ESSM Block 2 with Active Seeker Successfully Intercepts Aerial Target
File picture: ESSM Block 2 vertically launched
http://navyrecognition.com/index.php/news/defence-news/2018/july-2018-navy-naval-defense-news/6339-essm-block-2-with-active-seeker-successfully-intercepts-aerial-target.html
สำนักงานโครงการ NATO Seasparrow Project Office ได้ประสบความสำเร็จล่าสุดในการดำเนินการทดสอบการยิงอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศจากเรือผิวน้ำ RIM-162 Evolved Seasparrow Missile(ESSM) Block 2
ในการสกัดกั้นเป้าบินแบบ BQM-74E ตามที่กองทัพเรือสหรัฐฯ(USN: US Navy) ประกาศเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคมที่ผ่านมา
การทดสอบการยิงอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ ESSM Block 2 นี้เป็นครั้งแรกในการนำระบบนำวิถีแบบ Active Radar Homing มาใช้กับระบบค้นหาเป้าหมายในส่วนหัวจรวด
โดย ESSM Block 2 จะสามารถทำงานได้ทั้งรูปแบบระบบนำวิถี Semi-Active Radar Homing และ Active Radar Homing เพื่อให้ตรงความต้องการในการต่อต้านภัยคุกคามในปัจจุบันและที่คาดว่าจะมีในอนาคต
การทดสอบล่าสุดนี้มีขึ้นตามหลังจากความสำเร็จในการทดสอบการบินของอาวุธปล่อยนำวิถีในการทดสอบการควบคุม(Controlled Test Vehicle) 2ครั้งเมื่อเดือนมิถุนายน 2017
และการทดสอบล่าสุดนี้เป็นการทดสอบการยิงจริงครั้งแรกในชุดการทดสอบที่จะนำไปสู่การเข้าสู่สายการผลิตของอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ RIM-162 ESSM Block 2
"การทดสอบยิงนี้เป็นความสำคัญยิ่งเพื่อการสาธิตทาง Technology สำหรับ ESSM Block 2 ผมภูมิใจอย่างมากต่อทุกทีมโครงการ NATO Seasparrow จากหุ้นส่วนภาคอุตสาหกรรมของเรา ถึงกิจกรรมภาคสนามและภาคสถานที่ทดสอบ
สำหรับทุกงานที่หลากหลายที่นำไปสู่การทำให้เหตุการณ์นี้ประสบความสำเร็จ" นาวาเอก Bruce Schuette ผู้จัดการโครงการ NATO Seasparrow Project กล่าว
NATO Seasparrow Project เป็นกลุ่มความร่วมมือ 12ชาติที่ประกอบด้วย ออสเตรเลีย เบลเยี่ยม แคนาดา เดนมาร์ก เยอรมนี กรีซ เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ โปรตุเกส สเปน ตุรกี และสหรัฐฯ
ที่เป็นหุ้นส่วนในด้านวิศวกรรม การพัฒนา การผลิต และการบำรุงรักษา ของอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศตระกูล Seasparrow รวมถึงอุปกรณ์สนับสนุนที่เกี่ยวข้อง
NATO Seasparrow Project ถูกจัดตั้งขึ้นในปี 1968 โดยกลุ่มชาติสมาชิก NATO ผู้ใช้งานอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศตระกูล Seasparrow
นับเป็นโครงการความร่วมมือด้านอาวุธร่วมของชาติสมาชิก NATO ที่ดำเนินการมานานที่สุดและประสบความสำเร็จมากที่สุด ซึ่งได้ฉลองการครบรอบปีที่ 50ในปี 2018 นี้
ESSM เป็นอาวุธปล่อยนำวิถีด้วย Radar พิสัยกลางทุกกาลอากาศ ซึ่งสามารถโจมตีได้ทั้งในบทบาทอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ และอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้น เช่น การต่อต้านเรือผิวน้ำ
ESSM มีพื้นฐานพัฒนามาจากอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ RIM-7 Sea Sparrow ที่ถูกพัฒนาและใช้งานมาเป็นเวลากว่า 43ปี
ในกลุ่มชาติสมาชิกโครงการ NATO Seasparrow Project มี 10ชาติที่มีอาวุธปล่อยนำวิถี ESSM ประจำการคือ สหรัฐฯ ออสเตรเลีย แคนาดา เดนมาร์ก เยอรมนี กรีซ เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ สเปน และตุรกี
และส่งออกให้มิตรประเทศในรูปแบบการขาย Foreign Military Sales(FMS) คือ ญี่ปุ่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และกองทัพเรือไทย(Royal Thai Navy) บนเรือฟริเกตชุดเรือหลวงนเรศวร(http://aagth1.blogspot.com/2015/09/rim-162-essm-carat-2015-thailand.html) และเรือหลวงท่าจีน(http://aagth1.blogspot.com/2017/01/blog-post_23.html)
ESSM มีคุณสมบัติในการใช้ระบบควบคุมทิศทางที่ท้ายจรวด ระบบนำวิถีที่มีขีดความสามารถสูงด้วยหัวระบบค้นหาที่มีประสิทธิภาพ ปรับปรุงระบบขับเคลื่อนและความแม่นยำ
ทำให้ ESSM สามารถที่จะโคจรเข้าถึงจุดสกัดกั้นเป้าหมายด้วยความเร็วที่จะที่ต่อต้านทำลายภัยคุกคามได้รวดเร็วและว่องไวมากขึ้น
ESSM มีขีดความสามารถที่เป็นสะพานเชื่อช่องว่างระหว่างระบบป้องกันระยะประชิด(CIWS: Close-In Weapon System) และระบบป้องกันภัยทางอากาศพื้นที่ท้องถิ่น(Local Area Defense System)
ผลลัพธ์ทางกลศาสตร์การเคลื่อนไหวช่วยลดระยะเวลาที่จรวดโคจรถึงเป้าหมาย และยังเป็นระบบอาวุธพหุภารกิจที่มีประสิทธิภาพสูงในการต่อต้านภัยคุกคามความเร็วสูงหรือความเร็วต่ำ
ตามข้อมูลจากแหล่งที่มาเปิดอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ RIM-162 ESSM มีพิสัยการยิง 27nmi(50km) และมีความเร็วสูงสุดที่ Mach 4+
ESSM Block 2 แตกต่างจาก ESSM Block 1 ด้วยการใช้ Active Radar Homing สนับสนุนการเข้าสกัดเป้าหมายในขั้นสุดท้ายโดยที่ไม่ต้องใช้ Radar ควบคุมการยิงจากเรือที่ยิงแพร่คลื่นจับเป้าหมายตลอดเวลา ทั้งนี้ ESSM Block 2 จะเข้าประจำการในกองทัพเรือสหรัฐฯตั้งแต่ปี 2020 ครับ
วันอาทิตย์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
สิงคโปร์จะทดแทนเรือคอร์เวตชั้น Victory ด้วยเรือ MRCV และเรืออู่ยกพลขึ้นบกชั้น Endurance ด้วยเรือ JMMS
Singapore to replace Victory-class missile corvettes with Multi-Role Combat Vessels
The Victory-class corvette, RSS Valiant. The class will reach the end of its operational life in 2025. Source: Singapore MINDEF
http://www.janes.com/article/81474/singapore-to-replace-victory-class-missile-corvettes-with-multi-role-combat-vessels
Singapore to replace Endurance class with Joint Multi Mission Ship after 2020
A Republic of Singapore Navy Endurance-class ship, RSS Endurance. The class will be replaced by the JMMS after 2020. Source: Singapore Armed Forces
http://www.janes.com/article/81429/singapore-to-replace-endurance-class-with-joint-multi-mission-ship-after-2020
กองทัพเรือสิงคโปร์(RSN: Republic of Singapore Navy) จะปลดประจำการเรือคอร์เวตชั้น Victory ทั้ง 6ลำ และจะทดแทนด้วยเรือรบแบบใหม่ที่เรียกว่า Multi-Role Combat Vessel(MRCV)
เรื่องนี้ได้รับการเปิดเผยโดยรัฐมนตรีกลาโหมสิงคโปร์ Ng Eng Hen ในการประชุมร่วมกับสื่อที่จัดขึ้นในวันกองทัพสิงคโปร์(SAF: Singapore Armed Forces) เมื่อ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา
เรือลำแรกของชั้นคือ RSS Victory หมายเลขเรือ 88 เข้าประจำการในปี 1990 และปัจจุบันประจำการในกองเรือที่188(188 Squadron) กองทัพเรือสิงคโปร์
เรือคอร์เวตชั้น Victory มีความยาวตัวเรือ 62m ทำความเร็วได้สูงสุด 35knots มีพิสัยทำการปกติที่ 2,000nmi ที่ความเร็วมัธยัสถ์ 22knots
เรือคอร์เวตชั้น Victory แต่ละลำติดตั้งปืนใหญ่เรือ OTO Melara 76mm/62 อิตาลี ในตำแหน่งหลักที่หัวเรือ และท่อ Torpedo เบาปราบเรือดำน้ำแบบ A244/S Mod 1 อิตาลี ขนาด 324mm ในท่อยิงแฝดสาม 6ท่อยิง
รวมถึงยังติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำ McDonnell Douglas RGM-84 Harpoon สหรัฐฯ และอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ Israel Aerospace Industries/RAFAEL Barak I อิสราเอล
เรือคอร์เวตชั้น Victory ได้เข้ารับโครงการยืดอายุการใช้งาน(SLEP: Service-Life Extension Programme) ในช่วงปี 2009-2014 และได้รับการขยายเพิ่มขีดความสามารถที่รวมการติดตั้ง Radar แบบ Saab Sea Giraffe AMB(Agile Multiple Beam) สวีเดน
ปรับปรุงระบบอำนวยการรบเพิ่มเติม และระบบส่งและเก็บกู้กลับคืนสำหรับอากาศยานไร้คนขับ(UAV: Unmanned Aerial Vehicle) แบบ Boeing ScanEagle สหรัฐฯ
เรือคอร์เวตชั้น Victory ซึ่งปกติถูกวางกำลังในการตรวจการณ์ทางทะเลในช่องแคบ Malacca และทะเลจีนใต้ จะใกล้หมดอายุการใช้งานในปี 2025 ขณะเดียวกันเรือ MRCV ซึ่งจะถูกนำเข้าประจำการหลังปี 2020 จะเป็นที่เข้าใจว่าจะถูกใช้เป็น "เรือแม่" สำหรับปฏิบัติการของหลายระบบไร้คนขับ
ทั้ง UAV, ยานผิวน้ำไร้คนขับ(USV: Unmanned Surface Vehicle) และยานใต้น้ำไร้คนขับ(UUV: Unmanned Underwater Vehicle) ตามที่รัฐมนตรีกลาโหมสิงคโปร์กล่าว
ในการแข่งขันเพื่อขยายขีดความสามารถด้านการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมระดับนานาชาติของกองทัพสิงคโปร์ กองทัพเรือสิงคโปร์จะปลดประจำการเรืออู่ยกพลขึ้นบก(LPD: Landing Platform Dock) ชั้น Endurance หลังปี 2020
และเรืออู่ยกพลขึ้นบกชั้น Endurance ทั้ง 4ลำจะถูกทดแทนด้วยเรือยกพลขึ้นบกแบบใหม่ที่เรียกว่า Joint Multi Mission Ship(JMMS)
เรือ LPD ชั้น Endurance ซึ่งถูกเรียดกำหนดแบบว่าเรือยกพลขึ้นบกขนาดใหญ่(LST: Landing Ship Tank) ซึ่งทั้ง 4ลำประจำการในกองเรือที่191(191 Squadron) กองทัพเรือสิงคโปร์ ถูกนำเข้าประจำการในช่วงเดือนมีนาคม 1998-กุมภาพันธ์ 2000
และปกติส่งไปวางกำลังสนับสนุนสำหรับการฝึกนักเรียนนายเรือภาคทะเล(MSTD: Midshipman Sea Training Deployment) ของกองทัพเรือสิงคโปร์
เรือ LPD ชั้น Endurance ยังเคยถูกนำไปวางกำลังสนับสนุนปฏิบัติการช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรมระดับนานาชาติหลายเหตุการณ์ เช่น ภัยพิบัติทสึนามิมหาสมุทรอินเดียวปี 2004 และภารกิจค้นหาเครื่องบินโดยสารสายการบิน AirAsia เที่ยวบิน QZ 8501 ในเดือนธันวาคม 2014
รวมถึงยังเป็นพื้นฐานของแบบเรืออู่ยกพลขึ้นบก ร.ล.อ่างทอง(LPD-791 HTMS Angthong) กองทัพเรือไทย(Royal Thai Navy) ที่เข้าประจำการในเดือนเมษายน 2012 โดยมีการปรับปรุงที่แตกต่างจากชั้น Endurance ในหลายจุด
เรืออู่ยกพลขึ้นบกชั้น Endurance มีความยาวตัวเรือ 141m ทำความเร็วได้สูงสุด 15knots มีพิสัยทำการปกติที่ 10,400nmi ที่ความเร็วมัธยัสถ์ 12knots มีโรงเก็บและลานจอดเฮลิคอปเตอร์รองรับเฮลิคอปเตอร์ Super Puma ได้ 2เครื่อง
แต่ละลำติดตั้งปืนใหญ่เรือ Otobreda 76 mm/62 Super Rapid ที่หัวเรือ และปืนใหญ่กล Bushmaster 25mm 2กระบอกที่กราบซ้ายและกราบขวาใกล้แต่ละปีกของสะพานเดินเรือ
ขณะที่แผนการทดแทนเรือ LPD ชั้น Endurance ด้วยเรือ JMMS ได้รับการเปิดเผยครั้งแรกโดยรัฐมนตรีกลาโหมสิงคโปร์ Ng เมื่อเดือนมีนาคม 2014 ระหว่างการประชุมของรัฐสภาสิงคโปร์
เรือยกพลขึ้นบก JMMS ใหม่จะขยายขีดความสามารถของสิงคโปร์ในการประสานงานร่วมในปฏิบัติการบรรเทาภัยพิบัติในระดับภูมิภาค และทำงานร่วมกับหุ้นส่วนนานาชาติในวิกฤตการณ์ด้านมนุษยธรรมครับ
