วันเสาร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2567

เครื่องบินขับไล่ Rafale ฝรั่งเศสทดสอบยิงอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นหัวรบนิวเคลียร์ ASMPA รุ่นปรับปรุงใหม่

France conducts first operational test launch of upgraded ASMPA nuclear missile





Imagery of the first operational test and evaluation launch of the ASMPA had the nuclear missile obscured. (Ministre des Armées)

กองทัพอากาศและอวกาศฝรั่งเศส(French Air and Space Force, AAE: Armée de l'Air et de l'Espace) ได้ดำเนินการยิงทดสอบการปฏิบัติการและประเมินค่า(OT&E: Operational Test and Evaluation) ครั้งแรก
ของอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นติดหัวรบนิวเคลียร์พิสัยกลางนอกระยะตอบโต้ข้าศึกความเร็วเหนือเสียงแบบ MBDA France ASMPA(Air-Sol Moyenne Portée Amélioré) รุ่นปรับปรุงใหม่เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2024

เหตุการณ์ได้เห็นกองทัพอากาศและอวกาศฝรั่งเศสและสำนักงานจัดหากลาโหมฝรั่งเศส(DGA: Direction Générale de l’Armement) ทำการยิงอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นหัวรบนิวเคลียร์ ASMPA ลูกฝึก(inert missile) 
จากเครื่องบินขับไล่ Dassault Rafale ระหว่างสถานการณ์ภารกิจจำลองที่เป็นการแสดงตัวแทนของการโจมตีในโลกจริง(https://aagth1.blogspot.com/2024/01/rafale-42-18.html)

"โครงการการปรับปรุงใหม่สำหรับอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น ASMPA นำโดย DGA สร้างความเป็นไปได้ที่จะเสริมความแข็งแกร่งสมรถถนะของอาวุธปล่อยนำวิถีและดำรงความน่าเชื่อถือขององค์ประกอบทางอากาศของการป้องปรามทางนิวเคลียร์ของฝรั่งเศส
ในการเผชิญหน้ากับภัยคุกคามต่างๆที่พัฒนาขึ้นจนกว่าการมาถึงของอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นยุคที่สี่(fourth-generation air-to-ground missile) ในอนาคต(ในปี 2035)" DGA ฝรั่งเศสกล่าว

ขณะที่ชุดภาพถ่ายของเหตุการณ์สำคัญการยิงที่เผยแพร่จากทั้งกองทัพอากาศและอวกาศฝรั่งเศสและ DGA นั้น อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น ASMPA ได้ถูกปิดบังไว้ ไม่มีรายละเอียดของระยะเวลาการบินและระยะทางที่ครอบคลุมถูกเปิดเผย
การยิงทดสอบการปฏิบัติการและประเมินค่า OT&E มีขึ้นตามชุดการทดสอบยิงการรับรอง(qualification test) ของอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น ASMPA ที่ได้รับการปรับปรุงที่ดำเนินการมาตลอดหลายปีที่ผ่านมาล่าสุด

อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น ASMPA รุ่นพื้นฐานได้เข้าประจำการในกองทัพอากาศและอวกาศฝรั่งเศสในปี 2009 และกองทัพเรือฝรั่งเศส(French Navy, Marine Nationale) ในปี 2010
เป็นที่เข้าใจว่าฝรั่งเศสมีอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นพิสัยกลางเพิ่มขยายสมรรถนะ ASMPA ดังกล่าวในคลังแสงจำนวนประมาณ 50นัด(https://aagth1.blogspot.com/2023/01/dassault-rafale.html)

ในชุดภาพที่เผยแพร่โดยกองทัพอากาศและอวกาศฝรั่งเศสและ DGA ยังได้เห็นเครื่องบินขับไล่ Rafale ที่ติด ASMPA ทำการบินกับเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ Airbus A330 Multi Role Tanker Transport(MRTT) Phénix เพื่อเพิ่มพิสัยการบินปฏิบัติการด้วย
เครื่องบินขับไล่ Rafale F3R ฝรั่งเศสมีขีดความสามารถในการติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น ASMPA ในฐานะส่วนหนึ่งของภารกิจการป้องปรามนิวเคลียร์ทางอากาศ(airborne nuclear deterrence) ครับ(https://aagth1.blogspot.com/2023/09/airbus-a330-mrtt.html)

วันศุกร์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2567

ภาพเปิดเผยเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป Z-20 จีนรุ่นติดอาวุธจู่โจมใหม่

New Chinese Z-20 ‘armed assault' variant emerges




The PLA Daily published an image on 20 May 2024, showing a Harbin Z-20 with an EO/IR pod in the nose and stub wings for weapons, suggesting that the PLA may have inducted an armed/assault version of the helicopter. (PLA Daily/US DoD/Janes)

กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน(PLA: People's Liberation Army) ได้เปิดเผยว่าตนได้พัฒนาเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป Harbin Z-20 ในรุ่นติดอาวุธจู่โจมใหม่(https://aagth1.blogspot.com/2022/05/ac313a-z-20.html)
ชุดภาพของเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป Z-20 รุ่นใหม่ถูกเผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ PLA Daily เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2024 ในการเชื่อมโยงกับรายงานเกี่ยวกับนายทหารชั้นประทวนที่ประจำการในกลุ่มกองทัพที่76(76th Group Army) ของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนในฐานะช่างกลการบิน

ภาพถ่ายแสดงถึงเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป Z-20 สองเครื่องกำลังทำการบิน ซึ่งเฮลิคอปเตอร์เครื่องที่อยู่ด้านหน้าของฉากได้ติดตั้งปีกคานอาวุธ(stub wings) ที่ติดแบบปีกสูง(high-mounted)(โดยเป็นไปได้ว่าแต่ละข้างจะติดตั้งตำบลอาวุธสองจุดแข็งใต้ปีก) 
และกระเปาะระบบตรวจจับกล้อง Electro-Optic/Infrared(EO/IR) ที่ส่วนหัวของเฮลิคอปเตอร์ หนังสือพิมพ์ PLA Daily จีนให้คำบรรยายหัวภาพถ่ายว่าเป็น "เฮลิคอปเตอร์ที่สร้างในประเทศแบบใหม่กำลังบินด้วยปีกเหล็ก"

