วันอังคารที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2563

Saab สวีเดนประกาศทีมเครื่องบินขับไล่ Gripen E สำหรับแคนาดา

Saab announces team for Canada Gripen E campaign



Saab has announced a slate of partners who will participate in its Gripen E campaign for Ottowa’s requirement for 88 new fighters.
https://www.flightglobal.com/defence/saab-announces-team-for-canada-gripen-e-campaign/137050.article

บริษัท Saab สวีเดนได้ประกาศการจัดตั้งกลุ่มหุ้นส่วนที่จะส่วนร่วมในการรณรงค์เครื่องบินขับไล่ Gripen E ของตนสำหรับความต้องการจัดหาเครื่องบินขับไล่ใหม่ 88เครื่องของแคนาดา(https://aagth1.blogspot.com/2019/07/cf-18.html)
Saab สวีเดนกล่าวว่า 'ทีม Gripen สำหรับแคนาดา' จะประกอบด้วยบริษัท IMP Aerospace & Defence แคนาดา, บริษัท CAE แคนาดา, บริษัท Peraton Canada แคนาดา และบริษัท GE Aviation สหรัฐฯ

"มากกว่าสองปีที่แล้ว Saab และรัฐบาลสวีเดนได้รับการสนับสนุนโดยการแข่งขันที่เปิดเผยและโปร่งใสของแคนนาดาเพื่อทดแทนฝูงบินขับไล่ของตน Saab มุ่งมั่นที่จะได้รับความสัมพันธ์ระยะยาวในแคนาดา
ที่จะสร้างงานทักษะสูงและยั่งยืนจำนวนมากอย่างสำคัญสำหรับชาวแคนาดาด้วยห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศและนานาชาติ" Jonas Hjelm หัวหน้าฝ่ายการบินของ Saab กล่าว

IMP Aerospace & Defence แคนาดาจะมีส่วนร่วมในการผลิตและสนับสนุนในประเทศ, CAE แคนาดาจะมอบการฝึกและ "แนวทางแก้ปัญหาระบบภารกิจ" และ Peraton แคนาดาจะสนับสนุนศูนย์ซ่อมบำรุง (MRO: Maintenance Repair and Overhaul) ที่เกี่ยวข้อง
GE Aviation สหรัฐฯซึ่งเป็นผู่ผลิตเครื่องยนต์ไอพ่น Turbofan แบบ F414 ของ Gripen E "จะส่งมอบและดำรงสภาพเครื่องยนต์ของเครื่องบินขับไล่ในแคนาดา" การแข่งขันนี้ได้รับการสนับสนุนโดยรัฐบาลสวีเดน

"เอกสารขอข้อเสนอ(RFP: Request for Proposal) ของแคนาดาต้องการบริษัทต่างๆเพื่อส่งมอบผลประโยชน์ทางอุตสาหกรรมและวิทยาการคุณภาพสูง เช่นที่ Saab ได้แสดงกับ Gripen สำหรับบราซิล(https://aagth1.blogspot.com/2019/08/gripen-e.html)
และกำลังเสนอในความต้องการเครื่องบินขับไล่ใหม่สำหรับฟินแลนด์(https://aagth1.blogspot.com/2020/02/saab-gripen-e.html) และอินเดีย(https://aagth1.blogspot.com/2018/04/110.html)" บริษัท Saab เสริม

เครื่องบินขับไล่ Saab Gripen E สวีเดนมีคู่แข่งขันสองรายในแคนาดาคือเครื่องบินขับไล่ Boeing F/A-18 E/F Super Hornet สหรัฐฯ(https://aagth1.blogspot.com/2017/09/fa-18ef-super-hornet.html)
และเครื่องบินขับไล่ เครื่องบินขับไล่ Lockheed Martin F-35A Lightning II Joint Strike Fighter(JSF) สหรัฐฯ(https://aagth1.blogspot.com/2018/11/cf-18.html, https://aagth1.blogspot.com/2015/10/f-35-1-million.html)

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2019 กระทรวงกลาโหมสหราชอาณาจักรและบริษัท Airbus Defence & Space ยุโรปกล่าวว่าเครื่องบินขับไล่ Eurofighter Typhoon จะไม่เข้าแข่งขันสำหรับความต้องการจัดหาของแคนาดา
ผู้เข้าแข่งขันที่เป็นไปได้อีกรายคือเครื่องบินขับไล่ Dassault Rafale ฝรั่งเศสไม่ได้อยู่ในรายชื่อผู้เข้าแข่งขันตามเอกสารขอข้อเสนอในเดือนกรกฎาคม 2019(https://aagth1.blogspot.com/2018/11/rafale.html)

การประกาศสัญญาคาดว่าจะมีในต้นปี 2022 โดยเครื่องบินขับไล่เครื่องแรกอาจจะส่งมอบได้ในปี 2025 เดิมรัฐบาลแคนาดาต้องการจะจัดซื้อเครื่องบินขับไล่ F/A-18 E/F Super Hornet สหรัฐฯ 18เครื่องเพื่อเติมเต็มช่องว่าง
แต่ความเป็นไปได้นี้ได้ล่มลงท่ามกลางข้อขัดแย้งทางการค้ากับสหรัฐฯในปี 2017 ที่เริ่มต้นโดยบริษัท Boeing สหรัฐฯต่อโครงการเครื่องบินโดยสาร Bombardier CSeries ในขณะนั้นซึ่งต่อมากลายเป็นเครื่องบินโดยสาร Airbus A220