The Victory-class corvette, RSS Valiant. The class will reach the end of its operational life in 2025. Source: Singapore MINDEF
http://www.janes.com/article/81474/singapore-to-replace-victory-class-missile-corvettes-with-multi-role-combat-vessels
Singapore to replace Endurance class with Joint Multi Mission Ship after 2020
A Republic of Singapore Navy Endurance-class ship, RSS Endurance. The class will be replaced by the JMMS after 2020. Source: Singapore Armed Forces
http://www.janes.com/article/81429/singapore-to-replace-endurance-class-with-joint-multi-mission-ship-after-2020
กองทัพเรือสิงคโปร์(RSN: Republic of Singapore Navy) จะปลดประจำการเรือคอร์เวตชั้น Victory ทั้ง 6ลำ และจะทดแทนด้วยเรือรบแบบใหม่ที่เรียกว่า Multi-Role Combat Vessel(MRCV)
เรื่องนี้ได้รับการเปิดเผยโดยรัฐมนตรีกลาโหมสิงคโปร์ Ng Eng Hen ในการประชุมร่วมกับสื่อที่จัดขึ้นในวันกองทัพสิงคโปร์(SAF: Singapore Armed Forces) เมื่อ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา
เรือลำแรกของชั้นคือ RSS Victory หมายเลขเรือ 88 เข้าประจำการในปี 1990 และปัจจุบันประจำการในกองเรือที่188(188 Squadron) กองทัพเรือสิงคโปร์
เรือคอร์เวตชั้น Victory มีความยาวตัวเรือ 62m ทำความเร็วได้สูงสุด 35knots มีพิสัยทำการปกติที่ 2,000nmi ที่ความเร็วมัธยัสถ์ 22knots
เรือคอร์เวตชั้น Victory แต่ละลำติดตั้งปืนใหญ่เรือ OTO Melara 76mm/62 อิตาลี ในตำแหน่งหลักที่หัวเรือ และท่อ Torpedo เบาปราบเรือดำน้ำแบบ A244/S Mod 1 อิตาลี ขนาด 324mm ในท่อยิงแฝดสาม 6ท่อยิง
รวมถึงยังติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำ McDonnell Douglas RGM-84 Harpoon สหรัฐฯ และอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ Israel Aerospace Industries/RAFAEL Barak I อิสราเอล
เรือคอร์เวตชั้น Victory ได้เข้ารับโครงการยืดอายุการใช้งาน(SLEP: Service-Life Extension Programme) ในช่วงปี 2009-2014 และได้รับการขยายเพิ่มขีดความสามารถที่รวมการติดตั้ง Radar แบบ Saab Sea Giraffe AMB(Agile Multiple Beam) สวีเดน
ปรับปรุงระบบอำนวยการรบเพิ่มเติม และระบบส่งและเก็บกู้กลับคืนสำหรับอากาศยานไร้คนขับ(UAV: Unmanned Aerial Vehicle) แบบ Boeing ScanEagle สหรัฐฯ
เรือคอร์เวตชั้น Victory ซึ่งปกติถูกวางกำลังในการตรวจการณ์ทางทะเลในช่องแคบ Malacca และทะเลจีนใต้ จะใกล้หมดอายุการใช้งานในปี 2025 ขณะเดียวกันเรือ MRCV ซึ่งจะถูกนำเข้าประจำการหลังปี 2020 จะเป็นที่เข้าใจว่าจะถูกใช้เป็น "เรือแม่" สำหรับปฏิบัติการของหลายระบบไร้คนขับ
ทั้ง UAV, ยานผิวน้ำไร้คนขับ(USV: Unmanned Surface Vehicle) และยานใต้น้ำไร้คนขับ(UUV: Unmanned Underwater Vehicle) ตามที่รัฐมนตรีกลาโหมสิงคโปร์กล่าว
ในการแข่งขันเพื่อขยายขีดความสามารถด้านการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมระดับนานาชาติของกองทัพสิงคโปร์ กองทัพเรือสิงคโปร์จะปลดประจำการเรืออู่ยกพลขึ้นบก(LPD: Landing Platform Dock) ชั้น Endurance หลังปี 2020
และเรืออู่ยกพลขึ้นบกชั้น Endurance ทั้ง 4ลำจะถูกทดแทนด้วยเรือยกพลขึ้นบกแบบใหม่ที่เรียกว่า Joint Multi Mission Ship(JMMS)
เรือ LPD ชั้น Endurance ซึ่งถูกเรียดกำหนดแบบว่าเรือยกพลขึ้นบกขนาดใหญ่(LST: Landing Ship Tank) ซึ่งทั้ง 4ลำประจำการในกองเรือที่191(191 Squadron) กองทัพเรือสิงคโปร์ ถูกนำเข้าประจำการในช่วงเดือนมีนาคม 1998-กุมภาพันธ์ 2000
และปกติส่งไปวางกำลังสนับสนุนสำหรับการฝึกนักเรียนนายเรือภาคทะเล(MSTD: Midshipman Sea Training Deployment) ของกองทัพเรือสิงคโปร์
เรือ LPD ชั้น Endurance ยังเคยถูกนำไปวางกำลังสนับสนุนปฏิบัติการช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรมระดับนานาชาติหลายเหตุการณ์ เช่น ภัยพิบัติทสึนามิมหาสมุทรอินเดียวปี 2004 และภารกิจค้นหาเครื่องบินโดยสารสายการบิน AirAsia เที่ยวบิน QZ 8501 ในเดือนธันวาคม 2014
รวมถึงยังเป็นพื้นฐานของแบบเรืออู่ยกพลขึ้นบก ร.ล.อ่างทอง(LPD-791 HTMS Angthong) กองทัพเรือไทย(Royal Thai Navy) ที่เข้าประจำการในเดือนเมษายน 2012 โดยมีการปรับปรุงที่แตกต่างจากชั้น Endurance ในหลายจุด
เรืออู่ยกพลขึ้นบกชั้น Endurance มีความยาวตัวเรือ 141m ทำความเร็วได้สูงสุด 15knots มีพิสัยทำการปกติที่ 10,400nmi ที่ความเร็วมัธยัสถ์ 12knots มีโรงเก็บและลานจอดเฮลิคอปเตอร์รองรับเฮลิคอปเตอร์ Super Puma ได้ 2เครื่อง
แต่ละลำติดตั้งปืนใหญ่เรือ Otobreda 76 mm/62 Super Rapid ที่หัวเรือ และปืนใหญ่กล Bushmaster 25mm 2กระบอกที่กราบซ้ายและกราบขวาใกล้แต่ละปีกของสะพานเดินเรือ
ขณะที่แผนการทดแทนเรือ LPD ชั้น Endurance ด้วยเรือ JMMS ได้รับการเปิดเผยครั้งแรกโดยรัฐมนตรีกลาโหมสิงคโปร์ Ng เมื่อเดือนมีนาคม 2014 ระหว่างการประชุมของรัฐสภาสิงคโปร์
เรือยกพลขึ้นบก JMMS ใหม่จะขยายขีดความสามารถของสิงคโปร์ในการประสานงานร่วมในปฏิบัติการบรรเทาภัยพิบัติในระดับภูมิภาค และทำงานร่วมกับหุ้นส่วนนานาชาติในวิกฤตการณ์ด้านมนุษยธรรมครับ
วันเสาร์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
กองทัพเรือปากีสถานเลือกจัดหาเรือคอร์เวตแบบ MILGEM ตุรกี 4ลำ
Pakistan Navy Procuring 4 MILGEM Type Corvette from Turkey
Turkish Navy MILGEM-class Corvette F512 TCG Büyükada
https://www.navyrecognition.com/index.php/news/defence-news/2018/july-2018-navy-naval-defense-news/6337-pakistan-navy-procuring-4-milgem-type-corvette-from-turkey.html
รัฐมนตรีกลาโหมตุรกี Nurettin Canikli ได้รายงานเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคมที่ผ่านมาว่า บริษัทออกแบบและวิศกรรมความมั่นคงตุรกี Savunma Teknolojileri Mühendislik ve Ticaret(STM) เป็นผู้ชนะการแข่งขันโครงการจัดหาของกองทัพเรือปากีสถาน(Pakistani Navy)
ตามสัญญาที่มีการลงนาม บริษัท STM ตุรกีจะส่งมอบเรือคอร์เวตแบบ MILGEM(เรือคอร์เวตชั้น Ada) จำนวน 4ลำให้แก่กองทัพเรือปากีสถาน
ระหว่างพิธีการลงนามสัญญาจัดหารัฐมนตรีกลาโหมตุรกี Nurettin Canikli เรียกข้อตกลงดังกล่าวนี้ว่า "เป็นสัญญาการส่งออกที่ใหญ่ที่สุดสำหรับอุตสาหกรรมความมั่นคงภายในของตุรกี"
การเจรจากับปากีสถานในการจัดหาเรือคอร์เวตในโครงการ MILGEM ตุรกีได้เริ่มต้นในปี 2015
ตามข้อตกลงที่ได้รับการลงนาม เรือคอร์เวต 2ลำแรกจะถูกสร้างโดยอู่เรือ Istanbul Naval Shipyard ในนครหลวง Istanbul ตุรกี โดยมีกำหนดส่งมอบให้กองทัพเรือปากีสถานในปี 2023
และเรือคอร์เวต 2ลำหลังจะถูกสร้างโดยอู่เรือ Karachi Shipyard & Engineering Works Ltd.(KSEW) รัฐวิสาหกิจของรัฐบาลปากีสถานใน Karachi โดยการถ่ายทอด Technology จากตุรกี โดยมีกำหนดส่งมอบให้กองทัพเรือปากีสถานในปี 2024-2025
เรือคอร์เวตลำแรกจะถูกสร้างภายในระยะเวลา 54เดือน, ลำที่สอง 60เดือน, ลำที่สาม 66เดือน และลำที่สี่ 72 เดือนตามลำดับ
ในเดือนพฤษภาคม 2017 STM ตุรกีและอู่เรือ KSEW ปากีสถานได้ลงนามข้อตกลงขั้นต้นในการสร้างเรือคอร์เวตเหล่านี้ร่วมกันใน Karachi ปากีสถาน
เรือคอร์เวตชั้น Ada กองทัพเรือตุรกี(Turkish Navy) ใช้ตัวเรือทรง Monohull ที่พัฒนาให้ตรงตามความต้องการของกองบัญชาการกองกำลังทางเรือตุรกี(Turkish Naval Forces Command) ในด้านความเร็ว, ความคงทนทะเล และการทรงตัวของเรือ
เรือคอร์เวตชั้น Ada ตุรกี มีความยาวเรือ 99.5m กว้าง 14.4m กินน้ำลึก 3.9m และมีระวางขับน้ำ 2,400tons ติดตั้งระบบขับเคลื่อนกำลัง 32MW ทำความเร็วสูงสุดได้ 29+ Knots สามารถปฏิบัติการอย่างเต็มอัตราได้ในคลื่นลมทะเลระดับ sea state 5 และปฏิบัติได้บางส่วนในระดับ sea state 6
เรือคอร์เวตชั้น Ada ตุรกีถูกออกแบบให้มีลานจอดและโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์พร้อมอุปกรณ์บริการและสนับสนุนรองรับ ฮ.ใช้งานทางทะเลขนาด 10tons เช่น Sikorsky S-70B Seahawk โดย ฮ.สามารถปฏิบัติการจากเรือได้ในทะเลระดับ sea state 4
แบบเรือคอร์เวต MILGEM ถูกออกแบบให้รองรับกำลังพลประจำเรือและเจ้าหน้าที่การบินรวมทั้งหมด 106นาย และเพิ่มเป็น 108นาย เมื่อรวมผู้ป่วยในห้องพยาบาลบนเรือ
ปัจจุบันกองทัพเรือปากีสถานกำลังอยู่ระหว่างการปรับกำลังทางเรือของตนใหม่ นอกจาการจัดหาเรือคอร์เวต 4ลำจากตุรกีแล้ว ปากีสถานกำลังจัดหาเรือฟริเกตชั้น Type 054A จีน 4ลำ และเรือดำน้ำแบบ S20P จีน 8ลำ(http://aagth1.blogspot.com/2017/12/blog-post_14.html)
รวมถึงการปรับปรุงความทันสมัยเรือดำน้ำแบบ Agosta 90B โดย STM ตุรกี(http://aagth1.blogspot.com/2016/06/agosta-90b.html) และเรือส่งกำลังบำรุงใหม่ PNS Moawin ที่ออกแบบโดย STM ตุรกีและสร้างโดย KSEW ปากีสถานที่ทดลองเรือในทะเลเมื่อเดือนเมษายน 2018 ครับ
Turkish Navy MILGEM-class Corvette F512 TCG Büyükada
https://www.navyrecognition.com/index.php/news/defence-news/2018/july-2018-navy-naval-defense-news/6337-pakistan-navy-procuring-4-milgem-type-corvette-from-turkey.html
รัฐมนตรีกลาโหมตุรกี Nurettin Canikli ได้รายงานเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคมที่ผ่านมาว่า บริษัทออกแบบและวิศกรรมความมั่นคงตุรกี Savunma Teknolojileri Mühendislik ve Ticaret(STM) เป็นผู้ชนะการแข่งขันโครงการจัดหาของกองทัพเรือปากีสถาน(Pakistani Navy)
ตามสัญญาที่มีการลงนาม บริษัท STM ตุรกีจะส่งมอบเรือคอร์เวตแบบ MILGEM(เรือคอร์เวตชั้น Ada) จำนวน 4ลำให้แก่กองทัพเรือปากีสถาน
ระหว่างพิธีการลงนามสัญญาจัดหารัฐมนตรีกลาโหมตุรกี Nurettin Canikli เรียกข้อตกลงดังกล่าวนี้ว่า "เป็นสัญญาการส่งออกที่ใหญ่ที่สุดสำหรับอุตสาหกรรมความมั่นคงภายในของตุรกี"
การเจรจากับปากีสถานในการจัดหาเรือคอร์เวตในโครงการ MILGEM ตุรกีได้เริ่มต้นในปี 2015
ตามข้อตกลงที่ได้รับการลงนาม เรือคอร์เวต 2ลำแรกจะถูกสร้างโดยอู่เรือ Istanbul Naval Shipyard ในนครหลวง Istanbul ตุรกี โดยมีกำหนดส่งมอบให้กองทัพเรือปากีสถานในปี 2023
และเรือคอร์เวต 2ลำหลังจะถูกสร้างโดยอู่เรือ Karachi Shipyard & Engineering Works Ltd.(KSEW) รัฐวิสาหกิจของรัฐบาลปากีสถานใน Karachi โดยการถ่ายทอด Technology จากตุรกี โดยมีกำหนดส่งมอบให้กองทัพเรือปากีสถานในปี 2024-2025
เรือคอร์เวตลำแรกจะถูกสร้างภายในระยะเวลา 54เดือน, ลำที่สอง 60เดือน, ลำที่สาม 66เดือน และลำที่สี่ 72 เดือนตามลำดับ