ภาพถ่ายยังแสดงถึงเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป Z-20 ในลวดลายสีของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน แม้ว่าจะปราศจากหมายเลขเครื่อง ไม่เป็นที่ชัดเจนว่าเฮลิคอปเตอร์ Z-20 รุ่นติดอาวุธใหม่นี้ได้เข้าประจำการในองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนแล้วหรือไม่
เฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป Z-20 รุ่นติดอาวุธจู่โจมใหม่นี้ ซึ่งผู้สังเกตการณ์ทางทหารของจีนได้กำหนดแบบโดยเบื้องต้นเป็นเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไปติดอาวุธ Z-20W ได้ปรากฎว่าได้รับการพัฒนามาเป็นเวลาอย่างน้อยสามปีแล้ว

ในเดือนธันวาคม 2020 เฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป Z-20 รูปแบบเช่นเดียวกันได้ถูกพบเห็นว่ากำลังได้รับการดำเนินการบินทดสอบ ในเวลานั้นเฮลิคอปเตอร์ติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศพื้นต่อสู้รถถังที่น่าจะเป็น KD-9 หรือ KD-10 จำนวน 4นัด
และกระเปาะจรวด 1กระเปาะบนปีกคานอาวุธแต่ละข้าง อย่างไรก็ตามเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป Z-20 ที่พบในเวลาดังกล่าวไม่ได้ติดตั้งกระเปาะระบบตรวจจับกล้อง EO/IR ที่หัวเครื่อง

Janes เคยประเมินว่าเฮลิคอปเตอร์ Z-20 ได้ถูกนำเข้าประจำการในกองทัพบกปลดปล่อยประชาชนจีน(PLAGF: People’s Liberation Army Ground Force) ตั้งแต่ปี 2019 แล้ว(https://aagth1.blogspot.com/2019/10/z-20-fly-by-wire.html, https://aagth1.blogspot.com/2019/05/z-20.html)
Z-20 จีนเป็นเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไปขนาดกลางน้ำหนัก 10 tonne มีลักษณะเครื่องที่ปรากฎคล้ายคลึงกับเฮลิคอปเตอร์ตระกูล Sikorsky S-70 สหรัฐฯมาก(จีนเคยจัดหาเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป S-70C จำนวน 24เครื่องจากสหรัฐฯในปี 1986)

เฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป Z-20 จีนได้รับการติดตั้งระบบขับเคลื่อนเครื่องยนต์ไอพ่น Turboshaft แบบ WZ-10 สองเครื่อง ที่แต่ละเครื่องให้กำลังขับที่ 1,790kW(https://aagth1.blogspot.com/2024/03/z-21.html)
เฮลิคอปเตอร์ Z-20 ยังได้รับการพัฒนาในอีกหลากหลายรุ่นรวมถึงการนำมาใช้เป็นเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทางทะเลที่ประจำการในกองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีน(PLAN: People’s Liberation Army Navy) ด้วยครับ

วันพฤหัสบดีที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2567

ฮังการีกำลังหารือความเป็นไปได้ที่จะจัดหาเครื่องบินขับไล่ Gripen E สวีเดน

Hungary discussing potential Gripen E buy from Sweden





Already an operator of the Gripen C/D, Hungary is now in discussions to acquire the follow-on Gripen E (pictured) combat aircraft from Sweden. (Saab)

ฮังการีกำลังหารือกับสวีเดนถึงความเป็นไปได้ของการจัดหาเครื่องบินขับไล่ Gripen E เพื่อเสริมต่อเครื่องบินขับไล่ Gripen C/D ที่ตนมีประจำการอยู่แล้ว เจ้าหน้าที่อาวุโสของบริษัท Saab สวีเดนกล่าวเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2024
โดยที่กองทัพอากาศฮังการี(HuAF: Hungarian Air Force) กำลังทำการบินเครื่องบินขับไล่ Gripen C/D จำนวน 14เครื่องที่เช่าจากสวีเดน ซึ่งในเดือนกุมภาพันธ์ 2024 ได้สั่งจัดหาเครื่องบินขับไล่ที่นั่งเดี่ยว Gripen C เพิ่มเติมจำนวน 4เครื่อง(https://aagth1.blogspot.com/2024/02/gripen-c-4.html)

Åsa Thegström รองประธานและรองหัวหน้าแผนกการบิน Saab Aeronautics กล่าวกับผู้สื่อข่าว ณ โรงงานสายการผลิตอากาศยาน Linköping ของบริษัท Saab ทางตอนใต้ของสวีเดนว่า
การพูดคุยขณะนี้กำลังได้รับการจัดขึ้นสำหรับความเป็นไปได้ในการขายเครื่องบินขับไล่ Gripen E รุ่นล่าสุดแก่ฮังการีประเทศในยุโรปตะวันออก "เรากำลังมีการหารือที่น่าสนใจกับฮังการีที่เกี่ยวข้องกับเครื่องบินขับไล่ Gripen E" Thegström กล่าว 

Richard Smith รองหัวหน้าฝ่ายการตลาดและการขายสำหรับเครื่องบินขับไล่ Gripen ของบริษัท Saab เสริมว่า กองทัพอากาศฮังการีกำลังมองไปที่ความเป็นไปได้ในการจัดหา(เครื่องบินขับไล่ Gripen E)
เพื่อที่จะเติมเต็มความต้องการของตนและกลับไปสู่การมีฝูงบินรบปฏิบัติการแนวหน้าสองฝูงบิน มีข้อสังเกตว่าระยะเวลาสำหรับการจัดซื้อจัดจ้างดังกล่าวยังไม่เป็นที่ทราบในตอนนี้(https://aagth1.blogspot.com/2024/03/saab-gripen-e.html)

ฮังการีได้ทำการเช่าเครื่องบินขับไล่ Gripen C/D จำนวน 14เครื่องจากสวีเดนในปี 2001 โดยได้เข้าประจำการในกองทัพอากาศฮังการีในปี 2006 บริษัท Saab กล่าวเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2024 ว่า
ตนได้ลงนามข้อตกลงกับสำนักงานจัดหายุทโธปกรณ์กลาโหมสวีเดน(Defence Material Administration, FMV: Försvarets materielverk) สำหรับเครื่องบินขับไล่ Gripen C เพิ่มเติม 4เครื่องที่จะทำให้ฝูงบินปัจจุบันเพิ่มเป็นจำนวน 18เครื่อง

