SEA GIRAFFE AMB, Radar ควบคุมการยิง SAAB CEROS200 CWI
ปืนใหญ่กลรอง MSI DS30MR และแท่นยิง Mk41 VLS 8-cell พร้อม RIM-162 ESSM เป็นต้น
และเรือที่ใช้ระบบตะวันตกล้วนแต่ยังต่อที่อู่ในจีนคือเรือชุด ร.ล.ปัตตานีนั้น ก็มีรายงานว่าการเก็บงานเช่นการเดินสายไฟภายในเรือและคุณภาพเหล็กตัวเรือที่เป็น Mild Steel ค่อนข้างแย่มากครับ

ทั้งสองประการที่กล่าวมาก็น่าจะเป็นเหตุผลประกอบที่กองทัพเรือน่าจะพิจารณาจากประสบการณ์ใช้งานจริงประกอบว่าเรือรบจีนนั้นมีปัญหาเรื่องคุณภาพตัวเรือที่ยังขาดความน่าเชื่อถืออยู่
การที่จะจัดหาเรือดำน้ำซึ่งเป็นเรือรบที่มีชิ้นส่วนจำนวนมากกว่าเรือผิวน้ำหลายเท่าและมีความซับซ้อนด้าน Technology ที่สูงด้วยแล้ว ยิ่งจำเป็นต้องพิจารณาให้รอบคอบอย่างยิ่ง
เพราะไม่เช่นนั้นเรือดำน้ำที่จะจัดหามาจะไม่มีความคุ้มค่าในการใช้งานในระยะยาวและอาจจะไม่มีความปลอดภัยต่อกำลังพลที่จะรับมอบเรือไปประจำการด้วยครับ

อย่างไรก็ตามก็เหมือนกับในปี ๒๕๕๗ ที่ผ่านมาแล้วว่ามีตัวแทนบริษัทจากหลายประเทศคือ
Rosoboronexport รัสเซียเสนอแบบเรือ Project 636 KILO และ AMUR 1650
DSME สาธารณรัฐเกาหลีเสนอแบบเรือ DSME1400
และ DCNS ฝรั่งเศสเสนอแบบเรือ Scropene 1000 และ Scropene 2000 นั้น
ต่างเป็นเพียงการเสนอข้อมูลให้กองทัพเรือรับทราบเท่านั้น การยื่นข้อเสนอเพื่อแข่งขันในโครงการจัดหายังไม่ได้เกิดขึ้นครับ
(ตรงนี้จะได้จากภาพการนำเสนอในข้างต้นที่จอภาพฉายอยู่ว่าเป็น "Proposal" หรือ "ข้อเสนอ" เท่านั้น)
ซึ่งก็ไม่ทราบว่ากองทัพเรือจะสามารถจัดตั้งโครงการจัดหาเรือดำน้ำได้ใหม่ภายในปีนี้หรือไม่ เพราะว่ามีปัจจัยอยู่หลายประการที่จะเป็นอุปสรรคต่อโครงการอยู่
ก็หวังกองทัพเรือและกองเรือดำน้ำจะสามารถจัดตั้งโครงการจัดหาเรือดำน้ำได้ตามจุดมุ่งหมายที่วางไว้ โดยมีการพิจารณาเลือกแบบเรือที่มีคุณสมบัติดีเหมาะสมและได้ประโยชน์สูงสุด
เพราะตามที่เคยกล่าวไปว่าถ้ากองทัพเรือมีเรือดำน้ำประจำการช้าเท่าไร ประเทศไทยจะยิ่งเสียเปรียบทางด้านยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศทางทะเลมากขึ้นเท่านั้นครับ

วันพฤหัสบดีที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2560

จีนตั้งเป้าตลาดส่งออกแบบเรือดำน้ำใหม่ล่าสุด หลังประสบความสำเร็จกับไทยและปากีสถาน

China targets export market with latest submarine designs
The 1100T is a multirole diesel-electric submarine design that will be capable of performing a diverse range of missions, from anti-ship and submarine attack to patrol and reconnaissance. Source: Jane's sources
http://www.janes.com/article/76304/china-targets-export-market-with-latest-submarine-designs

