Russian copter Ka-52 crashes in Syria, pilots killed
The incident may have been due to a technical malfunction, the Russian Defense Ministry said
Yuri Smityuk/TASS
http://tass.com/defense/1003238
เฮลิคอปเตอร์โจมตี Kamov Ka-52 กองทัพอากาศรัสเซีย(VKS: Russian Aerospace Force) ประสบเหตุตกที่ซีเรีย โดยนักบินประจำเครื่องทั้งสองนายเสียชีวิต ตามที่กระทรวงกลาโหมรัสเซียแถลงต่อสื่อเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคมที่ผ่านมา
"เฮลิคอปเตอร์โจมตี Ka-52 ของรัสเซียตกขณะทำการบินตามวงรอบเหนือพื้นที่ทางภาคตะวันออกของสาธารณรัฐอาหรับซีเรีย นักบินทั้งสองนายเสียชีวิต" กระทรวงกลาโหมรัสเซียกล่าว
กระทรวงกลาโหมรัสเซียกล่าวว่าชุดค้นหาและกู้ภัยได้นำร่างของนักบินที่เสียชีวิตทั้งสองนายกลับมายังฐานทัพอากาศที่ตั้งแล้ว
"ตามข้อมูลช่วงต้น อุบัติเหตุครั้งนี้อาจจะมีสาเหตุจากความขัดข้องทางเทคนิค" กระทรวงกลาโหมรัสเซียกล่าว
ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคมที่ผ่านมาเครื่องบินขับไล่ Sukhoi Su-30SM กองทัพอากาศรัสเซียได้ประสบอุบัติเหตุตกในทะเล Mediterranean ขณะทำการบินไต่ระดับหลังจากบินขึ้นจากฐานทัพอากาศ Hmeymim ซีเรีย โดยนักบินประจำเครื่องทั้งสองนายเสียชีวิต
ตามการแถลงจากกระทรวงกลาโหมรัสเซีย สาเหตุของอุบัติเหตุเครื่องบินขับไล่ Su-30SM ตกน่าจะมาจากนกบินเข้าไปชนเครื่องยนต์ โดยเครื่องไม่ได้ถูกยิงตกแต่อย่างใด(http://aagth1.blogspot.com/2018/05/su-30sm.html)
Ka-52 Alligator เป็นเฮลิคอปเตอร์ลาดตระเวนโจมตีที่ออกแบบมาเพื่อทำลายรถถัง ยานเกราะและรถไม่หุ้มเกราะ, กำลังทหาร, เฮลิคอปเตอร์ และอากาศยานข้าศึกทั้งในแนวหน้าและทางยุทธวิธีเชิงลึก ในทุกกาลอากาศและทุกเวลาทั้งกลางวันและกลางคืน
Ka-52 ติดตั้งเครื่องยนต์ Turboshaft แบบ Klimov VK-2500 กำลัง 2,400SHP สองเครื่อง ทำเพดานบินได้สูงสุด 5,000m ทำความเร็วได้สูงสุด 315km/h ติดตั้งเก้าอี้ดีดตัวทำให้นักบินทั้งสองนายสามารถทำการสละเครื่องได้
เฮลิคอปเตอร์โจมตี Ka-52 ติดตั้งปืนใหญ่อากาศ 2A42-1 ขนาด 30mm ในป้อมปืนแบบกึ่งเกร็ง(semi-rigid) ความจุกระสุน 460นัด มีคานอาวุธภายนอกลำตัวสองข้างของตัวเครื่องรวมตำบลอาวุธ 6จุดแข็ง รองรับอาวุธและอุปกรณ์ได้หนัก 2,500kg
ทั้งอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น Vikhr, อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ R-73 และ Igla, กระเปาะจรวดไม่นำวิถี S-8 80mm และ S-13 122mm, ระเบิดธรรมดาขนาด 250kg และ 500kg และกระเปาะปืนใหญ่อากาศ UPK-23-250 23mm แฝดสอง ความจุกระสุน 240นัด
นอกจากกองทัพอากาศรัสเซียแล้ว ฮ.โจมตี Ka-52 ยังได้รับการจัดหาจากกองทัพอากาศอียิปต์(Egyptian Air Force) จำนวน 46เครื่องซึ่งอียิปต์เป็นลูกค้าส่งออกรายแรกของ Ka-52 โดยได้รับมอบเครื่องชุดแรกในปี 2017
โดยอียิปต์มีแผนที่จะจัดหาเฮลิคอปเตอร์โจมตีรุ่นใช้งานทางทะเล Kamov Ka-52K Katran เพื่อนำไปใช้ปฏิบัติการบนเรืออู่ยกพลขึ้นบกบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ชั้น Mistral ทั้ง2ลำของกองทัพเรืออียิปต์(http://aagth1.blogspot.com/2017/07/ka-52k-lhd-mistral-ka-52-3.html)
อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับ Ka-52 ล่าสุดนี้ไม่ใช่การสูญเสียเฮลิคอปเตอร์โจมตีของกองทัพอากาศรัสเซียครั้งแรกในปฏิบัติการรบที่ซีเรีย โดยเมื่อ 12 เมษายน 2016 เฮลิคอปเตอร์โจมตี Mil Mi-28N ได้เกิดอุบัติเหตุตกใกล้กับเมือง Homs ในซีเรีย และนักบินประจำเครื่องทั้งสองนายเสียชีวิต
ต่อมาวันที่ 6 ตุลาคม 2017 ฮ.โจมตี Mi-28 รัสเซียได้ทำการลงจอดฉุกเฉินเนื่องจากเกิดปัญหาขัดข้องทางเทคนิค และนักบินประจำเครื่องทั้งสองนายปลอดภัยครับ(http://aagth1.blogspot.com/2016/04/mi-28.html, http://aagth1.blogspot.com/2017/10/mi-28.html)
วันอังคารที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
เครื่องบินลำเลียง Embraer KC-390 บราซิลไถลออกนอกทางวิ่งไม่มีผู้บาดเจ็บ
Embraer reports KC-390 runway excursion in Gaviao Peixoto
Embraer’s first KC-390 flight test aircraft ran off the runway during a ground test in Gaviao Peixoto, Brazil, on 5 May, the company says.
https://www.flightglobal.com/news/articles/embraer-reports-kc-390-runway-excursion-in-gaviao-pe-448359/
เครื่องบินลำเลียงทางยุทธวิธีขนาดกลางสองเครื่องยนต์ไอพ่น Embraer KC-390 เครื่องต้นแบบเครื่องแรกเกิดอุบัติเหตุไถลออกนอกนอกทางวิ่งขณะทำการทดสอบภาคพื้นดินที่สนามบิน Gavião Peixoto
ตามที่บริษัท Embraer บราซิลแถลงเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยเสริมว่าลูกเรือประจำเครื่องสามารถออกจากตัวเครื่องได้โดยไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ
Embraer บราซิลได้เริ่มการสอบสวนสาเหตุของอุบัติเหตุครั้งนี้เพื่อทำความเข้าใจว่าการไถลออกนอกทางวิ่งขณะเครื่องทำการเคลื่อนที่บนทางวิ่งเกิดขึ้นได้อย่างไร
โดยบริษัทยังได้รายงานอุบัติเหตุของเครื่องบินลำเลียง KC-390 ต่อ CENIPA สำนักงานสอบสวนและป้องกันอุบัติเหตุอากาศยานของกองทัพอากาศบราซิล(Brazilian Air Force, FAB: Força Aérea Brasileira)
Gavião Peixoto เป็นที่ตั้งของโรงงานอากาศยานและศูนย์ทดสอบการบินของบริษัท Embraer ซึ่งมีที่ตั้งในรัฐ São Paulo บราซิล
โดยสนามบิน Gavião Peixoto เป็นสนามบินที่สามารถเข้าถึงโดยสาธารณะได้ที่มีความยาวทางวิ่งยาวที่สุดในทวีปอเมริกาคือ 4,970m(16,300feet)
ขณะที่เขียนนี้ยังไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติมใดๆเกี่ยวกับการเกิดอุบัติเหตุของเครื่องบินลำเลียงไอพ่น KC-390 บราซิลเปิดเผยออกมา
แต่จากภาพที่ปรากฎในวีดิทัศน์ที่มีผู้บันทึกเผยแพร่ในสื่อสังคม Online บน Internet เครื่องจอดบนพื้นหญ้านอกทางวิ่งในสภาพที่ลำตัวและเครื่องยนต์ดูไม่เสียหายมากนัก โดยช่วงล่างของเครื่องดูเหมือนว่าฐานล้อจะได้รับความเสียหาย
เครื่องบินลำเลียง Embraer KC-390 เครื่องแรกรหัสทะเบียน PT-ZNF นี้เพิ่งกลับมาทำการบินเมื่อสองเดือนก่อนหลังจากที่เข้ารับการซ่อมแซมจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2017
ซึ่งอุบัติเหตุในครั้งนั้นนักบินประจำเครื่องสามารถกู้คืนเครื่องได้หลังจากการสูญเสียการควบคุมระหว่างการทดสอบการร่วงหล่นของเครื่อง(stall)ในการบินที่ความเร็วต่ำ
Embraer บราซิลยังเพิ่งจะได้จัดแสดง KC-390 เครื่องต้นแบบเครื่องแรกนี้ในงานแสดงการบิน FIDAE 2018 ที่ Santiago ชิลีไปเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา
โดยได้มีการนำกลุ่มผู้สื่อข่าวจากนานาชาติทำการบินสาธิตร่วมกับเครื่องเหนือเทือกเขา Andes เพื่อแสดงถึงสมรรถนะของเครื่องที่พร้อมดำเนินการเข้าสู่โครงการการรับรอบทางทหารต่อไป
บริษัท Embraer มีแผนที่จะส่งมอบเครื่องบินลำเลียง KC-390 เครื่องแรกเข้าประจำการใน กองบินที่11 กองทัพอากาศบราซิลที่ตั้งใน Rio de Janeiro ภายในสิ้นปี 2018 นี้
โดยกองทัพอากาศบราซิลได้สั่งจัดหา KC-390 จำนวน 28เครื่อง และได้รับความสนใจจัดหาจากหลายประเทศทั่วโลก เช่น โปรตุเกส 5เครื่อง, อาร์เจนตินา, ชิลี, โคลอมเบีย และสาธารณรัฐเช็ก เป็นต้นครับ
Embraer’s first KC-390 flight test aircraft ran off the runway during a ground test in Gaviao Peixoto, Brazil, on 5 May, the company says.
https://www.flightglobal.com/news/articles/embraer-reports-kc-390-runway-excursion-in-gaviao-pe-448359/
เครื่องบินลำเลียงทางยุทธวิธีขนาดกลางสองเครื่องยนต์ไอพ่น Embraer KC-390 เครื่องต้นแบบเครื่องแรกเกิดอุบัติเหตุไถลออกนอกนอกทางวิ่งขณะทำการทดสอบภาคพื้นดินที่สนามบิน Gavião Peixoto
ตามที่บริษัท Embraer บราซิลแถลงเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยเสริมว่าลูกเรือประจำเครื่องสามารถออกจากตัวเครื่องได้โดยไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ
Embraer บราซิลได้เริ่มการสอบสวนสาเหตุของอุบัติเหตุครั้งนี้เพื่อทำความเข้าใจว่าการไถลออกนอกทางวิ่งขณะเครื่องทำการเคลื่อนที่บนทางวิ่งเกิดขึ้นได้อย่างไร
โดยบริษัทยังได้รายงานอุบัติเหตุของเครื่องบินลำเลียง KC-390 ต่อ CENIPA สำนักงานสอบสวนและป้องกันอุบัติเหตุอากาศยานของกองทัพอากาศบราซิล(Brazilian Air Force, FAB: Força Aérea Brasileira)
Gavião Peixoto เป็นที่ตั้งของโรงงานอากาศยานและศูนย์ทดสอบการบินของบริษัท Embraer ซึ่งมีที่ตั้งในรัฐ São Paulo บราซิล
โดยสนามบิน Gavião Peixoto เป็นสนามบินที่สามารถเข้าถึงโดยสาธารณะได้ที่มีความยาวทางวิ่งยาวที่สุดในทวีปอเมริกาคือ 4,970m(16,300feet)
ขณะที่เขียนนี้ยังไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติมใดๆเกี่ยวกับการเกิดอุบัติเหตุของเครื่องบินลำเลียงไอพ่น KC-390 บราซิลเปิดเผยออกมา
แต่จากภาพที่ปรากฎในวีดิทัศน์ที่มีผู้บันทึกเผยแพร่ในสื่อสังคม Online บน Internet เครื่องจอดบนพื้นหญ้านอกทางวิ่งในสภาพที่ลำตัวและเครื่องยนต์ดูไม่เสียหายมากนัก โดยช่วงล่างของเครื่องดูเหมือนว่าฐานล้อจะได้รับความเสียหาย
เครื่องบินลำเลียง Embraer KC-390 เครื่องแรกรหัสทะเบียน PT-ZNF นี้เพิ่งกลับมาทำการบินเมื่อสองเดือนก่อนหลังจากที่เข้ารับการซ่อมแซมจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2017
ซึ่งอุบัติเหตุในครั้งนั้นนักบินประจำเครื่องสามารถกู้คืนเครื่องได้หลังจากการสูญเสียการควบคุมระหว่างการทดสอบการร่วงหล่นของเครื่อง(stall)ในการบินที่ความเร็วต่ำ
Embraer บราซิลยังเพิ่งจะได้จัดแสดง KC-390 เครื่องต้นแบบเครื่องแรกนี้ในงานแสดงการบิน FIDAE 2018 ที่ Santiago ชิลีไปเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา
โดยได้มีการนำกลุ่มผู้สื่อข่าวจากนานาชาติทำการบินสาธิตร่วมกับเครื่องเหนือเทือกเขา Andes เพื่อแสดงถึงสมรรถนะของเครื่องที่พร้อมดำเนินการเข้าสู่โครงการการรับรอบทางทหารต่อไป
บริษัท Embraer มีแผนที่จะส่งมอบเครื่องบินลำเลียง KC-390 เครื่องแรกเข้าประจำการใน กองบินที่11 กองทัพอากาศบราซิลที่ตั้งใน Rio de Janeiro ภายในสิ้นปี 2018 นี้
โดยกองทัพอากาศบราซิลได้สั่งจัดหา KC-390 จำนวน 28เครื่อง และได้รับความสนใจจัดหาจากหลายประเทศทั่วโลก เช่น โปรตุเกส 5เครื่อง, อาร์เจนตินา, ชิลี, โคลอมเบีย และสาธารณรัฐเช็ก เป็นต้นครับ
วันอาทิตย์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
สหรัฐอนุมัติการขายเครื่องบินลำเลียง C-130J ให้เยอรมนี 6เครื่อง และปัญหาของ A400M
State Department approves sale of six C-130J Super Hercules to Germany
The US State Department approved the sale of six Lockheed Martin C-130J Super Hercules transport and tanker aircraft to Germany for an estimated $1.4 billion, according to the Defense Security Cooperation Agency.