แม้ว่าจะไม่ได้ถูกกล่าวถึงในการประกาศ Gripen C เพิ่มเติมเหล่านี้จะเป็นมาตรฐานชุดคำสั่ง MS20 Block 2 ล่าสุดที่ได้รับการปรับปรุงต่อฝูงบินเครื่องบินขับไล่ Gripen C/D ที่มีอยู่ของกองทัพอากาศฮังการีแล้ว(https://aagth1.blogspot.com/2022/01/gripen-cd-ms20-block-2.html)
มาตรฐาน MS20 Block 2 รวมถึงการปรับปรุงต่อ radar Saab PS-05/A Mk4 ทั้งพิสัยการติดตามเป้าหมายอากาศสู่อากาศและสมรรถนะโดยรวม,การเพิ่มขยายขีดความสามารถเครือข่าย Link 16 datalink เช่นเดียวกับการติดตั้งระบบพิสูจน์ฝ่าย(IFF: Identification, Friend-or-Foe) มาตรฐาน NATO Mode 5 ล่าสุด 

มาตรฐาน MS20 Block 2 จะทำให้ฮังการีเลือกระบบอาวุธได้จากตัวเลือกที่หลากหลาย รวมถึงอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยใกล้ Diehl IRIS-T อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยยิงนอกระยะสายตา(BVRAAM: Beyond Visual Range Air-to-Air Missile) แบบ MBDA Meteor อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยกลาง RTX AIM-120C-8 AMRAAM(Advanced Medium-Range Air-to-Air Missile) 
ระเบิดนำวิถี laser และดาวเทียม Raytheon GBU-49 Paveway และการปรับปรุงกระสุนเจาะเกราะแบบแตกหักได้ DM113 FAP(Frangible Armour Piercing) สำหรับปืนใหญ่อากาศ Mauser BK27 ขนาด 27mm ของเครื่องบินขับไล่ Gripen C ครับ

วันพุธที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2567

กองทัพบกสิงคโปร์นำปืนเล็กกล Colt IAR ใหม่เข้าประจำการ

Singapore Army inducts Colt's Infantry Automatic Rifle




Singapore Army's new light machine gun. (Singapore Ministry of Defence/Janes)

กองทัพบกสิงคโปร์(Singapore Army) ได้เริ่มต้นนำปืนเล็กกลทหารราบ Infantry Automatic Rifle 6940(IAR6940) ของบริษัท Colt สหรัฐฯเข้าประจำการในฐานะอาวุธอัตโนมัติประจำตอน(SAW: Section Automatic Weapon) ใหม่
เพื่อจะทดแทนปืนกลเบา Ultimax 100 Mk2 LMG(Light Machine Gun) ขนาด 5.56mm ของบริษัท ST Engineering สิงค์โปร์ ซึ่งได้ถูกนำเข้าประจำการในกองทัพสิงคโปร์ตั้งแต่ปี 1982(https://aagth1.blogspot.com/2023/05/colt-iar.html)

กองทัพบกสิงคโปร์เริ่มต้นการนำเข้าประจำการของปืนเล็กกล IAR6940 LMG ซึ่งได้รับการประเมินและผลิตในความเป็นหุ้นส่วนกับสำนักงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลาโหมสิงคโปร์(DSTA: Defence Science and Technology Agency) ในเดือนเมษายน 2024
กองทัพบกสิงคโปร์กล่าวในสื่อสังคม online ที่เผยแพร่ในวันที่ 20 พฤษภาคม 2024 ตามข้อมูลจากกองทัพบกสิงคโปร์ ปืนเล็กกล IAR6940 ในประจำการกองทัพสิงคโปร์ชื่อปืนเล็กกล IAR6940E-SG

ปืนเล็กกล IAR6940E-SG เป็นปืนเล็กยาวระบบลูกเลื่อนปิด(closed-bolt) ที่มอบ "อำนาจการสังหารที่เพิ่มขยาย, หลักสรีระศาสตร์ที่ได้รับการปรับปรุง, และการปรับแต่งที่จะเหมาะสมมากยิ่งขึ้นกับความจำเป็นของเหล่าทหารของเรา
ปืนเล็กกล IAR6940E-SG จะได้รับการติดตั้งด้วยระบบการเล็ง "ใหม่" อย่างเช่นกล้องช่วยเล็งจุดแดง(red dot sight) ควบคู่กับกล้องขยายอัตราส่วน 3เท่า(3x magnifier scope) กองทัพบกสิงคโปร์กล่าว

"การผสมผสานของระบบกล้องเล็งสองแบบเหล่านี้ช่วยเหลือทหารของเราที่จะจับเป้าหมายต่างๆได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น" กองทัพบกสิงคโปร์เสริม ปืนเล็กกล IAR6940E-SG ยังได้รับการติดตั้งด้วยเครื่องชี้เป้า laser(LAD: Laser Aiming Device) อเนกประสงค์
ซึ่งมีสี่รูปแบบการทำงาน: ลำแสง laser มองเห็นด้วยตาเปล่า, Infrared Laser มองเห็นด้วยกล้องสร้างภาพความร้อน, infrared illuminator ส่องแสง, และไฟฉายแสงขาว กองทัพบกสิงคโปร์กล่าว

"ตัวเลือกที่หลากหลายทำให้เหล่าทหารของเราสามารถที่จะปฏิบัติการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นในสถานะการณ์การรบต่างๆที่แตกต่างกัน" กองทัพบกสิงคโปร์เสริม
ปืนเล็กกล IAR6940E-SG ได้รับการติดตั้งด้วย "คุณลักษณะต่างๆที่ปรับแต่งได้หลายประการที่ปรับปรุงทางหลักสรีระศาสตร์ และราง Picatinny Rail ซึ่งทำให้สามารถเพิ่มเติมอุปกรณ์ใหม่ได้" กองทัพบกสิงคโปร์กล่าว

ปืนเล็กกล IAR6940E-SG มีที่ปรับการยิงทั้งสองด้านของปืนทำให้ทั้งเหล่าทหารที่ถนัดซ้ายและถนัดขวาจะสามารถปฏิบัติงานกับปืนได้ กองทัพบกสิงคโปร์กล่าว ปืนเล็กกล IAR6940E-SG ยังถูกติดตั้งด้วยด้ามจับด้านหน้าที่สามารถปรับแต่งได้ และพานท้ายปืนที่สามารถปรับระดับได้ด้วย กองทัพบกสิงคโปร์เสริม
ปืนเล็กกล IAR6940E-SG ใช้กระสุนขนาด 5.56x45mm ระบบการทำงานด้วยก๊าซ, ระบายความร้อนด้วยอากาศ, ป้อนกระสุนด้วยซองกระสุน เป็นอาวุธแบบปรับการยิงได้ ที่ออกแบบเพื่อมอบการยืดระยะเวลาการยิงอัตโนมัติเต็มรูปแบบครับ

วันอังคารที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2567

ออสเตรเลียปลดประจำการเรือฟริเกตชั้น Anzac ลำแรก FFH150 HMAS Anzac

Australia decommissions lead Anzac-class frigate







HMAS Anzac was decommissioned on 18 May 2024. (Commonwealth of Australia)



