วันพุธที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

อังกฤษเปิดตัวแนวคิดเครื่องบินขับไล่ยุคอนาคต Tempest

FARNBOROUGH: Tempest concept underscores UK fighter ambitions





A highly ambitious vision of the UK's next-generation fighter was revealed on the opening day of the Farnborough air show, with the Tempest concept adding significant firepower to the Ministry of Defence's new Future Combat Air strategy.
https://www.flightglobal.com/news/articles/farnborough-tempest-concept-underscores-uk-fighter-450327/


วิสัยทัศน์อันทะเยอทะยานสูงของเครื่องบินขับไล่ยุคอนาคตของสหราชอาณาจักรได้ถูกเปิดเผยในงานแสดงการบินนานาชาติ Farnborough International Airshow 2018 ณ สหราชอาณาจักร ระหว่างวันที่ 16-22 กรกฎาคม
ด้วยแบบแผนแนวคิดเครื่องบินขับไล่ Tempest ที่จะเพิ่มอำนาจการยิงที่สำคัญยิ่งต่อยุทธศาสตร์การรบทางอากาศยุคอนาคต Future Combat Air Strategy(FCAS) ของกระทรวงกลาโหมสหราชอาณาจักร

การเปิดตัวแบบจำลองขนาดเท่าของจริงของระบบเครื่องบินขับไล่ยุคอนาคต Tempest ที่ส่วนจัดแสดงของบริษัท BAE Systems ในวันแรกของงานแสดงการบิน Farnborough 2018
รัฐมนตรีกลาโหมสหราชอาณาจักร Gavin Williamson กล่าวว่า "เรากำลังเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ที่อันตรายของการสงคราม ดังนั้นการมุ่งเน้นหลักของเราจะต้องเป็นอนาคต วันนี้เราขอเสนอส่วนหนึ่งของวันพรุ่งนี้แก่ท่าน"

การอธิบายถึงสหราชอาณาจักรในฐานะ "ผู้นำโลกในด้านการรบทางอากาศ, ทักษะการผสมผสานและวิทยาการจากอีกด้านในฝั่งยุโรป" รัฐมนตรีกลาโหมอังกฤษ Williamson กล่าวถึงยุทธศาสตร์ใหม่ว่า
ได้เป็นการมอบแม่แบบสำหรับการสร้าง "แรงบันดาลใจอันสูงส่งที่เป็นจริง"เมื่อมีการผลักดันการทดแทนเครื่องบินขับไล่ Eurofighter Typhoon ในอนาคต

"แผนยุทธศาสตร์นี้มีพื่อเป็นการคงการควบคุมอากาศทั้งในบ้านและที่อื่นเพื่อคงความเป็นผู้นำโลกในด้านนี้ สนับสนุนวาระความเจริญรุ่งเรื่องที่หลากหลาย และสร้างทักษะที่สำคัญทั่วทุกฐานอุตสาหกรรมของสหราชอาณาจักร" Williamson กล่าว
วิสัยทัศน์ของสหราชอาณาจักรสำหรับเครื่องบินขับไล่ Tempest ที่เห็นได้จากแบบจำลองเป็นเครื่องบินขับไล่สองเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ที่มีการออกแบบหลายส่วนคล้ายกับเครื่องบินขับไล่ Lockheed Martin F-22 Raptor สหรัฐฯ และแนวคิดเครื่องบินขับไล่ยุคที่6

ที่เห็นได้จากการนำวิทยาการหลายๆอย่างมาใช้ในแบบจำลองที่แสดง เช่น ระบบขับเคลื่อนเครื่องยนต์แบบปรับทิศทางได้ และห้องนักบินเสมือน(virtual cockpit) ที่แสดงหมวกนักบินติดจอแสดงผล Helmet-Mounted Display
เครื่องบินขับไล่ Tempest ที่ใช้ปฏิบัติการจะมีทั้งแบบมีนักบินบังคับและแบบอากาศยานไร้คนขับ และสามารถใช้อาวุธนำวิถีโจมตีแบบเป็นกลุ่มจำนวนมาก รวมถึงติดตั้งอาวุธพลังงานตรงลำแสง Laser พลังงานสูงได้

การดำเนินงานเป็นส่วนหนึ่งของงบประมาณวงเงิน 2 billion British Pound($2.6 billion) ระยะ 10ปีตามแผนทบทวนยุทธศาสตร์กลาโหมและความมั่นคง(SDSR: Strategic Defence and Security Review) 2015
แนวคิดเครื่องบินขับไล่ยุคอนาคตนั้นเป็นผลลัพธ์ของกลุ่มความร่วมมือในนาม Team Tempest ที่ประกอบด้วยบริษัท BAE Systems สำหรับระบบอากาศยานรบและการบูรณาการขั้นก้าวหน้า, Leonardo สำหรับระบบอุปกรณ์ไฟฟ้า ระบบตรวจจับ และ Avionic ขั้นก้าวหน้า, MBDA สำหรับระบบบอาวุธขั้นก้าวหน้า, Rolls-Royce สำหรับระบบกำเนิดพลังงานและขับเคลื่อนขั้นก้าวหน้า และสำนักงานขีดความสามารถเร็ว(RCO:Rapid Capabilities Office) กองทัพอากาศสหราชอาณาจักร(RAF: Royal Air Force)

Team Tempest นี้แม้จะเป็นขีดความสามารถของสหราชอาณาจักร แต่ก็มีการนำความร่วมจากนานาชาติเป็นจำนวนมาก กิจกรรมของ Team Tempest จะครอบคลุมงานการสาธิตระดับชาติ 50-60 คุณสมบัติ อย่างเช่น
การถูกตรวจจับได้ต่ำ, ระบบตรวจจับขั้นก้าวหน้า, ระบบขับเคลื่อน และการออกแบบห้องนักบินยุคอนาคต ที่ประกอบด้วยการตั้งต้นทางวิทยาการ FCAS ที่มีอยู่ หุ้นส่วนโครงการปัจจุบันได้ลงนามหัวข้อใหม่ของข้อตกลงที่แสดงเพื่อความก้าวหน้าของกิจกรรม

"เราต้องการหุ้นส่วนใหม่เช่นเดียวกัน เราต้องการจะนำทักษะระดับโลกของเราที่มีการแบ่งปันจากเพื่อนของเราโดยการเปิดรับทักษะระดับสูงที่จะเสนอให้เราบนโต๊ะ" Williamson กล่าว ชาติต่างๆที่ประกอบไปด้วยญี่ปุ่น, สวีเดน และตุรกี ต่างให้ความสนใจที่จะมีส่วนร่วมในงานนี้กับสหราชอาณาจักร ขณะที่กลุ่มบริษัทที่อยู่เบื้องหลังโครงการเครื่องบินขับไล่ใหม่ร่วมฝรั่งเศส-เยอรมนีอีกโครงการต่างหาก(http://aagth1.blogspot.com/2017/07/blog-post_16.html) ที่ถูกเรียกว่าเป็นความร่วมมือครั้งใหญ่ของกลุ่มชาติยุโรปมีศักยภาพความเป็นไปได้ที่จะร่วมมือกับสหราชอาณาจักร

การอธิบายถึงยุทธศาสตร์ FCAS ในฐานะ "การแถงการณ์ที่ทรงพลังของเจตจำนง" Charles Woodburn หัวหน้าบริหารของ BAE Systems กล่าวว่าการจัดตั้งการพัฒนา FCAS เป็น "โอกาสที่ยิ่งใหญ่สำหรับพวกเราทั้งหมด"
การอ้างอิงถึง "ข้อผูกพันที่แข็งแกร่งเพื่อส่งมอบ" บนวิสัยทัศน์ของยุทธศาสตร์ รัฐมนตรีกลาโหมสหราชอาณาจักร Williamson กล่าวว่า

"ทีมใหม่ได้พร้อมบนทางวิ่งแล้ว ตารางเวลาพวกเขาชัดเจน เราต้องการเห็นกรณีธุรกิจสำหรับโครงการจัดหาในทุกสิ้นปี การตัดสินใจก่อนหน้าเกี่ยวกับการจัดหาขีดความสามารถยุคหน้าจะมีขึ้นในสิ้นปี 2020 โดยการตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้ายจะมีในปี 2025
ในปี 2035 ผมต้องการที่จะเห็นเครื่องบินขับไล่ Tempest ทำการบินเคียงข้างกับคู่แข่งขันระดับโลกทั้งเครื่องบินขับไล่ Typhoon และเครื่องบินขับไล่ Lockheed Martin F-35A Lightning II"

