วันเสาร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2562

KAI เกาหลีใต้แสดงแบบจำลองเฮลิคอปเตอร์ Marineon รุ่นโจมตีสำหรับนาวิกโยธิน

ADEX 2019: KAI showcases Surion Marine Attack Helicopter


A model of the Korea Aerospace Industries Surion Marine Attack Helicopter at ADEX 2019 shows the 20 mm Gatling gun and EO/IR sensor in the nose and the stub-wing-mounted hardpoints. Source: IHS Markit/Gareth Jennings
https://www.janes.com/article/91899/adex-2019-kai-showcases-surion-marine-attack-helicopter

บริษัท Korea Aerospace Industries(KAI) จะปรับเปลี่ยนเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป Surion ของตนให้เป็นรุ่นติดอาวุธจู่โจมสำหรับนาวิกโยธินสาธารณรัฐเกาหลี(RoKMC: Republic of Korea Marine Corps)
แบบจำลองย่อขนาดของเฮลิคอปเตอร์โจมตีนาวิกโยธิน Marine Attack Helicopter(MAH) ถูกนำมาแสดงเป็นครั้งแรกในงานแสดงการบินและอาวุธยุทโธปกรณ์นานาชาติ ADEX 2019(Seoul International Aerospace and Defense Exhibition) ระหว่างวันที่ 15-20 ตุลาคม 2019

ตามที่แบบจำลองและเอกสารประกอบแสดง เฮลิคอปเตอร์โจมตีนาวิกโยธิน MAH ติดตั้งปืนใหญ่อากาศสามลำกล้องหมุน 20mm Gatling gun ที่ใต้หัวเครื่อง และระบบตรวจจับกล้อง EO/IR(Electro-Optical/Infrared) ที่หน้าหัวเครื่อง
แบบเดียวกับเฮลิคอปเตอร์ลาดตระเวนติดอาวุธ Light Armed Helicopter(LAH) ที่ถูกพัฒนาสำหรับกองทัพบกสาธารณรัฐเกาหลี(ROKA: Republic of Korea Army)(https://aagth1.blogspot.com/2019/07/kai-lah.html, https://aagth1.blogspot.com/2019/04/lah.html)

เฮลิคอปเตอร์โจมตีนาวิกโยธิน MAH มีตำบลอาวุธ 6จุดแข็งบนปีกคานอาวุธข้างลำตัว แบบจำลองแสดงให้เห็นถึงการติดตั้งอาวุธผสมผสนามกันของกระเปาะจรวดอากาศสู่พื้น 70mm เช่นเดียวกับแท่นยิงสี่นัดและแท่นยิงสองนัดสำหรับอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำและต่อต้านยานเกราะ
เช่นเดียวกับเฮลิคอปเตอร์ลาดตระเวนติดอาวุธ LAH และเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไปนาวิกโยธิน MUH-1 Marineon ที่ ฮ.MAH มีพื้นฐานมาได้รับการพัฒนาโดย KAI สาธารณรัฐเกาหลีในความเป็นหุ้นส่วนกับบริษัท Airbus Helicopters ยุโรป

สิ่งที่ตกทอดมาร่วมกันนี้สะท้อนได้จากรูปแบบการติดตั้งปืนใหญ่อากาศ 20mm Gatling gun และกล้อง EO/IR ที่เหมือนกันสูงมากของเฮลิคอปเตอร์โจมตีนาวิกโยธิน MAH และเฮลิคอปเตอร์ลาดตระเวนติดอาวุธ LAH
ฮ.ลาดตระเวนติดอาวุธ LAH เกาหลีใต้ยังคงเป็นเฮลิคอปเตอร์เพียงแบบเดียวในระบบชั้นเดียวกันที่มีคุณสมบัติติดตั้งปืนใหญ่อากาศ 20mm ที่หัวเครื่อง(https://aagth1.blogspot.com/2018/12/lah.html)

"นี่ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะบูรณาการเข้าด้วยกัน" Airbus Helicopters กล่าวก่อนหน้านี้โดยเสริมว่า "มันมีปัญหาในทุกรูปแบบกับน้ำหนัก, จุดศูนย์ถ่วง และแรงถอย แต่(เรามี)ทักษะ"
ดูเหมือนว่า Airbus Helicopters จะใช้ทักษะและบทเรียนที่ได้เรียนรู้จากการพัฒนาเฮลิคอปเตอร์โจมตีเบา Surion LAH มาใช้ในลักษณะเดียวกันกับเฮลิคอปเตอร์โจมตีนาวิกโยธิน Surion MAH ครับ

วันศุกร์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2562

Hyundai Rotem เกาหลีใต้วางตัวสำหรับโอกาสของรถถังยุคอนาคตทดแทน K2

ADEX 2019: Hyundai Rotem positions for future tank opportunities
Hyundai Rotem is developing a Next Generation Main Battle Tank to replace the K2 in more than 20 years. Source: IHS Markit/Jon Grevatt







South Korean defence firm Hyundai Rotem is positioning to secure a new order to build K2 Black Panther main battle tanks (MBTs) for the Republic of Korea Army (RoKA). Source: bmpd(https://bmpd.livejournal.com/3810263.html)
https://www.janes.com/article/92018/adex-2019-hyundai-rotem-positions-for-future-tank-opportunities

บริษัท Hyundai Rotem สาธารณรัฐเกาหลี กำลังวางตำแหน่งตนเพื่อที่จะได้รับคำสั่งสร้างรถถังหลัก K2 Black Panther ชุดใหม่สำหรับกองทัพบกสาธารณรัฐเกาหลี(ROKA: Republic of Korea Army)
ในเวลาเดียวกัน บริษัท Hyundai Rotem เกาหลีใต้ยังเดินผลักดันแผนที่จะพัฒนาระบบรถถังใหม่สำหรับที่จะมาทดแทนในอนาคตรถถังหลัก K2 ในอนาคตด้วย

เจ้าหน้าที่ของบริษัทได้ยืนยันกับ Jane's ในงานแสดงการบินและอาวุธยุทโธปกรณ์นานาชาติ ADEX 2019(Seoul International Aerospace and Defense Exhibition) เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2019 ว่า
Hyundai Rotem ขณะนี้กำลังสร้างรถถังหลัก K2 ชุดที่สองจำนวน 106คันที่ได้รับคำสั่งจัดหาในปี 2014 ที่ผ่านมา การส่งมอบรถถังชุดนี้กำลังอยู่ในการดำเนินการและคาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในปี 2021(https://aagth1.blogspot.com/2019/06/hyundai-k2.html)

รถถังหลัก K2 ชุดแรกจำนวน 100คัน ได้รับการสร้างภายใต้สัญญาที่ลงนามในปี 2011 และส่งมอบให้กองทัพบกสาธารณรัฐเกาหลีตั้งปี 2014(https://aagth1.blogspot.com/2014/09/k2.html)
เจ้าหน้าที่ของ Hyundai Rotem เสริมว่า สำนักงานโครงการจัดหากลาโหม(DAPA: Defense Acquisition Program Administration) สาธารณรัฐเกาหลี กำลังพิจารณาโครงการจัดหารถถังหลัก K2 ชุดที่สาม ที่เป็นไปได้ว่าจะเริ่มตั้งแต่ปี 2020

จำนวนของรถถังหลัก K2 ที่จะจัดหาในชุดที่สามยังไม่ได้รับการยืนยัน แต่น่าจะเป็นจำนวนอีก 100คันหรือมากว่านั้น เจ้าหน้าที่ Hyundai Rotem กล่าวว่าเป้าหมายในคำสั่งจัดหา ถ.หลัก K2 ในอนาคตคือการใช้ระบบเครื่องยนต์ของเกาหลีใต้เอง
รถถังหลัก K2 ชุดแรกติดตั้งเครื่องยนต์ดีเซล common rail แบบ MTU 883 V12 กำลัง 1,500HP เยอรมนี ร่วมกับระบบส่งกำลังอัตโนมัติ Renk โดยมีเครื่องเปลี่ยนความเร็ว 5 gear เดินหน้า และ 3 gear ถอยหลัง

รถถังหลัก K2 ชุดที่สองได้บูรณาการติดตั้งระบบเครื่องยนต์ดีเซล Doosan DV27K สาธารณเกาหลี และระบบส่งกำลัง Renk(https://aagth1.blogspot.com/2017/10/k2-black-panther.html)
เจ้าหน้าที่ Hyundai Rotem กล่าวว่า ภาคอุตสาหกรรมความมั่นคงสาธารณรัฐเกาหลีกำลังมุ่งเป้าไปที่การพัฒนาระบบส่งกำลังที่พัฒนาในเกาหลีใต้ ที่สามารถจะบูรณาการเข้ากับรถถังหลัก K2 ชุดที่สามที่จะมีการสั่งจัดหาได้