ในเดือนพฤษภาคม 2017 STM ตุรกีและอู่เรือ KSEW ปากีสถานได้ลงนามข้อตกลงขั้นต้นในการสร้างเรือคอร์เวตเหล่านี้ร่วมกันใน Karachi ปากีสถาน
เรือคอร์เวตชั้น Ada กองทัพเรือตุรกี(Turkish Navy) ใช้ตัวเรือทรง Monohull ที่พัฒนาให้ตรงตามความต้องการของกองบัญชาการกองกำลังทางเรือตุรกี(Turkish Naval Forces Command) ในด้านความเร็ว, ความคงทนทะเล และการทรงตัวของเรือ
เรือคอร์เวตชั้น Ada ตุรกี มีความยาวเรือ 99.5m กว้าง 14.4m กินน้ำลึก 3.9m และมีระวางขับน้ำ 2,400tons ติดตั้งระบบขับเคลื่อนกำลัง 32MW ทำความเร็วสูงสุดได้ 29+ Knots สามารถปฏิบัติการอย่างเต็มอัตราได้ในคลื่นลมทะเลระดับ sea state 5 และปฏิบัติได้บางส่วนในระดับ sea state 6
เรือคอร์เวตชั้น Ada ตุรกีถูกออกแบบให้มีลานจอดและโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์พร้อมอุปกรณ์บริการและสนับสนุนรองรับ ฮ.ใช้งานทางทะเลขนาด 10tons เช่น Sikorsky S-70B Seahawk โดย ฮ.สามารถปฏิบัติการจากเรือได้ในทะเลระดับ sea state 4
แบบเรือคอร์เวต MILGEM ถูกออกแบบให้รองรับกำลังพลประจำเรือและเจ้าหน้าที่การบินรวมทั้งหมด 106นาย และเพิ่มเป็น 108นาย เมื่อรวมผู้ป่วยในห้องพยาบาลบนเรือ
ปัจจุบันกองทัพเรือปากีสถานกำลังอยู่ระหว่างการปรับกำลังทางเรือของตนใหม่ นอกจาการจัดหาเรือคอร์เวต 4ลำจากตุรกีแล้ว ปากีสถานกำลังจัดหาเรือฟริเกตชั้น Type 054A จีน 4ลำ และเรือดำน้ำแบบ S20P จีน 8ลำ(http://aagth1.blogspot.com/2017/12/blog-post_14.html)
รวมถึงการปรับปรุงความทันสมัยเรือดำน้ำแบบ Agosta 90B โดย STM ตุรกี(http://aagth1.blogspot.com/2016/06/agosta-90b.html) และเรือส่งกำลังบำรุงใหม่ PNS Moawin ที่ออกแบบโดย STM ตุรกีและสร้างโดย KSEW ปากีสถานที่ทดลองเรือในทะเลเมื่อเดือนเมษายน 2018 ครับ
วันศุกร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
จีนทำพิธีปล่อยเรือลงน้ำเรือพิฆาตชั้น Type 055 พร้อมกันสองลำ
China launches two Type 055 destroyers simultaneously in Dalian
China’s DSIC shipyard launched two Type 055 destroyers simultaneously on 3 July. Source: Via xcar.com.cn
http://www.janes.com/article/81499/china-launches-two-type-055-destroyers-simultaneously-in-dalian
เรือพิฆาตชั้น Type 055 ขนาดระวางขับน้ำ 10,000tons ได้ถูกทำพิธีปล่อยลงน้ำพร้อมกันสองลำที่อู่เรือ Dalian Shipbuilding Industry Company(DSIC) เมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคมที่ผ่านมา
ความเคลื่อนไหวนี้เป็นการสะท้อนถึงความก้าวหน้าที่รวดเร็วอย่างมากในการสร้างเรือรบชั้นใหม่ของสาธารณรัฐประชาชนจีน
เรือพิฆาตชั้น Type 055 ที่ปล่อยลงน้ำไปล่าสุดสองลำนี้เป็นเรือลำที่สามและลำที่สี่ของชั้น โดยมีเรือพิฆาตชั้น Type 055 ทั้งหมด 4ลำแล้วที่ถูกปล่อยลงน้ำในช่วงน้อยกว่าหนึ่งปีมานี้
เรือพิฆาตชั้น Type 055 ลำแรกถูกปล่อยลงน้ำ ณ อู่เรือ Jiangnan Changxingdao ใกล้มหานคร Shanghai เมื่อเดือนมิถุนายน 2017(http://aagth1.blogspot.com/2017/06/type-055.html) และลำที่สองถูกปล่อยลงน้ำเมื่อเดือนเมษายน 2018
เรือพิฆาตชั้น Type 055 เป็นเรือรบผิวน้ำที่มีขนาดใหญ่ที่สุดที่ถูกสร้างเพื่อเข้าประจำการในกองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีน(PLAN: People’s Liberation Army Navy)
ซึ่งมีการพัฒนาขยายขนาดไปจากเรือพิฆาตชั้น Type 052D(NATO กำหนดรหัส Luyang III) ที่เข้าประจำการแล้ว 8ลำ และกำลังอยู่ระหว่างการทดลองเรือในทะเล และกำลังสร้างอีกหลายลำ
เรือพิฆาตชั้น Type 055 มีคุณสมบัติเรือติดตั้งเสากระโดงเรือแบบบูรณาการซึ่งประกอบด้วยการติดตั้งระบบตรวจจับแบบแผ่นติดที่พื้นผิว planar sensor array ที่ออกแบบใหม่เป็นจำนวนมาก
เรือพิฆาตชั้น Type 055 มีความยาวตัวเรือ 180m กว้าง 20m และจะติดตั้งแท่นยิงแนวดิ่ง(VLS: Vertical Launch System) สำหรับอาวุธปล่อยนำวิถี 112ท่อยิง
แท่นยิง VLS แบบ universal นี้คาดว่าจะได้รับการติดตั้งอาวุธผสมกันระหว่าง อาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศป้องกันพื้นที่(Area Defence) แบบ HHQ-9,
อาวุธปล่อยนำวิถีร่อนต่อต้านเรือผิวน้ำพิสัยไกล YJ-18, อาวุธปล่อยนำวิถีร่อนโจมตีภาคพื้นดิน CJ-10 และอาวุธปล่อยนำวิถีติดตั้ง Torpedo เบาปราบเรือดำน้ำ
แม้ว่าสื่อของจีนจะได้รายงานไปก่อนหน้านี้ว่าระวางขับน้ำของเรือพิฆาตชั้น Type 055 จะอยู่ที่ 10,000tons แต่ระวางขับน้ำเต็มอัตราน่าจะมากกว่านั้นคืออยู่ในช่วงราว 12,000-13,000tons
ทำให้เรือพิฆาตชั้น Type 055 มีขนาดเล็กกว่าเรือพิฆาตชั้น Zumwalt ของกองทัพเรือสหรัฐฯ(USN: US Navy) แต่ก็ใหญ่กว่าเรือลาดตระเวนชั้น Ticonderoga ของกองทัพเรือสหรัฐฯครับ
China’s DSIC shipyard launched two Type 055 destroyers simultaneously on 3 July. Source: Via xcar.com.cn
http://www.janes.com/article/81499/china-launches-two-type-055-destroyers-simultaneously-in-dalian
เรือพิฆาตชั้น Type 055 ขนาดระวางขับน้ำ 10,000tons ได้ถูกทำพิธีปล่อยลงน้ำพร้อมกันสองลำที่อู่เรือ Dalian Shipbuilding Industry Company(DSIC) เมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคมที่ผ่านมา
ความเคลื่อนไหวนี้เป็นการสะท้อนถึงความก้าวหน้าที่รวดเร็วอย่างมากในการสร้างเรือรบชั้นใหม่ของสาธารณรัฐประชาชนจีน
เรือพิฆาตชั้น Type 055 ที่ปล่อยลงน้ำไปล่าสุดสองลำนี้เป็นเรือลำที่สามและลำที่สี่ของชั้น โดยมีเรือพิฆาตชั้น Type 055 ทั้งหมด 4ลำแล้วที่ถูกปล่อยลงน้ำในช่วงน้อยกว่าหนึ่งปีมานี้
เรือพิฆาตชั้น Type 055 ลำแรกถูกปล่อยลงน้ำ ณ อู่เรือ Jiangnan Changxingdao ใกล้มหานคร Shanghai เมื่อเดือนมิถุนายน 2017(http://aagth1.blogspot.com/2017/06/type-055.html) และลำที่สองถูกปล่อยลงน้ำเมื่อเดือนเมษายน 2018
เรือพิฆาตชั้น Type 055 เป็นเรือรบผิวน้ำที่มีขนาดใหญ่ที่สุดที่ถูกสร้างเพื่อเข้าประจำการในกองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีน(PLAN: People’s Liberation Army Navy)
ซึ่งมีการพัฒนาขยายขนาดไปจากเรือพิฆาตชั้น Type 052D(NATO กำหนดรหัส Luyang III) ที่เข้าประจำการแล้ว 8ลำ และกำลังอยู่ระหว่างการทดลองเรือในทะเล และกำลังสร้างอีกหลายลำ
เรือพิฆาตชั้น Type 055 มีคุณสมบัติเรือติดตั้งเสากระโดงเรือแบบบูรณาการซึ่งประกอบด้วยการติดตั้งระบบตรวจจับแบบแผ่นติดที่พื้นผิว planar sensor array ที่ออกแบบใหม่เป็นจำนวนมาก
เรือพิฆาตชั้น Type 055 มีความยาวตัวเรือ 180m กว้าง 20m และจะติดตั้งแท่นยิงแนวดิ่ง(VLS: Vertical Launch System) สำหรับอาวุธปล่อยนำวิถี 112ท่อยิง
แท่นยิง VLS แบบ universal นี้คาดว่าจะได้รับการติดตั้งอาวุธผสมกันระหว่าง อาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศป้องกันพื้นที่(Area Defence) แบบ HHQ-9,
อาวุธปล่อยนำวิถีร่อนต่อต้านเรือผิวน้ำพิสัยไกล YJ-18, อาวุธปล่อยนำวิถีร่อนโจมตีภาคพื้นดิน CJ-10 และอาวุธปล่อยนำวิถีติดตั้ง Torpedo เบาปราบเรือดำน้ำ
แม้ว่าสื่อของจีนจะได้รายงานไปก่อนหน้านี้ว่าระวางขับน้ำของเรือพิฆาตชั้น Type 055 จะอยู่ที่ 10,000tons แต่ระวางขับน้ำเต็มอัตราน่าจะมากกว่านั้นคืออยู่ในช่วงราว 12,000-13,000tons
ทำให้เรือพิฆาตชั้น Type 055 มีขนาดเล็กกว่าเรือพิฆาตชั้น Zumwalt ของกองทัพเรือสหรัฐฯ(USN: US Navy) แต่ก็ใหญ่กว่าเรือลาดตระเวนชั้น Ticonderoga ของกองทัพเรือสหรัฐฯครับ
วันพฤหัสบดีที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
กองทัพเรือไทยพิธีวางกระดูกงูเรือลากจูงขนาดกลางชุดเรือหลวงปันหยีลำที่สอง
Royal Thai Navy's Keel laying ceremony of new second Panyi-class Tugboat from Italthai Marine Limited, 3 July 2018
YTM-857 H.T.M.S. Panyi is a Robert Allan Ltd. designed RAmparts 3200 class medium tugboat(http://aagth1.blogspot.com/2016/10/blog-post_43.html)
กองทัพเรือ จัดพิธีวางกระดูกงูเรือลากจูงขนาดกลาง (ลจก.) ลำที่สอง
วันนี้ (3 กรกฎาคม 2561) เวลา 12.09 น. พลเรือเอก นริส ประทุมสุวรรณ ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธานในพิธีวางกระดูกงูเรือลากจูงขนาดกลาง (ลจก.) ลำที่สอง ณ อู่ต่อเรือ บริษัท อิตัลไทย มารีน จำกัด ตำบลท้ายบ้าน อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ
กองทัพเรือ ได้รับอนุมัติให้จัดหาเรือลากจูงขนาดกลาง (ลจก.) จำนวน 1 ลำ เพื่อทดแทนเรือเก่า และให้มีเรือลากจูงขนาดกลางในจำนวนที่เพียงพอ รวมทั้งให้สอดคล้องกับการสนับสนุนเรือต่าง ๆ ในทุกพื้นที่รับผิดชอบของกองทัพเรือ
โดยกองทัพเรือได้ว่าจ้าง บริษัท อิตัลไทย มารีน จำกัด ซึ่งเป็นอู่ต่อเรือภายในประเทศเป็นผู้ดำเนินการ นับได้ว่าเป็นการส่งเสริมอุตสาหกรรมการต่อเรือภายในประเทศ อีกทั้งยังเป็นการประหยัดงบประมาณมากกว่าการจัดหาจากต่างประเทศ
โดยใช้แบบเรือของเรือหลวงปันหยี เป็นพื้นฐานสำหรับการจัดหา โดยปรับปรุงหรือพัฒนาระบบ และส่วนประกอบเพื่อให้สามารถรองรับความต้องการใช้งานด้านยุทธการที่เป็นปัจจุบัน
เพื่อให้มีขีดความสามารถในการสนับสนุนเรือขนาดใหญ่ และเรือดำน้ำของกองทัพเรือ ในการเข้า/ออก จากท่า การขจัดคราบน้ำมันในทะเล การดับเพลิงและสนับสนุนภารกิจอื่น ๆ ตามที่ได้รับการร้องขอได้อย่างเหมาะสม
โดยมีขีดความสามารถในการเข้าดึง/ดัน เรือขนาดใหญ่ของกองทัพเรือ รวมทั้งเรือหลวงจักรีนฤเบศร และเรือดำน้ำของกองทัพเรือได้อย่างคล่องตัว และสามารถเคลื่อนที่ไปด้านข้างได้
นอกจากนั้นยังมีขีดความสามารถในการลากจูง โดยเรือมีกำลังดึง (Static Bollard Pull) ไม่น้อยกว่า 50 เมตริกตัน สามารถปฏิบัติงานในท่าเรือ และชายฝั่งได้ทั้งกลางวัน และกลางคืน โดยเรือมีความคงทนทะเลได้ถึงสภาวะทะเลระดับ 3 (Sea State 3)
ทั้งนี้ เรือลากจูงขนาดกลางลำที่สอง มีกำหนดต่อแล้วเสร็จ และประกอบพิธีปล่อยเรือลงน้ำ ในห้วงเดือน มีนาคม 2562 หลังจากนั้นจึงเป็นขั้นตอนการทดสอบระบบต่าง ๆ ในน้ำ
และคาดว่าจะมีพิธีส่งมอบเรือให้แก่กองทัพเรือในห้วงเดือน มิถุนายน – กรกฎาคม 2562 โดยจะประจำการที่กองเรือยกพลขึ้นบกและยุทธบริการ กองเรือยุทธการ
กองประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกองทัพเรือ
https://www.facebook.com/prthainavy/posts/1964947926889887
กองทัพเรือไทยมีเรือลากจูงขนาดกลาง(เรือ ลจก.) อยู่สามชุดคือ ชุด ร.ล.ริ้น ที่สร้างโดย Singmarine Shipyard สิงคโปร์ เข้าประจำการเมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๔(1981) คือ ร.ล.ริ้น 853 และ ร.ล.รัง 854
,ชุด ร.ล.แสมสาร ซึ่งสร้างโดยกรมอู่ทหารเรือ เข้าประจำการเมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๗(1994) คือ ร.ล.แสมสาร 855 และ ร.ล.แรด 856 และ ร.ล.ปันหยี 857 เข้าประจำการเมื่อ ๒๗ มีนาคม พ.ศ.๒๕๖๐(2017)
