วันอังคารที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2563
กองทัพอากาศไทยจะจัดหายานยนต์หุ้มเกราะขนาดเบา ๒คันจาก Chaiseri หรือ Panus ไทย
Thailand's Chaiseri First Win Multi-Proposes Vehicle(MPV) 4x4 series at opening ceremony of Defense and Security 2019 on 18 November 2019.(https://www.facebook.com/sompong.nondhasa/posts/1997349000368201)
Newest First Win ATV (Armored Tacticle Vehicle) 4x4 at Chaiseri's factory.
https://aagth1.blogspot.com/2019/11/defense-security-2019-chaiseri-first.html
Thailand company's Panus Assembly Co.,Ltd public debut its newest product R600 8x8 wheeled armoured vehicle prototype and AMV-420P Mosquito 4x4 (Armoured Fighting Vehicle-420 Panus).
https://aagth1.blogspot.com/2019/11/defense-security-2019-panus-r600-8x8.html
Directorate of Transportation, Royal Thai Air Force (RTAF) announced middle price for two Light Armoured Vehicles from Thailand's companies, Chaisaeri Metal and Rubber and Panus Assembly.
ราคากลางซื้อรถยานยนต์หุ้มเกราะขนาดเบา จำนวน 2 คัน โดยวิธีคัดเลือก ลง 17 เม.ย.63
http://trans.rtaf.mi.th/attachments/article/2037/PK22-63.pdf
วันที่ ๑๔ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๓(2020) กรมขนส่งทหารอากาศ, กองทัพอากาศไทย ได้เผยแพร่เอกสารประกาศราคากลางโครงการซื้อรถยานยนต์หุ้มเกราะขนาดเบา จำนวน ๒คัน เป็นเงิน ๒๕,๐๐๐,๐๐๐บาท($780,518.25) ราคา/หน่วย ๑๒,๕๐๐,๐๐๐บาท($390,259.12)
กำหนดราคากลาง(ราคาอ้างอิง)วันที่๒๕ มีนาคม ๒๕๖๓ แหล่งที่มาของราคากลาง(ราคาอ้างอิง) บริษัท พนัส แอสเซมบลีย์ จำกัด(Panus Assembly Co Ltd.) ไทย และ บริษัท ชัยเสรี เม็ททอล แอนด์ รับเบอร์ จำกัด(Chaiseri metal & rubber Co. Ltd.) ไทย โดยวิธีคัดเลือก
เป็นที่เข้าใจว่ารถยานยนต์หุ้มเกราะขนาดเบา ๒คัน ดังกล่าวจะถูกจัดหามาเพื่อการทดลองประเมินค่าการใช้งานสำหรับ กองร้อยรถเกราะ กรมปฏิบัติการพิเศษ หน่วยบัญชาการอากาศโยธิน(Armored security vehicle company, Special Operations Regiment, Security Force Command)
ซึ่งปัจจุบันสองกองร้อยรถเกราะ ปพ.อย.ประจำการด้วย Cadillac Gage V-150 Commando 4x4 สหรัฐฯ ติดปืนกลหนัก M2 .50cal และปืนกลร่วมแกน MG3 7.62mm จำนวน ๑๒คัน และ Rheinmetall Condor 4x4 เยอรมนี ติดปืนใหญ่กล 20mm และปืนกลร่วมแกน 7.62mm จำนวน ๑๘คัน
แม้จะยังไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับคุณสมบัติของรถยานยนต์หุ้มเกราะขนาดเบาที่กองทัพอากาศไทยต้องการจัดหา ๒คัน แต่การระบุราคากลางจากบริษัทของประเทศไทยคือ Chaseri และ Panus เป็นข้อบ่งชี้ว่านี่จะการแข่งขันระหว่างผลิตภัณฑ์รถหุ้มเกราะขนาดเบาของทั้งสองบริษัท
โดยผลิตภัณฑ์ของของ Chaiseri คือรถหุ้มเกราะล้อยางตระกูล First Win 4x4 ได้ถูกนำเข้าประจำการในกองทัพ ตำรวจ และหน่วยงานความมั่นคงของไทย และส่งออกต่างประเทศ(https://aagth1.blogspot.com/2019/10/first-win-4x4.html)
ในงานแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์นานาชาติ Defense and Security 2019 ที่จัดขึ้น ณ ศูนย์จัดแสดงสินค้า Impact เมืองทองธานี กรุงเทพฯ ประเทศไทย ระหว่างวันที่ ๑๘-๒๑ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๖๒ ทั้งสองบริษัทมีการแสดงรถเกราะล้อยางของตนที่รูปแบบคล้ายคลึงกับ V-150 4x4 และ Condor 4x4
ที่ส่วนจัดแสดงของบริษัท Chaiseri ไทยได้มีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์รถหุ้มเกราะล้อยางตระกูล First Win 4x4 รุ่นใหม่ต่างๆหลายแบบ รวมถึง รถหุ้มเกราะล้อยางทางยุทธวิธี First Win ATV(Armored Tacticle Vehicle) 4x4
รถหุ้มเกราะล้อยาง First Win ATV และรถหุ้มเกราะล้อยางสะเทินน้ำสะเทินบก First Win AWAV(Armoured Wheel Amphibious Vehicle) เป็นรถรุ่นใหม่มีการเปลี่ยนแปลงสำคัญคือการย้ายส่วนห้องเครื่องยนต์จากด้านหน้ารถไปทางหลังด้านรถ และปรับแต่งเกราะด้านหน้าของรถให้โค้งมน
และมีรถหุ้มเกราะล้อยาง First Win ATV II 4x4 ที่มีการติดตั้งป้อมปืน Remote พร้อมปืนกลหนัก M2 .50cal(น่าจะเป็นแบบ IMI WAVE 200 อิสราเอล) และติดตั้งเสาอุปกรณ์ตรวจจับกล้อง Electro-Optronic ที่หลังคารถด้านหลังสำหรับภารกิจตรวจการณ์และลาดตระเวน
ในงานแสดง Defense and Security 2019 เช่นกัน บริษัท Panus Assembly ได้จัดแสดงได้เปิดตัวสองผลิตภัณฑ์ของตนคือ ยานเกราะล้อยาง R600 Octopus 8x8 รถต้นแบบ และรถเกราะล้อยาง AMV-420P Mosquito 4x4
รถหุ้มเกราะล้อยาง AMV-420P 4x4 ที่ถูกจัดแสดงคู่กับ R600 8x8 ถูกปรับแต่งในรูปแบบรถเกราะล้อยางตรวจการณ์ โดยบนหลังคารถติดตั้งระบบอากาศยานไร้คนขับทางยุทธวิธีขนาดเล็ก(Small Tactical UAV: Unmanned Aerial Vehicle) ที่เป็นผลิตภัณฑ์ของ RV CONNEX ไทย
AMV-420P เป็นการปรับปรุงจากรถหุ้มเกราะล้อยาง HMV-420 4x4 ที่ทำการสร้างขึ้นมาใหม่หมดทั้งคัน โดยได้ถูกนำมาทดสอบที่สนามฝึกขับและทดสอบยานพาหนะ กรมการขนส่งทหารบก เมื่อปลายปี พ.ศ.๒๕๖๑(2018) แล้ว(https://aagth1.blogspot.com/2018/11/amv-420p-hmv-420.html)
AFV-420P มีน้ำหนักรถเปล่า 15.84tons น้ำหนักบรรทุก 1.5tons รวมน้ำหนักพร้อมรบ 17.34tons มิติขนาดยาว 6.72m กว้าง 2.86m สูง 2.98m ระยะสูงพ้นพื้นต่ำสุดใต้ท้องรถ 0.61m ลุยน้ำลึกได้ 1.5m มีความเร็วสูงสุดบนถนน 110km/h
AMV-420P ติดตั้งเครื่องยนต์ดีเซล Cummins กำลัง 400HP สหรัฐฯ และระบบส่งกำลัง Allison สหรัฐฯ ซึ่งมีสมรรถนะสูงกว่ารถหุ้มเกราะล้อยาง HMV-150 4x4 ผลงานก่อนหน้าของ Panus ที่เป็นการปรับปรุงทางวิศวกรรมใหม่จากรถหุ้มเกราะล้อยาง V-150 4x4 เดิม
รถเกราะล้อยาง AMV-420P มีการติดตั้งระบบอาวุธป้อมปืน Remote แบบ ASELSAN SARP ตุรกี พร้อมปืนกลหนัก M2HB ขนาด .50cal(12.7x99mm) ที่มีการทดสอบติดตั้งและทำการยิงไปแล้วครับ(https://aagth1.blogspot.com/2019/06/afv-420p-aselsan-sarp_22.html)
วันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2563
รัสเซียเปิดสายการผลิตเครื่องบินขับไล่ Su-35 สำหรับอียิปต์
Russia launches production of Su-35 fighter jets for Egypt — source
A Su-35 fighter jet (https://russianplanes.net)
The timeframe for first batch’s delivery has not been set yet, due to restrictions imposed by the novel coronavirus outbreak
https://tass.com/defense/1157115
รัสเซียได้เปิดสายการผลิตของเครื่องบินขับไล่พหุภารกิจ Sukhoi Su-35 (NATO กำหนดรหัส Flanker-E) ของตนภายใต้สัญญากับอียิปต์ แหล่งข่าวการทูตทางทหารกล่าวกับ TASS เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2020
"โรงงานอากาศยาน Gagarin ใน Komsomolsk-on-Amur ได้เปิดสายการผลิตของเครื่องบินขับไล่ Su-35 ที่จะส่งมอบแก่กองทัพอากาศอียิปต์(Egyptian Air Force) ภายใต้สัญญาที่ลงนามในปี 2018" แหล่งข่าวกล่าว
"กรอบระยะเวลาสำหรับการส่งมอบ Su-35 ชุดแรกแก่อียิปต์ยังไม่ได้รับการกำหนดในตอนนี้ เนื่องจากการกำหนดข้อจำกัดโดยการแพร่ระบาดของ coronavirus Covid-19" แหล่งข่าวเสริม TASS ไม่สามารถยืนยันข้อมูลอย่างเป็นทางการได้ตามเวลาที่เผยแพร่นี้
หนังสือพิมพ์ Kommersant รายงานในเดือนมีนาคม 2019 ว่าอียิปต์ได้ตัดสินใจจัดซื้อเครื่องบินขับไล่ Su-35 จากรัสเซียหลายเครื่องเป็นวงเงินราว $2 billion(https://aagth1.blogspot.com/2019/03/su-35.html) การลงนามข้อตกลงไม่เคยได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ
กองทัพอากาศปลดปล่อยประชาชนจีน(PLAAF: People's Liberation Army Air Force) เป็นลูกค้าส่งออกต่างประเทศรายแรกที่จัดซื้อเครื่องบินขับไล่ Su-35 รัสเซีย
เมื่อสาธารณรัฐประชาชนจีนมีการลงนามข้อตกลงวงเงิน $2.5 billion กับสหพันธรัฐรัสเซียสำหรับเครื่องบินขับไล่ Sukhoi Su-35SK รุ่นส่งออกจำนวน 24เครื่อง
ข้อตกลงการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่ Su-35SK ของจีนยังรวมถึงการจัดส่งอุปกรณ์ภาคพื้นดินและเครื่องยนต์อะไหล่ การส่งมอบเครื่องให้จีนได้เสร็จสิ้นในปี 2019(https://aagth1.blogspot.com/2019/04/su-35.html)
กองทัพอากาศอินโดนีเซีย(Indonesian Air Force, TNI-AU: Tentara Nasional Indonesia-Angkatan Udara) ยังคาดว่าจะเป็นลูกค้าส่งออกรายที่สามสำหรับเครื่องบินขับไล่ Su-35 รัสเซีย แม้จะมีรายงานการยกเลิกก็ตาม(https://aagth1.blogspot.com/2020/03/su-35.html)
Su-35S เป็นเครื่องบินขับไล่พหุภารกิจยุคที่ 4++ ที่มีความคล่องแคล่วสูง ได้รับการปรับปรุงความทันสมัยอย่างหนักโดยการใช้พื้นฐานจากวิทยาการเครื่องบินขับไล่ยุคที่5 มีข้อโดดดเด่นจากการติดตั้งชุดระบบ Avionic ใหม่ที่มีพื้นฐานระบบควบคุมข้อมูล, Radar ใหม่,
ระบบจุดสันดาปเครื่องยนต์ Plasma เพื่อเพิ่มความจุ และเครื่องยนต์ปรับทิศทางแรงขับได้(TVC: Thrust Vector Control) ระบบเครื่องยนต์นี้ตรงความต้องการสำหรับเป็นเครื่องยนต์ของเครื่องบินขับไล่ยุคที่5 ทำให้สามารถทำความเร็วเหนือเสียงโดยปราศจากการใช้สันดาปท้าย(Super Cruise)
เครื่องบินขับไล่ความเร็วเหนือเสียง Su-35S ทำการบินครั้งแรกเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2008 โดยมีพื้นฐานการพัฒนามาจากเครื่องบินขับไล่ Sukhoi Su-27S