ในการทดแทนแคนาดาได้เข้าสู่ข้อตกลงกับออสเตรเลียเพื่อจัดซื้อเครื่องบินขับไล่ F/A-18A/B Hornet รุ่นดั้งเดิมเครื่องส่วนเกินที่เคยประจำการในกองทัพอากาศออสเตรเลีย(RAAF: Royal Australian Air Force) จำนวน 25เครื่อง
ความเคลื่อนไหวนี้มีจุดประสงค์เพื่อคั่นระยะชั่วคราวต่อฝูงเครื่องบินขับไล่ CF-18 จำนวน 85เครื่องของกองทัพอากาศแคนาดา(RCAF: Royal Canadian Air Force) ที่มีอายุการใช้งานมานานครับ(https://aagth1.blogspot.com/2019/02/fa-18a.html)

วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2563

ออสเตรเลียรับมอบเรือพิฆาตป้องกันภัยทางอากาศชั้น Hobart ลำที่สามเป็นลำสุดท้าย

Australian DoD receives third and final Hobart-class Air Warfare Destroyer

The Australian DoD received Sydney, the third and final AWD on order for the RAN, in a ceremony held in Adelaide on 28 February. Source: Commonwealth of Australia
https://www.janes.com/article/94627/australian-dod-receives-third-and-final-hobart-class-air-warfare-destroyer


กระทรวงกลาโหมออสเตรเลียได้ทำการรับมอบเรือพิฆาตป้องกันภัยทางอากาศชั้น Hobart (AWD: Air Warfare Destroyer) ลำที่สามและเป็นลำสุดท้ายของกองทัพเรือออสเตรเลีย(RAN: Royal Australian Navy)
คือเรือพิฆาต DDG 42 HMAS Sydney ระวางขับน้ำ 7,000 tonne ติดตั้งระบบอำนวยการรบ Aegis ที่จะเข้าประจำการในในอนาคต ณ อู่เรือ Osborne ใน Adelaide เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2020

พิธีรับมอบเรือซึ่งได้เชิญรัฐมนตรีกลาโหมออสเตรเลีย นาง Linda Reynolds และผู้บัญชาการกองทัพเรือออสเตรเลีย Michael Noonan เป็นเครื่องหมายแสดงถึงการเสร็จสิ้นโครงการสร้างเรือพิฆาต AWD วงเงิน A$9 billion($6 billion)
เพื่อทดแทนเรือฟริเกตติดอาวุธปล่อยนำวิถีชั้น Adelaide(แบบเรือฟริเกตชั้น Oliver Hazard Perry สหรัฐฯ) ที่เรือลำสุดท้ายของชั้น FFG 05 HMAS Melbourne ปลดประจำการลงเมื่อเดือนตุลาคม 2019

เรือพิฆาตชั้น Hobart ลำที่สามคาดว่าจะถูกนำเข้าประจำการใน Sydney ในวันที่ 20 พฤษภาคม 2020 และดำเนินการหลายอย่างจนถึงสิ้นปีในการเตรียมการอีกถึง 6เดือนสำหรับการทดสอบรับรองระบบการรบเรือ(CSSQT: Combat System Ship Qualification) กองทัพเรือสหรัฐฯ(US Navy)
การทดลองเหล่านี้รวมถึงการยิงอาวุธที่พื้นที่ฝึกใช้อาวุธ Pacific นอกชายฝั่ง San Diego ของอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศป้องกันภัยทางอากาศ RIM-66 SM-2 Block 3B และ RIM-162 Evolved SeaSparrow Missile(ESSM) ของเรือพิฆาต HMAS Sydney

การประสบความสำเร็จการเสร็จสิ้นการทดสอบ CSSQT สหรัฐฯควรจะเป็นการกรุยทางสำหรับความพร้อมปฏิบัติการเต็มอัตรา(FOC: Final Operational Capability) สำหรับเรือพิฆาต AWD ทั้งสามลำที่จะถูกประกาศพร้อมกันโดย พล.ร.ท.Noonan
เรือพิฆาตชั้น Hobart ลำแรกของชั้น DDG 39 HMAS Hobart เข้าประจำการเมื่อปี 2017(https://aagth1.blogspot.com/2017/06/hobart.html) ขณะที่เรือลำที่สอง DDG 41 HMAS Brisbane เข้าประจำการในปี 2018

เรือพิฆาต HMAS Hobart  และเรือพิฆาต HMAS Brisbane แต่ละลำมีระยะเวลาดำเนินการมากกว่าสองปีตามหลังกำหนดการเดิม ซึ่งเรือตัวเรือเองมีการปรับพื้นฐานใหม่สามครั้ง
ขณะที่เรือพิฆาตชั้น Hobart ลำที่สามและลำสุดสุดท้าย HMAS Sydney ถูกปล่อยลงน้ำเมื่อเดือนพฤษภาคมปี 2018(https://aagth1.blogspot.com/2018/05/hobart.html)