เรือลากจูงขนาดกลางลำที่สองที่ได้ทำพิธีวางกระดูกงูเรือไปเมื่อวันที่ ๓ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๖๑(2018) เข้าใจว่าจะเป็นเรือลำที่สองในชุด ร.ล.ปันหยี ซึ่งจะถูกนำมาประจำการทดแทนเรือลากจูงเก่าที่ใช้งานมานานต่อไปครับ
กองทัพอากาศสหรัฐฯระงับโครงการเครื่องบินโจมตีเบา Light Attack Experiment
USAF suspends light attack experiment
The US Air Force decided to end the second phase of a year-old experiment with light attack aircraft early, due to the fatal crash of a Sierra Nevada/Embraer A-29 Super Tucano on 22 June.
https://www.flightglobal.com/news/articles/usaf-suspends-light-attack-experiment-449918/
Sierra Nevada/Embraer A-29 Super Tucano
Beechcraft AT-6 Wolverine
กองทัพอากาศสหรัฐฯ(USAF: US Air Force) ตัดสินใจที่จะยุติการทดสอบขั้นที่สองของโครงการทดลองเครื่องบินโจมตีเบา Light Attack Experiment ที่ดำเนินการมาราวหนึ่งปี
ที่เป็นผลจากอุบัติเหตุตกของเครื่องบินโจมตีเบาเครื่องยนต์ใบพัด Sierra Nevada/Embraer A-29 Super Tucano เมื่อวันที่ 22 มิถุนายนที่ผ่านมา
การระงับโครงการโดยยุติการบินประเมินค่าของเครื่องบินโจมตีเบาใบพัด A-29 Super Tucano และเครื่องบินโจมตีเบาใบพัด Beechcraft AT-6 Wolverine
มีขึ้นสองสัปดาห์ก่อนกำหนดการสาธิตการบินต่อสาธารณชนจะมีขึ้นที่ฐานทัพอากาศ Holloman มลรัฐ New Mixico ในวันที่ 19 กรกฎาคม โดยการเลื่อนการสาธิตต่อสาธารณชนถูกเลื่อนออกไปโดยจะมีการประกาศใหม่ในภายหลัง
"การผสมของเที่ยวบินที่ทำการบินระหว่างการทดสอบโครงการ Light Attack Experiment ขั้นที่1(ในปีที่แล้ว 2017) และช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2018 ของ Light Attack Experiment ขั้นที่2 ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญเพียงพอที่จะตรงตามวัตถุประสงค์การทดลอง
แม้ว่าการบินที่เป็นส่วนหนึ่งของการทดลองได้รับการสรุปผลแล้ว การทดสอบการพัฒนา, การบำรุงรักษา และการเก็บข้อมูลที่แน่นอนจะยังคงมีต่อไปตามความจำเป็นเพื่อใช้เป็นรายงานในการตัดสินใจจัดหา" กองทัพอากาศสหรัฐฯกล่าว
กองทัพอากาศสหรัฐฯมีแผนที่จะใช้ข้อมูลที่รวบรวมได้จากการทดลองโครงการเพื่อตัดสินใจถึงความเป็นไปได้ที่จะจัดซื้อเครื่องโจมตีเบาจำนวนกว่า 100เครื่องหรือไม่
ซึ่งเครื่องบินโจมตีเบาใบพัดจะเป็นทางเลือกที่มีค่าใช้จ่ายการปฏิบัติการถูกกว่าสำหรับบางภารกิจเมื่อเทียบกับเครื่องบินขับไล่อย่าง Lockheed Martin F-35A Lightning II และ Boeing F-15E Strike Eagle
การทดลองโครงการเครื่องบินโจมตีเบา Light Attack Experiment ได้ถูกระงับลงหลังจากที่นักบินกองทัพเรือสหรัฐฯ(USN: US Navy) เสียชีวิตหนึ่งนาย และนักบินอีกหนึ่งนายได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย
หลังที่นักบินทั้งคู่ดีดตัวออกจากเครื่องบินโจมตีเบาใบพัด A-29 Super Tucano ที่ตกห่างจากฐานทัพอากาศ Holloman ระยะทาง 56nmi(105km) ณ สถานีทดสอบการใช้ระเบิด Red Rio เมื่อเดือนมิถุนายนในข้างต้น
กองทัพอากาศสหรัฐฯไม่ได้ให้ข้อมูลใดๆเกี่ยวกับสาเหตุของอุบัติเหตุเครื่องบินโจมตีเบาใบพัด Super Tucano ตกซึ่งกำลังอยู่ในขั้นตอนการสอบสวน อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นไม่ส่งผลต่อโอกาสชนะโครงการของทีมบริษัท Sierra Nevada/Embraer สหรัฐฯ-บราซิล ตามที่กองทัพอากาศสหรัฐฯกล่าว
อย่างไรก็ตามกองทัพอากาศสหรัฐฯไม่ได้ระบุถึงกรอบระยะเวลาว่าเมื่อไรจะมีการประกาศเลือกแบบเครื่องบินโจมตีเบาที่เป็นผู้ชนะในโครงการ Light Attack Experiment ครับ
The US Air Force decided to end the second phase of a year-old experiment with light attack aircraft early, due to the fatal crash of a Sierra Nevada/Embraer A-29 Super Tucano on 22 June.
https://www.flightglobal.com/news/articles/usaf-suspends-light-attack-experiment-449918/
Sierra Nevada/Embraer A-29 Super Tucano
Beechcraft AT-6 Wolverine
กองทัพอากาศสหรัฐฯ(USAF: US Air Force) ตัดสินใจที่จะยุติการทดสอบขั้นที่สองของโครงการทดลองเครื่องบินโจมตีเบา Light Attack Experiment ที่ดำเนินการมาราวหนึ่งปี
ที่เป็นผลจากอุบัติเหตุตกของเครื่องบินโจมตีเบาเครื่องยนต์ใบพัด Sierra Nevada/Embraer A-29 Super Tucano เมื่อวันที่ 22 มิถุนายนที่ผ่านมา
การระงับโครงการโดยยุติการบินประเมินค่าของเครื่องบินโจมตีเบาใบพัด A-29 Super Tucano และเครื่องบินโจมตีเบาใบพัด Beechcraft AT-6 Wolverine
มีขึ้นสองสัปดาห์ก่อนกำหนดการสาธิตการบินต่อสาธารณชนจะมีขึ้นที่ฐานทัพอากาศ Holloman มลรัฐ New Mixico ในวันที่ 19 กรกฎาคม โดยการเลื่อนการสาธิตต่อสาธารณชนถูกเลื่อนออกไปโดยจะมีการประกาศใหม่ในภายหลัง
"การผสมของเที่ยวบินที่ทำการบินระหว่างการทดสอบโครงการ Light Attack Experiment ขั้นที่1(ในปีที่แล้ว 2017) และช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2018 ของ Light Attack Experiment ขั้นที่2 ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญเพียงพอที่จะตรงตามวัตถุประสงค์การทดลอง
แม้ว่าการบินที่เป็นส่วนหนึ่งของการทดลองได้รับการสรุปผลแล้ว การทดสอบการพัฒนา, การบำรุงรักษา และการเก็บข้อมูลที่แน่นอนจะยังคงมีต่อไปตามความจำเป็นเพื่อใช้เป็นรายงานในการตัดสินใจจัดหา" กองทัพอากาศสหรัฐฯกล่าว
กองทัพอากาศสหรัฐฯมีแผนที่จะใช้ข้อมูลที่รวบรวมได้จากการทดลองโครงการเพื่อตัดสินใจถึงความเป็นไปได้ที่จะจัดซื้อเครื่องโจมตีเบาจำนวนกว่า 100เครื่องหรือไม่
ซึ่งเครื่องบินโจมตีเบาใบพัดจะเป็นทางเลือกที่มีค่าใช้จ่ายการปฏิบัติการถูกกว่าสำหรับบางภารกิจเมื่อเทียบกับเครื่องบินขับไล่อย่าง Lockheed Martin F-35A Lightning II และ Boeing F-15E Strike Eagle
การทดลองโครงการเครื่องบินโจมตีเบา Light Attack Experiment ได้ถูกระงับลงหลังจากที่นักบินกองทัพเรือสหรัฐฯ(USN: US Navy) เสียชีวิตหนึ่งนาย และนักบินอีกหนึ่งนายได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย
หลังที่นักบินทั้งคู่ดีดตัวออกจากเครื่องบินโจมตีเบาใบพัด A-29 Super Tucano ที่ตกห่างจากฐานทัพอากาศ Holloman ระยะทาง 56nmi(105km) ณ สถานีทดสอบการใช้ระเบิด Red Rio เมื่อเดือนมิถุนายนในข้างต้น
กองทัพอากาศสหรัฐฯไม่ได้ให้ข้อมูลใดๆเกี่ยวกับสาเหตุของอุบัติเหตุเครื่องบินโจมตีเบาใบพัด Super Tucano ตกซึ่งกำลังอยู่ในขั้นตอนการสอบสวน อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นไม่ส่งผลต่อโอกาสชนะโครงการของทีมบริษัท Sierra Nevada/Embraer สหรัฐฯ-บราซิล ตามที่กองทัพอากาศสหรัฐฯกล่าว
อย่างไรก็ตามกองทัพอากาศสหรัฐฯไม่ได้ระบุถึงกรอบระยะเวลาว่าเมื่อไรจะมีการประกาศเลือกแบบเครื่องบินโจมตีเบาที่เป็นผู้ชนะในโครงการ Light Attack Experiment ครับ
วันพุธที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
Boeing สหรัฐฯได้รับสัญญาสร้างเครื่องบินขับไล่ F/A-18E/F Super Hornet แก่คูเวต
Boeing contracted to build Super Hornet fighters for Kuwait
Kuwait will receive 22 single-seat F/A-18Es and six twin-seat F/A-18Fs by the end of January 2021. Source: US Navy
http://www.janes.com/article/81380/boeing-contracted-to-build-super-hornet-fighters-for-kuwait
บริษัท Boeing สหรัฐฯได้รับสัญญาวงเงิน $1.5 billion สำหรับการผลิตและส่งมอบเครื่องบินขับไล่ Boeing F/A-18E/F Super Hornet จำนวน 28เครื่องแก่คูเวต ตามการประกาศเมื่อวันที่ 27 มิถุนายนที่ผ่านมา
สัญญาจัดหาราคาคงที่จูงใจบริษัท(fixed-price-incentive-firm) เพื่อสำหรับการผลิตและส่งมอบเครื่องบินขับไล่ที่นั่งเดี่ยว F/A-18E 22 และเครื่องบินขับไล่สองที่นั่ง F/A-18F 6เครื่อง ภายในสิ้นเดือนมกราคม 2021
การประกาศนี้มีขึ้นราวสามเดือนหลังจากที่ Boeing ได้รับสัญญาวงเงิน $1.2 billion สำหรับความต้องการทางวิศวกรรมนำระยะยาวที่ไม่ใช่รายการหลัก(long-lead non-recurring)
เพื่อพัฒนาการปรับแต่งรูปแบบพื้นฐานและส่งมอบระบบแจ้งเตือนการถูกตรวจับด้วย Radar(RWR: Radar Warning Receiver) และอาวุธ สัญญาที่ได้รับการลงนามก่อนหน้านี้นั้นคาดว่าจะเสร็จสิ้นในเดือนกันยายน 2022
ในเดือนพฤศจิกายน 2016 กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯได้อนุมัติการขายเครื่องบินขับไล่ Super Hornet(F/A-18E 32เครื่อง และ F/A-18F 8เครื่อง) แก่คูเวตวงเงิน $10.1 billion(รวมอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องและการสนับสนุน)
นี่น่าจะเป็นการเพิ่มจำนวนเครื่องบินขับไล่ในขั้นต้นของกองทัพอากาศคูเวต(Kuwaiti Air Force) จากที่มีเครื่องบินขับไล่ Boeing F/A-18C/D Hornet ประจำการอยู่แล้ว 39เครื่อง(http://aagth1.blogspot.com/2018/04/fa-18ef-super-hornet-boeing-28.html)
และกองทัพอากาศคูเวตได้สั่งจัดหาเครื่องบินขับไล่ Eurofighter Typhoon จำนวน 28เครื่องจากบริษัท Leonardo อิตาลี ซึ่งยังไม่ได้รับมอบ(http://aagth1.blogspot.com/2017/12/eurofighter-typhoon.html)
ก่อนที่กองทัพอากาศคูเวตจะมีการประเมินค่าโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่แบบใหม่เพื่อทดแทนเครื่องบินขับไล่ F/A-18C/D Hornet รุ่นก่อนต่อไป
ตามที่ได้รับการเปิดเผย สัญญาจัดหาเครื่องจำลองการบินที่ประกาศเมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เครื่องบินขับไล่ F/A-18E/F Super Hornet ของคูเวตจะถูกสร้างในมาตรฐาน Block 3 เช่นเดียวกับที่กองทัพเรือสหรัฐฯ(USN: US Navy) สั่งจัดหาล่าสุด
โดยการนำส่วนประกอบต่างที่ Boeing ได้เปิดตัวตามเส้นทางในงานจัดแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์นานาชาติและแบบแผน Advanced Super Hornet(http://aagth1.blogspot.com/2018/02/boeing-cft-fa-18ef-super-hornet.html)
เครื่องบินขับไล่ F/A-18E/F Super Hornet Block 3 จะประกอบด้วยการปรับปรุงติดตั้ง AESA(Active Electronically Scanned Array) radar แบบ AN/APG-79 ของบริษัท Raytheon สหรัฐฯ,
ห้องนักบินแบบ Glass Cockpit ติดจอแสดงผลขนาดใหญ่ LAD(Large Area Display) ของบริษัท Elbit Systems อิสราเอลสาขาสหรัฐฯ และระบบ Avionic ยุคหน้า,
ระบบตรวจจับ IRST(Infrared Search and Track) แบบ IRST21 ของบริษัท Lockheed Martin สหรัฐฯ, ถังเชื้อเพลิงแบบแนบลำตัวเครื่อง CFT(Conformal Fuel Tanks) เสริมที่ไหล่ด้านบนทั้งสองด้านของเครื่อง,