Jane's ได้รายงานก่อนหน้านี้ว่า กองทัพบกสาธารณรัฐเกาหลีมีความต้องการที่จะจัดหา ถ.หลัก K2 ถึง 600คันเพื่อทดแทนรถถังหลัก M48 Patton สหรัฐฯที่ใช้งานมานาน และรถถังหลัก K1 รุ่นเก่าซึ่งประจำการมาตั้งแต่ปี 1980s
ถ.หลัก K1 และรถถังหลัก K1A1 รุ่นใหม่กว่าที่มีความทันสมัยขึ้นได้รับการผลิตภายในประเทศโดย Hyundai Rotem สาธารณรัฐเกาหลีครับ(https://aagth1.blogspot.com/2014/07/k1e1.html)

กองทัพเรือไทยทำพิธีเจิมเรือและขึ้นระวางประจำการเรือฟริเกตสมรรถนะสูงเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช




Long Live The King and Long Live The Queen.
Royal Thai Navy's guided missile frigate FFG-471 HTMS Bhumibol Adulyadej was formal commissioning ceremony at Sattahip naval base, Chonburi province, Thailand in 16 October 2019

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมเสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงเจิมเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช

วันนี้ (16 ตุลาคม 2562) เวลา 18.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมเสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงเจิมเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช 
ณ ท่าเรือจุกเสม็ด การท่าเรือสัตหีบ ฐานทัพเรือสัตหีบ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี โดยมี พลเรือเอก ลือชัย รุดดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารเรือ พลเรือเอก ชุมศักดิ์ นาควิจิตร ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ พลเรือโท วราห์ แทนขำ ผู้บัญชาการฐานทัพเรือสัตหีบ 
พลตำรวจตรี ประการ ประจง ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี นายภัครธรณ์ เทียนไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี นางสาวนภาวรรณ ขุนอักษร ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดพัทยา พร้อมด้วยข้าราชการ ทหาร ลูกจ้าง พนักงานราชการกองทัพเรือ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จเข้าพลับพลาพิธี ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระพุทธนวราชบพิตร ทรงกราบ ประทับพระราชอาสน์ ทรงศีล ประธานสงฆ์ถวายศีลจบ 
พลเรือเอก ชุมศักดิ์ นาควิจิตร ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ ทูลเกล้าฯ ถวายสูจิบัตรแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พันเอกหญิง กัลยกร นาควิจิตร ภริยาผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ ทูลเกล้าฯ ถวายสูจิบัตรแด่ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 
จากนั้น พลเรือเอก ลือชัย รุดดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารเรือ กราบบังคมทูลรายงานความเป็นมาในการต่อเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช และกราบบังคมทูลเชิญเสด็จฯ ไปทรงประกอบพิธีเจิมเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯออกจากพลับพลาพิธี ไปยังเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช
เมื่อเสด็จพระราชดำเนินขึ้นเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช เรือหลวงปิ่นเกล้า ยิงสลุตหลวงถวายความเคารพ จำนวน 21 นัด พลเรือตรี อนุพงษ์ ทะประสพ ผู้บัญชาการกองเรือฟริเกตที่ 1 กองเรือยุทธการ
และ นาวาเอก สมิทนัท คุณวัฒน์ ผู้บังคับการเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช กราบบังคมทูลถวายรายงานตามลำดับ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เสด็จไปยังบริเวณหัวเรือ ทรงพระสุหร่าย ทรงเจิมที่แผ่นป้ายชื่อเรือหลวงภูมิพล แล้วทรงคล้องพวงมาลัยบริเวณใต้แผ่นชื่อเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช พระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา ชาวพนักงานลั่นฆ้องชัย ประโคมสังข์ แตร ดุริยางค์.
จากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ เข้าภายในเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช ทอดพระเนตรห้องศูนย์ยุทธการ สมควรแก่เวลา เสด็จไปยังห้องโถงนายทหารเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช ผู้บัญชาการทหารเรือน้อมเกล้าฯ ถวายเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดชจำลอง 
ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ ทูลเกล้าฯ ถวายลองลูกปืนยิงสลุตนัดแรก ผู้บัญชาการกองเรือฟริเกตที่ 1 กองเรือยุทธการ ทูลเกล้าฯ ถวายพระมาลา ปักชื่อเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช แด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 
ผู้บังคับการเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดชทูลเกล้าฯ ถวายสมุดลงพระปรมาภิไธย แด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมุดลงพระนามาภิไธยแด่ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงลงพระปรมาภิไธย และ พระนามาภิไธย
เสด็จลงจากเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช เข้าพลับพลาพิธี เรือหลวงปิ่นเกล้า ยิงสลุตถวายความเคารพ จำนวน 21 นัด ทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรมถวายพระสงฆ์ ประทับพระราขอาสน์ ทรงหลั่งทักษิโณทก 
พระสงฆ์ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินกลับ

สำหรับ เรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช เป็นเรือฟริเกตสมรรถนะสูงที่กองทัพเรือดำเนินการจัดหาจาก สาธารณรัฐเกาหลี เพื่อใช้ในภารกิจการป้องกันประเทศและการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล 
โดยจัดหามาเพื่อทดแทนเรือหลวงพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก และเรือหลวงพุทธเลิศหล้านภาลัย ที่ได้ปลดระวางประจำการไปแล้ว โดยมีระยะเวลาดำเนินโครงการ ระหว่าง ปีงบประมาณ 2556 – 2561 ใช้งบประมาณทั้งสิ้นประมาณ 14,600 ล้านบาท 

โดยกองทัพเรือได้ว่าจ้างบริษัท DaewOo Shipbuilding & Marine Engineering หรือ DSME เป็นผู้ดำเนินการสร้างเรือ ณ อู่ต่อเรือบริษัท DSME เขต Okpo เมือง Geoje จังหวัด Gyeongsangnum สาธารณรัฐเกาหลี 
โดยบริษัท DSME ได้จัดพิธีตัดแผ่นเหล็กตัวเรือแผ่นแรก ตามแบบธรรมเนียมของทหารเรือทั่วโลก เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2554 โดยมี พลเรือเอก ไกรสร จันทร์สุวานิช ผู้บัญชาการทหารเรือ (ในขณะนั้น) เป็นประธานในพิธี 
และได้มีพิธีวางกระดูกงูเรือ เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 จากแผ่นเหล็กที่ตัดเป็นรูปต่างๆ ได้นำมาเชื่อมเข้าด้วยกันเป็นบล็อก ประกอบด้วยบล็อกทั้งหมด 63 บล็อก จากนั้นจึงนำบล็อกทั้งหมดมาต่อกันบนพื้นที่ประกอบบล็อกจนเห็นเป็นรูปร่างตัวเรือ 
และเมื่อเชื่อมบล็อก ทั้งหมด และวางเครื่องยนต์ เครื่องจักร ระบบอาวุธภายในเรือที่มีขนาดใหญ่เรียบร้อยแล้ว จึงเป็นขั้นตอนของพิธี ปล่อยเรือลงน้ำ ในวันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2560 
โดยมี พลเรือเอก ณะ อารีนิจ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ในขณะนั้น) เป็นประธาน และ นางปราณี อารีนิจ เป็นสุภาพสตรีผู้ประกอบพิธีปล่อยเรือลงน้ำ
เมื่อปล่อยเรือลงน้ำแล้ว จึงได้ทำการประกอบอุปกรณ์ย่อยต่างๆ ทั้งหมดลงเรือ และทำการทดสอบเรือ หน้าท่า หรือ Harbor Acceptance Test (HAT) จนมั่นใจว่าอุปกรณ์ทั้งหมดสามารถใช้งานได้ จึงทำการทดสอบ ทดลองในทะเล หรือ Sea Acceptance Test (SAT) 
จนกระทั่งระบบทุกระบบทดสอบผ่านตามเกณฑ์มาตรฐานของ NATO และกองทัพเรือเกาหลี บริษัท DSME จึงได้จัดพิธีส่งมอบเรือให้กับกองทัพเรือไทย เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2561 
โดยมี พลเรือเอก พูลศักดิ์ อุบลเทพชัย ประธานคณะที่ปรึกษา กองทัพเรือ (ในขณะนั้น) เป็นประธาน ในพิธี และหลังจากนั้นจึงได้ส่งมอบเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดชให้กับกองทัพเรือไทยตามสัญญา 
เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2561 ทางบริษัท DSME ได้ส่งมอบเรือตาม โดยกำลังพลประจำเรือได้นำเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช ออกเดินทางกลับประเทศไทยในเช้าวันเดียวกัน 
โดยเรือได้เดินทางมาถึงประเทศไทย และเข้าร่วมพิธีรับมอบเรือ ที่ ท่าเรือจุกเสม็ด อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 7 มกราคม พ.ศ.2562 โดยมี พลเรือเอก ลือชัย รุดดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธาน

เรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช หมายเลขเรือ 471 จัดเป็นเรือรบประเภท เรือฟริเกต ขึ้นการบังคับบัญชากับกองเรือฟริเกตที่ 1 กองเรือยุทธการ จัดเป็นเรือรบชั้น 1 ของกองทัพเรือ มีกำลังพลประจำเรือ 141 นาย 
ได้รับการออกแบบและสร้างเรือโดยใช้มาตรฐานทางทหารของกองทัพเรือชั้นนำ มีระวางขับน้ำสูงสุด 3,700 ตัน. ใช้ระบบขับเคลื่อนแบบ CODAG (Combined Diesel and Gas Turbine) ทำความเร็วสูงสุดมากกว่า 30 นอต มีระยะปฏิบัติการในทะเลที่ความเร็ว 18 นอต มากกว่า 4,000 ไมล์ทะเล 
มีความคงทนทะเลสูงถึงภาวะทะเลระดับ 8 หรือ ความสูงคลื่น อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องรับการส่งกำลังบำรุงไม่น้อยกว่า 21 วัน คุณลักษณะของเรือถูกออกแบบโดยใช้ Stealth Technology เ
พื่อลดขนาดพื้นที่หน้าตัดการสะท้อนคลื่นเรดาร์ ลดการแผ่รังสีความร้อนจากตัวเรือ และลดการแพร่ คลื่นเสียงใต้น้ำ ทำให้ยากต่อการถูกตรวจจับและพิสูจน์ทราบ

เรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช มีขีดความสามารถในการปฏิบัติการรบทางเรือทั้ง 3 มิติ ได้แก่ การรบผิวน้ำ การปราบเรือดำน้ำ และการป้องกันภัยทางอากาศ รวมทั้งยังมีขีดความสามารถในการโจมตีที่หมายชายฝั่งด้วยอาวุธปล่อยนำวิถี 
โดยสามารถนำเฮลิคอปเตอร์ขนาดไม่เกิน 10 ตัน ไปกับเรือได้ 1 ลำ เช่น เฮลิคอปเตอร์แบบ S - 70B Sea Hawk หรือ แบบ MH 60S Knight Hawk เป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการปฏิบัติการใน ทะเล 
นอกจากนั้น ยังมีขีดความสามารถในการตรวจการณ์และการทำสงครามอิเล็กทรอนิกส์ครอบคลุมทุกมิติ ทุกระยะ ด้วยอุปกรณ์ตรวจจับที่มีประสิทธิภาพ ได้แก่ 
เรดาร์ตรวจการณ์พื้นน้ำและอากาศแบบ AMB – EP เรดาร์ตรวจการณ์ทางอากาศระยะไกลแบบ AMB ER โซนาร์แบบ DSQS - 24C โซนาร์ ลากท้ายแบบ ACTAS - 20 ระบบดักรับการแพร่คลื่นเรดาร์ R-ESM และระบบดักรับการแพร่คลื่นวิทยุ C-ESM เป็นต้น 

ในส่วนของระบบอาวุธได้รับการติดตั้งอาวุธที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูง ได้แก่ ปืนหลักแบบ 76/62 SuperRapid Multi-Feed ปืนกลรองแบบ 30 มม. MSI อาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นแบบ Harpoon Block II อาวุธ ปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศแบบ ESSM 
ระบบป้องกันตนเองระยะประชิดแบบ Phalanx ตอร์ปิโดปราบเรือดำน้ำแบบ MK 54 และระบบแท่นยิงเป้าลวงต่อต้านอาวุธปล่อยนำวิถีและตอร์ปิโด แบบ Soft Kil Weapon System (SKWS) DL-12T และ แบบ MK 137 
สำหรับหัวใจในการบริหารจัดการการรบ หรือ Combat Management นั้น เรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช ได้รับการติดตั้งระบบอำนวยการรบ SAAB 9LV MK 4 ที่ใช้เป็น มาตรฐานในเรือรบหลักของกองทัพเรือ 
สามารถเชื่อมโยงข้อมูลทางยุทธวิธี หรือ Tactical Data Link กับเรือฟริเกตชุดเรือหลวงนเรศวร และเรือหลวงจักรีนฤเบศร รวมถึงเครื่องบินตรวจการณ์และเตือนภัยล่วงหน้า SAAB 340 AEW8C Erieye และเครื่องบินขับไล่ JAS - 39 Gripen ของกองทัพอากาศ 
จึงทำให้ทุกหน่วยในพื้นที่การรบสามารถเห็นและเข้าใจภาพสถานการณ์เดียวกัน เป็นการทวีกำลังขีดความสามารถการรบให้กับกองทัพส่งผลให้การปฏิบัติการร่วมในลักษณะกองเรือ Battle Group และการปฏิบัติการร่วมกับกองทัพอากาศมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นอกจากขีดความสามารถในการปฏิบัติการรบแล้ว เรือลำนี้ยังมีขีดความสามารถในการปฏิบัติการทางทหารที่ไม่ใช่สงครามได้หลากหลายภารกิจเช่นกัน ได้แก่ การบังคับใช้กฎหมายในทะเล การตรวจค้นเรือต้องสงสัย ด้วยเรือ RHIB ที่มีความเร็วสูงมากกว่า 40 นอต 2 ลำ 
การต่อต้านการก่อการร้ายในทะเล ด้วยการใช้เป็นกองบัญชาการของส่วนควบคุมชุดปฏิบัติการพิเศษและเป็นฐานบินของเฮลิคอปเตอร์ ตลอดจนการปฏิบัติการค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยในทะเล 
ด้วยการใช้ระบบอำนวยการรบและระบบเดินเรือแบบรวมการวิเคราะห์ ทิศทางการเคลื่อนที่ของยานพาหนะหรือผู้ประสบภัยในทะเล การเคลื่อนที่ของคราบน้ำมันการเคลื่อนที่ของกลุ่มก๊าซที่ลอยในอากาศ 
โดยเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช ยังถูกออกแบบให้มีขีดความสามารถในการอยู่รอดขณะปฏิบัติการในพื้นที่ที่มีการปนเปื้อนของสารนิวเคลียร์ เคมี และชีวภาพ ที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ 
รวมทั้งการปรับใช้พื้นที่ในโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์ที่มีระบบปรับอากาศรองรับ เป็นที่พักชั่วคราวของผู้ประสบภัย ตลอดจนการสนับสนุนการส่งกลับทางสายแพทย์ หรือ MEDVAC จากพื้นที่ประสบภัยบนฝั่งมายังเรือ หรือ จากเรือในทะเลไปยังโรงพยาบาลบนฝั่ง

ภารกิจที่ผ่านมาของ เรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช
- การเดินทางกลับจากสาธารณรัฐเกาหลี ระหว่างวันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ.2561 - 7 มกราคม พ.ศ. 2562
- การฝึกเพื่อเพิ่มความขำนาญของกำลังพลประจำเรือ ในห้วงเดือน กุมภาพันธ์ - มีนาคม พ.ศ.2562
- การฝึกหลักสูตรผู้บังคับการเรือ และยุทธวิธีเรือผิวน้ำ ระหว่างวันที่ 5 - 9 มีนาคม พ.ศ.2562
- การฝึกกองทัพเรือ และการฝึกผสม Guardian Sea กับกองทัพเรือสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 29 มีนาคม - 16 เมษายน พ.ศ.2562
- การฝึกผสม AusThai กับกองทัพเรือออสเตรเลีย ระหว่างวันที่ 18 - 28 เมษายน พ.ศ.2562
- การฝึกเตรียมความพร้อมในการเผชิญสถานการณ์ฉุกเฉิน บริเวณท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุต และในเขตจังหวัดระยอง เมื่อวันที่ 29 เมษายน พ.ศ.2562
- การฝึกผสมทางทะเล (Field Training Exercise) ในกรอบการประชุมรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมอาเซียน กับรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม ประเทศคู่เจรจา(ADMM-Plus EWG on MS) บริเวณทะเลจีนใต้ 
และเข้าร่วมนิทรรศการทางเรือนานาชาติ IMDEX ASIA 2019 ณ สาธารณรัฐสิงคโปร์ ระหว่างวันที่ 5 - 21 พฤษภาคม พ.ศ.2562
- การฝึกผสม CARAT 2019 กับกองทัพเรือสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 2 พฤษภาคม - 8 มิถุนายน พ.ศ.2562
- การฝึกร่วม กองทัพเรือ - กองทัพอากาศ ระหว่างวันที่ 27 - 28 มิถุนายน พ.ศ.2562
- การฝึกผสม Sea Garuda 2017 กับกองทัพเรืออินโดนีเซีย ระหว่างวันที่ 15 - 22 สิงหาคม พ.ศ.2562