ด้วยประสบการณ์นับหลายทศวรรษจากการออกแบบและสร้างเรือดำน้ำสำหรับกองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีน(PLAN: People’s Liberation Army Navy) กลุ่มอุตสาหกรรมทางเรือจีนนำโดย China Shipbuilding Industry Corporation(CSIC) รัฐวิสาหกิจทางเรือของรัฐบาลจีน
กำลังมองหาการขยายการนำเสนอแบบเรือดำน้ำสำหรับส่งออกที่จีนพัฒนาเองในระดับโลก หลังจากที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงามในการได้รับการสั่งจัดหาเรือดำน้ำจากกองทัพเรือไทย(Royal Thai Navy) และกองทัพเรือปากีสถาน(Pakistan Navy)

ปากีสถานกำลังจัดหาเรือดำน้ำโจมตีตามแบบดีเซล-ไฟฟ้าแบบ S20P จำนวน 8ลำที่มีพื้นฐานจากเรือดำน้ำชั้น Type 039A(NATO กำหนดรหัสชั้น Yuan) ที่เรือชุดแรก 4ลำจะสร้างในจีนและเริ่มส่งมอบให้กองทัพเรือปากีสถานได้ในปี 2022
ขณะที่เรือชุดที่สองอีก 4ลำจะดำเนินการสร้างที่อู่เรือ Karachi Shipbuilding and Engineering Works (KSEW) ในปากีสถานโดยการถ่ายทอด Technology จากจีน

ขณะที่กองทัพเรือไทยได้ลงนามสัญญาจัดหาวงเงินเกือบ ๑๓,๕๐๐ล้านบาท($390 million) กับ China Shipbuilding and Offshore International Corporation(CSOC) ภาคส่วนการค้ายุทโธปกรณ์นานาชาติของ CSIC ในการจัดหาเรือดำน้ำโจมตีตามแบบดีเซล-ไฟฟ้าแบบ S26T ๑ลำ
ซึ่งเรือดำน้ำแบบ S26T มีพื้นฐานจากเรือดำน้ำชั้น Type 039B ที่เป็นเรือรุ่นที่มีความก้าวหน้ามากที่สุดของเรือดำน้ำชั้น Yuan ที่สร้างเข้าประจำการในกองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีน โดยจะเข้าประจำการในกองทัพเรือไทยราวปี พ.ศ.๒๕๖๖(2023)

คาดว่ากองทัพเรือไทยจะมีการสั่งจัดหาเรือดำน้ำแบบ S26T เพิ่มอีก ๒ลำในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า โดยที่ทางกองทัพเรือไทยตั้งเป้าที่จะมีเรือดำน้ำประจำครบทั้งชุดจำนวน ๓ลำภายในปี พ.ศ.๒๕๖๙(2026)
โดยโครงการจัดหาเรือดำน้ำของกองทัพเรือไทยจะมีวงเงินรวมทั้งหมดราว ๓๖,๐๐๐ล้านบาท($1.1billion) ถ้าหากการจัดซื้อที่มีตามมาจะมีผลเป็นรูปธรรมจริงๆ

"เป็นเวลาถึง 60ปีของการออกแบบและพัฒนาเรือดำน้ำที่เริ่มต้นจากชั้น Romeo, ชั้น Ming, ชั้น Song และชั้น Yuan จีนมีขีดความสามารถที่จะวิจัยและพัฒนาเรือดำน้ำด้วยตนเองอย่างอิสระ
รวมถึงการออกแบบและสร้างระบบเรือดำน้ำ และอุปกรณ์เกี่ยวข้องที่หลากหลายอย่างเต็มรูปแบบ, ระบบตรวจจับ และระบบอาวุธ" โฆษกของบริษัท CSOC กล่าวกับ Jane's

ตามข้อมูลจาก CSIC เรือดำน้ำแบบ S20 และเรือดำน้ำแบบ S26T เป็นการออกแบบด้วยตนเองของจีนโดยสมบูรณ์ ซึ่งยกระดับจากประสบการณ์ของบริษัทในการพัฒนาเรือดำน้ำชั้น Type 039A Yuan ซึ่งปล่อยเรือลงน้ำครั้งแรกที่อู่เรือ Wuchang ใน Wuhan เมื่อเดือนพฤษภาคม 2004
จากภาพที่พบเรือชั้น Yuan มี2-3รุ่นหลักคือ Type 039A รุ่นแรก, Type 039B ที่ปรับปรุงรูปแบบตัวเรือเล็กน้อยและเพิ่มระบบใหม่ๆ เช่น Sonar ข้างลำตัว และ Type 039B รุ่นปรับปรุง(หรือ Type 039C) ที่มีหอเรือทรงโค้งมนที่ดูจะได้รับอิทธิพลเรือดำน้ำโจมตีนิวเคลียร์ชั้น Virginia สหรัฐฯ