"เรากำลังก้าวย่างทำงาน นั่นเป็นมนตราของทีม" พลอากาศตรี Simon Rochelle คณะเสนาธิการทหารอากาศด้านขีดความสามารถกองทัพอากาศสหราชอาณาจักร กล่าว โดยชี้ให้เห็นถึงรูปแบบของ "การแบ่งปันที่เท่าเทียมและเสี่ยงร่วมกัน" ทั้งหุ้นส่วนในภาคอุตสาหกรรมและกระทรวงกลาโหมอังกฤษ พล.อ.ต.Rochelle เสริมว่า "การลงทุนเป็นความจริง"
ความต้องการหลักของระบบเครื่องบินขับไล่ยุคอนาคตรวมความสามารถของนักพัฒนาในการใช้เทคนิคการพัฒนาแบบเกลียวและใช้ชุดคำสั่งประยุกต์เพื่อสนับสนุนวิวัฒนาการต่อเนื่องของระบบด้วยการปรับปรุงการเพิ่มขยายขีดความสามารถอย่างรวดเร็ว

Conrad Banks หัวหน้าวิศวกรบริษัท Rolls-Royce กล่าวว่าบริษัทจะลงทุนด้านวิทยาการอย่างเต็มรูปแบบการพัฒนาระบบขับเคลื่อนยุคอนาคต ที่รวมการตรงความต้องการการจัดการความร้อนและการหล่อเย็นที่จำเป็น
ความเป็นไปได้ในการนำการไหลเวียนกระแสอากาศที่สามมาใช้กับเครื่องยนต์ Gas turbine ภาคส่วนอื่นที่ Rolls-Royce สนใจยังรวมการเพิ่มการใช้วัสดุผสม เพิ่มเครื่องกำเนิดพลังงานภายใน ระบบใบพัดแบบสามารถปรับความบิดโค้งได้ และวิทยาการการเก็บ Battery

"สำหรับกองทัพอากาศสหราชอาณาจักรมันเป็นเรื่องการเป็นเจ้าของระบบ มันเป็นโอกาสที่เป็นเอกลักษณ์เพื่อระบบสถาปัตยกรรมที่ให้มั่นใจว่าสามารถรักษาขีดความสามารถการรบทางอากาศที่ยังคงมีความสำคัญในวันนี้และยังคงควบคุมห้วงอากาศต่อไปได้ในอนาคต"
ผู้บัญชาการทหารอากาศสหราชอาณาจักร พลอากาศเอก Sir Steven Hillier กล่าวโดยเห็นถึงรูปแบบระบบโจมตีในอนาคตที่มี "ขีดความสามารถที่ยืดหยุ่นและว่องไว, ยิงอาวุธได้รวดเร็ว, มีราคาเหมาะสมและปรับแต่งได้สำหรับความขัดแย้งทุกระดับในอนาคต สหราชอาณาจักรเปิดรับหุ้นส่วนนานาชาติอย่างเต็มรูปแบบ มันเป็นแนวทางที่เหมาะสมที่สุดสำหรับกองทัพอากาศสหราชอาณาจักรในการเข้าสู่ศตวรรษที่สอง(หลังจากปีก่อตั้ง1918)" พล.อ.อ.Hillier กล่าว

ในด้านการตอบสนองการเปิดตัวแนวคิดเครื่องบินขับไล่ Tempest บริษัท Airbus กล่าวว่ามันเป็น"การสนับสนุนที่ให้เห็นถึงข้อผูกพันทางการเงินของรัฐบาลสหราชอาณาจักรต่อโครงการซึ่งสนับสนุนเป้าหมายของขีดความสามารถทางการปกป้องอธิปไตยของกลุ่มชาติยุโรป
FCAS เป็นความสำคัญสูงสุดของกองทัพยุโรปและด้วยเหตุนี้เรามองไปข้างหน้าเพื่อเดินหน้าความร่วมมือหารือในพื้นที่นี้กับกับผู้เล่นในยุโรปที่เกี่ยวข้องทั้งหมด" Airbus เสริมครับ

วันอังคารที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

Saab สวีเดนเปิดตัวอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำ RBS15 Mk4 Gungnir รุ่นใหม่

Saab Launches Next Generation Anti-ship Missile System RBS15 Gungnir



Today, Saab announces the RBS15 Gungnir next generation anti-ship missile system that is being shown at the Farnborough International Airshow 2018 for the first time.
https://saabgroup.com/media/news-press/news/2018-07/saab-launches-next-generation-anti-ship-missile-system-rbs15-gungnir/

Royal Thai Air Force's Saab Gripen C 701st Squadron, Wing 7 with RB 15F anti-ship missile(https://www.facebook.com/wing7RTAF/)

บริษัท Saab สวีเดนได้เปิดตัวอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำตระกูล RBS15 รุ่นใหม่ล่าสุดคือระบบอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำยุคหน้า RBS15 Mk4 Gungnir
โดยเป็นการเปิดตัวครั้งแรกในงานแสดงการบินนานาชาติ Farnborough International Airshow 2018 ณ สหราชอาณาจักร ระหว่างวันที่ 16-22 กรกฎาคม

น่านน้ำใกล้ฝั่งในทะเล Baltic ได้สร้างการก่อตั้งและถือกำเนิดของอาวุธปล่อยนำวิถีตระกูล RBS15 ที่ออกแบบมาเพื่อให้ตรงความต้องการด้านสภาพแวดล้อมและของลูกค้าให้มากที่สุด
สภาพแวดล้อมใกล้ฝั่งได้ปรากฎภัยคุกคามแล้วนับไม่ถ้วน แต่สถานการณ์ความขัดแย้งได้เปลี่ยนไป ดังนั้นกองทัพจำเป็นที่จะต้องพัฒนาขีดความสามารถของพวกตนและ RBS15 Gungnir ได้มอบทางแก้ไขปัญหานี้ให้

ระบบ RBS15 Gungnir ใหม่นี้ยังคงขีดความสามารถดั้งเดิมของความแข็งแกร่งและอัตโนมัติของอาวุธปล่อยนำวิถีตระกูล RBS15 แต่การนำการออกแบบใหม่ๆมาใช้ได้เปิดระดับของศักยภาพการเติบโตในอนาคต
"RBS15 Gungnir ได้เสนอในรูปแบบทั้งยิงจากอากาศยาน, เรือผิวน้ำ และฐานยิงบนบก ที่มอบการเพิ่มขีดความสามารถอย่างมหาศาลเมื่อเทียบกับระบบอาวุธปล่อยนำวิถีอื่นๆในตลาด" Görgen Johansson รองประธานอาวุโสและหัวหน้าภาคธุรกิจ Saab Dynamics กล่าว

"ด้วยการปรับปรุงระยะเพิ่มเป็นมากกว่า 300km และระบบค้นหาเป้าหมายก้าวหน้าสูง มันจะมอบขีดความสามารถในการโจมตีเป้าหมายในทุกสภาพเงื่อนไข" Johansson เสริม
ทางเลือกที่จะโจมตีเป้าหมายด้วยขีดความสามารถการประสานการโจมตีด้วยอาวุธปล่อยนำวิถีจำนวนมากต่อเป้าหมายที่หลากหลายรูปแบบตั้งแต่เป้าหมายทางเรือและเป้าหมายภาคพื้นดิน ช่วยให้เพิ่มความยืดหยุ่นและความสำเร็จของภารกิจ

ขณะที่อาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำ RBS15 Mk3 รุ่นก่อนได้มอบขีดความสามารถที่จำเป็นแก่กองทัพในปัจจุบัน RBS15 Gungnir รุ่นใหม่ยังเข้ากันได้กับสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีอยู่แล้วของ RBS15 เพื่อเติมเต็มความต้องการในอนาคต
ระบบ RBS15 Gungnir มีความเข้ากันได้ย้อนหลังกับระบบที่ลูกค้ามีใช้อยู่ก่อนแล้ว ดังนั้นการลงทุนกับ RBS15 Mk3 ในตอนนี้จะเปิดทางที่ราบลื่นสำหรับการเปลี่ยนไปใช้ Gungnir ในอนาคต