พิธีเจิมเรือ และขึ้นระวางประจำการเรือ
พิธีเจิมเรือและขึ้นระวางประจำการเรือ ได้เริ่มมีขึ้นเป็นครั้งแรกในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว 
โดยในปีพุทธศักราช ๒๔๓๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เมื่อยังทรงพระอิสริยยศเป็นพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหมื่นฯ กับพระยาชลยุทธโยธินทร์ (อองเดร ดู เปลซี เดอ ริเชอลิเออ) เสด็จยุโรป 
และให้ส่งเรือกลไฟขนาดใหญ่ เขามาเป็นเรือพระที่นั่ง 1 ลำ ซึ่งพระราชทานชื่อว่า "เรือพระที่นั่งมหาจักรี" และเรือลำนั้นมาถึงกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2435 เทียบท่าราชวรดิฐ 
ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้มีพระราชทานขึ้นระวางเป็นเรือพระที่นั่ง และมอบแก่กระทรวงทหารเรือ
นับแต่ได้มีพระราชพิธีเจิมเรือพระที่นั่งมหาจักรี (ลำแรก) เป็นต้นมา จึงถือเป็นแบบอย่างต่อๆ มาในทุกรัชกาล ซึ่งจะต้องมีพระราชพิธีเจิมเรือ และขึ้นระวางเรือสำหรับเรือรบแห่งราชนาวีที่มีเพิ่มขึ้นมาทุกๆ ลำ 
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาวชิราวุธฯ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงเจิมเรือพิฆาตตอร์ปิโดเสือคำรนสินธุ์ เรือตอร์ปิโด 4 เรือหลวงพระร่วง และเรือพระที่นั่งมหาจักรี (ลำที่ 2)
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ทรงเจิม เรือหลวงรัตนโกสินทร์ (ลำแรก) และเรือหลวงสุโขทัย (ลำแรก)
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร รัชกาลที่ 8 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เจิมเรือหลวงศรีอยุธยา เรือดำน้ำและเรือตอร์ปิโดใหญ่
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระบรมขนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงเจิมเรือหลวงจักรีนฤเบศร เรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ลำแรกของประเทศ 
เรือ ต.99 ซึ่งเป็นเรือที่กองทัพเรือ โดยกรมอู่ทหารเรือต่อขึ้นเพื่อน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายเนื่องในมหามงคลวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ นอกจากนี้ ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เจิมเรือหลวงอีกหลายลำ ได้แก่ 
เรือหลวงบางปะกง เรือหลวงประแส เรือหลวงโพสามต้น เรือหลวงท่าดินแดง เรือหลวงสารสินธุ์ เรือหลวงทยานชล เรือหลวงคำรนสินธุ เรือหลวงกูด เรือหลวงไผ่ เรือหลวงสมุย เรือหลวงปราบ เรือหลวงสัตกูด และเรือหลวงมัตโพน 
และพระราชพิธีเจิมเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดชในวันนี้ นับเป็นครั้งแรกในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10

กองประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกองทัพเรือ
https://www.facebook.com/prthainavy/posts/2724602437591095

นับตั้งแต่พิธีวางกระดูกงู(https://aagth1.blogspot.com/2016/05/blog-post_16.html)พิธีปล่อยเรือลงน้ำเรือ(https://aagth1.blogspot.com/2017/01/blog-post_23.html) และพิธีรับมอบเรือที่เกาหลีสาธารณรัฐเกาหลี(https://aagth1.blogspot.com/2018/12/blog-post_16.html)
จนถึงการเดินทางออกจากสาธารณรัฐเกาหลี เยี่ยมเยือนมิตรประเทศต่างๆ จนมาถึงไทย(https://aagth1.blogspot.com/2019/01/blog-post_6.html) มีพิธีต้อนรับและรับมอบเรือ(https://aagth1.blogspot.com/2019/01/blog-post_7.html)
และเข้าร่วมการฝึกทางเรือต่างๆนั้น(https://aagth1.blogspot.com/2019/04/guardian-sea-2019.html, https://aagth1.blogspot.com/2019/06/carat-2019_10.html, https://aagth1.blogspot.com/2019/07/blog-post_3.html, https://aagth1.blogspot.com/2019/08/sea-garuda-2019.html)

เรือฟริเกตสมรรถนะสูงเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดชก็ได้รับพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นจากพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ที่เสด็จพระราชดำเนินมาทรงประกอบพระราชพิธีเจิมเรือ นับเป็นสิริมงคลอย่างหาที่สุดมิได้แก่กำลังพลประจำเรือและกองทัพเรือไทย
พิธีขึ้นระวางประจำการ ร.ล.ภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ ๑๖ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๖๒(2019) นับเป็นก้าวสำคัญในโครงการจัดหาเรือฟริเกตใหม่ของ กองเรือฟริเกตที่๑ กองเรือยุทธการ ซึ่งเป็นที่เข้าใจว่ายังมีความต้องการเพิ่มเติมอีกหนึ่งลำ(https://aagth1.blogspot.com/2017/03/blog-post_8.html)
ในการทดแทนเรือหลวงพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก(https://aagth1.blogspot.com/2017/09/blog-post_30.html) และเรือหลวงพุทธเลิศหล้านภาลัย(https://aagth1.blogspot.com/2015/04/blog-post_17.html) ที่ปลดประจำการไปแล้วครับ

วันพฤหัสบดีที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2562

KAI เกาหลีใต้เปิดหาหุ้นส่วนต่างประเทศเพิ่มเติมของเครื่องบินขับไล่ KF-X

ADEX 2019: KAI 'open' to additional foreign partners on KFX




The next-generation KFX fighter aircraft is expected to enter series production in the mid-2020s. To support its development additional foreign companies could be contracted to provide assistance. Source: KAI
https://www.janes.com/article/91946/adex-2019-kai-open-to-additional-foreign-partners-on-kfx

บริษัท Korea Aerospace Industries(KAI) สาธารณรัฐเกาหลีกำลังเปิดการพิจารณาหุ้นส่วนต่างประเทศเพิ่มเติมของโครงการพัฒนาเครื่องบินขับไล่ KF-X(Korean Fighter Experimental) ของตน
ตามที่ Jane's ทราบ ความเคลื่อนไหวที่เป็นไปได้นี้มีขึ้นตามมาจากที่โครงการเครื่องบินขับไล่ KF-X กำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนและขีดความสามารถ

เนื่องจากขาดแคลนเงินทุน อินโดนีเซียซึ่งเป็นหุ้นส่วนในการพัฒนาเครื่องบินขับไล่ KF-X กับเกาหลีใต้ได้ค้างค่าใช้จ่ายวงเงินราว 300 billion Korean Won($253 million) ในการสนับสนุนการลงทุนของตนในโครงการ(https://aagth1.blogspot.com/2019/07/kf-xif-x.html)
ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมความมั่นคงภายในสาธารณรัฐเกาหลีเผชิญหน้ากับอุปสรรคในการพัฒนาวิทยาการที่สำคัญบางอย่างสำหรับระบบเครื่องบินขับไล่(https://aagth1.blogspot.com/2019/01/kf-xif-x.html, https://aagth1.blogspot.com/2019/01/kf-x.html)

เจ้าหน้าที่ KAI เกาหลีใต้ที่ไม่ต้องการจะถูกระบุตัวตนกล่าวกับ Jane's ในงานแสดงการบินและอาวุธยุทโธปกรณ์นานาชาติ ADEX 2019(Seoul International Aerospace and Defense Exhibition) เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2019 ว่า(https://aagth1.blogspot.com/2019/10/kf-x.html)
โครงการพัฒนา KF-X ยังคงพิจารณา "เปิดรับ" ในแง่หุ้นส่วนทางวิทยาการ "เรื่องนี้ยังไม่ไม่เสร็จสิ้น" เขากล่าวในการอ้างอิงต่อพันธมิตรการพัฒนา KF-X "เราจะพิจารณาหุ้นส่วนเพิ่มเติมในอนาคต"

