วันจันทร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

ฟิลิปปินส์รับมอบรถสะเทินน้ำสะเทินบก KAAV เกาหลีใต้ และเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทางทะเล AW159 ชุดแรก

First batch of assault vehicles for Philippine Marine Corps arrives home




Philippine Marine Corps personnel, seen here while training with their counterparts from South Korea on the KAAV. Source: Republic of Korea Marine Corps
https://www.janes.com/article/88434/first-batch-of-assault-vehicles-for-philippine-marine-corps-arrives-home

Philippines receives AW159 helicopters



A pair of Leonardo AW159 Lynx Wildcat Mk220 naval helicopters ordered for the Philippine Navy's Naval Air Wing (NAW) has arrived in-country.
https://www.janes.com/article/88351/philippines-receives-aw159-helicopters

รถสะเทินน้ำสะเทินบก KAAV(Korean Amphibious Assault Vehicle) ชุดแรกจำนวน 4คันที่ได้รับการจัดหาสำหรับนาวิกโยธินฟิลิปปินส์(Philippine Marine Corps)
ได้ถูกขนส่งเดินทางมาถึงฟิลิปปินส์แล้ว ตามที่แหล่งข่าวจากกองทัพเรือฟิลิปปินส์(Philippine Navy) ยืนยันกับ Jane's เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2019

รถสะเทินน้ำสะเทินบก KAAV เกาหลีใต้เดินทางมาถึงฟิลิปปินส์เพียงหนึ่งวันหลังจากที่นาวิกโยธินฟิลิปปินส์ได้ทำ 'พิธีเปิดที่ตั้ง' กองร้อยรถสะเทินน้ำสะเทินบก(Amphibious Assault Vehicle Company) ซึ่งมีการจัดตั้งอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2019 ตามแหล่งข่าวกล่าว
รถดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาวงเงิน 2.42 billion philippine peso($46 million) ที่ลงนามระหว่างรัฐบาลฟิลิปปินส์กับบริษัท Hanwha Techwin สาธารณรัฐเกาหลีเมื่อเดือนเมษายน 2016

Hanwha Techwin เกาหลีใต้เดิมรู้จักในชื่อ Samsung Techwin ได้ปรากฎเป็นผู้รับสัญญารายเดียวสำหรับการแข่งขันโครงการจัดหารถสะเทินน้ำสะเทินบกจำนวน 8คันของฟิลิปปินส์ ที่ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อเข้าประจำการในนาวิกโยธินฟิลิปปินส์
ด้วยขีดความสามารถเป็นยานเกราะสายพานที่สามารถวางกำลังได้จากเรืออู่ยกพลขึ้นบก SSV(Strategic Sealift Vessel) ชั้น Tarlac ขนาด 123m ทั้ง 2ลำของกองทัพเรือฟิลิปปินส์(https://aagth1.blogspot.com/2016/06/ssv-3.html)

เฮลิคอปเตอร์ใช้งานทางทะเล Leonardo AW159 Lynx Wildcat Mk220 ชุดแรกจำนวน 2เครื่องที่ได้รับการส่งจัดหาโดย กองบินทหารเรือ(NAW: Naval Air Wing) ได้เดินทางมาถึงฟิลิปปินส์แล้ว
เฮลิคอปเตอร์ใช้งานทางทะเล AW159 ได้ถูกขนส่งมมาโดยเครื่องบินลำเลียงหนัก Antonov An-124 ยูเครน ได้เดินทางมาถึงนครหลวง Manila ฟิลิปปินส์เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2019

กองทัพเรือฟิลิปปินส์ได้ยืนยันกับ Jane's ว่า ฮ.AW159 ในที่สุดจะถูกนำเข้าประจำการในในฝูงบิน MH-40 กองบินทหารเรือฟิลิปปินส์ ณ ฐานทัพอากาศ Danielo Atienza
และจะมีการรับมอบเข้าประจำการใน 'พิธีจัดตั้งและอำนวยพร' ในวันที่ 27 พฤษภาคม 2019 สอดคล้องกับวันครบรอบ 121ปีการก่อตั้งกองทัพเรือฟิลิปปินส์ วันที่ 20 พฤษภาคม

กระทรวงกลาโหมฟิลิปปินส์ได้ประกาศในปี 2016ว่าได้เลือกเฮลิคอปเตอร์ Lynx Wildcat จำนวน 2เครื่องวงเงิน 5.4 billion philippine peso($101 million) สำหรับโครงการจัดหาเฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ(https://aagth1.blogspot.com/2016/03/agustawestland-aw159-wildcat.html)
โดยเฮลิคอปเตอร์ AW159 กองทัพเรือฟิลิปปินส์มีภารกิจสงครามปราบเรือดำน้ำ(ASW: Anti-Submarine Warfare) และสงครามต่อต้านเรือผิวน้ำ(ASuW: Anti-Surface Warfare) ที่รวมอาวุธ, อุปกรณ์ภารกิจ และการสนับสนุนครับ

วันอาทิตย์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

สหรัฐฯอนุมัติการขายเฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-64E ให้กาตาร์เพิ่มเติม

Qatar gains approval for repeat Apache purchase

Qatar could be set to double the strength of its incoming fleet of Boeing AH-64E Apache attack helicopters, with the US Department of State having approved a potential 24-unit follow-on buy worth $3 billion.
https://www.flightglobal.com/news/articles/qatar-gains-approval-for-repeat-apache-purchase-458087/

กาตาร์ตั้งเป้าจะเพิ่มความแข็งแกร่งของกำลังฝูงบินเฮลิคอปเตอร์โจมตี Boeing AH-64E Apache ที่จะมีของตน โดยที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯได้อนุมัติความเป็นไปได้ในการขายเฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-64E เพิ่มเติม 24เครื่องวงเงิน $3 billion
กาตาร์ได้สั่งจัดหา ฮ.โจมตี AH-64E สหรัฐฯแล้ว 24เครื่อง โดย Fleets Analyzer แสดงข้อมูลว่าเครื่องชุดแรกจำนวน 3เครื่องได้ถูกส่งมอบแล้วในต้นปี 2019 นี้(https://aagth1.blogspot.com/2019/03/ah-64e.html)

"ข้อเสนอการขายจะส่งเสริมการจัดหาเฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-64E กองทัพอากาศกาตาร์(QEAF: Qatar Emiri Air Force) 24เครื่องก่อนหน้า ซึ่งมีขีดความสามารถตรงตามความต้องการ สำหรับการสนับสนุนทางอากาศใกล้ชิด, การลาดตระเวนติดอาวุธ และภารกิจสงครามต่อสู้รถถัง"
เอกสารการแจ้งของสำนักงานความร่วมมือด้านความปลอดภัยความมั่นคงสหรัฐฯ(DSCA: Defense Security Cooperation Agency) เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2019 กล่าว

"เฮลิคอปเตอร์เหล่านี้จะมอบขีดความสามารถการป้องกันเชิงรับและเชิงรุกในระยะยาวต่อคาบสมุทรกาตาร์ เช่นเดียวกับการเพิ่มขายการป้องกันสิ่งอำนวยความสะดวกและระบบของน้ำมันและก๊าซที่สำคัญ" เอกสาร DSCA เสริม
ฮ.โจมตี AH-64E เพิ่มเติม 8เครื่องจะได้รับการติดตั้ง Radar ควบคุมการยิง Lockheed Martin APG-78 Longbow รวมถึงอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น Lockheed Martin AGM-114R Hellfire จำนวน 2,500นัด และจรวดอากาศสู่พื้น Hydra 2.75"