การส่งมอบเรือพิฆาต HMAS Sydney เป็นเวลาล่วงหน้ามากกว่าหลายเดือนจากการปรับกำหนดการใหม่ก่อนหน้า ตามการตัดสินใจดัดแปลงคลังเก็บ Torpedo เบาปราบเรือดำน้ำ Mk 54 และอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น AGM-114N Hellfire
สำหรับเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทางทะเล Sikorsky MH-60R Seahawk ประจำเรือ ในฐานะส่วนหนึ่งของขั้นตอนการก่อสร้างมากกว่าหลังจากที่การสร้างเสร็จสิ้น

รัฐมนตรีกลาโหมออสเตรเลีย นาง Reynolds ยืนยันว่าโครงการเรือพิฆาตป้องกันภัยทางอากาศ AWD ได้เป็นความท้ายทายที่ยุ่งยาก แต่ได้อธิบายถึงเรือพิฆาต HMAS Sydney ว่าเป็น "หนึ่งในเรือกองทัพเรือที่มีขีดความสามารถมากที่สุดในโลก"
โดยการมอบการป้องปราบที่น่าเชื่อถือ, ทางเลือกการตอบสนองที่ปรับขนาดได้หลายรูปแบบ และขีดความสามารถในการตอบโต้เพื่อต่อต้านการถูกบีบบังคับครับ

กองทัพอากาศสหรัฐฯตั้งชื่อเฮลิคอปเตอร์ค้นหากู้ภัย HH-60W ใหม่ว่า Jolly Green II

US Air Force names HH-60W Combat Rescue Helicopter “Jolly Green II”






The US Air Force has named its Sikorsky HH-60W Combat Rescue Helicopter the “Jolly Green II.”
https://www.flightglobal.com/helicopters/us-air-force-names-hh-60w-combat-rescue-helicopter-jolly-green-ii/136980.article


กองทัพอากาศสหรัฐฯ(USAF: US Air Force) ได้ตั้งชื่อเฮลิคอปเตอร์ค้นหาและกู้ภัยในพื้นที่การรบ Sikorsky HH-60W Combat Rescue Helicopter(CRH) ใหม่ของตนว่า 'Jolly Green II'
กองทัพอากาศสหรัฐฯยังได้ประกาศสัญญาแก่บริษัท Sikorsky สหรัฐฯวงเงิน $500 million สำหรับสายการผลิตระดับต่ำขั้นต้น(LRIP: Low Rate Initial Production) Lot 2 ของเฮลิคอปเตอร์กู้ภัยในการรบ HH-60W เพิ่มเติมอีก 12เครื่อง

ตามที่ Sikorsky สหรัฐฯกล่าวในงานการประชุมสัมมนาสงครามทางอากาศสมาคมกองทัพอากาศ(Air Force Association Air Warfare Symposium) เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2020 ใน Orlando มลรัฐ Florida สหรัฐฯ
เฮลิคอปเตอร์ HH-60W ได้รับสืบทอดชื่อมาจากนักบินและลูกเรือของเฮลิคอปเตอร์ Sikorsky HH-3E Jolly Green และเฮลิคอปเตอร์ Sikorsky HH-53 Super Jolly Green สมัยสงครามเวียดนาม

ซึ่งเฮลิคอปเตอร์ HH-3E และเฮลิคอปเตอร์ HH-53 เป็นเฮลิคอปเตอร์ค้นหาและกู้ภัยในพื้นที่การรบยุคบุกเบิกของกองทัพอากาศสหรัฐฯที่ใช้ในภารกิจช่วยเหลือกนักบินที่ถูกยิงตกในดินแดนข้าศึก
โดยชื่อเล่นยักษ์เขียว Jolly Green Giant นี้มาจากแรงกดจากใบพัดของเฮลิคอปเตอร์ที่กดลงไปยังทุ่งข้าวและทุ่งหญ้าให้ลู่แบนลงขณะเครื่องทำการบินยกตัวขึ้น

โครงการเฮลิคอปเตอร์กู้ภัยในการรบ CRH มีความคืบหน้าอย่างรวดเร็วในช่วง 12เดือนมานี้ ตั้งแต่ที่เฮลิคอปเตอร์ HH-60W Jolly Green II ได้ทำการบินครั้งแรกในเดือนพฤษภาคม 2019(https://aagth1.blogspot.com/2019/05/hh-60w.html)
และมี ฮ.HH-60W ได้รับการสร้างขึ้นมาแล้ว 7เครื่อง ด้วยการผสมผสานทางด้านวิศวกรรม, การผลิต และการพัฒนา เช่นเดียวกับระบบออกแบบอากาศยานฝึก โดย ฮ.HH-60W ได้ทำการทำการบินรวมแล้ว 480ชั่วโมงบิน

เพิ่มเติมจากการประกาศสัญญาจัดหา ฮ.HH-60W Lot 2 ล่าสุด 12เครื่อง Sikorsky ได้รับสัญญาจัดหาสำหรับการสร้าง ฮ.HH-60W Lot 1 จำนวน 10เครื่องก่อนหน้าในเดือนกันยายน 2019
รายการบันทึกโครงการของกองทัพอากาศสหรัฐฯมีความต้องการจัดหาเฮลิคอปเตอร์ใหม่ 113เครื่อง เพื่อทดแทนเฮลิคอปเตอร์ค้นหาและกู้ภัยในพื้นที่การรบ Sikorsky HH-60G Pave Hawk ที่มีอายุการใช้งานมานาน