Su-35S มีน้ำหนักเครื่อง 19tonnes ทำเพดานบินสูงสุดได้ที่ 20,000m ทำความเร็วสูงสุดได้ 2,500km/h มีพิสัยการบินไกลสุด 3,400km มีรัศมีการรบ 1,600km และมีนักบินประจำเครื่อง 1นาย
ระบบอาวุธประจำของ Su-35S ประกอบด้วยปืนใหญ่อากาศ 30mm ความจุกระสุน 150นัด และบรรทุกอาวุธแบบต่างๆได้หนักถึง 8tonnes(อาวุธปล่อยนำวิถีและระเบิดหลายรูปแบบ) บนตำบลอาวุธใต้ปีกและใต้ลำตัวรวม 12จุดแข็ง
เครื่องบินขับไล่ Su-35S ได้เข้าประจำการกองทัพอากาศรัสเซีย(Russian Aerospace Force, VKS) ตั้งแต่ปี 2015 โดยจนถึงสิ้นปี 2019 ได้รับมอบเครื่องแล้วอย่างน้อยราว 88เครื่องครับ
A Su-35 fighter jet (https://russianplanes.net)
The timeframe for first batch’s delivery has not been set yet, due to restrictions imposed by the novel coronavirus outbreak
https://tass.com/defense/1157115
รัสเซียได้เปิดสายการผลิตของเครื่องบินขับไล่พหุภารกิจ Sukhoi Su-35 (NATO กำหนดรหัส Flanker-E) ของตนภายใต้สัญญากับอียิปต์ แหล่งข่าวการทูตทางทหารกล่าวกับ TASS เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2020
"โรงงานอากาศยาน Gagarin ใน Komsomolsk-on-Amur ได้เปิดสายการผลิตของเครื่องบินขับไล่ Su-35 ที่จะส่งมอบแก่กองทัพอากาศอียิปต์(Egyptian Air Force) ภายใต้สัญญาที่ลงนามในปี 2018" แหล่งข่าวกล่าว
"กรอบระยะเวลาสำหรับการส่งมอบ Su-35 ชุดแรกแก่อียิปต์ยังไม่ได้รับการกำหนดในตอนนี้ เนื่องจากการกำหนดข้อจำกัดโดยการแพร่ระบาดของ coronavirus Covid-19" แหล่งข่าวเสริม TASS ไม่สามารถยืนยันข้อมูลอย่างเป็นทางการได้ตามเวลาที่เผยแพร่นี้
หนังสือพิมพ์ Kommersant รายงานในเดือนมีนาคม 2019 ว่าอียิปต์ได้ตัดสินใจจัดซื้อเครื่องบินขับไล่ Su-35 จากรัสเซียหลายเครื่องเป็นวงเงินราว $2 billion(https://aagth1.blogspot.com/2019/03/su-35.html) การลงนามข้อตกลงไม่เคยได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ
กองทัพอากาศปลดปล่อยประชาชนจีน(PLAAF: People's Liberation Army Air Force) เป็นลูกค้าส่งออกต่างประเทศรายแรกที่จัดซื้อเครื่องบินขับไล่ Su-35 รัสเซีย
เมื่อสาธารณรัฐประชาชนจีนมีการลงนามข้อตกลงวงเงิน $2.5 billion กับสหพันธรัฐรัสเซียสำหรับเครื่องบินขับไล่ Sukhoi Su-35SK รุ่นส่งออกจำนวน 24เครื่อง
ข้อตกลงการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่ Su-35SK ของจีนยังรวมถึงการจัดส่งอุปกรณ์ภาคพื้นดินและเครื่องยนต์อะไหล่ การส่งมอบเครื่องให้จีนได้เสร็จสิ้นในปี 2019(https://aagth1.blogspot.com/2019/04/su-35.html)
กองทัพอากาศอินโดนีเซีย(Indonesian Air Force, TNI-AU: Tentara Nasional Indonesia-Angkatan Udara) ยังคาดว่าจะเป็นลูกค้าส่งออกรายที่สามสำหรับเครื่องบินขับไล่ Su-35 รัสเซีย แม้จะมีรายงานการยกเลิกก็ตาม(https://aagth1.blogspot.com/2020/03/su-35.html)
Su-35S เป็นเครื่องบินขับไล่พหุภารกิจยุคที่ 4++ ที่มีความคล่องแคล่วสูง ได้รับการปรับปรุงความทันสมัยอย่างหนักโดยการใช้พื้นฐานจากวิทยาการเครื่องบินขับไล่ยุคที่5 มีข้อโดดดเด่นจากการติดตั้งชุดระบบ Avionic ใหม่ที่มีพื้นฐานระบบควบคุมข้อมูล, Radar ใหม่,
ระบบจุดสันดาปเครื่องยนต์ Plasma เพื่อเพิ่มความจุ และเครื่องยนต์ปรับทิศทางแรงขับได้(TVC: Thrust Vector Control) ระบบเครื่องยนต์นี้ตรงความต้องการสำหรับเป็นเครื่องยนต์ของเครื่องบินขับไล่ยุคที่5 ทำให้สามารถทำความเร็วเหนือเสียงโดยปราศจากการใช้สันดาปท้าย(Super Cruise)
เครื่องบินขับไล่ความเร็วเหนือเสียง Su-35S ทำการบินครั้งแรกเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2008 โดยมีพื้นฐานการพัฒนามาจากเครื่องบินขับไล่ Sukhoi Su-27S
Su-35S มีน้ำหนักเครื่อง 19tonnes ทำเพดานบินสูงสุดได้ที่ 20,000m ทำความเร็วสูงสุดได้ 2,500km/h มีพิสัยการบินไกลสุด 3,400km มีรัศมีการรบ 1,600km และมีนักบินประจำเครื่อง 1นาย
ระบบอาวุธประจำของ Su-35S ประกอบด้วยปืนใหญ่อากาศ 30mm ความจุกระสุน 150นัด และบรรทุกอาวุธแบบต่างๆได้หนักถึง 8tonnes(อาวุธปล่อยนำวิถีและระเบิดหลายรูปแบบ) บนตำบลอาวุธใต้ปีกและใต้ลำตัวรวม 12จุดแข็ง
เครื่องบินขับไล่ Su-35S ได้เข้าประจำการกองทัพอากาศรัสเซีย(Russian Aerospace Force, VKS) ตั้งแต่ปี 2015 โดยจนถึงสิ้นปี 2019 ได้รับมอบเครื่องแล้วอย่างน้อยราว 88เครื่องครับ
วันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2563
Lockheed Martin สหรัฐฯได้สัญญาสร้างเฮลิคอปเตอร์ MH-60R สำหรับอินเดีย
Lockheed Martin awarded USD904 million contract for 24 MH-60R helicopters for Indian Navy
The Pentagon announced on 14 May that Lockheed Martin has been awarded a USD904.8 million contract to build 24 MH-60R helicopters for delivery to the Indian Navy.
https://www.janes.com/defence-news/news-detail/2020/05/15/3db92c2f-9ca2-4d4c-a1ed-cd973f5d1bdd
กองทัพเรือสหรัฐฯ(USN: US Navy) ได้ประกาศสัญญาวงเงิน $904.8 million แก่บริษัท Lockheed Martin สหรัฐฯ เพื่อสร้างเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทางทะเลพหุภารกิจ Sikorsky MH-60R Seahawk จำนวน 24เครื่อง
สำหรับส่งมอบแก่กองทัพเรืออินเดีย(IN: Indian Navy) ภายใต้โครงการการขายรูปแบบ Foreign Military Sales(FMS) ในการประกาศของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2020
กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯกล่าวว่าเฮลิคอปเตอร์ MH-60R ที่มีขีดความสามารถสงครามต่อต้านเรือผิวน้ำ(ASuW: Anti-Surface Warfare) และสงครามปราบเรือดำน้ำ(ASW: Anti-Submarine-Warfare)
จำนวน 3เครื่องจะถูกส่งมอบให้กับกองทัพเรือสหรัฐฯ ขณะที่อีก 21เครื่องราคาวงเงิน 791.7 million จะถูกส่งมอบแก่รัฐบาลอินเดีย "งานคาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในเดือนกันยายน 2024" Petagon สหรัฐฯกล่าว
กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯเสริมว่าสายการผลิตจำนวนมากของเฮลิคอปเตอร์ MH-60R จะดำเนินการที่โรงงานอากาศยานของ Lockheed Martin/Sikorsky ใน Owego มลรัฐ New York และใน Stratford มลรัฐ Connecticut
แหล่งข่าวเจ้าหน้าที่และภาคอุตสาหกรรมในรัฐบาลอินเดียขจัดความสับสนที่เกิดขึ้นในการส่งมอบโดยอธิบายว่า ฮ.MH-60R กองทัพเรืออินเดีย 3เครื่องแรกจะถูกส่งมอบให้กองบัญชาการระบบอากาศนาวีสหรัฐฯ(US NAVAIR: Naval Air Systems Command) กองทัพเรือสหรัฐฯในตอนแรก
ซึ่งจากนั้นเฮลิคอปเตอร์ MH-60R จำนวน 3เครื่องแรกที่ส่งมอบให้ NAVAIR จะถูกส่งมอบให้แก่อินเดียต่อไป กองทัพเรืออินเดียจะเริ่มการฝึกกับเฮลิคอปเตอร์ชุดแรกเหล่านี้ในสหรัฐฯด้วย "หลักสูตรพื้นฐานเร่งรัด"
ก่อนที่การส่งมอบของเฮลิคอปเตอร์ MH-60R ที่เหลือ 21เครื่องจะได้รับการดำเนินการต่อไป แหล่งข่าวเจ้าหน้าที่และภาคอุตสาหกรรมความมั่นคงในรัฐบาลอินเดียหลายรายกล่าวกับ Jane's
เจ้าหน้าที่อาวุโสของกองทัพเรือสหรัฐฯกล่าวว่า NAVAIR เดิมมี่ความตั้งใจที่จะส่งมอบเฮลิคอปเตอร์ MH-60R ชุดแรก 3เครื่องแก่อินเดีย ระหว่างการฝึกผสม Malabar ครั้งที่22 ระหว่างกองทัพเรืออินเดียและกองทัพเรือสหรัฐฯ
ซึ่งเดิมการฝึกผสม Malabar 2020 มีกำหนดการจัดภายในปี 2020 นี้ แต่ได้ถูกเลื่อนออกไปเนื่องการแพร่ระบาดของ coronavirus Covid-19 ที่กำลังเกิดขึ้นขณะนี้
เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2019 กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯได้อนุมัติการขายเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทางทะเล MH-60R จำนวน 24เครื่องแก่อินเดีย(https://aagth1.blogspot.com/2019/04/mh-60r-nsm.html)
เพื่อจะนำมาทดแทนเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทางทะเล Westland Sea King Mk 42B/C สหราชอาณาจักรและเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทางทะเล Kamov Ka-28 รัสเซียของกองทัพเรืออินเดียที่มีอายุการใช้งานมานานตั้งแต่ราวปี 2020 เป็นต้นไป
นอกจากเฮลิคอปเตอร์ข้อเสนอชุดการจัดหาที่เกี่ยวข้องยังรวมอุปกรณ์สงครามปราบเรือดำน้ำและอาวุธ, อาวุธสงครามต่อต้านเรือผิวน้ำ และอาวุธอากาศสู่พื้น เช่นเดียวกับอะไหล่ การฝึก และการสนับสนุน โดยอาวุธเฉพาะที่มีในการประกาศแจ้งประกอบด้วย
Torpedo เบาปราบเรือดำน้ำ Raytheon MK 54 torpedoes, อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น Lockheed Martin AGM-114 Hellfire และจรวดอากาศสู่พื้นนำวิถี laser แบบ BAE Systems Advanced Precision Kill Weapons System(APKWS)
เช่นเดียวกับปืนกลอากาศพลประจำเครื่อง M240D ขนาด 7.62mm และ GAU-21 ขนาด 12.7mm รวมถึงอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น Kongsberg Naval Strike Missile(NSM) นอร์เวย์ ยังได้ถูกรวมในชุดการจัดหาด้วย
กองทัพเรืออินเดียได้ปรากฎว่าจะกลายเป็นลูกค้ารายแรกสำหรับอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นต่อต้านเรือผิวน้ำ Kongsberg NSM นอร์เวย์รุ่นยิงจากเฮลิคอปเตอร์ครับ
The Pentagon announced on 14 May that Lockheed Martin has been awarded a USD904.8 million contract to build 24 MH-60R helicopters for delivery to the Indian Navy.