การอธิบายถึงกาตาร์ในฐานะ "พื้นที่วางกำลังส่วนหน้าที่สำคัญ" สำหรับกองทัพสหรัฐฯ  เอกสารการขาย AH-64E เพิ่มเติมของ DSCA ยังกล่าวว่า "จะทำให้สามารถบูรณาการกับกองกำลังสหรัฐฯสำหรับการฝึกร่วม ซึ่งก่อให้เกิดความมั่นคงระดับภูมิภาคและการทำงานร่วมกัน"
ถ้าการจัดหาเฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-64E เพิ่มเติมนี้ประสบความสำเร็จ จะเป็นก้าวย่างที่สำคัญในการเพิ่มขีดความทางกลาโหมของกาตาร์ที่กำลังเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นอกจากเฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-64E Apache ที่จะจัดหาร่วมทั้งหมด 48เครื่องแล้ว กองทัพอากาศกาตาร์ยังกำลังสั่งจัดหาเครื่องบินขับไล่ Boeing F-15QA Advanced Eagle สหรัฐฯ 36เครื่อง(https://aagth1.blogspot.com/2017/12/boeing-f-15qa-36.html)
ที่จะติดตั้งใช้ด้วยอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำ Boeing AGM-84L Harpoon Block 2(https://aagth1.blogspot.com/2019/05/f-15qa-harpoon-block-2-f-16v.html) โดยการผลิตเครื่องได้เริ่มต้นในเดือนสิงหาคม 2018 และการส่งมอบจะดำเนินไปจนถึงสิ้นปี 2022

กองทัพอากาศกาตาร์ยังได้สั่งจัดหาเครื่องบินขับไล่ Dassault Rafale ฝรั่งเศส 36เครื่องซึ่งได้รับมอบเครื่องชุดแรกในเดือนกุมภาพันธ์ 2019(https://aagth1.blogspot.com/2019/02/dassault-rafale.html)
และเครื่องบินขับไล่ Eurofighter Typhoon 24เครื่องจากสหราชอาณาจักร(https://aagth1.blogspot.com/2017/09/eurofighter-typhoon.html) รวมถึงเครื่องบินลำเลียง Boeing C-17 และ Lockheed Martin C-130J และเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป NH Industries NH90 ครับ(https://aagth1.blogspot.com/2018/03/nh90-bayraktar-uav.html)

วันเสาร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

ญี่ปุ่นและสหรัฐฯหารือเชิงลึกด้านวิทยาการเครื่องบินขับไล่ทดแทน F-2

Japan, US deepen fighter technology talks

 Japan plans to retire its Mitsubishi F-2 fighters from the early 2030s. The MoD in Tokyo is planning to replace the aircraft through a ‘Japan-led’ fighter development project possibly involving foreign assistance. Source: Japan Air Self-Defense Force
https://www.janes.com/article/88387/japan-us-deepen-fighter-technology-talks

กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นและรัฐบาลสหรัฐฯกำลังหารือเชิงลึกในการสนับสนุนโครงการพัฒนาเครื่องบินขับไล่แบบใหม่ทดแทนเครื่องบินขับไล่ Mitsubishi F-2 กองกำลังป้องกันตนเองทางอากาศญี่ปุ่น(JASDF: Japan Air Self-Defense Force) ตามที่ Jane's เข้าใจ
การหารือระหว่างสองฝ่ายได้มุ่งไปที่วิทยาการเครื่องบินขับไล่ที่สหรัฐฯจะถ่ายทอดแก่ญี่ปุ่นเพื่อสนับสนุนโครงการเครื่องบินขับไล่ยุคหน้า ซึ่งญี่ปุ่นต้องการจะทำการตัดสินใจในอนาคตอันใกล้(https://aagth1.blogspot.com/2018/07/northrop-grumman-f-2.html)

การพิจารณาที่สำคัญในการเจรจาคือวิทยาการที่เกี่ยวข้องกับเครื่องบินขับไล่ Lockheed Martin F-35 Lightning II Joint Strike Fighter(JSF) ซึ่งญี่ปุ่นมีความมุ่งมั่นที่จัดหาเป็นจำนวนมาก(https://aagth1.blogspot.com/2019/01/f-35.html)
โฆษกกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นกล่าวกับ Jane's ว่า "กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นและรัฐบาลสหรัฐฯได้กำลังสร้างสัญญาในหลายระดับที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเครื่องบินขับไล่ใหม่ในอนาคตเพื่อทดแทน F-2"

กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นกล่าวว่ายังไม่มีเปิดเผยรายละเอียดของการเจรจาทวิภาคี แต่เน้นย้ำว่าไม่มีข้อเสนอจากสหรัฐฯที่จะเปิดเผยข้อมูล source code ลับเกี่ยวกับ F-35 ในการเข่งขันเพื่อมีสถานะเป็นหุ้นส่วนในโครงการ
ญี่ปุ่นกำลังพิจารณาหลายทางเลือกในการทดแทนเครื่องบินขับไล่ F-2 ซึ่งผลิตโดยบริษัท Mitsubishi Heavy Industries(MHI) โดยมีพื้นฐานจากเครื่องบินขับไล่ Lockheed Martin F-16 Fighting Falcon(https://aagth1.blogspot.com/2018/04/f-2.html)

แนวทางเหล่านี้รวมถึงการร่วมพัฒนาเครื่องบินขับไล่แบบใหม่กับผู้รับสัญญาระดับนานาชาติ, จัดซื้อสิทธิบัตรสายการผลิตของแบบเครื่องบินขับไล่ต่างประเทศที่มีการออกแบบแล้วผ่านทางช่องทางรัฐบาล-รัฐบาล,
การพัฒนาเครื่องบินขับไล่ใหม่ภายในประเทศญี่ปุ่นเอง หรือโครงการเพื่อปรับปรุงและคืนสภาพเครื่องบินขับไล่ F-2 ซึ่ง Mistubishi ญี่ปุ่นยุติสายการผลิตในปี 2011

โฆษกกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นกล่าวกับ Jane's ว่า กำหนดการสำหรับการตัดสินใจทางเลือกเหล่านั้นยังไม่ได้รับการตัดสินใจ อย่างไรก็ตามเธอยังกล่าวว่ากระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นมุ่งมั่นที่จะทำการตัดสินใจในเร็วๆนั้น
ดังนั้นโครงการพัฒนาเครื่องบินขับไล่ใหม่สามารถที่จะเริ่มต้นได้ "ในอนาคตอันใกล้" กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นคาดว่าเครื่องบินขับไล่ F-2 จะคงประจำการไปอีกอย่างน้อย 15ปี และเครื่องบินขับไล่ F-2 เป็นสิ่งที่จำเป็นในนโยบายกลาโหมของญี่ปุ่น

ในโครงการกลาโหมกลางวาระ 2019-2023 เพื่อดำเนินการวิจัยเครื่องบินขับไล่นาคต และ "เริ่มต้นโครงการพัฒนาที่ญี่ปุ่นเป็นฝ่ายนำในระยะเวลาช่วงต้น พร้อมความเป็นไปได้ของความร่วมมือระดับนานาชาติ"
ญี่ปุ่นวางแผนที่จะปลดประจำการเครื่องบินขับไล่ F-2 ตั้งแต่ต้นปี 2030s โดยกองกำลังป้องกันตนเองทางอากาศญี่ปุ่นนำเข้าประจำการตั้งแต่ปี 2000 ครับ

วันศุกร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

การฝึกผสม Blue Strike 2019 กองทัพเรือไทย-จีน




Royal Thai Navy's frigates FFG-421 HTMS Naresuan and FF-456 HTMS Bangpakong and Royal Thai Marine Corps's Training Platoon conduct joint exercise Blue Strike 2019
with People's Liberation Army Navy's Type 035 submarine, Type 054A frigate, Type 056 corvette, Type 071 amphibious transport dock LPD-987 Wuzhi Shan and People's Liberation Army Navy Marine Corps at Guangdong Province, People's Republic of China.