ภายใต้ชุดข้อตกลงชดเชยกลาโหมที่ลงนามในปี 2014 เพื่อการจัดหาเครื่องบินขับไล่ Lockheed Martin F-35A Lightning II(https://aagth1.blogspot.com/2019/10/f-35a.html) บริษัทของสหรัฐฯได้พร้อมวางตำแหน่งตนในฐานะหุ้นส่วนทางเทคนิคของโครงการ KF-X
บริษัท Lockheed Martin สหรัฐฯมีข้อผูกพันในการมอบความช่วยเหลือชุดวิทยาการตลอดทั้ง 21รายการรวมถึง ระบบควบคุมการบิน, ระบบ Avionic, การบูรณาการระบบ, วัสดุ และระบบอาวุธเครื่องบินขับไล่ที่ไม่ถูกระะบุ

อย่างไรก็ตามรัฐบาลสหรัฐฯยังได้ปฏิเสธที่จะส่งออกชุดวิทยาการบางอย่างภายใต้ข้อตกลง บังคับให้เกาหลีใต้ต้องมองที่จะพัฒนาระบบต่างๆเองภายในประเทศ(https://aagth1.blogspot.com/2018/05/kf-xif-x.html)
ชุดวิทยาการเหล่านี้เกี่ยวข้องกับระบบ AESA(Active Electronically Scanned Array) Radar, กระเปาะชี้เป้าหมาย Electro-Optical, ระบบตรวจจับ IRST(Infrared Search and Track) และระบบก่อกวนสัญญานความถี่วิทยุ(radio frequency jammer)

Elta Systems ในเครือบริษัท Israel Aerospace Industries(IAI) อิสราเอลได้ให้ความช่วยเหลือแก่บริษัท Hanwha Systems สาธารณรัฐเกาหลีในการพัฒนา AESA radar ของเครื่องบินขับไล่ KF-X(https://aagth1.blogspot.com/2017/10/kai-kf-x-if-x.html)
Jane's เข้าใจว่าบริษัทต่างๆที่รวมถึง Saab สวีเดน, Airbus ยุโรป และ Boeing สหรัฐฯ น่าจะวางตนในฐานะหุ้นส่วนโครงการ KF-X ในอนาคต แม้ว่าขอบเขตการมีส่วนร่วมจะเป็นประเด็นต่อความต้องการ, โครงสร้างของการเป็นหุ้นส่วน และการลงทุนก็ตามครับ

วันพุธที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2562

เครื่องบินขับไล่ F-35B อังกฤษปฏิบัติการบนเรือบรรทุกเครื่องบิน HMS Queen Elizabeth ครั้งแรก

PICTURES: UK F-35s make debut on new aircraft carrier



UK-owned Lockheed Martin F-35Bs have landed on the deck of the Royal Navy (RN) aircraft carrier HMS Queen Elizabeth for the first time, slightly more than a year before the combination will be declared operationally ready.
https://www.flightglobal.com/news/articles/pictures-uk-f-35s-make-debut-on-new-aircraft-carrie-461493/


เครื่องบินขับไล่ Lockheed Martin F-35B Lightning II Joint Strike Fighter(JSF) ของสหราชอาณาจักรได้ทำการลงจอดและบินขึ้นจากเรือบรรทุกเครื่องบิน R08 HMS Queen Elizabeth กองทัพเรือสหราชอาณาจักร(Royal Navy) เป็นครั้งแรก
รวมเวลามากกว่าหนึ่งปีเล็กน้อยก่อนที่กำลังผสมทางเรือและทางอากาศจะประกาศความพร้อมปฏิบัติการ(https://aagth1.blogspot.com/2018/09/f-35b-hms-queen-elizabeth.html, https://aagth1.blogspot.com/2018/10/f-35b-hms-queen-elizabeth.html)

เครื่องบินขับไล่ F-35B STOVL(Short Take-Off and Vertical-Landing) รุ่นบินขึ้นระยะสั้งลงจอดทางดิ่ง ที่ประจำการในฝูงบินที่17(17 Squadron) ซึ่งเป็นหน่วยประเมินค่าการปฏิบัติการของกองทัพอากาศสหราชอาณาจักร(RAF: Royal Air Force)
ได้ดำเนินกาารทดสอบระหว่างการพัฒนาการวางกำลังกลุ่มเรือบรรทุกเครื่องบินจู่โจม(Carrier Strike Group) ในการฝึกทางเรือ Westlant 2019 ทางชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ

นักบินของอังกฤษที่รวมถึงฝูงบินเครื่องบินขับไล่ F-35B Lightning II ฝูงแรกของกองทัพอากาศสหราชอาณาจักร ฝูงบินที่617(617 Squadron) ได้มีส่วนร่วมในปฏิบัติการด้วย(https://aagth1.blogspot.com/2018/06/f-35b-marham.html)
"การนำเครื่องบินขับไล่ Lightning ของเราเองบนเรือบรรทุกเครื่องบิน HMS Queen Elizabeth เป็นครั้งแรกให้โอกาสแก่เราเพื่อดำเนินการทดสอบการปฏิบัติการที่สำคัญ" พลอากาศตรี Harvey Smyth ผู้บัญชาการกลุ่มทางอากาศที่1(1 Group) กองทัพอากาศสหราชอาณาจักรกล่าว

กระทรวงกลาโหมสหราชอาณาจักรกล่าวว่าการทำงานนี้รวมถึงการวางแผนและสรุปผลภารกิจ ร่วมไปกับการติดตั้งอาวุธ และการแสดงถึง "การทดสอบแบบ end-to-end ของอากาศยานและกำลังพล"
การทดสอบบนเรือบรรทุกเครื่องบินชั้น Queen Elizabeth ใหม่ของอังกฤษก่อนหน้านี้ ได้มีการนำเครื่องบินขับไล่ F-35B ของนาวิกโยธินสหรัฐฯ(USMC: US Marine Corps) มาปฏิบัติการโดยนักบินสหรัฐฯและนักบินสหราชอาณาจักร

สหราชอาณาจักรอยู่ในเส้นทางสู่การประกาศความพร้อมการปฏิบัติการขั้นต้น(IOC: Initial Operational Capability) ของกำลังผสมเรือบรรทุกเครื่องบินโจมตีก่อนสิ้นปี 2020
การวางกำลังปฏิบัติการครั้งแรกของเรือบรรทุกเครื่องบิน HMS Queen Elizabeth จะมีขึ้นในระหว่างปี 2021(https://aagth1.blogspot.com/2019/06/hms-queen-elizabeth-nato.html) โดยจะวางกำลัง F-35B จากฝูงบิน617 กองทัพอากาศสหราชอาณาจักรและฝูงบินขับไล่โจมตีนาวิกโยธินสหรัฐฯ

เรือบรรทุกเครื่องบินชั้น Queen Elizabeth ระวางขับน้ำ 65,000tonnes ทั้งสองลำประกอบด้วยเรือบรรทุกเครื่องบิน R08 HMS Queen Elizabeth และเรือบรรทุกเครื่องบิน R09 HMS Prince of Wales(https://aagth1.blogspot.com/2019/09/hms-prince-of-wales.html)
บริษัท Lockheed Martin สหรัฐฯได้ส่งมอบเครื่องบินขับไล่ F-35B ให้สหราชอาณาจักรแล้ว 18เครื่องจากที่สั่งจัดหา 48เครื่อง โดยสหราชอาณาจักรมีความต้องการเครื่องบินขับไล่ F-35 รวมทั้งหมด 138เครื่องครับ

วันอังคารที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2562

เกาหลีใต้เปิดตัวแบบจำลองเท่าของจริงเครื่องบินขับไล่ KF-X

ADEX: Full-sized KAI KF-X mockup unveiled







Seoul has unveiled a full-sized mockup of the developmental Korea Aerospace Industries (KAI) KF-X fighter.
https://www.flightglobal.com/news/articles/adex-full-sized-kai-kf-x-mockup-unveiled-461464/