https://www.flightglobal.com/news/articles/state-department-approves-sale-of-six-c-130j-super-h-448358/
กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯได้อนุมัติความเป็นไปได้ในการขายเครื่องบินลำเลียงขนาดกลางทางยุทธวิธีสี่เครื่องยนต์ใบพัด Lockheed Martin C-130J Super Hercules จำนวน 6เครื่องวงเงิน $1.4 billion แก่เยอรมนี
ตามที่เอกสารของสำนักงานความร่วมมือด้านความปลอดภัยความมั่นคงสหรัฐฯ(DSCA: Defense Security Cooperation Agency) ประกาศเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม ที่ผ่านมา
การอนุมัตินี้มีขึ้นตามมาหลังจากที่เครื่องบินลำเลียงหนักทางยุทธศาสตร์สี่เครื่องยนต์ใบพัด Airbus Defence and Space A400M Atlas ได้ประสบปัญหาการตัดลดสายการผลิตและมีอัตราการส่งมอบเครื่องให้ลูกค้าที่ลดลง(http://aagth1.blogspot.com/2018/03/airbus-a400m.html)
ซึ่งกองทัพอากาศเยอรมนี(Luftwaffe) เป็นหนึ่งในลูกค้าเปิดตัวของเครื่องบินลำเลียง A400M Atlas ร่วมกับชาติสมาชิก NATO ในยุโรปทั้ง สหราชอาณาจักร, ฝรั่งเศส, สเปน, เบลเยียม, ลักเซมเบิร์ก และตุรกี
บริษัท Lockheed Martin สหรัฐฯได้รับความเป็นไปได้ในการขายเครื่องบินลำเลียงทางยุทธวิธี C-130J-30 3เครื่อง และเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ KC-130J 3เครื่องแก่เยอรมนี รวมถึงอุปกรณ์และส่วนประกอบอื่นๆที่เกี่ยวข้อง
เช่น เครื่องยนต์ Turboprop แบบ Rolls Royce AE-2100D เครื่องอะไหล่ 4เครื่อง, ชุดปล่อยเป้าลวงต่อต้าน AN/ALE-47 Electronic Countermeasure Dispensers 8ระบบ, ระบบแจ้งเตือนอาวุธปล่อยนำวิถี AN/AAR-47A(V)2 Missile Warning System 8ระบบ,
ระบบแจ้งเตือน radar AN/ALR-56M Radar Warning Receiver 8ระบบ, กล้องตรวจการณ์ MX-20 Electro-Optical/Infrared Imaging System 8ระบบ, ระบบพิสูจน์ฝ่าย AN/APX-114/119 IFF(Identification Friend or Foe) Mode 5, ระบบเครือข่าย LINK-16,
ระบบวางแผนภารกิจร่วม JMPS(Joint Mission Planning System), ระบบสื่อสารเข้ารหัส, อุปกรณ์นำร่องความแม่นยำสูงและเข้ารหัส, กล้องมองกลางคืน, อุปกรณ์การสนับสนุนและทดสอบ เอกสาร, การฝึกบุคคลากร และอื่นๆที่เกี่ยวข้อง
กองทัพอากาศเยอรมนีวางแผนที่จะนำเครื่องบินลำเลียง C-130J ไปปฏิบัติภารกิจการขนส่งทางอากาศ, การเติมเชื้อเพลิงทางอากาศ และการส่งทางอากาศในฐานะส่วนหนึ่งของฝูงบินร่วมฝรั่งเศส-เยอรมนีที่ฐานทัพอากาศ Évreux กองทัพอากาศฝรั่งเศส(Armée de l'air) ที่จัดหา C-130J ไปก่อนหน้า
โดยเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ KC-130J จะถูกนำไปใช้ในการสนับสนุนให้กับทั้งเครื่องบินขับไล่, เครื่องบินลำเลียงเบา และเฮลิคอปเตอร์ของเยอรมนีและฝรั่งเศส(http://aagth1.blogspot.com/2018/01/c-130j.html)
ตามที่บริษัท Airbus ได้ประกาศที่จะชะลออัตราสายการประกอบขั้นสุดท้ายของเครื่องบินลำเลียง A400M จากสูงสุดที่ 19เครื่องต่อปีในปี 2017 จะเหลือเพียง 8เครื่องต่อปีในปี 2020 ในข้างต้น
กลุ่มประเทศลูกค้าเปิดตัวของ A400M ต่างได้รับผลกระทบจากค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นและความล่าช้าในการส่งมอบ ฉะนั้น Airbus จึงได้รับการลงโทษทางการเงินสำหรับประสิทธิภาพการบริหารที่ย่ำแย่ของโครงการ
Airbus และกลุ่มชาติผู้ใช้งานเปิดตัวของ A400M ได้เจรจาเรื่องกำหนดการส่งมอบไปในเดือนมีนาคม 2018 ภายใต้การแก้ไขกำหนดการสายการผลิตใหม่
Airbus ควรจะสามารถส่งมอบ A400M ให้ลูกค้าได้ราย 80เครื่องภายในสิ้นปี 2019 จากที่ได้รับการสั่งจัดหาทั้งหมด 174เครื่อง โดยเครื่องที่เหลืออยู่จะยังคงมีการผลิตส่งมอบไปจนถึงช่วงต้นปี 2030s ครับ
The US State Department approved the sale of six Lockheed Martin C-130J Super Hercules transport and tanker aircraft to Germany for an estimated $1.4 billion, according to the Defense Security Cooperation Agency.
https://www.flightglobal.com/news/articles/state-department-approves-sale-of-six-c-130j-super-h-448358/
กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯได้อนุมัติความเป็นไปได้ในการขายเครื่องบินลำเลียงขนาดกลางทางยุทธวิธีสี่เครื่องยนต์ใบพัด Lockheed Martin C-130J Super Hercules จำนวน 6เครื่องวงเงิน $1.4 billion แก่เยอรมนี
ตามที่เอกสารของสำนักงานความร่วมมือด้านความปลอดภัยความมั่นคงสหรัฐฯ(DSCA: Defense Security Cooperation Agency) ประกาศเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม ที่ผ่านมา
การอนุมัตินี้มีขึ้นตามมาหลังจากที่เครื่องบินลำเลียงหนักทางยุทธศาสตร์สี่เครื่องยนต์ใบพัด Airbus Defence and Space A400M Atlas ได้ประสบปัญหาการตัดลดสายการผลิตและมีอัตราการส่งมอบเครื่องให้ลูกค้าที่ลดลง(http://aagth1.blogspot.com/2018/03/airbus-a400m.html)
ซึ่งกองทัพอากาศเยอรมนี(Luftwaffe) เป็นหนึ่งในลูกค้าเปิดตัวของเครื่องบินลำเลียง A400M Atlas ร่วมกับชาติสมาชิก NATO ในยุโรปทั้ง สหราชอาณาจักร, ฝรั่งเศส, สเปน, เบลเยียม, ลักเซมเบิร์ก และตุรกี
บริษัท Lockheed Martin สหรัฐฯได้รับความเป็นไปได้ในการขายเครื่องบินลำเลียงทางยุทธวิธี C-130J-30 3เครื่อง และเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ KC-130J 3เครื่องแก่เยอรมนี รวมถึงอุปกรณ์และส่วนประกอบอื่นๆที่เกี่ยวข้อง
เช่น เครื่องยนต์ Turboprop แบบ Rolls Royce AE-2100D เครื่องอะไหล่ 4เครื่อง, ชุดปล่อยเป้าลวงต่อต้าน AN/ALE-47 Electronic Countermeasure Dispensers 8ระบบ, ระบบแจ้งเตือนอาวุธปล่อยนำวิถี AN/AAR-47A(V)2 Missile Warning System 8ระบบ,
ระบบแจ้งเตือน radar AN/ALR-56M Radar Warning Receiver 8ระบบ, กล้องตรวจการณ์ MX-20 Electro-Optical/Infrared Imaging System 8ระบบ, ระบบพิสูจน์ฝ่าย AN/APX-114/119 IFF(Identification Friend or Foe) Mode 5, ระบบเครือข่าย LINK-16,
ระบบวางแผนภารกิจร่วม JMPS(Joint Mission Planning System), ระบบสื่อสารเข้ารหัส, อุปกรณ์นำร่องความแม่นยำสูงและเข้ารหัส, กล้องมองกลางคืน, อุปกรณ์การสนับสนุนและทดสอบ เอกสาร, การฝึกบุคคลากร และอื่นๆที่เกี่ยวข้อง
กองทัพอากาศเยอรมนีวางแผนที่จะนำเครื่องบินลำเลียง C-130J ไปปฏิบัติภารกิจการขนส่งทางอากาศ, การเติมเชื้อเพลิงทางอากาศ และการส่งทางอากาศในฐานะส่วนหนึ่งของฝูงบินร่วมฝรั่งเศส-เยอรมนีที่ฐานทัพอากาศ Évreux กองทัพอากาศฝรั่งเศส(Armée de l'air) ที่จัดหา C-130J ไปก่อนหน้า
โดยเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ KC-130J จะถูกนำไปใช้ในการสนับสนุนให้กับทั้งเครื่องบินขับไล่, เครื่องบินลำเลียงเบา และเฮลิคอปเตอร์ของเยอรมนีและฝรั่งเศส(http://aagth1.blogspot.com/2018/01/c-130j.html)
ตามที่บริษัท Airbus ได้ประกาศที่จะชะลออัตราสายการประกอบขั้นสุดท้ายของเครื่องบินลำเลียง A400M จากสูงสุดที่ 19เครื่องต่อปีในปี 2017 จะเหลือเพียง 8เครื่องต่อปีในปี 2020 ในข้างต้น
กลุ่มประเทศลูกค้าเปิดตัวของ A400M ต่างได้รับผลกระทบจากค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นและความล่าช้าในการส่งมอบ ฉะนั้น Airbus จึงได้รับการลงโทษทางการเงินสำหรับประสิทธิภาพการบริหารที่ย่ำแย่ของโครงการ
Airbus และกลุ่มชาติผู้ใช้งานเปิดตัวของ A400M ได้เจรจาเรื่องกำหนดการส่งมอบไปในเดือนมีนาคม 2018 ภายใต้การแก้ไขกำหนดการสายการผลิตใหม่
Airbus ควรจะสามารถส่งมอบ A400M ให้ลูกค้าได้ราย 80เครื่องภายในสิ้นปี 2019 จากที่ได้รับการสั่งจัดหาทั้งหมด 174เครื่อง โดยเครื่องที่เหลืออยู่จะยังคงมีการผลิตส่งมอบไปจนถึงช่วงต้นปี 2030s ครับ
ยูเครนและตุรกีจะร่วมโครงการสร้างเครื่องบินลำเลียงทางยุทธศาสตร์ An-188
Ukraine and Turkey to jointly work on An-188 airlifter project
An-188 airlifter scale model unveiled at Eurasia 2018 airshow(Credit: Antonov)
http://www.airrecognition.com/index.php/archive-world-worldwide-news-air-force-aviation-aerospace-air-military-defence-industry/global-defense-security-news/global-news-2018/may/4256-ukraine-and-turkey-to-jointly-work-on-an-188-airlifter-project.html
ยูเครนและตุรกีได้เห็นชอบในข้อตกลงร่วมกันเพื่อดำเนินการผลิตเครื่องบินลำเลียงหนักทางยุทธศาสตร์สี่เครื่องยนต์ไอพ่น Antonov An-188 ใหม่ ตามที่ UkrOboronProm รัฐวิสาหกิจด้านการจัดการอุตสาหกรรมความมั่นคงของรัฐบาลยูเครนแถลงเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคมที่ผ่านมา
ข้อตกลงความร่วมมือดังกล่าวได้รับการบรรลุผลระหว่างงานแสดงการบินและอาวุธยุทโธปกรณ์ Eurasia 2018 ที่จัดขึ้นที่ Antalya ทางตอนใต้ของตุรกีระหว่างวันที่ 25-29 เมษายนที่ผ่านมา
"อากาศยานใหม่จะนำให้โครงการร่วมระหว่างยูเครน-ตุรกีสู่รายชื่อของผู้นำระดับโลก ตามผลการเจรจากับตัวแทนของตุรกีที่นำโดย Dr.Ismail Demir จากทบวงอุตสาหกรรมป้องกันประเทศตุรกี(Undersecretariat for Defense Industries: SSM)
ได้มีการตัดสินในที่จะเดินหน้าสู่การปฏิบัติงานจริงของโครงการในอนาคตอันใกล้" Pavlo Bukin ผู้อำนวยการทั่วไปของ UkrOboronProm ยูเครนกล่าว
เครื่องบินลำเลียงหนัก An-188 ซึ่งกำลังได้รับการพัฒนาโดย Antonov รัฐวิสาหกิจด้านอุตสาหกรรมอากาศยานยูเครน โดยมีพื้นฐานพัฒนาจากเครื่องบินลำเลียงหนักยุทธศาสตร์สี่เครื่องยนต์ใบพัด Antonov An-70
An-188 ยูเครน-ตุรกีจะได้รับการติดตั้งส่วนประกอบต่างๆบนเครื่องจากผู้ผลิตในประเทศตะวันตก และจะตรงตามความต้องการมาตรฐาน NATO(North Atlantic Treaty Organization) ซึ่งตุรกีเป็นชาติสมาชิก
เครื่องบินลำเลียง An-188 สามารถบรรทุกสัมภาระในตัวเครื่องได้หนักถึง 50tons โดยมีขีดความสามารถในการบบรทุกยุทโธปกรณ์ทางทหารได้ทุกประเภท หรืออุปกรณ์ก่อสร้าง,