https://www.janes.com/defence-news/news-detail/2020/05/15/3db92c2f-9ca2-4d4c-a1ed-cd973f5d1bdd
กองทัพเรือสหรัฐฯ(USN: US Navy) ได้ประกาศสัญญาวงเงิน $904.8 million แก่บริษัท Lockheed Martin สหรัฐฯ เพื่อสร้างเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทางทะเลพหุภารกิจ Sikorsky MH-60R Seahawk จำนวน 24เครื่อง
สำหรับส่งมอบแก่กองทัพเรืออินเดีย(IN: Indian Navy) ภายใต้โครงการการขายรูปแบบ Foreign Military Sales(FMS) ในการประกาศของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2020
กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯกล่าวว่าเฮลิคอปเตอร์ MH-60R ที่มีขีดความสามารถสงครามต่อต้านเรือผิวน้ำ(ASuW: Anti-Surface Warfare) และสงครามปราบเรือดำน้ำ(ASW: Anti-Submarine-Warfare)
จำนวน 3เครื่องจะถูกส่งมอบให้กับกองทัพเรือสหรัฐฯ ขณะที่อีก 21เครื่องราคาวงเงิน 791.7 million จะถูกส่งมอบแก่รัฐบาลอินเดีย "งานคาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในเดือนกันยายน 2024" Petagon สหรัฐฯกล่าว
กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯเสริมว่าสายการผลิตจำนวนมากของเฮลิคอปเตอร์ MH-60R จะดำเนินการที่โรงงานอากาศยานของ Lockheed Martin/Sikorsky ใน Owego มลรัฐ New York และใน Stratford มลรัฐ Connecticut
แหล่งข่าวเจ้าหน้าที่และภาคอุตสาหกรรมในรัฐบาลอินเดียขจัดความสับสนที่เกิดขึ้นในการส่งมอบโดยอธิบายว่า ฮ.MH-60R กองทัพเรืออินเดีย 3เครื่องแรกจะถูกส่งมอบให้กองบัญชาการระบบอากาศนาวีสหรัฐฯ(US NAVAIR: Naval Air Systems Command) กองทัพเรือสหรัฐฯในตอนแรก
ซึ่งจากนั้นเฮลิคอปเตอร์ MH-60R จำนวน 3เครื่องแรกที่ส่งมอบให้ NAVAIR จะถูกส่งมอบให้แก่อินเดียต่อไป กองทัพเรืออินเดียจะเริ่มการฝึกกับเฮลิคอปเตอร์ชุดแรกเหล่านี้ในสหรัฐฯด้วย "หลักสูตรพื้นฐานเร่งรัด"
ก่อนที่การส่งมอบของเฮลิคอปเตอร์ MH-60R ที่เหลือ 21เครื่องจะได้รับการดำเนินการต่อไป แหล่งข่าวเจ้าหน้าที่และภาคอุตสาหกรรมความมั่นคงในรัฐบาลอินเดียหลายรายกล่าวกับ Jane's
เจ้าหน้าที่อาวุโสของกองทัพเรือสหรัฐฯกล่าวว่า NAVAIR เดิมมี่ความตั้งใจที่จะส่งมอบเฮลิคอปเตอร์ MH-60R ชุดแรก 3เครื่องแก่อินเดีย ระหว่างการฝึกผสม Malabar ครั้งที่22 ระหว่างกองทัพเรืออินเดียและกองทัพเรือสหรัฐฯ
ซึ่งเดิมการฝึกผสม Malabar 2020 มีกำหนดการจัดภายในปี 2020 นี้ แต่ได้ถูกเลื่อนออกไปเนื่องการแพร่ระบาดของ coronavirus Covid-19 ที่กำลังเกิดขึ้นขณะนี้
เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2019 กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯได้อนุมัติการขายเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทางทะเล MH-60R จำนวน 24เครื่องแก่อินเดีย(https://aagth1.blogspot.com/2019/04/mh-60r-nsm.html)
เพื่อจะนำมาทดแทนเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทางทะเล Westland Sea King Mk 42B/C สหราชอาณาจักรและเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทางทะเล Kamov Ka-28 รัสเซียของกองทัพเรืออินเดียที่มีอายุการใช้งานมานานตั้งแต่ราวปี 2020 เป็นต้นไป
นอกจากเฮลิคอปเตอร์ข้อเสนอชุดการจัดหาที่เกี่ยวข้องยังรวมอุปกรณ์สงครามปราบเรือดำน้ำและอาวุธ, อาวุธสงครามต่อต้านเรือผิวน้ำ และอาวุธอากาศสู่พื้น เช่นเดียวกับอะไหล่ การฝึก และการสนับสนุน โดยอาวุธเฉพาะที่มีในการประกาศแจ้งประกอบด้วย
Torpedo เบาปราบเรือดำน้ำ Raytheon MK 54 torpedoes, อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น Lockheed Martin AGM-114 Hellfire และจรวดอากาศสู่พื้นนำวิถี laser แบบ BAE Systems Advanced Precision Kill Weapons System(APKWS)
เช่นเดียวกับปืนกลอากาศพลประจำเครื่อง M240D ขนาด 7.62mm และ GAU-21 ขนาด 12.7mm รวมถึงอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น Kongsberg Naval Strike Missile(NSM) นอร์เวย์ ยังได้ถูกรวมในชุดการจัดหาด้วย
กองทัพเรืออินเดียได้ปรากฎว่าจะกลายเป็นลูกค้ารายแรกสำหรับอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นต่อต้านเรือผิวน้ำ Kongsberg NSM นอร์เวย์รุ่นยิงจากเฮลิคอปเตอร์ครับ
วันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2563
Boeing สหรัฐฯจะส่งมอบอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำ Harpoon Block II แก่ต่างประเทศรวมถึงไทย
RGM-84L Harpoon Block II anti-ship missile launchers on Royal Thai Navy's OPV-552 HTMS Prachuap Khiri Khan the second Krabi class Offshore Patrol Vessel
https://aagth1.blogspot.com/2019/09/blog-post_28.html
Royal Thai Navy's guided missile frigate FFG-471 HTMS Bhumibol Adulyadej was formal commissioning ceremony at Sattahip naval base, Chonburi province, Thailand in 16 October 2019
https://aagth1.blogspot.com/2019/10/blog-post_18.html
Contracts For May 13, 2020
https://www.defense.gov/Newsroom/Contracts/Contract/Article/2185990/
ตามเอกสารประกาศสัญญากระทรวงกลาโหมสหรัฐฯที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2020 บริษัท Boeing สหรัฐฯใน St. Louis สหรัฐฯ Missouri ได้รับสัญญาแก้ไข(P00014) วงเงิน $656,981,421 ต่อสัญญาราคาคงที่ที่ประกาศก่อนหน้า(N00019-19-C-0016)
นี่เป็นการแก้ไขสัญญาการจัดหาและส่งมอบอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำ Harpoon Block II สายการผลิตเต็มอัตรา Lot 91 จำนวน 467นัด และอุปกรณ์สนับสนุนสำหรับลูกค้ารูปแบบการขาย Foreign Military Sales(FMS) หลายราย
งานจะได้รับการดำเนินการใน Louis มลรัฐ Missouri สหรัฐฯ(ร้อยละ30), McKinney มลรัฐ Texas สหรัฐฯ(ร้อยละ28), Toledo มลรัฐ Ohio สหรัฐฯ(ร้อยละ6), Grove มลรัฐ Oklahoma สหรัฐฯ(ร้อยละ5), Pontiac มลรัฐ Michigan สหรัฐฯ(ร้อยละ4),
Putnam มลรัฐ Connecticut สหรัฐฯ(ร้อยละ2), Galena มลรัฐ Kansas สหรัฐฯ(ร้อยละ2), Burnley สหราชอาณาจักร(ร้อยละ2), Lititz มลรัฐ Pennsylvania สหรัฐฯ(ร้อยละ1), Minneapolis มลรัฐ Minnesota สหรัฐฯ(ร้อยละ1) และหลากหลายพื้นที่ในภาคพื้นทวีปสหรัฐฯ(ร้อยละ19)
นี่การแก้ไขสัญญาการจัดหาอาวุธปล่อยนำวิถี Harpoon Block II และอุปกรณ์สนับสนุนสำหรับรัฐบาลบราซิลจำนวน 4นัด, สำหรับรัฐบาลไทยจำนวน ๘นัด, สำหรับรัฐบาลกาตาร์จำนวน 53นัด(https://aagth1.blogspot.com/2019/05/f-15qa-harpoon-block-2-f-16v.html),
สำหรับรัฐบาลซาอุดีอาระเบียจำนวน 402นัด และเฉพาะอุปกรณ์สนับสนุนสำหรับรัฐบาลญี่ปุ่น, รัฐบาลเนเธอร์แลนด์, รัฐบาลอินเดีย และรัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลี งานคาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในเดือนธันวาคม 2026
การขายรูปแบบ Foreign Military Sales คิดเป็นวงเงินจำนวน $656,981,421 จะมีภาระผูกพัน ณ เวลาที่ได้รับการประกาศสัญญา ซึ่งจะไม่มีการหมดอายุในช่วงสิ้นสุดของปีงบประมาณปัจจุบัน
กองบัญชาการะบบอากาศนาวีสหรัฐฯ(US NAVAIR: Naval Air Systems Command) ใน Patuxent River มลรัฐ Maryland เป็นผู้ดำเนินกิจกรรมสัญญา
ตามข้อมูลจาก Jane's Air Launched Weapons อาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำ Harpoon มีขนาดความยาวราว 4.5m และมีน้ำหนักเกือบ 700kg ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ Turbojet นี้ได้รับการนำเข้าประจำการตั้งแต่ช่วงกลางปี 1970s
Harpoon Block II ได้รับการออกแบบมาโดยเฉพาะให้สามารถโจมตีเป้าหมายได้หลายรูปแบบทั้งบนพื้นดินและในทะเล เช่น ปืนใหญ่รักษาฝั่ง, ฐานอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ, อากาศยาน และสนามบิน, ท่าเรือ หรือนิคมอุตสาหกรรม เช่นเดียวกับเรือผิวน้ำที่ผูกติดกับท่าเรือในอ่าว
Harpoon Block II นำวิถีด้วยดาวเทียม GPS(Global Position System) และระบบนำร่อง INS(Inertial Navigation System) และมีรายงานว่ามีระยะยิงไกล 124km
สำหรับสงครามต่อต้านเรือผิวน้ำชายฝั่งต่อเป้าหมายใกล้พื้นดิน อาวุธปล่อยนำวิถีจะได้รับข้อมูลแนวชายฝั่งการยิง นำวิถีด้วย GPS ระหว่างการบินโคจร และระหว่าขั้นสุดท้ายของการโจมตี ระบบค้นหาจะคืนค่าหาพื้นดิน 'ว่าง' เพื่อระบุเป้าหมาย
สำหรับการโจมตีเป้าหมายตามท่าเรือและภาคพื้นดิน อาวุธปล่อยนำวิถี Harpoon Block II จะถูกยิงและสร้างการโคจรตนเองเข้าหาในเพดานบินระดับต่ำตามปกติ
แต่จะวางใจได้อย่างมากขึ้นด้วยการใช้ระบบนำร่อง GPS/INS เสริมการหลีกเลี่ยงพื้นดินหรือเรือในเส้นทาง ที่สามารถตั้งค่าจุดเลี้ยวได้ถึง 8จุด
ก่อนหน้านี้ในเดือนสิงหาคม 2017 สำนักงานความร่วมมือความมั่นคงกลาโหมสหรัฐฯ(DSCA: Defense Security Cooperation Agency) ได้ออกเอกสารอนุมัติความเป็นไปได้ในการขายอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นต่อต้านเรือผิวน้ำ RGM-84L Harpoon Block II ให้รัฐบาลไทย
ในรูปแบบการขาย FMS วงเงินประมาณ $24.9 million(ประมาณ ๘๓๑ล้านบาท) ประกอบด้วย RGM-84L Harpoon Block II จำนวน ๕นัด และอาวุธปล่อยนำวิถีฝึก RTM-84L Harpoon Block II จำนวน ๑นัด(https://aagth1.blogspot.com/2017/08/harpoon-block-ii.html)
เป็นที่เข้าใจว่าอาวุธปล่อยนำวิถี Harpoon Block II ที่สหรัฐฯอนุมัติส่งออกให้ไทยแล้ว ๑๓นัด(๕+๘) จะถูกนำมาติดตั้งใช้กับเรือรบผิวน้ำของกองทัพเรือไทย(RTN: Royal Thai Navy)
คือ เรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชุดเรือหลวงกระบี่ลำที่สอง เรือหลวงประจวบคีรีขันธ์ และเรือเรือฟริเกตสมรรถนะสูง เรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช ที่มีการระบุคุณสมบัติว่ารองรับแท่นยิงอาวุธได้ลำละ ๘นัด
เดิมกองทัพเรือไทยมีแผนจะทำการยิง Harpoon Block II ต่อเป้าหมายบนฝั่ง(CTS: Coastal Target Suppression) ที่น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกกองทัพเรือประจำปี ๒๕๖๓ ที่มีพิธีเปิดการฝึกเมื่อ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๖๓(2020)(https://aagth1.blogspot.com/2020/02/blog-post_26.html)