ระบบอาวุธปล่อยนำวิถียุคหน้า RBS15 รุ่นใหม่ได้รับสัญญาการพัฒนาและผลิตครั้งแรกโดยสำนักงานการจัดหายุทธภัณฑ์กลาโหมสวีเดน(FMV) เมื่อเดือนมีนาคม 2017(http://aagth1.blogspot.com/2017/04/rbs-15-saab.html)
ระบบอาวุธปล่อยนำวิถียุคหน้าในตระกูล RBS15 ที่ได้รับชื่อว่า Gungnir ได้รับสัญหาจัดหาวงเงิน 3.2 billion Swedish Krona($358.5 million) โดยการส่งมอบจะมีขึ้นในช่วงปี 2017-2026

การผลิตอาวุธปล่อยนำวิถีเพิ่มเติมได้รับสัญญาจาก FMV สวีเดนวงเงิน 500 million Swedish Krona($56.6 million) โดยการส่งมอบจะเริ่มในกลางปี 2020s
อาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำตระกูล RBS15 เป็นการผลิตร่วมระหว่าง Saab สวีเดน และบริษัท Diehl Defence GmbH & Co. KG เยอรมนี และถูกนำเข้าประจำการในกองทัพเรือ, หน่วยรักษาฝั่ง และกองทัพอากาศหลายประเทศทั่วโลก

ทั้งสวีเดนทั้งรุ่นยิงจากเรือคอร์เวตชั้น Visby กองทัพเรือสวีเดน(Swedish Navy, Svenska marinen), รุ่นฐานยิงอัตตาจรจากชายฝั่ง(http://aagth1.blogspot.com/2017/01/rbs-15.html) และเครื่องบินขับไล่ JAS-39 Gripen กองทัพอากาศสวีเดน(Swedish Air Force, Svenska flygvapnet)
กองทัพเรือฟินแลนด์(Finnish Navy, Merivoimat) บนเรือเร็วโจมตีติดอาวุธปล่อยนำวิถีชั้น Hamina และชั้่น Rauma, กองทัพเรือเยอรมนี(Deutsche Marine) บนเรือคอร์เวตชั้น Braunschweig,

กองทัพเรือโปแลนด์(Polish Navy, Marynarka Wojenna) บนเรือเร็วโจมตีติดอาวุธปล่อยนำวิถีชั้น Orkan, กองทัพเรือโครเอเชีย(Croatian Navy, Hrvatska ratna mornarica) บนฐานยิงอัตตาจรจากชายฝั่ง และเรือเร็วโจมตีติดอาวุธปล่อยนำวิถีชั้น Helsinki 2ลำที่ซื้อต่อจากฟินแลนด์,
กองทัพอากาศไทย(Royal Thai Air Force) รุ่น RB 15F ติดตั้งกับเครื่องบินขับไล่ บ.ข.๒๐/ก. Gripen C/D ฝูงบิน๗๐๑ กองบิน๗ สุราษฎร์ธานี และลูกค้าที่ไม่เปิดเผยหนึ่งราย

Gungnir เป็นชื่อที่มีที่มาจากตำนานเทพปกรณัม Scandinavia โดยเป็นอาวุธหอกของเทพ Norse นาม Odin ซึ่งเมื่อพุ่งไปแล้วจะไม่มีวันพลาดเป้าหมาย
อาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำ RBS15 Gungnir ประกอบด้วยรุ่นต่างๆคือ RBS15 Mk4 Air หรือ Gungnir Air รุ่นยิงจากอากาศยาน, RBS15 Mk4 Surface หรือ Gungnir Land รุ่นยิงจากฐานยิงบนบก และ Gungnir Sea รุ่นยิงจากเรือผิวน้ำครับ

วันจันทร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

อังกฤษจะนำเครื่องบินขับไล่ Typhoon และอากาศยานไร้คนขับ Protector ใหม่ประจำการในสองฝูงบิน

RAF announces new Typhoon, Protector squadrons
The RAF is to stand-up two new Typhoon units over the coming months, the first of which will be 9 Squadron to be followed by 12 (B) Squadron. Source: Crown Copyright
http://www.janes.com/article/81705/raf-announces-new-typhoon-protector-squadrons

กองทัพอากาศสหราชอาณาจักร(RAF: Royal Air Force) กำลังจากเปลี่ยนแบบฝูงบินเครื่องบินขับไล่โจมตี Panavia Tornado GR4 สองฝูงสุดท้ายด้วยอากาศยานแบบใหม่สองแบบ
ตามที่เครื่องบินขับไล่โจมตี Tornado GR4 มีกำหนดจะปลดประจำการจากทั้งสองฝูงบินของกองทัพอากาศอังกฤษในอีกไม่กี่เดือนที่จะถึงข้างหน้า

จากการพูดคุยในงานสัมมนา Air Power Conference 2018 ที่ London ผู้บัญชาการทหารอากาศสหราชอาณาจักร(CAS: Chief of the Air Staff) พลอากาศเอก Sir Steven Hillier กล่าวว่า ฝูงบินที่9(9 Squadron) จะปรับเปลี่ยนไปประจำการด้วยเครื่องบินขับไล่พหุภารกิจ Eurofighter Typhoon และฝูงบินที่31(31 Squadron) จะเปลี่ยนแบบประจำการด้วยอากาศยานไร้คนขับ(UAV: Unmanned Aerial Vehicle) General Atomics Aeronautical Systems Inc(GA-ASI) MQ-9B Protector สหรัฐฯ ตามลำดับ

ปัจจุบันกองทัพอากาศสหราชอาณาจักรยังคงมีเครื่องบินขับไล่ Tornado ที่ยังคงประจำการอยู่ราว 40เครื่อง ซึ่งเครื่องชุดสุดท้ายมีกำหนดจะปลดประจำการในช่วงต้นปี 2019
พล.อ.อ.Hillier กล่าวว่าฝูงบินที่9 ที่มีที่ตั้ง ณ ฐานทัพอากาศ RAF Marham จะยังเป็นฝูงบิน Tornado จนถึงปลายปี 2018 นี้ ก่อนจะเริ่มปรับโครงสร้างในทันทีเป็นฝูงบิน Typhoon โดยย้ายที่ตั้งไปฐานทัพอากาศ RAF Lossiemouth

ฝูงบินที่31 ที่มีที่ตั้ง ณ ฐานทัพอากาศ RAF Marham เช่นกันจะยังคงเป็นฝูงบิน Tornado จนถึงต้นปี 2019 ก่อนจะเริ่มปรับโครงสร้างเป็นฝูงบิน Protector UAV ฝูงแรกของกองทัพอากาศสหราชอาณาจักร และย้ายที่ตั้งไปฐานทัพอากาศ RAF Waddington
พล.อ.อ.Hillier ไม่ได้กล่าวว่าเมื่อใดที่ฝูงบิน31 จะได้รับการจัดตั้งฝูงใหม่อีกครั้ง แต่คาดว่ากองทัพอากาศอังกฤษจะยังไม่ได้รับมอบ Protector UAV เครื่องแรกจนกว่าจะถึงปี 2024

ในแง่ของอากาศยานที่จะประจำการในฝูงบินที่9 พล.อ.อ.Hillier ระบุอย่างชัดเจนว่ากองทัพอากาศสหราชอาณาจักรจะไม่จัดซื้อเครื่องบินขับไล่ Typhoon ใหม่ ในการทดแทนฝูงบินที่9 และฝูงบินทิ้งระเบิดที่12(12 (Bomber) Squadron) ซึ่งจะมีที่ตั้ง ณ ฐานทัพอากาศ RAF Coningsby
ในฐานะฝูงบิน Typhoon ใหม่ฝูงที่สองจะถูกประจำการด้วยเครื่องบินขับไล่ Typhoon ที่เดิมมีกำหนดว่าจะต้องถูกปลดประจำการตามแผนทบทวนยุทธศาสตร์กลาโหมและความมั่นคง(SDSR: Strategic Defence and Security Review) ในปี 2015 โดยนำกลับมาประจำการใหม่

Jane's เคยได้รับการให้ข้อมูลจากรองผู้บัญชาการปฏิบัติการทางอากาศ พลอากาศโท Greg Bagwell (ปัจจุบันเกษียณแล้ว) ว่าเครื่องบินขับไล่ Typhoon Tranche 1 รุ่นก่อน 24เครื่องจะถูกนำไปวางกำลังในฐานะกองกำลังป้องกันภัยทางอากาศส่วนแยกอิสระ
โดยเครื่องบินขับไล่ Typhoon Tranche 2 และเครื่องบินขับไล่ Typhoon Tranche 3 ซึ่งเป็นรุ่นใหม่ที่มีขีดความสามารถสูงกว่าจะถูกใช้ในรูปแบบเครื่องขับไล่พหุภารกิจครับ