หรือเฮลิคอปเตอร์ หรือทหารได้ 300นาย เช่นเดียวกับสิ่งของบรรเทาทุกข์ในภารกิจช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและบรรเทาภัยพิบัติทางธรรมชาติ ตามการแถลง
เครื่องบินลำเลียง An-188 สามารถที่จะปฏิบัติการบินขึ้นและลงจอดได้จากสนามบินที่ทางวิ่งไม่ได้รับการเตรียมการพร้อม โดยใช้ทางวิ่งระยะสั้นที่ยาวเพียง 600m ถึง 800m ได้
ยังไม่มีข้อมูลชัดเจนในขณะนี้ว่าเครื่องต้นแบบเครื่องแรกของ An-188 จะสร้างเสร็จออกจากโรงงานอากาศยานได้เมื่อไร แต่คาดว่าน่าจะใช้ระยะเวลาดำเนินการราว 4ปี ถึง 4ปี 6เดือน
ตามแผนเดิมนั้น An-188 จะใช้เครื่องยนต์ไอพ่นจาก Motor Sich ของยูเครนเอง คือเครื่องยนต์ไอพ่น Turbofan แบบ D-436-148FM(ที่ใช้กับเครื่องบินลำเลียงขนาดกลางสองเครื่องยนต์ไอพ่น Antonov An-178) แต่ได้มีการเปลี่ยนไปจะติดตั้งเครื่องยนต์ของตะวันตกแทน
คือเครื่องยนต์ไอพ่น Turbofan แบบ CFM International CFM56 ฝรั่งเศส-สหรัฐฯ(หรือในชื่อ F108 ที่ติดในเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ Boeing KC-135 Stratotanker กองทัพอากาศสหรัฐฯ และเครื่องตรวจการณ์ทางทะเล Boeing P-8 Poseidon กองทัพเรือสหรัฐฯ) ครับ
An-188 airlifter scale model unveiled at Eurasia 2018 airshow(Credit: Antonov)
http://www.airrecognition.com/index.php/archive-world-worldwide-news-air-force-aviation-aerospace-air-military-defence-industry/global-defense-security-news/global-news-2018/may/4256-ukraine-and-turkey-to-jointly-work-on-an-188-airlifter-project.html
ยูเครนและตุรกีได้เห็นชอบในข้อตกลงร่วมกันเพื่อดำเนินการผลิตเครื่องบินลำเลียงหนักทางยุทธศาสตร์สี่เครื่องยนต์ไอพ่น Antonov An-188 ใหม่ ตามที่ UkrOboronProm รัฐวิสาหกิจด้านการจัดการอุตสาหกรรมความมั่นคงของรัฐบาลยูเครนแถลงเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคมที่ผ่านมา
ข้อตกลงความร่วมมือดังกล่าวได้รับการบรรลุผลระหว่างงานแสดงการบินและอาวุธยุทโธปกรณ์ Eurasia 2018 ที่จัดขึ้นที่ Antalya ทางตอนใต้ของตุรกีระหว่างวันที่ 25-29 เมษายนที่ผ่านมา
"อากาศยานใหม่จะนำให้โครงการร่วมระหว่างยูเครน-ตุรกีสู่รายชื่อของผู้นำระดับโลก ตามผลการเจรจากับตัวแทนของตุรกีที่นำโดย Dr.Ismail Demir จากทบวงอุตสาหกรรมป้องกันประเทศตุรกี(Undersecretariat for Defense Industries: SSM)
ได้มีการตัดสินในที่จะเดินหน้าสู่การปฏิบัติงานจริงของโครงการในอนาคตอันใกล้" Pavlo Bukin ผู้อำนวยการทั่วไปของ UkrOboronProm ยูเครนกล่าว
เครื่องบินลำเลียงหนัก An-188 ซึ่งกำลังได้รับการพัฒนาโดย Antonov รัฐวิสาหกิจด้านอุตสาหกรรมอากาศยานยูเครน โดยมีพื้นฐานพัฒนาจากเครื่องบินลำเลียงหนักยุทธศาสตร์สี่เครื่องยนต์ใบพัด Antonov An-70
An-188 ยูเครน-ตุรกีจะได้รับการติดตั้งส่วนประกอบต่างๆบนเครื่องจากผู้ผลิตในประเทศตะวันตก และจะตรงตามความต้องการมาตรฐาน NATO(North Atlantic Treaty Organization) ซึ่งตุรกีเป็นชาติสมาชิก
เครื่องบินลำเลียง An-188 สามารถบรรทุกสัมภาระในตัวเครื่องได้หนักถึง 50tons โดยมีขีดความสามารถในการบบรทุกยุทโธปกรณ์ทางทหารได้ทุกประเภท หรืออุปกรณ์ก่อสร้าง,
หรือเฮลิคอปเตอร์ หรือทหารได้ 300นาย เช่นเดียวกับสิ่งของบรรเทาทุกข์ในภารกิจช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและบรรเทาภัยพิบัติทางธรรมชาติ ตามการแถลง
เครื่องบินลำเลียง An-188 สามารถที่จะปฏิบัติการบินขึ้นและลงจอดได้จากสนามบินที่ทางวิ่งไม่ได้รับการเตรียมการพร้อม โดยใช้ทางวิ่งระยะสั้นที่ยาวเพียง 600m ถึง 800m ได้
ยังไม่มีข้อมูลชัดเจนในขณะนี้ว่าเครื่องต้นแบบเครื่องแรกของ An-188 จะสร้างเสร็จออกจากโรงงานอากาศยานได้เมื่อไร แต่คาดว่าน่าจะใช้ระยะเวลาดำเนินการราว 4ปี ถึง 4ปี 6เดือน
ตามแผนเดิมนั้น An-188 จะใช้เครื่องยนต์ไอพ่นจาก Motor Sich ของยูเครนเอง คือเครื่องยนต์ไอพ่น Turbofan แบบ D-436-148FM(ที่ใช้กับเครื่องบินลำเลียงขนาดกลางสองเครื่องยนต์ไอพ่น Antonov An-178) แต่ได้มีการเปลี่ยนไปจะติดตั้งเครื่องยนต์ของตะวันตกแทน
คือเครื่องยนต์ไอพ่น Turbofan แบบ CFM International CFM56 ฝรั่งเศส-สหรัฐฯ(หรือในชื่อ F108 ที่ติดในเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ Boeing KC-135 Stratotanker กองทัพอากาศสหรัฐฯ และเครื่องตรวจการณ์ทางทะเล Boeing P-8 Poseidon กองทัพเรือสหรัฐฯ) ครับ
วันเสาร์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
ภาพเปิดเผยเครื่องบินขับไล่ประจำเรือบรรทุกเครื่องบิน J-15 จีนรุ่นโจมตี Electronic
Images show J-15 fighter fitted with wingtip EW pods
Images have emerged in Chinese online forums showing a two-seat SAC J-15 fighter aircraft equipped with wingtip EW pods. Source: Via CJDBY.net
http://www.janes.com/article/79784/images-show-j-15-fighter-fitted-with-wingtip-ew-pods
ภาพถ่ายที่ถูกเผยแพร่ล่าสุดใน Online Forums จีนแสดงถึงเครื่องบินขับไล่พหุภารกิจประจำเรือบรรทุกเครื่องบิน J-15 ที่พัฒนาโดย Shenyang Aircraft Corporation(SAC) สาธารณรัฐประชาชนจีนรุ่นสองที่นั่งติดตั้งอุปกรณ์ที่ปลายปีที่น่าจะเป็นกระเปาะสงคราม Electronic(EW: Electronic Warfare)
ทำให้เกิดข้อสังเกตว่านี่น่าจะเป็นเครื่องบินขับไล่ J-15 รุ่นเครื่องบินโจมตี Electronic(EA: Electronic Attack) ที่อาจจะเข้าสู่ขั้นสุดท้ายของการพัฒนาสำหรับกองบินกองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีน(PLANAF: People's Liberation Army Naval Air Force)
เครื่องบินขับไล่ J-15 รุ่นที่นั่งเดียวเป็นแกนหลักของกองบินประจำเรือบรรทุกเครื่องบินลำแรกของจีนคือ Type 001 CV-16 Liaoning(เดิมคือเรือบรรทุกเครื่องชั้น Admiral Kuznetsov ชื่อ Varyag ที่จีนซื้อจากยูเครนในสภาพที่สร้างไม่เสร็จ และจีนนำมาสร้างใหม่เข้าประจำการในปี 2012)
และจะยังถูกวางกำลังบนเรือบรรทุกเครื่องบินลำที่สองของจีนคือ Type 001A CV-17(มีรายงานว่าอาจจะชื่อ Shandong) ที่จีนสร้างเองในประเทศ ซึ่งคาดว่าเรือจะเข้าสู่การทดลองเรือในทะเลขั้นต้นในระยะเวลาอันใกล้นี้(http://aagth1.blogspot.com/2018/01/type-001a.html)
เครื่องบินขับไล่ประจำเรือบรรทุกเครื่องบินรุ่นสองที่นั่ง J-15S ได้ถูกรายงานครั้งแรกว่าได้เริ่มทำการบินในช่วงปลายปี 2012 และถูกคาดว่าพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นเครื่องบินฝึกเปลี่ยนแบบสำหรับเครื่องบินขับไล่ประจำเรือบรรทุกเครื่องบินที่นั่งเดี่ยว J-15
อย่างไรก็ตามมีภาพจำนวนน้อยมากๆของ J-15S ที่ปรากฎในแหล่งข้อมูลเปิด และเป็นไปได้ว่าเครื่องบินขับไล่สองที่นั่ง J-15S นี่จะมีเครื่องต้นแบบเพียง 1-2เครื่องเท่านั้น
ภาพที่เผยแพร่ออกมาล่าสุดนี้ทำให้เกิดข้อสังเกตุว่านี่คือ J-15 รุ่นสองที่นั่งรุ่นใหม่ล่าสุดนี้ถูกพัฒนาโดยอ้างในชื่อรุ่นว่าเครื่องบินขับไล่โจมตีสงคราม Electronic แบบ J-15D
โดยเครื่องบินขับไล่โจมตี Electronic J-15D จีนนี้ถูกดึงมาเปรียบเทียบได้กับเครื่องบินโจมตี Electronic ประจำเรือบรรทุกเครื่องบิน Boeing EA-18G Growler กองทัพเรือสหรัฐฯ(US Navy)
ซึ่งเครื่องบินโจมตี Electronic แบบ EA-18G Growler สหรัฐฯสามารถติดตั้งกระเปาะ AN/ALQ-218 Tactical Jamming Receiver(TJR) ที่ปลายปีก ,ติดตั้งกระเปาะ AN/ALQ-99 Tactical Jamming System(TJS) ได้สูงสุด 3ระบบที่ใต้ปีกและลำตัวเครื่อง
และอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นต่อต้านการแพร่คลื่น Radar แบบ AGM-88 HARM(High-speed Anti-Radiation Missile) สำหรับการทำลาย Radar ของระบบป้องกันภัยทางอากาศข้าศึก
ภาพถ่ายของ J-15D ยังแสดงให้เห็นว่าระบบตรวจจับ IRST(Infrared Search-and-Track) ที่หัวเครื่องได้ถูกถอดออกไป และมีการติดตั้งอุปกรณ์ Electronic เพิ่มเติม
ที่อุปกรณ์เพิ่มเติมเหล่านี้น่าจะถูกติดตั้งภายในหลายๆแผงส่วนของตัวเครื่อง ซึ่งจะเห็นได้จากสีที่แตกต่างกันในส่วนที่เป็นสีเทาบนพื้นผิวลำตัวหลักของเครื่องที่เป็นสีรองพื้นสีเหลือง
การเพิ่มนักบินที่สองสำหรับ J-15 รุ่นสองที่นั่งนั้นจะทำให้นักบินที่สองทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ระบบอาวุธ(WSO: Weapon Systems Officer) ซึ่งสำหรับรุ่น J-15D จะมุ่งเน้นไปยังการปฏิบัติการสงคราม Electronic
เป็นการลดภาระการทำงานของนักบินที่หนึ่งเมื่อเทียบกับเครื่องบินขับไล่ที่นั่งเดียวที่นักบินนายเดียวจะต้องจัดการทุกอย่างเองทั้งหมดอย่างมาก โดยเครื่องบินขับไล่สองที่นั่งนั้นนักบินที่หนึ่งสามารถที่มุ่งเน้นไปยังการบังคับควบคุมเครื่องเป็นหลักครับ
Images have emerged in Chinese online forums showing a two-seat SAC J-15 fighter aircraft equipped with wingtip EW pods. Source: Via CJDBY.net
http://www.janes.com/article/79784/images-show-j-15-fighter-fitted-with-wingtip-ew-pods
ภาพถ่ายที่ถูกเผยแพร่ล่าสุดใน Online Forums จีนแสดงถึงเครื่องบินขับไล่พหุภารกิจประจำเรือบรรทุกเครื่องบิน J-15 ที่พัฒนาโดย Shenyang Aircraft Corporation(SAC) สาธารณรัฐประชาชนจีนรุ่นสองที่นั่งติดตั้งอุปกรณ์ที่ปลายปีที่น่าจะเป็นกระเปาะสงคราม Electronic(EW: Electronic Warfare)
ทำให้เกิดข้อสังเกตว่านี่น่าจะเป็นเครื่องบินขับไล่ J-15 รุ่นเครื่องบินโจมตี Electronic(EA: Electronic Attack) ที่อาจจะเข้าสู่ขั้นสุดท้ายของการพัฒนาสำหรับกองบินกองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีน(PLANAF: People's Liberation Army Naval Air Force)