ระบบมาตรการต่อต้าน Electronic การป้องกันแบบบูรณาการ IDECM( Integrated Defensive Electronic Counter Measures) และเครื่องยนต์ไอพ่น Turbofan แบบ General Electric F-414-400 รุ่นขยายเพิ่มสมรรถนะครับ
Kuwait will receive 22 single-seat F/A-18Es and six twin-seat F/A-18Fs by the end of January 2021. Source: US Navy
http://www.janes.com/article/81380/boeing-contracted-to-build-super-hornet-fighters-for-kuwait
บริษัท Boeing สหรัฐฯได้รับสัญญาวงเงิน $1.5 billion สำหรับการผลิตและส่งมอบเครื่องบินขับไล่ Boeing F/A-18E/F Super Hornet จำนวน 28เครื่องแก่คูเวต ตามการประกาศเมื่อวันที่ 27 มิถุนายนที่ผ่านมา
สัญญาจัดหาราคาคงที่จูงใจบริษัท(fixed-price-incentive-firm) เพื่อสำหรับการผลิตและส่งมอบเครื่องบินขับไล่ที่นั่งเดี่ยว F/A-18E 22 และเครื่องบินขับไล่สองที่นั่ง F/A-18F 6เครื่อง ภายในสิ้นเดือนมกราคม 2021
การประกาศนี้มีขึ้นราวสามเดือนหลังจากที่ Boeing ได้รับสัญญาวงเงิน $1.2 billion สำหรับความต้องการทางวิศวกรรมนำระยะยาวที่ไม่ใช่รายการหลัก(long-lead non-recurring)
เพื่อพัฒนาการปรับแต่งรูปแบบพื้นฐานและส่งมอบระบบแจ้งเตือนการถูกตรวจับด้วย Radar(RWR: Radar Warning Receiver) และอาวุธ สัญญาที่ได้รับการลงนามก่อนหน้านี้นั้นคาดว่าจะเสร็จสิ้นในเดือนกันยายน 2022
ในเดือนพฤศจิกายน 2016 กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯได้อนุมัติการขายเครื่องบินขับไล่ Super Hornet(F/A-18E 32เครื่อง และ F/A-18F 8เครื่อง) แก่คูเวตวงเงิน $10.1 billion(รวมอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องและการสนับสนุน)
นี่น่าจะเป็นการเพิ่มจำนวนเครื่องบินขับไล่ในขั้นต้นของกองทัพอากาศคูเวต(Kuwaiti Air Force) จากที่มีเครื่องบินขับไล่ Boeing F/A-18C/D Hornet ประจำการอยู่แล้ว 39เครื่อง(http://aagth1.blogspot.com/2018/04/fa-18ef-super-hornet-boeing-28.html)
และกองทัพอากาศคูเวตได้สั่งจัดหาเครื่องบินขับไล่ Eurofighter Typhoon จำนวน 28เครื่องจากบริษัท Leonardo อิตาลี ซึ่งยังไม่ได้รับมอบ(http://aagth1.blogspot.com/2017/12/eurofighter-typhoon.html)
ก่อนที่กองทัพอากาศคูเวตจะมีการประเมินค่าโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่แบบใหม่เพื่อทดแทนเครื่องบินขับไล่ F/A-18C/D Hornet รุ่นก่อนต่อไป
ตามที่ได้รับการเปิดเผย สัญญาจัดหาเครื่องจำลองการบินที่ประกาศเมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เครื่องบินขับไล่ F/A-18E/F Super Hornet ของคูเวตจะถูกสร้างในมาตรฐาน Block 3 เช่นเดียวกับที่กองทัพเรือสหรัฐฯ(USN: US Navy) สั่งจัดหาล่าสุด
โดยการนำส่วนประกอบต่างที่ Boeing ได้เปิดตัวตามเส้นทางในงานจัดแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์นานาชาติและแบบแผน Advanced Super Hornet(http://aagth1.blogspot.com/2018/02/boeing-cft-fa-18ef-super-hornet.html)
เครื่องบินขับไล่ F/A-18E/F Super Hornet Block 3 จะประกอบด้วยการปรับปรุงติดตั้ง AESA(Active Electronically Scanned Array) radar แบบ AN/APG-79 ของบริษัท Raytheon สหรัฐฯ,
ห้องนักบินแบบ Glass Cockpit ติดจอแสดงผลขนาดใหญ่ LAD(Large Area Display) ของบริษัท Elbit Systems อิสราเอลสาขาสหรัฐฯ และระบบ Avionic ยุคหน้า,
ระบบตรวจจับ IRST(Infrared Search and Track) แบบ IRST21 ของบริษัท Lockheed Martin สหรัฐฯ, ถังเชื้อเพลิงแบบแนบลำตัวเครื่อง CFT(Conformal Fuel Tanks) เสริมที่ไหล่ด้านบนทั้งสองด้านของเครื่อง,
ระบบมาตรการต่อต้าน Electronic การป้องกันแบบบูรณาการ IDECM( Integrated Defensive Electronic Counter Measures) และเครื่องยนต์ไอพ่น Turbofan แบบ General Electric F-414-400 รุ่นขยายเพิ่มสมรรถนะครับ
วันอังคารที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บราซิลประจำการเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ A140 PHM Atlantico
Brazil commissions helicopter carrier
The Brazilian Navy commissioned the helicopter carrier PHM Atlantico in the UK on 29 June. The ship is due to reach its homeport, Arsenal do Rio de Janeiro, on 25 August. Source: Marinha do Brasil
http://www.janes.com/article/81405/brazil-commissions-helicopter-carrier
กองทัพเรือบราซิล(Brazilian Navy, Marinha do Brasil) ประจำการเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์เอนกประสงค์ A140 PHM Atlantico เมื่อวันที่ 29 มิถุนายนที่ผ่านมา ณ สหราชอาณาจักร
เดิมเรือลำนี้คือเรือยกพลขึ้นบกบรรทุกเฮลิคอปเตอร์(LPH: Landing Platform Helicopter) L12 HMS Ocean ที่เคยประจำการในกองทัพเรือสหราชอาณาจักร(Royal Navy)
กองทัพเรือบราซิลได้จัดซื้อเรือยกพลขึ้นบกบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ HMS Ocean ต่อจากอังกฤษในวงเงิน 381.081 million Brazilian Real($98.76 million) ตามข้อตกลงการขายวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2018(http://aagth1.blogspot.com/2018/02/hms-ocean-4.html)
ในความต้องการเพื่อทดแทนเรือบรรทุกเครื่องบิน A12 NAe Sao Paulo ที่ตัดสินใจปลดประจำการลง(http://aagth1.blogspot.com/2017/12/hms-ocean-2018.html)
HMS Ocean เข้าประจำการเมื่อเดือนกันยายน 1998 และปลดประจำการเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2018 ณ ฐานทัพเรือ HM Naval Base Devonport ใน Plymouth(http://aagth1.blogspot.com/2018/04/f-35b-hms-queen-elizabeth-hms-ocean.html)
โดยกองทัพเรือสหราชอาณาจักรจะทดแทนเรือลำนี้ด้วยเรือบรรทุกเครื่องบินชั้น Queen Elizabeth สองลำคือ R08 HMS Queen Elizabeth และ R09 HMS Prince of Wales
ชุดการจัดหาเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ของบราซิลประกอบด้วย Radar ตรวจการณ์สามมิติ Artisan 3D, Radar ตรวจการณ์พื้นน้ำ KH1007, ปืนใหญ่กล Remote Weapon System แบบ DS30M Mk 2 ขนาด 30mm 4กระบอก และเรือระบายพล Mk 5B จำนวน 4ลำ
อย่างไรก็ตามระบบป้องกันระยะประชิด(CIWS: Close-In Weapon System)ปืนใหญ่กลหกลำกล้องหมุน Mk 15 Block 1B Phalanx 20mm, ระบบป้องกัน Torpedo และปืนกลหกลำกล้องหมุน M134 Minigun 7.62mm ได้ถูกถอดออกจากเรือก่อนจะส่งมอบเรือให้บราซิล
เรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ A140 Atlantico มีระวางขับน้ำ 21.578tons ความยาวตัวเรือ 203.43m และมีพิสัยทำการ 8,000nmi
เรือกำลังได้รับการทำงานปรนบัติซ่อมบำรุงโดยบริษัท Babcock และบริษัท BAE Systems สหราชอาณาจักรตั้งเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
เรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ PHM Atlantico มีกำหนดการจะเดินทางไปถึงฐานทัพเรือหลัก Arsenal do Rio de Janeiro(AMRJ) ที่บราซิลในวันที่ 25 สิงหาคม 2018
ซึ่งกำลังพลประจำเรือบราซิลจะเข้ารับฝึกการปฏิบัติการภาคทะเลภายใต้โครงการฝึกภาคทะเลนายทหารเรือธง(FOST: Flag Officer Sea Training) ของกองทัพเรือสหราชอาณาจักรครับ
The Brazilian Navy commissioned the helicopter carrier PHM Atlantico in the UK on 29 June. The ship is due to reach its homeport, Arsenal do Rio de Janeiro, on 25 August. Source: Marinha do Brasil
http://www.janes.com/article/81405/brazil-commissions-helicopter-carrier
กองทัพเรือบราซิล(Brazilian Navy, Marinha do Brasil) ประจำการเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์เอนกประสงค์ A140 PHM Atlantico เมื่อวันที่ 29 มิถุนายนที่ผ่านมา ณ สหราชอาณาจักร
เดิมเรือลำนี้คือเรือยกพลขึ้นบกบรรทุกเฮลิคอปเตอร์(LPH: Landing Platform Helicopter) L12 HMS Ocean ที่เคยประจำการในกองทัพเรือสหราชอาณาจักร(Royal Navy)
กองทัพเรือบราซิลได้จัดซื้อเรือยกพลขึ้นบกบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ HMS Ocean ต่อจากอังกฤษในวงเงิน 381.081 million Brazilian Real($98.76 million) ตามข้อตกลงการขายวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2018(http://aagth1.blogspot.com/2018/02/hms-ocean-4.html)
ในความต้องการเพื่อทดแทนเรือบรรทุกเครื่องบิน A12 NAe Sao Paulo ที่ตัดสินใจปลดประจำการลง(http://aagth1.blogspot.com/2017/12/hms-ocean-2018.html)
HMS Ocean เข้าประจำการเมื่อเดือนกันยายน 1998 และปลดประจำการเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2018 ณ ฐานทัพเรือ HM Naval Base Devonport ใน Plymouth(http://aagth1.blogspot.com/2018/04/f-35b-hms-queen-elizabeth-hms-ocean.html)
โดยกองทัพเรือสหราชอาณาจักรจะทดแทนเรือลำนี้ด้วยเรือบรรทุกเครื่องบินชั้น Queen Elizabeth สองลำคือ R08 HMS Queen Elizabeth และ R09 HMS Prince of Wales
ชุดการจัดหาเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ของบราซิลประกอบด้วย Radar ตรวจการณ์สามมิติ Artisan 3D, Radar ตรวจการณ์พื้นน้ำ KH1007, ปืนใหญ่กล Remote Weapon System แบบ DS30M Mk 2 ขนาด 30mm 4กระบอก และเรือระบายพล Mk 5B จำนวน 4ลำ
อย่างไรก็ตามระบบป้องกันระยะประชิด(CIWS: Close-In Weapon System)ปืนใหญ่กลหกลำกล้องหมุน Mk 15 Block 1B Phalanx 20mm, ระบบป้องกัน Torpedo และปืนกลหกลำกล้องหมุน M134 Minigun 7.62mm ได้ถูกถอดออกจากเรือก่อนจะส่งมอบเรือให้บราซิล
เรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ A140 Atlantico มีระวางขับน้ำ 21.578tons ความยาวตัวเรือ 203.43m และมีพิสัยทำการ 8,000nmi
เรือกำลังได้รับการทำงานปรนบัติซ่อมบำรุงโดยบริษัท Babcock และบริษัท BAE Systems สหราชอาณาจักรตั้งเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
เรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ PHM Atlantico มีกำหนดการจะเดินทางไปถึงฐานทัพเรือหลัก Arsenal do Rio de Janeiro(AMRJ) ที่บราซิลในวันที่ 25 สิงหาคม 2018
ซึ่งกำลังพลประจำเรือบราซิลจะเข้ารับฝึกการปฏิบัติการภาคทะเลภายใต้โครงการฝึกภาคทะเลนายทหารเรือธง(FOST: Flag Officer Sea Training) ของกองทัพเรือสหราชอาณาจักรครับ
วันจันทร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
ประธานาธิบดีสหรัฐฯ Trump รับประกันว่าจะส่งมอบเครื่องบินขับไล่ F-35A ให้ตุรกี
Trump guarantees F-35 deliveries to Ankara, says Turkish minister
Turkey’s foreign minister Mevlut Cavusoglu says in a TV interview that US president Donald Trump personally promised to ensure the delivery of the Lockheed Martin F-35A to his country.