วันอาทิตย์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

Northrop Grumman สหรัฐฯวางตัวสำหรับโครงการทดแทนเครื่องบินขับไล่ F-2 ญี่ปุ่น

Northrop Grumman positions for Japan’s F-2 replacement programme
Northrop Grumman has responded to a Japanese request for information in support of a programme to replace the Japan Air Self-Defense Force’s Mitsubishi F-2 fighters. Source: Japanese Air Self-Defense Force
http://www.janes.com/article/81703/northrop-grumman-positions-for-japan-s-f-2-replacement-programme

บริษัท Northrop Grumman สหรัฐฯกำลังมองแนวทางเข้าร่วมของตนให้ตรงความต้องการของญี่ปุ่นในการจัดหาหรือพัฒนาเครื่องบินขับไล่ยุคหน้าเพื่อทดแทนเครื่องบินขับไล่ Mitsubishi F-2 กองกำลังป้องกันตนเองทางอากาศญี่ปุ่น(JASDF: apan Air Self-Defense Force)
โฆษกของ Northrop Grumman ยืนยันกับ Jane's เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคมว่าบริษัทได้ตอบรับต่อเอกสารขอข้อมูล(RFI: Request for Information) ล่าสุดของกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นเพื่อสนับสนุนโครงการนี้

ขณะที่ Northrop Grumman สหรัฐฯไม่ได้ให้รายละเอียดใดๆในการตอบรับของตน แหล่งข่าวทางการที่ถูกอ้างโดยสื่อท้องถิ่นญี่ปุ่นกล่าวว่า
Northrop Grumman สหรัฐฯได้เสนอวิทยาการการบินและอวกาศหลายรายการที่เป็นไปได้ที่จะสามารถนำมาบูรณาการเข้ากับเครื่องบินขับไล่แบบใหม่ของญี่ปุ่น

ในการสนับสนุนการแข่งขันในโครงการ Northrop Grumman สหรัฐฯยังน่าจะต้องเข้าหาบริษัทอุตหกรรมความมั่นคงภายในของญี่ปุ่นด้วยมุมมองเพื่อความร่วมมือด้านวิทยาการการบินและอวกาศ
แม้ว่าบริษัทจะไม่ได้ให้รายละเอียดที่เกี่ยวข้องใดๆเกี่ยวกับการเข้ามามีส่วนร่วมกับบริษัทอุตหกรรมความมั่นคงญี่ปุ่นก็ตาม

นอกเหนือจาก Northrop Grumman แล้ว Jane's เข้าใจว่าญี่ปุ่นยังได้พิจารณาการตอบรับเอกสาร RFI จากอีกหลายบริษัท เช่น Lockheed Martin สหรัฐฯ, Boeing สหรัฐฯ และ BAE Systems สหราชอาณาจักร
สำนักงานการจัดซื้อจัดจ้าง, เทคโนโลยี และการส่งกำลังบำรุง(ATLA: Acquisition, Technology and Logistics Agency) กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นได้ออกเอกสาร RFI ล่าสุดสำหรับโครงการเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เป็นครั้งที่สามนับตั้งแต่ปี 2016

ก่อนหน้านี้บริษัท Lockheed Martin สหรัฐฯได้ยืนยันกับ Jane's ว่าตนได้เสนอแบบแผน"เครื่องบินขับไล่ยุคที่5" ที่มีแหล่งที่มาทาง Technology จากเครื่องบินขับไล่ชั้นแนวหน้าสองแบบของบริษัทตน
คือเครื่องบินขับไล่ F-22 Raptor และเครื่องบินขับไล่ F-35 Lightning II แก่ญี่ปุ่น(http://aagth1.blogspot.com/2018/04/f-2.html)

การตอบรับเอกสาร RFI ยังได้รับการยื่นโดยบริษัท Boeing สหรัฐฯที่น่าจะเป็นไปได้อย่างมากที่จะเสนอแบบแผนเครื่องบินขับไล่ที่มีพื้นฐานแหล่งมาทาง Technology จากเครื่องบินขับไล่ F/A-18E/F Super Hornet
เช่นเดียวกับบริษัท BAE Systems สหราชอาณาจักรที่น่าจะเสนอแบบแผนเครื่องบินขับไล่ที่มีพื้นฐานจากเครื่องบินขับไล่ Eurofighter Typhoon ตามลำดับ

เจ้าหน้าที่ ATLA ญี่ปุ่นได้กล่าวกับ Jane's ล่าสุดว่ากำลังพิจารณาหลายแนวทางในการทดแทนเครื่องบินขับไล่ F-2 ที่รวมถึงการร่วมพัฒนาการพัฒนาเครื่องบินขับไล่ใหม่กับผู้ผลิตอากาศยานนานาชาติ,
การซื้อสิทธิบัตรการผลิตแบบแผนเครื่องบินขับไล่ที่มีอยู่แล้วของต่างประเทศผ่านช่องทางแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล, การพัฒนาแบบแผนเครื่องบินขับไล่ใหม่ภายในญี่ปุ่น หรือโครงการปรับปรุงและคืนสภาพใหม่เครื่องบินขับไล่ F-2 ที่บริษัท Mitsubishi ญี่ปุ่นปิดสายการผลิตในปี 2011 ครับ

วันเสาร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

แผนการสร้างเรือบรรทุกเครื่องบินลำที่สองในประเทศของอินเดียยังคงถูกพักไว้

Plans for India’s second indigenous aircraft carrier continue to stall
INS Vikramaditya (foreground) pictured in company with INS Viraat in early 2014. Viraat was formally decommissioned in March 2017, leaving the IN with just one carrier in operation. Source: Indian Navy
http://www.janes.com/article/81624/plans-for-india-s-second-indigenous-aircraft-carrier-continue-to-stall

แผนที่มีมายาวนานของกองทัพเรืออินเดีย(Indian Navy) ในการสร้างเรือบรรทุกเครื่องบินลำที่สอง(IAC-2: Second Indigenous Aircraft Carrier)ภายในประเทศ เพื่อเข้าประจำการภายในปี 2030-2032 ยังคงถูกพักไว้ต่อไปอีก
เนื่องจากการตัดลดงบประมาณอย่างต่อเนื่อง, อุปสรรคด้านวิทยาการ และเหนือสิ่งอื่นใดคือความล่าช้ามาอย่างยาวนานในการอนุมัติโครงการโดยกระทรวงกลาโหมอินเดีย

ข้อเสนอในการสร้างเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานตามแบบ 'ดาดฟ้าเรียบ' ขนาดระวางขับน้ำ 65,000-70,000tons ที่ยังไม่แน่ว่าจะมีชื่อเรือ INS Vishal("วิศาล", ใหญ่โต) ที่สามารถบรรทุกอากาศยานปีกตรึงและอากาศยานปีกหมุนได้ 50-60เครื่อง ทำความเร็วสูงสุดได้ 30knots
และมีวงเงินโครงการที่ 800-900 billion Indian Rupee($11.65-13 billion) เป็นส่วนหนึ่งของแผนขีดความสามารถทางทะเล Maritime Capability Perspective Plan(MCPP) ของกองทัพเรืออินเดีย

โครงการถูกประกาศครั้งแรกในปี 2005 และต่อมาปรับเปลี่ยนเป็นแผนระยะ 15ปีจนถึงปี 2027 เป็นหนึ่งในแผน MCPP ที่กองทัพเรืออินต้องการจะมี 3กองเรือบรรทุกเครื่องบิน(CBG: Carrier Battle Groups) วางกำลังในแต่ละด้านของชายฝั่งทะเล 2กองเรือ และ 1กองเรือสำรอง
สำหรับกองทัพเรืออินเดีย กองเรือบรรทุกเครื่องได้รวม 'การควบคุมทะเล' เพื่อเข้าถึงการแสดงกำลังในภูมิภาค ช่วยเหลือการสร้างสภาพแวดล้อมความมั่นคงในภูมิภาค และตอบโต้แผนของจีนที่จะวางกำลังเรือบรรทุกเครื่องบิน 5-6ลำ ในยุทธศาสตร์สำคัญต่อภูมิภาคมหาสมุทรอินเดีย