เครื่องบินขับไล่ J-15 รุ่นที่นั่งเดียวเป็นแกนหลักของกองบินประจำเรือบรรทุกเครื่องบินลำแรกของจีนคือ Type 001 CV-16 Liaoning(เดิมคือเรือบรรทุกเครื่องชั้น Admiral Kuznetsov ชื่อ Varyag ที่จีนซื้อจากยูเครนในสภาพที่สร้างไม่เสร็จ และจีนนำมาสร้างใหม่เข้าประจำการในปี 2012)
และจะยังถูกวางกำลังบนเรือบรรทุกเครื่องบินลำที่สองของจีนคือ Type 001A CV-17(มีรายงานว่าอาจจะชื่อ Shandong) ที่จีนสร้างเองในประเทศ ซึ่งคาดว่าเรือจะเข้าสู่การทดลองเรือในทะเลขั้นต้นในระยะเวลาอันใกล้นี้(http://aagth1.blogspot.com/2018/01/type-001a.html)
เครื่องบินขับไล่ประจำเรือบรรทุกเครื่องบินรุ่นสองที่นั่ง J-15S ได้ถูกรายงานครั้งแรกว่าได้เริ่มทำการบินในช่วงปลายปี 2012 และถูกคาดว่าพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นเครื่องบินฝึกเปลี่ยนแบบสำหรับเครื่องบินขับไล่ประจำเรือบรรทุกเครื่องบินที่นั่งเดี่ยว J-15
อย่างไรก็ตามมีภาพจำนวนน้อยมากๆของ J-15S ที่ปรากฎในแหล่งข้อมูลเปิด และเป็นไปได้ว่าเครื่องบินขับไล่สองที่นั่ง J-15S นี่จะมีเครื่องต้นแบบเพียง 1-2เครื่องเท่านั้น
ภาพที่เผยแพร่ออกมาล่าสุดนี้ทำให้เกิดข้อสังเกตุว่านี่คือ J-15 รุ่นสองที่นั่งรุ่นใหม่ล่าสุดนี้ถูกพัฒนาโดยอ้างในชื่อรุ่นว่าเครื่องบินขับไล่โจมตีสงคราม Electronic แบบ J-15D
โดยเครื่องบินขับไล่โจมตี Electronic J-15D จีนนี้ถูกดึงมาเปรียบเทียบได้กับเครื่องบินโจมตี Electronic ประจำเรือบรรทุกเครื่องบิน Boeing EA-18G Growler กองทัพเรือสหรัฐฯ(US Navy)
ซึ่งเครื่องบินโจมตี Electronic แบบ EA-18G Growler สหรัฐฯสามารถติดตั้งกระเปาะ AN/ALQ-218 Tactical Jamming Receiver(TJR) ที่ปลายปีก ,ติดตั้งกระเปาะ AN/ALQ-99 Tactical Jamming System(TJS) ได้สูงสุด 3ระบบที่ใต้ปีกและลำตัวเครื่อง
และอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นต่อต้านการแพร่คลื่น Radar แบบ AGM-88 HARM(High-speed Anti-Radiation Missile) สำหรับการทำลาย Radar ของระบบป้องกันภัยทางอากาศข้าศึก
ภาพถ่ายของ J-15D ยังแสดงให้เห็นว่าระบบตรวจจับ IRST(Infrared Search-and-Track) ที่หัวเครื่องได้ถูกถอดออกไป และมีการติดตั้งอุปกรณ์ Electronic เพิ่มเติม
ที่อุปกรณ์เพิ่มเติมเหล่านี้น่าจะถูกติดตั้งภายในหลายๆแผงส่วนของตัวเครื่อง ซึ่งจะเห็นได้จากสีที่แตกต่างกันในส่วนที่เป็นสีเทาบนพื้นผิวลำตัวหลักของเครื่องที่เป็นสีรองพื้นสีเหลือง
การเพิ่มนักบินที่สองสำหรับ J-15 รุ่นสองที่นั่งนั้นจะทำให้นักบินที่สองทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ระบบอาวุธ(WSO: Weapon Systems Officer) ซึ่งสำหรับรุ่น J-15D จะมุ่งเน้นไปยังการปฏิบัติการสงคราม Electronic
เป็นการลดภาระการทำงานของนักบินที่หนึ่งเมื่อเทียบกับเครื่องบินขับไล่ที่นั่งเดียวที่นักบินนายเดียวจะต้องจัดการทุกอย่างเองทั้งหมดอย่างมาก โดยเครื่องบินขับไล่สองที่นั่งนั้นนักบินที่หนึ่งสามารถที่มุ่งเน้นไปยังการบังคับควบคุมเครื่องเป็นหลักครับ
วันศุกร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
เครื่องบินขับไล่ Su-30SM รัสเซียตกทะเลที่ซีเรียนักบินสองนายเสียชีวิต
Russian fighter jet crashes over Mediterranean Sea
Both pilots have died in the crash
http://tass.com/world/1002713
Key facts about Russia’s Su-30 multirole fighter jet
Su-30 is a Russian two-seat multipurpose heavy fighter jet developed in the late 1980s
http://tass.com/defense/1002739
https://twitter.com/MGhorab3/
กระทรวงกลาโหมรัสเซียแถลงต่อสื่อเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคมที่ผ่านมาว่า เครื่องบินขับไล่ Sukhoi Su-30SM กองทัพอากาศรัสเซีย(VKS: Russian Aerospace Force) ประสบเหตุตกในทะเล Mediterranean ซีเรีย โดยนักบินประจำเครื่องทั้งสองนายเสียชีวิต
"เวลา 0945 ของวันที่ 3 พฤษภาคม เครื่องบินขับไล่ Su-30SM ได้ตกในทะเล Mediterranean ระหว่างการไต่ระดับเพดานบินระยะสั้นหลังจากบินขึ้นจากฐานทัพอากาศ Khmeimim ซีเรีย" กระทรวงกลาโหมรัสเซียกล่าว
"ตามการรายงานจากที่เกิดเหตุ นักบินทั้งสองนายพยายามที่จะทำให้เครื่องอยู่ในการควบคุมจนถึงวาระสุดท้าย และนักบินประจำเครื่องทั้งสองนายเสียชีวิต ไม่มีการยิงใดๆที่ถูกตัวเครื่องเกิดขึ้นจากข้าศึก"
กระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุว่า จากข้อมูลเบื้องต้นสาเหตุการตกน่าจะเกิดการที่มีนกบินเข้าไปชนเครื่องยนต์ โดยอุบัติเหตุครั้งนี้เป็นการสูญเสียเครื่องบินขับไล่ Su-30SM เครื่องแรกของกองทัพอากาศรัสเซีย
Sukhoi Su-30(NATO กำหนดรหัส Flanker-C) เป็นเครื่องบินขับไล่หนักพหุภารกิจสองที่นั่งเรียงกันที่ถูกพัฒนาโดยสำนักออกแบบ Sukhoi ในช่วงปลายปี 1980s โดยมีพื้นฐานจากเครื่องบินขับไล่ฝึกสองที่นั่ง Su-27UB ซึ่งเป็นรุ่นหนึ่งของเครื่องบินขับไล่ที่นั่งเดียว Sukhoi Su-27
Su-30 ถูกออกแบบมาเพื่อควบคุมกลุ่มปฏิบัติการรบของเครื่องบินขับไล่ Su-27 เพื่อบรรลุภารกิจการครองอากาศ, คุ้มกันกำลังภาคพื้นดินและสิ่งปลูกสร้างฝ่ายเดียวกัน, ทำลายกองกำลังโจมตีทางอากาศข้าศึก, ลาดตระเวนทางอากาศ และโจมตีเป้าหมายภาคพื้นดินและทางทะเล
เมื่อเทียบกับเครื่องบินขับไล่ Su-27 รุ่นพื้นฐาน Su-30 สามารถรองรับการติดตั้งใช้ระบบอาวุธและอุปกรณ์รุ่นใหม่ที่หลากหลายกว่า และมีระบบเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศในตัวเครื่อง
เครื่องบินขับไล่ Su-30 เครื่องต้นแบบก่อนสายการผลิตได้ทำการบินครั้งแรกเมื่อ 31 ธันวาคม 1989 และเข้าประจำการในกองทัพอากาศรัสเซียปี 1992 แต่มีการส่งมอบในขณะนั้นเพียง 3เครื่องเท่านั้น
ในรัสเซียเครื่องบินขับไล่ Su-30 มีสายการผลิตที่โรงงานอากาศยาน Irkutsk(บริษัท Irkut) ที่ Siberia ตะวันออก และโรงงานอากาศยาน Komsomolsk-on-Amur(KnAAZ) ภาคตะวันออกไกลของรัสเซีย
และนอกประเทศที่โรงงานอากาศยานของ Hindustan Aeronautics Limited(HAL) ที่ Nasik อินเดียสำหรับเครื่องบินขับไล่ Su-30MKI กองทัพอากาศอินเดีย(Indian Air Force)
ช่วงกลางปี 1990s Su-30 ได้ถูกนำระบบมาพัฒนาเป็นเครื่องบินขับไล่รุ่นส่งออก Su-30K โดยมีลูกค้าส่งออกรายแรกคือกองทัพอากาศอินเดียที่จัดหาเป็นเครื่องบินคั่นระยะชั่วคราวก่อนที่จะได้รับมอบ Su-30MKI
(Su-30K ที่เคยประจำการในกองทัพอินเดียได้ถูกส่งมอบคืนให้รัสเซีย โดยปัจจุบันเครื่องบินขับไล่ Su-30K ส่วนหนึ่งได้ถูกส่งออกต่อให้กับแองโกลาและอิรัก)
นอกจากกองทัพอากาศอินเดียที่มีเครื่องบินขับไล่ Su-30MKI ประจำการราว 200เครื่อง เครื่องบินขับไล่ Su-30MK รุ่นส่งออกของรัสเซียได้ประสบความสำเร็จอย่างสูงสุดในการจัดหาจากหลายประเทศทั่วโลก เช่น
จีน(Su-30MKK), เวียดนาม(Su-30MK2, Su-30MKV), เวเนซุเอลา(Su-30MKV), อินโดนีเซีย(Su-30MK, Su-30MK2), มาเลเซีย(Su-30MKM), ยูกันดา(Su-30MK2) และแอลจีเรีย(Su-30MKI2)
ในปี 2017 รัสเซียได้ลงนามสัญญาส่งมอบเครื่องบินขับไล่ Su-30SM แก่เบลารุส วันที่ 21 มกราคม 2018 ระหว่างการเยือนสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาของรัฐมนตรีกลาโหมรัสเซีย Sergei Shoigu
รัสเซียและพม่าได้บรรลุข้อตกลงสัญญาจัดหาเครื่องบินขับไล่ Sukhoi Su-30SM 6เครื่องสำหรับกองทัพอากาศพม่า(Myanmar Air Force, Tatmadaw Lay)(http://aagth1.blogspot.com/2018/01/su-30-6.html, http://aagth1.blogspot.com/2018/01/su-30.html)
การส่งมอบ Su-30 ที่ได้รับการปรับปรุงแก่กองทัพอากาศรัสเซียและกองการบินกองทัพเรือรัสเซียได้เริ่มต้นในปี 2010 โดยมีเครื่องบินขับไล่ Su-30M2 และ Su-30SM ที่ได้รับการปรับปรุงแล้วรวมมากกว่า 50เครื่องที่ถูกส่งมอบแล้ว
โดยคำสั่งของประธานาธิบดีรัสเซีย Vladimir Putin ที่ออกเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2018 เครื่องบินขับไล่ Su-30SM ได้รับการรับรองสำหรับการเข้าประจำการในกองทัพอากาศรัสเซีย Su-30SM ส่วนหนึ่งยังถูกขายให้คาซัคสถานด้วย
Su-30 เป็นเครื่องบินที่ได้รับการออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ปกติและมีการจัดเตรียมพร้อมการบูรณาการระบบ การติดปีกทรงสี่เหลี่ยมคางหมูกลางลพตัวเครื่องทำการส่งพื้นที่สร้างแรงยกเป็นชิ้นเดียวกัน
เครื่องยนต์ไอพ่น Turbofan แบบมีสันดาปท้าย AL-31F สองเครื่องถูกติดตั้งในส่วนกลางลำตัวด้านท้ายของเครื่อง Su-30 มีสองแพนหางแนวตั้ง และมีชุดล้อลงจอด 3ฐานล้อ ที่หัวเครื่อง 1ชุดล้อ และท้ายเครื่องคู่ 2ชุดล้อ
Su-30MK มีความยาวตัวเครื่อง 21.9m ปีกกว้าง 14.7m สูง 6.4m น้่ำหนักบินขึ้นสูงสุด 34.5tons น้ำหนักบรรทุกรบสูงสุด 8tons พิสัยทำการไกลสุดเมื่อไม่เติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ 3,000km ความเร็วสูงสุด 2 Mach เพดานบิน 17,300m นักบิน 2นาย
Su-30 มีตำบลอาวุธนอกลำตัว 12จุดแข็ง สามารถติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น จรวดและระเบิดได้หลายแบบ และติดตั้งปืนใหญ่อากาศ 30mm ความจุ 150นัด ภายในตัวเครื่องครับ
Both pilots have died in the crash
http://tass.com/world/1002713
Key facts about Russia’s Su-30 multirole fighter jet
Su-30 is a Russian two-seat multipurpose heavy fighter jet developed in the late 1980s
http://tass.com/defense/1002739
https://twitter.com/MGhorab3/
กระทรวงกลาโหมรัสเซียแถลงต่อสื่อเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคมที่ผ่านมาว่า เครื่องบินขับไล่ Sukhoi Su-30SM กองทัพอากาศรัสเซีย(VKS: Russian Aerospace Force) ประสบเหตุตกในทะเล Mediterranean ซีเรีย โดยนักบินประจำเครื่องทั้งสองนายเสียชีวิต
"เวลา 0945 ของวันที่ 3 พฤษภาคม เครื่องบินขับไล่ Su-30SM ได้ตกในทะเล Mediterranean ระหว่างการไต่ระดับเพดานบินระยะสั้นหลังจากบินขึ้นจากฐานทัพอากาศ Khmeimim ซีเรีย" กระทรวงกลาโหมรัสเซียกล่าว