ออสเตรเลียได้ปลดประจำการเรือฟริเกตติดอาวุธปล่อยนำวิถีชั้น Anzac(แบบเรือ MEKO 200 เยอรมนี) ลำแรก เรือฟริเกต FFH150 HMAS Anzac ซึ่งเคยประจำการในกองทัพเรือออสเตรเลีย(RAN: Royal Australian Navy) 
ได้ถูกปลดประจำการอย่างเป็นทางการในพิธีปลดระวางประจำการเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2024 ณ ฐานทัพเรือ HMAS Stirling ในรัฐ Western Australia(https://aagth1.blogspot.com/2024/02/hunter-6.html)

ระหว่างพิธีปลดประจำการเรือฟริเกต HMAS Anzac เคยเป็นเรือที่ประจำการมายาวนานที่สุดในกองทัพเรือออสเตรเลีย กระทรวงกลาโหมออสเตรเลียเน้นในแถลงการณ์เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2024 เพื่อเป็นเครื่องหมายถึงการปลดประจำการ
"การปลดประจำการเรือฟริเกต HMAS Anzac จะเป็นการปูทางสำหรับการลงทุนในระยะยาวในการเพิ่มขนาดและเพิ่มขยายของกองเรือของกองทัพเรือออสเตรเลีย ในการตอบสนองต่อข้อแนะนำต่างๆที่จัดทำขึ้นโดยการวิเคราะห์อิสระของกองเรือรบผิวน้ำของกองทัพเรือออสเตรเลีย" แถลงการณ์เสริม

เรือฟริเกต FFH150 HMAS Anzac ถูกขึ้นระวางประจำการโดยกองทัพเรือออสเตรเลียในเดือนพฤษภาคม 1996 เป็นหนึ่งในเรือฟริเกตชั้น Anzac จำนวน 8ลำที่ประจำการในกองทัพเรือออสเตรเลีย
เรือฟริเกต FFH150 HMAS Anzac มีระวางขับน้ำเต็มที่ที่ประมาณ 3,800tonnes และตัวเรือมีความยาวรวม 118m, ความกว้างรวม 14.8m และตัวเรือกินน้ำลึกที่ 4.5m ระบบขับเครื่องเครื่องดีเซล MTU สองเครื่อง และเครื่อง gas turbine LM2500 ในรูปแบบ CODOG(Combined Diesel or Gas)

เรือฟริเกต FFH150 HMAS Anzac สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 27knots และมีระยะปฏิบัติการปกติที่ประมาณ 6,000nmi ที่ความเร็วมัธยัสถ์ 18knots ระบบอาวุธประจำเรือรวมถึงอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นต่อต้านเรือผิวน้ำ RGM-84J/L Harpoon Block II แปดท่อยิง,
แท่นยิงดิ่ง Mk 41 VLS(Vertical Launching System) แปดท่อยิงสำหรับอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ RIM-162 Evolved SeaSparrow Missile(ESSM) จำนวน 32นัด, ท่อยิง torpedo เบาปราบเรือดำน้ำ 324mm แฝดสาม 2แท่นยิงรวมหกท่อยิง และปืนเรือ Mk 45 ขนาด 127mm ในฐานะอาวุธหลักของเรือ

ในฐานะส่วนหนึ่งของความพยายามเพิ่มอายุการใช้งานของเรือฟริเกตชั้น Anzac เรือฟริเกต FFH150 HMAS Anzac ได้รับการปรับปรุงขีดความสามารถโครงการป้องกันอาวุธปล่อนำวิถีต่อต้านเรือ ASMD(Anti-Ship Missile Defence) ในช่วงปี 2010-2017 และต่อมาโครงการปรับปรุงครึ่งอายุ AMCAP(ANZAC Midlife Capability Assurance Program)
รวมถึงการติด AESA(Active Electronically Scanned Array) radar แบบ CEAFAR และระบบควบคุมการยิง CEAMOUNT ของบริษัท CEA Technologies ออสเตรเลีย และระบบควบคุมการยิง Ceros 200 สวีเดนร่วมกับการปรับปรุงระบบอำนวยการรบ 9LV ของบริษัท Saab สวีเดน

เรือฟริเกต FFH150 HMAS Anzac ที่ได้ปลดประจำการลงในเดือนพฤษภาคม 2024 เป็นการสิ้นสุดระยะเวลาประจำการนานราว 28ปีลง เรือฟริเกตชั้น Anzac ที่เหลือ 7ลำคือลำที่สองเรือฟริเกต FFH151 HMAS Arunta ที่เข้าประจำการในปี 1998 มีแผนที่จะปลดประจำการลงในปี 2026
ลำที่สามเรือฟริเกต FFH152 HMAS Warramunga เข้าประจำการปี 2001, ลำที่สี่เรือฟริเกต FFH153 HMAS Stuart เข้าประจำการปี 2002, ลำที่ห้าเรือฟริเกต FFH154 HMAS Parramatta เข้าประจำการปี 2003, ลำที่หกเรือฟริเกต FFH155 HMAS Ballaratเข้าประจำการปี 2004, 

ลำที่เจ็ดเรือฟริเกต FFH156 HMAS Toowoomba เข้าประจำการปี 2005 และลำที่แปดและลำสุดท้ายเรือฟริเกต FFH157 HMAS Perth เข้าประจำการปี 2006 จะเริ่มทยอยถูกปลดประจำการลง
กองเรือรบผิวน้ำอนาคตของกองทัพเรืออสเตรเลียจะประกอบด้วยเรือรบหลักจำนวน 26ลำ รวมถึงเรือรบผิวน้ำระดับ 'Tier 1' จำนวน 9ลำ ที่รวมถึงเรือพิฆาตชั้น Hobart จำนวน 3ลำที่ประจำการอยู่ และเรือฟริเกตชั้น Hunter จำนวน 6ลำที่กำลังสร้างครับ

วันจันทร์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2567

กองทัพเรือไทยทำพิธีเจิมเรือยกพลขึ้นบกอู่ลอยเรือหลวงช้าง Type 071ET LPD










Long Live The King and Long Live The Queen.
Royal Thai Navy (RTN) held ship anointing ceremony for LPD-792 HTMS Chang(III), the Type 071ET Landing Platform Dock (LPD) at Chuk Samet Pier, Sattahip Naval Base, Chonburi Province, Thailand on 18 May 2024. (Royal Thai Navy)




Naval Acquisition Management Office (NAMO), Royal Thai Navy announced to procure new Combat Management System (CMS), Surveillance System (search radar), Fire Control System (FCS), Weapon Systems and Gyro system to be fitted on LPD-792 HTMS Chang for 920,000,000 Baht ($25,330,406),
refer to source of median price Investigate prices from market seven potential tenders include Leonardo S.p.A, Thales Nedeland B.V., Navantia S.A. S.M.E., ASELSAN ELEKTRONIK SANAYI TICARET A.S., Israel Aerospace Industry (IAI), Hartech Technologies Ltd., and Rafael Advanced Defense Systems Ltd.



พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธีเจิมเรือหลวงช้าง ณ ท่าเรือจุกเสม็ด ฐานทัพเรือสัตหีบ 
วันที่ 18 พฤษภาคม 2567 เวลา 17.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธีเจิมเรือหลวงช้าง ณ ท่าเรือจุกเสม็ด ฐานทัพเรือสัตหีบ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี โดยมี พลเรือเอก อะดุง พันธุ์เอี่ยม ผู้บัญชาการทหารเรือ พลเรือเอก ชาติชาย ทองสะอาด ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ หัวหน้าส่วนราชการ และประชาชนเฝ้า ฯ รับเสด็จ
การนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการทองทิศบูชา พระพุทธนวราชบพิตร ทรงศีล พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้พลเรือเอก ชาติชาย ทองสะอาด ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ ทูลเกล้า ฯ ถวายสูจิบัตรแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รองศาสตราจารย์ วัชรีวรรณ ทองสะอาด ภริยาผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ ทูลเกล้า ฯ ถวายสูจิบัตรแด่ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี 
และพลเรือเอก อะดุง พันธุ์เอี่ยม ผู้บัญชาการทหารเรือ กราบบังคมทูลรายงานความเป็นมาในการต่อเรือหลวงช้าง และกราบบังคมทูลเชิญเสด็จ ฯ ไปทรงประกอบพิธีเจิมเรือหลวงช้าง

จากนั้นเสด็จขึ้นเรือหลวงช้าง บริเวณดาดฟ้าหลัก (Main deck) (ทางบันได) ทรงทำความเคารพธงราชนาวีทางท้ายเรือ พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้พลเรือตรี อารยะ สิงหเสมานนท์ ผู้บัญชาการกองเรือยกพลขึ้นบกและยุทธบริการ กองเรือยุทธการ กราบบังคมทูลรายงาน นาวาเอก ธีรสาร คงมั่น ผู้บังคับการเรือหลวงช้าง กราบบังคมทูลรายงานและกราบบังคมทูลเชิญเสด็จ ฯ รับการถวายความเคารพยิงสลุตหลวง   
เสด็จขึ้นแท่น ณ พระสุจหนี่ รับการถวายการยิงสลุตหลวง ทรงผินพระพักตร์ไปทางเรือหลวงปิ่นเกล้า ทรงรับการถวายความเคารพเรือหลวงปิ่นเกล้า ยิงสลุตหลวงจำนวน 21 นัด เสร็จแล้วเสด็จ ฯ ไปยังบริเวณหัวเรือ เรือหลวงช้าง ทรงพระสุหร่าย ทรงเจิมที่แผ่นป้ายชื่อเรือหลวงช้าง 
ซึ่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ พระราชทานนามเรืออเนกประสงค์ยกพลขึ้นบกขนาดใหญ่ ลำนี้ว่า “เรือหลวงช้าง” ชื่อภาษาอังกฤษ “H.T.M.S. CHANG” ตามชื่อของหมู่เกาะช้างในจังหวัดตราด ซึ่งเป็นไปตามระเบียบของกองทัพเรือ ที่ได้กำหนดหลักเกณฑ์การตั้งชื่อเรือรบ ตามประเภทของเรือ โดยในส่วนของเรือยกพลขึ้นบก กำหนดให้ตั้งชื่อตามเกาะต่าง ๆ ในประเทศไทย 
จากนั้นทรงคล้องพวงมาลัยบริเวณแผ่นป้ายชื่อเรือหลวงช้าง แล้วเสด็จออกจากบริเวณหัวเรือ ไปยังห้องประทับรับรอง ทรงลงพระปรมาภิไธย และทรงลงพระนามาภิไธย ในสมุดที่ระลึก

ต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯไปยังห้องโถงนายทหาร พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ พลเรือเอก อะดุง พันธุ์เอี่ยม ผู้บัญชาการทหารเรือ น้อมเกล้า ฯ ถวาย เรือหลวงช้าง (จำลอง) แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พลเรือเอก ชาติชาย ทองสะอาด ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ น้อมเกล้า ฯ ถวายลองลูกปืนยิงสลุตหลวงนัดแรก แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 
พลเรือตรี อารยะ สิงหเสมานนท์ ผู้บัญชาการกองเรือยกพลขึ้นบกและยุทธบริการ  กองเรือยุทธการ ทูลเกล้า ฯ ถวายพระมาลาปักชื่อเรือหลวงช้าง แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ นาวาเอก ธีรสาร คงมั่น ผู้บังคับการเรือหลวงช้าง เข้าเฝ้า ฯ ทูลเกล้า ฯ ถวายพระมาลาปักชื่อเรือหลวงช้าง แด่สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี 
แล้วทรงฉายพระบรมฉายาลักษณ์ร่วมกับ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีและนายทหารเรือชั้นผู้ใหญ่ของกองทัพเรือ จำนวน 1 ชุด

เวลา 17.45 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี เสด็จฯไปยังห้องสะพานเดินเรือ ทอดพระเนตรภายในห้องสะพานเดินเรือ โดยสะพานเดินเรือ หรือ ห้องควบคุมการเดินเรือ  มีไว้สำหรับควบคุมการเดินเรือ เพื่อให้เรือสามารถเดินทางไปได้อย่างปลอดภัยและถึงที่หมายอย่างตรงเวลา 
โดยมีนายยามเรือเดินซึ่งได้รับแนวทางและคำสั่งการของผู้บังคับการเรือ ตามระเบียบของกองทัพเรือ ทำหน้าที่ควบคุมและสั่งการบนสะพานเดินเรือ
สำหรับสะพานเดินเรือ เรือหลวงช้างนั้น มีอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการนำเรือที่ทันสมัย อาทิเช่น เรดาร์เดินเรือจำนวน 2 ตัวแบบ x-band และ s-band แผนที่อิเล็คทรอนิกส์ จีพีเอสสำหรับการนำเรือ ระบบกล้องวงจรปิด ที่สามารถใช้ตรวจสอบ ในขณะปฏิบัติการยพกล และ ขณะปฏิบัติการร่วมระหว่างเรือกับอากาศยาน รวมทั้ง ระบบถือท้ายที่ทันสมัย เพื่อให้สามารถปฏิบัติภารกิจได้สำเร็จตามที่ได้รับมอบหมาย