"รัฐบาลอินเดียจำเป็นที่ต้องดำเนินการอนุมัติเรือบรรทุกเครื่องบินลำที่สอง IAC-2 อย่างเร่งด่วน ที่นั่นจะเป็นตัวกำหนดว่าอินเดียหรือว่าจีนเป็นผู้ครอบครองภูมิภาคมหาสมุทรอินเดีย(IOR: Indian Ocean Region)"
อดีผู้บัญชาการกองทัพเรืออินเดีย พลเรือเอก Arun Prakash กล่าวกับ Jane's เขาเสริมว่าถ้าไม่เช่นนั้นอินเดียจะต้องจบลงที่การเป็นประเทศที่มีบทบาทระดับรองในภูมิภาคนี้

ปัจจุบันกองทัพเรืออินเดียมีเรือบรรทุกเครื่องบินประจำการเพียงลำเดียวคือ INS Vikramaditya ขนาดระวางขับน้ำ 44,000tons ซึ่งเดิมคือเรือลาดตระเวนบรรทุกเครื่องบินชั้น Kiev รัสเซียชื่อ Admiral Gorshkov ที่ได้รับการปรับปรุงเรือใหม่
โดยมีกำลังอากาศยานประจำเรือหลักคือเครื่องบินขับไล่ MiG-29K/KUB(NATO กำหนดรหัส Fulcrum-D) ซึ่งทั้งตัวเรือและเครื่องบินขับไล่ MiG-29K ต่างมีรายงานปัญหาการใช้งาน(http://aagth1.blogspot.com/2016/07/vikramaditya-mig-29k.html, http://aagth1.blogspot.com/2017/08/pak-fa-su-57-mig-29k.html)

เรือบรรทุกเครื่องบิน INS Viraat ขนาดระวางขับน้ำ 23,900tons ซึ่งเดิมคือเรือบรรทุกเครื่องบินชั้น Centaur ชื่อ HMS Hermes กองทัพเรือสหราชอาณาจักร(Royal Navy)
ซึ่งมีอากาศยานประจำเรือหลักคือเครื่องบินขับไล่บินขึ้นระยะสั้นลงจอดทางดิ่ง Sea Harrier FRS.51 ได้ปลดประจำการเมื่อเดือนมีนาคม 2017 หลังประจำการในกองทัพเรืออินเดียมา 30ปี

ภายในปี 2018-2019 เรือบรรทุกเครื่องบิน INS Vikrant ขนาดระวางขับน้ำ 37,000tons ซึ่งเป็นเรือบรรทุกเครื่องลำแรกที่สร้างในอินเดียตามโครงการ Project 71 จะถูกนำเข้าประจำการ
INS Vikrant เป็นเรือบรรทุกเครื่องบินแบบ STOBAR(Short Take-Off But Arrested Recovery) ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการสร้างที่อู่เรือ Cochin Shipyard Limited ตั้งแต่ปี 2009(http://aagth1.blogspot.com/2015/06/ins-vikrant.html)

ทั้งนี้เมื่อเดือนมกราคมปี 2017 กองทัพเรืออินเดียได้ออกเอกสารขอข้อมูล(RFI: Request for Information) สำหรับการจัดหาเครื่องบินขับไล่ประจำเรือบรรทุกเครื่องบินแบบใหม่(http://aagth1.blogspot.com/2017/01/blog-post_29.html)
หลังจากที่เครื่องบินขับไล่ Tejas รุ่นปฏิบัติการจากเรือบรรทุกเครื่องบิน(http://aagth1.blogspot.com/2014/12/lca-navy-ski-jump.html) ที่พัฒนาโดย Hindustan Aeronautics Limited(HAL)อินเดียถูกปฏิเสธการนำเข้าประจำการเนื่องจากมีคุณสมบัติไม่ตรงความต้องการครับ

วันศุกร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

สโลวาเกียเลือกจัดหาเครื่องบินขับไล่ F-16V สหรัฐฯเหนือ Gripen สวีเดน

Slovakia selects F-16 over Gripen for new fighter
https://www.defensenews.com/digital-show-dailies/riat/2018/07/11/slovakia-selects-f-16-over-gripen-for-new-fighter/

Artist impression of  Lockheed Martin F-16V Block 70 Fighting Falcon(https://www.lockheedmartin.com/en-us/products/f-16.html)

สโลวาเกียได้ตัดสินใจเลือกที่จะจัดหาเครื่องบินขับไล่ Lockheed Martin F-16V Block 70 สหรัฐฯใหม่ 14เครื่องเพื่อทดแทนเครื่องบินขับไล่ MiG-29 รัสเซียของกองทัพอากาศสโลวาเกีย(Slovak Air Force)
การประกาศโดยกระทรวงกลาโหมสโลวาเกียเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคมที่ผ่านมาหมายความว่าเครื่องบินขับไล่ F-16V สหรัฐฯได้เป็นผู้ชนะเหนือเครื่องบินขับไล่ Saab JAS-39C/D Gripen สวีเดน

ในแถลงการจาก Website กระทรวงกลาโหมสโลวาเกีย รัฐมนตรีกลาโหมสโลวาเกีย Peter Gajdoš กล่าวว่าเครื่องบินขับไล่ F-16V สหรัฐฯได้รับเลือกเพราะเป็น "ยุทโธปกรณ์ยุคใหม่ที่ทันสมัยสูง"
และแถลงการยังกล่าวว่าเครื่องบินขับไล่ F-16V สหรัฐฯมีค่าใช้จ่ายโดยรวมที่ถูกกว่าเมื่อวิเคราะห์การใช้ปฏิบัติการจนถึงปี 2040

อย่างไรก็ตามกระทรวงกลาโหมสโลวาเกียไม่ได้เปิดเผยวงเงินโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่ F-16V สหรัฐฯ 14เครื่อง แต่สำนักข่าว Reuters รายงานว่าน่าจะอยู่ที่ 1.1 billion Euros($1.3 billion)
"เรายินดีที่สโลวาเกียได้เลือก F-16 Block 70 ความเป็นหุ้นส่วนนี้จะส่งมอบขีดความสามารถใหม่แก่กองทัพสโลวัคและความแข็งแกร่งในความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ของสโลวาเกียกับ NATO และสหรัฐฯ" John Losinger โฆษกของบริษัท Lockheed Martin สหรัฐฯกล่าว

ในเดือนเมษายนที่ผ่านมากระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯได้อนุมัติการขายเครื่องบินขับไล่ F-16V Block 70/72 จำนวน 14เครื่องแก่สโลวาเกีย(http://aagth1.blogspot.com/2018/04/f-16v-gripen.html) เป็นเครื่องบ่งชี้ว่าขั้นตอนเข้าสู่การลงนามสัญญาจัดหาน่าเป็นไปอย่างราบลื่น
การเลือก F-16V สหรัฐฯของสโลวาเกียเหนือเครื่องบินขับไล่ Gripen C/D ที่ประจำการในเพื่อนบ้านใกล้ชิดทั้งฮังการีและสาธารณรัฐเช็ก ขณะที่โปแลนด์มีเครื่องบินขับไล่ F-16C/D Block 52+ ประจำการ ซึ่งทั้งสี่ประเทศต่างเป็นชาติสมาชิก NATO ร่วมกัน

สโลวาเกียนับลูกค้ารายที่สองสำหรับเครื่องบินขับไล่ F-16V หลังจากที่บริษัท Lockheed Martin ได้ตัดสินใจย้ายสายการผลิต F-16 ทั้งหมดจากโรงงานอากาศยาน Fort Worth มลรัฐ Texas ไปโรงงานอากาศยาน Greenville มลรัฐ South Carolina
โดยลูกค้ารายแรกของเครื่องบินขับไล่ F-16V คือบาห์เรน(http://aagth1.blogspot.com/2018/06/f-16v-16.html) ที่การสั่งจัดหาจากทั้งสองประเทศได้ทำให้ Lockheed Martin สามารถเปิดสายการผลิตเครื่องบินขับไล่ F-16 ต่อไปได้

ทั้งนี้ Lockheed Martin สหรัฐฯยังมองเห็นถึงความเป็นไปได้ในการขายเครื่องบินขับไล่ F-16V Block 70/72 แก่อินเดียที่มีความต้องการเครื่องบินขับไล่ใหม่ 110เครื่อง(http://aagth1.blogspot.com/2018/04/110.html)
ซึ่ง Lockheed Martin ได้เสนอที่จะย้ายสายการผลิตของเครื่องบินขับไล่ F-16 ไปยังอินเดียถ้าหากว่าอินเดียเลือกจัดหา ที่จะต้องแข่งขันกับ Boeing F/A-18E/F Super Hornet สหรัฐฯ, Dassault Rafale ฝรั่งเศส, Eurofighter Typhoon สหราชอาณาจักร-เยอรมนี-สเปน, MiG-35 รัสเซีย และ Gripen E/F สวีเดนครับ