อย่างไรก็ตามสำหรับอนาคตนั้น CSIC จีนได้เปิดตัวแบบเรือดำน้ำใหม่สามแบบใหม่ ที่ตั้งเป้าหมายการพัฒนาออกแบบสำหรับการส่งออกต่างประเทศโดยตรง ซึ่งกำลังได้รับความสนใจมากขึ้นจากหลายประเทศทั่วโลก
ซึ่งจุดเปลี่ยนแปลงหลักคือแบบเรือดำน้ำใหม่ทั้งสามแบบนี้เป็นแบบตัวเรือชั้นเดียว(Single-Hull) เหมือนเรือดำน้ำตะวันตก ขณะที่ S20 และ S26T ที่มีพื้นฐานจากเรือชั้น Type 039A/B เป็นแบบตัวเรือสองชั้น(Double-Hull) เหมือนเรือดำน้ำชั้น Project 636 Improved Kilo รัสเซียที่ส่งออกไปในหลายประเทศ

ทั้งนี้บริษัท CSOC จีนได้เปิดตัวแบบจำลองและข้อมูลเรือดำน้ำใหม่ทั้งสามแบบที่ประกอบด้วย เรือดำน้ำแบบ S1100 ขนาดระวางขับน้ำ 1,100tons, แบบ S600 ขนาดระวางขับน้ำ 600tons และเรือดำน้ำขนาดเล็ก(Midget Submarine) แบบ MS200 ขนาดระวางขับน้ำ 200tons
เป็นครั้งแรกในงานแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ Defense and Security 2017 ตามที่ได้มีรายงานพิเศษถึงข้อมูลรายละเอียดของแบบเรือดำน้ำใหม่ดังกล่าวไปครับ(http://aagth1.blogspot.com/2017/11/csoc-s26t.html)

วันอาทิตย์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

กองทัพเรือไทยทดสอบทุ่นระเบิดทอดประจำที่ปราบเรือดำน้ำแบบล่องหนที่พัฒนาเอง











Royal Thai Navy testing Domestic Stealth Anti-Submarine Moored Mine MI9 and MI11 developed by Mine Squadron, Fleet Command during RTN Naval Exercise 2017

Clip: HTMS Thalang 621 Mine Countermeatures Support Ship Laying Stealth Anti-Submarine Moored Mine
https://www.facebook.com/NavyForLifePage/videos/1333913619979862/
https://www.facebook.com/NavyForLifePage/videos/1333913649979859/

Clip: Mine explosion on Target towed by Submerged Antenna Sweeping of Coastal Minesweeper/Motor Launch Minesweeper Boat
https://www.facebook.com/NavyForLifePage/videos/1333913733313184/
https://www.facebook.com/NavyForLifePage/videos/1333913746646516/
https://www.facebook.com/NavyForLifePage/videos/1333913823313175/
https://www.facebook.com/NavyForLifePage/videos/1333913873313170/
https://www.facebook.com/NavyForLifePage/videos/1333913823313175/

กองทัพเรือ โดยกองเรือทุ่นระเบิด กองเรือยุทธการ ทดลองใช้งานทุ่นระเบิดทอดประจำที่ปราบเรือดำน้ำแบบล่องหน
วันนี้(5 พฤษภาคม 2560) พลเรือตรี เชษฐา ใจเปี่ยม ผู้บัญชาการกองเรือทุ่นระเบิด กองเรือยุทธการ นำคณะ กรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลาโหม และสำนักงานวิจัยและพัฒนาการทางทหารกองทัพเรือ 
พร้อมด้วย กรมสรรพาวุธทหารอากาศ โดย พลอากาศตรี ไชยวัฒน์ กาศโอสถ รองเจ้ากรมสรรพาวุธทหารอากาศ เข้าร่วมชมการฝึกจุดระเบิดทุ่นระเบิดทอดประจำที่ปราบเรือดำน้ำแบบล่องหน บนเรือหลวงถลาง ณ บริเวณอ่าวสัตหีบ จังหวัดชลบุรี