"ตามการรายงานจากที่เกิดเหตุ นักบินทั้งสองนายพยายามที่จะทำให้เครื่องอยู่ในการควบคุมจนถึงวาระสุดท้าย และนักบินประจำเครื่องทั้งสองนายเสียชีวิต ไม่มีการยิงใดๆที่ถูกตัวเครื่องเกิดขึ้นจากข้าศึก"
กระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุว่า จากข้อมูลเบื้องต้นสาเหตุการตกน่าจะเกิดการที่มีนกบินเข้าไปชนเครื่องยนต์ โดยอุบัติเหตุครั้งนี้เป็นการสูญเสียเครื่องบินขับไล่ Su-30SM เครื่องแรกของกองทัพอากาศรัสเซีย
Sukhoi Su-30(NATO กำหนดรหัส Flanker-C) เป็นเครื่องบินขับไล่หนักพหุภารกิจสองที่นั่งเรียงกันที่ถูกพัฒนาโดยสำนักออกแบบ Sukhoi ในช่วงปลายปี 1980s โดยมีพื้นฐานจากเครื่องบินขับไล่ฝึกสองที่นั่ง Su-27UB ซึ่งเป็นรุ่นหนึ่งของเครื่องบินขับไล่ที่นั่งเดียว Sukhoi Su-27
Su-30 ถูกออกแบบมาเพื่อควบคุมกลุ่มปฏิบัติการรบของเครื่องบินขับไล่ Su-27 เพื่อบรรลุภารกิจการครองอากาศ, คุ้มกันกำลังภาคพื้นดินและสิ่งปลูกสร้างฝ่ายเดียวกัน, ทำลายกองกำลังโจมตีทางอากาศข้าศึก, ลาดตระเวนทางอากาศ และโจมตีเป้าหมายภาคพื้นดินและทางทะเล
เมื่อเทียบกับเครื่องบินขับไล่ Su-27 รุ่นพื้นฐาน Su-30 สามารถรองรับการติดตั้งใช้ระบบอาวุธและอุปกรณ์รุ่นใหม่ที่หลากหลายกว่า และมีระบบเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศในตัวเครื่อง
เครื่องบินขับไล่ Su-30 เครื่องต้นแบบก่อนสายการผลิตได้ทำการบินครั้งแรกเมื่อ 31 ธันวาคม 1989 และเข้าประจำการในกองทัพอากาศรัสเซียปี 1992 แต่มีการส่งมอบในขณะนั้นเพียง 3เครื่องเท่านั้น
ในรัสเซียเครื่องบินขับไล่ Su-30 มีสายการผลิตที่โรงงานอากาศยาน Irkutsk(บริษัท Irkut) ที่ Siberia ตะวันออก และโรงงานอากาศยาน Komsomolsk-on-Amur(KnAAZ) ภาคตะวันออกไกลของรัสเซีย
และนอกประเทศที่โรงงานอากาศยานของ Hindustan Aeronautics Limited(HAL) ที่ Nasik อินเดียสำหรับเครื่องบินขับไล่ Su-30MKI กองทัพอากาศอินเดีย(Indian Air Force)
ช่วงกลางปี 1990s Su-30 ได้ถูกนำระบบมาพัฒนาเป็นเครื่องบินขับไล่รุ่นส่งออก Su-30K โดยมีลูกค้าส่งออกรายแรกคือกองทัพอากาศอินเดียที่จัดหาเป็นเครื่องบินคั่นระยะชั่วคราวก่อนที่จะได้รับมอบ Su-30MKI
(Su-30K ที่เคยประจำการในกองทัพอินเดียได้ถูกส่งมอบคืนให้รัสเซีย โดยปัจจุบันเครื่องบินขับไล่ Su-30K ส่วนหนึ่งได้ถูกส่งออกต่อให้กับแองโกลาและอิรัก)
นอกจากกองทัพอากาศอินเดียที่มีเครื่องบินขับไล่ Su-30MKI ประจำการราว 200เครื่อง เครื่องบินขับไล่ Su-30MK รุ่นส่งออกของรัสเซียได้ประสบความสำเร็จอย่างสูงสุดในการจัดหาจากหลายประเทศทั่วโลก เช่น
จีน(Su-30MKK), เวียดนาม(Su-30MK2, Su-30MKV), เวเนซุเอลา(Su-30MKV), อินโดนีเซีย(Su-30MK, Su-30MK2), มาเลเซีย(Su-30MKM), ยูกันดา(Su-30MK2) และแอลจีเรีย(Su-30MKI2)
ในปี 2017 รัสเซียได้ลงนามสัญญาส่งมอบเครื่องบินขับไล่ Su-30SM แก่เบลารุส วันที่ 21 มกราคม 2018 ระหว่างการเยือนสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาของรัฐมนตรีกลาโหมรัสเซีย Sergei Shoigu
รัสเซียและพม่าได้บรรลุข้อตกลงสัญญาจัดหาเครื่องบินขับไล่ Sukhoi Su-30SM 6เครื่องสำหรับกองทัพอากาศพม่า(Myanmar Air Force, Tatmadaw Lay)(http://aagth1.blogspot.com/2018/01/su-30-6.html, http://aagth1.blogspot.com/2018/01/su-30.html)
การส่งมอบ Su-30 ที่ได้รับการปรับปรุงแก่กองทัพอากาศรัสเซียและกองการบินกองทัพเรือรัสเซียได้เริ่มต้นในปี 2010 โดยมีเครื่องบินขับไล่ Su-30M2 และ Su-30SM ที่ได้รับการปรับปรุงแล้วรวมมากกว่า 50เครื่องที่ถูกส่งมอบแล้ว
โดยคำสั่งของประธานาธิบดีรัสเซีย Vladimir Putin ที่ออกเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2018 เครื่องบินขับไล่ Su-30SM ได้รับการรับรองสำหรับการเข้าประจำการในกองทัพอากาศรัสเซีย Su-30SM ส่วนหนึ่งยังถูกขายให้คาซัคสถานด้วย
Su-30 เป็นเครื่องบินที่ได้รับการออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ปกติและมีการจัดเตรียมพร้อมการบูรณาการระบบ การติดปีกทรงสี่เหลี่ยมคางหมูกลางลพตัวเครื่องทำการส่งพื้นที่สร้างแรงยกเป็นชิ้นเดียวกัน
เครื่องยนต์ไอพ่น Turbofan แบบมีสันดาปท้าย AL-31F สองเครื่องถูกติดตั้งในส่วนกลางลำตัวด้านท้ายของเครื่อง Su-30 มีสองแพนหางแนวตั้ง และมีชุดล้อลงจอด 3ฐานล้อ ที่หัวเครื่อง 1ชุดล้อ และท้ายเครื่องคู่ 2ชุดล้อ
Su-30MK มีความยาวตัวเครื่อง 21.9m ปีกกว้าง 14.7m สูง 6.4m น้่ำหนักบินขึ้นสูงสุด 34.5tons น้ำหนักบรรทุกรบสูงสุด 8tons พิสัยทำการไกลสุดเมื่อไม่เติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ 3,000km ความเร็วสูงสุด 2 Mach เพดานบิน 17,300m นักบิน 2นาย
Su-30 มีตำบลอาวุธนอกลำตัว 12จุดแข็ง สามารถติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น จรวดและระเบิดได้หลายแบบ และติดตั้งปืนใหญ่อากาศ 30mm ความจุ 150นัด ภายในตัวเครื่องครับ
วันพฤหัสบดีที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
ญี่ปุ่นยังไม่ตัดสินใจเรื่องขนาดฝูงบินและการส่งออกเครื่องบินตรวจการณ์ทางทะเล Kawasaki P-1
Japan yet to decide on P-1 fleet size
Japan has yet to reach a firm decision on the future size of its Kawasaki Heavy Industries P-1 maritime patrol aircraft fleet, or determine whether the surveillance asset could be exported to international buyers.
Japan Maritime Self-Defence Force
https://www.flightglobal.com/news/articles/japan-yet-to-decide-on-p-1-fleet-size-448261/
ญี่ปุ่นยังไม่เข้าใกล้การตัดสินใจเกี่ยวกับขนาดกำลังฝูงบินในอนาคตของเครื่องบินตรวจการณ์ทางทะเล Kawasaki Heavy Industries P-1 ของกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่น(JMSDF: Japan Maritime Self-Defence Force)
หรือยังไม่ได้ตัดสินใจว่าเครื่องบินตรวจการณ์ทางทะเล Kawasaki P-1 สามารถที่จะทำการส่งออกแก่ผู้ซื้อในระดับนานาชาติได้หรือไม่
Kawasaki P-1 ได้ถูกพัฒนาภายในญี่ปุ่นเพื่อทดแทนเครื่องบินตรวจการณ์ทางทะเลสี่เครื่องยนต์ใบพัด Lockheed P-3C Orion สหรัฐฯที่ประจำการในกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่นช่วงปี 1984-2017
ซึ่งบริษัท Kawasaki Heavy Industries(KHI) ญี่ปุ่นได้สิทธิบัตรการผลิตเครื่องบินตรวจการณ์ทางทะเล P-3C Orion ภายในญี่ปุ่นมากกว่า 100เครื่อง
เครื่องบินตรวจการณ์ทางทะเลสี่เครื่องยนต์ไอพ่น P-1 ญี่ปุ่นเครื่องต้นแบบทำการบินครั้งแรกในปี 2007 และเริ่มนำเข้าประจำการในกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่นเมื่อปี 2016
"ในฐานะเครื่องบินลาดตระเวนทางทะเลมันมีประสิทธิภาพที่เหนือกว่า P-3C ในทุกพื้นที่ ในอนาคตเครื่อง P-1 จำนวนที่มากกว่านี้พวกมันจะทำการบินในท้องฟ้าทั่วทุกมุมโลก" นาวาเอก Ryota Ishida ผู้จัดการโครงการ P-1 ประจำกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นกล่าว
จนถึงขณะนี้กองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่นได้รับมอบ P-1 แล้ว 15เครื่อง และบริษัท Kawasaki ยังไม่ได้รับสัญญาจัดหา P-1 เพิ่มเติม
รัฐบาลญี่ปุ่นยังไม่กำหนดแผนค่าใช้จ่ายงบประมาณการจัดหาในระยะยาว แต่ Flight Fleets Analyzer ได้วิเคราะห์ว่ามีข้อบ่งชี้ว่าญี่ปุ่นน่าจะมีการสั่งจัดหา P-1 เพิ่มเติมรวม 58เครื่องเพื่อทดแทน P-3C สหรัฐฯแบบเต็มอัตรา
นาวาเอก Ishida ย้ำว่ากองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่นกำลังพิจารณาการปรับปรุงบางส่วนสำหรับ P-1 ที่จะมีการจัดหาเพิ่มเติมในอนาคต แต่มันยัง "ไม่มีการระบุการกำหนดแผนในขณะนี้"
ญี่ปุ่นได้ส่ง P-1 จำนวน 2เครื่องไปปรากฎตัวในงานแสดงการบินนานาชาติ ILA 2018 ที่ Berlin ระหว่างวันที่ 25-29 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งหนึ่งเครื่องทำการบินแสดง และอีกหนึ่งเครื่องจอดตั้งแสดงบนพื้น
การนำเครื่องบินตรวจการณ์ทางทะเล Kawasaki P-1 ญี่ปุ่นไปแสดงที่ยุโรปนี้มีมาตั้งแต่งานแสดงการบินนานาชาติ Royal International Air Tattoo 2015 สหราชอาณาจักร และ Paris Air Show 2017 ฝรั่งเศส
อย่างไรก็ตามทางกระทรวงกลาโหทมญี่ปุ่นได้เน้นย้ำว่าการนำ P-1 ไปจัดแสดงยังต่างประเทศนั้นไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการรณรงค์การขายแต่อย่างใด เช่นที่เยอรมนีและฝรั่งเศสมีโครงการจัดหาเครื่องบินตรวจการณ์ทางทะเลแบบใหม่ร่วมกันอยู่
"เรานำเครื่องบินมาที่นี่เพื่อประชาสัมพันธ์ถึงวิทยาการด้านอากาศยานในระดับที่สูงมากๆของญี่ปุ่นต่อโลก เราไม่เคยมีการทำการคำนวณใดๆเกี่ยวกับเรื่องราคาต่อลูกค้าต่างประเทศ"
นาวาเอก Ishida กล่าว เขาเสริมว่าจนถึงตอนนี้กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นปัจจุบันยังไม่มีความตั้งใจที่จะผลักดันการส่งออกเครื่องบินตรวจการณ์ทางทะเล P-1
"วัตถุประสงค์ปัจจุบันคือเพื่อการส่งมอบเครื่อง P-1 และสร้างให้มันเป็นขีดความสามารถทางยุทธศาสตร์ของญี่ปุ่น" สำนักงานการจัดซื้อจัดจ้าง, เทคโนโลยี และการส่งกำลังบำรุง(ATLA: Acquisition, Technology and Logistics Agency) กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นกล่าว
โดยปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเพิ่มเติม นาวาเอก Ishida กล่าวว่า P-1 ควรจะเข้าร่วมการฝึกผสมกับผู้ปฏิบัติการรายอื่น(กองทัพต่างประเทศ)ในฐานะส่วนหนึ่งงของการวางกำลังล่าสุด ซึ่งจำเป็นต้องมีหลายประเทศร่วมกันครับ
Japan has yet to reach a firm decision on the future size of its Kawasaki Heavy Industries P-1 maritime patrol aircraft fleet, or determine whether the surveillance asset could be exported to international buyers.