สาธารณรัฐเกาหลีเปิดตัวแบบจำลองขนาดเท่าของจริงของเครื่องบินขับไล่ Korea Aerospace Industries(KAI) KF-X(Korean Fighter Xperiment) ที่กำลังพัฒนาต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรก
ในงานแสดงการบินและอาวุธยุทโธปกรณ์นานาชาติ ADEX 2019(Seoul International Aerospace and Defense Exhibition) ณ นครหลวง Seoul ระหว่างวันที่ 14-20 ตุลาคม 2019 นี้

แบบจำลอง Mock-up ของเครื่องบินขับไล่ KF-X ที่นำมาแสดงในงาน ADEX 2019 มีตำบลอาวุธใต้ปีก 6จุดแข็งที่ติดตั้งถังเชื้อเพลิงสำรองภายนอก 2ใบ, ระเบิด 2ลูก และอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยใกล้ Diehl IRIS-T เยอรมนี 2นัด
ใต้ช่องรับอากาศเข้าด้านขวาของเครื่องติดตั้งแบบจำลอง mockup ของกระเปาะชี้เป้าหมาย Lockheed Martin Sniper สหรัฐฯ โดยใต้กลางลำตัวเครื่องที่ติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยไกล MBDA Meteor ยุโรป 4นัด

เหนือช่องรับอากาศเข้าด้านขวาของแบบจำลอง KF-X แสดงช่องปืนใหญ่อากาศขนาด 20mm ภายในลำตัวเครื่อง และระบบตรวจจับ IRST(Infrared Search and Track) ที่ติดตั้งอยู่หน้ากระจกครอบห้องนักบินดูเหมือนระบบที่ติดตั้งกับเครื่องบินขับไล่ Eurofighter Typhoon ยุโรป
แม้ว่าจะดูคล้ายคลึงกับเครื่องบินขับไล่ Lockheed Martin F-35 Lightning II Joint Strike Fighter(JSF) สหรัฐฯ แต่ KF-X เกาหลีใต้นั้นขาดคุณสมบัติตรวจจับได้ยาก Stealth หลายๆอย่างที่เครื่องบินขับไล่ F-35 สหรัฐฯมี

โดยที่เครื่องบินขับไล่ KF-X Block I จะไม่มีห้องบรรทุกอาวุธภายในลำตัวเครื่องเหมือนเครื่องบินขับไล่ยุคที่5 แต่มีแผนที่เพิ่มคุณสมบัตินี้ในรุ่นต่อมาเครื่องบินขับไล่ KF-X Block II
ในเดือนกันยายน 2019 เกาหลีใต้เสร็จสิ้นการทบทวนการออกแบบที่สำคัญ(CDR: Critical Design Review) ของเครื่องบินขับไล่ KF-X ที่มีกำหนดจะเปิดตัวเครื่องต้นแบบเครื่องแรกในครึ่งแรกของปี 2021

เครื่องบินขับไล่ KF-X ติดตั้งเครื่องยนต์ไอพ่น Turbofan แบบ General Electric F414 สองเครื่อง มีกำหนดจะทำการบินครั้งแรกในครึ่งแรกของปี 2022 โดยมีแผนจะวางกำลังประจำการในกองทัพอากาศสาธารณรัฐเกาหลี(ROKAF: Republic of Korea Air Force) ได้ในปี 2026
KF-X ถูกวางตัวให้เป็นเครื่องบินขับไล่ที่มีขีดความสามารถก้าวหน้ากว่าเครื่องบินขับไล่ Lockheed Martin/KAI KF-16C/D Fighting Falcon และนำมาทดแทนเครื่องบินขับไล่ Northrop F-5E/F Tiger II และเครื่องบินขับไล่ McDonnell Douglas F-4E Phantom II ที่มีประจำการในปัจจุบัน

อินโดนีเซียเป็นหุ้นส่วนกับเกาหลีใต้ในโครงการพัฒนาเครื่องบินขับไล่ IF-X(Indonesia Fighter Xperiment) ของตนที่ลงทุนร้อยละ20 จากวงเงินในโครงการทั้งหมดที่ $7.2 billion โดย Indonesian Aerospace(PTDI: PT Dirgantara Indonesia) รัฐวิสาหกิจอุตสาหกรรมอากาศยานอินโดนีเซีย
แต่ก็มีความพยายามเจรจาข้อตกลงทางการเงินใหม่มาหลายครั้งครับ(https://aagth1.blogspot.com/2019/07/kf-xif-x.html, https://aagth1.blogspot.com/2019/01/kf-x.html, https://aagth1.blogspot.com/2019/01/kf-xif-x.html)

วันจันทร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2562

เกาหลีใต้เปิดตัวเครื่องบินขับไล่ F-35A ของตนโดยมองแผนจัดหาเพิ่ม

ADEX 2019: RoKAF debuts F-35, set to expand order



One of the four RoKAF F-35s delivered to date seen on the static display lineup at ADEX 2019 in Seoul. Source: IHS Markit/Gareth Jennings
https://www.janes.com/article/91871/adex-2019-rokaf-debuts-f-35-set-to-expand-order


กองทัพอากาศสาธารณรัฐเกาหลี(ROKAF: Republic of Korea Air Force) ได้จัดแสดงเครื่องบินขับไล่ Lockheed Martin F-35A Lightning II Joint Strike Fighter(JSF) ที่ตนเพิ่งได้รับมอบมาล่าสุด
แก่สาธารณชนในประเทศเป็นครั้งแรกในงานแสดงการบินและอาวุธยุทโธปกรณ์นานาชาติ ADEX 2019(Seoul International Aerospace and Defense Exhibition) ณ นครหลวง Seoul ระหว่างวันที่ 14-20 ตุลาคม 2019 นี้

เครื่องบินขับไล่ F-35A หมายเลข 007 ของกองทัพอากาศสาธารณรัฐเกาหลีได้ถูกนำมาจัดแสดงในงาน ADEX ซึ่งเป็นงานที่จัดขึ้นทุกๆสองปีเป็นครั้งแรก ตามที่แผนการจัดหา F-35 เพิ่มเติมได้รับการเปิดเผย
โดยในงาน ADEX 2017 ครั้งก่อนหน้านั้น กองทัพอากาศสหรัฐฯ(USAF: US Air Force) ได้นำเครื่องบินขับไล่ F-35A ของตน 2เครื่องมาจัดแสดงที่เกาหลีใต้เป็นครั้งแรก(https://aagth1.blogspot.com/2017/10/f-35a-adex-2017.html)

เครื่องบินขับไล่ F-35 เป็นหนึ่งในห้าโครงการจัดหาที่มีลำดับความสำคัญสูงสุดของกองทัพอากาศสาธารณรัฐเกาหลีร่วมไปกับ ระบบป้องกันขีปนาวุธ(BMD: Ballistic Missile Defence) เช่น อาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ Patriot PAC-3,
เครื่องบินแจ้งเตือนและควบคุมทางอากาศ(AEW&C: Airborne Early Warning and Control), เครื่องบินเติมเชื้อเพลิงทางอากาศ และระบบควบคุมบังคับบัญชาบูรณาการ C4I(Command, Control, Communications, Computers and Intelligence)

ในเดือนกันยายน 2014 เกาหลีใต้ได้อนุมัติข้อตกลงจัดหาเครื่องบินขับไล่ F-35A จำนวน 40เครื่องจากสหรัฐฯที่วงเงินราว 7.3 trillion Korean Won($6.7 billion ในเวลานั้น) เพื่อตอบสนองความต้องการโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่ FX-III
เดิมกองทัพอากาศสาธารณรัฐเกาหลีมีความต้องการจัดหา F-35A จำนวน 60เครื่องแต่ถูกลดลงเป็น 40เครื่องเนื่องจากเหตุผลด้านราคา(https://aagth1.blogspot.com/2017/12/f-35a.html)

บริษัท Lockheed Martin สหรัฐฯได้เปิดตัวเครื่องบินขับไล่ F-35A รหัส AW-1 เครื่องแรกของกองทัพอากาศสาธารณรัฐเกาหลี ณ โรงงานอากาศยานของตนที่ ที่ Fort Worth มลรัฐ Texas เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2018(https://aagth1.blogspot.com/2018/03/lockheed-martin-f-35a.html)
เครื่องบินขับไล่ F-35A ของกองทัพอากาศสาธารณรัฐเกาหลีชุดแรกจำนวน 2เครื่องเดินทางมาถึงสาธารณรัฐเกาหลีเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2019(https://aagth1.blogspot.com/2019/04/f-35a_3.html)