วันพฤหัสบดีที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ญี่ปุ่นพัฒนาปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง 8x8 ใหม่ และไต้หวันมองจะซื้อรถถังหลัก M1A2 สหรัฐฯ

Japan develops new self-propelled howitzer
An image of a prototype of Japan’s new wheeled self-propelled howitzer featuring an 8x8 MAN tactical truck. Source: Acquisition, Technology & Logistics Agency
http://www.janes.com/article/81478/japan-develops-new-self-propelled-howitzer

Taiwan seeking to buy M1A2 Abrams MBTs from US
Taiwan’s MND has secured the support of the island’s cabinet to purchase M1A2 Abrams MBTs (similar to this one) from the United States. Source: US Army
http://www.janes.com/article/81684/taiwan-seeking-to-buy-m1a2-abrams-mbts-from-us

ญี่ปุ่นกำลังมีความคืบหน้าในโครงการพัฒนาระบบปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง(SPH: Self-Propelled Howitzer) ขนาด 155mm/52caliber แบบใหม่
เพื่อทดแทนปืนใหญ่ลากจูงแบบ FH-70 ขนาด 155mm ที่ใช้งานมานานของกองกำลังป้องกันตนเองทางบกญี่ปุ่น(JGSDF: Japan Ground Self-Defense Force)

ตามการแถลงเมื่อปลายเดือนมิถุนายน สำนักงานจัดซื้อจัดจ้าง, วิทยาการ และการส่งกำลังบำรุง(ATLA: Acquisition, Technology & Logistics Agency) กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นกล่าวว่า
เมื่อเร็วๆนี้ได้มีการรับมอบปืนใหญ่อัตตาจรล้อยางต้นแบบ 5ระบบซึ่งถูกพัฒนาโดยบริษัท Japan Steel Works ญี่ปุ่น ATLA ยังไม่ได้กำหนดแบบเรียกสำหรับ ป.อัตตาจรล้อยางระบบใหม่นี้

ATLA กล่าวว่าจะมีการประเมินค่าและทดสอบปืนใหญ่อัตตาจรล้อยางในเร็วๆนี้ ซึ่งใช้รถแคร่ฐานเป็นรถยนต์บรรทุก 8x8 ก่อนจะมีความเป็นไปได้ในการสั่งจัดหาระบบต่อไป
เมื่อเปรียบเทียบกับ ป.ลากจูง FH-70 แล้ว ATLA เสริมว่าระบบใหม่ได้มอบการเพิ่มประสิทธิภาพในด้านการเคลื่อนที่, เครือข่าย, การนำร่อง และการชี้เป้าหมาย

ตามข้อมูลที่เผยแพร่จาก ATLA ญี่ปุ่น ระบบปืนใหญ่อัตตาจรล้อยางใหม่มีความยาว 11.4m กว้าง 2.5m สูง 3.4m และปกติจะมีกำลังพลปฏิบัติการประจำระบบ 5นาย
ภาพที่เผยแพร่โดย ATLA แสดงให้เห็นว่าระบบปืนใหญ่อัตตาจรล้อยางใหม่ญี่ปุ่นติดตั้งบนรถยนต์บรรทุกทางทหารที่ผลิตโดยบริษัท MAN เยอรมนี

Japan Steel Works ญี่ปุ่นได้รายงานว่าได้เริ่มงานพัฒนาระบบปืนใหญ่อัตตาจรล้อยางในปี 2012 ภายใต้สัญญาวงเงิน $100 million จากกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่น
โดยก่อนหน้านั้นภายใต้ข้อตกลงกับบริษัท Rheinmetall เยอรมนี Japan Steel Works ญี่ปุ่นยังได้สิทธิบัตรการผลิตระบบปืนใหญ่ลากจูง FH-70 ในญี่ปุ่น

เป็นที่เข้าใจว่ากองกำลังป้องกันตนเองทางบกญี่ปุ่นจะมีปืนใหญ่ลากจูง FH-70 155mm อยู่ราว 300กระบอกที่ประจำการมาตั้งแต่ต้นปี 1980s
ซึ่งที่ผ่านมากองกำลังป้องกันตนเองทางบกญี่ปุ่นมีประจำการเฉพาะระบบปืนใหญ่อัตตาจรสายพาน เช่น M110A2 ขนาด 203mm, Type 75 ขนาด 155mm/30cal และ Type 99 ขนาด 155mm/52cal ครับ

กระทรวงกลาโหมไต้หวันได้รับการอนุมัติการสนับสนุนจากคณะรัฐมนตรีไต้หวันเพื่อการจัดซื้อรถถังหลัก M1A2 Abrams จากสหรัฐฯ
เพื่อทดแทนรถถังหลักเก่าบางส่วนของกองทัพบกไต้หวัน(ROCA: Republic of China Army) เช่น รถถังหลัก M60A3 และรถถังหลัก M48H CM11

เจ้าหน้าที่กลาโหมไต้หวันได้ถูกอ้างคำกล่าวในบทความของหนังสือพิมพ์ China Times เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคมที่ผ่านมาว่า กองทัพไต้หวันจะได้รับการผลักดันวงเงิน $990 million สำหรับการจัดซื่อรถถังหลัก M1A2 สหรัฐฯ 108คัน พร้อมกระสุนที่ใช้งานร่วม
รายงานกล่าวว่าวงเงินดังกล่าวจะถูกบรรจุในงบประมาณกลาโหมของไต้หวันที่จะมาถึงในปีหน้า 2019 ถ้าการขายได้รับไฟเขียว ถ.หลัก M1A2 จะถูกวางกำลังในสองกองพันยานเกราะ ภายใต้สายการบังคับบัญชาของกองทัพน้อยที่6ที่มีฐานที่ตั้งใน Taoyuan ทางตอนเหนือของไต้หวัน

รัฐมนตรีกลาโหมไต้หวัน Yen Teh-fa ได้กล่าวต่อคณะกรรมาธิการต่างประเทศและกลาโหมแห่งชาติไต้หวันเมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาว่ารถถังมีจำเป็นเพื่อคงรักษา
"ความพร้อมรบของไต้หวันในการเผชิญหน้ากับภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้นของการใช้กำลังปฏิบัติการทางทหารต่อเกาะไต้หวันโดยสาธารณรัฐประชาชนจีน"

ไต้หวันได้ร้องขอการจัดหารถถังหลัก M1A2 จากสหรัฐฯครั้งแรกเมื่อเกือบ 18ปีที่แล้ว ในฐานส่วนของการร้องขอที่ดำเนินการภายใต้ฝ่ายบริหารของอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ George W Bush ในขณะนั้น แม้ว่าการขายจะเคยได้รับการอนุมัติในปี 2001 แต่ไม่มีการปฏิบัติใดๆเพิ่มเติมเกิดขึ้น
ไต้หวันได้ร้องขอการอนุมัติเดียวกันในปี 2009 และอีกครั้งในปี 2015 สำหรับรถถังหลัก M1A2 จำนวนสี่กองพัน ที่เป็นรถส่วนเกินที่เก็บสำรองไว้หลังจากผ่านการประจำการในอัฟกานิสถานและอิรักมาแล้ว

อย่างไรก็ตามการร้องขอการจัดซื้อ ถ.หลัก M1A2 ของไต้หวันในปี 2015 ได้นำมาซึ่งคำถามจากสมาชิกสภา Congress สหรัฐฯ ถึงความกังวลที่ว่า
มีความเป็นไปได้ในการปฏิบัติการแค่ไหนที่จะวางกำลัง M1A2 ในไต้หวัน ที่มีสภาพภูมิประเทศเป็นเกาะประกอบด้วยชายฝั่งพื้นที่ป่าชายเลนและเทือกเขาสูงภายในตัวเกาะครับ

วันพุธที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

อังกฤษรับมอบเครื่องบินขับไล่ Typhoon ที่ผ่านการปรับปรุงโครงการ Centurion ชุดแรก

RAF receives first ‘Centurion’ Typhoons ahead of Tornado retirement
The Project Centurion configuration includes the Paveway IV, Brimstone and Meteor (pictured) as well as the Storm Shadow weapon systems. Source: BAE Systems
http://www.janes.com/article/81570/raf-receives-first-centurion-typhoons-ahead-of-tornado-retirement