จากนั้น เสด็จฯไปยังบริเวณหัวเรือ เสด็จขึ้นแท่น ประทับยืน ณ พระสุจหนึ่ทรงผินพระพักตร์ไปทางเรือหลวงปิ่นเกล้า ทรงรับการถวายความเคารพจากเรือหลวงปิ่นเกล้า ยิงสลุตหลวงจำนวน 21 นัด เสร็จสิ้นแล้วเสด็จลงจากแท่นรับการถวายการยิงสลุตหลวง ไปยังบันไดทางลงเรือ  ทรงทำความเคารพธงราชนาวีทางท้ายเรือ 
เสด็จลงจากเรือหลวงช้าง  ไปยังพลับพลาพิธี   ทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรมถวายพระสงฆ์ ทรงหลั่งทักษิโณทก เสด็จ ฯ ไปทรงกราบที่หน้าเครื่องนมัสการทรงลาพระสงฆ์ เสด็จออกจากพลับพลาพิธี ไปยังรถยนต์พระที่นั่ง  เสด็จพระราชดำเนินกลับ

ทั้งนี้ เรือหลวงช้าง เป็นเรืออเนกประสงค์ยกพลขึ้นบกขนาดใหญ่ ลำใหม่ที่กองทัพเรือได้ว่าจ้าง บริษัท China Shipbuilding Trading (CSSC) ให้ต่อขึ้น ณ อู่ต่อเรือหูตงจงหัว เมืองเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งได้รับการปรับปรุงและพัฒนาแบบมาจากเรือ LPD Type 071 ที่ประจำการในกองทัพเรือจีน มีขีดความสามารถ ในการควบคุมบังคับบัญชา การปฏิบัติการยุทธ์สะเทินน้ำสะเทินบก 
และมีขีดความสามารถในการลำเลียงกำลังรบยกพลขึ้นบกจำนวน 650 นาย มียานรบประเภทต่าง ๆ รวมถึงยุทโธปกรณ์ อีกทั้งสามารถปฏิบัติงาน ร่วมกับอากาศยานของกองทัพเรือได้ทุกประเภท ใช้ระยะเวลาในการต่อเรือ 4 ปี จึงแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2566 
โดยมีพลเรือเอก เชิงชาย  ชมเชิงแพทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือในขณะนั้น  เดินทางไปเป็นประธานในพิธีรับมอบเรือหลวงช้าง ณ อู่ต่อเรือหูตงจงหัว เมืองเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างการเดินทางกลับ เรือหลวงช้างได้ประกอบกำลังเดินทางกับเรือหลวงนราธิวาส รวมทั้งทำการฝึกการปฏิบัติงานในสถานีเรือต่าง ๆ เพื่อให้กำลังพล และเรือมีความพร้อมปฏิบัติราชการตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายทันทีที่เดินทางกลับมาถึง 

เรือหลวงช้างลำใหม่นี้เป็นเรือหลวงช้างลำที่ 3 ของราชนาวีไทย มีความยาวตลอดลำ 210 เมตร ความกว้าง 28 เมตร กินน้ำลึก 7 เมตร ระวางขับน้ำ 25,000 ตัน มีกำลังพลประจำเรือ 196 นาย แบ่งเป็น นายทหารสัญญาบัตร 26 นาย พันจ่า 39 นาย จ่า 96 นาย และพลทหาร 35 นาย โดยได้เข้าประจำการในกองเรือยกพลขึ้นบกและยุทธบริการ กองเรือยุทธการ 
มีภารกิจหลักในการปฏิบัติการยุทธสะเทินน้ำสะเทินบก การขนส่งและลำเลียง อีกทั้งเป็นเรือบัญชาการ และมีภารกิจรองในการสนับสนุนการปฏิบัติการของเรือดำน้ำ อาทิ การช่วยเหลือและบรรเทาสาธารณภัย (HADR) การอพยพประชาชน การสนับสนุนการป้องกันและต่อต้านการก่อการร้ายในทะเลและท่าเรือ

กองประชาสัมพันธ์ 
สำนักงานเลขานุการกองทัพเรือ

ซื้อระบบอำนวยการรบ ระบบตรวจการณ์ ระบบควบคุมการยิง ระบบอาวุธ และระบบไยโร พร้อมอุปกรณ์สนับสนุนที่เกี่ยวข้อง สำหรับโครงการเพิ่มขีดความสามารถระบบการรบสำหรับการปฏิบัติการทางเรือ จำนวน ๑ ระบบ โดยวิธีคัดเลือก (เลขที่โครงการ : 67059245267)
วันที่ประกาศ 15/05/2567  ราคากลาง(บาท) 920,000,000.00  สถานะโครงการ ระหว่างดำเนินการ

เรืออเนกประสงค์ยกพลขึ้นบกขนาดใหญ่ เรือหลวงช้าง(ลำที่๓) ได้รับพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นจากพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ที่เสด็จพระราชดำเนินมาทรงประกอบพระราชพิธีเจิมเรือเมื่อวันที่ ๑๘ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๗(2024) ณ ท่าเรือจุกเสม็ด ฐานทัพเรือสัตหีบ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี  นับเป็นสิริมงคลอย่างหาที่สุดมิได้แก่กำลังพลประจำเรือและกองทัพเรือไทย(RTN: Royal Thai Navy)
โดยพิธีเจิมเรือหลวงของราชนาวีไทยลำก่อนหน้าคือพิธีเจิมเรือฟริเกตเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดชเมื่อวันที่ ๑๖ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๖๒(2019) ณ ท่าเรือจุกเสม็ด ฐานทัพเรือสัตหีบ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงประกอบพระราชพิธีเช่นกัน(https://aagth1.blogspot.com/2019/10/blog-post_18.html) นับเป็นเวลาห่างกันราว ๕ปีในการทำพิธีเจิมเรือกับเรือหลวงใหม่ของราชนาวีไทย
เรือยกพลขึ้นบกอู่ลอยชั้น Type 071ET LPD(Landing Platform Dock) เรือหลวงช้าง(ลำที่๓) ที่เข้าประจำการในกองเรือยกพลขึ้นบกและยุทธบริการ กยพ.(ACSSS: Amphibious and Combat Support Service Squadron) กองเรือยุทธการ กร.(RTF: Royal Thai Fleet) กองทัพเรือไทย เป็นรุ่นส่งออกของเรืออู่ยกพลขึ้นบกชั้น Type 071 ของกองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีน(PLAN: People's Liberation Army Navy) 