วันนี้ (2 พฤษภาคม 2562) เวลา 09.00 น. พลเรือเอก ชาติชาย ศรีวรขาน เสนาธิการทหารเรือ และ พลเรือตรี กิตติคุณ นาคสุก รองผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน ร่วมในพิธีเปิดการฝึกผสม BLUE STRIKE 2019 ณ ท่าเรือม้าเสีย เมืองจ้านเจียง มลฑลกวางตุ้ง สาธารณรัฐประชาชนจีน
การฝึกผสมภายใต้ชื่อรหัส BLUE STRIKE นี้ เป็นการฝึกแลกเปลี่ยนระหว่ากองทัพเรือ กับกองทัพเรือสาธารณรัฐประชาชนจีน มีวงรอบการฝึกทุก 2 ปี และผลัดเปลี่ยนกันเป็นเจ้าภาพในแต่ละครั้งการฝึก 
นับเป็นโอกาสอันดีในการกระชับความสัมพันธ์ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน และเหนืออื่นใดเป็นการสะท้อนความมีมิตรภาพที่ ดีระหว่างกัน ที่มีมาอย่างยาวนานแต่อดีตมาจนปัจจุบันให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น
สำหรับกำลังฝ่ายไทย ประกอบด้วย เรือหลวง นเรศวร และเรือหลวงบางปะกง (หมู่เรือฝึกนักเรียนนายเรือ) และกำลังหมวดฝึกนาวิกโยธิน จากกองพลนาวิกโยธิน 
โดยเข้าร่วมการฝึก ระหว่าง 2-8 พฤษภาคม 2562 มี พลเรือตรี ไพศาล มีศรี ผู้บัญชาการกองเรือฟริเกต ที่ 2 เป็น ผู้อำนวยการฝึกผสม Blue Strike 2019 
และ นาวาเอก วรพงษ์ ทองเรือง รอง ผู้บัญชาการพลนาวิกโยธิน เป็น รอง ผู้อำนวยการฝึกผสม Blue Strike 2019 และ หัวหน้าชุดควบคุมหมวดฝึกนาวิกโยธิน กองอำนวยการฝึกผสม BLUE RTRIKE 2019

ร่วมเครือนาวี จักยลปฐพีไพศาล
https://www.facebook.com/prthainavy/posts/2415766848474657









Royal Thai Marine Corps's Training Platoon exchange Sniper and Armoured Infantry tactic with People's Liberation Army Navy Marine Corps include ZBB-05 amphibious light tank in exercise Blue Strike 2019

วันที่ 2 พฤษภาคม 2562
หมวดฝึกนาวิกโยธิน BLUE STRIKE 2019 ได้ทำการฝึกแลกเปลี่ยนยุทธวิธีทหารราบยานเกราะกับนาวิกโยธิน สปจ. โดยใช้ยานลำเลียงพลสะเทินน้ำสะเทินบกรุ่นล่าสุดของ นย.สปจ. ZBD-05 ติดปืนใหญ่ขนาด105 มม. ร่วมในการฝึก และต่อด้วยการฝึกพลแม่นปืน ที่สนามฝึกยิงปืนของ นย.สปจ.
https://www.facebook.com/rtmc2099/posts/1712903272145875



Royal Thai Marine Corps's Training Platoon exchange fast rope and urban assault tactic with People's Liberation Army Navy Marine Corps in exercise Blue Strike 2019

Royal Thai Marine Corps's Training Platoon aboard PLAN's LPD-987 Wuzhi Shan in exercise Blue Strike 2019

หมวดฝึกนาวิกโยธิน BLUE STRIKE 2019 เสร็จสิ้นการฝึกแลกเปลี่ยน ขึ้นเรือยกพลจีน เตรียมการฝึกปฏิบัติการยุทธสะเทินน้ำสะเทินบก

เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2562 พลเรือตรี ไพศาล มีศรี ผู้บัญชาการกองเรือฟริเกตที่ 2 ในฐานะ ผู้อำนวยการฝึกผสม BLUE STRIKE 2019 ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมการฝึกของหมวดฝึกนาวิกโยธิน ณ สนามฝึกค่าย ค่ายซานตัวเถา (Sanduotang) ของทหารนาวิกโยธิน สาธารณรัฐประชาชนจีน 
โดยมี นาวาเอก หวัง เจียเฉียน ผู้บัญชาการกองพลน้อยนาวิกโยธินที่ 2 และ นาวาเอก วรพงษ์ ทองเรือง รองผู้บัญชาการกองพลนาวิกโยธิน ในฐานะ รองผู้อำนวยการฝึกผสม BLUE STRIKE 2019 ร่วมให้การต้อนรับ 
โดยได้ทำการฝึกแลกเปลี่ยนปรับมาตรฐานระหว่างกัน ในหัวข้อการใช้อาวุธประจำกาย การลงเร่งด่วน ด้วยเชือก FAST ROPE การฝึกยุทธวิธีทหารราบยานเกราะ โดยหลังจากเสร็จสิ้นการฝึกแลกเปลี่ยนปรับมาตรฐาน
ต่อมาในช่วงเช้าของวันที่ 5 พฤษภาคม 2562 ได้จัดให้มีการแข่งกีฬาเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่าง ทหารนาวิกโยธินไทยและจีน
และในวันนี้ (6 พฤษภาคม 2562) ทหารนาวิกโยธินฝ่ายไทย โดยหมวดฝึกนาวิกโยธิน ได้ทำการขึ้นสู่เรือยกพลขึ้นบก LPD 987 ของกองทัพเรือจีน ณ ท่าเรือหม่าเสีย ฐานทัพเรือจ้านเจียง มณฑลกวางตุ้ง ไปยังเมืองซ่านเหว่ย เพื่อทำการฝึกปฏิบัติการยุทธสะเทินน้ำสะเทินบก ต่อไป

สำหรับเรือยกพลขึ้นบก LPD. 987 เป็น เรือยกพลขึ้นบกขนาดใหญ่ของ กองทัพเรือสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยเป็นเรือยกพลขึ้นบก รุ่นล่าสุดของกองทัพเรือจีน มีขีดสรรถนะที่สำคัญคือ เป็นอู่ลอยในตัวเอง ที่สามารถบรรทุกยานพาหนะไปด้วยได้หลากหลายแบบ 
อาทิ ยานเบาะอากาศ Landing Craft Air Cushion (LCAC) / รถลำเลียงพลสะเทินน้ำสะเทินบก นอกจากนี้ยังมีดาดฟ้าและโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงขนาดกลาง 
มีขีดความสามารถลำเลียงทหารนาวิกโยธินพร้อมยุทโธปกรณ์ได้จำนวน 800 นาย หรือ 1 กองพันยกพลขึ้นบก สามารถสถาปนาเป็นโรงพยาบาลลอยน้ำ มีระวางขับน้ำประมาณ 25,000 ตัน มีโรงครัวพร้อมรับคนได้จำนวนมาก 
จึงมีประโยชน์มากทั้งในยามสงคราม หรือในกรณีเกิดมีภัยพิบัติทางทะเลหรือชายฝั่ง ปัจจุบัน เข้าประจำการในสังกัด กองบัญชาการกองเรือภาคใต้ ของ กองทัพเรือจีน ขึ้นระวางประจำการเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2562 ที่ผ่านมา
https://www.facebook.com/prthainavy/posts/2421674837883858