สำหรับทุ่นระเบิดทอดประจำที่ปราบเรือดำน้ำแบบล่องหน เป็นทุ่นระเบิดที่ได้จากการวิจัยของกองเรือทุ่นระเบิดเอง โดยจะดำเนินการจุดทุ่นระเบิด ที่มีดินระเบิด TNT ขนาด 100 kg จำนวน 2 ลูก ด้วยวิธีการกวาดทุ่นระเบิดแบบแอนเทนน่า และการลากแพเป้ากระทบระเบิด 
โดยนำมาทดลองใช้ในการฝึกภาคสนาม/ภาคทะเล ของการฝึกกองทัพเรือประจำ 2560 
โดยทุ่นระเบิดดังกล่าวถูกออกแบบให้มีรูปทรงจานประกบ ตัวภายนอกทำจากวัสดุ FIBER COAT 11 สามารถลดระยะตรวจจับได้ถึงร้อยละ 50 และยังทำให้พลังงานเสียงที่มาสะท้อนถูกดูดซึมเข้าในเนื้อวัสดุ จนไม่เหลือพลังงานสะท้อนกลับ 
มีระบบการตั้งลึกแบบกลไก และแบบอิเล็กทรอนิกส์ ภายในมีอุปกรณ์ประกอบด้วย เครื่องส่งชนวนไกยิง ระเบิด TNT และวงจรการทำงานที่ไม่ซับซ้อนมากนัก หาได้จากวัสดุอุปกรณ์ภายในประเทศทั้งสิ้น 
ซึ่งนับได้ว่าเป็นแสดงขีดความสามารถของกองทัพเรือในการพัฒนางานด้านการวิจัยให้มีขีดความสามารถนำมาใช้ได้จริง และพึ่งพาตนเองได้ โดยผลิตใช้เองไม่ต้องจัดซื้อจากต่างประเทศ 
และโครงการนี้ได้สานต่อผลการวิจัยของ พลเรือเอก ลือชัย รุดดิษฐ์ เสนาธิการ อดีต ผู้บัญชาการกองเรือทุ่นระเบิด และโครงการวิจัยและพัฒนาทุ่นระเบิดทอดประจำที่ปราบเรือดำน้ำแบบล่องหนนี้เป็นอาวุธทางยุทธศาสตร์ เลี่ยงการตรวจจับโซนาร์ เกิดขึ้นในปี 2552 
หลังกองเรือยุทธการ ได้แต่งตั้งคณะทำงานจัดทำโครงการจัดหาทุ่นระเบิด และสิ่งอำนวยความสะดวก ตามความต้องการใช้ทุ่นระเบิดของกองทัพเรือใน 10 ปี ข้างหน้าตามแผนป้องกันประเทศ และการประเมินยุทธศาสตร์กองทัพเรือ ปี 2551-2560 
ซึ่งกองทัพเรือได้มีการวิจัยและพัฒนาทุ่นระเบิดทางรับที่ใช้เทคโนโลยีต่ำให้สามารถผลิตเพื่อใช้งานได้เองมาแล้วระดับหนึ่ง จึงมีนโยบายเร่งส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาให้สามารถผลิตทุ่นระเบิดที่มีประสิทธิภาพสูงมากขึ้น ประจำการให้ได้ในขั้นต้นจำนวนตามความต้องการใช้ของทัพเรือภาคจนสามารถใช้เป็นอาวุธในการป้องปรามได้ในอนาคต
https://www.facebook.com/prthainavy/posts/1517528398298511
https://www.facebook.com/NavyForLifePage/posts/1333914373313120
https://www.facebook.com/NavyForLifePage/posts/1333622703342287