แต่อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะเริ่มทำการฝึกไประยะหนึ่งแล้ว ล่าสุดกองทัพเรือไทยได้ตัดสินใจยกเลิกการฝึก ทร.๖๓ เนื่องจาการระบาดของ coronavirus Covid-19 และการตัดลดงบประมาณลงร้อยละ๓๓ ราว ๔,๑๐๐,๐๐๐,๐๐๐บาทครับ(https://aagth1.blogspot.com/2020/04/covid-19.html)
https://aagth1.blogspot.com/2019/09/blog-post_28.html
Royal Thai Navy's guided missile frigate FFG-471 HTMS Bhumibol Adulyadej was formal commissioning ceremony at Sattahip naval base, Chonburi province, Thailand in 16 October 2019
https://aagth1.blogspot.com/2019/10/blog-post_18.html
Contracts For May 13, 2020
https://www.defense.gov/Newsroom/Contracts/Contract/Article/2185990/
ตามเอกสารประกาศสัญญากระทรวงกลาโหมสหรัฐฯที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2020 บริษัท Boeing สหรัฐฯใน St. Louis สหรัฐฯ Missouri ได้รับสัญญาแก้ไข(P00014) วงเงิน $656,981,421 ต่อสัญญาราคาคงที่ที่ประกาศก่อนหน้า(N00019-19-C-0016)
นี่เป็นการแก้ไขสัญญาการจัดหาและส่งมอบอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำ Harpoon Block II สายการผลิตเต็มอัตรา Lot 91 จำนวน 467นัด และอุปกรณ์สนับสนุนสำหรับลูกค้ารูปแบบการขาย Foreign Military Sales(FMS) หลายราย
งานจะได้รับการดำเนินการใน Louis มลรัฐ Missouri สหรัฐฯ(ร้อยละ30), McKinney มลรัฐ Texas สหรัฐฯ(ร้อยละ28), Toledo มลรัฐ Ohio สหรัฐฯ(ร้อยละ6), Grove มลรัฐ Oklahoma สหรัฐฯ(ร้อยละ5), Pontiac มลรัฐ Michigan สหรัฐฯ(ร้อยละ4),
Putnam มลรัฐ Connecticut สหรัฐฯ(ร้อยละ2), Galena มลรัฐ Kansas สหรัฐฯ(ร้อยละ2), Burnley สหราชอาณาจักร(ร้อยละ2), Lititz มลรัฐ Pennsylvania สหรัฐฯ(ร้อยละ1), Minneapolis มลรัฐ Minnesota สหรัฐฯ(ร้อยละ1) และหลากหลายพื้นที่ในภาคพื้นทวีปสหรัฐฯ(ร้อยละ19)
นี่การแก้ไขสัญญาการจัดหาอาวุธปล่อยนำวิถี Harpoon Block II และอุปกรณ์สนับสนุนสำหรับรัฐบาลบราซิลจำนวน 4นัด, สำหรับรัฐบาลไทยจำนวน ๘นัด, สำหรับรัฐบาลกาตาร์จำนวน 53นัด(https://aagth1.blogspot.com/2019/05/f-15qa-harpoon-block-2-f-16v.html),
สำหรับรัฐบาลซาอุดีอาระเบียจำนวน 402นัด และเฉพาะอุปกรณ์สนับสนุนสำหรับรัฐบาลญี่ปุ่น, รัฐบาลเนเธอร์แลนด์, รัฐบาลอินเดีย และรัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลี งานคาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในเดือนธันวาคม 2026
การขายรูปแบบ Foreign Military Sales คิดเป็นวงเงินจำนวน $656,981,421 จะมีภาระผูกพัน ณ เวลาที่ได้รับการประกาศสัญญา ซึ่งจะไม่มีการหมดอายุในช่วงสิ้นสุดของปีงบประมาณปัจจุบัน
กองบัญชาการะบบอากาศนาวีสหรัฐฯ(US NAVAIR: Naval Air Systems Command) ใน Patuxent River มลรัฐ Maryland เป็นผู้ดำเนินกิจกรรมสัญญา
ตามข้อมูลจาก Jane's Air Launched Weapons อาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำ Harpoon มีขนาดความยาวราว 4.5m และมีน้ำหนักเกือบ 700kg ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ Turbojet นี้ได้รับการนำเข้าประจำการตั้งแต่ช่วงกลางปี 1970s
Harpoon Block II ได้รับการออกแบบมาโดยเฉพาะให้สามารถโจมตีเป้าหมายได้หลายรูปแบบทั้งบนพื้นดินและในทะเล เช่น ปืนใหญ่รักษาฝั่ง, ฐานอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ, อากาศยาน และสนามบิน, ท่าเรือ หรือนิคมอุตสาหกรรม เช่นเดียวกับเรือผิวน้ำที่ผูกติดกับท่าเรือในอ่าว
Harpoon Block II นำวิถีด้วยดาวเทียม GPS(Global Position System) และระบบนำร่อง INS(Inertial Navigation System) และมีรายงานว่ามีระยะยิงไกล 124km
สำหรับสงครามต่อต้านเรือผิวน้ำชายฝั่งต่อเป้าหมายใกล้พื้นดิน อาวุธปล่อยนำวิถีจะได้รับข้อมูลแนวชายฝั่งการยิง นำวิถีด้วย GPS ระหว่างการบินโคจร และระหว่าขั้นสุดท้ายของการโจมตี ระบบค้นหาจะคืนค่าหาพื้นดิน 'ว่าง' เพื่อระบุเป้าหมาย
สำหรับการโจมตีเป้าหมายตามท่าเรือและภาคพื้นดิน อาวุธปล่อยนำวิถี Harpoon Block II จะถูกยิงและสร้างการโคจรตนเองเข้าหาในเพดานบินระดับต่ำตามปกติ
แต่จะวางใจได้อย่างมากขึ้นด้วยการใช้ระบบนำร่อง GPS/INS เสริมการหลีกเลี่ยงพื้นดินหรือเรือในเส้นทาง ที่สามารถตั้งค่าจุดเลี้ยวได้ถึง 8จุด
ก่อนหน้านี้ในเดือนสิงหาคม 2017 สำนักงานความร่วมมือความมั่นคงกลาโหมสหรัฐฯ(DSCA: Defense Security Cooperation Agency) ได้ออกเอกสารอนุมัติความเป็นไปได้ในการขายอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นต่อต้านเรือผิวน้ำ RGM-84L Harpoon Block II ให้รัฐบาลไทย
ในรูปแบบการขาย FMS วงเงินประมาณ $24.9 million(ประมาณ ๘๓๑ล้านบาท) ประกอบด้วย RGM-84L Harpoon Block II จำนวน ๕นัด และอาวุธปล่อยนำวิถีฝึก RTM-84L Harpoon Block II จำนวน ๑นัด(https://aagth1.blogspot.com/2017/08/harpoon-block-ii.html)
เป็นที่เข้าใจว่าอาวุธปล่อยนำวิถี Harpoon Block II ที่สหรัฐฯอนุมัติส่งออกให้ไทยแล้ว ๑๓นัด(๕+๘) จะถูกนำมาติดตั้งใช้กับเรือรบผิวน้ำของกองทัพเรือไทย(RTN: Royal Thai Navy)
คือ เรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชุดเรือหลวงกระบี่ลำที่สอง เรือหลวงประจวบคีรีขันธ์ และเรือเรือฟริเกตสมรรถนะสูง เรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช ที่มีการระบุคุณสมบัติว่ารองรับแท่นยิงอาวุธได้ลำละ ๘นัด
เดิมกองทัพเรือไทยมีแผนจะทำการยิง Harpoon Block II ต่อเป้าหมายบนฝั่ง(CTS: Coastal Target Suppression) ที่น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกกองทัพเรือประจำปี ๒๕๖๓ ที่มีพิธีเปิดการฝึกเมื่อ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๖๓(2020)(https://aagth1.blogspot.com/2020/02/blog-post_26.html)
แต่อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะเริ่มทำการฝึกไประยะหนึ่งแล้ว ล่าสุดกองทัพเรือไทยได้ตัดสินใจยกเลิกการฝึก ทร.๖๓ เนื่องจาการระบาดของ coronavirus Covid-19 และการตัดลดงบประมาณลงร้อยละ๓๓ ราว ๔,๑๐๐,๐๐๐,๐๐๐บาทครับ(https://aagth1.blogspot.com/2020/04/covid-19.html)
วันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2563
ยานเกราะล้อยางสะเทินน้ำสะเทินบก ACV นาวิกโยธินสหรัฐฯเลือกติดป้อมปืน KONGSBERG MCT-30 นอร์เวย์
BAE Systems selects KONGSBERG’s MCT-30 turret for U.S. Marine Corps ACV Program
Kongsberg Defence & Aerospace AS (KONGSBERG) has been selected by BAE Systems, Inc. to design and manufacture the remote Medium Caliber Turret (MCT) for the United States Marine Corps’ Amphibious Combat Vehicle (ACV) -30 program.
https://www.kongsberg.com/kda/news-and-media/news-archive/2020/bae-systems-selects-kongsbergs-mct-30-turret-for-u.s.-marine-corps-acv-program/
บริษัท Kongsberg Defence & Aerospace AS นอร์เวย์ได้รับเลือกจากบริษัท BAE Systems, Inc. สหรัฐฯ-สหราชอาณาจักร เพื่อออกแบบและผลิตป้อมปืน Remote แบบ Medium Caliber Turret(MCT)
สำหรับโครงการยานเกราะล้อยางสะเทินน้ำสะเทินบก ACV-30(Amphibious Combat Vehicle) 8x8 ของนาวิกโยธินสหรัฐฯ(USMC: US Marine Corps)(https://aagth1.blogspot.com/2018/06/bae-systems-iveco-acv-11.html)
KONGSBERG นอร์เวย์จะส่งมอบป้อมปืน MCT-30 จำนวนถึง 150ระบบตามขั้นตอนของโครงการในฐานะส่วนหนึ่งของสัญญานี้ การส่งมอบเพื่อการทดสอบจะดำเนินการในช่วงต้นปี 2021 ตามด้วยขั้นระยะสายการผลิต
KONGSBERG MCT-30 เป็นป้อมปืน Remote แบบไร้พลประจำป้อมสำหรับปืนใหญ่กลขนาด 30mm แบบแรกที่ได้รับการรับรองและวางกำลังใช้งานในสหรัฐฯ
ระบบป้อมปืน MCT-30 ให้อำนาจการยิงที่แม่นยำสูงสำหรับรถรบยานเกราะล้อยางหรือสายพาน เป็นระบบที่ควบคุมและปฏิบัติการจากตำแหน่งที่มีเกราะป้องกันภายในห้องตัวรถสำหรับความเหมาะสมด้านความปลอดภัยของพลประจำรถ
ป้อมปืน MCT-30 ใช้ประโยชน์ปืนใหญ่กลลำกล้องขนาดกลางแบบไร้ข้อต่อที่ให้อำนาจการสังหาร, ความน่าเชื่อถืออย่างสูงที่สุด และการทำงานแบบหลายผู้ใช้แก่ยานเกราะล้อยางสะเทินน้ำสะเทินบก ACV นาวิกโยธินสหรัฐฯ และระบบรถรบแบบอื่นๆ
"ACV-30 กับป้อมปืน MCT-30 ของ KONGSBERG ได้แสดงขีดความสามารถอำนาจการสังหารที่ทรงพลังสำหรับนาวิกโยธินสหรัฐฯ เป็นตัวแทนของยุคใหม่ในปฏิบัติการยกพลขึ้นบกของสหรัฐฯ" Pål E Bratlie รองประธานบริหาร Kongsberg Defence & Aerospace กล่าว
ในปี 2015 กองทัพบกสหรัฐฯ(US Army) ได้เลือกป้อมปืน MCT-30 เพื่อเพิ่มอำนาจการสังหารของกองพลน้อยยานเกราะล้อยาง Stryker ในยุโรป(https://aagth1.blogspot.com/2016/10/stryker-30mm.html)
ยานเกราะล้อยาง Stryker ติดป้อมปืน KONGSBERG MCT-30 กองทัพบกสหรัฐฯได้ถูกนำไปวางกำลังเป็นส่วนหนึ่งของการริเริ่มป้องปรามของยุโรปตั้งแต่ปี 2018(https://aagth1.blogspot.com/2017/10/stryker.html)
ป้อมปืน KONGSBERG MCT-30 เป็นระบบอาวุธและระบบควบคุมการยิงหลักสำหรับยานเกราะล้อยางลำเลียงพล M1296 Stryker Infantry Carrier Vehicle-Dragoon(ICV-D)(https://aagth1.blogspot.com/2020/04/stryker-30mm.html)
ป้อมปืน MCT-30 และป้อมปืน Remote Weapon Station(RWS) แบบใดๆสำหรับลูกค้าในสหรัฐฯได้รับการผลิตในโรงงาน KONGBSERG Johnstown มลรัฐ Pennsylvania สหรัฐฯ ใช้ประโยชน์จากผู้จัดส่งสหรัฐฯที่ตั้งในมากกว่า 30รัฐฯทั่วสหรัฐฯ
ยานเกราะล้อยางสะเทินน้ำสะเทินบก ACV มีพื้นฐานจากยานเกราะล้อยาง SuperAV ของบริษัท Iveco Defence Vehicles อิตาลีที่ร่วมทีมกับ BAE Systems เพื่อทดแทนรถสะเทินน้ำสะเทินบก AAV7A1(Assault Amphibious Vehicle) ซึ่งนาวิกโยธินสหรัฐฯใช้งานมานานครับ
Kongsberg Defence & Aerospace AS (KONGSBERG) has been selected by BAE Systems, Inc. to design and manufacture the remote Medium Caliber Turret (MCT) for the United States Marine Corps’ Amphibious Combat Vehicle (ACV) -30 program.