ปิดฉากการฝึกผสม BLUE STRIKE 2019

วันนี้ (9 พฤษภาคม 2652) กำลังทหารนาวิกโยธิน ในหมวดฝึกนาวิกโยธิน การฝึกผสม BLUE STRIKE 2019 ที่เดินทางไปกับเรือยกพลขึ้นบกขนาดใหญ่ LPD 987 ของกองทัพเรือจีน เพื่อเข้าร่วมการฝึกกับกำลังทหารนาวิกโยธินจีนในปฏิบัติการสะเทินน้ำสะเทินบก ณ สนามฝึกเมืองซ่านเหว่ย ได้เดินทางกลับถึงฐานทัพเรือจ้านเจียงเป็นที่เรียบร้อย ภายหลังเข้าร่วมพิธีปิดการฝึก BLUE STRIKE 2019 บนเรือ LPD 987 วานนี้ (8 พฤษภาคม 2562) เวลา 15.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น
ก่อนหน้านึ้เมือวันที่ 6 พฤษภาคม 2562 หมวดฝึกนาวิกโยธิน BLUE STRIKE 2019 ได้ร่วมกับกำลังนาวิกโยธินจีน เดินทางขึ้นเรือยกพลขึ้นบกขนาดใหญ่ของกองทัพเรือจีนหมายเลข LPD 987 ออกเดินทางไปทำการฝึกปฏิบัติการสะเทินน้ำสะเทินบก ที่เมืองซ่านเหว่ย สาธารณรัฐประชนจีน ในระหว่างวันที่ 6-7 พฤษภาคม 2562 โดยได้ฝึกวางแผนการปฏิบัติการยุทธสะเทินน้ำสะเทินบกร่วมกันกับกำลังนาวิกโยธินจีน รวมถึงได้ทำการฝึกยกพลขึ้นบก ที่สนามฝึกเมืองซ่านเหว่ย เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2562 ที่ผ่านมา โดยใช้ยานลำเลียงพลสะเทินน้ำสะเทินบก ยานลำเลียงพลเบาะอากาศ (LCAC) และเฮลิคอปเตอร์ ของ กองทัพเรือจีน เป็นยานพาหนะในการลำเลียงกำลังนาวิกโยธินขึ้นบก สำเร็จลุล่วงเป็นอย่างดี เมื่อยึดที่หมายได้ตามแผนจึงถอนกำลังกลับขึ้นเรือ LPD 987 และพิธีปิดการฝึกผสม BLUE STRIKE 2019 เป็นอันเสร็จสิ้นการฝึกผสม BLUE STRIKE 2019








Royal Thai Marine Corps's Training Platoon with People's Liberation Army Navy Marine Corps joint coduct landing exercise and closing ceremony of exercise Blue Strike 2019

การฝึกผสมภายใต้ชื่อรหัส BLUE STRIKE นี้ เป็นการฝึกแลกเปลี่ยนระหว่างกองทัพเรือ กับกองทัพเรือสาธารณรัฐประชาชนจีน มีวงรอบการฝึกทุก 2 ปี และผลัดเปลี่ยนกันเป็นเจ้าภาพในแต่ละครั้งการฝึก นับเป็นโอกาสอันดีในการกระชับความสัมพันธ์ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน และเหนืออื่นใดเป็นการสะท้อนความมีมิตรภาพที่ ดีระหว่างกัน ที่มีมาอย่างยาวนานแต่อดีตมาจนปัจจุบันให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น
สำหรับกำลังฝ่ายไทย ประกอบด้วย เรือหลวง นเรศวร และเรือหลวงบางปะกง (หมู่เรือฝึกนักเรียนนายเรือ) และกำลังหมวดฝึกนาวิกโยธิน จากกองพลนาวิกโยธิน โดยเข้าร่วมการฝึก ระหว่าง 2-8 พฤษภาคม 2562 มี พลเรือตรี ไพศาล มีศรี ผู้บัญชาการกองเรือฟริเกต ที่ 2 เป็น ผู้อำนวยการฝึกผสม Blue Strike 2019 และ นาวาเอก วรพงษ์ ทองเรือง รอง ผู้บัญชาการพลนาวิกโยธิน เป็น รองผู้อำนวยการฝึกผสม Blue Strike 2019 และ หัวหน้าชุดควบคุมหมวดฝึกนาวิกโยธิน กองอำนวยการฝึกผสม BLUE RTRIKE 2019
https://www.facebook.com/prthainavy/posts/2426460944071914

วันที่ 6 พฤษภาคม 2562 หมวดฝึกนาวิกโยธิน BLUE STRIKE 2019 ร่วมกับกำลัง นย.สปจ. ขึ้นเรือยกพลขึ้นบกขนาดใหญ่ของ ทร.สปจ. LPD 987 ออกเดินทางไปทำการฝึกปฏิบัติการสะเทินน้ำสะเทินบก ที่เมืองซ่านเหว่ย สาธารณรัฐประชนจีน 
ในระหว่างวันที่ 6-7 พฤษภาคม 2562 ได้ฝึกวางแผนการปฏิบัติการยุทธสะเทินน้ำสะเทินบกร่วมกันกับ นย.สปจ. และได้ทำการฝึกยกพลขึ้นบก ที่สนามฝึกเมืองซ่านเหว่ย ในวันที่ 8 พฤษภาคม 2562 
โดยใช้ยานลำเลียงพลสะเทินน้ำสะเทินบก ยานลำเลียงพลเบาะอากาศ (LCAC) และเฮลิคอปเตอร์ ของ ทร.สปจ. เป็นยานพาหนะในการลำเลียงกำลังนาวิกโยธินขึ้นบก
ผลการปฏิบัติ สำเร็จลุล่วงเป็นอย่างดี เมื่อยึดที่หมายได้ตามแผนจึงถอนกำลังกลับขึ้นเรือ LPD 987
ทำพิธีปิดการฝึกผสม BLUE STRIKE 2019 ในวันที่ 8 พฤษภาคม 2562 เวลา 15:30 น.(เวลาท้องถิ่น) บนเรือ LPD 978
วันที่ 9 พฤษภาคม 2562 เดินทางถึงฐานทัพเรือจ้านเจียง เตรียมการเดินทางกลับประเทศไทยต่อไป
Clip: https://www.facebook.com/RoyalThaiNavyFanpage/videos/810772225959392/

การฝึกผสมระหว่างกองทัพเรือไทยและกองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีน Blue Strike 2019 ที่จัดขึ้น ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ ๒-๘ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๒(2019) ครั้งนี้นับเป็นการฝึก Blue Strike ครั้งล่าสุด
โดยการฝึกผสม Blue Strike 2010 ครั้งแรกที่จัดขึ้นในปี พ.ศ.๒๕๕๓(2010) นั้นจัดขึ้นในประเทศไทยโดยกองทัพเรือไทยเป็นเจ้าภาพ และการฝึกผสม Blue Strike 2012 ครั้งที่สองจัดขึ้นที่จีนโดยกองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีน มีวงรอบการจัดการฝึกและผลัดเปลี่ยนเป็นเจ้าภาพทุกๆสองปี
นับเป็นการฝึกผสมร่วมใหญ่ระหว่างกองทัพเรือไทยและกองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีน ที่เดิมทีกองทัพเรือไทยจะจัดการฝึกผสมลักษณะนี้กับมิตรประเทศชาติตะวันตกเป็นหลักมาก่อนหน้า เช่นการฝึก CARAT กับกองทัพเรือสหรัฐฯ(US Navy)

การฝึกผสม Blue Strike ระหว่างกองทัพเรือไทยและกองทัพเรือจีนนั้นจะเน้นไปที่การฝึกแลกเปลี่ยนทักษะหว่างหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน กองทัพเรือไทย และกองกำลังนาวิกโยธิน กองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีน
แต่ในการฝึก Blue Strike 2019 ครั้งล่าสุดนี้ หมู่เรือฝึกนักเรียนนายเรือที่เดินทางเข้าร่วมพิธีสวนสนามทางเรือ ๗๐ปีการก่อตั้งกองทัพเรือกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน ณ Qingdao จีน ที่ประกอบด้วย ร.ล.นเรศวร และ ร.ล.บางปะกง ก็ได้เข้าร่วมการฝึกกับเรือของหมู่เรือจีนด้วย
อย่างไรก็ตามข้อมูลและชุดภาพการฝึกระหว่างกองทัพเรือไทย-จีนนั้นมีอย่างจำกัดมาก เนื่องจากทางจีนมีความเข้มงวดต่อทางไทยในการบันทึกภาพและเผยแพร่ข้อมูลระหว่างการฝึกในประเทศตน ทำให้ไม่มีภาพและรายละเอียดการฝึกเปิดเผยมากนักครับ