https://www.flightglobal.com/news/articles/trump-guarantees-f-35-deliveries-to-ankara-says-tur-449849/
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศตุรกี Mevlut Cavusoglu กล่าวในการให้สัมภาษณ์ทางสถานีโทรทัศน์ NTV ตุรกีเมื่อ 29 มิถุนายนที่ผ่านมาว่า
ประธานาธิบดีสหรัฐฯ Donald Trump ให้สัญญาเป็นการส่วนตัวเพื่อสร้างความมั่นใจว่า สหรัฐฯจะส่งมอบเครื่องบินขับไล่ยุคที่5 Lockheed Martin F-35A Lightning II Joint Strike Fighter(JSF) ให้แก่กองทัพอากาศตุรกี(Turkish Air Force) แน่
ฝ่ายที่คัดค้านจากทั้งสมาชิกวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร สภา Congress สหรัฐฯ และเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ทำให้การผลักดันการส่งมอบเครื่องบินขับไล่ F-35A แก่ตุรกีตกอยู่ในความเสี่ยง
สมาชิกสภา Congress และเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯได้อธิบายว่าการที่ตุรกีได้ตัดสินใจจัดหาระบบป้องกันภัยทางอากาศ Almaz-Antey S-400 Triumf รัสเซีย(http://aagth1.blogspot.com/2017/10/s-400.html, http://aagth1.blogspot.com/2017/12/s-400.html)
รวมถึงการที่รัฐบาลของประธานาธิบดีตุรกี Recep Tayyip Erdogan มีพฤติกรรมที่ไม่คำนึงถึงหลักนิติธรรม, ลดเสรีภาพส่วนบุคคล, รวบอำนาจ และตัดสินใจยุทธศาสตร์ทางทหารที่ผลักดันตุรกีและชาติตะวันออกกลางที่ออกจากแนวทางผลประโยชน์ของสหรัฐฯ
แต่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ Trump กล่าวกับรัฐบาลตุรกีว่าจะทำทุกขั้นตอนที่จำเป็นเพื่อสร้างความมั่นใจให้ชาติพันธมิตรสามชิก NATO นี้ให้ได้รับมอบ F-35A ตามจำนวนที่สั่งจัดหาจากบริษัท Lockheed Martin สหรัฐฯ ตามที่รัฐมนตรีต่างประเทศตุรกีให้สัมภาษณ์ต่อสถานีโทรทัศน์ NTV
สภาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ(National Security Council) ยืนยันว่าประธานาธิบดีสหรัฐฯ Trump ได้พูดคุยกับประธานาธิบดีตุรกี Erdogan จริง แต่ปฏิเสธที่จะให้ข้อมูลยืนยันหรือปฏิเสธว่า F-35A เป็นส่วนหนึ่งของการสนทนา
"ประธานาธิบดี Trump ได้พูดคุยกับประธานาธิบดี Erdogan เมื่อวันที่ 26 มิถุนายนเพื่อแสดงความยินดีที่เขาได้ชนะการเลือกตั้งอีกสมัย และเพื่อยืนยันความสัมพันธ์อันแข็งแกร่งระหว่างสหรัฐฯและตุรกีในฐานะสมาชิก NATO และหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์
ทั้งสองผู้นำได้หารือร่วมกันในการแก้ไขปัญหาด้านความสัมพันธ์ทวิภาคีและเพื่อเพิ่มความร่วมมือในแบ่งปันการจัดการความท้าทายทางยุทธศาสตร์ร่วมกัน" สภาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯกล่าว
ในด้านกลาโหมที่ตุรกีตัดสินใจจัดหาระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-400 จากรัสเซีย รัฐมนตรีต่างประเทศตุรกี Cavusoglu ชี้ให้เห็นในการให้สัมภาษณ์ทางโทรทัศน์ว่า ตามข้อเท็จจริงแล้วชาติสมาชิก NATO คือกรีซเองก็ได้จัดหาระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-300 รัสเซียมาก่อนแล้ว
อย่างไรก็ตาม S-400 ป็นระบบอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศที่ก้าวหน้าที่สุดในตลาดส่งออกอาวุธ ซึ่งทาง Rosoboronexport หน่วยงานด้านจัดการส่งออกยุทโธปกรณ์รัสเซียกล่าวว่า S-400 สามารถต่อต้านเครื่องบินที่มีคุณสมบัติตรวจจับได้ยาก Stealth ได้ถึงระยะ 150km(81nmi)
นักวิเคราะห์ทางทหารได้แสดงความกังวลว่า S-400 จะสามารถหาช่องโหว่ในการโจมตี F-35 ได้ถ้าทั้งสองระบบถูกใช้งานโดยประเทศเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งตุรกีซึ่งเริ่มมีนโยบายทางต่างประเทศของตนที่ออกห่างจากสหรัฐฯมากขึ้นในหลายปีมานี้
บริษัท Lockheed Martin สหรัฐฯได้ทำพิธีเปิดตัวเครื่องบินขับไล่ F-35A เครื่องแรกของกองทัพอากาศตุรกีอย่างเป็นทางการ ที่โรงงานอากาศยานของ Lockheed Martin ที่ Fort Worth มลรัฐ Texas สหรัฐฯ เมื่อวันที่ 21 มิถุนายนที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตามคาดว่าตุรกีจะยังไม่รับมอบเครื่องบินขับไล่ F-35A เพื่อทำการบินปฏิบัติการในน่านฟ้าของตนจนกว่าจะถึงปี 2020 ตามที่นักบินของกองทัพอากาศตุรกีจะเริ่มทำการฝึกบินกับเครื่องบินใหม่นี้ที่ฐานทัพอากาศ Luke มลรัฐ Arizona ในสิ้นเดือนมิถุนายนนี้
ขณะที่ช่างอากาศยานของกองทัพอากาศตุรกีได้เริ่มทำการฝึกกับเครื่องบินขับไล่ F-35 ที่ฐานทัพอากาศ Eglin มลรัฐ Florida แล้วครับ(http://aagth1.blogspot.com/2018/06/lockheed-martin-f-35a.html)
Turkey’s foreign minister Mevlut Cavusoglu says in a TV interview that US president Donald Trump personally promised to ensure the delivery of the Lockheed Martin F-35A to his country.
https://www.flightglobal.com/news/articles/trump-guarantees-f-35-deliveries-to-ankara-says-tur-449849/
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศตุรกี Mevlut Cavusoglu กล่าวในการให้สัมภาษณ์ทางสถานีโทรทัศน์ NTV ตุรกีเมื่อ 29 มิถุนายนที่ผ่านมาว่า
ประธานาธิบดีสหรัฐฯ Donald Trump ให้สัญญาเป็นการส่วนตัวเพื่อสร้างความมั่นใจว่า สหรัฐฯจะส่งมอบเครื่องบินขับไล่ยุคที่5 Lockheed Martin F-35A Lightning II Joint Strike Fighter(JSF) ให้แก่กองทัพอากาศตุรกี(Turkish Air Force) แน่
ฝ่ายที่คัดค้านจากทั้งสมาชิกวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร สภา Congress สหรัฐฯ และเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ทำให้การผลักดันการส่งมอบเครื่องบินขับไล่ F-35A แก่ตุรกีตกอยู่ในความเสี่ยง
สมาชิกสภา Congress และเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯได้อธิบายว่าการที่ตุรกีได้ตัดสินใจจัดหาระบบป้องกันภัยทางอากาศ Almaz-Antey S-400 Triumf รัสเซีย(http://aagth1.blogspot.com/2017/10/s-400.html, http://aagth1.blogspot.com/2017/12/s-400.html)
รวมถึงการที่รัฐบาลของประธานาธิบดีตุรกี Recep Tayyip Erdogan มีพฤติกรรมที่ไม่คำนึงถึงหลักนิติธรรม, ลดเสรีภาพส่วนบุคคล, รวบอำนาจ และตัดสินใจยุทธศาสตร์ทางทหารที่ผลักดันตุรกีและชาติตะวันออกกลางที่ออกจากแนวทางผลประโยชน์ของสหรัฐฯ
แต่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ Trump กล่าวกับรัฐบาลตุรกีว่าจะทำทุกขั้นตอนที่จำเป็นเพื่อสร้างความมั่นใจให้ชาติพันธมิตรสามชิก NATO นี้ให้ได้รับมอบ F-35A ตามจำนวนที่สั่งจัดหาจากบริษัท Lockheed Martin สหรัฐฯ ตามที่รัฐมนตรีต่างประเทศตุรกีให้สัมภาษณ์ต่อสถานีโทรทัศน์ NTV
สภาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ(National Security Council) ยืนยันว่าประธานาธิบดีสหรัฐฯ Trump ได้พูดคุยกับประธานาธิบดีตุรกี Erdogan จริง แต่ปฏิเสธที่จะให้ข้อมูลยืนยันหรือปฏิเสธว่า F-35A เป็นส่วนหนึ่งของการสนทนา
"ประธานาธิบดี Trump ได้พูดคุยกับประธานาธิบดี Erdogan เมื่อวันที่ 26 มิถุนายนเพื่อแสดงความยินดีที่เขาได้ชนะการเลือกตั้งอีกสมัย และเพื่อยืนยันความสัมพันธ์อันแข็งแกร่งระหว่างสหรัฐฯและตุรกีในฐานะสมาชิก NATO และหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์
ทั้งสองผู้นำได้หารือร่วมกันในการแก้ไขปัญหาด้านความสัมพันธ์ทวิภาคีและเพื่อเพิ่มความร่วมมือในแบ่งปันการจัดการความท้าทายทางยุทธศาสตร์ร่วมกัน" สภาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯกล่าว
ในด้านกลาโหมที่ตุรกีตัดสินใจจัดหาระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-400 จากรัสเซีย รัฐมนตรีต่างประเทศตุรกี Cavusoglu ชี้ให้เห็นในการให้สัมภาษณ์ทางโทรทัศน์ว่า ตามข้อเท็จจริงแล้วชาติสมาชิก NATO คือกรีซเองก็ได้จัดหาระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-300 รัสเซียมาก่อนแล้ว
อย่างไรก็ตาม S-400 ป็นระบบอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศที่ก้าวหน้าที่สุดในตลาดส่งออกอาวุธ ซึ่งทาง Rosoboronexport หน่วยงานด้านจัดการส่งออกยุทโธปกรณ์รัสเซียกล่าวว่า S-400 สามารถต่อต้านเครื่องบินที่มีคุณสมบัติตรวจจับได้ยาก Stealth ได้ถึงระยะ 150km(81nmi)
นักวิเคราะห์ทางทหารได้แสดงความกังวลว่า S-400 จะสามารถหาช่องโหว่ในการโจมตี F-35 ได้ถ้าทั้งสองระบบถูกใช้งานโดยประเทศเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งตุรกีซึ่งเริ่มมีนโยบายทางต่างประเทศของตนที่ออกห่างจากสหรัฐฯมากขึ้นในหลายปีมานี้
บริษัท Lockheed Martin สหรัฐฯได้ทำพิธีเปิดตัวเครื่องบินขับไล่ F-35A เครื่องแรกของกองทัพอากาศตุรกีอย่างเป็นทางการ ที่โรงงานอากาศยานของ Lockheed Martin ที่ Fort Worth มลรัฐ Texas สหรัฐฯ เมื่อวันที่ 21 มิถุนายนที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตามคาดว่าตุรกีจะยังไม่รับมอบเครื่องบินขับไล่ F-35A เพื่อทำการบินปฏิบัติการในน่านฟ้าของตนจนกว่าจะถึงปี 2020 ตามที่นักบินของกองทัพอากาศตุรกีจะเริ่มทำการฝึกบินกับเครื่องบินใหม่นี้ที่ฐานทัพอากาศ Luke มลรัฐ Arizona ในสิ้นเดือนมิถุนายนนี้
ขณะที่ช่างอากาศยานของกองทัพอากาศตุรกีได้เริ่มทำการฝึกกับเครื่องบินขับไล่ F-35 ที่ฐานทัพอากาศ Eglin มลรัฐ Florida แล้วครับ(http://aagth1.blogspot.com/2018/06/lockheed-martin-f-35a.html)