Japan Maritime Self-Defence Force
https://www.flightglobal.com/news/articles/japan-yet-to-decide-on-p-1-fleet-size-448261/
ญี่ปุ่นยังไม่เข้าใกล้การตัดสินใจเกี่ยวกับขนาดกำลังฝูงบินในอนาคตของเครื่องบินตรวจการณ์ทางทะเล Kawasaki Heavy Industries P-1 ของกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่น(JMSDF: Japan Maritime Self-Defence Force)
หรือยังไม่ได้ตัดสินใจว่าเครื่องบินตรวจการณ์ทางทะเล Kawasaki P-1 สามารถที่จะทำการส่งออกแก่ผู้ซื้อในระดับนานาชาติได้หรือไม่
Kawasaki P-1 ได้ถูกพัฒนาภายในญี่ปุ่นเพื่อทดแทนเครื่องบินตรวจการณ์ทางทะเลสี่เครื่องยนต์ใบพัด Lockheed P-3C Orion สหรัฐฯที่ประจำการในกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่นช่วงปี 1984-2017
ซึ่งบริษัท Kawasaki Heavy Industries(KHI) ญี่ปุ่นได้สิทธิบัตรการผลิตเครื่องบินตรวจการณ์ทางทะเล P-3C Orion ภายในญี่ปุ่นมากกว่า 100เครื่อง
เครื่องบินตรวจการณ์ทางทะเลสี่เครื่องยนต์ไอพ่น P-1 ญี่ปุ่นเครื่องต้นแบบทำการบินครั้งแรกในปี 2007 และเริ่มนำเข้าประจำการในกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่นเมื่อปี 2016
"ในฐานะเครื่องบินลาดตระเวนทางทะเลมันมีประสิทธิภาพที่เหนือกว่า P-3C ในทุกพื้นที่ ในอนาคตเครื่อง P-1 จำนวนที่มากกว่านี้พวกมันจะทำการบินในท้องฟ้าทั่วทุกมุมโลก" นาวาเอก Ryota Ishida ผู้จัดการโครงการ P-1 ประจำกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นกล่าว
จนถึงขณะนี้กองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่นได้รับมอบ P-1 แล้ว 15เครื่อง และบริษัท Kawasaki ยังไม่ได้รับสัญญาจัดหา P-1 เพิ่มเติม
รัฐบาลญี่ปุ่นยังไม่กำหนดแผนค่าใช้จ่ายงบประมาณการจัดหาในระยะยาว แต่ Flight Fleets Analyzer ได้วิเคราะห์ว่ามีข้อบ่งชี้ว่าญี่ปุ่นน่าจะมีการสั่งจัดหา P-1 เพิ่มเติมรวม 58เครื่องเพื่อทดแทน P-3C สหรัฐฯแบบเต็มอัตรา
นาวาเอก Ishida ย้ำว่ากองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่นกำลังพิจารณาการปรับปรุงบางส่วนสำหรับ P-1 ที่จะมีการจัดหาเพิ่มเติมในอนาคต แต่มันยัง "ไม่มีการระบุการกำหนดแผนในขณะนี้"
ญี่ปุ่นได้ส่ง P-1 จำนวน 2เครื่องไปปรากฎตัวในงานแสดงการบินนานาชาติ ILA 2018 ที่ Berlin ระหว่างวันที่ 25-29 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งหนึ่งเครื่องทำการบินแสดง และอีกหนึ่งเครื่องจอดตั้งแสดงบนพื้น
การนำเครื่องบินตรวจการณ์ทางทะเล Kawasaki P-1 ญี่ปุ่นไปแสดงที่ยุโรปนี้มีมาตั้งแต่งานแสดงการบินนานาชาติ Royal International Air Tattoo 2015 สหราชอาณาจักร และ Paris Air Show 2017 ฝรั่งเศส
อย่างไรก็ตามทางกระทรวงกลาโหทมญี่ปุ่นได้เน้นย้ำว่าการนำ P-1 ไปจัดแสดงยังต่างประเทศนั้นไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการรณรงค์การขายแต่อย่างใด เช่นที่เยอรมนีและฝรั่งเศสมีโครงการจัดหาเครื่องบินตรวจการณ์ทางทะเลแบบใหม่ร่วมกันอยู่
"เรานำเครื่องบินมาที่นี่เพื่อประชาสัมพันธ์ถึงวิทยาการด้านอากาศยานในระดับที่สูงมากๆของญี่ปุ่นต่อโลก เราไม่เคยมีการทำการคำนวณใดๆเกี่ยวกับเรื่องราคาต่อลูกค้าต่างประเทศ"
นาวาเอก Ishida กล่าว เขาเสริมว่าจนถึงตอนนี้กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นปัจจุบันยังไม่มีความตั้งใจที่จะผลักดันการส่งออกเครื่องบินตรวจการณ์ทางทะเล P-1
"วัตถุประสงค์ปัจจุบันคือเพื่อการส่งมอบเครื่อง P-1 และสร้างให้มันเป็นขีดความสามารถทางยุทธศาสตร์ของญี่ปุ่น" สำนักงานการจัดซื้อจัดจ้าง, เทคโนโลยี และการส่งกำลังบำรุง(ATLA: Acquisition, Technology and Logistics Agency) กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นกล่าว
โดยปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเพิ่มเติม นาวาเอก Ishida กล่าวว่า P-1 ควรจะเข้าร่วมการฝึกผสมกับผู้ปฏิบัติการรายอื่น(กองทัพต่างประเทศ)ในฐานะส่วนหนึ่งงของการวางกำลังล่าสุด ซึ่งจำเป็นต้องมีหลายประเทศร่วมกันครับ
วันพุธที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
รถถังขนาดกลาง Black Tiger/Kaplan MT อินโดนีเซีย-ตุรกีจะเข้าสู่สายการผลิตเร็วๆนี้
Indonesia - Tiger medium tank to be mass-produced soon
The Indonesian "Tiger" medium tank is nearing its mass-production phase (Picture source: FNSS)
http://armyrecognition.com/may_2018_global_defense_security_army_news_industry/indonesia_-_tiger_medium_tank_to_be_mass-produced_soon.html
รถถังน้ำหนักขนาดกลาง Black Tiger หรือ Kaplan MT MMWT(Modern Medium Weight Tank) ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาร่วมกันระหว่างบริษัท FNSS ตุรกี และ PT Pindad รัฐวิสาหกิจอุตสาหกรรมความมั่นคงอินโดนีเซีย
รถถัง Black Tiger ต้นแบบคันที่สองที่ทำการประกอบจากโรงงานของ PT Pindad ที่ Bandung อินโดนีเซีย จะได้รับการดำเนินการเข้าสู่ชุดการทดสอบเพื่อให้บรรลุผลการรับรองรถในเดือนมิถุนายน 2018 ที่จะถึงนี้
ตามที่ประธานผู้อำนวยการ PT Pindad อินโดนีเซีย Abraham Mose กล่าว ขั้นตอนการทดสอบจะเป็นการเปิดประตูก่อนที่รถถังกลาง Black Tiger จะเข้าสู่สายการผลิตจำนวนมาก
"การที่ได้รับการรับรองความสำเร็จในการทดสอบ เราจะทำสายการผลิตพวกมันโดยตรง" เขากล่าวเมื่อวันที่ 29 เมษายนที่ผ่านมา โดยรถต้นแบบคันแรกได้เปิดตัวที่งานแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ IDEF 2017 ที่ Istanbul ตุรกี(http://aagth1.blogspot.com/2017/05/kaplan-mt.html)
รถถังขนาดกลาง Black Tiger ได้รับการสั่งจัดหาแล้วสำหรับกองทัพบกอินโดนีเซีย(Indonesian Army, TNI-AD: Tentara Nasional Indonesia-Angkatan Dara) ผ่านทางกระทรวงกลาโหมอินโดนีเซียที่จะมีการจัดหาราว 100คัน
นอกจากนี้รถถังขนาดกลาง Black Tiger อินโดนีเซียยังมีประเทศในกลุ่มชาติ ASEAN ที่ได้แสดงความสนใจในการจัดหามาใช้งานแล้วด้วย
ชุดการทดสอบสำหรับรถถังขนาดกลาง Black Tiger ที่จะมีการดำเนินการกับรถต้นแบบคันที่สองประกอบด้วย การทดสอบแบบสถิต, การทดสอบทางกล, การทดสอบแบบพลวัตร และการทดสอบการยิงเพื่อตรวจสอบความน่าเชื่อถือของระบบอาวุธประจำรถ
ถ.Black Tiger ติดตั้งป้อมปืนใหญ่รถถัง CMI Defence 3015 เบลเยียม ปถ.105mm พร้อมระบบบรรจุกระสุนอัตโนมัติ มีกระสุนพร้อมรบ 12นัด มีกระสุนเพิ่มเติมในตัวถังรถ 26นัด และปืนกลร่วมแกนขนาด 7.62mm
ชุดระบบขับเคลื่อนประกอบด้วยเครื่องยนต์ดีเซล, ระบบส่งกำลังอัตโนมัติ และระบบระบายความร้อน มีอัตราส่วนกำลังขับต่อน้ำหนักที่ 20HP/ton ทำความเร็วบนถนนได้สูงสุด 70km/h และมีพิสัยทำการบนถนนได้ถึง 450km
นอกจากป้อมปืนใหญ่รถถัง รถถังขนาดกลาง Black Tiger น้ำหนัก 32tons ยังติดตั้งระบบควบคุมการยิง(FCS: Fire-Control System) ที่มีขีดความสามารถแบบ Hunter-Killer
การป้องกันประกอบด้วยตัวถังเกราะเหล็กกล้าเชื่อมทั้งคันซึ่งสามารถเสริมด้วยเกราะแบบ applique ที่มีระดับป้องกันได้ถึงมาตรฐาน NATO STANAG 4569 Level 5
(ป้องกันกระสุนเจาะเกราะสลัดครอบส่องวิถี M791 APDS-T 255 ที่ระยะ 500m และป้องกันสะเก็ดระเบิดแรงสูงกระสุนปืนใหญ่ 155mm HE ที่ระยะ 25m) และมีชุดเครื่องยิงลูกระเบิดควันด้วยไฟฟ้า รวมถึงระบบแจ้งเตือนการถูกเล็งด้วย Laser
รถถังขนาดกลาง Black Tiger มีพลประจำรถ 3นายคือ ผู้บังคับการรถ, พลขับ, พลยิง โดยมีสถานีพลขับด้านหน้าตัวถัง มีป้อมปืนใหญ่รถถังอยู่กลางตัวรถพร้อมสถานี ผบ.รถและสถานีพลยิงในตัวป้อม และมีชุดระบบขับเคลื่อนอยู่ด้านหลังตัวรถ
สถานีผู้บังคับการรถและสถานีพลยิงมีระบบกล้องเล็งกลางวัน/สร้างภาพความร้อนแบบมีระบบรักษาการทรงตัว รวมกับ Laser วัดระยะครับ
The Indonesian "Tiger" medium tank is nearing its mass-production phase (Picture source: FNSS)
http://armyrecognition.com/may_2018_global_defense_security_army_news_industry/indonesia_-_tiger_medium_tank_to_be_mass-produced_soon.html
รถถังน้ำหนักขนาดกลาง Black Tiger หรือ Kaplan MT MMWT(Modern Medium Weight Tank) ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาร่วมกันระหว่างบริษัท FNSS ตุรกี และ PT Pindad รัฐวิสาหกิจอุตสาหกรรมความมั่นคงอินโดนีเซีย
รถถัง Black Tiger ต้นแบบคันที่สองที่ทำการประกอบจากโรงงานของ PT Pindad ที่ Bandung อินโดนีเซีย จะได้รับการดำเนินการเข้าสู่ชุดการทดสอบเพื่อให้บรรลุผลการรับรองรถในเดือนมิถุนายน 2018 ที่จะถึงนี้
ตามที่ประธานผู้อำนวยการ PT Pindad อินโดนีเซีย Abraham Mose กล่าว ขั้นตอนการทดสอบจะเป็นการเปิดประตูก่อนที่รถถังกลาง Black Tiger จะเข้าสู่สายการผลิตจำนวนมาก
"การที่ได้รับการรับรองความสำเร็จในการทดสอบ เราจะทำสายการผลิตพวกมันโดยตรง" เขากล่าวเมื่อวันที่ 29 เมษายนที่ผ่านมา โดยรถต้นแบบคันแรกได้เปิดตัวที่งานแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ IDEF 2017 ที่ Istanbul ตุรกี(http://aagth1.blogspot.com/2017/05/kaplan-mt.html)
รถถังขนาดกลาง Black Tiger ได้รับการสั่งจัดหาแล้วสำหรับกองทัพบกอินโดนีเซีย(Indonesian Army, TNI-AD: Tentara Nasional Indonesia-Angkatan Dara) ผ่านทางกระทรวงกลาโหมอินโดนีเซียที่จะมีการจัดหาราว 100คัน
นอกจากนี้รถถังขนาดกลาง Black Tiger อินโดนีเซียยังมีประเทศในกลุ่มชาติ ASEAN ที่ได้แสดงความสนใจในการจัดหามาใช้งานแล้วด้วย
ชุดการทดสอบสำหรับรถถังขนาดกลาง Black Tiger ที่จะมีการดำเนินการกับรถต้นแบบคันที่สองประกอบด้วย การทดสอบแบบสถิต, การทดสอบทางกล, การทดสอบแบบพลวัตร และการทดสอบการยิงเพื่อตรวจสอบความน่าเชื่อถือของระบบอาวุธประจำรถ
ถ.Black Tiger ติดตั้งป้อมปืนใหญ่รถถัง CMI Defence 3015 เบลเยียม ปถ.105mm พร้อมระบบบรรจุกระสุนอัตโนมัติ มีกระสุนพร้อมรบ 12นัด มีกระสุนเพิ่มเติมในตัวถังรถ 26นัด และปืนกลร่วมแกนขนาด 7.62mm
ชุดระบบขับเคลื่อนประกอบด้วยเครื่องยนต์ดีเซล, ระบบส่งกำลังอัตโนมัติ และระบบระบายความร้อน มีอัตราส่วนกำลังขับต่อน้ำหนักที่ 20HP/ton ทำความเร็วบนถนนได้สูงสุด 70km/h และมีพิสัยทำการบนถนนได้ถึง 450km
นอกจากป้อมปืนใหญ่รถถัง รถถังขนาดกลาง Black Tiger น้ำหนัก 32tons ยังติดตั้งระบบควบคุมการยิง(FCS: Fire-Control System) ที่มีขีดความสามารถแบบ Hunter-Killer
การป้องกันประกอบด้วยตัวถังเกราะเหล็กกล้าเชื่อมทั้งคันซึ่งสามารถเสริมด้วยเกราะแบบ applique ที่มีระดับป้องกันได้ถึงมาตรฐาน NATO STANAG 4569 Level 5
(ป้องกันกระสุนเจาะเกราะสลัดครอบส่องวิถี M791 APDS-T 255 ที่ระยะ 500m และป้องกันสะเก็ดระเบิดแรงสูงกระสุนปืนใหญ่ 155mm HE ที่ระยะ 25m) และมีชุดเครื่องยิงลูกระเบิดควันด้วยไฟฟ้า รวมถึงระบบแจ้งเตือนการถูกเล็งด้วย Laser
รถถังขนาดกลาง Black Tiger มีพลประจำรถ 3นายคือ ผู้บังคับการรถ, พลขับ, พลยิง โดยมีสถานีพลขับด้านหน้าตัวถัง มีป้อมปืนใหญ่รถถังอยู่กลางตัวรถพร้อมสถานี ผบ.รถและสถานีพลยิงในตัวป้อม และมีชุดระบบขับเคลื่อนอยู่ด้านหลังตัวรถ
สถานีผู้บังคับการรถและสถานีพลยิงมีระบบกล้องเล็งกลางวัน/สร้างภาพความร้อนแบบมีระบบรักษาการทรงตัว รวมกับ Laser วัดระยะครับ
วันอังคารที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
ความคืบหน้าโครงการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพไทยในปี ๒๕๖๑-๔
CSOC has showcased Model of New MS200 200tons Conventional Submarine with Ship's Specification at Defense and Security Thailand 2017.(My Own Photos)
https://aagth1.blogspot.com/2017/11/csoc-s26t.html
Naval Research & Development Office, Royal Thai Navy Sub-Committees meeting for Midget Submarine Research and Development Programme, 9 April 2018.
Royal Thai Navy Domestic Midget Submarine Programme's General Specification to be displacement about 150-300 tons, combat radius more than 350 nautical mile, maximum depth 60 meter, Crews at least 3 plus 7 Special Operation Forces/Combat Diver.