วันพฤหัสบดีที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

อิรักรับมอบเครื่องบินขับไล่ F-16IQ สหรัฐฯชุดสุดท้าย

Iraq receives final F-16s

Iraq now fields 34 F-16s, with deliveries having been completed on 3 May. Source: Lockheed Martin
https://www.janes.com/article/88353/iraq-receives-final-f-16s


อิรักได้รับมอบเครื่องบินขับไล่ Lockheed Martin F-16IQ Fighting Falcon สหรัฐฯที่สั่งจัดหาทั้งหมด 36เครื่องแล้ว โดยเครื่องชุดสุดท้ายได้ถูกส่งมอบที่ฐานทัพอากาศ Balad เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2019
กองทัพอากาศอิรัก(IqAF: Iraqi Air Force) ได้สั่งจัดหาเครื่องบินขับไล่ F-16C Block 50/52 ที่นั่งเดี่ยว 24เครื่อง และเครื่องบินขับไล่ F-16D Block 50/52 สองที่นั่ง 12เครื่อง แม้ว่าจะมี 2เครื่องสูญเสียจากอุบัติเหตุระหว่างการฝึกในสหรัฐฯและยังไม่มีการทดแทน

เครื่องบินขับไล่ F-16IQ อิรักได้รับการจัดหาสองระยะ ระยะละ 18เครื่องระหว่างปี 2011 และปี 2012 โดยกองทัพอากาศอิรักได้รับเครื่องชุดแรกในปลายปี 2014
อย่างไรก็ตามเนื่องจากสถานการณ์ความมั่นคงที่วิกฤติของอิรักในเวลานั้น นักบินและช่างอากาศยานอิรักได้ทำการฝึกเครื่องบินขับไล่ใหม่ของตนร่วมกับ กองบินที่162 กองกำลังพิทักษ์ชาติทางอากาศ(ANG: Air National Guard) Arizona ณ Tucson มลรัฐ Arizona

ตามเอกสารการแจ้งของสำนักงานความร่วมมือด้านความปลอดภัยความมั่นคงสหรัฐฯ(DSCA: Defense Security Cooperation Agency) F-16IQ อิรักได้รับการติดตั้งหมวกนักบินติดจอแสดงผล JHMCS(Joint Helmet-Mounted Cueing Systems),
ถังเชื้อเพลิงสำรองแนบลำตัว CFT(Conformal Fuel Tank), เครื่องยนต์ไอพ่น Turbofan แบบ Pratt & Whitney F100PW-229 หรือ General Electric F110-GE-129 รุ่นเพิ่มสมรรถนะ,

ชุด Radar แบบ Northrop Grumman AN/APG-68(V)9, กระเปาะชี้เป้าหมาย Lockheed Martin AN/AAQ-33 Sniper หรือ AN/AAQ-28 Litening, กระเปาะลาดตระเวนทางอากาศ F-9120 AARS(Advanced Airborne Reconnaissance Systems) หรือ DB-110,
ชุดสงคราม Electronic แบบ AN/ALQ-211 Advanced Integrated Defensive Electronic Warfare Suites หรือ Advanced Countermeasures Electronic Systems(ACES) และระบบจ่ายเป้าลวง AN/ALE-47

ระบบอาวุธในรายการของ DSCA ประกอบด้วยปืนใหญ่อากาศ M61 Vulcan 20mm เช่นเดียวกับกระสุน 40,000นัด, อาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศพิสัยใกล้ Raytheon AIM-9L/M-8/9 Sidewinder, อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยกลาง Raytheon AIM-7M-F1/H Sparrow,
อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น AGM-65D/G/H/K Maverick, ระเบิดนำวิถี laser GBU-12 Paveway II 500lbs, GBU-10 Paveway II 2,000lbs และ GBU-24 Paveway III 2,000lbs และลูกระเบิดทำลาย Mk 82 500lbs และ Mk 84 2,000lbs

เครื่องบินขับไล่ F-16IQ กองทัพอากาศอิรักมีรายงานการปฏิบัติการรบจริงครั้งแรกในเดือนเมษายน 2018 โดยทำการบินโจมตีทางอากาศต่อต้านเป้าหมายกลุ่มติดอาวุธก่อการร้ายในซีเรีย
การส่งมอบเครื่องชุดสุดท้ายล่าสุดเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2019 ที่ผ่านมานี้ ทำให้กองทัพอากาศอิรักมีเครื่องบินขับไล่ F-16IQ ประจำการรวม 34เครื่องครับ

วันพุธที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

รัสเซียจะพัฒนาเรือบรรทุกเครื่องบินนิวเคลียร์ในปี 2023 และ Admiral Kuznetsov จะเข้าอู่ซ่อมเพิ่มในปี 2020

Russia to start development of nuclear-powered aircraft carrier in 2023 — source
The ship will have a nuclear energy unit and displacement of about 70,000 tonnes
http://tass.com/defense/1057234

Aircraft carrier Admiral Kuznetsov to be docked for further repairs in 2020 — source
In April 2018, the shipbuilders signed a contract with the Defense Ministry for doing repairs on the aircraft carrier
http://tass.com/defense/1057257

งานวิจัยและพัฒนา(R&D: Research and Development) เพื่อสร้างเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ลำแรกของรัสเซียจะเริ่มต้นในปี 2023 ได้ถูกรวมอยู่ในโครงการอาวุธแห่งรัฐแล้ว แหล่งข่าวในภาคอุตสาหกรรมการสร้างเรือรัสเซียกล่าวกับ TASS เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2019
"งาน R&D ของเรือบรรทุกเครื่องบินใหม่ได้ถูกรวมในการปฏิบัติการโครงการอาวุธแห่งรัฐภายในปี 2027 และจะเริ่มต้นในปี 2023 เรือจะใช้พลังงานนิวนิวเคลียร์และมีระวางขับน้ำประมาณ 70,000tonnes" แหล่งข่าวกล่าวโดยไม่ได้ระบุถึงประมาณราคาการทำงานและระยะเวลาการก่อสร้างของเรือ

United Shipbuilding Corporation(USC) กลุ่มรัฐวิสาหกิจอุตสาหกรรมทางเรือรัสเซียกล่าวกับ TASS ว่า ตน "ยังไม่ได้รับคุณสมบัติการออกแบบสำหรับเรือบรรทุกเครื่องใหม่ใดๆจากกระทรวงกลาโหมรัสเซียในตอนนี้"
บริษัทย้ำว่ามันไม่ได้มีการหยุดการพัฒนาของข้อเสนอของเรือขั้นก้าวหน้ารวมถึงเรือบรรทุกเครื่องบิน "ในกรณีการได้รับการสั่งจัดหาจากกระทรวงกลาโหมรัสเซีย กลุ่มอุตสาหกรรมของบริษัทจะพร้อมที่จะดำเนินการ" USC รัสเซียเสริม

กองทัพเรือรัสเซีย(Russian Navy) แถลงก่อนหน้านี้คาดว่าจะได้รับเรือบรรทุกเครื่องบินขั้นก้าวหน้าที่ติดตั้งระบบขับเคลื่อนพลังงานนิวเคลียร์ในปลายปี 2030 กระทรวงกลาโหมรัสเซียย้ำว่าสัญญาการสร้างเรือบรรทุกเครื่องบินใหม่อาจจะลงนามได้ในปลายปี 2025
ปัจจุบันกองทัพเรือรัสเซียมีเรือบรรทุกเครื่องบินลำเดียวคือ Admiral Kuznetsov ซึ่งขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เชื้อเพลิงหนัก(ดีเซล-กังหันไอน้ำ) และกำลังได้รับการปรับปรุงและซ่อมแซมเพื่อกลับเข้าประจำการในกองเรือในปี 2021