สำนักงานโครงการจัดหากลาโหม(DAPA: Defence Acquisition Program Administration) สาธารณรัฐเกาหลีกล่าวในเวลานั้นว่าเครื่องบินขับไล่ F-35A ทั้ง 40เครื่องคาดว่าจะถูกส่งมอบครบและวางกำลังได้ภายในปี 2021
และเครื่องบินขับไล่ F-35A กองทัพอากาศสาธารณรัฐเกาหลีชุดที่สองอีก 2เครื่องมาถึงฐานทัพอากาศ Cheongju เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2019(https://aagth1.blogspot.com/2019/08/f-35b-f-35a.html)

ตามรายงานจากสำนักข่าว Yonhap เมื่อต้นเดือนตุลาคม 2019 เป็นที่คาดว่า DAPA เกาหลีใต้จะได้รับงบประมาณวงเงินราว 4 trillion Korean Won($3.4 billion) สำหรับการจัดหาเครื่องบินขับไล่ใหม่ 20เครื่องในปี 2021
ซึ่งตามความต้องการโครงการ FX-III กองทัพอากาศเกาหลีใต้เดิมที่ต้องการเครื่องบินขับไล่ใหม่ 60เครื่อง จึงน่าจะเป็นไปได้มากว่าจะมีการจัดหาเครื่องบินขับไล่ F-35A เพิ่มเติมอีก 20เครื่องให้เพื่อครบจำนวนที่ตั้งไว้ครับ

วันอาทิตย์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2562

รัสเซียและจีนอาจจะลงนามสัญญาออกแบบเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงหนัก AC322 AHL ภายในสิ้นปี 2019

Russia, China may sign contract on designing heavy helicopter by year-end


A spokesperson for Russian Helicopters said that according to preliminary calculations of the Chinese side, certification of helicopters will be completed by 2032
https://tass.com/defense/1082814

Russian Helicopters ผู้พัฒนาอากาศยานปีกหมุนรัสเซีย และ Avicopter ผู้พัฒนาอากาศยานปีกหมุนจีนอาจจะลงนามสัญญาการออกแบบเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงหนัก AC322 AHL(Advanced Heavy Lift) ภายในสิ้นปี 2019 นี้
โฆษกของบริษัท Russian Helicopters รัสเซียกล่าว TASS เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2019 ในงานแสดงการบินเฮลิคอปเตอร์และอากาศยานปีกหมุนนานาชาติ China Helicopter Exposition 2019 ที่ Tianjin จีนระหว่างวันที่ 10-13 ตุลาคม 2019

"Russian Helicopters รัสเซีย และ Avicopter ได้สรุปผลการเจรจาและการประสานงานเอกสารสัญญาทั้งหมดของการออกแบบเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงหนัก
สัญญาขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการอนุมัติจากตัวแทนของรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน เราหวังที่จะลงนามสัญญาภายในสิ้นปีนี้" โฆษกของ Russian Helicopters รัสเซียกล่าว

โฆษก Russian Helicopters เสริมว่าตามข้อตกลงระหว่างรัฐบาลรัสเซียกับรัฐบาลจีน Russian Helicopters จะเป็นออกแบบข้อเสนอทางเทคนิค "เราจะสร้างระบบส่งกำลัง, ใบพัดหาง และชิ้นส่วนอื่นๆบางส่วน เทคโนโลยีจะถูกถ่ายทอดให้จีน
ทางด้านจีนจะรับผิดชอบด้านการนำโครงการไปใช้โดนรวม เช่น การออกแบบ, การสร้างเครื่องต้นแบบทดลอง, ดำเนินการทดสอบ, การรับรอง, การผลิตและการปนะชาสัมพันธ์เฮลิคอปเตอร์ในตลาด" เขาเสริม

"ตามการคำนวณขั้นต้นของทางด้านจีน การรับรองเฮลิคอปเตอร์จะเสร็จสิ้นในปี 2032" โฆษก Russian Helicopters กล่าว รัสเซียและจีนได้ลงนามข้อตกลงในการพัฒนาเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงหนัก AC322 AHL ในปี 2016
ภายใต้ข้อตกลงระหว่าง Russian Helicopters รัสเซีย และ Avicopter ในเครือ Aviation Industry Corporation of China(AVIC) รัฐวิสาหกิจด้านอุตสาหกรรมอากาศยานจีน(https://aagth1.blogspot.com/2018/11/ahl.html)

คุณสมบัติของเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงหนัก AC322 AHL มีน้ำหนักบินขึ้นปกติ 38.7tons น้ำหนักบินขึ้นสูงสุด 42tons พิสัยทำการไกลสุด 800km
น้ำหนักบรรทุกภายในลำตัวสูงสุด 10tons(5tons ที่ความสูง 4,500m) น้ำหนักบรรทุกภายนอกสูงสุด 15tons ความเร็วเดินทาง 270km/h และมีเพดานบินสูงสุด 6,000m ครับ

วันเสาร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2562

Russian Helicopters รัสเซียจะรวมสำนักออกแบบเฮลิคอปเตอร์ Mil และ Kamov เข้าด้วยกัน

Russian Helicopters to merge Mil and Kamov design bureaus


Russian Helicopters plans to merge its two storied design bureaus, Mil and Kamov, into one unit, called the National Helicopter Center.
https://www.flightglobal.com/news/articles/russian-helicopters-to-merge-mil-and-kamov-design-b-461447/

Russian Helicopters ผู้ผลิตอากาศยานปีกหมุนรัสเซียมีแผนที่จะควบรวมสองสำนักแบบเฮลิคอปเตอร์ของตนคือ Mil และ Kamov เป็นหน่วยงานเดียวกันที่เรียกว่าศูนย์เฮลิคอปเตอร์แห่งชาติ National Helicopter Center รัสเซีย
คณะกรรมการผู้อำนวยการของ Russian Helicopters ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Rostec รัฐวิสาหกิจกลุ่มอุตสาหกรมความมั่นคงรัสเซีย ตัดสินใจว่าสองสำนักออกแบบเฮลิคอปเตอร์จะมีประสิทธิภาพมากกว่าถ้ารวมเป็นหน่วยเดียวกัน ตามที่กล่าวในสื่อเผยแพร่เมื่อ 11 ตุลาคม 2019

โดยเฉพาะอย่างยิ่งคณะกรรมการบริษัท Russian Helicopters กล่าวว่าการสร้าง National Helicopter Center จะช่วยขจัดอุปสรรคด้านการบริหาร, กฎหมาย และเศรษฐกิจ ในแนวทางความร่วมมือระหว่างสองทีมออกแบบ
ทรัพยากรอิสระจะถูกนำกลับมาลงลงทุนใหม่ในการวิจัยและพัฒนาอากาศยาน Russian Helicopters กล่าวโดยไม่ระบุว่า National Helicopter Center ที่จะตั้งขึ้นใหม่นี้จะมีที่ตั้งสำนักงานใหญ่ที่ใด

แม้ว่าจะมีการควบรวมกิจการ ทั้งสำนักออกแบบ Mil และสำนักออกแบบ Kamov จะยังถูกเก็บสงวนไว้ในฐานะเครื่องหมายการค้า "ที่เป็นอิสระ" Russian Helicopters กล่าว
Russian Helicopters ได้ถูกจัดตั้งขึ้นในปี 2007 โดยเป็นการรวมทุกสำนักออกแบบเฮลิคอปเตอร์ของรัสเซีย, โรงงานประกอบอากาศยานและศูนย์ซ่อมบำรุง MRO(Maintenance Repair and Overhaul) 5แห่งเข้าสู่การผูกขาดรายเดียวที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลรัสเซีย

ในยุคอดีตสหภาพโซเวียต สองสำนักออกแบบเฮลิคอปเตอร์ Mil และ Kamov เป็นหน่วยงานต่างหากที่เป็นอิสระต่อกัน แต่ละสำนักออกแบบยังมีหลายโรงงานประกอบอากาศยานและศูนย์ซ่อมบำรุงของตนเองแยกออกจากกันในประเทศ
แม้ว่ากลุ่มโรงงานประกอบอากาศยานและศูนย์ซ่อมบำรุงเสนอการออกแบบ, สร้าง และบำรุงรักษาเฮลิคอปเตอร์แบบเดียวกันในการประสานงานร่วมกันก็ตาม

โรงงานเฮลิคอปเตอร์ Mil Moscow ถูกจัดตั้งขึ้นในปี 1947 โดย Mikhail Mil และมีที่ตั้งในนครหลวง Moscow ผลิตภัณฑ์ที่เป็นที่รู้จักกันดีคือเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไปขนาดกลางสองเครื่องยนต์ Turbine ตระกูล Mi-8/Mi-17
สำนักออกแบบ Kamov ถูกจัดตั้งขึ้นในปี 1948 โดย Nikolai Kamov และมีที่ตั้งใน Moscow ผลิตภัณฑ์ที่เป็นที่รู้จักกันดีคือเฮลิคอปเตอร์ใบพัดร่วมแกนแบบต่าง เช่น เฮลิคอปเตอร์โจมตี Ka-52 Alligator