เครื่องชุดแรกในสายการผลิตของเฮลิคอปเตอร์ HH-60W มีแผนที่จะส่งมอบในเดือนเมษายน 2021 แม้ว่าสายการผลิตของ ฮ.Jolly Green II เพิ่งจะเริ่มต้น กองทัพอากาศสหรัฐฯได้กำลังมองที่จะปรับปรุง ฮ.HH-60W แล้ว
ตามที่กองทัพอากาศสหรัฐฯได้ออกเอกสารขอข้อมูล(RFI: Request for Information) เกี่ยวกับการปรับปรุงความทันสมัยของเฮลิคอปเตอร์ HH-60W Jolly Green II ใหม่ในสิ้นปี 2019

"กองทัพอากาศสหรัฐฯกำลังดำเนินการศึกษาภายในของตนเพื่อตัดสินใจว่าคุณสมบัติใดจากทั้งหมดที่เรามีในเครื่องของเราที่ควรจะคงเก็บไว้, คุณสมบัติใดที่ควรจะกำจัดออกไปเนื่องจากไม่มีความเกี่ยวเนื่องในสนามรบยุคใหม่ปัจจุบัน
และคุณสมบัติใดที่จำเป็นต้องได้รับการปรับปรุง" Greg Hames ผู้อำนวยการโครงการเฮลิคอปเตอร์กู้ภัยในการรบ CRH ของ Sikorsky กล่าว

ตัวอย่างเช่นมีระบบสองรายการที่น่าจะถูกนำออกจากเฮลิคอปเตอร์รวมถึง ระบบเชื่อมโยงข้อมูลการหยั่งรู้สถานการณ์(Situation Awareness Data Link) และระบบค้นหาทิศทางอัตโนมัติ(Automatic Direction Finder) Hames กล่าว
ด้วยการอนุมัติประกาศสัญญาขั้นต้นในปี 2014 และความต้องการที่เขียนไว้ก่อนหน้านั้น Hames อธิบายว่าการผสมผสานการเพิ่มพูนระบบไฟฟ้าที่รวดเร็วและภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ได้นำหน้าขีดความความสามารถบางอย่างของเฮลิคอปเตอร์

ความเป็นไปได้อื่นในการปรับปรุง ฮ.HH-60W รวมถึงระบบตรวจจับ Pilotage Distributed Aperture Sensor ของบริษัท Lockheed Martin สหรัฐฯ ที่เป็นชุดกล้องที่ติดตั้งภายนอกลำตัวซึ่งส่งภาพวีดิทัศน์สด 360องศารอบตัวเครื่องแก่นักบิน
นอกจากนี้ขีดความสามารถการบินอัตโนมัติด้วยวิทยาการ Matrix ของ Sikorsky สามารถเป็นตัวเลือกได้ อย่างไรก็ตาม Hames กล่าวว่าทั้งการปรับปรุงวิทยาการทั้งสองเป็นสมมุติฐานล้วนและเป็นหัวข้อที่จะต้องปรับแต่งของกองทัพอากาศสหรัฐฯครับ

วันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2563

ความคืบหน้าโครงการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพไทยในปี ๒๕๖๓-๒




Royal Thai Army's new 3 Sikorsky UH-60A Black Hawk (Refurbished) utillity helicopters was spotted at port and during transport on road in Thailand in February 2020.
(https://www.facebook.com/groups/515670701816435/permalink/2948556201861194/, https://www.facebook.com/groups/modelerthailand/permalink/2962636610442720/, https://www.facebook.com/thaiarmypilot/posts/479714656028086)

Royal Thai Army's Sikorsky UH-60M Black Hawk at Army Aviation Center in Children's Day 2020, 11 January 2020. (unknow photo source)

Royal Thai Army's Mil Mi-17V5 helicopter 41st Aviation Battalion (foreground) and Sikorsky UH-60L 9th Aviation Battalion (background), Aviation Regiment, Army Aviation Center, Royal Thai Army. (Phist.se@gmail.com)

ตามที่กองทัพบกไทยมีโครงการแลกเปลี่ยนซากเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงแบบ ฮ.ล.๔๗ Boeing CH-47D Chinook จำนวน ๖เครื่อง พร้อมชิ้นส่วนซ่อม, เครื่องมือซ่อมบำรุง กับบริภัณฑ์ภาคพื้น ที่เคยประจำการในกองบินสนับสนุนทั่วไป(ปัจจุบันคือ กองพันบินที่๔๑) ศูนย์การบินทหารบก กองทัพบกไทย
กับเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไปแบบ ฮ.ท.๖๐ Sikorsky UH-60A Black Hawk(Refurbished) จำนวน ๓เครื่อง ที่ได้รับการปรับปรุงระบบเครื่องวัดที่มีการติดตั้งตามมาตรฐานกองทัพบกสหรัฐฯ(US Army) นั้น
ล่าสุดได้มีการพบภาพในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๖๓(2020) ว่า ฮ.ท.๖๐ UH-60A ทั้ง ๓เครื่องได้ถูกขนส่งมาถึงไทยจากท่าเรือและเคลื่อนย้ายโดยรถยนตร์บรรทุกพ่วงชานต่ำในเวลากลางคืน เข้าใจว่าน่าจะมีการตรวจรับภายใน ศบบ.