นับตั้งแต่เดินทางจากอู่เรือ Hudong-Zhonghua Shipbuilding Group(HZ) มหานคร Shanghai ในเครือ China State Shipbuilding Corporation(CSSC) รัฐวิสาหกิจผู้สร้างเรือจีน มายังไทยในเดือนเมษายน พ.ศ.๒๕๖๖(2023)(https://aagth1.blogspot.com/2023/04/type-071et-lpd-sattahip.html) เรือยกพลขึ้นบกอู่ลอย ร.ล.ช้าง ก็ได้ปฏิบัติภารกิจการทดสอบคุณลักษณะของเรือและเข้าร่วมการฝึกต่างๆอย่างต่อเนื่อง
ในวันที่ ๔ เมษายน พ.ศ.๒๕๖๗ ที่ผ่านมา อู่ราชนาวีมหิดลอดุลยเดช กรมอู่ทหารเรือ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ดำเนินการนำเรือหลวงช้างเข้าอู่แห้งรับการซ่อมทำจำกัดเพื่อการตรวจสอบสภาพตัวเรือใต้แนวน้ำ ก่อนสิ้นสุดระยะเวลาการรับประกันจากบริษัท China Shipbuilding Trading Company(CSTC) ฝ่ายการค้าของ CSSC จีนผู้สร้างเรือ ผลการตรวจสภาพและบำรุงรักษาตัวเรือไม่พบปัญหาใดๆ

ต่อมา website ระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ(Thai Government Procurement) กรมบัญชีกลาง(CGD: Comptroller General's Department) กระทรวงการคลังไทย ได้เผยแพร่เอกสารประกาศของ สำนักงานจัดหายุทโธปกรณ์ทหารเรือ สยป.ทร.(NAMO: Naval Acquisition Management Office) กองทัพเรือไทย เมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๗
เกี่ยวกับตารางแสดงวงเงินงบประมาณที่ได้รับจัดสรรและรายละเอียดค่าใช้จ่ายการจัดซื้อจัดจ้างที่มิใช้การจัดซื้อจัดจ้าง โครงการซื้อระบบอำนวยการรบ ระบบตรวจการณ์ ระบบควบคุมการยิง ระบบอาวุธ และระบบไยโร พร้อมอุปกรณ์สนับสนุนที่เกี่ยวข้อง สำหรับโครงการเพิ่มขีดความสามารถระบบการรบสำหรับการปฏิบัติการทางเรือ จำนวน ๑ ระบบ โดยวิธีคัดเลือก
วงเงินงบประมาณที่ได้รับการจัดสรร ๙๒๐,๐๐๐,๐๐๐บาท($25,330,406) วันที่กำหนดราคากลาง(ราคาอ้างอิง) ณ วันที่ ๑๔ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๗ แหล่งที่มาของราคากลาง(ราคาอ้างอิง) ใช้ราคาที่ได้มาจากการสืบราคาจากท้องตลาด จำนวน ๗บริษัท ดังนี้

๑.บริษัท Leonardo S.p.A อิตาลี
๒.บริษัท Thales Nedeland B.V. เนเธอร์แลนด์
๓.บริษัท Navantia S.A. S.M.E. สเปน
๔.บริษัท ASELSAN ELEKTRONIK SANAYI TICARET A.S. ตุรกี
๕.บริษัท Israel Aerospace Industry (IAI) อิสราเอล
๖.บริษัท Hartech Technologies Ltd. อิสราเอล
๗.บริษัท Rafael Advanced Defense Systems Ltd. อิสราเอล

แม้ไม่ได้มีรายละเอียดเพิ่มใดๆระบุไว้แต่จากวงเงินงบประมาณและชื่อโครงการเป็นที่เข้าใจว่านี่คือโครงการจัดซื้อระบบต่างๆเพื่อเพิ่มขีดความสามารถระบบการรบสำหรับเรือยกพลขึ้นบกอู่ลอยเรือหลวงช้าง(ลำที่๓) ซึ่งตั้งแต่รับมอบเรือยังไม่ได้รับการติดตั้งระบบอำนวยการรบ(CMS: Combat Management System), radar ตรวจการณ์, ระบบควบคุมการยิง(FCS: Fire Control System) และระบบอาวุธ อย่างเต็มรูปแบบ
โดยตามแผนที่กองทัพเรือเผยแพร่แก่สื่อของไทย ร.ล.ช้าง ขณะนี้ได้รับการติดตั้งอาวุธที่ดำเนินการในไทยแล้วประกอบด้วยปืนกลหนัก M2 .50cal ๔กระบอก ที่กราบซ้ายและกราบขวาของเรือ และปืนกล Oerlikon GAM-CO1 20mm ๒แท่นยิงที่กราบซ้ายและขวาหน้าสะพานเดินเรือ ระบบอาวุธอื่นๆที่มีแผนจะติดตั้งรวมถึงปืนเรือ 76mm ๑กระบอกที่หัวเรือ, ปืนกล 30mm หรือ 40mm ๒แท่นยิง และเครื่องยิงเป้าลวง ๔ระบบ
เจ็ดบริษัทที่มีรายชื่อนั้นต่างมีผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในความต้องการโครงการเช่น บริษัท Leonardo อิตาลีผู้ผลิตปืนเรือ 76/62 ที่ใช้ในเรือหลายชุดของกองทัพเรือไทยรวมถึงเรือยกพลขึ้นบกอู่ลอยเรือหลวงอ่างทอง บริษัท Thales ยุโรป, บริษัท Navantia สเปน, บริษัท ASELSAN ตุรกี, บริษัท IAI อิสราเอล, บริษัท Hartech อิสราเอล และบริษัท Rafael  อิสราเอล ก็ต่างมีระบบ CMS, Radar, FCS, อาวุธ และ Gyro หลายแบบครับ

วันอาทิตย์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2567

กองทัพเรือไทยจะปรับปรุงขีดความสามารถเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชุดเรือหลวงปัตตานี OPV ทั้ง ๒ลำ








Royal Thai Navy's OPV-511 HTMS Pattani and OPV-512 OPV-512 HTMS Naratiwat, the Pattani-class Offshore Patrol Vessel (OPV). (Royal Thai Navy)
Naval Acquisition Management Office (NAMO), Royal Thai Navy (RTN) announced to enhanced capabilities for its two Pattani-class OPVs with new Combat Management System (CMS) and related systems for 2,829,554,000 Baht ($78,229,302),
refer to source of median price Investigate prices from market six potential tenders include Leonardo S.p.A, Thales Nedeland B.V., Navantia S.A. S.M.E., ASELSAN ELEKTRONIK SANAYI TICARET A.S., SAAB AB, and Elbit Naval Systems.  