https://www.kongsberg.com/kda/news-and-media/news-archive/2020/bae-systems-selects-kongsbergs-mct-30-turret-for-u.s.-marine-corps-acv-program/
บริษัท Kongsberg Defence & Aerospace AS นอร์เวย์ได้รับเลือกจากบริษัท BAE Systems, Inc. สหรัฐฯ-สหราชอาณาจักร เพื่อออกแบบและผลิตป้อมปืน Remote แบบ Medium Caliber Turret(MCT)
สำหรับโครงการยานเกราะล้อยางสะเทินน้ำสะเทินบก ACV-30(Amphibious Combat Vehicle) 8x8 ของนาวิกโยธินสหรัฐฯ(USMC: US Marine Corps)(https://aagth1.blogspot.com/2018/06/bae-systems-iveco-acv-11.html)
KONGSBERG นอร์เวย์จะส่งมอบป้อมปืน MCT-30 จำนวนถึง 150ระบบตามขั้นตอนของโครงการในฐานะส่วนหนึ่งของสัญญานี้ การส่งมอบเพื่อการทดสอบจะดำเนินการในช่วงต้นปี 2021 ตามด้วยขั้นระยะสายการผลิต
KONGSBERG MCT-30 เป็นป้อมปืน Remote แบบไร้พลประจำป้อมสำหรับปืนใหญ่กลขนาด 30mm แบบแรกที่ได้รับการรับรองและวางกำลังใช้งานในสหรัฐฯ
ระบบป้อมปืน MCT-30 ให้อำนาจการยิงที่แม่นยำสูงสำหรับรถรบยานเกราะล้อยางหรือสายพาน เป็นระบบที่ควบคุมและปฏิบัติการจากตำแหน่งที่มีเกราะป้องกันภายในห้องตัวรถสำหรับความเหมาะสมด้านความปลอดภัยของพลประจำรถ
ป้อมปืน MCT-30 ใช้ประโยชน์ปืนใหญ่กลลำกล้องขนาดกลางแบบไร้ข้อต่อที่ให้อำนาจการสังหาร, ความน่าเชื่อถืออย่างสูงที่สุด และการทำงานแบบหลายผู้ใช้แก่ยานเกราะล้อยางสะเทินน้ำสะเทินบก ACV นาวิกโยธินสหรัฐฯ และระบบรถรบแบบอื่นๆ
"ACV-30 กับป้อมปืน MCT-30 ของ KONGSBERG ได้แสดงขีดความสามารถอำนาจการสังหารที่ทรงพลังสำหรับนาวิกโยธินสหรัฐฯ เป็นตัวแทนของยุคใหม่ในปฏิบัติการยกพลขึ้นบกของสหรัฐฯ" Pål E Bratlie รองประธานบริหาร Kongsberg Defence & Aerospace กล่าว
ในปี 2015 กองทัพบกสหรัฐฯ(US Army) ได้เลือกป้อมปืน MCT-30 เพื่อเพิ่มอำนาจการสังหารของกองพลน้อยยานเกราะล้อยาง Stryker ในยุโรป(https://aagth1.blogspot.com/2016/10/stryker-30mm.html)
ยานเกราะล้อยาง Stryker ติดป้อมปืน KONGSBERG MCT-30 กองทัพบกสหรัฐฯได้ถูกนำไปวางกำลังเป็นส่วนหนึ่งของการริเริ่มป้องปรามของยุโรปตั้งแต่ปี 2018(https://aagth1.blogspot.com/2017/10/stryker.html)
ป้อมปืน KONGSBERG MCT-30 เป็นระบบอาวุธและระบบควบคุมการยิงหลักสำหรับยานเกราะล้อยางลำเลียงพล M1296 Stryker Infantry Carrier Vehicle-Dragoon(ICV-D)(https://aagth1.blogspot.com/2020/04/stryker-30mm.html)
ป้อมปืน MCT-30 และป้อมปืน Remote Weapon Station(RWS) แบบใดๆสำหรับลูกค้าในสหรัฐฯได้รับการผลิตในโรงงาน KONGBSERG Johnstown มลรัฐ Pennsylvania สหรัฐฯ ใช้ประโยชน์จากผู้จัดส่งสหรัฐฯที่ตั้งในมากกว่า 30รัฐฯทั่วสหรัฐฯ
ยานเกราะล้อยางสะเทินน้ำสะเทินบก ACV มีพื้นฐานจากยานเกราะล้อยาง SuperAV ของบริษัท Iveco Defence Vehicles อิตาลีที่ร่วมทีมกับ BAE Systems เพื่อทดแทนรถสะเทินน้ำสะเทินบก AAV7A1(Assault Amphibious Vehicle) ซึ่งนาวิกโยธินสหรัฐฯใช้งานมานานครับ
วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2563
ญี่ปุ่นจะจัดหายานเกราะล้อยางติดปืนใหญ่รถถัง Type 16 MCV และปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง Type 19 155mm เพิ่ม
JGSDF to acquire additional Type-19 SPHs and Type-16 MCVs
The Japanese MoD has revealed that it will procure seven more Type-19 SPHs and an additional 33 Type-16 MCVs (similar to this one) in FY 2020. Source: JGSDF
https://www.janes.com/article/95986/jgsdf-to-acquire-additional-type-19-sphs-and-type-16-mcvs
ญี่ปุ่นจะจัดหาปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง Type 19 ขนาด 155mm/52Calibre เพิ่มเติม 7ระบบ และยานเกราะล้อยางติดปืนใหญ่รถถัง Type 16 MCV(Mobile Combat Vehicle) เพิ่มเติม 33คัน ในปีงบประมาณ 2020 นี้
ในฐานะส่วนหนึ่งของความพยายามอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มขยายขีดความสามารถของกองกำลังป้องกันตนเองทางบกญี่ปุ่น(JGSDF: Japan Ground Self-Defense Force)
ปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง Type 19 พิสัยยิงไกลใหม่ซึ่งถูกบูรณาการเข้ากับรถยนต์บรรทุกทหารทางยุทธวิธี MAN 8x8 เยอรมนี และมีกำลังพลประจำระบบ 5นาย
กำลังค่อยถูกเปิดตัวเข้าประจำการในกองกำลังป้องกันตนเองทางบกญี่ปุ่น(https://aagth1.blogspot.com/2019/09/type-19-155mm.html) เพื่อทดแทนปืนใหญ่ลากจูงแบบ FH-70 ขนาด 155mm ที่ใช้งานมานาน(https://aagth1.blogspot.com/2018/07/8x8-m1a2.html)
ตามที่กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นกล่าวในรายงาน 'โครงการและงบประมาณกลาโหมของญี่ปุ่น' ล่าสุดของตน ซึ่งเอกสารรายงานในรูปแบบภาษาอังกฤษได้ถูกเผยแพร่เมื่อเดือนมีนาคม 2020 ที่ผ่านมา
กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นกล่าวว่าตนได้รับงบประมาณวงเงิน 4.5 billion Yen($42.3 million) เพื่อจัดหา ป.อัตตาจรล้อยาง Type 19 เพิ่ม 7ระบบหลังจากที่จัดหาไปก่อนหน้าในจำนวนเท่ากันในงบประมาณปี 2019 ที่วงเงิน 5.1 billion Yen
ความเคลื่อนไหวนี้มีขึ้นหลังจากสำนักงานจัดซื้อจัดจ้าง, วิทยาการ และการส่งกำลังบำรุง(ATLA: Acquisition, Technology & Logistics Agency) กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นได้กล่าวใน website ของตนว่า
ได้รับมอบ Type 19 ต้นแบบ 5ระบบจากบริษัท Japan Steel Works ญี่ปุ่นในปลายเดือนพฤษภาคม 2018 หนึ่งในระบบต้นแบบเหล่านี้ได้ถูกเปิดตัวต่อสาธารณชนระหว่างการฝึก Fuji Firepower 2019 ที่มีขึ้ระหว่างวันที่ 22-25 สิงหาคม 2019
ขณะเดียวกันกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นได้เปิดเผยว่าตนได้รับงบประมาณวงเงิน 23.7 billion Yen เพื่อจัดหายานเกราะล้อยางติดปืนใหญ่รถถัง Type 16 MCV จำนวน 33คัน หลังจากที่ได้สั่งจัดหา Type 16 MCV ทั้งหมด 22คันในปีงบประมาณ 2019 ที่วงเงิน 16.1 billion Yen
เมื่อรวมกับการประกาศการจัดซื้อจัดจ้างล่าสุด กองกำลังป้องกันตนเองทางบกญี่ปุ่นได้มีสั่งจัดหายานเกราะล้อยาง Type 16 MCV รวมทั้งสิ้น 142คันตั้งแต่ปีงบประมาณ 2016
Type 16 MCV มีพื้นฐานบนรถแคร่ฐานยานเกราะล้อยาง 8x8 ที่ออกแบบใหม่ ซึ่งกองกำลังป้องกันตนเองทางบกญี่ปุ่นอธิบายว่าเป็น "รถรบที่มีความว่องไวสูง"
มีน้ำหนักรถประมาณ 26tonnes ติดตั้งป้อมปืนใหญ่รถถังลำกล้องเกลี่ยวขนาด 105mm ซึ่งสามารถขนส่งเคลื่อนที่ทางอากาศได้ ถูกนำเข้าประจำการในปีงบประมาณ 2017 ครับ
The Japanese MoD has revealed that it will procure seven more Type-19 SPHs and an additional 33 Type-16 MCVs (similar to this one) in FY 2020. Source: JGSDF
https://www.janes.com/article/95986/jgsdf-to-acquire-additional-type-19-sphs-and-type-16-mcvs
ญี่ปุ่นจะจัดหาปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง Type 19 ขนาด 155mm/52Calibre เพิ่มเติม 7ระบบ และยานเกราะล้อยางติดปืนใหญ่รถถัง Type 16 MCV(Mobile Combat Vehicle) เพิ่มเติม 33คัน ในปีงบประมาณ 2020 นี้
ในฐานะส่วนหนึ่งของความพยายามอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มขยายขีดความสามารถของกองกำลังป้องกันตนเองทางบกญี่ปุ่น(JGSDF: Japan Ground Self-Defense Force)
ปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง Type 19 พิสัยยิงไกลใหม่ซึ่งถูกบูรณาการเข้ากับรถยนต์บรรทุกทหารทางยุทธวิธี MAN 8x8 เยอรมนี และมีกำลังพลประจำระบบ 5นาย
กำลังค่อยถูกเปิดตัวเข้าประจำการในกองกำลังป้องกันตนเองทางบกญี่ปุ่น(https://aagth1.blogspot.com/2019/09/type-19-155mm.html) เพื่อทดแทนปืนใหญ่ลากจูงแบบ FH-70 ขนาด 155mm ที่ใช้งานมานาน(https://aagth1.blogspot.com/2018/07/8x8-m1a2.html)
ตามที่กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นกล่าวในรายงาน 'โครงการและงบประมาณกลาโหมของญี่ปุ่น' ล่าสุดของตน ซึ่งเอกสารรายงานในรูปแบบภาษาอังกฤษได้ถูกเผยแพร่เมื่อเดือนมีนาคม 2020 ที่ผ่านมา
กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นกล่าวว่าตนได้รับงบประมาณวงเงิน 4.5 billion Yen($42.3 million) เพื่อจัดหา ป.อัตตาจรล้อยาง Type 19 เพิ่ม 7ระบบหลังจากที่จัดหาไปก่อนหน้าในจำนวนเท่ากันในงบประมาณปี 2019 ที่วงเงิน 5.1 billion Yen
ความเคลื่อนไหวนี้มีขึ้นหลังจากสำนักงานจัดซื้อจัดจ้าง, วิทยาการ และการส่งกำลังบำรุง(ATLA: Acquisition, Technology & Logistics Agency) กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นได้กล่าวใน website ของตนว่า
ได้รับมอบ Type 19 ต้นแบบ 5ระบบจากบริษัท Japan Steel Works ญี่ปุ่นในปลายเดือนพฤษภาคม 2018 หนึ่งในระบบต้นแบบเหล่านี้ได้ถูกเปิดตัวต่อสาธารณชนระหว่างการฝึก Fuji Firepower 2019 ที่มีขึ้ระหว่างวันที่ 22-25 สิงหาคม 2019
ขณะเดียวกันกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นได้เปิดเผยว่าตนได้รับงบประมาณวงเงิน 23.7 billion Yen เพื่อจัดหายานเกราะล้อยางติดปืนใหญ่รถถัง Type 16 MCV จำนวน 33คัน หลังจากที่ได้สั่งจัดหา Type 16 MCV ทั้งหมด 22คันในปีงบประมาณ 2019 ที่วงเงิน 16.1 billion Yen
เมื่อรวมกับการประกาศการจัดซื้อจัดจ้างล่าสุด กองกำลังป้องกันตนเองทางบกญี่ปุ่นได้มีสั่งจัดหายานเกราะล้อยาง Type 16 MCV รวมทั้งสิ้น 142คันตั้งแต่ปีงบประมาณ 2016
Type 16 MCV มีพื้นฐานบนรถแคร่ฐานยานเกราะล้อยาง 8x8 ที่ออกแบบใหม่ ซึ่งกองกำลังป้องกันตนเองทางบกญี่ปุ่นอธิบายว่าเป็น "รถรบที่มีความว่องไวสูง"
มีน้ำหนักรถประมาณ 26tonnes ติดตั้งป้อมปืนใหญ่รถถังลำกล้องเกลี่ยวขนาด 105mm ซึ่งสามารถขนส่งเคลื่อนที่ทางอากาศได้ ถูกนำเข้าประจำการในปีงบประมาณ 2017 ครับ
วันพุธที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2563
เครื่องบินลำเลียง Y-20 จีนขนส่งอุปกรณ์การแพทย์มาไทยเป็นครั้งแรก
China send medical equipments by People’s Liberation Army Air Force (PLAAF)'s Y-20 transport aircraft to Wing 6 Don Muang Royal Thai Air Force (RTAF) Base, Thailand in 12 May 2020.