(Unknow Photo source)
สวพ.ทร. จัดการประชุมคณะทำงานย่อยโครงการวิจัยและพัฒนาการสร้างเรือดำน้ำขนาดเล็กของ ทร.โดยมี น.อ.ภูวดล สว่างแสง รอง ผอ.สวพ.ทร. เป็นประธาน ในวันที่ ๙ เม.ย.๖๑ ณ ห้องประชุม Hall of fame ชั้น ๕
https://www.facebook.com/Nrdo2015/posts/1750145331673405
สำนักงานวิจัยและพัฒนาการทางทหารกองทัพเรือ สวพ.ทร. กองทัพเรือไทยมีโครงการวิจัยและพัฒนาการสร้างเรือดำน้ำขนาดเล็ก(Midget Submarine) ซึ่งเป็นโครงการใหม่ที่มีความก้าวหน้าขึ้นมาอย่างมากจากโครงการพัฒนายานใต้น้ำที่เสร็จสิ้นไปก่อนหน้านี้แล้ว
ตามข้อมูลที่เจ้าของโครงการคือ นาวาเอก ดอกเตอร์ สัตยา จันทรประภา การสร้างเรือดำน้ำขนาดเล็กของกองทัพเรือไทยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการทางเรือ และการปฏิบัติการพิเศษ
รวมถึงการฝึกการปราบเรือดำน้ำร่วมกับกองเรือผิวน้ำเสริมยานใต้น้ำไร้คนขับ(UUV: Unmanned Underwater Vehicle) ที่กองทัพเรือไทยได้มีการวิจัยและพัฒนาออกมาก่อนหน้านี้
ขอบเขตของการวิจัยได้กำหนดความต้องการทางยุทธการขั้นต้นดังนี้
คุณลักษณะทั่วไป
-ระวางขับน้ำ 150-300tons
-ระบบขับเคลื่อน
-ระบบควบคุมบังคับตามยุทธวิธีเรือดำน้ำ
-ระบบสื่อสาร ระบบตรวจจับ และระบบนำเรือผิวน้ำและใต้น้ำ
-รัศมีปฏิบัติการไม่ต่ำกว่า 350nmi
ขีดความสามารถทางยุทธการ
-โจมตีข้าศึกในน่านน้ำจำกัด(ศึกษาความเป็นไปได้ระบบอาวุธ)
-การหาข่าว สอดแนม
-การสนับสนุนการฝึกปราบเรือดำน้ำ
-การระวังป้องกันท่าเรือ
-สนับสนุนชุดปฏิบัติการพิเศษได้ไม่น้อยกว่า ๗นาย
-ปฏิบัติการในระดับความลึกได้ถึง 60m
-รองรับลูกเรือไม่น้อยกว่า ๓นาย
อย่างไรก็ตามวิทยาการด้านเรือดำน้ำสำหรับกองทัพเรือไทยนั้น ยังคงมีความจำเป็นน่าจะต้องได้รับความช่วยเหลือจากต่างประเทศอยู่ ทั้งในส่วนระบบขับเคลื่อนเครื่องยนต์ดีเซล-ไฟฟ้า ระบบพลังงาน Battery จนถึงอุปกรณ์นำร่อง ระบบตรวจจับ
หรือความเป็นไปได้ในการติดตั้งอาวุธ เช่น Torpedo หนัก และทุ่นระเบิด ที่เกือบทั้งหมดคงต้องมีการจัดหาจากต่างประเทศ ดังนั้นเป็นที่เข้าใจว่าการแสวงหาหุ้นส่วนในการถ่ายทอด Technology จากต่างประเทศควรจะมีความสำคัญมาก
โครงการวิจัยและพัฒนาการสร้างเรือดำน้ำขนาดเล็กเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในกรณีที่กองทัพเรือไทยยังไม่ได้รับมอบเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าโจมตีตามแบบเข้าประจำการ คือโครงการจัดหาเรือดำน้ำแบบ S26T จากจีน ๑ลำ
เนื่องจาก Technology วิทยาการเรือดำน้ำส่วนใหญ่เป็นความลับ และบางสถานการณ์ไม่สามารถจะจัดหาจากต่างประเทศได้ ถ้าเรือดำน้ำขนาดเล็กเรือต้นแบบมีคุณสมบัติตรงตามความต้องการของกองทัพเรือไทยก็จะสามารถนำมาสร้างเพิ่มจำนวนขึ้นเพื่อใช้ในทางยุทธการได้
แต่เรือดำน้ำขนาดเล็กต้นแบบนี้น่าจะถูกใช้ในการฝึกศึกษาและสนับสนุนชุดปฏิบัติการพิเศษ มากกว่าจะใช้ในการลาดตระเวนน่านน้ำของไทย หรือในทะเลหลวง หรือในน่านน้ำสากลที่คาบเกี่ยวกับประเทศเพื่อนบ้าน
ซึ่งตามที่จีนได้มีการเสนอการขายผลิตภัณฑ์เรือรบของตนแก่กองทัพเรือไทยมาอย่างต่อเนื่อง(https://aagth1.blogspot.com/2018/03/blog-post_16.html) แบบเรือดำน้ำขนาดเล็กของจีนอาจจะเป็นตัวเลือกแหล่งที่มาทาง Technology ที่กองทัพเรือไทยอาจจะพิจารณาครับ
Indonesian Navy's DSME1400 Nagapasa class Submarine KRI Ardadedali 404, behind is Royal Thai Navy's new Frigate FFG-471 HTMS Tachin
at Daewoo Shipbuilding & Marine Engineering (DSME) Okpo-Dong shipyard, Geoje, South Gyeongsang, Busan, Republic of Korea, 6 April 2018
จากชุดภาพการตรวจรับมอบเรือของกำลังพลชุดแรกของเรือดำน้ำชั้น Nagapasa (DSME1400) ลำที่สองของกองทัพเรืออินโดนีเซีย(TNI-AL: entara Nasional Indonesia-Angkatan Laut) คือ KRI Ardadedali หมายเลขเรือ 404
ที่อู่ต่อเรือบริษัท Daewoo Shipbuilding & Marine Engineering(DSME) ในเกาะ Okpo-Dong shipyard, Geoje, South Gyeongsang, Busan สาธารณรัฐเกาหลี เมื่อวันที่ ๖ เมษายน ซึ่งมีรับมอบเรือเมื่อวันที่ ๒๕เมษายน โดยอยู่ระหว่างการเดินเรือกลับฐานทัพเรือ Surabaya อินโดนีเซียนั้น
ในภาพหนึ่งจะได้เห็นเรือฟริเกตใหม่ของกองทัพเรือไทย เรือหลวงท่าจีน(ลำที่๓) จอดอยู่ด้านหลังของเรือดำน้ำ KRI Ardadedali กองทัพเรืออินโดนีเซียด้วย
ตามที่เห็นในระยะไกลด้านท้ายเรือพบว่าช่องเปิดของระบบ Sonar ลากท้าย(Variable Depth Sonar Atlas Elektronik ACTAS เยอรมนี) และอุปกรณ์ท้ายเรือน่าจะติดตั้งเสร็จแล้ว หลังจากที่มีการทดลองเรือในทะเลก่อนหน้านี้
รวมถึงอุปกรณ์บนเรือที่น่าจะติดตั้งใกล้ครบสมบูรณ์ทั้งหมดแล้ว เช่น Radar ตรวจการณ์พื้นน้ำและอากาศ SAA Sea Giraffe AMB, Radar ตรวจการณ์ทางอากาศพิสัยไกล SAAB Sea Griraffe 4A และ Radar ควบคุมการยิง SAAB CEROS 200 สวีเดน
และระบบป้องกันระยะประชิด CIWS(Close-In Weapon System) ปืนใหญ่กล Raytheon Mk 15 Phalanx Block 1B 20mm สหรัฐฯ เพื่อรอการส่งมอบเรือให้กองทัพเรือไทยตามกำหนดในในเดือนสิงหาคม พ.ศ.๒๕๖๑(2018) ครับ(http://aagth1.blogspot.com/2017/11/dsme-hhi.html)
เรือฝึกสำหรับใช้ในการฝึกภาคทะเลของนักเรียนนายเรือ โรงเรียนนายเรือ และนักเรียนจ่าทหารเรือ โรงเรียนชุมพลทหารเรือนั้น เป็นหนึ่งในความต้องการที่กองทัพเรือมีการศึกษาพิจารณามาได้ระยะเวลาหลายปีโดย
เพราะการที่มีเรือสำหรับฝึกโดยเฉพาะจะเป็นการเหมาะสมกว่าการนำเรือรบหรือเรือช่วยรบที่มีประจำการ ซึ่งตัวเรือไม่ได้ออกแบบให้มีห้องพักและห้องฝึกสอนสำหรับนักเรียนมาใช้นั้น จะลดความพร้อมในการหมุนเวียนการนำเรืออกปฏิบัติการตามภารกิจที่จำเป็นมาก
อย่างไรก็ตามการต่อเรือสำหรับภารกิจการฝึกโดยตรงเช่นที่กองทัพเรือกลุ่มชาติ ASEAN เลือกอย่างเรือฝึกชั้น Gagah Samudera สองลำใหม่ล่าสุดของกองทัพเรือมาเลเซียนั้นก็จะต้องมีงบประมาณและระยะเวลาในการสร้างและจัดหาพอสมควร
ดังนั้นจึงมีข้อมูลว่ากองทัพเรือไทยได้เลือกแนวทางนำเรือที่มีประจำการอยู่เดิมมาทำการปรับปรุงให้เป็นเรือฝึก ซึ่งก็เป็นแนวทางเดียวกับหลายประเทศเช่นกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่นที่นำเรือพิฆาตที่มีอายุการใช้งานมานานดัดแปลงเป็นเรือฝึกครับ
Royal Malaysian Navy training ships KD Gagah Samudera and KD Teguh Samudera in commissioning ceremony on 26 April at Lumut Naval Base
http://aagth1.blogspot.com/2018/04/2-kd-gagah-samudera-kd-teguh-samudera.htmlเรือฝึกสำหรับใช้ในการฝึกภาคทะเลของนักเรียนนายเรือ โรงเรียนนายเรือ และนักเรียนจ่าทหารเรือ โรงเรียนชุมพลทหารเรือนั้น เป็นหนึ่งในความต้องการที่กองทัพเรือมีการศึกษาพิจารณามาได้ระยะเวลาหลายปีโดย
เพราะการที่มีเรือสำหรับฝึกโดยเฉพาะจะเป็นการเหมาะสมกว่าการนำเรือรบหรือเรือช่วยรบที่มีประจำการ ซึ่งตัวเรือไม่ได้ออกแบบให้มีห้องพักและห้องฝึกสอนสำหรับนักเรียนมาใช้นั้น จะลดความพร้อมในการหมุนเวียนการนำเรืออกปฏิบัติการตามภารกิจที่จำเป็นมาก
อย่างไรก็ตามการต่อเรือสำหรับภารกิจการฝึกโดยตรงเช่นที่กองทัพเรือกลุ่มชาติ ASEAN เลือกอย่างเรือฝึกชั้น Gagah Samudera สองลำใหม่ล่าสุดของกองทัพเรือมาเลเซียนั้นก็จะต้องมีงบประมาณและระยะเวลาในการสร้างและจัดหาพอสมควร
ดังนั้นจึงมีข้อมูลว่ากองทัพเรือไทยได้เลือกแนวทางนำเรือที่มีประจำการอยู่เดิมมาทำการปรับปรุงให้เป็นเรือฝึก ซึ่งก็เป็นแนวทางเดียวกับหลายประเทศเช่นกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่นที่นำเรือพิฆาตที่มีอายุการใช้งานมานานดัดแปลงเป็นเรือฝึกครับ
Royal Thai Marine Corps, Royal Thai Navy ordered 6 Elbit Systems ATMG(Autonomous Truck Mounted Gun) 155mm/52caliber Self-Propelled Howitzer 6x6 from Weapon Production Center, Defence Industry and Energy Center, Ministry of Defence Thailand
... Story/Photo …Sompong Nondhasa(https://www.facebook.com/sompong.nondhasa/posts/1211431602293282)
ตามที่ได้รายงานว่า หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน กองทัพเรือไทยได้สั่งจัดหาปืนใหญ่อัตตาจรล้อยางแบบ ATMG ขนาด 155mm/52cal จำนวน ๖ระบบ ซึ่งมีพื้นฐานจากระบบปืนใหญ่อัตตาจรล้อยางแบบ ATMOS ของบริษัท Elbit Systems อิสราเอล
ที่จะมีการประกอบสร้างโดย ศูนย์อำนวยการสร้างอาวุธ ศูนย์อุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร ศอว.ศอพท.ในไทย ซึ่งได้รับการถ่ายทอดสิทธิบัตร Technology การผลิตจาก Elbit อิสราเอลมาก่อนหน้า(http://aagth1.blogspot.com/2018/04/atmg.html)
เป็นที่เข้าใจว่าเป็นความต้องมานานของนาวิกโยธินไทยในการเสริมขีดความสามารถหน่วยปืนใหญ่สนามของตน และเป็นการช่วยการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมความมั่นคงภายในของไทยด้วย(http://aagth1.blogspot.com/2017/05/atmos.html)
ในส่วนความต้องการของกองทัพบกไทยนั้น นอกจาก ป.อจ.ล้อยาง ATMG ๑๘ระบบที่ผลิตโดยโรงงาน ศอว.ศอพท. ของไทยนำเข้าประจำการใน กองพันทหารปืนใหญ่ที่๗๒๑ กองพลทหารปืนใหญ่(ร่วมกับปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง Nexter Caesar 155mm/52cal) แล้วนั้น
กองทัพบกไทยยังมีความต้องการจัดหา ป.อัตตาจรล้อยาง ATMG เพิ่มเติมอีก ๓๖ระบบ sinvราวสองกองพันทหารปืนใหญ่(หนึ่ง พัน.ป.มี สามกองร้อยปืนใหญ่ หนึ่ง ร้อย.ป.มี หมู่ปืนปืนใหญ่ ๖กระบอก รวมปืนใหญ่ ๑๘กระบอก) ตามอัตราจัดโครงสร้างกำลังเหล่าทหารราบและเหล่าทหารม้าใหม่
และ ศอว.ศอพท. ไทยยังดำเนินการผลิตระบบเครื่องยิงลูกระเบิดอัตตาจรล้อยาง ATTM(Autonomous Truck Mounted Mortar) 120mm สำหรับกองร้อยเครื่องยิงลูกระเบิดหนักประจำกรมทหารราบ ที่ได้รับการถ่ายทอด Technology จาก Elbit อิสราเอลเช่นกันด้วยครับ(http://aagth1.blogspot.com/2017/11/atmm-120mm.html)
RHEINMETALL Defence was delivered Oerlikon GDF-007 35mm twin cannon Anti-Aircraft Artillery with Skyguard 3 fire control radar to Royal Thai Army
ตามที่ได้รายงานการรับมอบและทดสอบระบบป้องกันภัยทางอากาศปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานลากจูง Oerlikon GDF-007 35mm แฝดสอง และ Radar ควบคุมการยิง Skyguard 3 จากบริษัท Rheinmetall Defence เยอรมนี-สวิตเซอร์แลนด์แก่กองทัพไทยไปนั้น
นอกจากการจัดหาระบบใหม่อย่าง ปตอ.ลากจูง Oerlikon GDF-007 35mm ที่คาดว่าจะเข้าประจำการใน กองพันทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่๔ กรมทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศที่๒ กองพลทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน
และระบบป้องกันภัยทางอากาศอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศอัตตาจร VL MICA ที่คาดว่าจะเข้าประจำการใน กองพันทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่๗ พล.ปตอ.นั้น