สงครามทุ่นระเบิด(Mine Warfare) เป็นหนึ่งในหลักนิยมการใช้กำลังทางเรือที่ไม่ค่อยมีการกล่าวถึงมากนัก ทั้งที่เป็นระบบอาวุธที่มีผลกระทบสูงทางยุทธวิธีและยุทธศาสตร์ ในการตั้งรับเพื่อป้องการการรุกรานจากข้าศึก และการรุกในการวางระเบิดปิดล้อมน่านน้ำประเทศฝ่ายตรงข้าม
ตัวอย่างข้อมูลหนึ่งที่ไม่ได้รับการกล่าวถึงนักในโครงการจัดหาเรือดำน้ำ S26T จากจีนของกองทัพเรือไทยคือ การที่จีนเสนอระบบทุ่นระเบิดแบบปล่อยออกจากท่อ Torpedo มาให้ในข้อเสนอการขายเรือดำน้ำด้วย
ซึ่งระบบทุ่นระเบิดโดยเฉพาะทุ่นระเบิดที่ปล่อยจากเรือดำน้ำนั้นเป็นระบบอาวุธที่มีผลกระทบทางยุทธศาสตร์สูง ผู้ขายเรือดำน้ำมักจะไม่ส่งออกแบบทุ่นระเบิดสำหรับติดตั้งใช้กับเรือดำน้ำที่มีความทันสมัยมากให้ถ้าไม่ได้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับประเทศผู้ซื้อมากจริงๆ

(ช่วงโครงการจัดหาเรือดำน้ำ U206A มือสองจากเยอรมนีมีทุ่นระเบิดแบบ Atlas DM41 บรรรจุภายนอกตัวเรือ(mine belt) ๒๔ลูก แต่ทางเยอรมนีไม่ได้มีข้อเสนอจะมอบทุ่นระเบิด Smart Mine ให้ไทยเป็นพิเศษ เช่นเดียวกับการถอดระบบสื่อสารที่เป็นความลับของกองทัพเรือเยอรมนีออก
การคัดเลือกแบบเรือดำน้ำล่าสุดในปี พ.ศ.๒๕๕๘(2015) ทั้ง Type 209/1400 และ Type 210 เยอรมนี, Scorpene ฝรั่งเศส, Project 636 kilo และ Amur 1650 รัสเซีย และ A26 สวีเดน
ที่แต่ละบริษัทคือ TKMS เยอรมนี, DCNS ฝรั่งเศส, Rosobornexport รัสเซีย และ SAAB สวีเดนไม่ได้มีข้อเสนอด้านการขายทุ่นระเบิดให้กองทัพเรือไทยเป็นพิเศษเช่นกัน ขณะที่ CSOC จีนพร้อมเสนอขายทุ่นระเบิดที่ใช้กับเรือดำน้ำ S26T ให้ไทย)

การพัฒนาทุ่นระเบิดทอดประจำที่ปราบเรือดำน้ำแบบล่องหน ของกองเรือทุ่นระเบิด ที่ทำการวางโดย เรือสนับสนุนการต่อต้านทุ่นระเบิด ร.ล.ถลาง(Mine Countermeatures Support Ship) ซึ่งเป็นเรือที่ต่อโดย Bangkok Dock ประเทศไทย
และใช้เรือกวาดทุ่นระเบิดน้ำตื้น(Coastal Minesweeper/Motor Launch Minesweeper Boat) ชุด ท.1(ลำที่๒) ที่ต่อโดยกรมอู่ทหารเรือ(Royal Thai Naval Dockyard) ในการลากแพเป้ากระทบระเบิดด้วยเครื่องกวาดทุ่นระเบิดแบบลากกับพื้นท้องทะเล(Antenna Sweeping) ผ่านทุ่นระเบิดนั้น
เป็นการแสดงให้เห็นถึงขีดความสามารถด้านสงครามทุ่นระเบิดของกองทัพเรือไทยที่พึ่งพาตนเองได้ตั้งแต่การสร้างเรือทุ่นระเบิด และการสร้างทุ่นระเบิดต่อต้านเรือดำน้ำได้ด้วยตนเองในไทย
ซึ่งถ้าจะมีการพัฒนาต่อยอดต่อไปจนใช้งานได้ดีจริงและเข้าประการได้ในจำนวนมาก แม้ว่าโครงการจัดหาเรือดำน้ำ S26T จีนอาจจะถูกยกเลิกไปด้วยสาเหตุใดก็ตาม กองทัพเรือก็ยังจะมีขีดความสามารถในการต่อต้านเรือดำน้ำด้วยทุ่นระเบิดล่องหนครับ