กองทัพอากาศสหราชอาณาจักร(RAF: Royal Air Force) ได้รับมอบเครื่องบินขับไล่ Eurofighter Typhoon ที่ได้รับการปรับปรุงขีดความสามารถการใช้อาวุธตามโครงการ Project Centurion ชุดแรกกลับเข้าประจำการใหม่
ตามที่บริษัท BAE Systems กล่าวต่อสื่อเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม ที่ผ่านมา จากการพูดคุยกับเจ้าหน้าที่โครงการอาวุโส ณ โรงงานอากาศยานของบริษัที่ Warton ทางตอนเหนือของ England

เครื่องบินขับไล่ Typhoon ชุดแรกที่ได้รับการปรับปรุงให้สามารถติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยยิงนอกระยะสายตา(BVRAAM: Beyond-Visual Range Air-to-Air Missile) แบบ MBDA Meteor และอาวุธปล่อยนำวิถีร่อนอากาศสู่พื้น MBDA Storm Shadow นั้น
ได้ถูกส่งมอบกลับคืนสู่ฝูงบินประจำการของตน เป็นไปตามการมุ่งสู่การปรับปรุงขีดความสามารถที่ได้รับการอนุมัติสำหรับใช้ปฏิบัติการภายในปี 2019

"มีเครื่องบินขับไล่ Typhoon 26เครื่องที่ขณะนี้อยู่ในขั้นที่1 ของมาตรฐานโครงการ Project Centurion และนักบินจะเริ่มการฝึกในเวลาไม่กี่สัปดาห์
ตอนนี้เราต้องก้าวผ่านขั้นตอนการอนุมัติ ซึ่งควรจะเสร็จสิ้นภายในสิ้นปีนี้" Andy Flynn ผู้อำนวยการการส่งมอบ Eurofighter กล่าวเสริม

การปรับปรุงโครงการ Project Centurion มีจุดประสงค์เพื่อผสมผสานการใช้งานระบบอาวุธอาวุธที่ได้รับมอบแล้วคือ ระเบิดนำวิถี Laser แบบ Raytheon Paveway IV กับอาวุธปล่อยนำวิถีร่อนอากาศสู่พื้น Storm Shadow, อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ Meteor
และอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น Brimstone เข้ากับเครื่องบินขับไล่ Typhoon FGR4 ในเวลาสำหรับการปลดประจำการเครื่องบินขับไล่ Panavia Tornado GR4 จากกองทัพอากาศสหราชอาณาจักรในช่วงต้นปี 2019

เครื่องบินขับไล่ Typhoon ในการปรับปรุงระยะที่1 ได้ถูกส่งมอบมอบแล้ว โดยได้รับการติดตั้งการปรับปรุง Typhoon Phase 2 Enhancement(P2E)
ซึ่งประกอบการปรับปรุงขีดความสามารถในการใช้ Meteor(http://aagth1.blogspot.com/2015/09/bae-systems-meteor-typhoon-p2e.html) และ Storm Shadow

การปรับปรุงระยะที่2 ของ Project Centurion ซึ่งครอบคลุมการปรับปรุง Typhoon Phase 3 Enhancement(P3E) ของการใช้ Brimstone(http://aagth1.blogspot.com/2017/10/typhoon-brimstone.html)
และโดยการทดสอบขณะนี้กำลังดำเนินการเข้าสู่ขั้นสุดท้ายของโครงการปรับปรุง Project Centurion ที่ควรจะเสร็จสิ้นพร้อมเข้าประจำการได้ในสิ้นปี 2018

กองทัพอากาศสหราชอาณาจักรมีเครื่องบินขับไล่ Typhoon Tranche 1 ประจำการ 51เครื่อง, Typhoon Tranche 2 ประจำการ 62เครื่อง และ Typhoon Tranche 3 ประจำการราว 10เครื่องจากแผนที่จะจัดหา 40เครื่อง
เครื่องบินขับไล่ Typhoon Tranche 1 จำนวน 24เครื่องที่จะถูกคงการใช้งานไว้สำหรับบทบาทภารกิจป้องกันภัยทางอากาศเท่านั้น และเครื่องชุดนี้จะไม่ได้รับการปรับปรุงความสามารถการใช้อาวุธโครงการ Project Centurion ครับ

วันอังคารที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

นิวซีแลนด์จะจัดหาเครื่องบินตรวจการณ์ทางทะเล P-8A สหรัฐฯ 4เครื่อง

New Zealand announces Poseidon procurement
New Zealand has announced it will procure four Boeing P-8A Poseidon maritime patrol aircraft for USD1.6 billion. Source: IHS Markit/Patrick Allen
http://www.janes.com/article/81601/new-zealand-announces-poseidon-procurement

นิวซีแลนด์ได้ประกาศแผนที่จะจัดหาเครื่องบินตรวจการณ์ทางทะเล(MPA: Maritime Patrol Aircraft) แบบ Boeing P-8A Poseidon จำนวน 4เครื่องจากสหรัฐฯ
รัฐมนตรีกลาโหมนิวซีแลนด์ Ron Mark กล่าวเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคมที่ผ่านมาว่าการจัดหาเครื่องบินตรวจการณ์ทางทะเล P-8A ยังรวมระบบการฝึกเครื่องจำลองการบินและสิ่งอำนวยความสะดวก

โครงการจัดหาเครื่องบินตรวจการณ์ทางทะเล P-8A Poseidon 4เครื่องของนิวซีแลนด์จะมีวงเงินที่ 2.346 billion New Zealand dollar($1.6 billion)
ซึ่งวงเงินจะถูกจ่ายในตลอดช่วงแต่ละปีงบประมาณจนถึงปี 2026 โดยเครื่องบินตรวจการณ์ทางทะเล P-8A จะถูกส่งมอบและเข้าประจำการได้ตั้งแต่ปี 2023

"นี่เป็นการตัดสินใจลงทุนที่ได้ตกทอดถึงรัฐบาลชุดนี้ให้เป็นผู้ทำ แต่จะถูกแบ่งกระจายงบประมาณในระยะกลางและจะส่งมอบให้นิวซีแลนด์ในอีกหลายทศวรรษที่จะถึง P-8A เป็นเครื่องบินตรวจการณ์ทางทะเลที่มีประสิทธิภาพต่อราคาคุ้มค่ามากที่สุดที่เป็นทางเลือกในการจัดหา"
รัฐมนตรีกลาโหมนิวซีแลนด์ Mark กล่าวในการแถลง การจัดหาขั้นต้นได้รับการอนุมัติโดยรัฐบาลสหรัฐฯในเดือนเมษายน 2017 ซึ่งในเวลานั้นวงเงินโครงการที่ผ่านกลไกการจัดหารูปแบบ Foreign Military Sale(FMS) ถูกวางไว้อยู่ที่ประมาณ $1.46 billion

เมื่อเข้าประจำการในกองทัพอากาศนิวซีแลนด์(RNZAF: Royal New Zealand Air Force) P-8A จะถูกนำมาทดแทนเครื่องบินตรวจการณ์ทางทะเล Lockheed Martin P-3K2 Orion จำนวน 6เครื่อง
ซึ่งกองทัพอากาศนิวซีแลนด์ประจำการเครื่องบินตรวจการณ์ทางทะเล P-3K2 มาตั้งแต่ปี 1960s และมีกำหนดการที่ใกล้จะหมดอายุการใช้งานในปี 2025

รัฐมนตรีกลาโหมนิวซีแลนด์ Mark กล่าวว่า เครื่องบินตรวจการณ์ทางทะเล P-8A จะประจำการใน ฝูงบินที่5(No 5 Squadron) กองทัพอากาศนิวซีแลนด์ ซึ่งปัจจุบันประจำการด้วย P-3K2
โดยจะมีการย้ายที่ตั้งฝูงบินจาก Whenuapai ทางตอนเหนือของเกาะเหนือ(North Island) ไปยัง Ohakea ทางตอนใต้ของเกาะเหนือ