ปัจจุบัน กองพันบินที่๙ กรมบิน ศูนย์การบินทหารบก มี ฮ.ท.๖๐ Sikorsky UH-60L จำนวน ๙เครื่อง และ ฮ.ท.๖๐ Sikorsky UH-60M จำนวน ๓เครื่อง ซึ่งเป็นเครื่องสร้างใหม่จากโรงงานรวม ๑๒เครื่อง เมื่อรวมกับ UH-60A ที่จัดหามาใหม่จะทำให้จำนวนเพิ่มเป็น ๑๕เครื่อง
แม้ว่า UH-60A (Refurbished) ที่ได้รับมอบมาใหม่ ๓เครื่องจะเป็นเครื่องที่ผ่านการใช้งานในกองทัพสหรัฐฯมาก่อน แต่ก็ได้รับการคืนสภาพใหม่ให้มีความทันสมัยและใช้งานต่อไปได้อีกนานหลายปีพอสมควร นับว่าคุ้มค่าเพื่อเพิ่มจำนวนเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไปทางยุทธวิธีสำหรับ ศบบ.
ทั้งนี้ กองพันบินที่๔๑ กรม บ. ศบบ.มี เฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไปแบบ ฮ.ท.๑๗ Mil Mi-17V5 ๗เครื่อง และกำลังจัดหาเพิ่มอีก ๑เครื่องรวม ๘เครื่อง โดยมีความต้องการจัดหารวม ๑๒เครื่องเพื่อทดแทน ฮ.ล.๔๗ CH-47D แม้ว่าสมรรถนะการบรรทุกจะไม่เท่ากันก็ตามครับ(https://aagth1.blogspot.com/2019/02/blog-post_12.html)


Airbus Helicopters has secured a six-unit order for the H135 trainers from the Royal Thai Air Force (RTAF).(https://www.airbus.com/newsroom/events/singapore-airshow-2020.html)
https://aagth1.blogspot.com/2020/02/h135.html

การลงนามสัญญาจัดหาเฮลิคอปเตอร์ฝึก Airbus Helicopters H135 จำนวน ๖เครื่อง ที่กองทัพอากาศไทยจะนำเข้าประจำการ ณ ฝูงบิน๒๐๒ กองบิน๒ โคกกระเทียม จังหวัดลพบุรี ซึ่งฝูงบิน๒๐๓ กองบิน๒ มีเฮลิคอปเตอร์ ฮ.๑๑ EC725(H225M) ประจำการอยู่แล้ว ๑๒เครื่อง
H135 เป็นเฮลิคอปเตอร์ขนาดเบาสองเครื่องยนต์ที่มีความทันสมัยโดยติดตั้งชุดระบบ Avionic แบบ Helionix ที่เพิ่มความปลอดภัยในการฝึกบิน, ระบบแผนที่เคลื่อนที่ Euronav7 และกล้องตรวจการณ์ภายนอกสองระบบแบบ 360degree เพื่อเพิ่มการหยั่งรู้สถานการณ์
รวมการให้บริการซ่อมบำรุงระบบ HCare Smart ทำให้การจัดหา ฮ.ฝ.H135 ทั้ง ๖เครื่องวงเงิน ๑,๓๒๗,๗๙๑,๑๐๐บาท($43,353,707) มีความคุ้มค่าอย่างยิ่ง นับแต่ที่กองทัพอากาศไทยไม่มี ฮ.ฝึกโดยตรงตั้งปลดประจำการเฮลิคอปเตอร์ ฮ.๘ Bell 206B Jet Ranger ในราวปี พ.ศ.๒๕๕๑(2006) ครับ








Royal Thai Air Force's F-5E single-seat serial 21137 and F-5F two-seat 21105, 211st Squadron, Wing 21 Ubon Ratchathani upgraded to F-5TH Super Tigris
and Domestic RTAF U1-M Tactical UAS (Unmanned Aerial System), 404th Squadron, Wing 4 Takhli with two Thales's Freefall Lightweight Multirole Missiles (FFLMM) underwings at Singapore Airshow 2020, 11-16 February 2020
https://aagth1.blogspot.com/2020/02/f-5th-super-tigris-rtaf-u1-m-singapore.html


กองทัพอากาศเข้าร่วมงาน Singapore Airshow 2020 ระหว่างวันที่ ๑๑ - ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ ณ Singapore Changi Exhibition Center สาธารณรัฐสิงคโปร์
เมื่อวันอังคารที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ พลอากาศเอก มานัต วงษ์วาทย์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ ร่วมพิธีเปิดและเยี่ยมชมงาน Singapore Airshow 2020 ณ Singapore Changi Exhibition Center สาธารณรัฐสิงคโปร์

สำหรับการเข้าร่วมงาน Singapore Airshow 2020 ของกองทัพอากาศในครั้งนี้ กองทัพอากาศได้นำเครื่องบินขับไล่แบบที่ ๑๘ ข/ค หรือเครื่องบินแบบ F-5TH และอากาศยานไร้คนขับแบบ RTAF U1 มาร่วมตั้งแสดงภาคพื้น (Static Aircraft Display) 
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อฝึกการเคลื่อนย้ายกำลังของกองทัพอากาศออกนอกประเทศ รวมถึงเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างกองทัพอากาศไทยและกองทัพอากาศสิงคโปร์ และเพื่อให้กำลังพลของกองทัพอากาศได้รับรู้ขีดความสามารถการพัฒนาด้านการบินและเทคโนโลยีที่เข้าร่วมแสดง