Y-20A aircraft is now operational with a second PLAAF transport division
https://www.janes.com/article/94303/y-20a-aircraft-is-now-operational-with-a-second-plaaf-transport-division
กระทรวงกลาโหมไทย รับมอบอุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์จากกระทรวงกลาโหมจีน ช่วยไทยสู้ COVID-19!! "จีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน"
เช้าวันนี้ (อังคาร ที่ 12 พ.ค. 63) พลเอก ชัยชาญ ช้างมงคล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นผู้แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รับมอบอุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์
รวมถึงสิ่งของเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) จาก นาย Yang Xin (หยาง ซิน) อุปทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ณ ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (ดอนเมือง)
สืบเนื่องจากในปัจุบัน การระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชีวิต และความเป็นอยู่ของมวลมนุษยชาติ รวมถึงภาคเศรษฐกิจในทั่วโลก ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่ที่จะต้องร่วมมือกันควบคุมการแพร่ระบาด
ทั้งนี้ เป็นการมอบอุปกรณ์ เครื่องมือแพทย์ และสิ่งของ อาทิ เครื่องช่วยหายใจแบบไม่เข้าไปในร่างกาย จำนวน 6 เครื่อง, เครื่องวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจ จำนวน 10 เครื่อง, เครื่องควบคุมการให้สารละลายทางหลอกเลือดดำ จำนวน 30 เครื่อง, เครื่องวัดอุณภูมิที่ศรีษะแบบอินฟาเรด จำนวน 100 เครื่อง,
ชุดตรวจโควิด-19 แบบPCR จำนวน 6,000 ชุด, หน้ากากทางการแพทย์ชนิดใช้ครั้งเดียว จำนวน 100,000 ชิ้น, หน้ากากทางการแพทย์สำหรับผ่าตัด จำนวน 15,000 ชิ้น, แว่นป้องกันทางการแพทย์ จำนวน 10,500 คู่, ชุดสวมป้องกันทางการแพทย์ จำนวน 7,000 ชุด,
ถุงมือมือป้องกันเคมี ชีวะ และนิวเคลียร์ จำนวน 120 กล่อง ฯลฯ รวมทั้งหมดมูลค่าที่ 6 ล้านหยวน หรือ 30 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการช่วยเหลือผู้ป่วยติดเชื้อ ตลอดจนใช้ป้องกันให้เกิดความปลอดภัยในการปฏิบัติงานของบุคลากรทางการแพทย์ในประเทศไทยอีกด้วย
โดยการมอบความช่วยเหลือของกระทรวงกลาโหมสาธารณรัฐประชาชนจีนให้กับประเทศไทยในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงมิตรภาพ ดังคำกล่าวที่ว่า “จีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน”
ซึ่งถือว่าประชาชนของทั้งสองประเทศนี้ จะไม่สามารถแยกออกจากกันได้ ความสัมพันธ์ไทย-จีนจะยั่งยืนตลอดไป และจะผ่านพ้นห้วงเวลานี้ไปได้อย่างแน่นอน
https://www.facebook.com/opsd.pr/posts/868665876984506
วันที่ 12 พฤษภาคม 2563 เวลา 08.00 นาฬิกา พลเอก ชัยชนะ นาคเกิด รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด เข้าร่วมในพิธีรับมอบอุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์ รวมทั้งสิ่งของช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรค โควิด-19
จากกระทรวงกลาโหม สาธารณรัฐประชาชนจีน ณ ท่าอากาศยานทหาร กองบิน 6 โดยมี พลเอก ชัยชาญ ช้างมงคล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานในพิธี
ทั้งนี้ จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID - 19) ที่ผ่านมา กระทรวงกลาโหมได้ประสานความร่วมมือกับ กระทรวงกลาโหมมิตรประเทศ และ กระทรวงกลาโหม สาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างต่อเนื่อง
อันจะส่งผลดีในการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เป็นประโยชน์เพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรทางการแพทย์และการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคร่วมกันต่อไป
https://www.facebook.com/rtarfhq.pr/posts/3038038146261851
กระทรวงกลาโหมสาธารณรัฐประชาชนจีนได้ขนส่งอุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์ร่วมถึงสิ่งของช่วยเหลือต่อผลกระทบการระบาดของ coronavirus Covid-19 แก่กระทรวงกลาโหมไทย ประกอบด้วย เครื่องช่วยหายใจ ชุดทดสอบกรด Nucleic acid หน้ากากอนามัย และชุดPPE เป็นต้น
โดยการขนส่งมาทางเครื่องบินลำเลียงทางยุทธศาสตร์สี่เครื่องยนต์ไอพ่น Turbofan Xian Aircraft Corporation(XAC) Y-20A Kunpeng กองทัพอากาศปลดปล่อยประชาชนจีน(PLAAF: People’s Liberation Army Air Force)
เครื่องบินลำเลียง Y-20A กองทัพอากาศปลดปล่อยประชาชนจีน หมายเลขเครื่อง 20042 ได้เดินทางมายังท่าอากาศยานทหาร กองบิน๖ ดอนเมือง กองทัพอากาศไทย เมื่อวันที่ ๑๒ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๓(2020) เป็นครั้งแรกที่มายังไทยสำหรับอากาศยานแบบนี้ของจีน
โดยการจัดพิธีรับมอบเครื่องมือและอุปกรณ์ทางแพทย์ที่ทำการลำเลียงออกจากเครื่อง มี พลเอก ชัยชาญ ช้างมงคล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมไทย เป็นประธานในพิธีร่วมกับ Yang Xin อุปทูตสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย
เครื่องบินลำเลียง Y-20A ที่เดินทางมายังประเทศไทยนั้น ตามรูปแบบหมายเลขเครื่อง 20X4X เป็นการบ่งชี้ว่าเป็นเครื่องที่ประจำการ ณ กรมบินที่37 กองพลบินลำเลียงที่13 กองบัญชาการภาคกลาง ซึ่งมีที่ตั้งใน Kaifeng มณฑล Henan จีน
โดยภาพถ่ายจากสื่อของรัฐบาลจีนในเดือนมกราคม 2020 ได้แสดง Y-20A หมายเลข 20041 และ 20042 ปฏิบัติการช่วยเหลือต่อการระบาด Covid-19 ที่ท่าอากาศยานนานาชาติ Wuhan Tianhe ใน Wuhan จีน
จีนประกาศว่าเครื่องบินลำเลียง Y-20 ได้เข้าประจำการในกองทัพอากาศปลดปล่อยประชาชนจีนอย่างเป็นทางการในปี 2016(https://aagth1.blogspot.com/2016/07/y-20.html)
ซึ่ง กรมบินที่12 กองพลบินลำเลียงที่14 กองบัญชาการภาคตะวันตก ที่มีที่ตั้งใน Chengdu-Qionglai เป็นหน่วยบินแรกที่ประจำการด้วย Y-20 ขณะที่ กรมบินที่37 กองพลบินลำเลียงที่13 เป็นหน่วยบินที่สองของจีนที่ใช้งาน Y-20
ตั้งแต่เข้าประจำการกองทัพอากาศปลดปล่อยประชาชนจีนได้นำ Y-20A ดำเนินการฝึกการลำเลียง การโดดร่ม และส่งทางอากาศหลายรูปแบบ(https://aagth1.blogspot.com/2020/04/y-20-type-15.html, https://aagth1.blogspot.com/2018/05/y-20-j-20.html)
ตามข้อมูลจาก Jane's All the World's Aircraft เครื่องบินลำเลียง Y-20A ความยาว 47m มีน้ำหนักบรรทุกสูงสุด 66tonnes และมีน้ำหนักบินขึ้นสูงสุด 220tonnes และมีพิสัยทำการไกลถึง 2,000nmi(เมื่อบรรทุกสูงสุด) ครับ
วันอังคารที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2563
อากาศยานใบพัดกระดก MV-22B Osprey กองกำลังป้องกันตนเองทางบกญี่ปุ่นสองเครื่องแรกมาถึงญี่ปุ่น
First two MV-22B Osprey tiltrotor aircraft for JGSDF arrive in Japan
The first two MV-22B Osprey tiltrotor aircraft on order for the JGSDF. Source: USMC
https://www.janes.com/article/96049/first-two-mv-22b-osprey-tiltrotor-aircraft-for-jgsdf-arrive-in-japan
อากาศยานใบพัดกระดก Bell Boeing MV-22B Osprey สองเครื่องแรกที่ได้รับการสั่งจัดหาจากกองกำลังป้องกันตนเองทางบกญี่ปุ่น(JGSDF: Japanese Ground Self-Defence Force)
ได้ถูกขนส่งมาถึงสถานีอากาศนาวิกโยธิน(MCAS: Marine Corps Air Station) Iwakuni นาวิกโยธินสหรัฐฯ(USMC: US Marine Corps) ในจังหวัด Yamaguchi ของญี่ปุ่น โฆษกของกองกำลังป้องกันตนเองทางบกญี่ปุ่นกล่าวกับ Jane's เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2020
อากาศยานใบพัดกระดก MV-22B Block C Osprey ของกองกำลังป้องกันตนเองทางบกญี่ปุ่นจำนวน 2เครื่องซึ่งมีหมายเลขเครื่อง '91701' และ '91705' ได้ถูกขนส่งมาถึงแผ่นดินญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2020
และเป็นส่วนของการจัดหาระยะแรกจำนวน 5เครื่องที่ญี่ปุ่นสั่งจัดหาในกลางปี 2015 วงเงิน $332.5 million(https://aagth1.blogspot.com/2015/07/v-22-5.html, https://aagth1.blogspot.com/2015/05/v-22.html)
โฆษกของกองกำลังป้องกันตนเองทางบกญี่ปุ่นกล่าวว่าอากาศยานใบพัดกระดก Osprey ทั้ง 2เครื่องจะถูกส่งมอบให้กับค่าย Kisarazu ในจังหวัด Chiba ในปลายเดือนมิถุนายน 2020 หรือหลังจากนี้
อย่างไรก็ตามมีการชี้ให้เห็นว่ายังไม่เป็นที่ชัดเจนตอนนี้ว่า เมื่อไรที่อากาศยานใบพัดกระดก MV-22B ในระยะแรกที่เหลืออีก 3เครื่องจะถูกส่งมอบแก่กองกำลังป้องกันตนเองทางบกญี่ปุ่น
อากาศยานใบพัดกระดก Osprey ของกองกำลังป้องกันตนเองทางบกญี่ปุ่นอย่างน้อย 2เครื่องจากชุดระยะแรก 5เครื่อง ซึ่งมีหมายเลขเครื่อง '91702' และ '91703' ได้ถูกพบเห็นตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2019
เพื่อฝึกนักบินกองกำลังป้องกันตนเองทางบกญี่ปุ่น ณ สถานีอากาศนาวิกโยธิน MCAS New River ใน Jacksonville มลรัฐ North Carolina สหรัฐฯ(https://aagth1.blogspot.com/2019/06/boeing-v-22-osprey.html)
ในเดือนพฤษภาคม 2015 สำนักงานความร่วมมือความมั่นคงกลาโหมสหรัฐฯ(DSCA: Defense Security Cooperation Agency) ได้แจ้งสภา Congress สหรัฐฯว่าญี่ปุ่นต้องการจัดซื้ออากาศยานใบพัดกระดก Osprey เหล่านี้ถึง 17เครื่อง
พร้อมเครื่องยนต์ใบพัด turboprop/turboshaft แบบ Rolls-Royce T406-AD-400 จำนวน 40เครื่องในการขายรูปแบบ Foreign Military Sale(FMS) มูลค่าวงเงินประมาณ $3 billion
ในเดือนกรกฎาคม 2015 กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯได้ประกาศให้บริษัท Bell สหรัฐฯ และบริษัท Boeing สหรัฐฯได้รับข้อตกลงสัญญาเพื่อผลิตและส่งมอบ Osprey ระยะแรก 5เครื่องแก่ญี่ปุ่น
ในเดือนกรกฎาคม 2016 กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯประกาศว่าญี่ปุนจัดหา MV-22B เพิ่มเติมจำนวน 4เครื่อง(https://aagth1.blogspot.com/2016/07/mv-22-4.html)
ตามเอกสารแจ้งสัญญาที่ออกในเวลานั้น ส่วนการจัดซื้อในรูปแบบ FMS ได้ประกาศสัญญาที่วงเงิน $302.9 million ญี่ปุ่นยังได้สั่งจัดหาเครื่องฝึกจำลองการบิน MV-22 Tiltrotor Containerised Flight Training Device วงเงินราว $9.6 million ด้วย
สองปีหลังจากนั้น(2017 และ 2018)ญี่ปุ่นได้สั่งจัดหา MV-22B เพิ่มเติมรวม 8เครื่อง(ปีละ 4เครื่อง) เพื่อให้ตรงความต้องการรวมที่ทั้งหมด 17เครื่อง
โฆษกของกองกำลังป้องกันตนเองทางบกญี่ปุ่นกล่าวว่า ญี่ปุ่นมีแผนจะวางกำลัง Osprey ทั้งหมด ณ ค่าย Kisarazu เป็นเวลาราว 5ปี หลังจากที่คาดว่าเดิมมีจุดประสงค์ที่จะตั้งฐานที่ท่าอากาศยาน Saga บนเกาะ Kyushu
ญี่ปุ่นมีแผนจะนำ MV-22B เข้าประจำการในหน่วยยกพลขึ้นบกสองกองพลและสองกองพลน้อยที่ถูกจัดตั้งขึ้นโดยกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นเพื่อตอบสนองการยึดคืนหมู่เกาะห่างไกลในกรณีที่ถูกกองกำลังต่างชาติรุกรานโดยทันที รวมถึงการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติด้วยครับ
The first two MV-22B Osprey tiltrotor aircraft on order for the JGSDF. Source: USMC
https://www.janes.com/article/96049/first-two-mv-22b-osprey-tiltrotor-aircraft-for-jgsdf-arrive-in-japan
อากาศยานใบพัดกระดก Bell Boeing MV-22B Osprey สองเครื่องแรกที่ได้รับการสั่งจัดหาจากกองกำลังป้องกันตนเองทางบกญี่ปุ่น(JGSDF: Japanese Ground Self-Defence Force)
ได้ถูกขนส่งมาถึงสถานีอากาศนาวิกโยธิน(MCAS: Marine Corps Air Station) Iwakuni นาวิกโยธินสหรัฐฯ(USMC: US Marine Corps) ในจังหวัด Yamaguchi ของญี่ปุ่น โฆษกของกองกำลังป้องกันตนเองทางบกญี่ปุ่นกล่าวกับ Jane's เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2020