อดีตสหภาพโซเวียตเคยมีการสร้างเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ชั้น Ulyanovsk ใน Nikolayev มาก่อนแต่การล่มสลายของโซเวียตทำให้โครงการถูกระงับ และตัวเรือที่ถูกสร้างไปแล้วบางส่วนถูกแยกชิ้นส่วนไป
ก่อนหน้านี้ Krylov รัสเซียได้เคยจัดแสดงแบบจำลองเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ชั้น Project 23000E Shtorm ที่มีระวางขับน้ำ 95,000-100,000tons รองรับอากาศยานประจำเรือได้รวม 80-90เครื่อง(https://aagth1.blogspot.com/2018/08/blog-post_26.html)

เรือบรรทุกเครื่องบิน Admiral Kuznetsov รัสเซียที่กำลังอยู่ระหว่างซ่อมและบำรุงรักษาที่โรงงานสร้างเรือที่35 ใน Murmansk จะเข้าอู่ในปี 2020 แหล่งข่าวในภาคอุตสาหกรรมการสร้างเรือรัสเซียกล่าวกับ TASS
"ในขั้นตอนการซ่อมในอู่แห้งจะเริ่มตนในปี 2020 การส่งมอบสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็นกำลังอยู่ในการดำเนินการตามแผน และขีดความความสามารถของอู่ได้ถูกเพิ่มสูงขึ้น" แหล่งข่าวกล่าว

United Shipbuilding Corporation รัสเซียกล่าวกับ TASS ว่า โรงงานสร้างเรือที่35 จะดำเนินการปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกอู่เรือของตน ซึ่งจะทำให้สามารถรองรับเรือบรรทุกเครื่องบิน Admiral Kuznetsov ได้
"มันเป็นชุดการวัดขนาดที่ซับซ้อน ดังนั้นเราคาดว่าจะมีการเลื่อนการเข้าอู่ครั้งที่สองของเรือ แต่ในที่สุดกำหนดเส้นตายของการเสร็จสิ้นการซ่อมและปรับปรุงคือปี 2021 ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง" USC รัสเซียกล่าว

Admiral Kuznetsov ได้รับความเสียหายจากอุบัติเหตุในเวลากลางคืนเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2018 หลังปฏิบัติการปล่อยเรือใน Murmansk(https://aagth1.blogspot.com/2018/11/admiral-kuznetsov.html)
อู่ลอย PD-05 ได้จมลงใต้เรืออย่างฉุกเฉิน(https://aagth1.blogspot.com/2018/10/admiral-kuznetsov.html) การล้มของเสา Crane ของอู่ลอยสร้างความเสียหายแก่ดาดฟ้าบินของเรือบรรทุกเครื่องบิน

ประธาน USC รัสเซีย Alexei Rakhmanov กล่าวกับ TASS ว่าเรือบรรทุกเครื่องบิน Admiral Kuznetsov ได้รับความเสียหาย 52 รายการ ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 70 million Rubles เขากล่าวว่าเรือจะต้องถูกเข้าอู่เป็นครั้งที่สอง เดิมการปฏิบัติการมีกำหนดในฤดูร้อนปี 2019
หลังการจมของอู่ลอย PD-50 มีการพิจารณาหลายทางเลือกสำหรับการเข้าอู่ครั้งที่สอง และแนวทางที่ได้รับเลือกคือการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็น ณ โรงงานสร้างเรือที่35

ในเดือนเมษายน 2018 USC ได้รับการลงนามสัญญากับกระทรวงกลาโหมรัสเซียเพื่อทำการซ่อมเรือบรรทุกเครื่องบินชั้น Project 11435 Admiral Kuznetsov(https://aagth1.blogspot.com/2018/04/admiral-kuznetsov.html)
รองผู้บัญชาการกองทัพเรือรัสเซีย Viktor Bursuk กล่าว่าการซ่อมเรือบรรทุกเครื่องบินลำเดียวของรัสเซียจะเริ่มต้นในเดือนพฤษภาคม 2018 และกองทัพเรือหวังว่าการปรับปรุงเรือจะเสร็จกลับเข้าประจำการได้ในปี 2021

รัฐมนตรีกลาโหมรัสเซีย Sergey Shoigu กล่าวเมื่อวันที่ 9 เมษายน ว่าการแบ่งงานซ่อมและปรับปรุงเสร็จสิ้นไปแล้วร้อยละ25 และควรจะเสร็จทั้งหมดภายในปี 2020
Admiral Kuznetsov จะได้รับการติดตั้งระบบป้องกันทางอากาศใหม่ที่รวมถึง Pantsir-M, อุปกรณ์ไฟฟ้า, หม้อน้ำ, เครื่องสูบ, อุปกรณ์การบิน, ระบบสังเกตการณ์และควบคุม ที่จะนำของใหม่มาแทนของเดิมครับ

เครื่องบินขับไล่ F-15QA กาตาร์จะติดอาวุธปล่อยนำวิถี Harpoon Block 2 และบาห์เรนได้รับการอนุมัติการจัดหาอาวุธสำหรับ F-16V

Qatar to arm F-15QAs with Harpoon Block 2 anti-shipping missile

Qatar is to equip its F-15QA Advanced Eagle combat aircraft with the Harpoon Block 2 anti-shipping missile (not pictured in this images). Source: Boeing
https://www.janes.com/article/88165/qatar-to-arm-f-15qas-with-harpoon-block-2-anti-shipping-missile

Bahrain approved for F-16V weapons procurement
Bahrain has been cleared to procure USD750 million-worth of weapons for the 36 new and remanufactured F-16V combat aircraft it will receive by the end of 2024. Source: Lockheed Martin
https://www.janes.com/article/88305/bahrain-approved-for-f-16v-weapons-procurement

กาตาร์จะนำเครื่องบินขับไล่ Boeing F-15QA Advanced Eagle ที่ตนได้จัดหาล่าสุดนำมาติดตั้งใช้ด้วยอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำ Boeing AGM-84L Harpoon Block 2 ได้ถูกเปิดเผยเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2019
กองบัญชาการะบบอากาศนาวีสหรัฐฯ(US NAVAIR: Naval Air Systems Command) สำนักงานโครงการอาวุธโจมตีความแม่นยำสูง(Precision Strike Weapons Program Office, PMA-201) กล่าวว่า

มันเป็นออกโดยบริษัท Boeing สหรัฐฯในสัญญาแหล่งที่มารายเดียวเพื่อดำเนินการบูรณาการร่วมกันในนามของกองทัพอากาศกาตาร์(QEAF: Qatar Emiri Air Force)
การประกาศสัญญาสำหรับการจัดหาทรัพยาการทดสอบคาดว่าจะมีขึ้นในไตรมาสที่สี่ของปีงบประมาณ 2021 และการทำงานคาดว่าจะใช้ระยะเวลาถึงช่วงท้ายสุด 26เดือน

กาตาร์ได้สั่งจัดหาเครื่องบินขับไล่ F-15QA สหรัฐฯ 36เครื่องในฐานะส่วนหนึ่งของการเสริมสร้างขีดความสามารถการรบทางอากาศ(https://aagth1.blogspot.com/2017/12/boeing-f-15qa-36.html) การผลิตเครื่องได้เริ่มต้นในเดือนสิงหาคม 2018 โดยการส่งมอบจะดำเนินไปจนถึงสิ้นปี 2022
กาตาร์ยังได้สั่งจัดหาเครื่องบินขับไล่ Dassault Rafale ฝรั่งเศส 36เครื่องซึ่งได้รับมอบเครื่องชุดแรกในเดือนกุมภาพันธ์ 2019(https://aagth1.blogspot.com/2019/02/dassault-rafale.html) และเครื่องบินขับไล่ Eurofighter Typhoon 24เครื่องจากสหราชอาณาจักร(https://aagth1.blogspot.com/2017/09/eurofighter-typhoon.html)

อาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำ Harpoon มีขนาดความยาวราว 4.5m และมีน้ำหนักเกือบ 700kg ขับเครื่องด้วยเครื่องยนต์ Turbojet นี้นได้รับการนำเข้าประจำการตั้งแต่ช่วงกลางปี 1970s
Harpoon Block 2 ได้รับการออกแบบโดยเฉพาะให้สามารถโจมตีเป้าหมายได้หลายรูปแบบทั้งบนพื้นดินและในทะเล เช่น ปืนใหญ่รักษาฝั่ง, ฐานอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ, อากาศยาน และสนามบิน, ท่าเรือ หรือนิคมอุตสาหกรรม เช่นเดียวกับเรือผิวน้ำที่ผูกติดกับท่าเรือในอ่าว

Harpoon Block 2 นำวิถีด้วยดาวเทียม GPS(Global Position System) และแรงเฉื่อย INS(Inertial Navigation System) และมีรายงานว่ามีระยะยิงไกล 124km ตามข้อมูลจาก Jane's Air Launched Weapons
สำหรับสงครามต่อต้านเรือผิวน้ำชายฝั่งต่อเป้าหมายใกล้พื้นดิน อาวุธปล่อยนำวิถีจะได้ได้รับข้อมูลแนวชายฝั่งการยิง นำวิถีด้วย GPS ระหว่างการบินโคจร และระหว่าขั้นสุดท้ายของการโจมตี ระบบค้นหาจะคืนค่าหาพื้นดิน 'ว่าง' เพื่อระบุเป้าหมาย

สำหรับการโจมตีเป้าหมายตามท่าเรือและภาคพื้นดิน อาวุธปล่อยนำวิถี Harpoon Block 2 จะถูกยิงและสร้างการโคจรตนเองเข้าหาในเพดานดินระดับต่ำตามปกติ
แต่จะวางใจได้อย่างมากขึ้นด้วยการใช้ระบบนำร่อง GPS/INS เสริมการหลีกเลี่ยงพื้นดินหรือเรือในเส้นทาง ที่สามารถตั้งค่าจุดเลี้ยวได้ถึง 8จุด

บาห์เรนได้รับการอนุมัติการจัดหาอาวุธเพื่อสนับสนุนสัญญาล่าสุดสำหรับการจัดหาเครื่องบินขับไล่ F-16V Block 70 Fighting Falcon(https://aagth1.blogspot.com/2018/06/f-16v-16.html)
กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯได้อนุมัติการจัดซื่อในรูปแบบ Foreign Military Sales(FMS) ของอาวุธอากาศสู่อากาศและอาวุธอากาศสู่พื้นของเครื่องบินขับไล่ F-16V บาห์เรน 36เครื่องที่เป็นเครื่องผลิตใหม่และปรับปรุงจากเครื่องเดิมที่มี

ตามประกาศโดยสำนักงานความร่วมมือด้านความปลอดภัยความมั่นคงสหรัฐฯ(DSCA: Defense Security Cooperation Agency) เมื่อ 3 พฤษภาคม 2019 การอนุมัติครอบคลุม
อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยกลาง Raytheon AIM-120C-7 AMRAAM(Advanced Medium-Range Air-to-Air Missile) จำนวน 32นัด, อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยใกล้ Raytheon AIM-9X จำนวน 32นัด,

อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นต่อต้านเรือผิวน้ำ Boeing AGM-84 Block 2 Harpoon จำนวน 20นัด, ลูกฝึก ATM-84L-1 Block 2 Harpoon จำนวน 2นัด, อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นร่อน AGM-154 JSOW(Joint Standoff Weapon) จำนวน 40นัด,
อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นต่อต้านการแพร่คลื่น Raytheon AGM-88B HARM(High-Speed Anti-Radiation Missile) จำนวน 50นัด, ระเบิดนำวิถีดาวเทียม Boeing GBU-39 SDB(Small Diameter Bomb) ขนาด 250lbs จำนวน 100นัด

และชุดนำวิถีสำหรับระเบิดนำวิถี GBU-10, GBU-12, GBU-31, GBU-49, GBU-50, GBU-54 และ GBU-56 การอนุมัติการขายนี้จำเป็นที่ต้องได้รับการรับรองโดยสภา Congress สหรัฐฯก่อนที่เสร็จสิ้น
การอนุมัติการขายอาวุธมีขึ้นให้หลัง 11เดือนจากที่บาห์เรนลงนามสัญญาจัดหาวงเงิน $1.12 billion สำหรับเครื่องบินขับไล่ F-16V ใหม่ 16เครื่อง กองทัพอากาศบาห์เรน(Royal Bahraini Air Force) จะยังปรับปรุงเครื่องบินขับไล่ F-16C/D Block 40 ของตน 20เครื่องให้เป็นมาตรฐานเครื่องบินขับไล่ F-16V ล่าสุดนี้ด้วย

ตามการอ้างอิงจากคุณสมบัติของเครื่องบินขับไล่ F-16V Block 70/72 ติดตั้ง AESA(Active Electronically Scanned Array) radar แบบ AN/APG-83 SABR(Scalable Agile Beam Radar) ของบริษัท Northrop Grumman สหรัฐฯ
(พัฒนาจาก AESA radar แบบ AN/APG-80 ที่ติดตั้งกับเครื่องบินขับไล่ F-16E/F Block 60 ของกองทัพอากาศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ UAEAF: United Arab Emirates Air Force)

รวมถึง Mission Computer ใหม่ของบริษัท Raytheon สหรัฐฯ, ระบบเครือข่าย Datalink แบบ Link 16 ห้องนักบิน Glass Cockpit รูปแบบใหม่มีจอแสดงผลสีเอนกประสงค์ 2จอ และจอแสดงผลสีขนาดใหญ่ 1จอ
ระบบสงคราม Electronic แบบขยายขีดความสามารถ(Enhanced Electronic Warfare System) และระบบหลีกเลี่ยงการบินชนพื้น(Ground-Collision Avoidance System) ครับ

วันอังคารที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

DARPA สหรัฐฯกำลังเตรียมจะทดสอบการบินสองอาวุธ hypersonic

DARPA preparing to test fly two hypersonic weapons

DARPA and the USAF are planning to test fly the TBG and the HAWC this year. Source: DARPA
https://www.janes.com/article/88272/darpa-preparing-to-test-fly-two-hypersonic-weapons

สำนักงานโครงการวิจัยขั้นก้าวหน้ากลาโหมสหรัฐฯ(DARPA: Defense Advanced Research Projects Agency) กำลังมองที่จะทดสอบการบินสำหรับสองอาวุธความเร็วเหนือเสียงสูงมาก Hypersonic ภายหลังในปี 2019 นี้
และกำลังร่วมทีมกับกองทัพบกสหรัฐฯ(US Army) ในการพัฒนาขีดความสามารถการยิงจากภาคพื้นดินดังกล่าว อย่างไรก็ตามในเวลาเดียวกัน ผู้นำกองทัพบกสหรัฐฯกำลังร่างแผนเพื่อรวบรวมสายการต่อสู้ของความพยายามที่จะมีผลงานอาวุธ Hypersonic ของตน

ระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคม 2019 กลุ่มของนักเขียนกลาโหมได้รับประทานอาหารเช้ากับผู้สื่อข่าว ผู้อำนวยการ DARPA  Dr Steven Walker ได้รับคำถามสอดแทรกเกี่ยวกับโครงการที่กำลังดำเนินอยู่ภายในแผนกวิจัยอาวุธของ Pentagon
รวมถึงการพัฒนาสองอาวุธ Hypersonic กับกองทัพอากาศสหรัฐฯ(USAF: US Air Force) คือ Tactical Boost Glide(TBG) และ Hypersonic Air-breathing Weapon Concept(HAWC)