โดยกองทัพอากาศได้จัดกำลังพล และอากาศยานเข้าร่วมงานในครั้งนี้ ประกอบด้วย กำลังพล จำนวน ๔๘ นาย โดยมี นาวาอากาศเอก สุรศักดิ์ เสสะเวช ผู้อำนวยการกองมาตรฐานยุทโธปกรณ์และพัฒนาการรบ สำนักนโยบายและแผน กรมยุทธการทหารอากาศ เป็นหัวหน้าคณะ 
และอากาศยานพร้อมยุทโธปกรณ์ ได้แก่ เครื่องบินขับไล่แบบที่ ๑๘ ข/ค หรือเครื่องบินแบบ F-5TH จากฝูงบิน ๒๑๑ กองบิน ๒๑ จำนวน ๒ เครื่อง และ อากาศยานไร้คนขับแบบ RTAF U1 จากฝูงบิน ๔๐๔ กองบิน ๔ จำนวน ๑ เครื่อง รวมอากาศยานทั้งสิ้น ๓ เครื่อง เข้าร่วมจัดแสดง 
ส่วนทางด้านของกองทัพอากาศสิงค์โปร์ได้ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน จัดอากาศยานแบบต่าง ๆ เข้าร่วมจัดแสดงมากมาย อาทิเช่น F-16C/D, F-15SG

สำหรับงาน Singapore Airshow 2020 จัดว่าเป็นงานแสดงด้านอากาศยานและยุทธปัจจัยด้านกลาโหมที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ซึ่งมีการแสดงอากาศยาน (Static Aircraft Display) และการแสดงการบิน (Aerobatic Flying Display) 
โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ ๑๑ - ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ ณ Singapore Changi Exhibition Center สาธารณรัฐสิงคโปร์
https://www.facebook.com/RTAFpage/posts/3157021900994045

นับเป็นเรื่องน่าสนใจมากที่งานแสดงการบินนานาชาติ Singapore Airshow 2020 ที่สิงคโปร์ เป็นครั้งแรกที่กองทัพอากาศไทยได้ส่งเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๘ข F-5E หมายเลข 21137 และ บ.ข.๑๘ค F-5F หมายเลข 21105 ฝูงบิน๒๑๑ กองบิน๒๑ ที่ได้รับการปรับปรุงมาตรฐาน F-5TH Super Tigris
และอากาศยานไร้คนขับ RTAF U1-M ซึ่งเป็นรุ่นติดอาวุธของระบบอากาศยานไร้นักบินทางยุทธวิธีขนาดกลาง RTAF U1 มาจัดแสดงในต่างประเทศครั้งแรก แสดงถึงความก้าวหน้าด้านอุตสาหกรรมอากาศยานของไทย(https://aagth1.blogspot.com/2019/11/f-5th-super-tigris-iris-t.html)
งานแสดง Singapore Airshow ที่จัดขึ้นทุกสองปีในครั้งก่อนหน้านั้นกองทัพอากาศไทยได้ส่งเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๒๐/ก Saab Gripen C/D ฝูงบิน๗๐๑ กองบิน๗ มาจัดแสดงในงาน แม้ว่างานปีนี้สิงคโปร์จะได้รับผลกระทบจากการระบาดของ coronavirus COVID-19 ก็ตามครับ


Clip: RTAF Symposium 2020 สร้างความเข้าใจ แนวทางการพัฒนากองทัพอากาศในอนาคต การใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและให้ความร่วมมือ ทั้งจากเหล่าทัพ ภาครัฐ ภาคเอกชน
https://www.facebook.com/RTAFpage/videos/259044101773743/

Clip: การประชุมสัมมนาทางวิชาการกองทัพอากาศ ประจำปี 2563 เพื่อขับเคลื่อนกองทัพอากาศให้เป็นแหล่งรวมปัญญา และสนับสนุนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ วิจัย พัฒนา สร้างองค์ความรู้โดยคนไทย อย่างยั่งยืน Let's move forward to the future.
https://www.facebook.com/RTAFpage/videos/2713360582050852/

นอกจากการเผยแพร่สมุดปกขาวกองทัพอากาศไทย White Paper 2020(https://aagth1.blogspot.com/2020/02/2020.html) การประชุมสัมมนาทางวิชาการกองทัพอากาศไทย RTAF Symposium 2020 ยังได้เปิดเผยความคืบหน้าของหลายโครงการการพัฒนากำลังอากาศยานเช่น
การบูรณาการอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยใกล้ IRIS-T กับเครื่องบินขับไล่ F-5TH แล้วยังรวมถึงแผนการบูรณาการกับเครื่องบินขับไล่และฝึกแบบที่๒ บ.ขฝ.๒ T-50TH ที่จะมีความร่วมมือกับบริษัท Korea Aerospace Industries(KAI) สาธารณรัฐเกาหลี และบริษัท Lockheed Martin สหรัฐฯ
ความคืบหน้าในการปรับปรุงความทันสมัยเครื่องบินโจมตีแบบที่๗ บ.จ.๗ Alpha Jet ฝูงบิน๒๓๑ กองบิน๒๓ อุดรธานี จำนวน ๑๔เครื่องที่เปิดเผยภาพเครื่องต้นแบบในโรงงานและห้องนักบินที่ได้รับการปรับปรุงเป็น Glass Cockpit ซึ่งเข้าใจว่าจะมีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมตามมาภายหลังครับ


Thailand’s Bangkok Dock and Defence Technology Institute (DTI) have teamed up to offer the Philippines a 90 m offshore patrol vessel (OPV), with a design similar to the Royal Thai Navy’s HTMS Krabi.
https://aagth1.blogspot.com/2020/02/bangkok-dock-dti-opv.html

ความร่วมมือระหว่างบริษัท อู่กรุงเทพ จำกัด(Bangkok Dock) และสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ สทป.(DTI: Defence Technology Institute) ในการเสนอเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชุดเรือหลวงกระบี่ แก่กองทัพเรือฟิลิปปินส์(PN: Philippine Navy) นั้นถูกนักวิเคราะห์บางกลุ่มที่ไม่หวังดีนักมองว่า
แบบเรือ 90m OPV ที่ไทยซื้อสิทธิบัตรจาก BAE Systems สหราชอาณาจักร ไม่น่าจะมีโอกาสในฟิลิปปินส์ที่ไทยจะต่อเรือ 6ลำส่งออกให้ได้ เช่นเดียวกับกองทัพเรือศรีลังกา(Sri Lanka Navy) ที่เป็นเพียงการดูงานเท่านั้น(https://aagth1.blogspot.com/2018/10/bangkok-dock-opv.html)
เพราะโครงการสร้างเรือ ตกก.ทั้ง ๒ลำของกองทัพเรือไทยคือ ร.ล.กระบี่ และ ร.ล.ประจวบคีรีขันธ์(https://aagth1.blogspot.com/2019/09/blog-post_28.html) มีความล่าช้าจากปัญหาเรื่องความพร้อมของสิ่งอำนวยความสะดวกในอู่ราชนาวีมหิดลอดุลยเดชฯ ซึ่งเป็นการดูแคลนมองแต่ปัญหาครับ




NORINCO VT4 Main Battle Tanks of 6th Cavalry Battalion, 6th Carvalry Regiment, 3rd Carvalry Division, Royal Thai Army(https://www.facebook.com/Cavalry1006/)

Royal Thai Army Ordnance Department's request approval document for fourth batch of 10 VT4 MBT include Tank Simulator, 20 December 2019

เอกสารของกรมสรรพาวุธทหารบกในวันที่ ๒๐ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๖๒ ได้มีการจัดสรรงบประมาณสำหรับโครงการจัดหารถถังหลัก VT4 ระยะที่๔ จำนวน ๑๐คัน และเครื่องช่วยฝึก Simulator จำนวน ๑ระบบ วงเงิน ๑,๖๖๒,๓๗๕,๐๐๐บาท($53,625,000)
แบ่งเป็นรถถังหลัก VT4 คันละ ๑๕๒,๔๗๓,๕๐๐บาท($4,918,500) รวม ๑๐คัน ๑,๕๒๔,๗๓๕,๐๐๐บาท($49,185,000) และเครื่องช่วยฝึก Simulator ๑ระบบ ๑๓,๖๔๐,๐๐๐บาท($4,440,000) เมื่อรวมกับการจัดหาสามระยะที่ผ่านจะรวมเป็นทั้งสิ้น ๖๒คัน
โดยกองทัพบกไทยได้จัด ถ.หลัก VT4 ระยะที่๑ จำนวน ๒๘คัน ในปี พ.ศ.๒๕๕๙(2016), ระยะที่๒ จำนวน ๑๐ คัน พร้อมรถซ่อมบำรุง ๑คัน ในปี พ.ศ.๒๕๖๐(2017) และระยะที่๓ จำนวน ๑๔คัน ในปี พ.ศ.๒๕๖๑(2018) ครับ(https://aagth1.blogspot.com/2018/12/vt4.html)







Platoon of 112nd Infantry Regiment, 11th Infantry Division, Royal Thai Army's Stryker RTA ICV 8x8 (Royal Thai Army Infantry Carrier Vehicle) with M2 Flex .50cal heavy machine gun and STK 40 automatic grenade launcher
joint Platoon of Stryker 8x8, Alpha Company, 2nd Battalion, 1st Infantry Regiment, 2nd Stryker Brigade Combat Team (2nd SBCT), 2nd Infantry Division, US Army during exercise Hanuman Guardian 2020 in 24 February-6 March 2020.


“เริ่มแล้ว Hanuman Guardian 20-1B รหัสการฝึกผสมของหน่วยยานเกราะ Stryker”
พ.อ.ณัฏฐพงศ์ อัศวินวงศ์ ผบ.ร.112 และ CPT Brian Walter ผบ.ร้อย.Alpha จาก 2-1 SBCT, Fort Lewis รัฐ Washington เป็นประธานร่วมเปิดการฝึกผสมรหัส HG 20-1B ของหน่วยระดับหมวดยานเกราะ Stryker ณ ค่ายสมเด็จพระนั่งเกล้า พล.ร.11
สำหรับการฝึกผสมฯ HG 20-1B เป็นการฝึกผสมครั้งแรกของหน่วย Stryker ไทย ซึ่ง ทบ.สหรัฐฯ และ ทบ.ไทย จัดกำลังพลและยุทโธปกรณ์เข้าร่วมการฝึกฯ ฝ่ายละ 1 หมวด โดยจะทำการฝึกในที่ตั้งและนอกที่ตั้งในพื้นที่ จว.ฉะเชิงเทรา และพื้นที่ใกล้เคียง ในห้วง 24 ก.พ.-6 มี.ค.63 นี้
ทั้งนี้เพื่อเป็นการพัฒนาขีดความสามารถของกำลังพลและหน่วย Stryker ทบ.ไทย และเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างกองทัพและกองทัพ บุคคลและบุคคลของทั้ง 2 ชาติ