อากาศยานใบพัดกระดก MV-22B Block C Osprey ของกองกำลังป้องกันตนเองทางบกญี่ปุ่นจำนวน 2เครื่องซึ่งมีหมายเลขเครื่อง '91701' และ '91705' ได้ถูกขนส่งมาถึงแผ่นดินญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2020
และเป็นส่วนของการจัดหาระยะแรกจำนวน 5เครื่องที่ญี่ปุ่นสั่งจัดหาในกลางปี 2015 วงเงิน $332.5 million(https://aagth1.blogspot.com/2015/07/v-22-5.html, https://aagth1.blogspot.com/2015/05/v-22.html)
โฆษกของกองกำลังป้องกันตนเองทางบกญี่ปุ่นกล่าวว่าอากาศยานใบพัดกระดก Osprey ทั้ง 2เครื่องจะถูกส่งมอบให้กับค่าย Kisarazu ในจังหวัด Chiba ในปลายเดือนมิถุนายน 2020 หรือหลังจากนี้
อย่างไรก็ตามมีการชี้ให้เห็นว่ายังไม่เป็นที่ชัดเจนตอนนี้ว่า เมื่อไรที่อากาศยานใบพัดกระดก MV-22B ในระยะแรกที่เหลืออีก 3เครื่องจะถูกส่งมอบแก่กองกำลังป้องกันตนเองทางบกญี่ปุ่น
อากาศยานใบพัดกระดก Osprey ของกองกำลังป้องกันตนเองทางบกญี่ปุ่นอย่างน้อย 2เครื่องจากชุดระยะแรก 5เครื่อง ซึ่งมีหมายเลขเครื่อง '91702' และ '91703' ได้ถูกพบเห็นตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2019
เพื่อฝึกนักบินกองกำลังป้องกันตนเองทางบกญี่ปุ่น ณ สถานีอากาศนาวิกโยธิน MCAS New River ใน Jacksonville มลรัฐ North Carolina สหรัฐฯ(https://aagth1.blogspot.com/2019/06/boeing-v-22-osprey.html)
ในเดือนพฤษภาคม 2015 สำนักงานความร่วมมือความมั่นคงกลาโหมสหรัฐฯ(DSCA: Defense Security Cooperation Agency) ได้แจ้งสภา Congress สหรัฐฯว่าญี่ปุ่นต้องการจัดซื้ออากาศยานใบพัดกระดก Osprey เหล่านี้ถึง 17เครื่อง
พร้อมเครื่องยนต์ใบพัด turboprop/turboshaft แบบ Rolls-Royce T406-AD-400 จำนวน 40เครื่องในการขายรูปแบบ Foreign Military Sale(FMS) มูลค่าวงเงินประมาณ $3 billion
ในเดือนกรกฎาคม 2015 กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯได้ประกาศให้บริษัท Bell สหรัฐฯ และบริษัท Boeing สหรัฐฯได้รับข้อตกลงสัญญาเพื่อผลิตและส่งมอบ Osprey ระยะแรก 5เครื่องแก่ญี่ปุ่น
ในเดือนกรกฎาคม 2016 กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯประกาศว่าญี่ปุนจัดหา MV-22B เพิ่มเติมจำนวน 4เครื่อง(https://aagth1.blogspot.com/2016/07/mv-22-4.html)
ตามเอกสารแจ้งสัญญาที่ออกในเวลานั้น ส่วนการจัดซื้อในรูปแบบ FMS ได้ประกาศสัญญาที่วงเงิน $302.9 million ญี่ปุ่นยังได้สั่งจัดหาเครื่องฝึกจำลองการบิน MV-22 Tiltrotor Containerised Flight Training Device วงเงินราว $9.6 million ด้วย
สองปีหลังจากนั้น(2017 และ 2018)ญี่ปุ่นได้สั่งจัดหา MV-22B เพิ่มเติมรวม 8เครื่อง(ปีละ 4เครื่อง) เพื่อให้ตรงความต้องการรวมที่ทั้งหมด 17เครื่อง
โฆษกของกองกำลังป้องกันตนเองทางบกญี่ปุ่นกล่าวว่า ญี่ปุ่นมีแผนจะวางกำลัง Osprey ทั้งหมด ณ ค่าย Kisarazu เป็นเวลาราว 5ปี หลังจากที่คาดว่าเดิมมีจุดประสงค์ที่จะตั้งฐานที่ท่าอากาศยาน Saga บนเกาะ Kyushu
ญี่ปุ่นมีแผนจะนำ MV-22B เข้าประจำการในหน่วยยกพลขึ้นบกสองกองพลและสองกองพลน้อยที่ถูกจัดตั้งขึ้นโดยกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นเพื่อตอบสนองการยึดคืนหมู่เกาะห่างไกลในกรณีที่ถูกกองกำลังต่างชาติรุกรานโดยทันที รวมถึงการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติด้วยครับ
วันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2563
เรือบรรทุกเครื่องบิน Admiral Kuznetsov รัสเซียมีแผนจะทดลองเรือในทะเลในปี 2022
Admiral Kuznetsov aircraft carrier planned for sea trials in fall 2022
The shipyard has posted a contract on painting the carrier’s outer surface before September 1, 2022; applications are open until May 20
Admiral Kuznetsov heavy aircraft carrier/Lev Fedoseyev/TASS
https://tass.com/defense/1154431
อู่เรือ Zvyozdochka วางแผนที่จะเสร็จสิ้นการเตรียมการของเรือลาดตระเวนหนักบรรทุกเครื่องบิน Admiral Kuznetsov สำหรับการทดลองเรือในทะเลหลังการซ่อมและปรับปรุงเรือภายในฤดูใบไม้ร่วงปี 2022
ตามที่ website การจัดซื้อจัดจ้างรัฐบาลสหพันธรัฐรัสเซียระบุ อู่เรือ Zvyozdochka ได้เผยแพร่สัญญาการทาสีพื้นผิวภายนอกของเรือบรรทุกเครื่องบินก่อนวันที่ 1 กันยายน 2022
อู่เรือ Zvyozdochka วางแผนที่จะได้รับการจัดสรรงบประมาณวงเงิน 250 million rubles($3,402,500) และได้รับการแสดงความจำนงรับงานจนถึงวันที่ 20 พฤษภาคม 2020
สอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติที่แพร่หลายของอุตสาหกรรมทางเรือ หลังจากการทาสีเรือบรรทุกเครื่องบินลำเดียวของกองทัพเรือรัสเซีย(Russian Navy) เสร็จสิ้นเรือจะเข้าสู่ช่วงชั้นตอนการทดลองเรือในทะเล
ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของอู่เรือ Zvyozdochka ยืนยันแผนดังกล่าว แต่ย้ำว่างานทั้งหมดจะถูกดำเนินการท่ามกลางมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เพิ่มสูงมากขึ้นที่พิจารณาถึงการระบาดของ coronavirus Covid-19
ปัจจุบันเรือบรรทุกเครื่องบิน Admiral Kuznetsov อยู่ที่อู่เรือที่35(ในเครืออู่เรือ Zvyozdochka ใน Murmansk) การขึ้นระวางประจำการใหม่ของเรือมีแผนภายในปี 2022(https://aagth1.blogspot.com/2019/05/2023-admiral-kuznetsov-2020.html)
เรือบรรทุกเครื่องบิน Admiral Kuznetsov ถูกส่งเข้ารับการซ่อมในปี 2017 หลังเสร็จสิ้นการปฏิบัติภารกิจในซีเรีย(https://aagth1.blogspot.com/2017/02/admiral-kuznetsov.html)
เรือจะได้รับการติดตั้งป้องกันภัยทางอากาศใหม่รวมถึงระบบอาวุธป้องกันระยะประชิด(CIWS: Close-In Weapon System) แบบ Pantsir-M(https://aagth1.blogspot.com/2017/07/pantsir-me.html)
เรือบรรทุกเครื่องบิน Admiral Kuznetsov จะได้รับอุปกรณ์จ่ายพลังงานใหม่, หม้อน้ำและ pumps ใหม่ และระบบควบคุมการบินใหม่คือระบบการลงจอด, ตรวจการณ์ และควบคุม
(https://aagth1.blogspot.com/2018/04/admiral-kuznetsov.html, https://aagth1.blogspot.com/2017/04/admiral-kuznetsov-kalibr.html)
ตั้งแต่ที่เรือบรรทุกเครื่องบิน Admiral Kuznetsov เข้ารับการซ่อมได้เกิดอุบัติเหตุที่มีผู้เสียชีวิตสองครั้ง วันที่ 30 ตุลาคม 2018 เมื่อเรือออกจากอู่ลอยอู่ลอยได้จมลง(https://aagth1.blogspot.com/2018/10/admiral-kuznetsov.html)
เหตุการณ์ที่อู่ลอยเอียงขณะจมนั้นเป็นผลให้เครนตกลงมาสร้างความเสียหายแก่ดาดฟ้าบินเรือบรรทุกเครื่องบิน Admiral Kuznetsov โดยมีผู้เสียชีวิต 1ราย(https://aagth1.blogspot.com/2018/11/admiral-kuznetsov.html)
ต่อมาวันที่ 12 ธันวาคม 2019 เกิดเหตไฟไหม้บนเรือบรรทุกเครื่องบิน Admiral Kuznetsov โดยมีผู้เสียชีวิต 2ราย(https://aagth1.blogspot.com/2019/12/admiral-kuznetsov.html)
กองทัพเรือรัสเซียกำลังประสบปัญหาความล่าช้าต่อทั้งการซ่อมและสร้างเรือขนาดใหญ่จากข้อจำกัดของอู่ต่อเรือที่ส่วนใหญ่จะเป็นอู่เรือสำหรับเรือขนาดเล็ก ซึ่งความล่าช้านี้ดูเหมือนจะเด่นชัดมากกว่ากองทัพเรือชาติอื่นครับ(https://aagth1.blogspot.com/2020/02/blog-post_24.html)
The shipyard has posted a contract on painting the carrier’s outer surface before September 1, 2022; applications are open until May 20
Admiral Kuznetsov heavy aircraft carrier/Lev Fedoseyev/TASS
https://tass.com/defense/1154431
อู่เรือ Zvyozdochka วางแผนที่จะเสร็จสิ้นการเตรียมการของเรือลาดตระเวนหนักบรรทุกเครื่องบิน Admiral Kuznetsov สำหรับการทดลองเรือในทะเลหลังการซ่อมและปรับปรุงเรือภายในฤดูใบไม้ร่วงปี 2022
ตามที่ website การจัดซื้อจัดจ้างรัฐบาลสหพันธรัฐรัสเซียระบุ อู่เรือ Zvyozdochka ได้เผยแพร่สัญญาการทาสีพื้นผิวภายนอกของเรือบรรทุกเครื่องบินก่อนวันที่ 1 กันยายน 2022
อู่เรือ Zvyozdochka วางแผนที่จะได้รับการจัดสรรงบประมาณวงเงิน 250 million rubles($3,402,500) และได้รับการแสดงความจำนงรับงานจนถึงวันที่ 20 พฤษภาคม 2020
สอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติที่แพร่หลายของอุตสาหกรรมทางเรือ หลังจากการทาสีเรือบรรทุกเครื่องบินลำเดียวของกองทัพเรือรัสเซีย(Russian Navy) เสร็จสิ้นเรือจะเข้าสู่ช่วงชั้นตอนการทดลองเรือในทะเล
ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของอู่เรือ Zvyozdochka ยืนยันแผนดังกล่าว แต่ย้ำว่างานทั้งหมดจะถูกดำเนินการท่ามกลางมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เพิ่มสูงมากขึ้นที่พิจารณาถึงการระบาดของ coronavirus Covid-19
ปัจจุบันเรือบรรทุกเครื่องบิน Admiral Kuznetsov อยู่ที่อู่เรือที่35(ในเครืออู่เรือ Zvyozdochka ใน Murmansk) การขึ้นระวางประจำการใหม่ของเรือมีแผนภายในปี 2022(https://aagth1.blogspot.com/2019/05/2023-admiral-kuznetsov-2020.html)
เรือบรรทุกเครื่องบิน Admiral Kuznetsov ถูกส่งเข้ารับการซ่อมในปี 2017 หลังเสร็จสิ้นการปฏิบัติภารกิจในซีเรีย(https://aagth1.blogspot.com/2017/02/admiral-kuznetsov.html)
เรือจะได้รับการติดตั้งป้องกันภัยทางอากาศใหม่รวมถึงระบบอาวุธป้องกันระยะประชิด(CIWS: Close-In Weapon System) แบบ Pantsir-M(https://aagth1.blogspot.com/2017/07/pantsir-me.html)
เรือบรรทุกเครื่องบิน Admiral Kuznetsov จะได้รับอุปกรณ์จ่ายพลังงานใหม่, หม้อน้ำและ pumps ใหม่ และระบบควบคุมการบินใหม่คือระบบการลงจอด, ตรวจการณ์ และควบคุม
(https://aagth1.blogspot.com/2018/04/admiral-kuznetsov.html, https://aagth1.blogspot.com/2017/04/admiral-kuznetsov-kalibr.html)
ตั้งแต่ที่เรือบรรทุกเครื่องบิน Admiral Kuznetsov เข้ารับการซ่อมได้เกิดอุบัติเหตุที่มีผู้เสียชีวิตสองครั้ง วันที่ 30 ตุลาคม 2018 เมื่อเรือออกจากอู่ลอยอู่ลอยได้จมลง(https://aagth1.blogspot.com/2018/10/admiral-kuznetsov.html)
เหตุการณ์ที่อู่ลอยเอียงขณะจมนั้นเป็นผลให้เครนตกลงมาสร้างความเสียหายแก่ดาดฟ้าบินเรือบรรทุกเครื่องบิน Admiral Kuznetsov โดยมีผู้เสียชีวิต 1ราย(https://aagth1.blogspot.com/2018/11/admiral-kuznetsov.html)
ต่อมาวันที่ 12 ธันวาคม 2019 เกิดเหตไฟไหม้บนเรือบรรทุกเครื่องบิน Admiral Kuznetsov โดยมีผู้เสียชีวิต 2ราย(https://aagth1.blogspot.com/2019/12/admiral-kuznetsov.html)
กองทัพเรือรัสเซียกำลังประสบปัญหาความล่าช้าต่อทั้งการซ่อมและสร้างเรือขนาดใหญ่จากข้อจำกัดของอู่ต่อเรือที่ส่วนใหญ่จะเป็นอู่เรือสำหรับเรือขนาดเล็ก ซึ่งความล่าช้านี้ดูเหมือนจะเด่นชัดมากกว่ากองทัพเรือชาติอื่นครับ(https://aagth1.blogspot.com/2020/02/blog-post_24.html)
วันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2563
ฟิลิปปินส์จะจัดหาปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง Elbit ATMOS อิสราเอล
Philippines to procure ATMOS gun system from Elbit
The Philippine Army is set to acquire the ATMOS 155 mm artillery system (pictured) produced by Elbit Systems. Source: Elbit Systems
https://www.janes.com/article/95972/philippines-to-procure-atmos-gun-system-from-elbit
Autonomous Truck Mounted Gun-ATMG 155mm/52caliber Self-Propelled Howitzer 6x6 manufactured by Weapon Production Center (WPC), Defence Industry and Energy Center (DIEC), Ministry of Defence of Thailand was delivered to Royal Thai Army.