ซึ่งจากการเตรียมปลดประจำการ ปตอ.รุ่นเก่าทั้งของจีนเช่น Type 74 37mm แฝดสอง และ Type 59 57mm และของสหรัฐฯเช่น M55 .50cal รวมถึง ปตอ.อัตตาจรอย่าง M16 .50cal แฝดสี่ และ M42 Duster 40mm แฝดสองนั้น
ในส่วนของ ปตอ.อัตตาจรทดแทน M16 .50cal SPAAG กับ M42 Duster และระบบอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศใหม่เสริม Igla-S รัสเซีย และ Starstreak สหราชอาณาจักรนั้น ยังมีความต้องการเพิ่มอีกในอนาคตเมื่อมีงบประมาณอำนวยเพียงพอครับ
นอกจากการจัดหาระบบใหม่อย่าง ปตอ.ลากจูง Oerlikon GDF-007 35mm ที่คาดว่าจะเข้าประจำการใน กองพันทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่๔ กรมทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศที่๒ กองพลทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน
และระบบป้องกันภัยทางอากาศอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศอัตตาจร VL MICA ที่คาดว่าจะเข้าประจำการใน กองพันทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่๗ พล.ปตอ.นั้น
ซึ่งจากการเตรียมปลดประจำการ ปตอ.รุ่นเก่าทั้งของจีนเช่น Type 74 37mm แฝดสอง และ Type 59 57mm และของสหรัฐฯเช่น M55 .50cal รวมถึง ปตอ.อัตตาจรอย่าง M16 .50cal แฝดสี่ และ M42 Duster 40mm แฝดสองนั้น
ในส่วนของ ปตอ.อัตตาจรทดแทน M16 .50cal SPAAG กับ M42 Duster และระบบอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศใหม่เสริม Igla-S รัสเซีย และ Starstreak สหราชอาณาจักรนั้น ยังมีความต้องการเพิ่มอีกในอนาคตเมื่อมีงบประมาณอำนวยเพียงพอครับ
Royal Thai Air Force Commissioning Ceremony of four first batch Korea Aerospace Industries (KAI) T-50TH Golden Eagle serial 40101, 40102, 40103 and 40104 at 401st Squadron, Wing 4 Takhli, Nakhon Sawan, Thailand, 4 April 2018
RTAF commissions first four T-50TH LIFT aircraft
ตามที่กองทัพอากาศไทยได้ทำพิธีบรรจุเข้าประจำการเครื่องบินฝึกนักบินขับไล่ขั้นต้นแบบ T-50TH ๔ เครื่อง เป็น เครื่องบินขับไล่และฝึกแบบที่๒ บ.ขฝ.๒ ประจำการ ณ ฝูงบิน ๔๐๑ กองบิน ๔ อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ เมื่อวันที่ ๔ เมษายน พ.ศ.๒๕๖๑ นั้น
กองทัพอากาศไทยก็ได้มีเผยแพร่เอกสารประชาสัมพันธ์ถึงขีดความสามารถและขั้นตอนการรับมอบของ บ.ขฝ.๒ T-50TH Golden Eagle จากบริษัท Korea Aerospace Industries(KAI) สาธารณรัฐเกาหลีแก่ประชาชนด้วย
โดยทางบริษัท KAI เกาหลีใต้เองก็ให้แก่ Jane's ด้วยว่า บ.ขฝ.๒ T-50TH ของกองทัพอากาศไทยมีคุณสมบัติใกล้เคียงกับเครื่องบินขับไล่โจมตีเบา FA-50 ซึ่งเป็นรุ่นที่ก้าวหน้าที่สุดใรตระกูล KAI T-50 เพียงแต่ขาดคุณสมบัติบางอย่าง เช่นเครือข่ายทางยุทธวิธี Link 16 เท่านั้น
ทั้งนี้ผู้บัญชาการทหารอากาศไทย พลอากาศเอก จอม รุ่งสว่าง ได้ให้สัมภาณ์สื่อว่า T-50TH ชุดที่๒ ๘เครื่อง ซึ่งมีกำหนดส่งมอบในเดือนตุลาคม พ.ศ.๒๕๖๒(2019) นั้นอาจจะส่งมอบได้เร็วขึ้นกว่ากำหนดการเดิม
นั่นหมายความว่าการฝึกบินนักบินขับไล่พร้อมรบกับ บ.ขฝ.๒ T-50TH ชุดแรกจะเริ่มได้ในราวปี พ.ศ.๒๕๖๓(2020) ซึ่งกองทัพอากาศไทยน่าจะควรมีการลงนามสัญญาจัดหา KAI T-50TH ชุดที่สามอีก ๔เครื่องให้ได้โดยเร็วเพื่อให้ฝูงบิน๔๐๑ มีเครื่องครบฝูง ๑๖เครื่องครับ
สหรัฐฯอนุมัติการขายเฮลิคอปเตอร์โจมตี Bell AH-1Z แก่บาห์เรน
Bahrain cleared to procure AH-1Z attack helos
The AH-1Z is one of at least two attack helicopter types that Bahrain is considering under Phase 2 of its rotary-wing modernisation plans. Source: US Marine Corps
http://www.janes.com/article/79659/bahrain-cleared-to-procure-ah-1z-attack-helos
กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯได้อนุมัติความเป็นไปได้ในการขายเฮลิคอปเตอร์โจมตี Bell AH-1Z Viper จำนวน 12เครื่องวงเงินประมาณ $911.4 million แก่ราชอาณาจักรบาห์เรน
ตามที่เอกสารของสำนักงานความร่วมมือด้านความปลอดภัยความมั่นคงสหรัฐฯ(DSCA: Defense Security Cooperation Agency) ประกาศเมื่อวันที่ 27 เมษายนที่ผ่านมา
บาห์เรนได้ร้องขอการอนุมัติจัดหาเฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-1Z 12เครื่องพร้อมอุปกรณ์การซ่อมบำรุงและสนับสนุน เช่นเดียวกับอาวุธและสิ่งอุปกรณ์เสริมอื่นๆ การส่งกำลังบำรุง และการฝึก
ประกอบด้วยเช่น เครื่องยนต์ Turboshaft แบบ General Electric T700-GE-701C 26เครื่อง(ติดตั้ง2เครื่องในแต่ละเครื่อง+อะไหล่ 2เครื่อง)
อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น Lockheed Martin AGM-114 Hellfire 14นัด, จรวดนำวิถี Laser ขนาด 70mm แบบ BAE Systems APKWS II(Advance Precision Kill Weapon System II) WGU-59B 56นัด และปืนใหญ่อากาศสามลำกล้องหมุน M197 Gatling 20mm 12กระบอก
ยังรวมถึงระบบนำร่องดาวเทียมแรงเฉื่อย Honeywell EGI/SPS(Embedded Global Positioning System Inertial Navigation System/Standard Positioning Service) 15ระบบ, ระบบชี้เป้าหมาย AN/AAQ-30 Target Sight Systems 14ระบบ,
หมวกติดจอแสดงผลและศูนย์เล็ง Thales Optimized TopOwl Helmet Mounted Sight Display 26ใบ, ระบบสื่อสาร, ระบบสงคราม Eletronic, ระบบพิสูจน์ฝ่าย AN/APX-117 IFF(Identification Friend or Foe) 15ระบบ,
ระบบแจ้งเตือนอาวุธปล่อยนำวิถี AN/AAR-47 MAWS(Missile Approach Warning System) 15ระบบ, ระบบเป้าลวง AN/ALE-47 CMDS(Counter Measures Dispenser System) 15ระบบ, ระบบแจ้งเตือน radar AN/APR-39C(V)2 RWR(Radar Warning Receive) 15ระบบ
ระบบที่ได้รับการอนุมัติส่งออกดังกล่าวในข้างต้นเป็นระบบมาตรฐานที่ได้รับการติดตั้งกับ ฮ.โจมตี AH-1Z ที่ประจำการในนาวิกโยธินสหรัฐฯ(USMC: US Marine Corps) อยู่
การจัดหา ฮ.โจมตี AH-1Z 12เครื่องวงเงิน $911.4 million ของบาห์เรน นั้นจำเป็นที่จะต้องได้นับความเห็นชอบการอนุมัติส่งออกโดยสภา Congrees สหรัฐฯก่อนที่จะมีการลงนามสัญญาจัดหา
ตามที่ Jane's ได้รายงานไปก่อนหน้านี้ว่า กองทัพอากาศบาห์เรน(RBAF: Royal Bahraini Air Force) กำลังมองการจัดหาเฮลิคอปเตอร์โจมตีแบบใหม่อยู่จำนวนหนึ่ง
ซึ่งรวมถึงการพิจารณาเฮลิคอปเตอร์โจมตี Bell AH-1Z Viper สหรัฐฯ และเฮลิคอปเตอร์โจมตี Turkish Aerospace Industries(TAI) T129 ATAK ตุรกี
ภายใต้แผนโครงการเพิ่มทุนงบประมาณสองระยะของกองทัพอากาศบาห์เรนนั้น จะเห็นได้ว่าอากาศยานปีกหมุนและอากาศปีกตรึงนั้นนั้นได้รับการปรับปรุงก่อน โดยการจัดหาอากาศยานใหม่จะมีตามมาภายหลัง
แผนการปรับปรุงกองบินปีกหมุนของกองทัพอากาศบาห์เรนในระยะที่1 นั้นได้เป็นที่เข้าใจว่าเสร็จสิ้นไปแล้วโดยการปรับปรุงเฮลิคอปเตอร์โจมตี Bell AH-1E/AH-1F Cobra ที่มีรวม 22เครื่องโดย TAI และบริษัท Aselsan ตุรกี
แผนการปรับปรุงกองบินปีกหมุนของกองทัพอากาศบาห์เรนในระยะที่2 นั้น จะมีการจัดหา ฮ.โจมตีใหม่ เพื่อเสริมการปฏิบัติการของ ฮ.โจมตี AH-1F Cobra ที่ได้รับการปรับปรุงแล้ว
และเพื่อทดแทนเฮลิคอปเตอร์ลาดตระเวนติดอาวุธ Eurocopter(MBB) Bo 105 Bolkow จำนวน 4เครื่องที่จัดหาจากเยอรมนีที่ชุดแรกเข้าประจำการเมื่อปี 1978 ครับ
The AH-1Z is one of at least two attack helicopter types that Bahrain is considering under Phase 2 of its rotary-wing modernisation plans. Source: US Marine Corps
http://www.janes.com/article/79659/bahrain-cleared-to-procure-ah-1z-attack-helos
กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯได้อนุมัติความเป็นไปได้ในการขายเฮลิคอปเตอร์โจมตี Bell AH-1Z Viper จำนวน 12เครื่องวงเงินประมาณ $911.4 million แก่ราชอาณาจักรบาห์เรน
ตามที่เอกสารของสำนักงานความร่วมมือด้านความปลอดภัยความมั่นคงสหรัฐฯ(DSCA: Defense Security Cooperation Agency) ประกาศเมื่อวันที่ 27 เมษายนที่ผ่านมา
บาห์เรนได้ร้องขอการอนุมัติจัดหาเฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-1Z 12เครื่องพร้อมอุปกรณ์การซ่อมบำรุงและสนับสนุน เช่นเดียวกับอาวุธและสิ่งอุปกรณ์เสริมอื่นๆ การส่งกำลังบำรุง และการฝึก
ประกอบด้วยเช่น เครื่องยนต์ Turboshaft แบบ General Electric T700-GE-701C 26เครื่อง(ติดตั้ง2เครื่องในแต่ละเครื่อง+อะไหล่ 2เครื่อง)
อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น Lockheed Martin AGM-114 Hellfire 14นัด, จรวดนำวิถี Laser ขนาด 70mm แบบ BAE Systems APKWS II(Advance Precision Kill Weapon System II) WGU-59B 56นัด และปืนใหญ่อากาศสามลำกล้องหมุน M197 Gatling 20mm 12กระบอก
ยังรวมถึงระบบนำร่องดาวเทียมแรงเฉื่อย Honeywell EGI/SPS(Embedded Global Positioning System Inertial Navigation System/Standard Positioning Service) 15ระบบ, ระบบชี้เป้าหมาย AN/AAQ-30 Target Sight Systems 14ระบบ,
หมวกติดจอแสดงผลและศูนย์เล็ง Thales Optimized TopOwl Helmet Mounted Sight Display 26ใบ, ระบบสื่อสาร, ระบบสงคราม Eletronic, ระบบพิสูจน์ฝ่าย AN/APX-117 IFF(Identification Friend or Foe) 15ระบบ,
ระบบแจ้งเตือนอาวุธปล่อยนำวิถี AN/AAR-47 MAWS(Missile Approach Warning System) 15ระบบ, ระบบเป้าลวง AN/ALE-47 CMDS(Counter Measures Dispenser System) 15ระบบ, ระบบแจ้งเตือน radar AN/APR-39C(V)2 RWR(Radar Warning Receive) 15ระบบ
ระบบที่ได้รับการอนุมัติส่งออกดังกล่าวในข้างต้นเป็นระบบมาตรฐานที่ได้รับการติดตั้งกับ ฮ.โจมตี AH-1Z ที่ประจำการในนาวิกโยธินสหรัฐฯ(USMC: US Marine Corps) อยู่
การจัดหา ฮ.โจมตี AH-1Z 12เครื่องวงเงิน $911.4 million ของบาห์เรน นั้นจำเป็นที่จะต้องได้นับความเห็นชอบการอนุมัติส่งออกโดยสภา Congrees สหรัฐฯก่อนที่จะมีการลงนามสัญญาจัดหา
ตามที่ Jane's ได้รายงานไปก่อนหน้านี้ว่า กองทัพอากาศบาห์เรน(RBAF: Royal Bahraini Air Force) กำลังมองการจัดหาเฮลิคอปเตอร์โจมตีแบบใหม่อยู่จำนวนหนึ่ง
ซึ่งรวมถึงการพิจารณาเฮลิคอปเตอร์โจมตี Bell AH-1Z Viper สหรัฐฯ และเฮลิคอปเตอร์โจมตี Turkish Aerospace Industries(TAI) T129 ATAK ตุรกี
ภายใต้แผนโครงการเพิ่มทุนงบประมาณสองระยะของกองทัพอากาศบาห์เรนนั้น จะเห็นได้ว่าอากาศยานปีกหมุนและอากาศปีกตรึงนั้นนั้นได้รับการปรับปรุงก่อน โดยการจัดหาอากาศยานใหม่จะมีตามมาภายหลัง
แผนการปรับปรุงกองบินปีกหมุนของกองทัพอากาศบาห์เรนในระยะที่1 นั้นได้เป็นที่เข้าใจว่าเสร็จสิ้นไปแล้วโดยการปรับปรุงเฮลิคอปเตอร์โจมตี Bell AH-1E/AH-1F Cobra ที่มีรวม 22เครื่องโดย TAI และบริษัท Aselsan ตุรกี
แผนการปรับปรุงกองบินปีกหมุนของกองทัพอากาศบาห์เรนในระยะที่2 นั้น จะมีการจัดหา ฮ.โจมตีใหม่ เพื่อเสริมการปฏิบัติการของ ฮ.โจมตี AH-1F Cobra ที่ได้รับการปรับปรุงแล้ว
และเพื่อทดแทนเฮลิคอปเตอร์ลาดตระเวนติดอาวุธ Eurocopter(MBB) Bo 105 Bolkow จำนวน 4เครื่องที่จัดหาจากเยอรมนีที่ชุดแรกเข้าประจำการเมื่อปี 1978 ครับ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

