"(มันมี)สองแนวคิดที่แตกต่างแต่เมื่อคุณกำลังพูดถึง(อาวุธ) Hypersonic มันเป็นเรื่องดีที่ผมจะมีการพิจารณาว่าอะไรเป็นความตั้งใจที่ซ้ำซ้อน เพราะมันเป็นวิทยาการที่ยาก, การสร้างวัสดุและระบบขับเคลื่อนที่ท้ายสุดจะต้องอยู่ในอุณหภูมิ 3,000 องศาฟาเรนไฮต์ไม่ใช่เรื่องง่าย" Walker กล่าว
กองทัพสหรัฐฯวาดภาพการพัฒนา TBG ในฐานะจรวดยิงทางอากาศด้วยความเร็วที่สูงกว่า Mach 5 และสามารถทำเพดานบินได้สูงเกือบ 200,000ft. ส่วน HAWC ยังได้รับการออกแบบให้เป็นอาวุธยิงทางกาศแต่วาดภาพเป็นอาวุธปล่อยนำวิถีร่อน Hypersonic

ภายในสิ้นปี 2019 DARPA วางแผนที่จะทดสอบการบินระบบอาวุธ Hypersonic ทั้งสองจากเครื่องบินทิ้งระเบิด B-52 อย่างไรก็ตามถ้ามีความท้าทายด้านคุณสมบัติเกิดขึ้น Walker กล่าวว่าการทดสอบควรจะขยายไปในกรอบระยะเวลาถึงต้นปี 2020
"ในท้ายที่สุดมันจะนำไปสู่การเกิดขึ้นภายในปีนี้จากตอนนี้ และผมคิดว่าเราจะคงให้นิ้วของผมก้าวข้ามไปสำหรับเรื่องราวความสำเร็จที่ดีบางอย่างที่จะมาถึง" เขาเสริม

นอกเหนือจากการทำงานโครงการ TBG กับ HAWC กองทัพอากาศสหรัฐฯ DARPA ได้เป็นหุ้นส่วนกับกับกองทัพบกสหรัฐฯในโครงการพัฒนา Operational Fires (OpFires) ที่โดยหลักขีดความสามารถระบบการยิงปฏิบัติการภาคพื้นดินด้วยอาวุธ TBG "ส่วนหน้า" Walker อธิบาย
ในส่วนหนึ่งของความพยายาม DARPA และกองทัพบกสหรัฐฯได้ประกาศสามบริษัทที่ได้รับสัญญาความพยายามพื้นฐานขั้น1 ซึ่งรวมถึงการออกแบบส่วนขับดันส่ง booster ขั้นต้น และการทดสอบยืนยันแนวคิดเพื่อสาธิตองค์ประกอบหลักของระบบขับเคลื่อนครับ

วันจันทร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

สหรัฐฯมองที่จะเปิดสายการผลิตชิ้นส่วนใหม่สำหรับเครื่องบินขับไล่ F-5 ของไต้หวัน

US seeks to restart parts manufacture for Taiwan F-5s

 The United States is looking to source new-build spare parts to support Taiwan’s fleet of F-5 combat aircraft. Source: IHS Markit/James Hardy
https://www.janes.com/article/88184/us-seeks-to-restart-parts-manufacture-for-taiwan-f-5s

สหรัฐฯกำลังพิจารณาที่จะกลับมาเปิดสายการผลิตชิ้นส่วนสำหรับเครื่องบินขับไล่ Northrop F-5 Tiger II เพื่อสนับสนุนฝูงบินของไต้หวันที่มีอายุการใช้งานมานาน
จากก่อนหน้าที่พยายามแสวงหาแหล่งที่มาชิ้นอะไหล่ส่วนเกิน วันที่ 30 เมษายน 2019 กองทัพอากาศสหรัฐฯ(USAF: US Air Force) ได้ออกเอกสารขอข้อมูล(RFI: Request for Information) สำหรับชิ้นส่วนอะไหล่สร้างใหม่
เพื่อดำรงสภาพให้เครื่องบินขับไล่ F-5E ที่นั่งเดี่ยว และเครื่องบินขับไล่ F-5F สองที่นั่งของกองทัพอากาศไต้หวัน(ROCAF: Republic of China Air Force) ที่ได้เข้าประจำการตั้งแต่ปี 1974 และ 1976 ตามลำดับ

เดิมกองทัพอากาศไต้หวันได้รับมอบ F-5E จำนวน 242เครื่อง และ F-5F จำนวน 66เครื่อง ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่าเหลือเครื่องที่ยังคงปฏิบัติการได้ในปัจจุบันกี่เครื่อง
"สำนักงานโครงการพิสูจน์อากาศยาน ที่ตั้ง ณ ฐานทัพอากาศ Hill มลรัฐ Utah กำลังคาดการณ์ว่าการประกาศสัญญาเพื่อผลิตชิ้นส่วนที่เป็นเอกลักษณ์ของ F-5 จากผู้ผลิตที่ได้รับการรับรอง
ชิ้นส่วนต้องเป็นการผลิตใหม่จากโรงงานหรือจากผู้ผลิตใหม่ และต้องไม่มาจากผู้ขายอะไหล่หลังการขาย" เอกสารเชิญชวนกล่าว มีชิ้นส่วนอะไหล่ทั้งหมด 1,771รายการที่ต้องการ แม้ว่ากองทัพอากาศสหรัฐฯจะไม่ได้ระบุว่าจะเป็นอะไรบ้าง

กองทัพอากาศสหรัฐฯกล่าวว่าการตอบสนองของภาคอุตสากรรมมีกำหนดภายในเวลา 10 00h MST ของวันที่ 29 พฤษภาคม 2019 และมีแผนที่จะเริ่มต้นความพยายามในปีงบประมาณ 2020
การมองหาชิ้นส่วนใหม่ของฝูงบิน F-5E/F กองทัพอากาศไต้หวันของกองทัพอากาศสหรัฐฯมีขึ้นหกเดือนหลังจากออกเอกสารขอข้อมูลสำหรับชิ้นส่วนอะไหล่ส่วนเกิน
ในเวลาดังกล่าวกองทัพอากาศสหรัฐฯกล่าวว่าตนกำลังมองหาแหล่งที่มา 45 ชิ้นส่วนหลายแบบ ตั้งแต่แผ่นกระจกหน้ากันลม จนถึงแผงวงจร

ตามที่ผู้ผลิตชิ้นส่วนดั้งเดิม(OEM: Original Equipment Manufacturer) คือบริษัท Northrop Grumman น่าจะเป็นผู้เข้าแข่งขันที่มีโอกาสมากที่จะเติมเติมความต้องการชิ้นส่วนอะไหล่เครื่องบินขับไล่ F-5 สำหรับไต้หวัน
อย่างไรก็ตาม F-5 เป็นระบบเก่า และขณะที่ยังคงมีราว 1,000เครื่องที่ยังคงประจำการอยู่ทั่วโลก Northrop Grumman ได้ยอมรับก่อนหน้านี้ว่า
บริษัทจะไม่มอบบริการในระดับของดำรงสภาพความพร้อมและการสนับสนุนสำหรับเครื่องบินขับไล่ F-5 ที่ปกติควรจะคาดหวังได้จากบริษัทที่เป็น OEM

ในปี 2010 Northrop Grumman สหรัฐฯได้ประกาศว่าตนจะรวมทีมกับบริษัท RUAG Aviation and Astronautics สวิตเซอร์แลนด์
เพื่อเปิดโครงการสนับสนุนและดำรงสภาพสำหรับเครื่องขับไล่ F-5 และเครื่องบินฝึกไอพ่น Northrop T-38 Talon ในความพยายามที่ล่าช้าที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการส่งมอบการสนับสนุนตลอดอายุการใช้งานของเครื่องบินรุ่นดั้งเดิมนี้
โดย RUAG Aviation and Astronautics เป็นผู้ให้บริการสนับสนุนเครื่องบินขับไล่ F-5E/F ที่ประจำการในกองทัพอากาศสวิตเซอร์แลนด์(Swiss Air Force) อยู่แล้วครับ