https://aagth1.blogspot.com/2019/01/atmg-atmm.html?spref=tw
Royal Thai Army's M758 Autonomous Truck-Mounted Gun (ATMG) 155mm/52 calibre self-propelled howitzer on Tatra 6x6 10 tonne truck Czech Republic.(My own Photos)
Covid-19: Philippines assesses military modernisation priorities in light of new economic pressures
https://www.janes.com/article/95973/covid-19-philippines-assesses-military-modernisation-priorities-in-light-of-new-economic-pressures
กระทรวงกลาโหมฟิลิปปินส์มีกำหนดที่จะเสร็จสิ้นแผนการจัดหาระบบปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง ATMOS 155 mm/52 ที่ผลิตโดยบริษัท Elbit Systems อิสราเอล กระทรวงกลาโหมฟิลิปปินส์กล่าวกับ Jane's เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2020 ว่า
รัฐมนตรีกลาโหมฟิลิปปินส์ Delfin Lorenzana ได้ออก "เอกสารแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการต่อ"(NTP: Notice to Proceed) เพื่อสนับสนุนการจัดหาปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง ATMOS ซึ่งมีมูลค่าที่วงเงินราว $47 million ในต้นเดือนเมษายน 2020
ระบบปืนใหญ่อัตตาจร ATMOS จะถูกจัดหาโดยกองทัพบกฟิลิปปินส์(PA: Philippine Army) ซึ่งจะประจำการจำนวนสองกองร้อย ภายใต้กรมทหารปืนใหญ่กองทัพบก(AAR: Army Artillery Regiment) ที่เริ่มจัดตั้งขึ้นในเดือนมกราคม 2020
เอกสารแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการต่อถูกส่งให้ Elbit อิสราเอลโดยเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจอย่างเป็นทางการเพื่อเริ่มการสร้างระบบปืนใหญ่อัตตาจรสำหรับกองทัพบกฟิลิปปินส์ ซึ่งสอดคล้องกับเงื่อนไขของสัญญาที่ถูกลงนามเมื่อช่วงต้นปี 2020
ความล่าช้าของการออกเอกสารแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการต่อคาดว่าจะมีผลเนื่องมาจากข้อจำกัดด้านงบประมาณของฟิลิปปินส์ กระทรวงกลาโหมฟิลิปปินส์กล่าวกับ Jane's ว่า
สัญญาได้รับการลงนามโดยกระทรวงกลาโหมฟิลิปปินส์และกรมความร่วมมือกลาโหมต่างประเทศ(SIBAT) กระทรวงกลาโหมอิสราเอล และอยู่ภายใต้กรอบข้อตกลงระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาล
มีการยืนยันว่าสัญญาจัดหาระบบปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง ATMOS อิสราเอลมีวงเงินที่ 2.386 billion Philippine Peso($47.2 million)
และมีรายละเอียดการจัดหาและส่งมอบจำนวน 12ระบบ(สองกองร้อยปืนใหญ่) ระบบปืนใหญ่อัตตาจรคาดว่าจะถูกส่งมอบให้กองทัพบกฟิลิปปินส์ได้ตั้งแต่เดือนเมษายน 2020
ฟิลิปปินส์ยังคงเดินหน้าแผนโครงการการปรับปรุงความทันสมัยกองทัพของตนเป็นเวลาอีกไม่กี่ปีข้างหน้าที่จะมาถึง แม้ว่าผลกระทบด้านเศรษฐกิจจากการระบาดของ Coronavirus Covid-19
น่าจะนำไปสู่การตัดงบประมาณกลาโหมบางส่วนและความล่าช้าในการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ Arsenio Andolong หัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์ของกระทรวงกลาโหมฟิลิปปินส์กล่าวกับ Jane's
"เราจะทำการตัดงบประมาณบางส่วน แต่การปรับปรุงความทันสมัยกองทัพจะเดินหน้าต่อ (แม้ว่า)เราจำเป็นจะต้องพักบางโครงการก็ตาม" Andolong กล่าวในการให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2020 ว่า
ปัจจุบันกระทรวงกลาโหมฟิลิปปินส์กำลังทบทวนวัตถุประสงค์การปรับปรุงความทันสมัยกองทัพของตนเพื่อตัดสินใจว่าโครงการใดบ้างที่จำเป็นต้องถูกเลื่อนออกไปก่อน
กระทรวงกลาโหมฟิลิปปินส์มองที่จะประหยัดงบประมาณของตนเพื่อสนับสนุนมาตรการกระตุ้นทางเศรษฐกิจวงเงิน $23 billion ของรัฐบาลฟิลิปปินส์
แต่อย่างไรก็ตามโครงการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ที่มีลำดับความสำคัญ รวมถึงโครงการจัดหาเครื่องบินลำเลียงใหม่จะไม่ได้รับผลกระทบครับ(https://aagth1.blogspot.com/2018/10/blog-post_2.html)
The Philippine Army is set to acquire the ATMOS 155 mm artillery system (pictured) produced by Elbit Systems. Source: Elbit Systems
https://www.janes.com/article/95972/philippines-to-procure-atmos-gun-system-from-elbit
Autonomous Truck Mounted Gun-ATMG 155mm/52caliber Self-Propelled Howitzer 6x6 manufactured by Weapon Production Center (WPC), Defence Industry and Energy Center (DIEC), Ministry of Defence of Thailand was delivered to Royal Thai Army.
https://aagth1.blogspot.com/2019/01/atmg-atmm.html?spref=tw
Royal Thai Army's M758 Autonomous Truck-Mounted Gun (ATMG) 155mm/52 calibre self-propelled howitzer on Tatra 6x6 10 tonne truck Czech Republic.(My own Photos)
Covid-19: Philippines assesses military modernisation priorities in light of new economic pressures
https://www.janes.com/article/95973/covid-19-philippines-assesses-military-modernisation-priorities-in-light-of-new-economic-pressures
กระทรวงกลาโหมฟิลิปปินส์มีกำหนดที่จะเสร็จสิ้นแผนการจัดหาระบบปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง ATMOS 155 mm/52 ที่ผลิตโดยบริษัท Elbit Systems อิสราเอล กระทรวงกลาโหมฟิลิปปินส์กล่าวกับ Jane's เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2020 ว่า
รัฐมนตรีกลาโหมฟิลิปปินส์ Delfin Lorenzana ได้ออก "เอกสารแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการต่อ"(NTP: Notice to Proceed) เพื่อสนับสนุนการจัดหาปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง ATMOS ซึ่งมีมูลค่าที่วงเงินราว $47 million ในต้นเดือนเมษายน 2020
ระบบปืนใหญ่อัตตาจร ATMOS จะถูกจัดหาโดยกองทัพบกฟิลิปปินส์(PA: Philippine Army) ซึ่งจะประจำการจำนวนสองกองร้อย ภายใต้กรมทหารปืนใหญ่กองทัพบก(AAR: Army Artillery Regiment) ที่เริ่มจัดตั้งขึ้นในเดือนมกราคม 2020
เอกสารแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการต่อถูกส่งให้ Elbit อิสราเอลโดยเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจอย่างเป็นทางการเพื่อเริ่มการสร้างระบบปืนใหญ่อัตตาจรสำหรับกองทัพบกฟิลิปปินส์ ซึ่งสอดคล้องกับเงื่อนไขของสัญญาที่ถูกลงนามเมื่อช่วงต้นปี 2020
ความล่าช้าของการออกเอกสารแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการต่อคาดว่าจะมีผลเนื่องมาจากข้อจำกัดด้านงบประมาณของฟิลิปปินส์ กระทรวงกลาโหมฟิลิปปินส์กล่าวกับ Jane's ว่า
สัญญาได้รับการลงนามโดยกระทรวงกลาโหมฟิลิปปินส์และกรมความร่วมมือกลาโหมต่างประเทศ(SIBAT) กระทรวงกลาโหมอิสราเอล และอยู่ภายใต้กรอบข้อตกลงระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาล
มีการยืนยันว่าสัญญาจัดหาระบบปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง ATMOS อิสราเอลมีวงเงินที่ 2.386 billion Philippine Peso($47.2 million)
และมีรายละเอียดการจัดหาและส่งมอบจำนวน 12ระบบ(สองกองร้อยปืนใหญ่) ระบบปืนใหญ่อัตตาจรคาดว่าจะถูกส่งมอบให้กองทัพบกฟิลิปปินส์ได้ตั้งแต่เดือนเมษายน 2020
ฟิลิปปินส์ยังคงเดินหน้าแผนโครงการการปรับปรุงความทันสมัยกองทัพของตนเป็นเวลาอีกไม่กี่ปีข้างหน้าที่จะมาถึง แม้ว่าผลกระทบด้านเศรษฐกิจจากการระบาดของ Coronavirus Covid-19
น่าจะนำไปสู่การตัดงบประมาณกลาโหมบางส่วนและความล่าช้าในการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ Arsenio Andolong หัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์ของกระทรวงกลาโหมฟิลิปปินส์กล่าวกับ Jane's
"เราจะทำการตัดงบประมาณบางส่วน แต่การปรับปรุงความทันสมัยกองทัพจะเดินหน้าต่อ (แม้ว่า)เราจำเป็นจะต้องพักบางโครงการก็ตาม" Andolong กล่าวในการให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2020 ว่า
ปัจจุบันกระทรวงกลาโหมฟิลิปปินส์กำลังทบทวนวัตถุประสงค์การปรับปรุงความทันสมัยกองทัพของตนเพื่อตัดสินใจว่าโครงการใดบ้างที่จำเป็นต้องถูกเลื่อนออกไปก่อน
กระทรวงกลาโหมฟิลิปปินส์มองที่จะประหยัดงบประมาณของตนเพื่อสนับสนุนมาตรการกระตุ้นทางเศรษฐกิจวงเงิน $23 billion ของรัฐบาลฟิลิปปินส์
แต่อย่างไรก็ตามโครงการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ที่มีลำดับความสำคัญ รวมถึงโครงการจัดหาเครื่องบินลำเลียงใหม่จะไม่ได้รับผลกระทบครับ(https://aagth1.blogspot.com/2018/10/blog-post_2.html)
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)













