Russian Helicopters ไม่ได้กล่าวว่าตนมีแผนที่จะรวมสำรักออกแบบเฮลิคอปเตอร์ที่เป็นที่รู้จักน้อยกว่าเข้ากับ National Helicopter Center ด้วยหรือไม่ เช่น VR-Technologies แห่ง Moscow
VR-Technologies ถูกจัดตั้งในปี 2014 และเป็นผู้นำในการพัฒนาเฮลคอปเตอร์ใบพัดร่วมแกนเครื่องยนต์เดียวขนาดเบา VRT500 ที่มุ่งเป้าไปที่ตลาดพลเรือน

Russian Helicopters กำลังทำงานเพื่อรวมการปฏิบัติงานก่อนหน้านี้ที่แยกจากกันต่างหากให้เป็นหนึ่งเดียวกัน โดยหวังว่าจะมีประสิทธิภาพทำให้ตนสามารถแข่งขันกับผู้ผลิตเฮลิคอปเตอร์ตะวันตกและจีนในตลาดโลกได้
"ก่อนหน้านี้มีการแข่งขันกันเองระหว่างบริษัทในอากาศยานปีกหมุนประเภทเดียวกันที่ถูกพัฒนาคู่ขนานกัน วัตถุประสงค์ร่วมของเราคือการแข่งขันกับผู้ผลิตต่างประเทศไม่ใช่แข่งกันเอง การรวมสองโรงเรียนเข้าด้วยกันควรจะทำให้บรรลุจุดประสงค์" Mikhail Korotkevich กล่าว

Korotkevich รองผู้จัดการทั่วไปฝ่ายนโยบายวิทยาศาสตร์และวิทยาการและการพัฒนาเฮลิคอปเตอร์ของ Russian Helicopters เสริมว่า "ตามที่เราประมาณการ การกระจายงานระหว่างสองสำนักงานออกแบบและโรงงานประกอบและซ่อมอากาศยาน(ของ Russian Helicopters)
ควรจะสะสมการว่างขึ้นราวร้อยละ15-20 ของกำลังการทำงานประจำปี ซึ่งสามารถทำให้จะสร้างงานรากฐานทางเทคนิคและการพัฒนาเฮลิคอปเตอร์ใหม่ได้" Korotkevich ปรากฎที่จะเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงการรวมสองสำนักออกแบบ เขาเสนอแผนงานการควบรวมแก่คณะกรรมการบริษัท

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการควบรวมจะ "เพิ่มประสิทธิภาพ" หน่วยสนับสนุนและบริหาร ซึ่งควรจะราบลื่นใน "การแลกเปลี่ยนการแก้ปัญหาทางเทคนิคและประสบความสำเร็จ, ประสิทธิภาพการกระจายภาระงานระหว่างแผนกย่อย และการรวมกันของมาตรฐานทางเทคนิค"
Russian Helicopters กล่าวโดยเชื่อว่านั่นจะมีผลในการลดค่าใช้งานแรงงาน, การออกแบบที่มีคุณภาพสูงขึ้น และระยะเวลาที่สั้นลงสำหรับแนวคิดขั้นต้นเพื่อเข้าสู่สายการผลิตจำนวนมาก

Russian Helicopters ยังมีแผนที่ใช้การควบรวมสำนักออกแบบเพื่อแบ่งปันสิ่งอำนวยความสะดวกภาคพื้นดินร่วมกัน, ซึ่งจะลดค่าใช้จ่ายในการทดสอบ
สองสำนักออกแบบ Mil และ Kamov น่าจะควบรวมกันภายในกลางปี 2020 Russian Helicopters กล่าว แม้ว่าความพยายามเพิ่มเติมที่จะปรับปรุงความมีประสิทธิภาพของหน่วยใหม่จะมีขึ้นจนถึงปี 2022 ครับ

วันศุกร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2562

เฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป Z-20 จีนจะถูกนำมาใช้ในหลายบทบาท

Harbin Z-20 destined for wide number of roles: report




The Harbin Z-20 helicopter will be employed for a number of missions across China’s military, according to a report in Beijing’s official China Daily.
https://www.flightglobal.com/news/articles/harbin-z-20-destined-for-wide-number-of-roles-repo-461424/

เฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป Harbin Z-20 จะถูกนำมาวางกำลังสำหรับหลากหลายภารกิจตลอดทั่งกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน(PLA: People’s Liberation Army) ตามที่หนังสือพิมพ์ China Daily ของรัฐบาลจีนรายงาน
เฮลิคอปเตอร์ Z-20 ได้ปรากฎตัวในพิธีสวนสนามครบรอบ 70ปีการก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2019 และเครื่องมีรูปทรงที่คล้ายคลึงเฮลิคอปเตอร์ตระกูล Sikorsky S-70 สหรัฐฯ

หนึ่งในการพัฒนาที่สำคัญที่ AVIC(Aviation Industry Corporation of China) กลุ่มรัฐวิสาหกิจอุตสาหกรรมอากาศยานจีนระบุอย่างเป็นทางการคือ
เฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป Z-20 เป็นอากาศยานปีกหมุนแบบแรกของจีนที่ใช้ระบบควบคุมการบินแบบ fly-by-wire(https://aagth1.blogspot.com/2019/10/z-20-fly-by-wire.html)

ระบบควบคุมการบิน fly-by-wire นี้พบการใช้กับเฮลิคอปเตอร์ตะวันตกไม่มาก แม้ว่าการพัฒนาเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป Bell 525 Relentless จะมีการนำวิทยาการนี้มาใช้ เช่นเดียวกับเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงขนาดหนัก Sikorsky CH-53K King Stallion สหรัฐฯ ที่มีขนาดใหญ่กว่ามาก
โครงการทดลองอากาศยาน OPV(Optionally Piloted Vehicle) โดยนำเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป Sikorsky UH-60A Black Hawk มาใช้ในรูปแบบมีนักบินในเครื่องหรือไร้นักบิน ยังได้รับการติดตั้งระบบ fly-by-wire แบบควบคุมเต็มรูปแบบ(full authority)

รายงานอ้างคำกล่าวของ Li Linhua จากสถาบันวิจัยและพัฒนาเฮลิคอปเตอร์ของ AVIC จีนว่า ฮ.Z-20 ยังนำเสนอวิทยาการระบบป้องกันน้ำแข็ง(anti-icing) แบบใหม่แม้ว่าจะเขาไม่ได้ให้รายละเอียดก็ตาม
โดยเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป Z-20 ยังได้ถูกนำมาจัดแสดงในงานแสดงการบินเฮลิคอปเตอร์และอากาศยานปีกหมุนนานาชาติ China Helicopter Exposition 2019 ที่ Tianjin จีนระหว่างวันที่ 10-13 ตุลาคม 2019 นี้

"การวางกำลังเคลื่อนที่ทางอากาศของกำลังรบและอาวุธได้นั้นขึ้นกับเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไปอย่าง Z-20 นอกเหนือการรูปแบบการทำงานตามแบบพวกมันยังสามารถติดตั้งอาวุธเพื่อทำภารกิจการรบ" รายงานอ้างคำพูดของนักวิจัยกลาโหมที่เกษียณแล้ว
มีการประเมินว่ากองทัพบกปลดปล่อยประชาชนจีน(PLAGF: People’s Liberation Army Ground Force) ได้นำเฮลิคอปเตอร์ Z-20 เข้าประจำการตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2019(https://aagth1.blogspot.com/2019/05/z-20.html)

"เพิ่มเติมจากกองทัพบกปลดปล่อยประชาชนจีน ฮ.Z-20 จะมีประโยชน์ในกองทัพอากาศปลดปล่อยประชาชนจีน(PLAAF: People’s Liberation Army Air Force) และกองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีน(PLAN: People’s Liberation Army Navy)
ตามที่พวกมันเหมาะสมสำหรับหลายภารกิจอย่างเช่น ปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัย, สงครามพิเศษ และการต่อต้านเรือดำน้ำ พวกมันจะถูกวางกำลังในกองทัพเป็นจำนวนมาก" อดีตนักวิจัยกลาโหมกล่าวเสริมครับ