ซื้อระบบการรบและระบบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง สำหรับปรับปรุงขีดความสามารถ เรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง ชุด ร.ล.ปัตตานี จำนวน ๒ ลำ โดยวิธีคัดเลือก (เลขที่โครงการ : 67059158553)
วันที่ประกาศ 10/05/2567  ราคากลาง(บาท) 2,770,793,808.00  สถานะโครงการ ระหว่างดำเนินการ

website ระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ(Thai Government Procurement) กรมบัญชีกลาง(CGD: Comptroller General's Department) กระทรวงการคลังไทย ได้เผยแพร่เอกสารประกาศของ สำนักงานจัดหายุทโธปกรณ์ทหารเรือ สยป.ทร.(NAMO: Naval Acquisition Management Office) กองทัพเรือไทย(RTN: Royal Thai Navy) เมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๗(2024)
เกี่ยวกับตารางแสดงวงเงินงบประมาณที่ได้รับจัดสรรและรายละเอียดค่าใช้จ่ายการจัดซื้อจัดจ้างที่มิใช้การจัดซื้อจัดจ้าง โครงการซื้อระบบการรบและระบบอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง สำหรับปรับปรุงขีดความสามารถเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชุดเรือหลวงปัตตานี จำนวน ๒ลำ โดยวิธีคัดเลือก(https://aagth1.blogspot.com/2023/07/thalay-laut-2023.html, https://aagth1.blogspot.com/2023/05/asean-fleet-review-2023.html
วงเงินงบประมาณที่ได้รับการจัดสรร ๒,๘๒๙,๕๕๔,๐๐๐บาท($78,229,302) วันที่กำหนดราคากลาง(ราคาอ้างอิง) ณ วันที่ ๘ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๗ เป็นเงิน ๒,๗๗๐,๗๙๗,๘๐๘บาท($76,604,745) แหล่งที่มาของราคากลาง(ราคาอ้างอิง) ใช้ราคาที่ได้มาจากการสืบราคาจากท้องตลาด จำนวน ๖บริษัท ดังนี้(https://aagth1.blogspot.com/2023/05/imdex-2023.html)

๑.บริษัท Leonardo S.p.A อิตาลี
๒.บริษัท Thales Nedeland B.V. เนเธอร์แลนด์
๓.บริษัท Navantia S.A. S.M.E. สเปน
๔.บริษัท ASELSAN ELEKTRONIK SANAYI TICARET A.S. ตุรกี
๕.บริษัท SAAB AB สวีเดน 
๖.บริษัท Elbit Naval Systems อิสราเอล

ไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติมขณะที่เขียนบทความขณะนี้ ก่อนหน้านี้กองทัพเรือไทยได้ประกาศแผนโครงการปรับปรุงขีดความสามารถเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชุดเรือหลวงปัตตานี ทั้ง ๒ลำคือ ร.ล.ปัตตานี และเรือหลวงนราธิวาส ที่วงเงิน ๔๐๐,๐๐๐,๐๐๐บาท($11,427,756) ซึ่งเข้าใจว่าจะเป็นการปรับปรุงในส่วนการติดตั้งระบบอำนวยการรบ(CMS: Combat Management System) ใหม่
โดยหกบริษัทที่มีรายชื่ออ้างอิงราคากลางนั้นบางบริษัทมีผลิตภัณฑ์ระบบอำนวยการรบติดตั้งในเรือของกองทัพเรือไทยอยู่แล้วรวมถึง บริษัท Thales ยุโรปสำหรับระบบอำนวยการรบ TACTICOS บนเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชุดเรือหลวงกระบี่ ทั้ง ๒ลำ ร.ล.กระบี่ และเรือหลวงประจวบคีรีขันธ์(https://aagth1.blogspot.com/2024/02/milan-2024.html, https://aagth1.blogspot.com/2023/12/port-blair-nicobar.html)
และบริษัท SAAB สวีเดนสำหรับระบบอำนวยการรบ 9LV บนเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์เรือหลวงจักรีนฤเบศร(https://aagth1.blogspot.com/2023/05/blog-post.html), เรือฟริเกตเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช และเรือฟริเกตชุดเรือหลวงนเรศวร ๒ลำคือ ร.ล.นเรศวร และเรือหลวงตากสิน(https://aagth1.blogspot.com/2024/04/blog-post.html)

บริษัทอื่นๆรวมถึงบริษัท Leonardo อิตาลี, บริษัท Navantia สเปน, บริษัท ASELSAN ตุรกี, และบริษัท Elbit Naval Systems อิสราเอล(https://aagth1.blogspot.com/2023/12/iai-sea-mini-pop.html) ต่างมีผลิตภัณฑ์ระบบอำนวยการรบ CMS ของตนเองที่สามารถเสนอให้กองทัพเรือไทยตามความต้องการโครงการปรับปรุงขีดความสามารถเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชุด ร.ล.ปัตตานี ด้วยเช่นกัน
ชุดเรือหลวงปัตตานีเป็นเรือประเภทเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง ตกก.(OPV: Offshore Patrol Vessel) ชุดแรกของกองทัพเรือไทย ถูกสร้างโดยอู่เรือ Hudong-Zhonghua ในมหานคร Shanghai ที่ลงนามสัญญากับ China Shipbuilding Trading Co.,Ltd.(CSTC) ฝ่ายการค้าของ China State Shipbuilding Corporation(CSSC) รัฐวิสาหกิจผู้สร้างเรือจีนในปี พ.ศ.๒๕๔๔(2001) วงเงินราว ๓,๒๐๐,๐๐๐,๐๐๐บาท($100 million ในเวลานั้น)
ร.ล.ปัตตานี และ ร.ล.นราธิวาส ถูกขึ้นระวางประจำการในปี พ.ศ.๒๕๔๘(2005) และ พ.ศ.๒๕๔๙(2006) ตามลำดับ ติดตั้งระบบการรบจากตะวันตกรวมถึงระบบอำนวยการรบ Atlas Elektronik COSYS, radar ตรวจการณ์ Selex RAN-30X/I, ระบบควบคุมการยิง Rheinmetall TMX/EO และปืนเรือ Oto Melara 76/62 ซึ่งเดิมมองจะติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือเช่น Harpoon Block II หรือ Exocet MM40 Block 3 เพิ่มด้วยครับ