การฝึกผสมกองทัพบกไทยและกองทัพบกสหรัฐฯ Hanuman Guardian 2020 ระหว่างวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์-๖ มีนาคม พ.ศ.๒๕๖๓ เป็นครั้งแรกที่กองทัพบกไทยส่งหมวดยานเกราะล้อยาง Stryker RTA ICV 8x8 จาก กรมทหารราบที่๑๑๒ กองพลทหารราบที่๑๑
เข้าร่วมการฝึกกับหมวดยานเกราะ Stryker กองร้อย Alpha กองพันที่2 กรมทหารราบที่1 กองพลน้อยชุดรบ Stryker ที่2 กองพลทหารราบที่2 กองทัพบกสหรัฐฯ เป็นการฝึกต่อเนื่องหลังจากที่ไทยได้รับมอบรถในปี 2019(https://aagth1.blogspot.com/2019/12/vn1-stryker-rta-icv.html
และจะเห็นว่าทหารราบกองทัพบกไทยใช้ปืนเล็กยาวจู่โจม FN SCAR-L CQC(Close Quarters Combat) ขนาด 5.56x45mm(https://aagth1.blogspot.com/2020/01/fn-scar-stryker.html) ฝึกกับทหารราบกองทัพบกสหรัฐฯที่ใช้ปืนเล็กสั้น M4 ด้วยครับ






Lockheed Martin F-35B Lightning II of Marine Fighter Attack Squadron 121 (VMFA-121) 'Green Knights' from LHA-6 USS America involve Amphibious Exercise during Cobra Gold 2020 at Hat Yao Beach, Sattahip, Chonburi, Thailand in 28 February 2020.
https://www.facebook.com/CobraGoldExercises/posts/178344266945039









Sikorsky CH-53E Super Stallion US Marine Corps (USMC) conduct Deck Landing Qualification (DLQ) for first time on Royal Thai Navy's Landing Platform Dock LPD-791 HTMS Angthong.

การฝึกร่วมผสมการปฏิบัติการสะเทินสะเทินบก ภายใต้รหัสการฝึก Cobra Gold 2020
ในวันนี้ 27 ก.พ.63 เป็นการฝึกเคลื่อนกำลังจากเรือสู่ที่หมาย(Ship to Objective) โดย ร.ล.อ่างทอง ทำหน้าที่ เป็นเรือควบคุมหลัก 
เเละลำเลียงกำลังพลขึ้นอากาศยานลำเลียงประเภท CH-53 Super Stallion ทำการฝึกลำเลียงกำลังรบยกพลขึ้นบก ซึ่งใช้จากกำลังทหารนาวิกโยธิน ในการปฏิบัติการ
ทั้งนี้ การปฏิบัติการร่วมระหว่างเรือของราชนาวีไทย กับเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงขนาดใหญ่ของนาวิกโยธินสหรัฐ ถือเป็นการปฏิบัติการร่วมกับอากาศยานประเภทนี้ เป็นครั้งเเรก และเป็นอากาศยานลำเลียงขนาดใหญ่ที่สุดที่ได้ทดสอบการขึ้นลงบน ร.ล.อ่างทอง
แสดงถึงขีดความสามารถของยุทธโธปกรณ์ของราชนาวีไทยที่เป็นสากล ที่สามารถตอบสนองการปฏิบัติการร่วมกับต่างชาติ รวมทั้ง ความสัมพันธ์อันดีกับมิตรประเทศ ในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในการปฏิบัติการทางเรือ เพื่อพัฒนานำไปใช้ปฏิบัติงานร่วมกับนานาชาติต่อไป
Clip: https://www.facebook.com/RTNBYSpokesperson/videos/532095860748936/

นอกจากการฝึก Hanuman Guardian 2020 แล้ว ในห้วงเวลาใกล้เคียงกันยังมีการฝึกผสม Cobra Gold 2020 ระหว่างกองทัพบกไทย กองทัพเรือไทย และกองทัพอากาศไทย กับกองทัพสหรัฐฯ และสิงคโปร์, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, ญี่ปุ่น และสาธารณรัฐเกาหลี
ซึ่งในส่วนกองทัพเรือสหรัฐฯนั้นเป็นปีแรกที่ส่งเรือยกพลขึ้นบกจู่โจมบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ LHA-6 USS America และนาวิกโยธินสหรัฐฯส่งเครื่องบินขับไล่ F-35B Lightning II ฝูงบิน VMFA-121 และนำเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงหนัก CH-53E ลงจอดบนเรืออู่ยกพลขึ้นบกเรือหลวงอ่างทองเป็นครั้งแรก
รวมถึงกองทัพเรือไทยได้เปิดการฝึกกองทัพเรือประจำปี ๒๕๖๓ ที่เป็นห้วงการฝึกภายในประจำทุกปีด้วยครับ(https://aagth1.blogspot.com/2020/02/lha-6-uss-america-cobra-gold-2020.html, https://aagth1.blogspot.com/2020/02/blog-post_26.html)