วันอาทิตย์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
ความคืบหน้าโครงการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพไทยในปี ๒๕๖๑-๖
Royal Thai Navy OPV-552 HTMS Trang second Second Krabi class Offshore Patrol Vessel at 3rd Ship Technology for the Next Decade 3-4 March 2016 (My Own Photo)
http://aagth1.blogspot.com/2016/03/3rd-ship-technology-for-next-decade.html
Royal Thai Navy OPV-552 HTMS Trang second Krabi class Offshore Patrol Vessel under construction at Mahidol Adulyadej Naval Dockyard Sattahip Chonburi, June 2018 (https://www.facebook.com/Ormdockyard/posts/1731901780227786)
ความคืบหน้าการก่อสร้างเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชุด ร.ล.กระบี่ ลำที่๒ คือ เรือหลวงตรัง ณ อู่ราชนาวีมหิดลอดุลยเดช ช่วงในเดือนมิถุนายน พ.ศ.๒๕๖๑(2018) ก็เห็นได้ชัดมากขึ้นว่า
การประกอบตัวเรือในส่วน Block ลำตัวเรือ(Hull)นั้นใกล้จะเป็นรูปร่างเรือที่สมบูรณ์แล้ว ยังเหลือในส่วน Block ตัวเรือที่เป็นดาดฟ้ายก(Superstructure) ที่เริ่มมีการประกอบไปบางส่วนแล้ว โดยในชุดภาพข้างต้นเป็น Block ที่๘
การก่อสร้าง ร.ล.ตรัง มีความรวดเร็วมากขึ้นจากประสบการณ์ในการสร้าง ร.ล.กระบี่ ก่อนหน้านี้ โดยคาดว่าจะมีการปล่อยเรือลงน้ำได้ในปี ๒๕๖๑(2018) นี้ จากนั้นจะมีการติดตั้งระบบอาวุธและอุปกรณ์ภายในเรือ
เช่น ปืนเรือ Leonardo OTO Melara 76/62 Super Rapid Multifeed ทรง Stealth อิตาลี และอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำ Boeing RGM-84 Harpoon Block II สหรัฐฯ เป็นต้น และคาดว่าเรือน่าจะเข้าประจำการได้ในราวปี๒๕๖๒ ถึงปี๒๕๖๓(2019-2020)
และ ร.ล.ตรัง จะถูกนำเข้าประจำการใน กองเรือตรวจอ่าว กองเรือยุทธการ กองทัพเรือไทย ต่อไป เป็นการส่งเสริมอุตสาหกรรมความมั่นคงและการต่อเรือภายในประเทศโดยการถ่ายทอด Technology จากต่างประเทศให้กับไทยครับ
Model of Marsun M36 Mk II Patrol Boat at Defense and Security 2017 exhibition in Bangkok Thailand on 6-9 November.(My Own Photo)
Royal Thai Navy's Keel laying ceremony new 2 Coastal Patrol Craft T.114-class (T.114 and T.115) from Marsun Thailand, 8 June 2018
ตามที่ได้รายงานกองทัพเรือไทยทำพิธีวางกระดูกงูเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งชุดเรือ ต.114 จำนวน ๒ลำเมื่อวันที่ ๘ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๖๑(2018) ที่ผ่านมา ประกอบด้วยเรือ ต.114 และเรือ ต.115 ตามโครงการจัดหาเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่ง ๒ลำใหม่ วงเงิน ๔๗๕ล้านบาท
ซึ่งเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งชุดเรือ ต.114 เป็นแบบเรือ M36 Mk II ซึ่งปรับปรุงจากแบบเรือ M36 คือเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งชุดเรือ ต.111 ที่ประกอบด้วยเรือ ต.111, ต.112 และ ต.113 ที่เป็นผลงานของบริษัท มาร์ซัน จำกัด(Marsun) ประเทศไทย
จะทำให้ในอนาคตอันใกล้ กองเรือยามฝั่ง กองเรือยุทธการ จะมีเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งเพิ่มเติมจาก ชุดเรือ ต.81 ๓ลำ(ต.81, ต.82, ต.83), ชุดเรือ ต.91 ๙ลำ(ต.91, ต.92, ต.93, ต.94, ต.95, ต.96, ต.91, ต.98, ต.99),
ชุด เรือ ต.991 ๓ลำ(ต.991, ต.992, ต.993), ชุดเรือ ต.994 ๓ลำ(ต.994, ต.995, ต.996) และชุดเรือ ต.111 ๓ลำ ถ้าตัดชุดเรือ ต.91 ที่มีอายุการใช้งานมานานจำเป็นต้องปลดประจำการในอนาคตแล้ว อาจจะต้องมีการจัดหาเรือ ตกฝ.เพิ่มอีกราว ๔ลำ
ซึ่งทั้งหมดเป็นเรือที่สร้างในประเทศไทย เป็นการสนับสนุนนโยบายการพึ่งพาตนเองของกองทัพเรือไทยและภาคอุตสาหกรรมความมั่งคงภายในประเทศไทยอย่างยั่งยืนครับ
Italian company DRASS Tecnologie Sottomarine was presented information of DG-160 Midget Submarine and Submarine Rescue System to Royal Thai Navy in 15-16 May 2018
การที่ บริษัท DRASS Tecnologie Sottomarine อิตาลี ได้เข้ามาบรรยายให้ข้อมูลผลิตภัณฑ์ของบริษัทแก่กองทัพเรือไทยคือ เรือดำน้ำขนาดเล็ก(Midget Submarine) DG-85 DG-120 และ DG-160 และระบบกู้ภัยเรือดำน้ำ(Submarine Rescue System) นั้น
ก็ถือเป็นเรื่องปกติที่บริษัทจากประเทศต่างๆจะมาทำการเสนอข้อมูลผลิตภัณฑ์ของตนให้กองทัพเรือไทยรับทราบเพื่อเป็นประโยชน์ในการศึกษาพิจารณาต่อไป แต่นั่นไม่ได้หมายความว่ากองทัพเรือไทยจะมีการเลือกจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์แบบนั้นๆแต่อย่างใด
โดยในส่วนระบบกู้ภัยเรือดำน้ำนั้นก็ข้อมูลที่จำเป็นที่กองทัพเรือจะต้องศึกษาจากหลายๆแหล่งเพื่อเตรียมพร้อมก่อนที่จะรับมอบเรือดำน้ำแบบ S26T จากจีนที่จะเข้าประจำการต่อไปในอนาคต(ถ้าโครงการไม่มีปัญหาจนถูกยกเลิกไปเสียก่อน)
สำหรับเรือดำน้่ำขนาดเล็กนั้นทาง สำนักงานวิจัยและพัฒนาการทางทหารกองทัพเรือ สวพ.ทร. กองทัพเรือไทย ก็มีโครงการอยู่ตามที่ได้รายงานไป แต่ที่ทราบมาคือโครงการวิจัยและพัฒนาการสร้างเรือดำน้ำขนาดเล็ก ของ สวพ.ทร. มีการส่งคนไปศึกษาที่สหราชอาณาจักร
แม้ว่าปัจจุบันกองทัพเรือสหราชอาณาจักร(Royal Navy) จะมีเฉพาะเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ประจำการก็ตาม แต่ทางอังกฤษก็มีองค์ความรู้ทางการพัฒนาเรือดำน้ำที่สั่งสมมานานอยู่มากตั้งแต่อดีต
ซึ่งในส่วนการบรรยายข้อมูลเรือดำน้ำขนาดเล็ก DG-160 อิตาลี นั้นจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับโครงการพัฒนาของกองทัพเรือไทยก็ตาม แต่ก็ถือว่าเป็นการรับทราบข้อมูลที่จะเป็นประโยชน์ในการศึกษาพัฒนาองค์ความรู้ด้านเรือดำน้ำของไทยต่อไปในอนาคตครับ
AH-1F and AH-1F EDA of 3rd Aviation Battalion, Aviation Regiment, Army Aviation Center, Royal Thai Army(https://www.facebook.com/ball.kittidej)
ตามที่ พลตรี วีรยุทธ อินทร์วร ผู้บัญชาการศูนย์การบินทหารบก ศบบ. กล่าวเมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๖๑ว่า ภายในปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๒(2019) ซึ่งจะเริ่มในเดือนตุลาคม พ.ศ.๒๕๖๑(2018) นี้นั้น(http://aagth1.blogspot.com/2018/06/ah-1f.html)
กองทัพบกมีโครงการจัดหาเฮลิคอปเตอร์โจมตีแบบใหม่ขั้นต่ำจำนวน ๖เครื่อง เพื่อทดแทนเฮลิคอปเตอร์โจมตี Bell AH-1F Cobra สหรัฐฯ ๗เครื่อง โดยจะมีการปลดประจำการ ฮ.จ.๑ AH-1F ๓เครื่องที่เข้าประจำการในปี พ.ศ.๒๕๓๔(1991)
โครงการจัดหา ฮ.โจมตีใหม่นั้นก็ได้มีรายงานวิเคราะห์ไปก่อนหน้านี้แล้ว(http://aagth1.blogspot.com/2017/09/blog-post_18.html) ตัวเลือกในตลาดก็ไม่น่าจะหนีไปจากนี้นัก คาดว่าการศึกษาข้อมูลการพิจารณาแบบ ฮ.โจมตีต่างๆของ ศบบ.น่าจะมีขึ้นในช่วงเดือนกรกฎาคมนี้เป็นต้นไป
โดยแบบตัวเลือกน่าจะมี Boeing AH-64E Apache สหรัฐฯ, Bell AH-1Z Viper สหรัฐฯ, Airbus Helicopters Tiger ฝรั่งเศส-เยอรมนี, TAI T129 ATAK ตุรกี, Mil Mi-28NE รัสเซีย, Kamov Ka-52 รัสเซีย และ CAIC Z-10 จีน โดยคาดว่าจะมีการเลือกแบบในราวปลายปีนี้
อย่างไรก็ตามรายงานข่าวจากสื่อกระแสหลักที่นำเสนอโครงการจัดหา ฮ.โจมตีใหม่ของกองทัพบกไทยนั้นกลับมีความคลาดเคลื่อนและข้อมูลที่ผิดเพี้ยนไปหลายประการ
เช่น เฮลิคอปเตอร์โจมตี Agusta A129 Mangusta ที่ปิดสายการผลิตไปจนอิตาลีเปิดโครงการ ฮ.โจมตีใหม่ Leonardo AW249 ทดแทนแล้ว(http://aagth1.blogspot.com/2017/01/leonardo-a129-mangusta-m345-het.html)
ซึ่งจริงๆควรน่าจะเป็นเฮลิคอปเตอร์โจมตี Turkish Aerospace Industries(TAI) T-129 ATAK ตุรกีที่พัฒนาจาก A129 อิตาลี ซึ่งทางตุรกีได้เสนอให้กองทัพบกไทยมากกว่า(http://aagth1.blogspot.com/2017/11/tai-t-129-atak.html)
การเสนอเฮลิคอปเตอร์โจมตี Z-10 จีนกลับกลายเป็นเฮลิคอปเตอร์ลาดตระเวนติดอาวุธ Z-11 หรือ ฮ.ลาดตระเวน/โจมตี Z-19 จีนซึ่งเป็นเฮลิคอปเตอร์คนละประเภทกัน รวมถึงอยู่ดีๆก็มีการเสนอเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป Leonardo/AgustaWestland AW101 สหราชอาณาจักร-อิตาลี เป็นต้นครับ
(ทั้งนี้พอมาตรวจสอบที่มาของต้นทางข่าวดังกล่าว ก็พบว่ามาจากผู้สื่อข่าวสายทหารกลุ่มเดิมๆที่มีความคลาดเคลื่อนในการเสนอเนื้อหาข้อมูลอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ผิดเพี้ยนไม่ถูกต้องตรงตามความเป็นจริง จนไม่มีความน่าเชื่อถือมาตลอดนับหลายสิบปี
แต่ก็เหมือนเดิมที่กองทัพบกและผู้เชี่ยวชาญทางทหารที่มีความรู้จริงคงจะทำอะไรไม่ได้กับสื่อที่ไม่มีความรับผิดชอบในการนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้อง จนสร้างความเสียหายให้กับทางราชการและสร้างความรู้ผิดๆให้ประชาชนมานับครั้งไม่ถ้วนครับ)
Elbit Systems Hermes 450 Unmanned Aerial Vehicles of 21st Aviation Battalion, Aviation Regiment, Army Aviation Center, Royal Thai Army was delivered since 2017(https://www.facebook.com/กองพันบินที่-๒๑-21st-Aviation-Battalion-860667027402830/)
http://aagth1.blogspot.com/2018/06/hermes-450-uav.htmlการจัดหาระบบอากาศยานไร้คนขับทางยุทธวิธีระยะเวลาปฏิบัติการนาน(UAV: Unmanned Aerial Vehicle) แบบ Hermes 450 จากบริษัท Elbit Systems อิสราเอล ๔ระบบของกองทัพบกไทยนั้น ก็ได้มีการส่งมอบเสร็จสิ้นไปตั้งช่วงปี พ.ศ.๒๕๖๐(2017) ที่ผ่านมาแล้ว