รัฐมนตรีกลาโหมนิวซีแลนด์ Mark เสริมว่า การจัดหา P-8A จะสามารถดำเนินการปฏิบัติการในภารกิจที่หลากหลาย ทั้งการตรวจการณ์ทางทะเล, การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและตอบสนองต่อภัยพิบัติ, ค้นหาและกู้ภัย, ปฏิบัติการความมั่นคงในภูมิภาค
และการปกป้องทรัพยากรตลอดรอบนิวซีแลนด์และมหาสมุทรแปซิฟิกใต้ อีกปัจจัยที่สำคัญคือ P-8A จะทำให้นิวซีแลนด์มีขีดความสามารถในการปฏิบัติการร่วมกับพันธมิตรทั้ง ออสเตรเลีย, สหราชอาณาจักร และสหรัฐฯ

นอกจากกองทัพเรือสหรัฐฯ(USN: US Navy) ที่เป็นผู้ใช้งานหลักแล้ว P-8A ได้รับการส่งออกให้กองทัพเรืออินเดีย(Indian Navy) เป็นลูกค้าส่งออกรายแรก
สำหรับรุ่น P-8I Neptune ที่ได้รับมอบครบ 8เครื่อง และสั่งจัดหาเพิ่มอีก 4เครื่อง รวมทั้งหมด 12เครื่อง(http://aagth1.blogspot.com/2017/03/tu-142m.html)

รวมถึงกองทัพอากาศออสเตรเลีย(RAAF: Royal Australian Air Force) จัดหา P-8A 12เครื่อง, กองทัพอากาศสหราชอาณาจักร(RAF: Royal Air Force ) จัดหา P-8A 9เครื่อง
กองทัพอากาศนอร์เวย์จัดหา P-8A 5เครื่อง(http://aagth1.blogspot.com/2016/11/p-8a-poseidon-5-f-35-17.html) และกองทัพเรือสาธารณรัฐเกาหลี(Republic of Korea Navy) ที่เลือกจัดหาล่าสุดครับ(http://aagth1.blogspot.com/2018/06/p-8a.html)

วันจันทร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

กองทัพบกไทยทดสอบยิงเครื่องยิงลูกระเบิดอัตตาจรล้อยาง ATMM 120mm พัฒนาในประเทศ













fire testing of Royal Thai Army's Autonomous Truck Mounted Mortar-ATMM 120mm Self-Propelled Mortar System by Royal Thai Army Infantry Center at Artillery Firing Range, Artillery Center, Fort Phaholyothin(Phahonyothin), Lopburi Province, 4 July 2018
Weapon Production Center, Defence Industry and Energy Center, Ministry Of Defence Thailand with Israeli company Elbit Systems Land and C4I Ltd. was unviled ATMM Self-Propelled Mortar at Defense and Security 2017 on 6-9 November 2017
http://aagth1.blogspot.com/2017/11/atmm-120mm.html

ทดสอบ ค.120 มม. อัตตาจร ล้อยาง
ผบ.ศร. ประธานคณะทำงานทดสอบ/ประเมินผลการใช้ ค.120 มม.อัตตาจร ล้อยาง พร้อมด้วยคณะทำงานฯ และ คณะกรรมการดำเนินการทดสอบ ร่วมทำการทดสอบ ค.120 มม. อัตตาจร ล้อยาง ใน 4 ก.ค.61 เวลา 0830-1600 ณ สนามฝึกยิงปืน ศป. จว.ลพบุรี
https://www.facebook.com/media/set/?set=a.492940567806758.1073741886.166438170457001

ตามที่คณะกรรมการทดสอบประเมินค่าเครื่องยิงลูกระเบิดอัตตาจรล้อยาง Autonomous Truck Mounted Mortar-ATMM ขนาด 120mm ที่ดำเนินการโดยศูนย์การทหารราบ ณ สนามฝึกยิงปืนใหญ่ ศูนย์การทหารปืนใหญ่ เขาพุโลน จังหวัดลพบุรีนั้น
ก็เป็นความคืบหน้าก้าวสำคัญของโครงการที่ดำเนินการพัฒนาโดย ศูนย์อำนวยการสร้างอาวุธ ศูนย์การอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร ศอว.ศอพท. กระทรวงกลาโหมไทย ร่วมกับบริษัท Elbit Systems Land and C4I อิสราเอล
โดยในชุดภาพจะเห็นถึงการทดสอบยิงและการจัดแสดงเครื่องยิงลูกระเบิดอัตตาจรล้อยาง ATMM 120mm อย่างน้อย ๒ระบบ ร่วมกับระบบตรวจการณ์และชี้เป้าหมายโดยผู้ตรวจการหน้ากับกองร้อยศูนย์อำนวยการยิง( Forward Obsever and Company Fire Direction Center)

ค.อัตตาจรล้อยาง ATMM กองทัพบกไทยมีพื้นฐานจากระบบแท่นยิงเครื่องยิงลูกระเบิด Elbit Soltam SPEAR ขนาด 120mm ติดตั้งบนรถยนต์บรรทุก พร้อมระบบเข้าที่ตั้งยิงอัตโนมัติ(กำหนดพิกัดและทิศทางอัตโนมัติ) และระบบควบคุมและระบบอำนวยการยิงอัตโนมัติประจำหมู่เครื่องยิงลูกระเบิด
เครื่องยิงลูกระเบิดอัตตาจรล้อยาง ATMM ติดตั้งบนรถยนต์บรรทุกทางทหาร TATA 715c 4x4 ขนาด 2.5tons ของอินเดีย มีกำลังเครื่องยนต์ 155HP ความจุถังน้ำมัน 200liter ระยะปฏิบัติการ 350km ความเร็วสูงสุดบนถนน 80km/h ความเร็วสูงสุดบนภูมิประเทศ 30km/h
นายทหารประจำโครงการให้เหตุผลว่า การเลือก รยบ.TATA เป็นรถรองปืนนั้นเพราะเป็นรถบรรทุกทางทหารที่มีใช้งานในกองทัพอินเดีย ที่มีสมรรถนะและความทนทานตรงความต้องการ ซึ่งรถบรรทุกพลเรือนในตลาดเช่นของ Isuzu หรือ Hino ไม่สามารถรองรับความต้องการนี้ได้

เครื่องยิงลูกระเบิดอัตตาจรล้อยาง ATMM ขนาดลำกล้อง 120mm มีมุมยิง 800-1511mils เขตส่ายซ้ายสุด 800mils เขตส่ายขวาสุด 800mils ระยะยิงไกลสุด 5.6km ระยะเวลาพร้อมยิง ๑๒๐วินาที อัตราการยิง ๑๐นัดต่อนาที พลประจำปืน ๔นาย
ซึ่งจะมีการผลิตให้ กองร้อยเครื่องยิงลูกระเบิดหนัก ประจำกรมทหารราบ ๙ระบบ และศูนย์การทหารราบ ๑ระบบสำหรับการฝึกศึกษารวม ๑๐ระบบ รวมทั้งระบบควบคุมและอำนวยการยิงอัตโนมัติระดับกองร้อย สำหรับ ร้อย.ค.หนัก ๔ระบบ และ ศร. ๑ระบบ รวม ๕ระบบ
เครื่องยิงลูกระเบิดอัตตาจรล้อยาง ATMM ระบบต้นแบบได้รับการดำเนินการทดสอบที่อิสราเอลแล้วโดยประสบความสำเร็จอย่างดี และมีการส่งมอบแล้ว ๔ระบบ ซึ่งที่เหลือทั้งหมดจะส่งมอบให้แก่หน่วยผู้ใช้งานได้ในอนาคต

โดย ค.อัตตาจรล้อยาง ATMM 120mm เป็นการพัฒนาอาวุธร่วมระหว่างไทยและอิสราเอลโครงการที่สองต่อจากโครงการปรับปรุงพัฒนาปืนใหญ่แบบลากจูงให้เป็นแบบอัตตาจรล้อยาง ATMG: Autonomous Truck Mounted Gun 155mm
ที่ประจำการใน กองพันทหารปืนใหญ่ที่๗๒๑ กองพลทหารปืนใหญ่ กองทัพบกไทย ๑๘ระบบ ร่วมกับปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง Nexter Caesar ขนาด155mm/52cal ฝรั่งเศส ๖ระบบ(http://aagth1.blogspot.com/2017/05/atmos.html)
และถูกสั่งจัดหาโดย หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน กองทัพเรือไทย ๖ระบบ(http://aagth1.blogspot.com/2018/04/atmg.html) ที่ทั้งหมดทำการสร้างภายในไทยโดยการถ่ายทอด Technology จาก บริษัท Elbit อิสราเอล ครับ