โดยหน่วยผู้ใช้งานคือ กองร้อยบินอากาศยานไร้คนขับ กองพันบินที่๒๑(กองบินเบา หรือ กองบินปีกติดลำตัว เดิม) กรมบิน ศูนย์การบินทหารบก ก็จะใช้ Hermes 450 UAV ควบคู่ไปกับอากาศยานไร้คนขับ Searcher Mk II จากบริษัท Israel Aerospace Industries(IAI) อิสราเอล ที่มีอยู่ ๔ระบบ
ซึ่งระบบ Hermes 450 UAV สามารถใช้ในได้ภารกิจการชี้เป้าหมาย, ข่าวกรอง,ตรวจการณ์ และลาดตระเวน(ISR: Intelligence, Surveillance, and Reconnaissance) และการทำแผนที่ ซึ่งจะมีประโยชน์ในการติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มก่อความไม่สงบและยาเสพติดตามแนวชายแดนมากครับ
(แต่ทว่าการเปิดเผยการมีอยู่ของระบบในช่วงนี้นั้นกลับถูกโจมตีเรื่อความคุ้มค่าว่าจะจบแบบเดียวกับเรือเหาะ รวมถูกโยงเข้าหาประเด็นการกู้ภัยที่ถ้ำหลวง เชียงราย โดยกลุ่มผู้ไม่หวังดีต่อชาติบ้านเมืองและสื่อมวลชนที่ไร้จรรยาบรรณในการโจมตีกองทัพบก)
Royal Thai Air Force Korea Aerospace Industries (KAI) T-50TH Golden Eagle Lead-In Fighter Trainer 401 Squadron, Wing 4 Takhli with AIM-9P Sidewinder, AGM-65 Maverick and Mk82 500lbs practice bomb, 11 June 2018
KAI T-50TH Flexible Weapon Capability and Equipment
มีภาพที่น่าสนใจระหว่างที่รัฐมนตรีกลาโหม พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ ตรวจเยี่ยมกองบิน๔ ตาคลี นครสวรรค์ เมื่อวันที่ ๑๑ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๖๑(2018)
โดยมีภาพแสดงถึงเครื่องบินขับไล่และฝึกแบบที่๒ บ.ขฝ.๒ KAI T-50TH Golden Eagle ฝูงบิน๔๐๑ กองบิน๔ แสดงความพร้อมรบโดยติดตั้งอาวุธแบบต่างๆที่ตัวเครื่องนอกจากปืนใหญ่อากาศสามลำกล้องหมุนขนาด 20mm ความจุ ๒๐๕นัดภายในตัวเครื่อง
ที่เห็นได้จากภาพมีเช่น อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยใกล้ AIM-9P Sidewinder, อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น AGM-65 Maverick และลูกระเบิดอากาศฝึก Mk82 ขนาด 500lbs(เข้าใจว่าเป็นลูกระเบิดฝึกที่ผลิตโดย กรมสรรพาวุธทหารอากาศ)
ระบบอาวุธในข้างต้นเช่น AIM-9P และลูกระเบิดฝึก/ลูกระเบิดทำลาย Mk82 เป็นอาวุธที่มีใช้กับ บ.ขฝ.๑ L-39ZA/ART ที่เคยประจำการในฝูงบิน๔๐๑ มาก่อนแล้ว เช่นเดียวกับ AGM-65 ที่มีใช้งานกับเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๑๙/ก F-16AM/BM ฝูงบิน๔๐๓ กองบิน๔
ความอ่อนตัวและความเข้ากันได้ของระบบอาวุธที่ บ.ขฝ.๒ T-50TH สามารถใช้งานร่วมกับเครื่องบินขับไล่เครื่องบินโจมตีแบบอื่นๆที่มีประจำการของกองทัพอากาศไทยได้ เป็นไปตามนโยบาย Common Fleet เพื่อแบบอาวุธและยุโธปกรณ์ที่มีใช้งานในกองทัพลง
ซึ่งอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยใกล้ IRIS-T ที่ปัจจุบันมีใช้กับเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๒๐ Gripen C/D, บ.ข.๑๙/ก F-16AM/BM EMLU และ บ.ข.๑๘ข/ค F-5E/F SUPER TIGRIS ในอนาคต(http://aagth1.blogspot.com/2018/06/f-5st-super-tigris-iris-t.html) จะเป็นหนึ่งในนั้นครับ
Royal Thai Air Force's Ceremony of 30th Anniversary Peace Naresuan F-16A/B Fighting Falcon at Wing 1 Korat Nakhon Ratchasima, 13 June 2018
Royal Thai Air Force F-16A ADF Block 15 10209, F-16B Block 15 OCU 10301 and F-16AM EMLU 40313 in 30th Anniversary tails
30 ปี บ.ข.19/ก แสนยานุภาพเหนือน่านฟ้าไทย ณ กองบิน 1 วันนี้...Photo Sompong Nondhasa.
Peace Naresuan The Story of F-16A/B in Thailand
Wing 4 RTAF Land of the King Cobra
เป็นเวลา ๓๐ปีแล้วที่เครื่องบินขับไล่แบบที่๑๙ บ.ข.๑๙/ก F-16A/B Block 15 OCU เข้าประจำการ ณ ฝูงบิน๑๐๓ กองบิน๑ โคราช เป็นฝูงบินขับไล่ฝูงแรก นับแต่เครื่องชุดแรก ๖เครื่องส่งมอบถึงไทยเมื่อวันที่ ๑๓ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๓๑(1988)
ซึ่งเมื่อรวมเครื่องในโครงการ Peace Naresuan I ๑๒เครื่อง, Peace Naresuan II ๖เครื่อง และเครื่องที่เคยประจำการในกองทัพอากาศสิงคโปร์(Peace Carvin I) ๗เครื่อง รวม ๒๕เครื่อง ทำให้ฝูงบิน๑๐๓ เป็นฝูงบินขับไล่ที่มีจำนวนเครื่องบินขับไล่ F-16 มากที่สุดของกองทัพอากาศไทย
ทั้งนี้ บ.ข.๑๙ F-16A/B ที่ประจำการในสามฝูงบินของกองทัพอากาศไทยคือ ฝูงบิน๑๐๓, ฝูงบิน๑๐๒ กองบิน๑ F-16A/B ADF และฝูงบิน๔๐๓ กองบิน๔ ตาคลี F-16AM/BM EMLU รวมมากกว่า ๕๐เครื่องจะยังคงเป็นกำลังหลักของกองทัพอากาศต่อไปอีกไม่ต่ำกว่า ๑๕-๒๐ปี
แต่สำหรับเครื่องบินขับไล่ F-16A/B ฝูงบิน๑๐๓ นั้นปัจจุบันมีขีดความสามารถทางการรบที่เริ่มด้อยกว่าฝูงบินขับไล่อื่นทั้ง F-16AM/BM EMLU ฝูงบิน๔๐๓, F-5ST Super Tigris ฝูงบิน๒๑๑ กองบิน๒๑ อุบลราชธานี และ บ.ข.๒๐ SAAB Gripen C/D ฝูงบิน๗๐๑ กองบิน๗ สุราษฎร์ธานีแล้ว
การพิจารณาแนวทางปรับปรุงความทันสมัยของ บ.ข.๑๙/ก F-16A/B Block 15 OCU ฝูงบิน๑๐๓ อาจจะเป็นสิ่งที่น่าจะจำเป็นถ้ามองถึงการใช้งานในระยะยาวเทียบกับภัยคุกคามในปัจจุบันและอนาคต ตามที่ได้วิเคราะห์ไปครับ(http://aagth1.blogspot.com/2018/06/f-16ab.html)
Thailand sets USD7 billion defence budget for 2019
http://www.janes.com/article/80722/thailand-sets-usd7-billion-defence-budget-for-2019
ตามที่เมื่อวันที่ ๗ มิถุนายนที่ผ่านมา รัฐบาลไทยผ่านทางสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สนช.ได้อนุมัติงบประมาณกลาโหมประจำปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๒(2019) เป็นวงเงิน ๒๒๗,๖๗๐ล้านบาท($7.1 billion) เพิ่มขึ้นจาก งป.กลาโหมปี ๒๕๖๑(2018) เพียง ๙,๑๖๐ล้านบาท หรือเพียงร้อยละ๔.๒
ซึ่ง งป.กห.ปี๒๕๖๒ นั้นคิดเป็นเพียงร้อยละ๗.๖ ของงบประมาณประจำปี๒๕๖๒ และคิดเป็นเพียงร้อยละ๑.๔ ต่อรายได้มวลรวมประชาชาติ(1.4% per GDP) เท่านั้น
ทั้งนี้งบประมาณกลาโหมของไทยเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่ม ASEAN จัดอยู่ในระดับปานกลาง ซึ่งการเพิ่ม งป.กลาโหมในแต่ละปีที่ผ่านมานั้นเป็นไปอย่างเล็กน้อยเพื่อสอดคล้องกับค่าใช้จ่ายต่างๆที่เพิ่มสูงขึ้น
ขณะเดียวกันกองทัพไทยและกระทรวงกลาโหมได้การดำเนินโยบายการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมความมั่นคงภายในไทยทั้งงานวิจัยพัฒนาของไทยเองและจากความร่วมมือการถ่ายทอด Technology จากต่างประเทศมากขึ้น
นอกจากกองทัพเรือไทยที่มีโครงการต่อเรือภายในประเทศข้างต้นแล้ว ทั้งจีนและยูเครนก็ได้มีความร่วมมือกับไทยในการจัดตั้งโรงงานอุตสาหกรรมทางทหารเพื่อสนับสนุนอาวุธยุทโธปกรณ์ของตนเองและความเป็นไปได้ในการเปิดสายการผลิตอาวุธในไทยด้วย(http://aagth1.blogspot.com/2018/06/vt4-vn1.html, http://aagth1.blogspot.com/2018/06/blog-post_18.html)
แต่ทว่าที่ผ่านมามีกลุ่มผู้ไม่หวังดีต่อชาติบ้านเมืองที่มักใช้กลุ่มสื่อที่ไร้จรรยาบรรณคอยโจมตีกองทัพไทยตลอดเวลาว่าใช้งบประมาณกลาโหมมากมายเกินความจำเป็นสิ้นเปลืองภาษีประชาชน ซึ่งไม่ได้มีข้อมูลที่ตรงกับความเป็นจริงเลย
อย่างไรก็ตามการพัฒนาทางอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศของไทย ซึ่งมักจะมีผู้เข้าใจผิดหรือมีผู้ไม่หวังดีต่อชาติตั้งใจจะสร้างความเชื่อที่ผิดๆว่า กองทัพไทยและกระทรวงกลาโหมซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์จากต่างประเทศราคาแพงอย่างเดียวทั้งๆที่อาวุธทุกอย่างสามารถจะทำเองในไทยได้ทั้งหมด
ซึ่งในความเป็นจริงแล้วไทยมีการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมความมั่นคงในประเทศตามความสามารถพื้นฐานที่เป็นจริง โดยมีการออกแบบภายในประเทศหรือร่วมมือกับต่างประเทศจัดหาระบบอุปกรณ์ เครื่องจักร เครื่องยนตร์ การถ่ายทอด Technology และสิทธิบัตรการผลิตในประเทศ
เพราะว่าการจะพัฒนาทุกอย่างในประเทศโดยเฉพาะระบบที่มีความซับซ้อนสูงทั้งรถถัง เรือรบ เฮลิคอปเตอร์ เครื่องบินสมัยใหม่นั้นไม่สามารถที่จะทำเองทั้งหมดโดยบริษัทหรือองค์กรเดียวได้ แม้แต่ประเทศที่พัฒนาแล้วก็ต้องมีการจัดหาระบบหลายๆส่วนจากต่างประเทศจนเป็นระบบนานาชาติ
โดยการจะลงทุนวิจัยและพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์เองจะต้องใช้เวลาและเงินทุนจำนวนมหาศาล ซึ่งถ้ามีโครงการจัดหาเพียงจำนวนไม่มากก็ไม่คุ้มที่จะลงทุนวิจัยพัฒนาเพื่อสร้างระบบอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ด้อยสมรรถนะกว่าที่มีพร้อมขายในตลาด
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดจากหลายประเทศที่มีนโยบายพึ่งพาตนเองล้วนๆโดยข้ามการมองขีดความสามารถที่แท้จริงของตนเอง จนทำให้ระบบอาวุธที่ตนสร้างขึ้นมาใช้เวลาพัฒนานานมากถึง ๒๐-๓๐ปี และกลายเป็นระบบที่ล้าสมัยไปแล้ว สุดท้ายก็ต้องยกเลิกโครงการไปในที่สุด
ดังนั้นการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมความมั่นคงเพื่อพึ่งพาตนเองในประเทศแม้จะเรื่องดีแต่ก็ต้องคำนึงศักยภาพความพร้อมที่เป็นไปได้จริงด้วย และต้องมีการวางแนวทางนโยบายการพัฒนาที่ชัดเจนในระยะยาว ซึ่งที่ผ่านมาไทยเราโดยมากก็ได้ดำเนินการมาได้ถูกทางแล้วครับ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)



































